ขายไอติมวอลล์ปีละ 8 แสนกว่าแท่ง เปลี่ยนชีวิต ปลดหนี้ มีบ้าน สร้างธุรกิจของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ขายไอติมวอลล์ปีละ 8 แสนกว่าแท่ง เปลี่ยนชีวิต ปลดหนี้ มีบ้าน สร้างธุรกิจของตัวเอง

ขายไอศกรีมจนสามารถปลดหนี้ สร้างบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเองได้ หนำซ้ำยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้อีกด้วย

ได้เข้าร่วมฟังเรื่องราวส่งความสุขกับแคมเปญ “WALL”S man only” มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข จาก บริษัท ยูนิลีเวอร์ และผลิตภัณฑ์วอลล์ ที่ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อหวังสร้างอาชีพให้คนไทยที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมวอลล์ของตัวเอง ให้มีรายได้พร้อมสวัสดิการให้ครอบครัว

คุณปุณณิฏฐา พันธุ์ทวี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาดไอศกรีมวอลล์ เผยว่า “ความจริงทางวอลล์จัดงานลักษณะคล้ายแคมเปญนี้มานานแล้ว เราทำเป็นเชิง CSR ร่วมกับโครงการอื่นๆ คู่ไปด้วย เพื่อให้ครอบครัววอลล์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปี 2560 จะมีรถขายไอศกรีมวอลล์เพิ่มเป็น 5,000 คัน

ไอศกรีมวอลล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไอศกรีมธรรมดา แต่คือนิยามของความสุข สำหรับคนไทยทุกคน และ WALL”S man ก็ไม่ใช่เป็นเพียงเซลส์แมน แต่เป็นเหมือนบุรุษที่คอยส่งความสุขให้กับลูกค้าของเราทั่วประเทศ”

ภายในงานมีการมอบรางวัล พี่ติมวอลล์อวอร์ด 2015 โดยมีการมอบ “เสื้อสามารถ” และรางวัลกว่า 20 รางวัล ถือเป็นงานรวมพลพรรครัก “พี่ติมวอลล์ วันนี้เพื่อพี่เท่านั้น” โดยเฉพาะอีกด้วย

สำหรับปีนี้ คุณบุญโฮม นุวรรโน วัย 53 ปี สุดยอดพี่ติมวอลล์ยอดขายสูงสุดประจำภาคกลาง รับรางวัลเสื้อสามารถระดับมงกุฎ และทองคำหนัก 2 บาท ซึ่งเป็นรางวัลการันตีความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เขาเล่าว่า พื้นเพเป็นคนโคราช เข้ามาเสี่ยงโชคทำงานในกรุงเทพฯ หลังจากนั้น จึงมาทำอาชีพเป็นคนขายไอศกรีมวอลล์ ทำมากว่า 7 ปีแล้ว จากการแนะนำของน้องชาย

โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกการให้รางวัลครั้งนี้คือ ผู้ที่มียอดขายไอศกรีมสูงสุดของเขตพื้นที่ภาคกลาง ในปี 2558 ซึ่งมียอดขายโดยรวมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 874,000 แท่ง หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 72,800 แท่ง รวมไปถึงความขยันในการออกพื้นที่ขายด้วย จึงสามารถคว้ารางวัลนี้ไปครอง

คุณบุญโฮม เล่าว่า “หลังจากที่น้องชายแนะนำให้มาลองขายไอติมวอลล์ สิ่งที่ทำมาโดยตลอดคือ การแต่งกายต้องสะอาดสะอ้าน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ทั้งต้องพูดจาให้ดี ขับรถช้าๆ และพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น เวลาเจอก็ทักทายและพยายามจำชื่อลูกค้าที่เป็นขาประจำเราให้ได้ มันจะเกิดความประทับใจในสิ่งที่เราทำ

เขายังเล่าต่อว่า เป็นคนขายไอติมวอลล์ ทำให้ชีวิตเปลี่ยน สามารถปลดหนี้สินที่ค้างไว้ได้หมด อีกทั้งยังมีเงินสร้างบ้าน และสามารถอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนอีกต่อไป เพียงยึดหลักในอาชีพที่ว่า “ออกขายแต่เช้า กลับมืด และเรียนรู้ที่จะทำความรู้จักคนให้เยอะขึ้น” ก็สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราทำได้

ปัจจุบัน คุณบุญโฮมขายไอศกรีมอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาทิ กองทัพอากาศ, สายไหม, ดอนเมือง, โรงพยาบาลภูมิพลและเขตรอบๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย และทุกอาชีพ

ทางด้าน คุณตนายุทธ เตียวประเสริฐ วัย 44 ปี ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับวอลล์มากว่า 10 ปี และเป็นพี่ติมวอลล์ตัวอย่าง เล่าว่า เขาเป็นทั้งคนขายไอติม และเป็นเจ้าของธุรกิจศูนย์กระจายไอติมให้กับสมาชิกท่านอื่น ที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อีกทั้งปัจจุบัน ยังสามารถขยายกิจการเปิดศูนย์กระจายไอศกรีมไปสู่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เปิดเป็นแห่งที่ 2 ด้วย โดยให้ คุณยุวันดา เตียวประเสริฐ ภรรยา เป็นคนช่วยบริหาร เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคและอยากย่นระยะเวลาการขนส่งไอศกรีมให้แก่สมาชิก จึงตัดสินใจเปิดศูนย์กระจายขึ้นอีกแห่ง ซึ่งที่นี่เปิดมาได้ 1 ปีกว่า ผลตอบรับถือว่าดีมาก และยังคาดว่าจะดีไปอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสมาชิกในความดูแลของคุณตนายุทธมีทั้งหมด 10 ท่าน หลายคนเริ่มทำงานด้วยกันมานาน เขามัดใจสมาชิกด้วยการพูดคุยที่ตรงไปตรงมา และคอยช่วยเหลือซัพพอร์ตให้กับสมาชิกด้วย สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ขายไอศกรีมจนสามารถสร้างเนื้อตั้งตัวได้ ไม่เดือดร้อนอีกต่อไป เจ้าของศูนย์กระจายไอศกรีม เล่า

ส่วนการบริการจัดการศูนย์กระจายไอศกรีมและดูแลสมาชิกของคุณตนายุทธ คือ เริ่มแรกที่เข้ามาคือ ต้องอยากขายก่อน หลังจากนั้นต้องพูดคุยกันให้เข้าใจว่า ทางวอลล์มีรถที่แต่งองค์ให้ครบหมดแล้ว แต่คนขับหรือคนขาย ถ้าอยากทำจริง เราขอให้วางเงินมัดจำ 500 บาท เพราะป้องกันพวกสิบแปดมงกุฎ แต่หลังจากทำงานครบ 1 เดือน ก็จะคืนเงินที่มัดจำให้

ทั้งการขายไอศกรีม สามารถขายได้ทั่วจังหวัดเพชรบุรี ไม่ได้มีเขตกั้นอีกด้วย ทำให้คนขายสามารถสร้างโอกาสทางการขายได้เยอะ หากขยันเราก็จะได้รับรายได้ที่เยอะขึ้นไปตามลำดับ ทั้งยังมีโบนัส สวัสดิการ และประกันชีวิต

พี่ติมวอลล์ทั้ง 2 ท่าน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทุกวันนี้กินอยู่สบายขึ้น ขายไอศกรีมจนสามารถปลดหนี้ สร้างบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเองได้ หนำซ้ำยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ด้วย”

สำหรับแคมเปญ WALL”S man only มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข ครั้งนี้จะเดินทางจัดแคมเปญไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อส่งความสุขให้ครอบครัววอลล์ และผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/Wall”sThailand

มะดันลอยแก้ว-หมอนทองเม็ดมินต์ อีกทางเลือกของคนชอบผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

มะดันลอยแก้ว-หมอนทองเม็ดมินต์ อีกทางเลือกของคนชอบผลไม้

หากติดตามข่าวสารบ้านเมืองจะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีในหลากหลายโครงการ อย่างเช่น “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” ภายใต้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วน โดยร่วมกันคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพรวม 17 เครือข่าย อันเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทั้ง 2 หน่วยงานได้เปิดตัวโครงการดังกล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปีจะเกิดการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ 530 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนได้ 65 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอยู่ใน 17 คลัสเตอร์ จำนวนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่งผลิตสินค้าได้ไม่นาน บางรายเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ดังนั้น การเข้ารวมกลุ่มเครือข่ายนี้จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การซื้อวัตถุดิบและการทำตลาดร่วมกัน

ประโยชน์ของมะดัน

ดังที่ “คุณนงนุช เทียมณรงค์” เจ้าของผลไม้แปรรูป แบรนด์ “งามลมัย” ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลไม้ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แจกแจงให้ฟังว่า มีสมาชิกทั้งหมด 33 คน ได้เข้าร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกที่มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในส่วนที่เป็นต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ผลิตภาคการเกษตร สามารถช่วยเหลือให้ความรู้ข่าวสารแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลางน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตที่มีปริมาณมากก็จะเข้ามาช่วยต้นน้ำได้มากมาย ปลายน้ำ คือผู้ที่ทำการตลาด สามารถมาช่วยกลางน้ำ ทำให้สายน้ำยาวและใหญ่ ทำให้บ้านเราอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน

สำหรับกิจการแปรรูปผลไม้ของเธอนั้น มีมะดันเป็นตัวชูโรง ทั้งมะดันลอยแก้ว มะดันอบแห้ง น้ำมะดัน และมะม่วงกวน ในชื่อแบรนด์ “งามลมัย” ปัจจุบันขายมะดันลอยแก้วกระป๋องละ 50 บาท มะดันอบแห้งกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนน้ำมะดันขวดละ 25 บาท มีวางขายที่กรุงเทพฯ ร้านค้าใกล้สถานีตำรวจสามเสน ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ ผู้สนใจในกรุงเทพฯ สั่งซื้อได้ที่ คุณนงนุช โทรศัพท์ (081) 733-1745 ส่วนถ้าอยู่นครนายกสั่งได้ที่ คุณตู่ โทรศัพท์ (089) 001-4112

เธอเล่าถึงสาเหตุของการแปรรูปมะดันว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ เริ่มทำสวนที่จังหวัดนครนายก ครั้งแรกปี 2550 เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นที่นาจึงต้องลงทุนถมที่ในเนื้อที่ 4 ไร่กว่าๆ เพื่อปลูกมะยงชิดและผลไม้ที่ตัวเองชอบ เช่น มังคุด มะม่วง กล้วย ละมุด ฯลฯ ส่วนมะดันเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาเริ่มปลูกมะดันเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่พอปี 2551 ราคามะดันตกต่ำมาก เลยเริ่มทำมะดันลอยแก้ว ตามด้วยมะดันอบแห้ง และน้ำมะดัน โดยมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรตลอดมา ซึ่งการนำมะดันมาแปรรูปนั้นเพราะเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีวิตามินสูงมาก ช่วยในเรื่องภูมิแพ้หวัด ทำให้ผิวพรรณดีและช่วยระบบขับถ่ายด้วย

