คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง น่ารักเวอร์ ขายผ่าน IG ไม่ง้อหน้าร้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0744150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

Social Biz

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง น่ารักเวอร์ ขายผ่าน IG ไม่ง้อหน้าร้าน

มาไกลมากสำหรับแอพพลิเคชั่นถ่ายรูป “อินสตาแกรม” หรือ “ไอจี” เพราะปัจจุบันอินสตาแกรมนั้นเป็นมากกว่าพื้นที่ลงรูป และคลิปวิดีโอ เพราะได้ถูกนำมาใช้ในเชิงการตลาด จนเกิดร้านรวงขึ้นมากมาย เฉกเช่น PETITEFILLE BYJJ (เปอติ๊ดฟีล บาย เจเจ) คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง ไอเดียเก๋ น่ารักจนแทบไม่กล้าทาน ขายผ่านไอจี มีผู้ติดตามเกือบ 30,000 คน มีดารา เซเลบ แห่มาอุดหนุนซื้อซ้ำ จนติดอันดับร้านขายดีในไอจี

คุกกี้ทำมือขายดีไซน์

คุณทราย หรือ “ณภัทร สุรางค์ศรีรัฐ” และ คุณชิน หรือ “พศวีร์ สุรางค์ศรีรัฐ” คือสองพี่น้องเจ้าของแบรนด์ คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง ทั้งคู่ให้ข้อมูลว่า “เปอติ๊ดฟีล บาย เจเจ” แปลว่า ลูกสาวคนเล็ก หรือเด็กผู้หญิงตัวเล็ก เป็นภาษาฝรั่งเศส ธุรกิจนี้เปิดได้ 2 ปีแล้ว เกิดจากความสนใจอยากลองทำคุกกี้ หยิบอุปกรณ์ในครัวมาลองผิดลองถูก แรกๆ ทำแจกคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน คนรู้จัก รวมถึงลองโพสต์ขายผ่านทางไอจี ปรากฏกระแสการตอบรับดีเกินคาด ถึงขนาดลาออกจากงานประจำมาดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้านพักเป็นสถานที่ทำขนมดังกล่าว

จุดเด่นของ เปอติ๊ดฟีล บาย เจเจ คือ เป็นคุกกี้ที่ตกแต่งหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง นับเป็นเจ้าแรกๆ ก็ว่าได้ ต้องบอกก่อนว่า สองพี่น้องใช้พรสวรรค์ล้วนๆ เพราะทั้งคู่ไม่ได้ไปเรียนจากที่ไหน ซึ่งหัวใจสำคัญของคุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง อยู่ที่ดีไซน์ ลวดลายที่วาดลงบนคุกกี้ และที่ขาดไม่ได้คือ รสชาติ วัตถุดิบที่ดี ทำสดใหม่วันต่อวัน

“ช่วงแรกจะทำเป็นรูปทรงง่ายๆ อย่างเช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เขียนใส่ข้อความลงบนคุกกี้ ยังไม่มีลวดลายมากนัก เมื่อฝึกฝนพัฒนาฝีมือมากขึ้น เริ่มเปลี่ยนมาวาดเป็นภาพบุคคล สัตว์เลี้ยง ตัวการ์ตูน ฯลฯ นอกจากนั้นยังรับทำตามความต้องการลูกค้าอีกด้วย”

ไม่เพียงแต่ขายไอเดีย เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากต่อการเลียนแบบ อยู่ที่รสชาติ เจ้าของสูตรอธิบายคร่าวๆ ว่า จะใช้น้ำตาลไอซิ่งตีผสมเข้ากับไข่ขาว ใช้ไข่ออร์แกนิก ครีมออฟทาร์ทาร์ (เป็นสารที่ช่วยทำให้ขึ้นฟูชนิดหนึ่ง) เนื้อแท้ และสีผสมอาหาร ใช้ตัวบีบบรรจงวาดตามคุกกี้อาศัยความนิ่ง ต่อมาใช้แท่งเหล็กเกลี่ยให้เข้ารูป หากเป็นคุกกี้ที่ต้องการเก็บรายละเอียดต้องใช้พู่กันระบายสี หรือปากกาสีผสมอาหารในการวาด รอให้แห้ง 8 ชั่วโมงเป็นอันเสร็จ เก็บไว้ในตู้เย็นได้ราว 1 เดือน ไม่ใส่สารกันบูด คุกกี้ลายที่ขายดีที่สุดคือ รูปคนแนวการ์ตูน โดยดึงคาแร็กเตอร์ของลูกค้ามาเป็นแบบ

แจ้งเกิดในโซเชียลน่ารักดี ผู้หญิงชอบ

ปัจจุบัน กิจการดังกล่าวฟีดแบ็กดีเกินคาด ทั้งคุณทรายและคุณชินจำเป็นต้องจ้างพนักงานทั้งหมด 6 คน เพื่อรองรับและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

สังเกตว่านักธุรกิจหน้าใหม่เริ่มเปิดขายสินค้าทางออนไลน์ เจ้าของกิจการ บอกว่า ทั้งนี้เพื่อต้องการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ปัจจุบันคนที่มาอุดหนุน 50 เปอร์เซ็นต์เป็นคนกรุงเทพฯ ผู้หญิง นักศึกษา เด็กมัธยม หรือคุณแม่ ซึ่งเป็นคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ชอบซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ และอีก 50 เปอร์เซ็นต์เป็นร้านที่รับไปขายต่อตามร้านคาเฟ่ เบเกอรี่ แต่ละเดือนมีออร์เดอร์เฉลี่ย 400-500 ชิ้น

สำหรับช่องทางจำหน่าย เจ้าของร้าน บอกว่า ขายผ่านโซเชียลมีเดีย มีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ โทรสั่ง คนที่ซื้อไปมักใช้เป็นของฝากมากกว่าซื้อไปทานเอง

ถามถึงราคา คุณทราย บอกว่า เริ่มต้นชิ้นละ 120 บาท ขึ้นอยู่กับลวดลาย ถ้าเป็นรูปคนหรือตัวการ์ตูน ราคา 150 บาท ต่อชิ้น มีขนาด 3-4 นิ้ว บางคนที่ซื้อไปบอกใหญ่กว่าที่คิด ต้องสั่งล่วงหน้า 7 วัน บริการจัดส่งไปรษณีย์ EMS

นอกจาก คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง คุณทรายและคุณชินยังรับทำคุกกี้ช่วงเทศกาล วันสำคัญๆ หรือโอกาสพิเศษๆ อาทิ คุกกี้ช่อดอกไม้ คุกกี้ทาวเวอร์ น้ำตาลปั้นรูปคน-การ์ตูน

อยากสัมผัสความอร่อยและน่ารักเช่นนี้ สอบถามได้ที่โทรศัพท์ (061) 915-5356 สั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IG : petitefillebyjj / FB : Petite Fille by JJ / lINE : petitefillebyjj

“ถึก ซื่อสัตย์ ขี้สงสัย” เทคนิคไม่ลับ สำหรับ RISING STARS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ภาพ : พัทรยุทธ

“ถึก ซื่อสัตย์ ขี้สงสัย” เทคนิคไม่ลับ สำหรับ RISING STARS

เมื่อไม่นานมานี้ สมาคม ASIAN LEADERSHIP ACADEMY (ALA) องค์กรด้านการศึกษา ที่ต้องการเป็น “โรงเรียนแนะแนวนอกระบบ” พัฒนาสังคมการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเด็กไทย ได้จัด ALA COFFEE CHAT ครั้งที่ 17 ขึ้น เป็นการเสวนา ในหัวข้อ “ENTREPRENEURS ตีแตก” มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ ระดับ RISING STARS มาขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การพูดคุยกันในวันนั้น…มีเนื้อหาสาระน่าสนใจอย่างยิ่ง

ต้องยึดถือความถูกต้องและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ในองค์กรของตัวเอง อีก 10 ปีข้างหน้าไม่มีทางอยู่รอด

คุณแพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ เจ้าของธุรกิจคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่-OKUSNO”

ปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ เคยได้รับทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ ที่ประเทศสโลวีเนีย เป็นเจ้าของกิจการไอศกรีมสับปะรดแบบไม่เหมือนใคร ใช้เปลือกสับปะรดมาทำเป็นถ้วยบรรจุไอศกรีม

เป็นเจ้าของไอเดียคิดค้นคำว่า “คางกุ้ง” และก่อตั้งขนมแบรนด์ “โอคุสโน่-OKUSNO” คางกุ้งทอดอบกรอบ เจ้าแรกเจ้าเดียวของไทย และเป็นผู้ชนะเลิศ จากรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2015 เป็นสุดยอด SMEs แห่งปี 2015

“เป็นคนไม่อยากทำงานประจำ ก่อนหน้านี้ เคยทำไอศกรีมสับปะรดมาก่อน ทำถ้วยจากเปลือกสับปะรด แต่ไอศกรีมไปจ้างโรงงานผลิตให้ ทำให้รู้ว่า ถ้าทำสินค้าออกมาได้ด้วยตัวเราเอง จะลดต้นทุนได้มากขึ้น

ส่วนคางกุ้งโอคุสโน่นี้ เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นโอกาส ทำสิ่งที่ผู้คนมองข้ามมาเป็นสิ่งที่มีมูลค่าขึ้นมา เริ่มจากไปลองแงะส่วนที่นิ่มที่สุดของกุ้งออกมาทอดบ้าง อบบ้าง ทำอย่างไรไม่ให้อมน้ำมัน ปรุงรสแต่ไม่ใส่ผงชูรส บรรจุซอง ก่อนนำไปแจกให้เพื่อน-พี่ ชิม แล้วสังเกตว่าทานกันหมดมั้ย

ถ้าหมดแปลว่าอร่อย การทำแบบนี้เหมือนการทดลองตลาดไปเรื่อยๆ จนมั่นใจ เพราะถ้าไม่ลองตลาดก่อน ออกมาขายตูมเดียว อาจเจ๊งไปเลยก็ได้ เพราะแก้ไขไม่ทัน

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความที่ไม่เคยทำธุรกิจจริงจังขนาดนี้มาก่อน เคยถูกหลอกว่าจะพาสินค้าไปขายเมืองนอก จึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตขึ้นมาเลย แต่พอสร้างเสร็จเขาก็หายไป เลยต้องดิ้นรนหาตลาดเอง เริ่มจากเดินเข้าไปเสนอขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังเลย ซึ่งโชคดีได้รับการพิจารณา

ช่องทางจำหน่ายนอกจากจะมีในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ยังไปฝากขายที่ร้านหนังสือด้วย เพราะขนมชนิดนี้สามารถอ่านหนังสือไปทานไปได้ ไม่เลอะมือ เพราะไม่อมน้ำมัน และเหตุผลสำคัญคือ ไม่อยากเหมือนคนอื่น

สำหรับคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ต้องยึดถือความถูกต้องและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ในองค์กรของตัวเอง อีก 10 ปีข้างหน้าไม่มีทางอยู่รอด

ถามว่าความซื่อสัตย์ของตัวเองคืออะไร ยกตัวอย่าง โอคุสโน่ เน้นมากในเรื่องของความสะอาด ถ้าตก 1 ชิ้นไปล้างอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะต้องการทำให้ถูกหลักอนามัย อยากให้คนทานรู้สึกว่าได้ทานของดี ไม่ใช่ของเหลือทิ้ง

โอคุสโน่เป็นของทอด ก็บอกเลยว่าเป็นของทอด ไม่พยายามใช้คำอื่นเพื่อเลี่ยงบาลี หรือคนที่แพ้กุ้งก็อย่าทาน จะบอกกันทุกครั้ง ความซื่อสัตย์ทั้งกับตัวเองและลูกค้า นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ”

พอเจอทำเลถูกใจ เลยไปเจรจากับเจ้าของตึกแต่ยังไม่ตกลง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าของตึกให้อีกเจ้าเช่าไปแล้ว โดยบอกเหตุผล ของเราไม่มีคนรู้จัก คำนั้นทำให้เสียใจมาก