วางแผนปลูกแบบออร์แกนิก

ใครชิมมะดันอบแห้งหรือน้ำมะดันของคุณนงนุช ต่างชอบอกชอบใจในรสชาติที่ไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีลูกค้าประจำและมีออร์เดอร์ไม่ขาด เจ้าตัวเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้คนมักจะนำมะดันมาใส่ในต้มปลาทูและนำไปแช่อิ่มเท่านั้น แต่ของเธอได้นำมาทำน้ำ ทำอบแห้ง และทำลอยแก้ว ซึ่งในท้องตลาดยังไม่เห็นมีใครทำเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีบ้างแต่คุณภาพและความอร่อยก็ต่างกัน

เธอย้ำว่า ทางกลุ่มเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด สามารถเข้าตลาดระดับสูงได้ รวมถึงมองการส่งออกด้วย ซึ่งทางกลุ่มทำได้ไม่ยากเพราะทุกครัวเรือนในบริเวณนี้ปลูกมะดันกันอยู่แล้ว สามารถคัดเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่และเนื้อแน่น ตอนนี้ราคามะดันดีกว่าปีก่อนๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 7-15 บาท แล้วแต่ช่วงว่ามีมากหรือน้อย

ในเรื่องการปลูกมะดัน เธอให้ข้อมูลว่า ไม่มีแมลงอะไรมารบกวน จะมีก็แต่กาฝาก จึงต้องทำการตกแต่งกิ่งให้ดี และในการเก็บจะต้องเลือกเก็บเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ มะดันจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม แต่ออกผลตลอดทั้งปีถ้าให้น้ำตลอด ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปลูกแบบออร์แกนิก

คุณนงนุช พูดถึงปัญหาของการแปรรูปมะดันว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ มีผลผลิตเป็นฤดูกาล การเก็บรักษาต้องใช้ความเย็นช่วยถนอมอาหาร ซึ่งการใช้ความเย็นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ผู้ประกอบการอีกรายที่อยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ คุณเชิดพงษ์ เมธาวุฒินันท์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการ ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ เขาระบุถึงการเข้าร่วมในคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกว่า ในกลุ่มมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกัน จึงมีมุมมองในหลายๆ ด้านที่แลกเปลี่ยนและสามารถเสริมแนวทางธุรกิจซึ่งกันและกันได้

เชื่อมั่นตลาดนักท่องเที่ยวจีนชอบ

คุณเชิดพงษ์ อธิบายถึงธุรกิจแปรรูปผลไม้ที่ทำอยู่ว่า เริ่มจากจุดที่ว่าเมืองไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ประกอบกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงนำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปเป็นเม็ดๆ เหมือนทอฟฟี่ ในชื่อแบรนด์ “ชิวดี้” โดยจ้างโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ว่าไปแล้วคุณเชิดพงษ์ก็เหมือนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยุคนี้ที่เน้นจ้างผลิตแล้วมาทำการตลาดเอง ซึ่งหากจับตลาดได้ถูกกิจการก็จะไปได้ดี ไม่ต้องมายุ่งในส่วนการผลิต การตั้งโรงงาน หรือจ้างพนักงานแต่อย่างใด เป็นการลดขั้นตอนไปได้เยอะ อยู่ที่ว่าหากเป็นสินค้าใหม่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณเชิดพงษ์ บอกว่า จุดเด่นของ “ชิวดี้” คือผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ผ่านการคัดสรรจากสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยระบบออร์แกนิก และผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัยได้มาตรฐาน ทำให้ได้ทุเรียนเม็ดมินต์ที่มีรสชาติอร่อย เพิ่มความสดชื่นเวลารับประทาน และเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในท้องตลาดไม่มีใครผลิตแบบนี้ โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 20 กรัม ราคาขายปลีกซองละ 25 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 60 ซอง ราคาขายส่ง 1,200 บาท

“ความจริงผลิตภัณฑ์ของเราก็คล้ายๆ กับทอฟฟี่ แต่ไม่อยากให้เรียกแบบนั้น เนื่องจากมูลค่ามันต่างกัน เพราะทางเราเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองเกรดดี”

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้เล่าว่า เตรียมวางแผนที่จะจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจะวางขายเพิ่มเติมในร้านขายของฝากบริการนักท่องเที่ยวและร้านอาหาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบรับประทานทุเรียน รวมทั้งการเข้าถึงตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มากทั้งจำนวนประชากรและรายได้ประชาชาติ หากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จะสร้างยอดขายได้สูงมาก

เจ้าตัวพูดถึงปัญหาอุปสรรคของการเริ่มทำธุรกิจนี้ว่า อยู่ที่การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพราะเป็นของใหม่ไม่มีในท้องตลาด แต่หากได้ลองชิมแล้วจะถูกปากและติดใจในรสชาติที่มีความแปลกใหม่อันผสมกลมกลืนระหว่างทุเรียนกับมินต์ได้อย่างลงตัว

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ คุณเชิดพงษ์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์มาให้ชิมกัน หลายรายชื่นชอบรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรสมินต์ทั้งหลาย

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรืออยากลิ้มชิมรสทุเรียนหมอนทองรสมินต์แบรนด์ “ชิวดี้” ติดต่อคุณเชิดพงษ์ได้ที่ โทรศัพท์ (092) 419-6695

“เพ้นต์หมวกกันน็อก” ศิลปะบนหัว ถูกใจนักบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เพ้นต์หมวกกันน็อก” ศิลปะบนหัว ถูกใจนักบิด

หมวก 1 ใบ ใช้เวลาเพ้นต์นาน 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับรายละเอียด และความยากง่ายของลาย ยกตัวอย่าง ลายไทย ลายหัวกะโหลก ลายยักษ์ ตั้งแต่ปลายปี 2558 จนถึงต้นปี 2559 ลูกค้าชอบ ขายดี เนื่องจากทางร้านใส่ใจเก็บทุกรายละเอียด งานเนี้ยบจริงๆ นอกจากนั้นยังรับเพ้นต์ตามความต้องการของลูกค้า และยังรับทำโลโก้กลุ่มอีกด้วย

เป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ป้องกันอาการบาดเจ็บทางศีรษะของนักบิดไปแล้ว สำหรับหมวกกันน็อก เพราะยังเป็นเครื่องประดับคู่กายของชายหนุ่มที่ชื่นชอบความเร็ว เลยมีงานฝีมือประเภทเพ้นต์หมวกกันน็อกออกมาเอาใจคนกลุ่มนี้ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ “O SKULL STORY” (โอ สคูล สตอรี่) โดยมี คุณอันทพัธฏ์ พลเยี่ยม หรือ คุณโอ เป็นเจ้าของไอเดีย

ทำเงิน จากฝีมือ

แฮนด์เมด ลายไม่ซ้ำใคร

คุณโอ ปัจจุบันอายุ 37 ปี จบคณะศิลปกรรมศาสตร์สาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยส่วนตัวเขาชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์เลยทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สองล้อชนิดนี้ โดยใช้ทักษะและฝีมืออวดลวดลายลงบนหมวกกันน็อก ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นหลักหมื่นบาท

อันที่จริง หมวกกันน็อกมีความสวยงามอยู่แล้ว แต่คุณโอบอกเพิ่มเติมว่า คนที่ชอบหมวกกันน็อกเพ้นต์ เป็นกลุ่มคนที่ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชอบความไม่เหมือนใคร ฉะนั้น สินค้าเลยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเปิดหน้าร้านอยู่ที่โครงการ จตุจักร กรีน กรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้ คุณโอทำงานประจำตำแหน่งครีเอทีฟดีไซเนอร์ กระทั่งราวปี 57 เขาลาออกมาทำกิจการส่วนตัวด้วยการเพ้นต์หมวกกันน็อกขาย ต่อมาเพิ่มสติ๊กเกอร์ฟิล์มติดรถไม่ลอกล่อน โดยหมวกกันน็อกที่ใช้สั่งจากโรงงานเป็นลักษณะแยกชิ้นส่วน จากนั้นมาประกอบเอง ข้อดีคือ หมวกสามารถถอดซักได้ ต่างจากหมวกกันน็อกปกติถอดซักไม่ได้

“ผมสั่งหมวกกันน็อกจากโรงงานที่ได้มาตรฐานมีเครื่องหมาย มอก. น้ำหนักเบา ใส่สบาย ผลิตจากพลาสติก ABS มีคุณสมบัติทนต่อแรงกระแทก ขอบหมวกหุ้มด้วยกระดูกงู สั่งแบบแยกชิ้นส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการนำมาเพ้นต์ เพราะหมวกกันน็อกจะมีลักษณะโค้งมน มีผิววัสดุเรียบมัน การเพ้นต์ต้องใจเย็นๆ หมวกมีไซซ์ M วัดรอบศีรษะ 57-58 เซนติเมตร ไซซ์ L วัดรอบศีรษะ 59-60 เซนติเมตร ไซซ์ XL วัดรอบศีรษะ 61-62 เซนติเมตร ลายที่เพ้นต์เน้นลายกราฟิก ลายหัวกะโหลก ลายยักษ์ ลายไทย ผสมผสานกัน ลวดลายส่วนใหญ่เกิดจากไอเดียกับจินตนาการ”

หมวกกันน็อกที่เลือกมาเพ้นต์นั้น สีพื้นจะอ่อนหรือเข้มก็ได้ ใครที่ยังไม่ชำนาญแนะนำให้ร่างโครงไว้ก่อนแล้วลงสีตาม แต่สำหรับคุณโอเขาสามารถลงสีเลย ซึ่งจะใช้สีอะครีลิก จากนั้นเคลือบด้วยสีรถยนต์อีก 4 ชั้น เพื่อให้มัน เงา ทนทาน อายุการใช้งานต่อใบ 5-6 ปี ลายที่เพ้นต์แนะนำไม่ควรก๊อบปี้ใครเพื่อชิ้นงานจะได้แตกต่าง เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่ความไม่เหมือนใคร

ด้านกำลังการผลิต ชายหนุ่ม เผยว่า หมวก 1 ใบ ใช้เวลาเพ้นต์นาน 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับรายละเอียด และความยากง่ายของลาย ยกตัวอย่าง ลายไทย ลายหัวกะโหลก ลายยักษ์ ตั้งแต่ปลายปี 2558 จนถึงต้นปี 2559 ลูกค้าชอบ ขายดี เนื่องจากทางร้านใส่ใจเก็บทุกรายละเอียด งานเนี้ยบจริงๆ นอกจากนั้น ยังรับเพ้นต์ตามความต้องการของลูกค้า และยังรับทำโลโก้กลุ่มอีกด้วย

เทรนด์บิ๊กไบค์ ส่งผลดี

ขายฝีมือ กำไร 2 เท่าตัว

ทางกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุน เจ้าของร้าน กล่าวว่า เป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ที่อยากจะมีหมวกกันน็อกเข้ากับสไตล์รถ ลูกค้าบางคนเปลี่ยนรถ แต่หมวกกันน็อกไม่สวย ก็มาซื้อหมวกทางร้าน เรียกง่ายๆ สมัยนี้หมวกต้องแมตช์กับรถ

ราคาหมวกกันน็อกเพ้นต์ต่อใบ 1,200-5,000 บาท ราคานี้รวมหมวกกันน็อกแล้ว ส่วนสติ๊กเกอร์ข้อความเริ่มต้น 800 บาท ซึ่งทุนวัสดุอยู่ที่ใบละไม่เกิน 1,000 บาท เท่ากับได้กำไร 2 เท่าตัวเลยทีเดียว แต่ทว่าเป็นงานที่อาศัยฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น ราคาก็ย่อมสูงเป็นธรรมดา

“ระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ทำมา ช่วงแรกขายหมวกกันน็อกได้เพียง 6-7 ใบ ต่อเดือน อาศัยพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาลวดลายให้ตรงใจทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ คอยดูแลเทกแคร์ หมั่นทำโปรโมชั่น ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20 ใบ ต่อเดือน”

สำหรับกลยุทธ์ที่คุณโอใช้ เขาเน้นงานดีไซน์เป็นหลัก มีลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ ดูกระแสแต่ละช่วงฮิตอะไร ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำทั้งลูกค้าหน้าเก่า และลูกค้าหน้าใหม่ เพราะปัจจุบันหมวกกันน็อกสวยๆ เปรียบเสมือนแอกเซสซอรี่ที่บรรดาเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ต้องมี

นอกจากหน้าร้านที่จตุจักร กรีน แล้ว ชิ้นงานที่ทำขึ้นก็จะลงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก รวมถึงเป็นพื้นที่ให้ลูกค้ามาร่วมรีวิวที่ http://www.facebook.com/O SKULL STORY และลงคลิปสินค้าใน http://www.youtube.com ด้วย สาเหตุที่ชายหนุ่มเลือกขายผ่านช่องทางนี้เพราะติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ทั่วโลก รู้ฟีดแบ็กได้ทันที

และเนื่องจากกระแสผู้ที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์กำลังมาแรง ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งร้าน “O SKULL STORY” ก็ไม่ได้มีดีแต่หมวกกันน็อก ยังมีแอกเซสซอรี่เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์อีกมากมาย

ถ้าเบื่อกับหมวกกันน็อกใบเก่าๆ ลายซ้ำๆ ได้เวลาเป็นตัวของตัวเองกับหมวกกันน็อก “O SKULL STORY” (โอ สคูล สตอรี่) ร้านอยู่ที่ จตุจักร กรีน กรุงเทพฯ เปิดทำการทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ขายส่งและปลีก โทรศัพท์ (094) 864-1625

Farm de Lek ฟาร์มสร้างสุข…ของเด็กเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เกษตรเทรนด์ใหม่

เรื่อง : พารนี ภาพ : เม-นัท

Farm de Lek ฟาร์มสร้างสุข…ของเด็กเมือง

“การทำเกษตร ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากลำบากเสมอไป แต่ที่ผ่านมา หลายคนทิ้งงานด้านเกษตรไป เพราะคิดว่าต้องต่ำต้อย ตากแดด ตัวดำ…”

ขึ้นชื่อเป็นพ่อคน-แม่คน ร้อยทั้งร้อย ต้องอยากเห็นลูกของตัวเอง เป็นเด็กดี มีคุณภาพ

และหากให้ “แอดวานซ์” ไปกว่านั้น คงหวังให้ไปถึงขั้น ไม่เป็นภาระให้กับสังคม ทั้งยังควรช่วยเหลือผู้อื่นได้

แต่จะว่าไป แค่ “อยาก” อย่างเดียว คงไม่พอ

คงต้องลงมือก่อร่างสร้างแบบอย่างที่ดีให้บุตรหลาน ได้เรียนรู้และซึมซับ จนกลายเป็น “จิตสำนึก” ติดตัวของพวกเขาไปจนตลอดด้วย

ความปรารถนาดังว่า…จึงจะบรรลุผล

กลัว “เมือง” กลืน

หันพลิกฟื้นที่ดินบรรพบุรุษ

“ฟาร์มตาเล็ก อยากเป็นทางเลือกให้กับเด็กที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมือง เดินแต่ห้าง เคร่งเครียดกับการเรียนพิเศษกวดวิชา นั่งหน้าคอมพ์ เล่นเกมอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน ได้ออกมาใช้ชีวิตและสัมผัสกับธรรมชาติกันบ้าง”

คุณเก๋-เปรมฤดี พันธุ์รัตน์ เจ้าของกิจการ Farm de Lek (ฟาร์ม เดอ เล็ก) หรือชื่อภาษาไทย ว่า “ฟาร์มตาเล็ก” เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง ที่ดินขนาด 44 ไร่ บริเวณคลอง 15 รังสิต-นครนายก ผืนนี้ เป็นของ “คุณตาเล็ก” คุณตาแท้ๆ ของเธอเอง โดยเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ทำเป็นสวนมะม่วงหลากหลายพันธุ์ สามารถส่งขายได้เป็นตันต่อปี

ก่อนเปลี่ยนไปปลูกไม้เศรษฐกิจ อย่าง สนและยูคาลิปตัส แต่โชคไม่ดีถูกไฟไหม้แทบหมด เหลือแต่มะม่วงอยู่บ้าง ที่ดินจึงถูกทิ้งร้างไปนาน เพราะลูก-หลานทุกคนของคุณตาเล็ก ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และไม่สนใจในเรื่องงานเกษตรกันแม้แต่คนเดียว

ซึ่งรวมถึงตัวเธอด้วย โดยก่อนหน้านี้ แต่งงานมีครอบครัว และใช้ชีวิตติดตามสามี เดินทางไปอยู่ต่างประเทศนานกว่า 10 ปี ประเทศสุดท้ายก่อนย้ายกลับมาคือ ออสเตรเลีย ลูกทั้ง 3 คน ได้ซึมซับการใช้ชีวิตที่ค่อนข้างมีคุณภาพ เรียบง่าย และใกล้ชิดธรรมชาติ

แต่เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทยและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง ทำให้เด็กๆ ถึงกับ “ช็อก”เล็กน้อย กับสภาพแวดล้อมที่ต้องพบเจอ

“พวกเขาต้องนั่งรถไปโรงเรียนวันละชั่วโมง ชีวิตหมดเวลาไปกับการเดินทาง คุณภาพชีวิตที่เคยได้รับ ลดน้อยลง ไม่มีที่ให้วิ่งเล่นหรือขี่จักรยาน กิจกรรมนอกบ้านมีแต่การเดินห้างสรรพสินค้า” คุณเก๋ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มของปัญหา

จนนำมาสู่ความคิด หากยังปล่อยให้ชีวิตอยู่ห่างไกลธรรมชาติและถูก “เมือง” กลืนต่อไปเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นผลดีต่อพัฒนาการของลูก

จึงหวนนึกถึงที่ดินของ “คุณตาเล็ก” ที่เคยเป็นสนามเด็กเล่นของเธอในวัยเด็ก แต่ไม่ได้เข้าไปใช้งานเป็นเวลานานแล้ว

สรุปกับตัวเองได้ดังนั้น เลยตัดสินใจเข้าไปพัฒนาที่ดินของบรรพบุรุษ ให้กลับมาเป็นพื้นที่การเกษตร เหมือนเมื่อสมัยก่อน โดยให้ลูกๆ มีส่วนร่วมในการ “สร้างฟาร์ม” ตั้งแต่เริ่มต้น

ระหว่างนั้นมักมีครอบครัวของเพื่อนทั้งคนไทยและต่างชาติ แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนตลอด จนหลายคนชื่นชอบ ที่ได้เห็นเด็กๆ อยู่กับธรรมชาติ อย่างสนุกสนาน เลยแนะให้ทำเป็นธุรกิจ เปิดฟาร์มให้คนภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้ไลฟ์สไตล์แบบนี้บ้าง

พูดคุยถึงตรงนี้ นึกสงสัยความรู้ด้านเกษตรของเธอได้มาจากไหน คุณเก๋ยิ้มกว้าง ก่อนบอกอารมณ์ดี

“จบปริญญาตรีที่เอแบค ปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เคยศึกษาด้านตกแต่งภายใน และอีกหลายวิชา แต่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านเกษตรเลย อาศัยเรียนรู้จากประสบการณ์การทำฟาร์มมาตลอด 3 ปีเศษ”

หมดสมัย

เกษตรกร ต่ำต้อย-ตัวดำ

เมื่อมีความพร้อมจะเปิดให้คนภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้การทำการเกษตร ในแบบ Educational Farm คือไม่เน้นขายผลผลิต แต่เป็นฟาร์มที่มีพื้นที่สำหรับการ “เรียนรู้” ในหลายด้าน ทั้งความรู้ด้านเกษตรพื้นฐาน การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การแบ่งปัน การให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัวแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การจัดการขยะเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ “เด็กเมือง” ชั้นประถม อายุ 3-12 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่ยังพอ “สอนได้” และเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีโอกาสสัมผัสกับชีวิตกลางแจ้งเท่าใดนัก

ช่วงแรกของการแสดงจุดยืนในธุรกิจ คุณเก๋มักย้ำกับผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาเรียนรู้ในฟาร์มแห่งนี้ว่า การทำเกษตร ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากลำบากเสมอไป แต่ที่ผ่านมา หลายคนทิ้งงานด้านเกษตรไป เพราะคิดว่าต้องต่ำต้อย ตากแดด ตัวดำ

แต่เธอจะแสดงให้เห็นว่าการทำงานเกษตร ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเหมือนที่ว่ามาก็ได้

อย่างตัวเธอและลูกๆ ก็มักแต่งตัว “เต็ม” ในแบบของตัวเองได้ทุกวัน เพียงแต่เวลาลงมือทำงานขอให้ทำอย่างเต็มที่และจริงจังเท่านั้น

“ช่วงแรกหลายคนเข้าใจว่าที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ขณะที่เรามีเป้าหมายเปิดฟาร์มเป็นพื้นที่เรียนรู้สำหรับเด็กๆ โดยใช้เรื่องของการเกษตรเป็นเครื่องมือหลัก ผู้ปกครองบางราย อาจคาดหวังการบริการในแบบที่ไม่ใช่เรา เลยต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะปรับความคิดให้เข้าใจตรงกันทุกกลุ่ม” คุณเก๋ เล่ายิ้มๆ

เปิดให้บริการเพียงปีเศษ แต่ “ฟีดแบ็ก” จัดว่าถึงขั้น “ถล่มทลาย” มีเด็กและผู้ปกครองแวะวียนมาเรียนรู้กันที่ฟาร์มแห่งนี้ นับแล้วได้หลายพันคน

แถมทุกวันนี้มีคิวจองเข้ามาเต็มจำนวนรับแล้วล่วงหน้า…หลายเดือน

แต่ถ้ามองในแง่ผลกำไรที่เป็น “เม็ดเงิน” คุณเก๋ บอก คงอีกหลายสิบปีกว่าจะคืนทุน เพราะทั้งมูลค่าที่ดิน การลงทุนเริ่มต้น การบำรุงรักษา ค่าจ้างแรงงานจำนวนกว่า 20 คน รวมแล้วนับเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก คงไม่คุ้มกันเลยหากเทียบกับการคิดราคาค่าจัดในแต่ละกิจกรรม

อย่างไรก็ดี การที่ “ฟาร์มตาเล็ก” ยังอยู่ได้ เพราะมีรายได้จากธุรกิจตัวอื่นมาหนุนอีกทาง

ทุกวันนี้ เธอจึงตั้งใจทำ “มรดกจากคุณตา” ผืนนี้ ให้เป็น “ธุรกิจเพื่อสังคม” ที่พอมีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเอง

ส่วน “กำไร” ที่คาดหวังนั้นคือ การปลูกฝังให้ลูกของเธอและเด็กอีกหลายคน เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่มากขึ้น

“การที่เด็กได้สัมผัสดิน โคลน ต้นไม้ใบหญ้า หรือสัตว์ บ้าง จะช่วยพัฒนาทักษะ สติปัญญา อารมณ์ และความคิด ทำให้มีความอดทน การได้มาเห็นความแตกต่างของชีวิตคนในเมืองกับชีวิตชาวไร่ชาวสวน ที่ต้องตรากตรำทำงานกลางแดด อาจทำให้พวกเขาเข้าใจและเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังอยากให้เด็กๆ เห็นความสำคัญและคุณค่าของอาชีพเกษตรกรรม ที่สามารถพัฒนาไปเป็นทางเลือกอาชีพในอนาคตได้ด้วย” เจ้าของกิจการ “ฟาร์มตาเล็ก” ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

เส้นทางไป “ฟาร์มตาเล็ก”

โดยรถยนต์ส่วนตัว จากกรุงเทพฯ

เส้นทางที่ 1 ใช้บริการดอนเมืองโทลล์เวย์ ผ่านดอนเมืองมาลงที่ป้ายลำลูกกา (ตลาดสี่มุมเมือง) เข้าถนนรังสิต-นครนายก

เส้นทางที่ 2 ใช้บริการวงแหวนตะวันออก ผ่านด่านเก็บเงินธัญบุรี ลงที่ป้ายทางออกที่ 2 “นครนายก” เข้าถนนรังสิต-นครนายก บริเวณคลอง 5

เส้นทางที่ 3 ใช้เส้นทางถนนสายลำลูกกา ถนนสายนี้จะคู่ขนานกับถนนสายรังสิต-องครักษ์ โดยให้มุ่งหน้าไปสายบางน้ำเปรี้ยว จากนั้นสามารถตัดเข้ามาบรรจบกับสายรังสิต-องครักษ์ ได้หลายเส้นทาง ได้แก่ ถนนเชื่อมบริเวณคลอง 7 คลอง 11 คลอง 13 และคลอง 14 ถนนเชื่อมแต่ละคลองอาจจะแคบ แต่ปริมาณรถยนต์ในวันดังกล่าวอาจจะน้อยกว่า ขอให้ใช้ความระมัดระวังในการขับรถให้มากขึ้น

หากมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางผ่านสระบุรี พอถึงแยกหินกองเลี้ยวซ้ายใช้เส้นทางสายหินกอง-วิหารแดง (สาย 33) ตัดเข้าถนนสาย 3051 ที่อำเภอบ้านนา จะพาท่านมาบรรจบกับถนนสาย 305 นครนายก-องครักษ์

และถ้ามาจากภาคตะวันออก เดินทางเข้าถนนสาย 314 ที่บางปะกง ถึงตัวเมืองฉะเชิงเทรา เดินทางต่อโดยใช้ถนนสาย 3200 ผ่านอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

สำหรับราคาการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งวัน เด็ก ราคา 800 บาท (ต่ำกว่า 3 ขวบ ไม่คิด) ผู้ใหญ่ ราคา 450 บาท และไม่รับลูกค้าวอล์กอิน ต้องจองเข้ามาล่วงหน้าเท่านั้น

ราคานี้รวมค่ากิจกรรมต่างๆ เช่น อาหารกลางวัน อาหารว่าง น้ำดื่ม และน้ำผลไม้ตลอดทั้งวัน (แต่ไม่รวมค่าขี่ม้ากับขับรถ ATV)

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ฟาร์มตาเล็ก เลขที่ 43 หมู่ 3 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก 26120

โทรศัพท์ (02) 538-2215, (02) 539-1857 โทรสาร (02) 539-3375 โทรศัพท์มือถือ (098) 463-8223

เว็บไซต์ : http://www.farmdelek.com LINE : FARMDELEK และ Facebook : Farm de Lek

ขายดีด้วยภาพลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ขายดีด้วยภาพลักษณ์

บ่อยครั้งสินค้าไม่ได้ดีเลิศเหนือคู่แข่ง แต่ภาพลักษณ์ดี เลยขายได้ดี

ภาพลักษณ์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามในการทำธุรกิจ และภาพลักษณ์เป็นการประกอบเข้าด้วยกันระหว่าง ภาพลักษณ์องค์กร ภาพลักษณ์สินค้า และภาพลักษณ์ของผู้บริหาร ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กัน

คำว่า ภาพลักษณ์ คือ ภาพที่คนภายนอกรู้สึกนึกคิดกับเรา มีภาพเกิดขึ้นในใจ โดยภาพนี้ถูกสร้างมาจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่บุคคลนั้นได้รับรู้มา

การที่คนภายนอกได้รับรู้ทางตรง ได้สัมผัส ได้เจอด้วยตัวเอง ภาพลักษณ์ยิ่งชัดเจน หรือไม่เคยเจอเลย แต่มีคนที่น่าเชื่อถือบอกกล่าวเล่าแจ้ง บางทียังไม่เคยรู้เห็นเองแม้แต่น้อย กลับเชื่อ และมีภาพลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกับผู้บอกเล่า นั่นแปลว่า “คำบอกกล่าว” จากคนที่น่าเชื่อ มีอิทธิพลต่อการสร้างภาพลักษณ์มาก

ธรรมชาติของคนแปลกดีครับ รู้มานิดหน่อย คิดต่อยอดเองซะบานเบอะ เจอเอง มีประสบการณ์เองแบบทางตรง เกิดการตีความโดยไม่ค่อยไถ่ถาม สร้างภาพให้เสร็จสรรพ สรุปเลยว่ามีภาพลักษณ์แบบนี้ เช่น ไปใช้บริการร้านนี้ เจอพนักงานหน้าตาบูดบึ้ง ตีความเลย?ร้านนี้ไม่ง้อลูกค้า พานเลยเถิดไปถึงสรุปว่าสินค้าไม่ดีไปด้วย

ยิ่งถ้าได้ฟังคำบอกเล่า คนบอกเล่ามีการตีความมาระดับหนึ่งแล้ว พอได้สนทนากัน ยิ่งมีการแสดงความเห็นต่อเติมซึ่งกันและกันอีก ทีนี้ไปกันใหญ่เลยครับ ข้อสรุปอาจเข้ารกเข้าพงไปไกลโดยธุรกิจนั้นๆ ไม่มีโอกาสได้รู้ตัวเลย

แล้วที่สำคัญ ภาพลักษณ์ที่มีการตีความต่างๆ นานา มักไม่ใช่ภาพลักษณ์เชิงบวก ภาพลักษณ์เชิงลบถูกขยายความง่าย บางทีขยายแล้วมีการขยายซ้ำอีก บางคนถึงขั้นเลิกคบหา เลิกใช้บริการกันไปเลย

ภาพลักษณ์ จึงจำเป็นกับการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีสื่อในมือตัวเอง พร้อมด่าแบบแพร่กระจายผ่านสังคมออนไลน์ แล้วไม่ยอมแก้ข่าวให้เวลาที่ได้รับการชี้แจงแถลงไขจากเจ้าของธุรกิจ โลกนี้อยู่ยากขึ้นครับ ทำได้อย่างเดียว คือ “ระวัง”

ระวังภาพลักษณ์ในทุกด้าน อย่างที่บอกข้างต้นว่า ภาพลักษณ์ประกอบจาก 3 ส่วนคือ องค์กร สินค้า และผู้บริหาร ต้องทำให้สอดคล้อง อย่ามองแยกจากกันเป็นส่วนๆ ต้องคิดคำนึงไปพร้อมกันเสมอ

ภาพลักษณ์ที่ดี ทำให้ “ขายดี” เพราะลูกค้าอยากคบกับคนดีๆ และได้สินค้าดี แล้วทำอย่างไรจึงจะเกิดภาพในใจลูกค้าว่าเราดี เรื่องนี้กูรูด้านการสร้างภาพลักษณ์เขาให้คำแนะนำเอาไว้ ว่าต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของเราก่อน ว่าเขามีความคาดหวังอะไรจากธุรกิจของเรา

ลองสัมผัสกับลูกค้าดูบ้างครับ ถามเขา พูดคุยกับเขา ขอคำแนะนำจากเขา นั่นแหละความต้องการ ความคาดหวัง อยู่ในคำตอบเหล่านั้น

พอรู้แล้วว่าเขาคาดหวังอะไร ต้องมาวางแผนกำหนดทิศทางการสร้างภาพลักษณ์ให้บรรลุเป้าหมายนั้น โดยคำนึงถึงองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นองค์กร สินค้า และผู้บริหาร

สมมติว่า อยากมีภาพลักษณ์แบบสนุกสนาน ตัวองค์กรที่ประกอบด้วยพนักงานเป็นหลัก ก็ต้องดูสนุกสนานยิ้มแย้มตั้งแต่ รปภ. แม่บ้าน จนถึงคนทำงานทุกระดับ การจัดออฟฟิศก็ดูสนุกสนานไม่เคร่งขรึม ด้านสินค้าเช่นกัน ต้องออกแบบหน้าตา แพ็กเกจ ให้ดูสนุกสนานสอดคล้องกันไป ผู้บริหารก็ทำตัวสบายๆ สนุกสนาน

บางทีตัวธุรกิจเองอาจมีแนวทางที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ให้เกิดอยู่แล้ว เช่น อยากมีภาพลักษณ์เป็นกันเอง อยากมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ ต้องลองนำมาพิจารณาหาทางผสมผสานกับความคาดหวังของลูกค้าด้วย แต่ที่สำคัญต้องเข้าใจด้วยว่า ธุรกิจของเรานั้นทำอะไรอยู่ แล้วสิ่งใดที่ควรต้องมีให้ลูกค้าเป็นพื้นฐาน

ตัวอย่าง ธุรกิจธนาคาร ลูกค้าคงอยากเห็นภาพลักษณ์น่าเชื่อ ซื่อสัตย์ เป็นหลัก แต่ถ้าจะแถมมาด้วยความเป็นกันเองก็ยิ่งดี ถ้าเป็นธุรกิจค่ายเพลง ลูกค้าคงอยากได้ภาพลักษณ์แบบสนุกสนานเป็นหลัก ถ้าแถมมาด้วยซื่อสัตย์คงไม่มีใครปฏิเสธ

พอมีทิศทางว่าต้องนำพาภาพลักษณ์ไปทิศไหนแล้ว ลงมือทำตามแผนที่วางไว้ มีการปรับปรุงกันไปเป็นระยะ เพราะการสร้างภาพลักษณ์ ต้องคอยทบทวนอยู่เสมอว่ายังเป็นเช่นนั้นอยู่หรือไม่ นานวันแล้วชอบเผลอ ลืมว่าต้องทำตัวอย่างไร

สิ่งที่สำคัญของการสร้างภาพลักษณ์ คือ “ความคงเส้นคงวา”

เพราะความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวานี้ เป็นตัวช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์นั้น ให้ฝังลงไปในใจของผู้คน ทั้งที่เป็นลูกค้า และคนที่ได้สัมผัสกับธุรกิจของเรา ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ความคงเส้นคงวานี้ ควรทำ 2 อย่างครับ อย่างแรก ปฏิบัติและคอยตรวจสอบว่าทั้ง องค์กร สินค้า ผู้บริหาร ยังคงทำตัวสอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่วางเอาไว้ และอย่างที่สอง “ต้องสื่อสาร”