คุณแพร-กวิสรา จันทร์สว่าง เจ้าของแฟรนไชส์ชานมไข่มุก “เฟรชมี-FRESH ME”

กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เอกการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยได้รับทุน AFS THAILAND ศึกษาที่ประเทศเยอรมนี เริ่มทำธุรกิจอายุ 18 ปี ตอนเป็นเฟรชชี่ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์มากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ

“ฝันอยากเป็นแม่ค้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นภาพในหัวเลยว่าจะไปทำงานที่บริษัท คิดแต่ว่าถ้ามีเวลาอยากขายของ อยากเจอคนนั้นคนนี้ พูดคุยกับลูกค้า พอรู้ความชอบของตัวเองคืออะไร เลยลงมือทำจากสิ่งที่ชอบ

การเตรียมตัวเริ่มจากหาทำเล หาสูตร หาข้อมูล ใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ออกจากบ้านทุกวันหาข้อมูลไปชิมตามร้านต่างๆ

ตอนนั้นชานมไข่มุกบูมมาก เหมือนธุรกิจแฟชั่น ถ้ารอเวลาตัดสินใจนานอาจไม่ทัน ก่อนเปิดจึงมีเวลาค่อนข้างจำกัด และเปิดแล้วก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นแบบ ขายไป ปรับไป ลงทุนไม่มาก

เกี่ยวกับประสบการณ์ความผิดพลาด ตอนขยายเป็นสาขา 2 พอเจอทำเลถูกใจ เลยไปเจรจากับเจ้าของตึกแต่ยังไม่ตกลง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าของตึกให้อีกเจ้าเช่าไปแล้ว โดยบอกเหตุผล ของเราไม่มีคนรู้จัก คำนั้นทำให้เสียใจมาก และได้เรียนรู้ว่าถ้าอยากได้อะไรให้รีบคว้าไว้เลย

สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมีคือ ต้องถึก ทำงานหนักกว่าคนอื่น ทำได้ทุกหน้าที่ และต้องมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ”

ขายได้ห้าหมื่น-แสน เชื่อว่าซื้อเครื่องบินได้ แต่ลืมนึกว่าวันหนึ่งยอดมันจะต้องตก เดือนถัดมาขายไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่เตรียมใจมันคือจบ

คุณโจ้-วิศรุต สุคนธ์พงเผ่า ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเต้าหู้กรอบ “โยฟุ-YOFU”

ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อและการตลาด เพื่อหาประสบการณ์ หลังจากทำงานได้ประมาณ 1 ปี ได้รับแรงบันดาลใจจากนักธุรกิจหลายท่าน จึงตัดสินใจลาออกและมาประกอบธุรกิจส่วนตัว

ทำธุรกิจเทรดดิ้งไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ท้อ ก่อตั้ง บริษัท ชามิลโก้ จำกัด สร้างแบรนด์ชานมไข่มุก แต่ตลาดมีการแข่งขันสูงจึงต้องปิดตัวลง แต่ยังไม่ยอมแพ้ พยายามเริ่มธุรกิจใหม่ คิดค้นวิธีการผลิตเต้าหู้กรอบ ตั้ง บริษัท โกจิโซ ดิสทริบิวชั่น จำกัด ไปพร้อมกับสร้างแบรนด์ ชื่อ “โยฟุ-YOFU” ขนมขบเคี้ยวจากเต้าหู้ 100 เปอร์เซ็นต์

“เรียนจบแล้วทำงานประจำอยู่ปีหนึ่ง ลาออกมาเพราะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เสี่ยงออกมาทำ เจ๊งไป 2 รอบ รอบที่ 3 อยากทำขนมมีประโยชน์ ราคาไม่แพงมาก ให้คนทั่วไปได้ทาน

ตอนที่เริ่มทำโยฟุ สิ่งที่เจอคือ ปัญหาของเต้าหู้ ที่เก็บไว้ได้ไม่นาน เลยหาทางทำให้เก็บได้นาน หาทานเมื่อไหร่ก็ได้ สะดวกขึ้น เป็นการแก้ปัญหา และขนมจากฟองเต้าหู้ ไม่เคยมีมาก่อนเลย ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

การเริ่มต้นทำธุรกิจ บอกเลย หนึ่ง เตรียมใจก่อน เพราะมีเรื่องให้รับหลายเรื่อง ทั้งความเสียใจและความดีใจ อย่างผมก่อนหน้านี้ทำธุรกิจอย่างหนึ่งก็เจ๊ง ตอนเริ่มแค่อยากซื้อมาขายไป ธรรมดา ทำแค่นี้ง่าย สบาย ขายได้ห้าหมื่น-แสน เชื่อว่าซื้อเครื่องบินได้ แต่ลืมนึกว่าวันหนึ่งยอดมันจะต้องตก เดือนถัดมาขายไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่เตรียมใจมันคือจบ ฉะนั้น ต้องเตรียมใจให้ชัดเจนว่า มีดี ต้องมีแย่

อย่างที่สอง คิดอะไรได้อยากทำอะไร ทำไปเลย อย่าลังเลว่า เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะถ้ามัวแต่วางแผนอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้ลงมือทำ และไม่รู้ปัญหาจริงเสียที

ส่วนประสบการณ์ความผิดพลาดของผมช่วงแรก หุนหันพลันแล่นไปนิดหนึ่ง ผมเจ๊งมาแล้ว 2 รอบ ครั้งแรก ขายได้แสนหนึ่งคิดว่าซื้อเครื่องบินได้ คิดว่ามีแต่เรื่องดี สุดท้ายไม่รอด พอธุรกิจที่ 2 โดนโกง อ่านสัญญาไม่ดีพอ ไม่ให้ทนายความเช็ก สูญเงินไป 5 ล้านบาท

ล่าสุดก็ยังมีปัญหาแบบเดิมคือ หุนหันพลันแล่น ขยายตัวเร็วเกินไป จากห้องแถวเป็นโรงงานขนาด 1 ไร่ ส่งร้านสะดวกซื้อ 800 สาขา ขายได้แค่ 100 สาขา เพราะลืมคิดไปว่าคนรักสุขภาพไม่ใช่ทุกคน เลยต้องออกสินค้าอีกตัวเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาหนี้สินคลี่คลายแล้ว สิ่งที่อยากบอกคือ ไม่ว่าจะเจอกับความผิดพลาดอะไร ขออย่ายอมแพ้ เจอปัญหาอะไร ค่อยๆ ถอยออกมาดู ค่อยๆ แก้ มีหนี้กับคู่ค้า ก็เจรจาไป อย่าเพิ่งท้อแท้ หนี้เยอะไม่ได้หมายความว่าต้องไม่รอดแน่เลย เราจะจบก็ต่อเมื่อเราหยุด

สิ่งที่นักธุรกิจต้องมีคือ การยอมรับตัวเองว่าฉันไม่ดีอะไร ผิดพลาดตรงไหน อย่าโทษคนอื่น ผิดแล้วต้องแก้ไข ทุกปัญหามีทางแก้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่แก้จะลำบากยากเข็ญแค่ไหนเท่านั้นเอง”

เป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดไอเดียทางธุรกิจได้

คุณปริน-ปริญญ์ สุขสมิทธิ์ เจ้าของธุรกิจ ขนมโมจิลาวาบัน “ฟีนิกซ์ ลาวา-PHOENIX LAVA”

ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำงานเป็นเซลส์อยู่ 1 ปี แต่รู้สึกอึดอัด จึงตัดสินใจออกค้นหาตัวเอง เดินทางไปเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เริ่มทำธุรกิจสองสามอย่างแล้วล้มเหลว ที่ประทศญี่ปุ่น ใช้เวลาค้นหาตัวเองที่นั่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง คุยกับน้องชายว่าอยากทำขนมสักอย่างเพื่อแข่งกับคนต่างชาติ เพราะหงุดหงิดที่เห็นคนไทยไปต่อแถวซื้อโดนัทชื่อดัง เลยทำ “ฟีนิกซ์ ลาวา- PHOENIX LAVA” ออกมาเพื่อ Reinvent Industry น่าเบื่อๆ อย่าง ซาลาเปา

“ทุกคนบนเวทีนี้ มีจิตวิญญาณของคนทำธุรกิจอยู่เป็นทุน แต่ว่าเราจะค่อยๆ ดมกลิ่นดูว่าทำอะไรได้ดี หรือชอบทำอะไร ซึ่งผมใช้เวลาดมกลิ่นตัวเองอยู่ 5-6 ปี ตั้งแต่เด็กรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่าง สังเกตง่ายๆ จากคนที่เป็นฮีโร่ของเราหรือไอดอลของเราก็ได้ เรื่องพวกนี้จะช่วยทำให้รู้ว่าเราน่าจะชอบทำอะไร

ผมเริ่มทำธุรกิจ เพราะคิดว่าธุรกิจ คือการเข้าไปแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง ให้กับบางอุตสาหกรรม หรือของใครสักคน สิ่งที่ผมคิดคือ อยากแก้ปัญหาให้กับวงการซาลาเปา ความหงุดหงิดอะไรบางอย่างของคนทานหรือคนที่เอาซาลาเปาไปฝาก ของฝากซึ่งเป็นหน้าเป็นตาแต่หน้าตาน่าเกลียด ผมทนไม่ได้ อีกอย่างคนเอเชียจะคุ้นเคยกับแป้งนึ่งอยู่แล้ว เลยสนใจทำตัวนี้

ผมเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับผลิตภัณฑ์มาก ถ้าของใหม่ไม่ดีกว่าของเก่าสัก 10 เท่า ผมว่าอย่าทำดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และเมื่อผมเสนอตัวเข้ามาในวงการซาลาเปา ซึ่งมีขายอยู่ก่อนเต็มไปหมดอยู่แล้ว ถ้าของผมไม่ดีกว่าสัก 10 เท่าได้ ผมไม่ทำ

ช่วงแรกๆ จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เวลาทานซาลาเปามีปัญหาอะไรเยอะที่สุด โดยพาตัวเองไปนั่งตามร้านซาลาเปาก่อน แล้วก็นั่งฟังลูกค้าบ่น เช่น แป้งทำไมแฉะจัง ที่ตูดนึ่งแล้วทำไมแฉะจัง ซึ่งมันกลายเป็นข้อมูลเชิงลึก ว่าคนทานไม่ชอบซาลาเปาตูดแฉะ ผมจดเอาไว้ ทำอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 เดือน

ก่อนส่งต่อให้น้องชาย ซึ่งมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นคนคิดสูตร ทำอย่างไรให้แป้งออกมามีความเหนียวนุ่ม ไม่แฉะ ส่วนผมมาพัฒนาในเรื่องของแพ็กเกจจิ้ง การบริการ จากนั้นจึงเริ่มออกบู๊ธทดลองตลาด นำคำติชมมาพัฒนาสินค้าต่อ

พอสินค้าตัวแรกออกมาขายดีมาก ตัวที่สอง-สาม จึงตามมาและน่าจะขายดีอย่างที่คิด แต่ตัวที่ 2 ผมกลับเจ๊ง เสียหายไปสองสามแสน ฉะนั้น ต้องมองรอบคอบกว่านั้น และได้เรียนรู้ว่าเมื่อเจอปัญหาอย่ารีรอ รีบแก้ไขเลย

ผมคิดว่าคนที่จะทำธุรกิจจะต้องมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดไอเดียทางธุรกิจได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ธุรกิจ Me too มันไม่ทำให้เกิดอะไรให้ดีขึ้นเลย

และสอง ต้องเชื่อว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่า…วันนี้”

ทำไมต้อง “คางกุ้ง”

“เกิดจากการมองเห็นโอกาส จุดที่เห็นเกิดจากการทานข้าวกับครอบครัวที่บ้าน แล้วคุณแม่ท่านทำกุ้งแล้วเด็ดหัวกุ้งทิ้ง ด้วยความพิเรนทร์เลยลองแกะๆ หัวกุ้งเล่น ก็เจอว่ามีส่วนที่นิ่มที่สุด จึงเกิดไอเดียอยากสร้างมูลค่าให้ของที่ถูกมองข้าม จากนั้นก็ลงมือทำทุกวิถีทางให้มันอร่อย

ต่อมาเลยลองหาข้อมูลว่า คนทั่วไปเขาเรียกส่วนนี้ของกุ้งว่าอะไร แต่เท่าไหร่ก็หาไม่ได้ เลยคิดบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง เรียกมันว่า คางกุ้ง เพราะเป็นส่วนใต้หัวของกุ้ง

ส่วนชื่อแบรนด์ เราใช้คำว่า โอคุสโน่-OKUSNO เป็นภาษาสโลวีเนีย แปลว่า อร่อย และเป็นประเทศที่ตัวเราเคยได้รับทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์มาก่อน เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้รู้ตัวเองว่าไม่ชอบทำงานประจำ เลยใช้ภาษานี้มาไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ”

คุณแพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ เจ้าของธุรกิจคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่-OKUSNO” ผู้ชนะเลิศ จากรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2015 เป็นสุดยอด SMEs แห่งปี 2015

วช. รางวัลผลงานนักประดิษฐ์ไทย 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

วช. รางวัลผลงานนักประดิษฐ์ไทย 59

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดงานวันนักประดิษฐ์ไทยประจำปี 2559 การจัดงานในครั้งนี้จัดภายใต้แนวคิด “Life & Learn” มุ่งสื่อความหมายถึงผลงานประดิษฐ์คิดค้นนําสู่การเรียนรู้และพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2559 มีจำนวน 47 ผลงาน แบ่งเป็นระดับดีเด่น ระดับดีมาก ระดับดี และรางวัลประกาศเกียรติคุณ เพื่อแสดงศักยภาพของแต่ละสิ่งประดิษฐ์และเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย อันจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยของนักวิจัยไทย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ เส้นทางเศรษฐีรวบรวมบางส่วนมานำเสนอ

รางวัลระดับดีเด่น

แอนตี้บอดี้มนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออก

แอนตี้บอดี้มนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออก ผลงานของ รศ.ดร.น.สพ.พงศ์ราม รามสูต และคณะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นครั้งแรกของโลกที่ผลิตแอนตี้บอดี้จากมนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออกที่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ ผ่านการทดสอบในลิงและหนูแล้ว

รางวัลระดับดีมาก

การเปลี่ยนสีไข่มุกเป็นสีทอง และการพิมพ์ลวดลายลงบนไข่มุกด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน

การพัฒนาคุณภาพไข่มุกน้ำจืด ให้เปลี่ยนเป็นไข่มุกสีทอง ผลงานของ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ และคณะสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

นับเป็นนวัตกรรมสําหรับวงการอัญมณี โดยใช้เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์แสงซินโครตรอน ทำให้ไข่มุกมีสีทองแวววาว มีประกายดุจทองคำ อีกทั้งยังสามารถใช้รังสีดังกล่าวเพิ่มลวดลายบนไข่มุกได้ด้วย นับเป็นครั้งแรกในโลก สามารถเพิ่มมูลค่าไข่มุกจากเดิมได้ถึง 100 เท่า กลายเป็นเครื่องประดับและของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์เชิงสีและลวดลายอันทรงคุณค่าได้

รางวัลระดับดี

ALertz อุปกรณ์ช่วยเตือนหลับในขณะขับรถด้วยสัญญาณสมอง

ผลงานของ ผศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และคณะภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ALertz : คืออุปกรณ์ช่วยเตือนหลับในขณะขับรถด้วยสัญญาณสมอง สวมใส่บริเวณศีรษะโดยตัวอุปกรณ์จะมีการตรวจวัดคลื่นสมองและพฤติกรรมของคนขับรถ เพื่อนํามาใช้เป็นตัวชี้วัดว่าผู้ขับขี่มีอาการง่วงหรือไม่ เมื่อผู้ขับขี่เกิดอาการง่วง ตัวอุปกรณ์จะสั่นเตือนและสามารถส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมได้ นอกจากนี้ ตัวอุปกรณ์จะบันทึกและรายงานผลช่วงเวลาที่ผู้ขับขี่เกิดอาการง่วง อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยระบบไร้สายบลูทูธได้อีกด้วย

รางวัลระดับดี

EasyHos ระบบนําทางคนไข้ในโรงพยาบาลรัฐ

ผลงานของ ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ และคณะสาขาสังคมวิทยาศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ EasyHos คือระบบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการให้บริการในโรงพยาบาลรัฐ เป็นระบบที่คอยบอกผู้รับบริการว่าต้องทำอะไร เสมือนมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามผู้รับบริการ จุดเด่นของระบบสามารถบอกผู้ใช้บริการได้ถึงขั้นตอนต่างๆ ในโรงพยาบาลว่าจะต้องทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ รวมถึงบอกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและตัวยาที่จะจ่ายให้แก่ผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้สามารถทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ลดโอกาสที่จะทำผิดขั้นตอนที่อาจส่งผลให้ผู้ใช้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

รางวัลระดับดี

ชุดตรวจสอบสารปรอทในเครื่องสําอางฟอกผิวขาว

ผลงานของ รศ.ดร.พลังพล คงเสรี และคณะภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดตรวจสอบสารปรอทดังกล่าวเป็นชุดทดสอบบอกความเข้มข้นเบื้องต้นของสารปรอทที่ปนเปื้อนในเครื่องสําอาง อาทิ ปรอทแอมโมเนีย ปรอทคลอไรด์ และปรอทอะซิเตท ตรวจสอบไม่ยุ่งยาก สะดวกในการพกพา

รางวัลระดับดี

อุปกรณ์สนับสนุนงานติดตั้งและตรวจแก้อินเตอร์เน็ต TOT xDSL Tools

สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์

ผลงานของ คุณวรวิทย์ รอดอนันต์ และคณะสถาบันนวัตกรรมทีโอที บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) อุปกรณ์สนับสนุนงานติดตั้งและตรวจแก้อินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่รองรับการติดตั้งและบํารุงรักษาบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั้ง VDSL ADSL และ WiFi ภายในเครื่องเดียวกัน

รางวัลระดับดี

หุ่นยนต์ฟ้าใส การเรียนรู้เพื่อน้องคนพิเศษ

ผลงานของ รศ.ดร.ปัญรสี ฤทธิประวัติ และคณะภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หุ่นยนต์ฟ้าใสมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเสริมการกระตุ้นพัฒนาการเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีความบกพร่องด้านต่างๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม สมาธิสั้น

สิ่งประดิษฐ์ด้านการแพทย์ดังกล่าว มีความสามารถถึง 3 ด้านคือ 1. ฝึกออกเสียงทีละคำ 2. ฝึกเลียนแบบท่าทาง และ 3. กล่าวชื่นชมเด็กเมื่อทำถูกต้อง และให้กำลังใจ

ซึ่งผลการใช้งานหุ่นยนต์ฟ้าใส พบว่า ช่วยให้เด็กมีความสนใจ จดจ่อในกิจกรรมการฝึกดีขึ้น มีเด็กที่พูดตามหุ่นยนต์ได้เพิ่มขึ้น และมีจำนวนเด็กที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลง

รางวัลระดับดี

รีโมตรถยนต์ ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่น

ผลงานของ คุณชาติพีร สุขประเสริฐ และคณะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ รีโมตรถยนต์ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่น เป็นอุปกรณ์อํานวยความสะดวกและป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ ควบคุมล็อก ปลดล็อกและแจ้งเหตุได้ทันที โดยใช้หลักการทํางานของรีโมตทั่วๆ ไป แต่การเชื่อมต่อคําสั่งต่างๆ ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ คําสั่งต่างๆ ทํางานในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ใช้งานง่ายสะดวกปลอดภัย ประหยัด สามารถคุ้มครองดูแลรถได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง

รางวัลประกาศเกียรติคุณ

อุปกรณ์ตรวจวัดแก๊สรั่ว สำหรับรถยนต์

ผลงานของ คุณปรินทร แจ้งทวี คณะสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุปกรณ์ตรวจวัดแก๊สรั่วสำหรับรถยนต์ติดตั้งในรถยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิง เพื่อเตือนผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อมีแก๊สรั่ว อุปกรณ์มีความแม่นยำในการตรวจวัด รับรู้ถึงปริมาณแก๊สตั้งแต่ 0.01% และส่งสัญญาณเตือนที่ความเข้มข้น 0.5% ใช้นาโนเทคโนโลยีในการกำจัดตัวรบกวนจากแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ สามารถทํางานได้ช่วงอุณหภูมิ 15-2000C มีระบบป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น อายุการใช้งาน 2 ปี อุปกรณ์มีขนาดเล็ก ผู้ใช้สามารถติดตั้งได้เอง

รางวัลประกาศเกียรติคุณ

สิริกระดูกเทียม ผลิตจากเปลือกหอยแครง

ผลงานของ รศ.นพ.สิทธิพร บุญยนิตย์ และคณะสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บุณยนิตย์ วัสดุแพทย์ จํากัด

จากการศึกษาค้นคว้า พบว่า เปลือกหอยซึ่งเป็นผลผลิตธรรมชาติจากสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบหลักคือ แร่ธาตุ แคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อนำมาทำให้บริสุทธิ์ตามกระบวนการทางเชิงวิทยาศาสตร์ สามารถนำมาใช้ดัดแปลงผลิตสร้างวัสดุทดแทนกระดูกมนุษย์ได้ และที่ทีมวิจัยใช้เปลือกหอยแครงเพราะในประเทศไทยจะมีหอยแครงจำนวนมาก และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลให้กับเปลือกหอยแครงไทย

สำหรับขั้นตอนการวิจัย นำเปลือกหอยสดมาต้ม นำไปผึ่งให้แห้ง แล้วเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส จากนั้น นำมาบดหยาบและบดละเอียด จะได้เป็นผงแคลเซียมออกไซด์ นำไปผสมสารตัวเติมเข้าไปเพื่อทำการแปรรูปเชิงเคมีวิทยา ให้กลายเป็นผงกระดูกที่มีสูตรโครงสร้างเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ไฮดรอกไซด์ของกระดูกมนุษย์ แล้วไปขึ้นรูปตามตำแหน่งที่ต้องการใช้งานในร่างกายมนุษย์

“กือโป๊ะ” สแน็กอมตะ ของเด่น…เมืองปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ของดี…ทั่วไทย

พารนี ปัทมานันท์ : ภาพ/เรียบเรียง เมดาริน กฤษณะราช : ถอดเทปสัมภาษณ์

“กือโป๊ะ” สแน็กอมตะ ของเด่น…เมืองปัตตานี

สืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ทำให้มีความรู้ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับของรับประทานเล่นของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนล่าง มีชื่อเรียกแปลกหูว่า “กือโป๊ะ”

จะว่าไปแล้วของว่างชนิดนี้มีชื่อท้องถิ่นเรียกกันหลากหลาย ทั้ง กือโป๊ะ กะโป๊ะ หรือ กรือโป๊ะ แต่มีความหมายเดียวกันคือ ข้าวเกรียบสด หรือบางคนอาจเรียกว่า หัวข้าวเกรียบ

สำหรับประวัติความเป็นมา มีข้อมูลบันทึกไว้ว่า หลังจากประเทศมาเลเซีย ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มีชาวมาเลเซียจำนวนหนึ่ง อพยพมาตั้งรกรากที่ประเทศไทยบริเวณบ้านดาโต๊ะ ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

จากนั้นมีคนนำต้นสาคูมาทำแป้งเป็นอาหารเช้ารับประทานกับน้ำชา และเพราะเป็นยุคข้าวยากหมากแพง จึงมีการนำแป้งสาคูมาผสมกับปลาและเกลือเท่าที่ชาวบ้านในหมู่บ้านประมงจะหามาได้ โดยปั้นเป็นแท่งกลมยาว แล้วนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ก่อนนำไปย่างหรือทอดในน้ำมันใช้เป็นอาหารรับประทาน