การสื่อสารจะทำให้ ทั้งลูกค้าและสาธารณชนรับรู้ วิธีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ เป็นวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่าย การประชาสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ลูกค้าและคนทั่วไปได้รับข้อมูลต่อเนื่อง ถูกตอกย้ำต่อเนื่อง “ความเชื่อ” ต่อภาพลักษณ์ที่วางไว้จะเกิด

แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ การทำความเข้าใจกับคนในองค์กร ให้เข้าใจวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ต้องการจะไปถึง อย่าลืมว่า “คน” ในองค์กร เป็นเงื่อนไขตัวแปรสำคัญในการทำให้บรรลุความสำเร็จ หรือล้มเหลว

สินค้า เมื่อปรับเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา ปรับเปลี่ยนการออกแบบหีบห่อ สามารถสื่อสารภาพลักษณ์ในทิศทางที่ต้องการได้แล้ว ก็อยู่คงที่เช่นนั้น แต่ “คน” อารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด “แต่เปลี่ยนอย่างไร ขอให้ตระหนักถึงภาพลักษณ์เอาไว้”

เมื่อไม่นานมานี้ เราคงเห็นข่าวดีเจหนุ่มเลือดร้อน ถอยรถชนรถคู่กรณี แล้วออกมาพูดตอแหลสุดขั้ว สังคมลงโทษอย่างสาสม แม้เป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคล ผู้จ้างงาน ซึ่งไม่ใช่องค์กรที่ดีเจหนุ่มรายนี้สังกัดโดยตรง ยังต้องรีบออกมา แถลงข่าวว่าปลดจากการทำงานแล้วอย่างเร่งด่วน เพราะภาพลักษณ์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องมากระทบกับภาพลักษณ์องค์กร

หรือกรณีผู้พิพากษาสาวไปวีนแตกเจ้าหน้าที่ขนส่ง ทั้งที่ตัวเองผิด จอดรถขวาง แล้วเจอใบสั่งจากเจ้าหน้าที่ขนส่ง ทั้งวาจากิริยาถ่อยเกิน ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของผู้พิพากษาที่คนคาดหวัง คนอยากเห็นภาพลักษณ์สงบนิ่ง ใจเย็น มีเหตุผล รักความยุติธรรม ต้นสังกัดต้องรีบออกมาแถลงข่าวทันที ขอโทษสังคมและบอกถึงมาตรการลงโทษทันที เพราะกระทบโดยตรงกับองค์กรผู้พิพากษา

นี่แหละครับ “คน” เป็นตัวแปรสำคัญ ในการทำภาพลักษณ์เลิศหรือร่วง

สำหรับแนวทางของการสร้างภาพลักษณ์ ว่าควรเป็นแบบไหนดี บางทีก็อย่าคิดมากครับ ไม่ต้องคิดให้พิสดารว่าธุรกิจของฉันจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ คิดในสิ่งที่เหนือมนุษย์ปุถุชน คิดจนเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ยากต่อการปฏิบัติ ง่ายที่สุด คือ “การเป็นคนดี” ที่ประกอบด้วยหลายอย่าง เช่น ความซื่อสัตย์ ความไม่เอาเปรียบ ความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจ ความเป็นกันเอง ความมีจิตสาธารณะ ฯลฯ ภาพลักษณ์เหล่านี้ลูกค้ารายไหนก็อยากได้ อยากเห็น อยากให้ทุกธุรกิจเป็น

คิดไม่ออกว่า ภาพลักษณ์ของธุรกิจเราควรเป็นอย่างไร ก็เลือกเป็นธุรกิจที่ดีไว้ก่อนครับ โดยการทำให้ทุกคนในองค์กรของเรา ทั้งผู้บริหารและพนักงาน เป็นคนดี แค่นี้ภาพลักษณ์ก็ดูดีแล้วล่ะครับ…

อุปกรณ์ไฮเทค อุปกรณ์น่าใช้ ตัวช่วยในการเลี้ยงแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

อุปกรณ์ไฮเทค อุปกรณ์น่าใช้ ตัวช่วยในการเลี้ยงแมว

เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ

เมื่อเจ้าของแมวไม่อยู่บ้าน ไปต่างจังหวัด หรือเจ้าของแมวที่กลับบ้านไม่เป็นเวลา กลัวว่าแมวจะอด แมวน้อยรอคอยกินอาหารร้องเรียกหาเจ้าของจนท้องกิ่วก็ยังไม่มีอาหารสักเม็ดให้กิน ได้มีผู้ผลิตเครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติที่เล็งเห็นความสำคัญของปากท้องแมว จึงผลิตเครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติขึ้นมา เพื่อมาช่วยให้อาหารแมวแทนเจ้าของแมวได้

เครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติจะช่วยให้อาหารเม็ดแทนเจ้าของแมวได้ ช่วยควบคุมปริมาณการกิน มื้ออาหาร เพียงแค่ตั้งเวลา ปริมาณ ที่ต้องการจะให้อาหารไหลออกจากเครื่อง บางรุ่นสามารถอัดเสียงเจ้าของแมวเรียกให้แมวมากินอาหารได้ด้วย

เครื่องให้อาหารแมวมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนขนาดใหญ่ สามารถให้อาหารแมวต่อเนื่องได้ตั้งแต่ 2 วันไปจนถึงเป็นเดือน ให้เลือกซื้อตามจำนวนแมวที่เลี้ยงไว้ หรือถ้าแมวหลายตัวให้ใช้เครื่องใหญ่ซึ่งสามารถจุอาหารได้มากขึ้น

เครื่องให้อาหารมีทั้งแบบใส่ถ่านหรือใช้ไฟฟ้า สนนราคาอยู่ที่ 1,000-10,000 บาท

ห้องน้ำอัตโนมัติ

เมื่อเจ้าของแมวกลับมาจากทำงานข้างนอกเหนื่อยๆ ก็ย่อมจะอยากนอนพักผ่อน ดูทีวี เล่นกับแมวให้สบายกายสบายใจ แต่กลับมีกลิ่นอึแมวและฉี่แมวโชยออกมาสร้างความเครียดและเวียนหัว ดังนั้น จึงมีผู้ผลิตห้องน้ำแมวอัตโนมัติมาจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการเจ้าของแมวเหล่านี้

ห้องน้ำแมวอัตโนมัติ มีหลากหลายแบบให้เลือก

ห้องน้ำแมวแบบคันโยกใช้มือโยก เมื่อเจ้าของแมวโยกคันโยก อึแมวฉี่แมวที่จับก้อนก็จะตกลงมารวมกันในลิ้นชักใต้กระบะแบบคันโยก เมื่อลิ้นชักเต็ม ก็ชักลิ้นชักนำอึแมวไปทิ้ง

ห้องน้ำแมวแบบคันโยก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 บาท

ห้องน้ำแมวอัตโนมัติแบบใช้ถ่านหรือแบบใช้ไฟฟ้า เมื่อแมวอึหรือฉี่เสร็จจนเมื่อแมวเดินออกไปจากกระบะหรือห้องน้ำ ตัวเซ็นเซอร์จะทำงาน และจะทำการเก็บอึแมวให้เองอัตโนมัติโดยที่เจ้าของมีหน้าที่เพียงเปิดลิ้นชักที่อึแมวไปรวมกันอยู่ใส่ถุงแล้วนำไปทิ้ง

ห้องน้ำแมวแบบใช้ถ่านหรือไฟฟ้า มีราคาอยู่ที่ 3,900-17,000 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ ผู้ผลิต และคุณสมบัติการใช้งาน

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและหุ่นยนต์ถูพื้น

ขนแมวหลุดร่วงใส่บ้านช่างน่ากวนใจ จะกวาดก็ปลิว จะใช้เครื่องดูดฝุ่นเจ้าของแมวก็ขี้เกียจเหลือเกิน ก็ขนแมวน่ะร่วงทั้งวันเลย

ดังนั้น จึงมีผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมาช่วยงานเจ้าของแมว เพียงแค่ชาร์จแบตเตอรี่ให้เพียงพอหุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็จะออกมาทำงานดูดฝุ่น-ขนแมวแทนเราแล้ว แถมยังมีหุ่นยนต์ถูพื้นมาสมทบอีกด้วย

สนนราคาหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้นอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทขึ้นไปจนหลักหมื่น

แค่มีอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ การเลี้ยงแมวก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆ และสะดวกสบายสุดๆ ไปเลย

เปิดธุรกิจ “เลิฟเบิร์ด” นกเลี้ยงง่าย ขายสีสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

Pet”s Business

สดุจตา

เปิดธุรกิจ “เลิฟเบิร์ด” นกเลี้ยงง่าย ขายสีสัน

“ลูกค้าที่ซื้อไปจำหน่ายและนำไปเลี้ยงจะดูนกเป็น ดูเทรนด์สีออก แต่กระนั้นก็จะซื้อจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เพราะการซื้อขายไม่มีใบรับรอง การขายผ่านโซเชียลจึงเป็นช่องทางทำได้ยาก ต้องอาศัยความเชื่อใจสูง”

นอกจากสีสันสวยงาม รูปร่างเล็ก เสียงร้องใสๆ อุปนิสัยของนกชนิดนี้ “เลิฟเบิร์ด” (Lovebird) ยังน่ายกย่อง

ว่ากันว่าเมื่อเติบโตเต็มที่ เลิฟเบิร์ดจะหาคู่ของตัวเอง และเมื่อพบคู่แล้ว จะครองรักไปจนกว่าคู่ของตนจะตายจากไป บ้างว่าบางตัวถึงขั้นตรอมใจตายตาม

จริงเท็จเช่นไรไม่อาจรู้ได้ จนกระทั่งได้มาพบกับเลิฟเบิร์ดตัวจริง และได้เห็นภาพของการดูแลถ้อยทีถ้อยอาศัย

เปิดธุรกิจเลิฟเบิร์ด

เปิดตลาดคนรักนก

“Mally Lovebird” (มอลลี่ เลิฟเบิร์ด) คือฟาร์มนกเลิฟเบิร์ดขนาดกลาง ที่ “เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสเข้าไปเยือน และได้สัมผัสการใช้ชีวิตของนกชนิดนี้มา แม้จะไม่นานแต่ทว่าก็ได้เห็นมุมน่ารักๆ

สอบถาม คุณเกรียงไกร แม้นเหมือน เจ้าของฟาร์มผู้มีประสบการณ์เลี้ยงนกมากว่า 3 ปี บอกเล่าให้ฟังว่า สิ่งที่ทำให้นกชนิดนี้เป็นที่สนใจของผู้เลี้ยงคือ สี ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ สร้างสีสันขึ้นมาอวดโฉม จนกลายเป็นเทรนด์สีที่ตลาดต้องการ ซึ่งอาจปรับเปลี่ยนไปในแต่ละปี

จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงนกชนิดนี้ คุณเกรียงไกร ว่า มาจากความรักสัตว์ และเมื่อคิดสร้างอาชีพเสริม จึงมองไปยังสัตว์เลี้ยงก่อน

แม้เริ่มต้นวางแผนกับการเลี้ยงปลาสวยงาม สร้างบ่อเตรียมไว้รองรับ รวมถึงซื้ออุปกรณ์บางชิ้นมาตระเตรียม แต่ด้วยพื้นที่มีปัญหาน้ำ จึงต้องล้มเลิกไป จนกระทั่งหันมาให้ความสนใจเลิฟเบิร์ด เพราะหุ้นส่วนเคยเลี้ยงจำหน่ายมาก่อน