ต่อมาไม่นาน แทบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านมักทำอาหารชนิดนี้บริโภคกัน กระทั่งแปรผันเป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาเป็นขุมทรัพย์ จากการที่บรรพบุรุษของชาวดาโต๊ะ รู้จักวิธีทำข้าวเกรียบกือโป๊ะมาแต่อดีตและได้สืบทอดภูมิปัญญานี้ส่งผ่านมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จนถึงลูกหลานยุคปัจจุบัน จากเหลือรับประทานจึงทำออกขาย จนกลายเป็นธุรกิจขนาดย่อมกระจายไปในหลายชุมชน

ผลกระทบครั้งใหญ่

ที่มาของจุดเปลี่ยน

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่สถานการณ์ชายแดนใต้ของไทย ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ สภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ การประกอบธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกวันนี้จึงแตกต่างจากในอดีตแทบจะสิ้นเชิง

การเข้าถึงสินค้า-บริการ ในพื้นที่จึงเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนต่างถิ่น ส่งผลให้พ่อค้า-แม่ขาย ในพื้นที่ต้องพาตัวเองออกมาพบปะกับลูกค้าแทน

แม้จะกำลังง่วนอยู่กับการจัดหน้าร้าน ช่วงมาร่วมออกงาน “เสน่ห์ปัตตานี” ที่ห้างดังย่านปทุมธานี

แต่ คุณโรส-โรสมาลีน กิตินัย ผู้ผลิตและจำหน่าย กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว วัย 53 ปี ผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสเป็นกันเอง ยังกรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เริ่มต้นให้ฟัง เรียนจบสายพาณิชย์ เคยทำงานอยู่บริษัทประกัน ก่อนออกมาทำธุรกิจขายผ้าม่านควบคู่กับแฟนที่ทำร้านตัดกระจก-มุ้งลวด จากนั้นไม่นานจึงเปิดกิจการขายผ้าตัดเสื้อสำหรับสตรีมุสลิม

ขายดีอยู่หลายปี เพราะผู้หญิงมุสลิมภาคใต้ นิยมแต่งกายกันด้วยชุดคลุมยาวสีสันสดใส

กระทั่งเมื่อราวปี 2542 ความเป็นไปในชุมชนพลิกผัน สืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบ ที่ยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะจบลงวันไหน

“ทุกอย่างได้รับผลกระทบไปหมด แม้กระทั่งการแต่งกาย แต่ละคนไม่เปิดเผยว่าตัวเองทำงานอะไร และหันมาใส่เสื้อยืด-กางเกงวอร์มกันเป็นส่วนใหญ่ ร้านขายผ้าจากมีลูกค้าเยอะก็ค่อยๆ ลดลง เพราะผู้หญิงจะไม่มีการแต่งเนื้อแต่งตัวเดินทางไปไหนมาไหน” คุณโรส เล่าเสียงเรียบ แววตาหม่น

อดทน “ลาก” ธุรกิจร้านขายผ้ามาอีกหลายปี แต่สถานการณ์ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่

จนเมื่อปี 2553 ได้มาร่วมออกบู๊ธเปิดร้านขายผ้ากับทางกระทรวงพาณิชย์ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปรากฏคนสนใจผ้าของเธอน้อยมาก ขณะที่สินค้าหมวดอาหารแทบทุกชนิดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เลยเกิดความคิดเปลี่ยนทิศหันมาขายอาหารดูบ้าง

ล้มลุกคลุกคลาน

แต่ไม่คิดเลิก

คิดอยู่นานว่าจะขายอาหารชนิดไหนถึงจะดี จนนึกขึ้นได้ ปัตตานี บ้านเกิดของเธอ มีอาหารประจำท้องถิ่นมาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งถึงวันนี้ผู้คนในพื้นที่ รวมทั้งคนสงขลาหรือนราธิวาส ยังรับประทานกันทุกเพศ-ทุกวัย และแทบทุกวัน นั่นก็คือ “กือโป๊ะ” นั่นเอง

“กือโป๊ะ เป็นอาหารมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำโดยคนท้องถิ่นจริงๆ แต่ด้วยข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บไว้นานหรือส่งไปขายได้ไกลๆ เลยคิดว่าจะทำยังไงให้คนที่อยู่จังหวัดอื่น มีโอกาสรู้จักและรับประทานของดีบ้านเรา” คุณโรส เล่าถึงจุดเริ่ม

ตกผลึกความคิดออกมาดังนั้น จึงนำไอเดียไปหารือกับ คุณคำแก้ว มีนาคม ประธานชมรมอาหารจังหวัดปัตตานี จนได้ข้อแนะนำให้ไปขอความรู้กับทางสถาบันอาหารของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปรากฏได้การตอบรับเป็นอย่างดี และมีการพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของรสชาติ การตลาด และแพ็กเกจจิ้ง

“ใช้เวลาหาความรู้อยู่นาน ปีแรกขาดทุนมาก พอมาลงมือทำจากที่ได้รับความรู้ ปรากฏมันไม่ใช่ มันเสีย มันแข็ง ทำแล้วทำอีก สูตรไม่คงที่ 1 ปีเต็มๆ ที่ขาดทุน ตอนนั้นเริ่มออกขายแต่ลูกค้าบ่นกันว่าทำไมมันแข็ง เราจะจดไว้ว่าทำไมของเรามันแข็ง ก่อนกลับมาบอกอาจารย์ที่สถาบันอาหาร

ทางอาจารย์ท่านจะแนะนำแนวทางแก้ไขให้ แต่ตอนนั้นมีงบไม่เยอะ ถ้าลงทุนซื้อเครื่องจักรหลายบาท ยังไม่รู้ตลาดจะตอบรับแค่ไหน แต่นับเป็นโชคดีที่ทางสถาบันอาหาร มีเครื่องมือพร้อม ช่วงแรกเลยได้รับความอนุเคราะห์ไปก่อน” คุณโรส บอกอย่างนั้น

ก่อนเล่าให้ฟังต่อ 3 ปีแรกของการผันตัวมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกือโป๊ะนั้น ยอมรับอยู่ในภาวะล้มลุกคลุกคลานมาตลอด แต่ไม่เคยคิดเลิก เพราะเชื่อมั่นต้องทำได้ ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางอออก เพียงแต่เรายังหาไม่เจอ

มาถึงวันนี้ กิจการย่างเข้าปีที่ 4 ยอดขายนับว่าดีขึ้นมาก เริ่มมีคู่ค้าหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อย่าง มาเลเซีย ออสเตรเลีย กัมพูชา ฯลฯ

ส่วนผลิตภัณฑ์นั้น มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งแพ็กเกจจิ้งและรสชาติ ล่าสุด มี 6 รสชาติ ประกอบด้วย รสดั้งเดิม สามรส รสงา รสสมุนไพร รสต้มยำ และรสปาปริก้า ขณะที่รูปทรงของกือโป๊ะ มีทั้งแบบแผ่นแบบดั้งเดิมและแบบแท่งเหมือนมันฝรั่งทอด กรอบนุ่ม เก็บไว้ได้นานกว่าเดิม เป็นเจ้าแรกของไทย

ตลาดขยาย

มั่นใจไปอีกไกล

ถามเป็นความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตกือโป๊ะ ตราดอกแก้ว คุณโรส อธิบาย เริ่มจากการนำปลาทูสดขนาดพอเหมาะมาตัดหัว ควักไส้ ล้างให้สะอาด ก่อนนำไปบดทั้งก้าง พอได้เนื้อปลาบดออกมาแล้ว นำไปผสมกับแป้งสาคูและแป้งมัน ก่อนใส่เครื่องปรุงรส แต่ไม่มีผงชูรสหรือสารกันบูดเด็ดขาด

จากนั้นนำมาคลุกเคล้าให้เข้าที่และนำมาปั้นว่าก้อนหนึ่งเราจะใช้กี่กรัม เป็นก้อนๆ วาง ขั้นตอนนี้จะมีพนักงานแผนกหนึ่งทำเป็นก้อนยาวๆ อีกแผนกหนึ่งจะนำเนื้อปลาที่ได้ไปต้มในกระทะ ต้มเสร็จนำไปสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิทเพราะถ้าเอาไปทอดเลยจะเหนียวมาก ต้องนำไปน็อกน้ำแข็ง 1 คืนเสียก่อน เพื่อไม่ให้เนื้อเหนียวเกินไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้ใช้แรงงานมือทั้งหมด

“ตอนนี้มีโรงงานเล็กๆ อยู่ละแวกบ้าน กำลังผลิตเป็นแรงงานในพื้นที่หมด ประมาณ 10 คน ล่าสุดมีลูกค้ารายใหญ่ติดต่อเข้ามาแล้ว แต่คิดว่าศักยภาพยังมีไม่พอ ขอเวลาตั้งหลักขยายโรงงาน รวมทั้งหาพื้นที่สต๊อกวัตถุดิบไว้ก่อนด้วย เนื่องจากปลาไม่ได้มีทุกฤดูกาล และเราใช้ปลาชนิดเดียว คือปลาทูสดตัวใหญ่ ซึ่งมีเนื้อหวานและไม่มีกลิ่นคาว” คุณโรส บอกอย่างนั้น

เกี่ยวกับความคึกคักในตลาดค้าขายกือโป๊ะ คุณโรส บอก พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มีคนทำกือโป๊ะขายกันเป็นร้อยเจ้า จึงต้องหาจุดต่างด้วยการพิถีพิถันในทุกกระบวนการ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าทั่วไป การวางขายในพื้นที่จึงไม่ดีเท่าส่งออกขายภายนอก

“ที่ภาคใต้ มีกือโป๊ะขายเยอะ ซึ่งยะลากับปัตตานี อาจได้เปรียบ เพราะพื้นที่ติดทะเล และถึงแม้จะทำกันหลายเจ้า ส่วนตัวคิดว่ายังไม่พอต่อความต้องการของตลาด สังเกตได้จากการออกบู๊ธตามงานต่างๆ มักได้ลูกค้ากลุ่มใหม่กลับมาเสมอ ลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำ จึงมั่นใจธุรกิจนี้ยังไปได้อีกไกล” คุณโรส ว่าให้ฟัง

จากจุดเริ่มที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่เพราะความไม่ย่อท้อ ล้มเลิกไปเสียก่อนกลางคัน จนทุกวันนี้มีลูกค้าไม่น้อย แถมยังได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดปัตตานี ประเด็นนี้ คุณโรสยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบตรงๆ จนถึงตอนนี้ก็ยัง งง กับตัวเองอยู่เหมือนกัน

“พี่เป็นคนเห็นแก่ตัว อยากให้ลูกกลับมาอยู่ใกล้ๆ ถ้ามีธุรกิจที่วางรากฐานไว้ดี ถ้าลูกกลับมาช่วยสืบทอด เขาคงทำได้ดี โดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างคนอื่น” คุณโรส บอกทิ้งท้าย

……………

กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว มี 6 รสชาติ หลากหลายแพ็กเกจจิ้งให้เลือก มีทั้งขายส่ง-ปลีก

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณโรสมาลีน กิตินัย เลขที่ 157 ถนนยะรัง ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000 โทรศัพท์ (086) 961-5844, (087) 969-2284 LINE : K.rosemaleen, Facebook/Keropok4u

“ตะนาวศรี” ไก่บ้านไทย ชูคุณภาพ บุกตลาดทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ตะนาวศรี” ไก่บ้านไทย ชูคุณภาพ บุกตลาดทั่วโลก

จากวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง ลุยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

คนที่ไม่รู้จักไก่บ้านดีพอ มักมีความเชื่อว่าไก่บ้านเหนียว ไม่อร่อย ต้องต้มนานกว่าจะได้กิน แต่ความจริงแล้วไก่บ้านที่เหนียวๆ ก็คือไก่บ้านแก่ ออกลูกมาแล้วหลายครอก

“ตะนาวศรี” คือ ไก่บ้านไทย เป็นสายพันธุ์ที่ค้นคว้าพัฒนาขึ้นเองของ คุณลิขิต สูจิฆระ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี และแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี ซึ่งจุดเด่นของไก่บ้านชนิดนี้เลี้ยงด้วยสมุนไพรไทย แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ปราศจากสารเร่งโต กลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเนื้อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เนื้ออร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ มีโครงร่างดี ปริมาณเนื้อมาก กระดูกเล็ก ไขมันน้อย โปรตีนสูง ไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ เอาไปทำเมนูไหนก็อร่อย แถมได้สุขภาพอีกด้วย มีสารพิวรีนน้อย (ตัวก่อกรดยูริก) ไม่ก่อให้เกิดโรคเกาต์

ส่งเสริม รับซื้อไก่ จากเกษตรกร

บุกตลาด AEC ก่อน

คุณลิขิต และผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ขึ้นในปี 2538 จากวันนั้น จนมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นบริษัทของเกษตรกรไทยที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่บ้านและธุรกิจต่อเนื่องแบบครบวงจรรายแรก และรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

คุณกณพ สูจิฆระ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน บริษัทแบ่งสายงานออกเป็นส่วนของฟาร์มเลี้ยง และส่วนของโรงงานชำแหละโดยในส่วนของโรงงานชำแหละถือได้ว่า เป็นโรงงานชำแหละ ผลิตไก่พื้นเมืองแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้มาตรฐานรับรองตามมาตรฐาน ทั้งฮาลาล GMP HACCP และมาตรฐานการส่งออก EST 197 โรงงานชำแหละของบริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย เน้นผลิตสินค้าประเภทไก่สดและไก่แช่แข็ง ควบคู่กันไปทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่พื้นเมืองที่รับมาจากฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงของบริษัท

โดยผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อทั้งหมดจากโรงงานชำแหละ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่งจำหน่ายตลาดภายในประเทศ วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ 5,000 แห่งทั่วประเทศ อาทิ กูร์เม่ต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ต, แม็กซ์แวลู, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, เลมอน ฟาร์ม และโกลเด้น เพลส รวมถึงตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยไก่เนื้อจะส่งไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และมาเลเซีย ส่วนไก่พื้นเมืองลูกผสมตะนาวศรีจะมีการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกในปี 2559

ส่วนของฟาร์มเลี้ยง รองกรรมการผู้จัดการ อธิบายให้ฟังว่า บริษัทมีทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่บ้าน โดยฟาร์มของบริษัท ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม โดยเป็นฟาร์มปู่-ย่า และพ่อแม่พันธุ์ไก่พื้นเมือง และฟาร์มวิจัยรวมถึงพัฒนาสายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมเกษตรกร 8 จังหวัดให้เลี้ยง อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี มีเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมในปัจจุบันประมาณ 100 กว่าราย และเพื่อให้ความมั่นใจแก่เกษตรกรที่ส่งไก่มาเข้าสู่โรงงานแล้วได้ค่าตอบแทนที่โปร่งใส ถูกต้อง คือการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัติ สามารถบันทึกข้อมูลได้

“การใช้เครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัตินี้ จะทำให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลไก่จากฟาร์มในระหว่างการชั่งน้ำหนักผ่านอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน โดยเครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัติดังกล่าวจะมีการบันทึกข้อมูลที่เกษตรกรสามารถดูได้ในเวลาเดียวกัน เช่น จำนวนตัว น้ำหนักต่อตัว และช่วงน้ำหนักที่ไก่เข้าโรงงาน หากมีข้อผิดพลาด เครื่องชั่งจะมีการสั่งยกเลิกการบันทึกข้อมูลต่างๆ ของตัวไก่ตัวนั้น และสั่งให้นำไก่ตัวนั้นเข้าชั่งน้ำหนักใหม่”

สร้างไก่สายพันธุ์ดี ระดับโลก

สยายปีกธุรกิจ ไม่มีหยุด

ด้วยระบบดังกล่าวจึงทำให้ทั้งทางโรงงานและเกษตรกรได้รับรู้ถึงข้อมูลของไก่ที่ส่งเหมือนกัน และทำให้เกิดความโปร่งใส เกษตรกรสามารถเช็กข้อมูลได้ที่ฟาร์ม โดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องมาติดตามผลที่โรงงาน

สำหรับไก่ลูกผสมพื้นเมืองตะนาวศรีเกิดขึ้นจากการผสมกันระหว่างพ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี และแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี ทั้งนี้ พ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี เป็นพ่อพันธุ์ไก่ชนที่ผ่านการคัดเลือกจากไก่ชนไทยที่มีลักษณะตามตลาดต้องการ ส่วนแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการค้นคว้าพัฒนา โดยนำไก่พื้นเมืองของไทยมาผสมข้ามสายพันธุ์กันกว่า 20 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์เหลืองหางขาว ไก่ชีท่าพระ ไก่แดงสุราษฎร์ และไก่ประดู่หางดำ เป็นต้น จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเนื้อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เนื้ออร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ มีโครงร่างดีปริมาณเนื้อมาก แม่พันธุ์สามารถผลิตไข่ได้ดี

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ทางตะนาวศรีจะเน้นการเลี้ยงด้วยสมุนไพรไทย แทนการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรค และปราศจากสารเร่งโต โดยสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชันและไพล และองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดออกไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่โดยทั่วไป มาตั้งแต่ปี 2532

จากวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เติบโตไม่หยุด ล่าสุดทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง ลุยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

“ร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี ใน 2 ปีนับจากนี้จะเปิดให้ได้ 25 สาขา เบื้องต้นการลงทุนแต่ละสาขาเฉลี่ยสาขาละ 3 ล้านบาทแล้ว 2 แห่งคือ อาคารบีบีซี ย่านเอกมัย ส่วนสาขาที่ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมสร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง”

จากแผนการดำเนินงานที่ผู้บริหารวางไว้ เขาหวังว่า ยอดขายรวมทั้งปีนี้จะทำได้ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 20 เปอร์เซ็นต์ และในประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ตะนาวศรี ประกอบด้วย 5 บริษัท คือ 1. บริษัท ตะนาวศรี จำกัด หรือฟาร์มเพาะพันธุ์ไก่บ้านตะนาวศรี 2. บริษัท ฟู้ดวิลเลจ จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการทำตลาดที่เกี่ยวกับอาหาร 3. บริษัท เอเซียนที จำกัด ดำเนินธุรกิจร้านอาหารข้าวมันไก่ตะนาวศรี 4. บริษัท ลีดดิ้ง ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตไส้กรอกแปรรูปไก่ และ 5. บริษัท ทีแล็บ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และวิจัย

ด้านกำลังผลิตไก่บ้าน ปัจจุบันทำได้ 120,000 ตัว ต่อสัปดาห์ กำลังการผลิตในวงจรการเชือดไก่ตะนาวศรี แบ่งเป็นไก่บ้าน 10 เปอร์เซ็นต์ ไก่เนื้อ 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นการผลิตพันธุ์ลูกไก่บ้าน เพื่อส่งให้ลูกค้านำไปเลี้ยงต่อ และกระจายผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ ตลาดสด โมเดิร์นเทรด และร้านอาหารกว่า 300 ราย

สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ไก่บ้านตะนาวศรี สามารถติดตามข้อมูล รวมถึงเมนูจากเนื้อไก่บ้านตะนาวศรี เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/tanaosreechicken

โอ๋ นักร้อง P2WARSHIP ศิลปินอินดี้ สู่วิถีเกษตรในเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

โอ๋ นักร้อง P2WARSHIP ศิลปินอินดี้ สู่วิถีเกษตรในเมือง

“เริ่มทำ” คือเคล็ดลับที่เจ้าของฟาร์มฮิพอินทรีย์ แนะโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ว่าที่ทำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นอกจากการได้เริ่มลงมือทำ และเน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่ทำเกินกำลัง

จากเส้นทางดนตรีสู่อาชีพเกษตรกรรมกลางกรุง คุณธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล หรือ คุณโอ๋ อดีตนักร้องหนุ่ม วง P2WARSHIP วัย 41 ปี ที่เปลี่ยนชีวิตและสนามฟุตบอลเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ตามรอยเท้าในหลวง โดยใช้ชื่อว่า “ฮิพอินทรีย์ ฟาร์มวิลล์พอเพียง” บนเนื้อที่ 1 ไร่ ในซอยลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 30

น้ำท่วมใหญ่ เปลี่ยนแนวคิด

เปลี่ยนสนามบอลเป็นฟาร์ม

คุณโอ๋ ย้อนเล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้าจะมาปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เปลี่ยนพื้นที่ที่มีมาทำการเกษตรอย่างทุกวันนี้นั้น พื้นที่ 1 ไร่ตรงนี้เคยเปิดเป็นสนามฟุตบอลให้เช่ามาก่อน แต่พอช่วงปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ ช่วงนั้นทำให้คุณพ่อ คุณแม่และญาติๆ ต้องย้ายจากมีนบุรีมาอาศัยอยู่ที่นี่

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตมีความสุขมาก เพราะคุณแม่ตื่นเช้าเก็บผักริมรั้วที่ปลูกไว้มาทำกับข้าว ทำอาหารทานกันเองซึ่งมันอร่อยและรู้ว่าสุขภาพดีมาก ตอนนั้นมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้นะ”

พอเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาทำเกษตร คุณโอ๋ บอกว่า พอหลังจากช่วงน้ำท่วมผ่านไป ก็คิดเริ่มที่จะลงมือทำเลย เพราะตอนน้ำท่วม เรามีผักที่ดีทาน สุขภาพดี ชีวิตก็มีความสุขไปด้วย จึงกลับมานั่งทบทวนว่า การทำเกษตรอาจเป็นสิ่งที่ตามหาก็ได้

เริ่มจากศูนย์ เนื่องด้วยไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตร จึงต้องเริ่มหาความรู้ ค้นคว้าและทดลองทำ

เริ่มจากการไปเรียนปลูกผักกับเจ้าชายผัก จนพอเข้าใจ ระหว่างนั้นมีการศึกษาแนวคิดของในหลวง ประกอบกับความตั้งใจ และเริ่มต้นพัฒนาที่ดินไปด้วย เนื้อที่ที่มีคือ 1 ไร่ เป็นสนามฟุตบอลเก่า ซึ่งมีการถมทั้งดินและทรายทับหน้าดินเดิม จึงต้องขุดทรายออก ปรับสภาพดินต่างๆ

พอมีความรู้และเข้าใจ จึงลงมือ ทำทีละนิด ปลูกทีละอย่าง โดยอาศัยแปลนที่เราเป็นคนร่างขึ้นมาเอง ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบธุรกิจค้าปลีกและบริหารธุรกิจค้าปลีก จาก University The Arts of London ผสมรวมกับประสบการณ์อดีตนักอินทีเรียอาชีพ จึงได้แปลนจัดสรรที่ดินเป็นสัดส่วน โดยเริ่มลงไม้ยืนต้นก่อน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาเติบโตนานหลายปี

บนเนื้อที่ 1 ไร่ของฟาร์ม ฮิพอินทรีย์ แบ่งเป็น 2 โซนใหญ่คือ โซนที่ 1 เป็นโซนต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น อย่างขนุน ไผ่ ชะอมและกล้วย ผสมกับการปลูกพืชหมุนเวียน อย่างคะน้า ผักบุ้ง ผักชี หรือพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ นำมาหมุนเวียนปลูกสลับกันไปในพื้นที่ว่าง

ส่วนโซนที่ 2 คือ ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ โดยกั้นพื้นที่วางล้อมตาข่าย สร้างที่อยู่อาศัยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ให้มันอยู่แล้วเลี้ยงไก่อย่างอิสระ สามารถเดินได้ทั่วในบริเวณที่กั้นไว้ให้