การลงทุนทั้งโรงเรือน และองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาสายพันธุ์ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม ทั้งเดินทางไปตามฟาร์มเลิฟเบิร์ดศึกษาจากผู้เลี้ยงโดยตรง และเปิดโลกโซเชียล ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มผู้เลี้ยงจัดตั้งเฟซบุ๊กเพื่อเป็นกระบอกเสียงแนะนำให้ความรู้

“แม้หุ้นส่วนจะมีองค์ความรู้มาก่อน แต่ก็หยุดธุรกิจไปสักพักหนึ่งแล้ว ในขณะการเลี้ยงจำหน่ายนกชนิดนี้มีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาต่อเนื่อง อย่างการพัฒนาสายพันธุ์ เราจึงต้องหันมาศึกษาอีกครั้ง ทั้งระบบดูแล ให้อาหาร เรียนรู้วิธีผสมสี เพราะนกชนิดนี้มีจุดขายคือ สี อย่างในปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้สีที่ได้รับความนิยมคือ เยลโล่ เฟส (W/F)”

ขายความจริงใจ

เลี้ยงง่าย ขายสีสัน

พื้นที่เช่าทำโรงเรือนขนาดประมาณ 80-100 ตารางเมตร กับค่าก่อสร้างราว 200,000 บาท ซึ่งในส่วนของโรงเรือนเป็นลักษณะโอเพ่นแอร์ แต่ทว่าต้องกรุด้วยตาข่ายตาถี่ เพื่อป้องกันศัตรูของนก อย่าง หนู งู เป็นต้น

จำนวนพ่อแม่พันธุ์เลิฟเบิร์ด 40 คู่ ถูกซื้อมาจากฟาร์มมีชื่อเสียงในประเทศไทย กับราคาขายคู่ละ 1,500 บาท ไปจนถึง 20,000 บาท ขึ้นอยู่กับสี จากนั้นนำมาผสมสายพันธุ์ให้ได้สีสันตามตลาดต้องการ โดยมีตลาดรับซื้อชั้นนำ อย่าง ตลาดนัดจตุจักร, ตลาดนัดจตุจักร 2 มีนบุรี, ตลาดไท เป็นต้น

“ก่อนก้าวมาเปิดฟาร์ม เราดูตลาดแล้วว่าจะขายใคร ควรมีร้านรับซื้อแน่นอน เพราะเลิฟเบิร์ดอาจขายไม่ได้ผลบนโลกโซเชียล โดยเฉพาะถ้าเป็นผู้ก้าวเข้ามาใหม่ ความเชื่อถือไม่เกิด เราต้องเข้าไปติดต่อกับผู้ขาย เปิดเผยฟาร์มให้เห็น จากนั้นก็ใช้ความจริงใจเข้าแลกกับความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งตอนนี้จะมีทั้งผู้ซื้อที่เป็นร้านจำหน่ายเพื่อไปขายต่อ ผู้ต้องการนำไปขยายธุรกิจนำไปเลี้ยงต่อ ซื้อไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซื้อไปเลี้ยงเอง และรวมถึงฟาร์มขนาดใหญ่ที่รับซื้อเพื่อนำไปทำตลาดส่งขายทั้งในและต่างประเทศ โดยประเทศกำลังให้ความนิยมได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์”

จากจำนวนนก 40 คู่ ขยับขยายเป็น 200 คู่ ซึ่งในแต่ละเดือนให้กำเนิดลูกนกกว่า 20 ตัว ส่วนราคาขายก็ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เริ่มต้น 500 บาท ไปจนถึงประมาณ 10,000 บาท ต่อตัว แต่กับราคาต่ำกว่า 1,000 บาท ค่อนข้างซื้อง่ายขายคล่อง

คุณเกรียงไกร ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงนกที่พร้อมผสมพันธุ์อายุจะราว 1 ปี โดยผสมพันธุ์ปีละ 4 ครั้ง ให้ไข่ครั้งละ 4-5 ฟอง ส่วนเปอร์เซ็นต์รอดประมาณ 3-4 ตัว

เจาะสายพันธุ์หายาก

สร้างชื่อเสียงให้ฟาร์ม

ด้วยเพราะตอนเริ่มต้นเป็นฟาร์มใหม่ คุณเกรียงไกรจึงหาจุดขายสร้างชื่อเสียง โดยเลือกผสมสายพันธุ์นกหายากอย่างสายพันธุ์ฟอลโล่ (Follow) ในตาสีแดง โดยราคาขายลูกนกสูงถึงตัวละ 5,000 บาท ซึ่งขณะนี้สามารถเพาะได้เดือนละประมาณ 4-5 ตัว

“ลูกค้าที่ซื้อไปจำหน่ายและนำไปเลี้ยงจะดูนกเป็น ดูเทรนด์สีออก แต่กระนั้นก็จะซื้อจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เพราะการซื้อขายไม่มีใบรับรอง การขายผ่านโซเชียลจึงเป็นช่องทางทำได้ยาก ต้องอาศัยความเชื่อใจสูง”

แม้ในวันนี้กลุ่มผู้เลี้ยงเลิฟเบิร์ดจะยังไม่กว้างมากนัก แต่ทว่ากับการดูตลาดมาตลอดระยะเวลาทำธุรกิจ ก็เห็นว่ามีโอกาสขยาย โดยสังเกตได้จากฟาร์มเปิดเพิ่มมากขึ้น อย่างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมแล้ว 20-30 แห่ง และด้วยจำนวนฟาร์มที่เปิดมากขึ้นนี้เอง มีผลต่อการแข่งขันด้านราคาตกลงอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ผู้ที่จะยืนหยัดอยู่ในเส้นทางสายนี้ได้ ต้องตามเทรนด์สี พัฒนาให้ทันความต้องการของตลาด

“ตลาดในประเทศไทยตอนนี้อาจอยู่ในภาวะทรงตัว แต่ว่าถ้าทำตลาดต่างประเทศได้ โอกาสยังอีกยาวเลย และวิธีจะทำได้คือต้องสร้างกลุ่ม หาผู้นำเก่งๆ เพื่อก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศ อย่างตัวผมเอง ขณะนี้ได้รับโอกาสจากฟาร์มใหญ่ช่วยทำตลาดให้อีกทางหนึ่ง”

สอบถามถึงการดูแลเลิฟเบิร์ด สำหรับผู้ต้องการนำไปเลี้ยง หรือนำไปสร้างเป็นธุรกิจ คุณเกรียงไกร ว่า ถ้าจำนวนนกมาก สถานที่เลี้ยงควรห่างไกลจากชุมชน เพราะส่งผลกระทบมลภาวะทางเสียง ส่วนขนาดฟาร์มขึ้นกับจำนวนนก โดยนก 1 คู่ สามารถอยู่ในกรงเบอร์ 2 โดยมีชุดกล่องไม้ ซึ่งเปรียบเสมือนสถานที่หลบภัยและไว้เป็นที่อยู่อาศัยสำหรับลูกนก

นอกจากนั้น จะต้องมีอุปกรณ์สำหรับให้อาหารและน้ำ โดยคุณเกรียงไกรแนะนำว่า ควรใส่อาหาร (ธัญพืชหลากหลายชนิด มีจำหน่ายในร้านขายอาหารสัตว์เลี้ยง) ในภาชนะทรงสูง เพื่อลดความสูญเสีย (เพราะธรรมชาติของนกจะคุ้ยเขี่ยอาหารขณะกิน)

การเปลี่ยนอาหารทำได้ 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง ส่วนน้ำควรเปลี่ยนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และเมื่อแม่นกให้กำเนิดลูก ควรใส่ข้าวโพดฝักสดเพื่อสร้างคุณค่าอาหารในการเจริญเติบโต

“ตอนนี้การลงทุนในส่วนของอาหารตกเดือนละประมาณ 4,000 บาท ส่วนการดูแลไม่ยากเลย เรื่องอากาศ ประเทศไทยถือว่าเหมาะต่อการเลี้ยง เพราะเลิฟเบิร์ดชอบอากาศร้อน”

สำหรับผู้ต้องการเลี้ยงไว้ดูเล่น หรือเลี้ยงเพื่อสร้างธุรกิจ สามารถเดินทางไปยังฟาร์ม “Mally Lovebird” ซึ่งตั้งอยู่แขวงคลองสามวา (ถนนไทยรามัญ) โดยโทรศัทพ์สอบถามเส้นทางได้ที่ คุณเกรียงไกร (081) 345-2192

“บัลลังก์โชค” หิ้งพระ ดีไซน์ร่วมสมัย อิงพุทธประวัติ ถูกหลักฮวงจุ้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ศิลปหัตถกรรม

ดวงกมล

“บัลลังก์โชค” หิ้งพระ ดีไซน์ร่วมสมัย อิงพุทธประวัติ ถูกหลักฮวงจุ้ย

“หิ้งบูชาพระ” คนนิยมสั่งมากที่สุด และนอกจากงานสำเร็จรูป บัลลังก์โชคยังรับผลิตตามขนาดที่ต้องการ โดยจะเข้าไปวัดไซซ์และติดตั้งให้ ส่วนกำลังการผลิต แต่ละเดือนทำหิ้งพระอย่างน้อย 15-20 หิ้งเป็นอย่างต่ำ ราคาหิ้งพระไม้สัก เริ่มต้นตั้งแต่ 6,900-8,900 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด และรูปแบบ”

ปัจจุบัน งานหิ้งพระสวยๆ ดีไซน์ดีๆ มีอยู่มากมาย แต่จะมีสักกี่รายที่เพียบพร้อมไปด้วยความประณีต สวยงาม ออกแบบโดยอิงกับพุทธประวัติ ถูกหลักฮวงจุ้ยและโหราศาสตร์ ช่วยเสริมดวงชะตา สามารถนำไปเป็นที่ประดิษฐานตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดสิริมงคลสูงสุดแก่ผู้บูชา

บัลลังก์โชค คือ หิ้งพระเพื่อประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาทิ หิ้งพระไม้สัก โต๊ะหมู่บูชา บัลลังก์โชค พุทธบัลลังก์-เทวบัลลังก์ รัตนบัลลังก์ รัชบัลลังก์ ฐานเสริมองค์พระ ชุดบูชาหน้าพระ หิ้งบรรพบุรุษ งานทุกชิ้นถูกเก็บรายละเอียด ที่ใช้ทั้งศาสตร์ (พุทธประวัติ ประวัติศาสตร์ ฮวงจุ้ย) และศิลป์ (งานพุทธศิลป์ในอดีตของไทย การออกแบบเครื่องเรือน) หลอมรวมในการสร้าง เพื่อให้เกิดสิริมงคลสูงสุดแก่ผู้บูชา และที่สำคัญที่สุดสร้างด้วยศรัทธาและความเพียรพยายาม

ขาย 5 ความต่าง

กลมกลืน ทันสมัย

คุณจิณณะ กาญจนะวัชระ เจ้าของไอเดียหิ้งพระดีไซน์ร่วมสมัย บอกว่า หิ้งพระ คือ แท่นสำหรับสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ความศรัทธา และเคารพนับถืออย่างสูงสุด ฉะนั้น จึงมีสโลแกนว่า “ที่สุดของการบูชา” กระบวนการ ขั้นตอนการออกแบบได้อิงหลักพุทธศาสตร์ และฮวงจุ้ยถูกต้องทุกประการ เพื่อความเป็นสิริมงคล ยึด 5 คอนเซ็ปต์ดังนี้

1. หิ้งพระต้องไม่มีรั้วหรือขอบด้านบน เพราะการมีรั้วด้านบน ทำให้การถวายของบูชาทำได้ไม่สะดวก ทำความสะอาดจะทำได้ยาก เป็นสาเหตุที่ทำความสะอาดได้ไม่บ่อย

2. หิ้งพระ ต้องเล่นระดับในตัวเอง เป็นเหมือนการให้ความเคารพต่อองค์พระที่บูชา ถ้าบัลลังก์พระมีระดับเดียว เวลาถวายของบูชา จะไปบดบังองค์พระ

3. หิ้งพระ ต้องไม่มีฉากหรือขาค้ำยื่นลงมา การที่มีฉากยื่นลงมา กรณีนำไปติดเหนือวงกบประตู หน้าต่าง หรือพื้นที่ไม่สูงมากนักจะทำไม่ได้ ต้องติดสูงขึ้นไปทำให้เหลือพื้นที่ด้านบนน้อย เวลาวางองค์พระ จะทำให้ดูอึดอัด

4. หิ้งพระบัลลังก์โชค ถูกออกแบบมาอย่างวิจิตรบรรจง โดยใช้การย่อมุมไม้ 12 ซึ่งเป็นศิลปะในสมัยอยุธยา มาประยุกต์เข้ากับการดีไซน์ โดยรูปทรงและลวดลายที่เกิดขึ้น ประกอบเข้าด้วยกัน ด้วยไม้ที่ถูกตัดอย่างประณีตจำนวน 141-152 ชิ้น ขึ้นอยู่กับขนาดของบัลลังก์

5. อิงพุทธประวัติ และหลักฮวงจุ้ย

นอกจากความประณีต สวยงามในการออกแบบ ยังสามารถนำไปเป็นที่ประดิษฐานตัวแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทั้งแบบติดผนัง และแบบวางได้อย่างลงตัว เหมาะจะวางในพื้นที่จำกัด เช่น ห้องผู้บริหาร อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย เป็นต้น

สโลแกนที่สุดแห่งการบูชา

เจาะกลุ่มออนไลน์

คุณจิณณะ เพิ่มเติมว่า กว่ารูปแบบจะเข้าที่เข้าทางและจำหน่ายได้ ใช้เวลาราว 2 ปี ซึ่งสิ่งที่ทำให้แจ้งประจักษ์ ได้จากการไปดูงาน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เอาแบบจากโบรชัวร์มาแกะแล้วออกแบบเป็นงานย่อมุมของบัลลังก์โชคอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

สำหรับวัสดุที่ใช้ ส่วนใหญ่ทำมาจากไม้สนนอกนำเข้า ไม้ชนิดเดียวกันกับกรอบรูป ผ่านการอบ ฆ่าเชื้อ เลือกใช้ไม้แบบเต็มเส้น เนื้อไม้จึงไร้รอยต่อ แข็งแรงรับน้ำหนักได้มาก ตั้งแต่ 15-20 กิโลกรัม เลือกใช้สีทองกับสีน้ำตาล

สินค้าขายดี เจ้าของกิจการ เผยว่า “หิ้งบูชาพระ” คนนิยมสั่งมากที่สุด และนอกจากงานสำเร็จรูป บัลลังก์โชคยังรับผลิตตามขนาดที่ต้องการโดยจะเข้าไปวัดไซซ์และติดตั้งให้ ส่วนกำลังการผลิต แต่ละเดือนทำหิ้งพระอย่างน้อย 15-20 หิ้งเป็นอย่างต่ำ ราคาหิ้งพระไม้สัก เริ่มต้นตั้งแต่ 6,900-8,900 บาทขึ้นอยู่กับขนาด และรูปแบบ

ด้วยจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบัลลังก์โชค ได้รับการคุ้มครอง ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ลิขสิทธิ์สร้างสรรค์งานศิลปะประยุกต์ ตามมาตรา 4(7)

ปัจจุบัน บัลลังก์โชค ดำเนินธุรกิจมา 5 ปี ผู้ประกอบการรายนี้ตั้งใจเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ เพราะใช้สื่อออนไลน์ อย่างเว็บไซต์ http://www.banlangchok.com (บัลลังก์โชคดอตคอม) คลิปเผยแพร่บนเว็บยูทูบ http://www.youtube.com และเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/banlangchok เป็นสื่อประชาสัมพันธ์กิจการ

“ผมไม่มีความรู้ทางธุรกิจมาก่อน เลยร่วมกับหน่วยงานรัฐ อบรมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ด้วยหลักสูตร เน้นการพัฒนาเป็นนักธุรกิจไซเบอร์ ทำให้ได้ความรู้เรื่องการเงิน การบัญชี ภาษี การตลาด กฎหมาย วิธีการคิดสินค้าหรือบริการให้แปลกและโดนใจผู้บริโภค เรียนรู้การสร้างเว็บไซต์ และโปรแกรมต่างๆ จนสามารถดำเนินธุรกิจหิ้งพระ บัลลังก์โชค ได้เฉกเช่นทุกวันนี้”

สำหรับปัญหาเรื่องสินค้าเลียนแบบ คุณจิณณะย้ำ ไม่คิดว่าเป็นคู่แข่ง เพราะลูกค้าเป็นผู้ตัดสิน บัลลังก์โชค เน้นขายความจริง ขายความต่าง ให้ความรู้ ให้คำแนะนำการบูชาพระแบบไม่งมงาย และเชื่อว่าตลาดไม่มีทางตัน ถ้าตันแสดงว่าหยุดคิด

หากใครสนใจหิ้งพระเพิ่มความเป็นสิริมงคล ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 456- 9953 เลขที่ 38/51 หมู่ 3 หมู่บ้านเหมราชนิเวศน์ 2 ซอยเรวดี 68/1 ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

ใครสนใจ…สอนให้ได้ “ดอกไม้แห้ง-แปลงร่าง” งานอดิเรกทำเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ศิลปหัตถกรรม

พารนี

ใครสนใจ…สอนให้ได้ “ดอกไม้แห้ง-แปลงร่าง” งานอดิเรกทำเงิน

“แกนข้างในของต้นไม้แต่งทรงนี้ ใช้โฟมเป็นแกนหรือโอเอซิสก็ได้ ต้องการรูปทรงไหน ตัดออกมาตามนั้น แล้วค่อยนำกาวร้อนมาเคลือบให้รอบแกน รอให้กาวแห้งระดับหนึ่ง ถ้าติดเร็วเกินไปดอกจะไหลย้อยไม่ได้ตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นค่อยบรรจงนำแต่ละเกสรมาแปะลงไปให้คลุมแกน แปะให้หน้าดอกเสมอกันด้วย ถ้าไม่เท่ากันค่อยใช้กรรไกรเล็ม”

วันก่อนไปลองสำรวจ “ตลาดริมคลองผดุงกรุงเกษม” แหล่งช็อปปิ้งตามนโยบายของรัฐบาล ที่หวังส่งเสริมให้บรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ ให้มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น

ใช้เวลาเดินทอดน่องเพียงไม่นาน สายตาพลันเหลือบไปพบ “ต้นไม้แต่งทรง” อยู่ในกระถางขนาดน้อยใหญ่ สีสันสดใส รูปทรงแปลกตา

จึงเข้าไปถามหาคนทำ พบหนุ่มผิวเข้ม รูปร่างเล็กสันทัด กำลังขมีขมันจัดร้าน ก่อนบอกด้วยเสียงดังฟังชัด

“ฝีมือผมเอง…ครับ”

คำตอบที่ได้ ทำให้แปลกใจเล็กน้อย เพราะหากดูจากบุคลิก-หน้าตา หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า ผู้ชายที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า จะสามารถประดิดประดอยชิ้นงานศิลปะได้ละเอียดน่ามองขนาดนั้น

แถมยังเมื่อลองขยับเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ ยิ่งเพิ่มความชอบใจในตัวสินค้า เพราะเป็นของที่ทำมาจาก “ดอกไม้จริง” ที่นำมาแปลงโฉมเสียสวยงาม

จนอยากนำมาตั้งที่บ้าน…สักกระถาง-สองกระถาง

คิดถึงธรรมชาติ

ใช้เวลาว่างประดิษฐ์

คุณซาน-ชัชวาล งามอุตส่าห์ หนุ่มหนองบัวลำภู วัย 28 ปี เจ้าของผลงาน “ต้นไม้แต่งทรง” หรือ Topiary ประดิษฐ์จากดอกไม้แห้ง ภายใต้แบรนด์ “Santony Topiary-ซานโตนี่ โทพิอารี่” ผู้ที่ถูกเกริ่นถึง กรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันประกอบอาชีพค้าขายบนเว็บไซต์อีเบย์ แบบซื้อมาขายไป สินค้าส่วนใหญ่เป็นพวกของตกแต่งบ้าน และของที่ระลึกประเภทงานฝีมือ

แต่มาระยะหลังเริ่มมีออร์เดอร์แปลกออกไป ซึ่งในโปรไฟล์ที่เขาโพสต์ขายไว้นั้นไม่มี

ยกตัวอย่าง โพสต์ขายตุ๊กตาไม้แกะสลัก แต่ลูกค้ากลับถามหาตุ๊กตาหิน ทำให้เริ่มมองหาอาชีพอื่นทำ

ส่วนที่มาของสินค้าที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า คุณซาน บอก เกิดมาจากงานอดิเรกส่วนตัว

เริ่มจากความที่เป็นคนต่างจังหวัด คุ้นเคยกับการมี “บ้านในสวน” แต่เมื่อเข้ามาอยู่คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ การปลูกต้นไม้ในห้องพัก คงเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก ทั้งยังต้องรดน้ำทุกวัน และตัดแต่งกิ่งก้านสองสามวันครั้ง

เลยใช้เวลาว่างทดลองประดิษฐ์ “ต้นไม้แต่งทรง” จากวัสดุธรรมชาติ เริ่มจากนำใบไม้แห้งมาลองทำแต่อยู่ไม่นานกรอบร่วงหมด ต่อมานำกระดาษมาตัดแต่ง ไม่ทันไรเริ่มบิดงอ เพราะกระดาษไม่ค่อยคงรูป

ลองค้นหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต เห็นต่างประเทศนิยมนำ “ดอกหงอนไก่” มาชุบสี ก่อนนำมาเข้าช่อแขวนไว้ที่ประตูหรือไม่ก็ใส่กระถาง เพื่อประดับบ้านช่วงมีเทศกาล ลองทำตามบ้าง ปรากฏสวยงามไม่แพ้กัน แต่ตั้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ปีสีเปลี่ยนและร่วงเป็นฝุ่น

ต้องการให้ชิ้นงานมีความทนทานกว่านั้น คราวนี้คุณซานเปลี่ยนมาใช้ “ดอกบานไม่รู้โรย” ปรากฏช่วงแรกสวยสดไม่แพ้หงอนไก่ แต่ไม่นานสีซีดลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม งานอดิเรกในแบบของชายหนุ่มเจ้าของเรื่องราว ช่วงแรกนี้ดำเนินไปแบบไม่จริงจัง เพราะยังไม่คิดจะทำออกขายแต่อย่างใด