เกษตรกรในเมือง

ปลูกพืช เก็บกินเอง สร้างสุข

“ผมเคยคิดว่าตัวเองมือร้อน ปลูกพืชผัก ต้นไม้ไม่ขึ้น พอได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ จึงรู้ว่ามันเป็นความคิดที่ผิด แท้จริงคือ เราขาดความใส่ใจในสิ่งที่เราปลูก สิ่งที่เราทำ ทุกวันนี้ผมก็ปลูกได้นะ มือที่ว่าร้อนปลูกไม่เคยขึ้น ก็ปลูกขึ้นแล้ว” คุณโอ๋ บอกยิ้มๆ ก่อนบอกว่า ขนาดสภาพดินสนามฟุตบอลเดิม ยังปลูกต้นไม้ได้เลย ดินที่อื่นก็น่าจะปลูกขึ้น

หลายคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงหรือมีพื้นที่บ้านกลางกรุง อาจมองไม่ออกว่าจะปลูกพืชผักอย่างไร ใช้พื้นที่เท่าไหร่ ปลูกอะไรให้ขึ้น คุณโอ๋ แนะว่า ให้ลองถามตัวเราว่า ชอบทานอะไร หรือเมนูไหนที่ไปสั่งตามร้านอาหารให้พ่อครัวแม่ครัวทำให้

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กินผัดกะเพราหมู ลองหาต้นกะเพราต้นเล็กๆ มาปลูกสักต้น แล้วคุณจะได้กินผัดกะเพราหมู ที่ทั้งอร่อย ใบกะเพราที่สดจากต้นในบ้านคุณและไม่มียาฆ่าแมลง

“เริ่มทำ” คือเคล็ดลับที่เจ้าของฟาร์มฮิพอินทรีย์ แนะโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ว่าที่ทำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นอกจากการได้เริ่มลงมือทำ และเน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่ทำเกินกำลัง

ทำ อยู่ได้ ไม่หยุดนิ่ง

ต่อยอด สินค้าอินทรีย์

ปัจจุบัน คุณโอ๋ เรียกตัวเองว่า เกษตรกรในเมือง เพราะในความหมายของเขาคือ ทำการเกษตรแล้วขายได้ พออยู่ได้ ไม่เดือดร้อนและอยู่อาศัย ทำกินบนพื้นที่ในเมือง

คุณโอ๋ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของ “ฮิพอินทรีย์” ได้แนวคิดมาจากพระราชดำริในหลวง ที่ว่า ผลิตแบบพออยู่ พอกิน พอใช้และแบ่งปัน เหลือนำไปแปรรูป เพิ่มมูลค่าและขาย ซึ่งเดี๋ยวนี้สินค้าอินทรีย์ขายง่ายขึ้น เพราะมีช่องทางออนไลน์เข้ามา อย่างผมใช้เฟซบุ๊กเป็นที่จำหน่ายสินค้า

ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปขายดีคือ เนยถั่ว เพสโต้โหระพาอิตาลี นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีการดำนาปลูกข้าวด้วย คุณโอ๋ บอกว่า การปลูกข้าวในแปลงเกษตรนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากอนุรักษ์พิธีแรกขวัญนาข้าวและการลงแขกเกี่ยวข้าว ผลผลิตที่ได้ถือว่าน่าพึงพอใจ”

การทำเกษตรในเมือง บนพื้นที่ที่จำกัด ต้องทำน้อยให้ได้มาก นั่นคือ การเพาะปลูกทุกต้นต้องได้ผลผลิตที่ดี ใส่ใจในการปลูกพืชผัก ทำความเข้าใจถึงนิสัยความชอบของสิ่งที่ต้องการจะปลูก และคิดต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปให้เกิดเป็นรายได้ ที่สำคัญ ต้องเริ่มทำ คุณโอ๋ กล่าวทิ้งทาย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปได้ที่เฟซบุ๊ก Hip Incy Farm, P2WARSHIP Self-Sufficiency Farming

แนะนำหนังสือ สำนักพิมพ์มติชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07039010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

แนะนำหนังสือ สำนักพิมพ์มติชน

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!

สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง) เขียน

ISBN : 978-974-02-1449-6

จำนวนหน้า 176 หน้า/ราคา 200 บาท

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ไขปัญหาข้องใจของใครหลายคนว่า ทำไมถึงไม่ผอมสักที ทั้งที่พยายามลดน้ำหนักแล้ว แถมบางคนแทนที่น้ำหนักจะลดลงกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! หนังสือที่จะอธิบายเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการเลือกกินอาหารที่เหมาะสมพร้อมข้อมูลต่างๆ ซึ่งหลายคนเคยเข้าใจผิด เช่น ออกกำลังกายแล้วนั่ง ทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ?, กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?, การกินคลีนคืออะไร? และเรื่องของวิตามินและอาหารเสริมโปรตีน โดย โค้ชเป้ง (สาธิก ธนะทักษ์)

โค้ชเทรนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เจ้าของผลงาน “Easy to Fit ฟิตง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน”

แล้วการลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ขายงานให้ได้ใจ ขายยังไงให้ได้งาน

PresentationX เขียน

ISBN : 978-974-02-1441-0

จำนวน 144 หน้า/ราคา 180 บาท

หนังสือเล่มนี้คือตัวช่วยที่จะเปลี่ยนความประหม่า ตื่นเต้น หรือความกังวลของคุณให้เป็นความมั่นใจ และความพร้อมในทุกสนาม เปลี่ยนคุณเป็นมือโปรฯ Presentation Design ที่นำเสนอง่ายๆ ด้วยตัวเอง

เพราะแท้จริงแล้ว “ความสำเร็จ” ในทุกสนามไม่เคยมี “ทางลัด” มีแต่ทางเดินที่เราต้องฝึกฝนให้มากที่สุด เพื่อเราจะได้ “ขายงาน” ที่ดี ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังในทุกสนาม

ตัวอย่างเนื้อหาในเล่ม

– เทคนิคการ Brainstorm เพื่อทำ Presentation ให้ยอดเยี่ยม

– ทำอย่างไรให้ข้อมูลมากมายกลายเป็นลูกไก่ในกำมือ

– Presentation Design?แบบไหนเปรี้ยง แบบไหนแป้ก

– จัดการกระสุน Reaction จากผู้ฟัง

– ตัวช่วย Presentation ใหม่ๆ ไฉไลกว่าเดิม

พระยอดเมืองขวาง

ผู้ปลุกสยาม สู้ “เจ้าอาณานิคม”

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก เขียน

ISBN : 978-974-02-1446-5

จำนวน 160 หน้า/ราคา 155 บาท

เรื่องราวของวีรบุรุษสยาม “พระยอดเมืองขวาง” ผู้ปกป้องด่านหน้าของไทย ซึ่งต้องพิพาทกับอินโดจีน ฝรั่งเศส ต้องเผชิญกับฝรั่งเศสที่จ้องจะครอบครองดินแดน เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

เนื้อเรื่องเริ่มจาก มองซิเออร์ ปาวี รองกงศุลฝรั่งเศส คุมทหารเข้ายึดเมืองคำม่วน อดีตเคยเป็นของญวน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเขตสยาม แต่ถูกพระยอดเมืองขวางปฏิเสธ ฝรั่งเศสเอากองกำลังทหาร (ญวน) ปิดล้อม และเกิดข้อพิพาทกันตลอด จนเป็นที่มาเหตุการณ์ ร.ศ. 112

ระหว่างนั้น ศาลตัดสินจำคุกพระยอดเมืองขวาง ข้อหาฆ่าคนตายเป็นเวลา 20 ปี ก่อนที่พระยอดเมืองขวางจะเสียชีวิตจากวัณโรค กระนั้นฝรั่งเศสก็ยังจองเวรไม่เลิก จนเกิดวิกฤตการณ์ที่ปากน้ำ สมุทรปราการ สยามใช้ปืนใหญ่ยิงเรือรบฝรั่งเศสที่บุกรุกเข้ามา แต่กลับถูกฝรั่งเศสเข้ายึดจันทบุรี และตราด

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในเวลาต่อมา ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับกองทัพเวียดมินห์ก่อนจะถอนตัวออกจากความขัดแย้ง อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศในยุโรป นับแต่ ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และชาติอื่นๆ ต่างเข้าหาสยาม เพื่อต้องการค้าขาย เผยแพร่ศาสนามากกว่าการล่าอาณานิคม จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศสจะจบลงไปแล้ว แต่กรณีพระยอดเมืองขวางนั้นก็เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศชาติได้รับการปฏิรูปครั้งใหญ่ และเป็นวีรกรรมของข้าราชการระดับล่างที่มีความซื่อสัตย์ เสียสละ เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ยกย่องในฐานะวีรบุรุษของชาติสืบไป

ISIS เจาะลึกกองกำลังรัฐอิสลาม

ไมเคิล ไวสส์ และ ฮัซซาน ฮัซซาน เขียน

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ISBN : 978-974-02-1445-8

จำนวน 400 หน้า/ราคา 270 บาท

ศึกษาสถานการณ์ เบื้องหลัง และปัจจัยที่รายล้อมไอซิส กลุ่มก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดในขณะนี้ ว่าเหตุใดจึงก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจนทั้งโลกต้องหาทางหยุดยั้ง

ด้วยข้อมูลเชิงลึกจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประมวลออกมาเป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับไอซิสอย่างเป็นกลางที่สุด เน้นข้อเท็จจริงและปัจจัยปัญหาทุกด้าน ตั้งแต่วัฒนธรรมการเมืองของคนท้องถิ่น ธุรกิจใต้ดินและยุทธศาสตร์กลุ่มติดอาวุธ ปัญหาการแข่งขันทางอำนาจระหว่างชาติในภูมิภาค ตลอดจนความพลั้งพลาดของสหรัฐกับปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ออกมาเป็นงานศึกษาที่จะเผยให้เราได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว ไอซิส คืออะไร และอะไรคือปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มนี้

ส่องโอกาสค้า CLMV ไปกับนักธุรกิจหนุ่มสาว YEN-D Program

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

ส่องโอกาสค้า CLMV ไปกับนักธุรกิจหนุ่มสาว YEN-D Program

กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดโครงการสร้างโครงข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Young Entrepreneur Network Development Program : YEN-D Program) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ทั้งที่เป็นทายาทนักธุรกิจ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง

คุณดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงที่มาของโครงการ YEN-D ว่า “เกิดจากได้พูดคุยกับนักธุรกิจรายใหญ่ ที่ปรับทุกข์ว่า ลูกๆ หลานๆ ไม่สนใจทำธุรกิจ อยากให้กรมเปิดคอร์สฝึกอบรมให้หน่อย อย่างนักธุรกิจค้าข้าว ก็ขอให้เปิดคอร์สสอน เรื่องการทำธุรกิจค้าข้าว ก็เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรดี หลังจากนั่งคุยกันแล้ว จึงเกิดโครงการ YEN-D จุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการสร้างนักรบใหม่ เจาะตลาดประเทศอาเซียน และเพิ่มการค้าชายแดน ที่ตอนนี้มีมูลค่าแล้ว 1.5 ล้านล้านบาท”

ขณะที่ คุณอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะที่รับผิดชอบโครงการ YEN-D เล่าว่า การอบรมและจัดพบปะนั้นจะทำไปพร้อมกันทั้ง ไทยกับเวียดนาม ไทยกับกัมพูชา ไทยกับลาว และไทยกับพม่า โดยเปิดโครงการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 ซึ่งตอนนี้ก็ 4 รุ่นแล้ว โดยแต่ละรุ่นจะมี 30 คนที่เป็นนักธุรกิจไทย อีก 30 คนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานของกระทรวง ถึงตอนนี้มีแล้ว 120 คน ปี 2559 จะขยายอีก 160 คน รวมเป็น 280 คน และทำต่อไปถึงปี 2560 ซึ่งทั้งโครงการจะมี 600 คน ซึ่งจะมีทั้งนักธุรกิจไทย นักธุรกิจจากซีแอลเอ็มวี และดึงข้าราชการรุ่นใหม่เข้ามาด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

“โครงการนี้ไม่แค่เป็นการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยไปต่างประเทศ กำหนดอายุไม่เกิน 45 ปี แต่ต้องการดึงนักลงทุนรุ่นใหม่ของต่างชาติด้วย ผลลัพธ์พบว่าดีเกินคาด ไม่แค่เกิดการเจรจาซื้อขายระหว่างกันเท่านั้น ประเมินมูลค่าความร่วมมือกันแล้วกว่า 500 ล้านบาท คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นคนที่มีไฟแรง มุ่งมั่น ตั้งใจ มีความคิดสร้างสรรค์ พวกนี้อยากทำธุรกิจ แต่ยังขาดคอนเน็กชั่น และความเข้าใจ รู้จริงในตลาดเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีผลต่อการทำธุรกิจในระยะยาว เมื่อดึงให้เขามาเจอกัน จากความเป็นเพื่อนก่อน แล้วค่อยคุยทางธุรกิจ จากที่ได้พบปะเห็นถึงความช่วยเหลือกัน เป็นโครงการแนบเนียนที่สุด ต่อการต่อยอด ขยายตัวทางธุรกิจ และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน ซึ่งประเทศในซีแอลเอ็มวีมีวิถีการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงไทย เราและเขาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”

คุณกิตติพงศ์ งามไพบูลย์สมบัติ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด งามไพบูลย์การยาง ผู้ผลิตยางรถยนต์ กล่าวว่า “ผมได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ YEN-D มาก เพราะได้รู้จักนักธุรกิจของประเทศเพื่อนบ้านทีเดียว 30 คน เพียงระยะสั้น 7 วัน จากรุ่นก่อนๆ อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี กว่าจะรู้จักหมด ทำให้เกิดแนวคิดและต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มอบรมกับลาว เพื่อนนักธุรกิจที่มาอบรมด้วย ได้ช่วยแนะนำโอกาสทางธุรกิจ ทำให้เข้าลาวได้แล้ว และกำลังมองตลาดกัมพูชา เวียดนาม และพม่า ก็ขอเพื่อนบ้านช่วยแนะนำ โครงการแบบนี้อยากให้รัฐบาลทำให้มากขึ้นและต่อเนื่อง เพื่อให้รุ่นใหม่ได้มั่นใจว่าการไปต่างประเทศได้สะดวกและกล้ามากขึ้น”

คุณสุชาดา เจนพณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เจ เพรส จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในชาย กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ธุรกิจอยู่แต่ภายในประเทศ แล้วรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างประเทศ เช่น Levi”s, DKNY และ ARMANI เป็นต้น ไม่เคยทำธุรกิจส่งออก แต่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกไปทำตลาดต่างประเทศ ก็คิดอยู่ว่าจะไปยังไง พอดีเจอโครงการ YEN-D ก็สมัครเข้ามาร่วม ไม่เสียใจเลย เพราะได้โอกาสพบปะกับนักธุรกิจของเพื่อนบ้าน ตรงตามที่อยากทำ ซึ่งซีแอลเอ็มวีเหมาะสม เพราะรูปร่าง ลักษณะ คล้ายกับคนไทย น่าจะทำตลาดได้ไม่ยาก ที่เราเล็งไว้คือ ส่งขายเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านได้แล้ว คือ พม่า ลาว แต่ยังไม่มีกัมพูชา เวียดนาม พอมาสมัครเข้าอบรมในโครงการ YEN-D รู้จักนักธุรกิจจากกัมพูชาหลายคน เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มที่จะเจาะธุรกิจเข้าไปในตลาดกัมพูชาแล้ว กำลังมีตัวแทนขายที่เสียมเรียบ เริ่มที่ทำตลาดออนไลน์ ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายสู่ตลาดอาเซียนได้ทั้งหมด แต่ขอเริ่มที่ซีแอลเอ็มวีให้ดีก่อนใน 1-2 ปี” คุณสุชาดา กล่าว

อีกราย คุณนิษฐา แสงสุริยะฉัตร ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ฉัตรชัยแพทย์แผนโบราณ จำกัด ทายาทโดยตรงของผู้ผลิตยาสมุนไพรไทยยี่ห้อหมอเส็ง กล่าวว่า “บริษัทกำลังต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ เริ่มเจาะเข้าตลาดเพื่อนบ้าน ได้เข้าลาวแล้ว กำลังหาลู่ทางขยายเข้าสู่ตลาดกัมพูชา โดยจะเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความงามของผู้หญิงและการรักษาสุขภาพ มองว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูง ก็เลยมาอบรมรุ่นกัมพูชา เข้าร่วมโครงการ YEN-D ทำให้เกิดการต่อยอดกับสิ่งที่บริษัทกำลังจะดำเนินการเจาะตลาดเพื่อนบ้าน พอดีกับกำลังหาผู้แทนจำหน่ายในกัมพูชา ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งได้จากเพื่อนนักธุรกิจที่มาอบรมด้วยกัน และยังช่วยสกรีนคน สกรีนธุรกิจให้กับเราได้เบื้องต้น เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถหาจากอินเตอร์เน็ตได้”

อีกแง่มุมหนึ่งจากปาก คุณญาดา โคระทัต ผู้จัดการการตลาด บริษัท อินซ์เทค เมโทรโลจิคอล เซ็นเตอร์ จำกัด ทำธุรกิจให้บริการตรวจสอบเครื่องมือในอุตสาหกรรม บริการเป็นที่ปรึกษาการเข้าสู่ระบบ ISO และจำหน่ายเครื่องมือที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และห้องปฏิบัติการ กล่าวว่า เดิมธุรกิจของบริษัท มีลูกค้าแล้วในลาว กัมพูชา และเวียดนาม แค่คิดว่ามีโอกาสขยายตลาดเพิ่มขึ้น ผ่านเมืองอื่นๆ กับตัวแทนใหม่ในตลาดเป้าหมายซีแอลเอ็มวี จังหวะดีกับที่ไปเห็นโครงการ YEN-D ในเฟซบุ๊กที่เพื่อนโพสต์มา ก็เลยสมัคร พอได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในกลุ่มลาว พออบรมเสร็จ ก็ได้เพื่อนเป็นคนลาว ก็ขอให้เขาช่วยเช็ก พบว่า ตัวแทนที่ติดต่อนั้น ทำธุรกิจจริง ตอนนี้กำลังเจรจากันอยู่ ถ้าตั้งสำเร็จ ก็จะช่วยขยายธุรกิจของบริษัทได้แน่นอน ดีใจเพราะคิดว่าบริษัทเล็กๆ จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรม เดิมคิดว่าต้องมีเส้นสาย แต่ไม่ใช่เลย กรมเลือกจากผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการทำธุรกิจและขยายธุรกิจออกไปในตลาดเพื่อนบ้าน

ขณะที่ คุณรัชยา เตชะปัญญารักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ย่งไทยการยาง จำกัด ผู้ผลิตยางอุตสาหกรรมทุกประเภท เสริมว่า การเข้าร่วมโครงการ YEN-D ได้สร้างโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัทเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านมีการขยายตัวด้านการก่อสร้างมาก เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจของบริษัท ที่ผลิตยางได้ทุกประเภท ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง ยางกันซึม และยางที่ใช้ในภาคคมนาคม เมื่อได้มาดูก็เห็นว่า ต้องระวังคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนาม ที่เน้นราคาถูกกว่า มาดูตลาดได้เห็นของจริง แต่มั่นใจว่าสินค้าของเรามีคุณภาพ แข่งขันได้ อยากให้ภาครัฐทำโครงการดีๆ แบบนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยต่อไป

อีกคนเล่าถึงการเข้าร่วมโครงการ คุณสุดสวาท จิรัปปภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็กโกร (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายเคมีเกษตร (ยาต้นไม้) กล่าวว่า การเข้ามาร่วมโครงการ YEN-D สามารถต่อยอดธุรกิจจากการได้เพื่อนในการเข้ามาฝึกอบรมทั้งผู้ประกอบการไทยด้วยกันและผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน ช่วงแรกยังไม่เกิดธุรกิจ แต่เพื่อนธุรกิจที่เข้าอบรมร่วมกันได้ช่วยเหลือ แนะนำข้อมูล กฎระเบียบทางการค้าต่างๆ และลูกค้า ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และช่วยธุรกิจได้มาก

“เรามองเป้าหมายการทำตลาดซีแอลเอ็มวีคล้ายกับไทย คือมีการปลูกพืชเกษตรมาก ซึ่งสินค้าที่บริษัทขายอยู่ ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว เราทำธุรกิจมากว่า 40 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่อนาคตจะหาตัวแทนจำหน่ายในซีแอลเอ็มวี เริ่มที่กัมพูชาก่อน กำลังคุยกันอยู่ และจะเป็นคู่ค้ารองรับหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย” คุณสุดสวาท กล่าว

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้า นักธุรกิจหนุ่มสาวเหล่านี้ อาจมีชื่อติดชาร์ตผู้นำทางธุรกิจในซีแอลเอ็มวี คงต้องติดตาม…

ว่าด้วย สี เลข สัญลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ว่าด้วย สี เลข สัญลักษณ์

เมื่อวันก่อน เพื่อนที่สิงคโปร์โทรมาเพื่อให้ช่วยเหลือทำวิจัยให้กับสินค้าใหม่จากสิงคโปร์ เพื่อเข้าให้ถึงประเทศต่างๆ ในเออีซี สิ่งที่เขาให้ทำก็เพื่อขอราคาจากประเทศต่างๆ เพื่อนำไปเสนอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์ ที่สนับสนุนให้มีการขยายการค้าไปต่างประเทศ

หลายปีก่อน เมื่อออนไลน์เริ่มมีความสำคัญ มีแอพต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย สิงคโปร์ก็เตรียมเงินสนับสนุนให้บริษัทที่พร้อมจะปรับธุรกิจให้เข้ากับออนไลน์ สิ่งสำคัญเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทันสมัย ที่มีส่วนในการพัฒนาธุรกิจ หรือพฤติกรรม และความคิดของผู้บริโภคที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อแบรนด์และการสร้างแบรนด์ทั้งหมด

สิ่งที่เราทุกคนรู้ดีเช่นเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับความโชคดี ตั้งแต่เรื่องความเชื่อเรื่องสี ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ต่างๆ สีแดงในประเทศจีนหรือเวียดนามเป็นสีที่บ่งถึงความโชคดี หรือสีดำในญี่ปุ่นเป็นสีที่หมายถึงความตาย แต่บางครั้งก็กลับกลายเป็นสีที่แสดงถึงความภูมิฐาน โค้กเป็นสินค้าที่ขายดีมากในช่วงตรุษเวียดนามหรือปีใหม่เวียดนามซึ่งตรงกับช่วงเวลาตรุษจีน กระป๋องสีแดงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี มีการออกแบบโดยใช้ลวดลายโบราณต่างๆ เช่น มังกร หงส์ ดอกท้อ เพื่อกระตุ้นให้คนเวียดนามและคนจีนใช้มอบเป็นส่วนหนึ่งของของขวัญที่มอบให้แก่กันในช่วงตรุษ แต่พอบอกถึงชาวตะวันตก สีแดงกลับกลายเป็นสีของความรักซึ่งผสมกับสัญลักษณ์อย่างอื่นเช่นดอกกุหลาบ กุหลาบแดงจึงกลายเป็นสิ่งที่มอบให้คู่รักในวันวาเลนไทน์ หรือเทศกาลแห่งความรัก แต่เมืองไทยกลับไม่มีความหมายใดมาก นอกจากเป็นสีของวันอาทิตย์

สีมีส่วนที่สำคัญยิ่งในการสร้างแบรนด์ ตั้งแต่สีของสินค้า ภาชนะใส่สินค้า ตั้งแต่ขวด กระปุก กระป๋อง กล่องบรรจุ หรือกระทบไปถึง ชื่อสินค้า โลโก้ และแม้กระทั่งโฆษณา จะเห็นว่าน้ำแดง น้ำเขียว กลายเป็นสิ่งที่คนไทยใช้ในการไหว้เจ้าที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้โชคดี นอกจากนั้น สีต่างๆ ก็มีผลต่อเพศ เช่นสีม่วงมักใช้กับสินค้าผู้หญิง แต่กลับเป็นสีน้ำเงินซะมากกว่าในสินค้าผู้ชาย

นอกจากสี เลขก็กลายเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลมหาศาลในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โรงแรมต่างๆ ในตะวันตกทั้งอเมริกาหรืออังกฤษ ไม่มีห้องพักหมายเลข 13 หรือชั้นที่ 13 ในโรงแรมหรืออพาร์ตเมนต์เลย สายการบินบางสายในญี่ปุ่นไม่มีเลขที่นั่ง 4 หรือ 9 เพราะเลข 9 มีเสียงเหมือนคำว่าทรมานในภาษาญี่ปุ่น เลข 9 หรือ 8 เป็นเลขที่บ่งถึงความโชคดีในประเทศไทย แต่เลข 8 กลับเป็นเลขที่ทำให้โชคหายหรือลดลงในบางประเทศ เลข 4 กลับเป็นเลขที่บอกถึงความตายหรือโชคไม่ดีในประเทศจีน ถ้าใครไปประเทศจีนจะเห็นว่าในลิฟต์ ไม่มีชั้น 4

เลขคือสัญลักษณ์บางอย่างที่มาจากเรื่องราวในอดีต หรือเสียงที่โยงกลับมาที่ความเชื่อ เลข 13 ของตะวันตก คือจำนวนคนทั้งหมดในมื้ออาหารครั้งสุดท้ายกับพระเยซู ก่อนที่ท่านจะถูกลงทัณฑ์ แต่ตัวเลขในประเทศไทยกลับไม่มีความหมายอะไรมากนัก ความเชื่อถือของประเทศอื่นๆ นานๆ ไปก็ถูกส่งผ่านกลับเข้ามาในวัฒนธรรมไทย โดยผ่านภาพยนตร์บ้าง ผ่านคน หรือธุรกิจบ้าง จึงเห็นว่าบางโรงแรมในประเทศไทยก็ไม่มีหมายเลข 13 เช่นกัน การนำเสนอสินค้าหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลขจึงต้องควรหลบเลี่ยงเลขที่มีความหมายไม่ดี

สัญลักษณ์หรือภาพก็มีอิทธิพลที่แตกต่างกันตามการยอมรับ ความเชื่อ ในวัฒนธรรมและประเทศที่แตกต่าง ที่ซาอุดีอาระเบีย ผู้หญิงทุกคนที่ออกมานอกบ้านต้องมากับญาติหรือสามี และคลุมหน้า ผมมองไปที่ร้านขายผ้าคลุมเตียง ที่มีกล่องผ้าคลุมวางโชว์อยู่ มีรูปเตียงพร้อมผ้าคลุมสวยงามและมีผู้หญิงใส่ชุดนอนบนกล่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองเป็นเรื่องปกติ แต่ที่โน่นเขากลับใช้สีดำทาบริเวณผิวที่โผล่ออกมา ตั้งแต่หน้า แขน และเท้า ที่ตะวันตก อย่าว่าแต่ชุดนอนเลย ใส่ชุดชั้นใน บิกีนี่ แล้วออกตามบิลบอร์ด ยังถือเป็นเรื่องปกติเลย โฆษณาในประเทศมุสลิมในแถบเออีซีของเราก็ต้องระวังให้ดี เพราะประชากรเกือบครึ่งเป็นมุสลิม ตั้งแต่ อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย ซึ่งส่งผลให้เราต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เช่นเสื้อไม่มีแขนของผู้หญิง ไม่ควรให้เห็นในหนังโฆษณาเลย อาหารต่างๆ ต้องมีตราฮาลาล เพื่ออนุญาตให้คนมุสลิมบริโภคได้

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่บางครั้งเราคิดว่าไม่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ บางครั้งอะไรที่คนไทยไม่เห็นแปลกก็น่าจะใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่จริงเลย วัฒนธรรมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันเสมอ และเราต้องเข้าใจในความแตกต่างเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อความสำเร็จของแบรนด์เมื่อข้ามดินแดน

ชุดเครื่องนอน ลวดลาย “กับข้าว” น่ากิน-สุดแหวก โดนใจคนนอน…ไม่อิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ไอเดียแปลก

พารนี

ชุดเครื่องนอน ลวดลาย “กับข้าว” น่ากิน-สุดแหวก โดนใจคนนอน…ไม่อิ่ม

“อาจเพราะมีสีสันสดใส จัดจ้านเหมือนจริงมาก จนหลายคนบอกน่ารักดี แต่มีบ้างบางคน ที่บอกไม่กล้านอนเพราะกลัวแสบตัว”

ในยุคที่อะไรก็ขายไม่ค่อยดี บรรยากาศจับจ่ายไม่ค่อยจะคึกคัก

หากใครคิดทำสินค้าแบบธรรมดา ชนิดหาจุดที่แตกต่างไม่ได้ เห็นคงต้องมีอันม้วนเสื่อกลับบ้านไปก่อนเวลาอันควร

หลายวันที่แล้ว มีเพื่อนทางไลน์ ส่งภาพถ่ายผ้าปูที่นอนลายแปลกตามาให้ ก่อนใส่ข้อความตามมาว่า ผ้าปูเตียง สำหรับคนที่ชอบบอกว่า…นอนไม่อิ่ม

พอเพ่งดูชัดๆ ถึงกับต้องหัวเราะลั่น เพราะนั่น มันผ้าปูที่นอนลายข้าวราดกะเพรา-ไข่ดาว ชัดๆ

แถมมีหมอนอิงใบใหญ่ เป็นรูปไข่ดาวที่สุดแสนจะน่ารับประทาน โปะอยู่ข้างๆ อีกต่างหาก

ชอบใจในไอเดีย เลยเสาะหาจนทราบ ผู้ประกอบการรายนี้ มีเพจบนเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า KABKAO PILLOW (กับข้าว พิลโลว์)

มีเจ้าของอยู่ 2 ท่าน คือ คุณบอส-ฐิติรัตน์ ทำนุโรจน์ทวี อายุ 43 ปี และ คุณเอ็กซ์-สุพัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์ อายุ 36 ปี

คุณเอ็กซ์อาสาเป็นคนให้ข้อมูลว่า เจ้าของไอเดียสินค้าผ้าปูที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม ลวดลาย เป็นอาหารนานาชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำเผา ผัดไทย ปูนึ่ง ต้มยำทะเล ฯลฯ นี้ เป็นของคุณบอส ฐิติรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ ซึ่งร่วมกันทำธุรกิจ ทำโรงงานรับผลิตสายคล้องคอบัตร และผ้าพันคอเชียร์กีฬา ให้กับหน่วยงานต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2549

โดยก่อนหน้านี้ เคยลงทุนซื้อเครื่องซับลิเมชั่น ซึ่งเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้านบาท เพื่อนำมาใช้งานในการแยกสีสายคล้องและผ้าพันคอให้เป็น 4 สี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น

ทำอยู่พักใหญ่ เกิดความคิดแตกไลน์สินค้า แบบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ใช้เครื่องจักรเดิมที่มีอยู่แล้ว พิมพ์ภาพสี่สีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนนำไปเย็บเป็นหมอนสามมิติ ออกมาทดลองตลาดเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

จากนั้นจึงผลิตผ้าปูที่นอนลาย “หอยเชลล์อบเนย” ขนาด 3.5 ฟุต แบบรัดมุม ออกมาลองตลาดเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ และเพจในเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ได้ออร์เดอร์เข้ามาเป็นรายแรก แต่เป็นแบบเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หวือหวาอะไร

แต่พอช่วงเข้าใกล้เทศกาล ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เกิดจุดเปลี่ยนทางธุรกิจ เพราะมียอดสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ผลิตแทบไม่ทัน

โดยลวดลายที่ลูกค้าถามหากันนั้น ได้แก่ ข้าวราดกะเพราไก่-ไข่ดาว และ ต้มยำทะเลหม้อไฟ

“ช่วงนั้นในโลกโซเชียล พูดถึงสินค้าในแบบของเรากันมาก กระทั่งมีคนมาเลเซีย ซึ่งเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง เขียนบทความถึง ทำนองว่าถ้ามีผ้าปูที่นอนลวดลายแบบนี้ จะกล้านอนมั้ย ปรากฏวันเดียวมีคนเข้ามากดไลก์ให้เขาถึง 4,000 คน

ต่อมาไม่นาน มีชาวมาเลเซียซึ่งเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย ติดต่อว่าจะซื้อสินค้าของเราได้ที่ไหน” คุณเอ็กซ์ เล่าน้ำเสียงภูมิใจ

เคยตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ทำไมสินค้าในแบบของเธอถึงเป็นที่ถูกใจของลูกค้า คุณเอ็กซ์ ว่า อาจเพราะมีสีสันสดใส จัดจ้านเหมือนจริงมาก จนหลายคนบอกน่ารักดี แต่มีบ้างบางคน ที่บอกไม่กล้านอนเพราะกลัวแสบตัว

ถามถึงสินค้ายอดฮิต คุณเอ็กซ์ บอก กลุ่มลูกค้าคนไทย มีทุกเพศ-วัย ส่วนใหญ่ชอบผ้าปูที่นอนลายข้าวกะเพราไก่-ไข่ดาว ส่วนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย นิยมสั่งซื้อผ้าปูที่นอนลายต้มยำทะเลหม้อไฟ

เกี่ยวกับที่มาแต่ละลวดลาย คุณเอ็กซ์ เผยว่า คุณบอส หุ้นส่วนคนสำคัญ เป็นเจ้าของไอเดียทั้งหมด ยกตัวอย่าง กะเพราไก่-ไข่ดาว เริ่มจากซื้อมาจากร้านอาหารตามสั่ง ก่อนนำมาจัดวางให้ดูน่ารับประทานที่สุด จากนั้นจึงบันทึกภาพไว้และส่งต่อให้กับกระบวนการผลิตต่อไป

หรืออย่าง กุ้งเผา ต้องขับรถไปถึงแหล่งจำหน่ายชื่อดัง อย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มองหากุ้งตัวที่ดูดีที่สุด ก่อนเลือกมาถ่ายรูปไว้ แต่กว่าจะได้ตัวที่คิดว่าเหมาะ ใช้เงินลงทุนไปเยอะเหมือนกัน

แล้วทำไมต้องเน้นลวดลายเป็นของกินประเภทต่างๆ คุณเอ็กซ์ ไขข้อข้องใจ ตรงไปตรงมา

“เครื่องนอนลายทั่วไป อย่างลายการ์ตูน ลายกราฟิก มีอยู่ในตลาดแล้วหลายยี่ห้อ ขณะที่เราไม่ได้ทำธุรกิจนี้มาก่อน ถ้าจะเสนอตัวเข้ามาเป็นรายใหม่ คงต้องทำให้แหวกแนว เพื่อที่คนเห็นแล้วจะได้พูดถึง มีการแชร์ มีการเมนต์ ขยายวงกว้างให้ได้เร็วที่สุด”

เมื่อถามว่าความกังวลในเรื่องคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน คุณเอ็กซ์ บอก หากคนที่ทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว มาเห็นยอดไลก์ในเพจของเธอ คงอาจอยากจะทำบ้าง เพราะถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่แล้ว การลงทุนจะใช้เงินไม่มากนัก

เธอและหุ้นส่วน จึงพยายามใช้ทักษะในการออกแบบให้สินค้ามีลวดลายที่แตกต่างเพื่อให้คู่แข่งตามไม่ทัน โดยปัจจุบันมีสต๊อกแบบลายใหม่ๆ จำนวนหนึ่งแล้ว

……………

สนใจชุดเครื่องนอนลวดลายอาหารสุดน่ารับประทาน By “กับข้าว” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอ็กซ์ โทรศัพท์ (096) 289-4424 เว็บไซต์ http://www.kabkao.com หรือ Facebook/kabkaopillow