กระทั่งวันหนึ่ง เดินทางไปท่องเที่ยวจังหวัดทางภาคเหนือของไทย เกิดชอบใจในดอกไม้เมืองหนาว ชื่อเรียกยากว่า “สแตติส-Statice” เลยหอบมาปักแจกันใส่น้ำหล่อไว้อย่างดี ปรากฏก้านที่แช่น้ำเน่าเหม็นต้องโยนทิ้ง

พอซื้อมาเปลี่ยน แม่ค้าบอกดอกไม้ชนิดนี้ไม่ต้องหล่อน้ำในแจกัน ให้ปักลงไปเฉยๆ ดอกจะแห้งคงรูปและคงสีใกล้เคียงตอนยังสดอยู่

เมื่อเห็นดอกสแตติสที่ซื้อมา ยังคงรูปอยู่เหมือนตอนเป็นดอกสด ความคิดเกี่ยวกับงานอดิเรกที่พักไว้กลับผุดขึ้นมาในหัวทันที

ทำไม่ยาก

ขายได้เรื่อยๆ

เลยเริ่มจากนำดอกแห้งพร้อมก้านมามัดรวมกัน นำเทปกระดาษสีเขียวมาพันให้เหมือนต้นไม้ แล้วเข้าช่อก่อนนำไปปักลงบนกระถาง แต่ไม่นาน หัวก้านร่วงลง แต่ตัวดอกยังทน ไม่กรอบ สีไม่เปลี่ยน

จึงนำแต่ตัวดอกมาปักลงบนโฟมรูปทรงกลมที่เตรียมไว้ ก่อนใช้กาวน้ำ กาวเย็น เป็นตัวประสาน แต่กาวทั้ง 2 ชนิดแห้งไวเกินไปทำให้การติดทำลำบาก ช่วงหลังลองใช้กาวร้อน ซึ่งทำให้งานง่ายขึ้นมาก

“แกนข้างในของต้นไม้แต่งทรงนี้ ใช้โฟมเป็นแกนหรือโอเอซิสก็ได้ ต้องการรูปทรงไหน ตัดออกมาตามนั้น แล้วค่อยนำกาวร้อนมาเคลือบให้รอบแกน รอให้กาวแห้งระดับหนึ่ง ถ้าติดเร็วเกินไปดอกจะไหลย้อยไม่ได้ตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นค่อยบรรจงนำแต่ละเกสรมาแปะลงไปให้คลุมแกน แปะให้หน้าดอกเสมอกันด้วย ถ้าไม่เท่ากันค่อยใช้กรรไกรเล็ม” คุณซาน เผยขั้นตอนละเอียด

เมื่อได้งานชิ้นแรกออกมาน่าพอใจ คุณซานจึงทยอยทำออกมาหลายขนาดและรูปทรงต่างกันไป เมื่อได้จำนวน จึงทดลองโพสต์ขายในอีเบย์ แต่หลายประเทศไม่อนุญาตให้นำสินค้าทำจากดอกไม้แห้งเข้าไปขาย

เลยเปลี่ยนมาทำเว็บไซต์ของตัวเอง เสนอขายในเว็บไซต์ขายสินค้าของคนไทย เว็บไซต์ทวิตเตอร์ และหน้าแฟนเพจบนเฟซบุ๊ก

จากวันแรกถึงวันนี้ นับได้เกือบ 2 ปีแล้ว ออร์เดอร์ยังมีต่อเนื่องแต่ไม่ถึงกับมากจนไม่มีเวลาพัก ลูกค้ามีทั้งไทย-ต่างชาติ ส่วนใหญ่ซื้อไปเป็นของขวัญของฝาก

ส่วนราคาที่ตั้งไว้ เริ่มต้น 250 บาท ไล่ไปจนถึงหลักหมื่น และสามารถทำให้ตามแบบที่ลูกค้าต้องการ

ถามถึงอุปสรรค คุณซาน บอก บางครั้งดอกไม้ไม่พอ เพราะมีช่วงถูก-แพง อย่างปลายฝนต้นหนาว ราคาถูกมาก ช่อหนึ่ง 80 บาท หอบแทบไม่ไหว แต่ถ้าช่วงหนาวเข้าร้อน ราคาขายแพงมาก 3 ยอดสูงถึง 500 บาท จึงต้องมีการสต๊อกดอกไม้ไว้ ก่อนนำมาตากแห้ง ตัดเอาเฉพาะเกสรดอก เก็บใส่ตะกร้าไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก

เมื่อถามไถ่ถึงความตั้งใจ คุณซานยิ้มกว้าง ก่อนบอก

“คิดจะเปิดสอนอยู่ครับ เพราะมองว่าทำเป็นงานอดิเรกก็ได้ ต่อยอดเป็นอาชีพก็ได้ ส่วนในแง่ของธุรกิจถ้าผลงานได้ไปตั้งอยู่ในทุกบ้าน ทุกโรงแรม คงภูมิใจไม่น้อย”

สนใจ “ต้นไม้แต่งทรง” ที่บรรจงทำมาจากดอกสแตติสของจริง ผลงาน Santony Topiary

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณซาน โทรศัพท์ (090) 157-6528 อีเมล Aun@SantonyTopiary.com หรือเว็บไซต์ http://www.SantonyTopiary.com

คุณค่าของชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คุณค่าของชีวิต

ทางการตลาด เรามักใช้คำว่าผู้บริโภค หมายถึงคนที่พร้อมจะรู้จักแบรนด์ คิดอยากจะซื้อ ไปจนถึงซื้อแล้วก็ซื้อใหม่

การคิดถึงคนเป็นผู้บริโภคตลอดเป็นสิ่งที่มองการตลาด การสร้างแบรนด์แคบเกินไป ไม่ต้องอะไรมาก ลองเปรียบเทียบกับตัวเราเอง ว่าเราใช้เวลาขนาดไหนที่จะคิดถึงแบรนด์ แล้วจะรู้สึกว่าเราใช้เวลาน้อยมาก เราจะเริ่มคิดก็ต่อเมื่อเราต้องการ หรือแบรนด์ทำอะไรบางอย่างจนเรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เราใช้เวลาคิดถึง การเรียน งาน เงิน บ้าน ปัญหา หรืออะไรต่อมิอะไรในชีวิตซะมากกว่า แบรนด์ที่ดีควรคิดว่าจะทำอย่างไร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเขาในหลายๆ จังหวะชีวิต ในที่นี้คำจำกัดความไม่ใช่ผู้บริโภค แต่เป็นคน ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจว่าเขาคิดอย่างไร ฝันอะไร อะไรที่มีคุณค่าในชีวิตเขา แล้วแบรนด์เราล่ะจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างไร

แบรนด์ที่ดีมีความหมายมากกว่าทำให้ผู้บริโภคใช้ แต่ขยายมากไปถึงเติมเต็มในส่วนต่างๆ ของชีวิตคนได้ น้ำหอมไม่ใช่แค่หอม แต่หมายถึงความมั่นใจ ความเซ็กซี่ ความรู้สึกที่เป็นจุดสนใจจากคนรอบข้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต รถไม่ได้มีความหมายแค่นำคนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่รวมไปถึง ภาพพจน์ที่คนซื้อ คนขับรู้สึกว่าเขาเป็นและอยากให้คนอื่นเห็น ยาสระผมไม่ได้เพียงทำให้ผมสะอาด นุ่มนวล แต่หมายถึงความงาม ความมั่นใจในการพบเจอะเจอผู้อื่น คือความภาคภูมิใจ ที่ได้มีโอกาสได้ใช้สินค้าที่มีผลได้ขนาดนั้น สิ่งเหล่านี้คือการสร้างแบรนด์ที่แท้จริง เครื่องสำอางไม่ได้ขายสี แต่นำความหวังที่จะสวยงาม มีเสน่ห์เข้ามาหาผู้หญิง เมื่อเราจะนำแบรนด์เราข้ามเขตแดน สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีความสำคัญมาก และมีความแตกต่างกัน ในสังคมที่แตกต่างกัน แบรนด์ต้องเข้าใจคนหลากหลายประเทศให้ดี เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา

เอเชียเมื่อเปรียบเทียบกับตะวันตกชอบอยู่เป็นกลุ่ม มีความเป็นปัจเจกชนค่อนข้างน้อย มาเลเซียมีความเป็นปัจเจกชนค่อนข้างสูงในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่น่าแปลกคือสิงคโปร์ ประเทศที่เจริญมากๆ กลับมีความเป็นปัจเจกชนน้อย หรือเท่าๆ กับประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งหมายถึง เราชอบอยู่เป็นสังคมในกลุ่ม ไม่ชอบสภาวะแตกแยกกันออกไป ไม่กล้าทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่นมากนัก บางครั้งก็ตามมากกว่านำ การตามไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ตาม แต่หมายถึงการทำงานเป็นหมู่หรือกลุ่มมากกว่า การสร้างแบรนด์ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องโชว์คนเป็นกลุ่ม โทรศัพท์มือถือมีการซื้อที่ใส่ ทำโน่นนี่ให้ดูน่าสนใจหรือเหมาะกับตัวเอง ซึ่งจะเห็นว่าบางครั้งก็มีสัญลักษณ์บางอย่างที่แตกต่าง โทรศัพท์คือเครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร การประดับโทรศัพท์ก็เป็นการสื่อสารบางอย่างถึงความเป็นตัวเอง

แบรนด์ตะวันตกหลายๆ แบรนด์ก็สื่อสารความเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่าง ซึ่งก็ทำให้คนเอเชียหันมาสนใจ ไม่ว่าจะเป็น สินค้าฟุ่มเฟือย กระเป๋า น้ำหอม รถราคาแพง ที่จับกลุ่มนักธุรกิจซะมากกว่า แต่ถ้าเป็นรถสำหรับวัยรุ่นก็มีการโชว์กลุ่มซึ่งสนุกด้วยกันในรถ การวางแบรนด์ต้องคำนึงถึงความฝันที่คนเป็น เมื่อยังเด็ก เพื่อนสำคัญสุด การได้เล่นกับเพื่อน ไปไหนกับเพื่อน ทำสิ่งเดียวกันเป็นสิ่งที่เด็กต้องการ เขายังไม่มีความเป็นตัวของตัวเองมากมายนัก เพื่อนหรือการจับกลุ่ม คือเสรีภาพกลุ่มที่เขาต้องการ แบรนด์ต้องตอบสนองสิ่งเหล่านั้นให้เขา แต่พออายุมากขึ้น ทำงาน มีเงินมากพอ ก็เริ่มที่จะต้องการความเป็นส่วนตัว ความแตกต่างมากขึ้น แบรนด์ที่กลุ่มนี้ชอบก็อาจเป็นแบรนด์ที่มีอิสระ แตกต่างมากขึ้น แบรนด์เหล่านี้ก็จะเห็นได้จาก แบรนด์แฟชั่น รถราคาแพง เครื่องประดับ นาฬิกา ซึ่งจะเริ่มเห็นว่าคนในกลุ่มเดียวกัน มีน้อยนักที่ใช้แบรนด์ แบรนด์เดียวกัน นั้นคือความเป็นปัจเจกชนสูงขึ้น

คุณค่าที่แตกต่างเหล่านี้ยังมีอีกมากที่เราต้องศึกษา และเข้าใจถึงความเหมือนและความแตกต่างของแต่ละประเทศ แต่ละวัฒนธรรม เพื่อให้แบรนด์เราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเขา