Pet Mansion คฤหาสน์น้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0778150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

Pet Mansion คฤหาสน์น้องหมา

ไม่ได้เขียนเรื่องสัตว์เลี้ยงมานาน เกิดอาการคิดถึงบรรดาหมาแมวที่เคยเป็นสมาชิกครอบครัวในบ้าน แล้ว มีอันต้องล้มหายตายจากไปก็เลยใจหายนิดหน่อย

สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของคนทั่วโลก ด้วยความที่มันฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว สอนอะไรไปก็รับรู้ได้ง่าย ทำตามได้แทบทุกอย่าง แถมยังมีอารมณ์ความรู้สึกแบบเดียวกับมนุษย์อีก เราจึงอยู่กับพวกเขาราวกับเป็นพี่น้องลูกหลานในบ้าน

หลายบ้านเลี้ยงหมาและแมวแบบลูก กินนอนด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ด้วยความรักความผูกพันที่คนเกลียดสัตว์เลี้ยงยากจะเข้าใจ

มีแต่คนรักหมาแมวเท่านั้นที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนรักหมาแมวด้วยกัน

เรายอมให้บ้านรกไปด้วยของเล่นเจ้าสี่ขา เต็มไปด้วยเศษขยะ เศษเล็กเศษน้อยที่พวกหมาแทะกัดทำลายอย่างสนุกสนานโดยไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมหรือรองเท้าหรูหราราคาแพงคู่เก่งของใคร

บ้านคนรักแมวหลายหลังยอมปล่อยให้โซฟาพังพินาศด้วยรอยเล็บข่วน เปียโนราคาแพงถูกขูดขีดด้วยริ้วรอยลึกฝังแน่นเป็นลายพร้อย และต้องยินยอมให้เจ้าเหมียวใช้เป็นที่ปีนป่ายนอนเล่นเอกเขนกได้ทุกเวลาเท่าที่มันต้องการ

หลายคนเคยชินอยู่กับการนอนกอดหมาและแมวหลับไปด้วยกันบนเตียงทุกวันจนขาดไม่ได้ ถึงเวลาตื่นก็แสนจะเกรงอกเกรงใจพวกมัน ต้องค่อยๆ ขยับตัวออกเงียบๆ ด้วยกลัวว่าพวกสี่ขาที่นอนหลับอุตุอย่างแสนสุขอยู่ข้างๆ จะพลอยตื่นไปด้วย

เรายอมให้อภัยสัตว์เลี้ยงของเราได้เสมอทั้งที่เพิ่งเช็ดประตูกระจกไปเมื่อครู่ แล้วจู่ๆ มันก็เข้ามาเลียเพิ่มรอยเข้าไปใหม่ต่อหน้าต่อตา…ทั้งที่มันเพิ่งแอบฉี่แสดงอาณาจักรไว้ที่ชายผ้าม่านห้องรับแขกที่เพิ่งซักเสร็จใหม่ๆ แล้วเอามาแขวนอีกครั้ง…ทั้งที่มันเพิ่งกัดทึ้งหนังสือเล่มโปรดของคุณไปเมื่อวาน แล้ววันนี้มันก็ฉกเอาเล่มใหม่มาแทะอีก

หลายคนยอมรับว่าหมาของพวกเขาอยู่ดีกินดีกว่าตัวเองเสียอีก เพราะยอมจ่ายเงินค่าอาหารหมาแพงกว่าอาหารของตัวเองด้วยซ้ำไป แลกกับการมีขนหมาหล่นเกลื่อนอยู่เต็มบ้าน ทั้งบนพื้นโซฟาหรือแม้กระทั่งบนเตียงนอน และแม้จะรู้ว่าของบางอย่างที่พยายามซื้อให้มันเล่นอยู่เรื่อยๆ มันอาจไม่สนใจเลยก็ได้ แต่ก็ยังแอบซื้อไปล่อให้มาเล่นสนุกด้วยกัน

ถ้าเราเลี้ยงหมาและเพื่อนบ้านมีหมาเรามักจะคุยกันถูกคอกว่าบ้านอื่น ยิ่งถ้าหมาแมวของเราเป็นมิตรกันเราจะยิ่งรู้สึกสนิทสนมเป็นพิเศษ (แต่ในความเป็นจริง บ้านที่อยู่ติดกันหมาแมวของเรามักเป็นศัตรูกัน)

คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์จะรู้สึกคล้ายๆ กันว่า เหมือนพระเจ้าสร้างสัตว์เหล่านี้มาให้เป็นของขวัญแก่มนุษย์ทำให้ได้รู้จักรักแท้ รักแบบไม่มีเงื่อนไขที่คนต่อคนนอกเหนือจากพ่อแม่ของเราแล้วยากจะมีให้กันได้ เพราะไม่ว่าเราหน้าตาขี้เหร่ยังไง แก่ หน้าเหี่ยวขนาดไหน ยากจนไม่มีกิน หรือนิสัยแย่ยังไง น้องหมาน้องแมวก็ยังรักเรา

เจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงยอมรับได้ทุกสภาพตั้งแต่รับพวกเขาเข้ามาในบ้าน พาไปรักษายามเจ็บป่วยแม้จะต้องจ่ายเงินแพงๆ จนแทบหมดตัว ทนนั่งเป็นเพื่อนกอดปลอบขวัญกันกลมตอนมีประทัดเสียงดัง รวมทั้งเช็ดฉี่ อึ อาบน้ำ ตัดขน ฯลฯ และอีกร้อยแปดพันอย่าง

หลายท่านคงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า มีคนเอาหมาไปปล่อยทิ้งเพราะไม่อยากเลี้ยงแล้ว ทิ้งเสร็จขับรถหนีไปเลย ปรากฏว่าหมาตัวนั้นมันวิ่งตามเจ้าของไปตลอดทางนับสิบยี่สิบกิโลเมตรจนขาดใจตาย…บางคนพาไปทิ้งไกลมากถึงต่างอำเภอ ปรากฏว่าอีก 2 เดือนต่อมา หมาตัวนั้นกลับมาถึงบ้านได้ในสภาพอิดโรยที่สุดและยังไม่ตาย

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของความรักความผูกพันอันสั่นสะเทือนอารมณ์ ที่คนกับสัตว์เลี้ยงมีต่อกัน ยากจะอธิบาย…

ทำไมสัตว์เลี้ยงของคุณสามารถคลำทางกลับบ้านเองได้? และมันจะรู้ไหมว่ามันไม่ได้หลงทาง แต่คุณจงใจเอามันไปปล่อยทิ้งไว้เอง?

ดังนั้น…มันจริงที่สุดที่คนรักหมาแมวสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ และรู้ว่าแต่ละฝ่ายกำลังต้องการอะไร

ในโอกาสเริ่มต้นปีใหม่นี้ มาหาอะไรเป็นของขวัญให้กับน้องหมาน้องแมวแสนรักกันสักหน่อยไหม

ขอแนะนำ…คฤหาสน์น้องหมา Pet Mansion ที่สวยงาม น่ารัก น่าอยู่ เสียนี่กระไร

แน่นอน ของพวกนี้เป็นความหรูหราฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้จำเป็นเลยสักนิดในการอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่เรารัก แต่ท่านที่มีกำลังทรัพย์ อยากจัดหาที่ทางเป็นสัดส่วนให้กับสมาชิกสี่ขาในบ้าน ให้ตัวเองรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษสุดคนหนึ่งในชีวิต ก็เชิญจัดตามสบายกันไปได้เลย

ภาพที่นำมาให้ชมนี้เป็นบ้านแบบแมนชั่นหรูหราราคาแพงของน้องหมา ที่ไปค้นหามาจากเว็บไซต์ต่างๆ ของฝรั่งมังค่าจากหลายที่หลายประเทศ นำมาเพื่อเป็นต้นแบบให้คุณๆ ทั้งหลายเอาไอเดียไปใช้สั่งประกอบบ้านหลังงามให้ลูกๆ ค่ะ

แต่ถ้าไม่มีปัญญาหาช่างชำนาญงานมาทำให้ ขอแนะนำเว็บไซต์นี้เลย เป็นของคนไทยคือ Thai Dog House https://www.facebook.com/Thaidoghouse (โทรศัพท์ (093) 789-2353)

เป็นเฟซบุ๊กที่รับสร้างสรรค์ผลงานบ้านหมา-บ้านแมว ของบริษัท ไทยด็อกเฮ้าส์ จำกัด มีให้เลือกหลายแบบ หลายขนาด หลายราคา ซึ่งทำออกมาได้งามไม่น้อยหน้าไปกว่าของที่อื่นเลย

ไทยด็อกเฮ้าส์ บอกว่า บ้านที่จัดสร้างให้น้องหมาน้องแมวนั้นรับรองโครงสร้างแน่นหนา ได้มาตรฐาน โดยทีมงานออกแบบอย่างมืออาชีพ สามารถตั้งกลางแจ้ง ตากแดด ตากฝนได้ เพราะใช้วัสดุอย่างดีโดยเฉพาะหลังคาที่ไม่เหมือนใคร ไม่นำความร้อน

และบ้านน้องหมาพวกนี้ พื้นปูกระเบื้องนะคะ ประตูเป็นบานสวิงสำหรับเดินเข้าออกบ้านและรั้วได้ง่าย ติดตั้งพัดลม 8 นิ้ว หรือจะปรับเปลี่ยนเป็นแอร์ก็ได้ มีชุดโคมไฟในบ้าน นอกบ้าน แบบสวิตช์ธรรมดาก็ได้ ดีมเมอร์ก็ได้ บ้านมาพร้อมกับระเบียงก็มีแล้วแต่สั่งทำ แถมยังจัดป้ายชื่อเจ้าของบ้านให้ด้วย

บ้านทุกหลังทำเป็นบ้านแมวได้หมด เพียงแค่เพิ่มชั้นกระโดดภายในเข้าไป มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งแบบคลาสสิก โมเดิร์น โมเดิร์นลอฟต์ คันทรี่ วินเทจ ให้เลือกได้เต็มที่เข้ากับไลฟ์สไตล์เจ้าของและสัตว์เลี้ยง ราคาเริ่มต้นที่ 8,500 บาท สินค้าจัดส่งทั่วประเทศ

และหากมีลูกค้าอยู่ในจังหวัดเดียวกัน สามารถจัดส่งพร้อมกัน แชร์ค่าส่งกันได้!

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% ช่วย SMEs?ดีหรือไม่!?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% ช่วย SMEs?ดีหรือไม่!?!

“…เข้าใจได้ว่าธนาคารต้องการเน้น SMEs รายกลางกับรายใหญ่ เนื่องจากรายเล็ก ขนาดเล็ก มีผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างบาง”

เงินกู้เพื่อช่วยเหลือ SMEs กระดูกสันหลังของโครงสร้างธุรกิจไทย ในอัตราดอกเบี้ย 4% วงเงินรวมจำนวน 100,000 ล้านบาท ที่ได้ออกมาเพื่อรักษาสถานการณ์ของ SMEs ไม่ให้ทรุดลงไป จนกลายไปเป็นหนี้มีปัญหา หนี้เสีย หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้กับสถาบันการเงิน หรือ NPL นั้น

เพราะรัฐบาลเล็งเห็นว่าถ้าไม่ทำก็จะทำให้ระบบธุรกิจอุตสาหกรรม มีความเสี่ยงมากเกินไปและที่สุดจะเป็นภาระในอนาคต

เราต้องเข้าใจจุดนี้ก่อนว่า เงินกู้ก้อนนี้ไม่ใช่ทำให้เกิดความฟู่ฟ่า หรือเป็นยาสารพัดนึกให้ SMEs เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่เงินกู้นี้เป็นการช่วยให้ SMEs มีเงินหมุนไปก่อนในช่วงนี้ ช่วงที่ยอดขายตกเพราะคนซื้อของมีแรงซื้อน้อยลงกว่าเดิมไม่ว่าคนซื้อจะเป็นคนในประเทศหรือต่างประเทศ

เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้วว่า ทำไมต้องมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วย SMEs 4% แล้วก็มาดูความเป็นจริงหลังเงินก้อนนี้ถูกกระจายลงไปผ่านธนาคารออมสิน “ต่อท่อ” ไปที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อเบิกจ่ายต่อไปยัง SMEs ที่ได้รับอนุมัติเงินกู้ซึ่งเริ่มปล่อยกู้ตั้งแต่ 18 กันยายน 2558 และได้รับการอนุมัติและเบิกจ่ายภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 นั้นเป็นการปล่อยกู้หมดก่อนกำหนดที่กำหนดไว้คือ 31 ธันวาคม 2558

เรื่องที่มีการ “บ่นปนโวย” ออกมามีดังนี้

1. เงินกระจายไปไม่ถึง SMEs ตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาจริงๆ

2. คนที่ได้วงเงินเป็น SMEs ที่เข้มแข็งและได้วงเงินไปสูง ดูได้จากจำนวนรายหลักหมื่น

3. เรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่าเงินกระจายไปตามนโยบายหรือไม่

4. อยากให้รัฐบาลจัดสรรเงินแบบนี้มาเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง เช่น 50,000 ล้านบาท เป็นรอบสอง แต่อยากให้กำหนดเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อยที่มีปัญหาเกินกว่าจะแบกรับในเวลานี้ประมาณนั้น

จากที่พอจะเห็นภาพของประเด็นที่มีอารมณ์แล้ว ลองมามองในมุมของธนาคารที่ปล่อยกู้ในโครงการนี้บ้าง เช่น

1. ธนาคารยืนยันว่า SMEs ได้ประโยชน์ เพราะสามารถเอาไปลดต้นทุนได้ เช่น ไม่ต้องไปกู้นอกระบบมาจุนเจือสภาพคล่อง

2. ธนาคารต่างยืนยันเงื่อนไขการอนุมัติ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ผิดเงื่อนไข

ความเห็นของระดับหัวๆ ของธนาคารรัฐและเอกชนมีดังนี้นะครับ ผมรวบรวมจากที่ท่านทั้งหลายให้ข่าวออกมาตามสื่อมวลชน

1. รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ เอสเอ็มอี แบงก์ ระบุตามที่เปิดเผยต่อสื่อว่า

1.1 SMEs ที่กู้ไม่ทันขอให้รีบมายื่นเรื่องกับสินเชื่อ Policy Loan ที่คิดดอกเบี้ยในอัตรา 4% เป็นเวลา 7 ปี ภายใน 31 ธันวาคม 2558 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดโครงการ

โดยโครงการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้ SMEs ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ขาดสภาพคล่อง และที่ต้องการลงทุนเพื่อการปรับปรุงกิจการหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

1.2 มีการปรับเงื่อนไขเรื่องหลักประกันโดยการค้ำประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในส่วนของการยื่นกู้ไม่เกิน 5 ล้านบาท จากเดิมจะค้ำประกันวงเงินรวมไม่เกิน 5 พันล้านบาท จะขยายเป็นค้ำประกันทั้งหมดของวงเงินโครงการ

1.3 กำหนดวงเงินปล่อยกู้ต่อรายสูงสุดของ SMEs ไม่เกิน 15 ล้านบาท

2. ข่าวจาก ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ของธนาคารไทยสีม่วง ระบุว่า

2.1 ทุกกระบวนการและเงื่อนไขมีความชัดเจน ดูได้จากการตั้งวงเงินใหม่ จดจำนองใหม่ ไม่มีการให้เอาเงินกู้ไปรีไฟแนนซ์หนี้ตัวเองกับสถาบันการเงินอื่น

2.2 เรื่องขนาดของวงเงินการอนุมัติจากวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ได้รับจัดสรรมานั้น จะมีลูกค้าตั้งแต่วงเงิน 10-20 ล้านบาท ต่อราย

2.3 ตอนนี้ยังมีลูกค้าคงค้างอีกกว่า 10,000 ล้านบาท ประกอบด้วยกลุ่มที่อนุมัติจำนองและเซ็นสัญญาแล้วแต่พอจะเบิกเงินกู้วงเงินดันหมด กับอีกกลุ่มคือเซ็นสัญญาเงินกู้แล้วแต่วงเงินหมดก่อน

2.4 ธนาคารตัดสินใจพิจารณากรณีรายไหนต้องการวงเงินเพราะร้อนเงินมาก จะอนุมัติเป็นรายๆ โดยจะกำหนดดอกเบี้ยเป็นขั้นบันได (กลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องใช้เงินแม้ไม่มีเงินกู้แสนล้านก็ตาม)

2.5 รายที่เหลือก็เก็บไว้รอเวลาเผื่อทางการจะอนุมัติเงินก้อนใหม่มาอีกรอบ

3. ข่าวจาก ธนาคารดอกบัวสีน้ำเงิน ระบุว่า เรื่องการใช้วงเงินผิดวัตถุประสงค์นั้น เชื่อว่าทุกธนาคารดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่กำหนดห้ามนำวงเงินไปรีไฟแนนซ์ไม่ว่าจะเป็นหนี้กับธนาคารเดิมหรือหนี้ของธนาคารอื่น เพราะหากพบว่าไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งกำหนดไว้ในสัญญา ลูกค้า SMEs ที่ทำผิดเงื่อนไขจะถูกคิดดอกเบี้ยปรับในอัตราประมาณ 14% การอนุมัติของธนาคารเป็นการให้สินเชื่อตามธุรกิจที่มีคุณสมบัติที่กำหนด มีความหลากหลายในกลุ่มที่ได้รับเงินกู้ โดยมีวงเงินรวมแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

4. ข่าวที่ออกมาของ ธนาคารสีเขียว ระบุว่า ธนาคารยังมีลูกค้า SMEs ขอวงเงิน 20,000-30,000 ล้านบาท หลังจากอนุมัติไปแล้วกว่า 16,000 ล้านบาท

4.1 มีการทำตามเงื่อนไขมติ ครม. และที่กระทรวงการคลังกำหนดว่าห้ามรีไฟแนนซ์ เรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตนั้นจะมาจากความเข้าใจไม่ตรงกันหรือเปล่า

4.2 ส่วนของลูกค้าคงค้างที่ไม่ทันวงเงินครั้งนี้นั้น ธนาคารก็มีการพิจารณาวงเงินให้ตามความจำเป็น โดยคิดดอกเบี้ยอัตราตามความเสี่ยง เช่น กรณีลูกค้ามีความเสี่ยงต่ำอาจกำหนดดอกเบี้ยที่อัตรา 5-6% ต่อปี ส่วนในรายที่มีความเสี่ยงสูงคิดอัตรา 8-9% ต่อปี ว่ากันตามเนื้อผ้า

อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่าย นับตั้งแต่ คนที่อยากจะกู้ ธนาคารที่ให้กู้ตามโครงการ และทางการ ต่างต้องเข้าใจว่า

1. การให้กู้มีความเสี่ยง ธนาคารออมสินหาเงินฝากดอกถูกมาให้และรับเงินชดเชยดอกเบี้ยที่ขาดไปจากกระทรวงการคลังเท่านั้น เมื่อครบกำหนดแล้วธนาคารที่กู้จากออมสินไปก็ต้องเอามาคืน ทีนี้ถ้าลูกค้า SMEs ของตนดันไม่เอามาคืนหรือกลายเป็นหนี้มีปัญหาแล้ว ไหนจะต้องเอาเงินฝากของตัวเองไปคืนแล้ว ยังต้องกันสำรองหนี้เสียอีกบานเลยครับทีนี้ มันไม่ได้มีแต่มุมได้อย่างเดียว

2. SMEs รายกลาง รายเล็ก รายจิ๋ว ท่านผู้อ่านว่าขนาดไหนจะมีปัญหามากกว่ากัน ถ้าท่านผู้อ่านเป็นคนให้กู้ในโครงการนี้ ท่านผู้อ่านจะให้สัดส่วนอย่างไรจึงจะเหมาะสม อย่าลืมนะครับมันมีเวลากำหนดว่าต้องจบภายในสิ้นปีนี้ (31 ธันวาคม 2558) คนท่านก็มีจำกัดที่จะมาหาธุรกิจสินเชื่อ หาลูกค้าให้ถูกฝาถูกตัว ต้นทุนการทำสินเชื่อขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว ขนาดกลาง มันต่างกันหรือไม่ จะตัดสินใจอย่างไร

3. ขนาดของกำไรต่อรายหรือส่วนต่างของดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยเงินฝากใน SMEs ขนาดกลาง ขนาดเล็ก ขนาดจิ๋ว ต่างกันหรือไม่ ส่วนหนึ่งเข้าใจได้ว่าธนาคารต้องการเน้น SMEs รายกลางกับรายใหญ่ เนื่องจากรายเล็ก ขนาดเล็ก มีผลตอบแทนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างบาง คือ ธนาคารออมสินปล่อยกู้ที่อัตรา 0.1% ต่อปี โดยให้กับธนาคารทั้งหลายเอาไปปล่อยกู้ต่อในอัตรา 4% ต่อปี ทุกราย ขณะที่ธนาคารเจ้าหนี้ในฐานะคนปล่อยกู้จะต้องรับผิดชอบต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและต้นทุนในการดำเนินงานทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นปัจจัยให้ SMEs รายเล็ก รายจิ๋ว เข้าไม่ถึงเงินกู้แสนล้าน 4% ดังกล่าวใช่หรือไม่

จึงเป็นข้อสังเกตว่าสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ 19 แห่ง มีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้เดิมนั้น

จบเรื่องนี้แล้ว ขอข้ามไปเรื่องใหม่ ที่อยากนำเสนอ คือ เรื่อง Credit Scoring

เรื่องมีอยู่ว่า ผมได้เคยติดตามเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อของบุคคล นิติบุคคล SMEs เช่น ไม่มีข้อมูลรายละเอียดลูกค้ามากพอ ไม่รู้จักตัวตนของลูกค้าอย่างดีพอ ใช้ความเชื่อบางเรื่อง/บางสิ่งในการตัดสินใจ ใช้ประวัติการก่อหนี้/การชำระหนี้บางช่วงบางเวลาโดยไม่ดูภาพรวมทั้งหมด แต่ในต่างประเทศเขาใช้สิ่งที่เรียกว่า คะแนนเครดิต หรือ Credit Scoring ตัวช่วยในการทำให้วิเคราะห์สินเชื่อเร็ว แม่นยำ ลดการใช้ดุลพินิจ เพราะมันใช้สถิติแบบวิทยาศาสตร์ โดยการประเมินจากพฤติกรรมการก่อหนี้และการชำระหนี้ของลูกค้าคนหนึ่งๆ ที่ได้ดำเนินการไปในอดีตช่วงเวลาหนึ่ง

เพื่อปูพื้นฐานความเข้าใจ ขอเริ่มจากคำนิยามและความหมายกันก่อน

จากพจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของคำว่า คะแนน และคำว่า เครดิต ไว้ดังนี้

คะแนน หมายถึง เครื่องหมายในการนับ หน่วยที่ใช้กำหนดค่าในการสอบหรือการแข่งขัน เป็นต้น

เครดิต หมายถึง ชื่อเสียงหรือความเชื่อถือในตัวบุคคลหรือในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความเชื่อถือในฐานะทางการเงินของบุคคลหรือสถาบัน

จากคำนิยาม ในกฎหมายการทำธุรกิจเครดิตบูโรได้กำหนดคำนิยามของคำว่า “คะแนนเครดิต” ไว้ โดยมีความหมายว่า คะแนนเครดิตนั้น หมายถึง ตัวชี้วัดความน่าจะเป็นในการชำระคืนหนี้โดยใช้วิธีการทางสถิติในการประมวลผลข้อมูลโดยบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ดังนั้น คำอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป จึงควรพิจารณาจากความหมายอย่างเป็นทางการตามกฎหมายและความหมายที่เป็นมาตรฐานทางภาษาประกอบกันแล้วกำหนดเป็นคำอธิบายที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

สำหรับประชาชนทั่วไป ในส่วนของคำว่า คะแนนเครดิต นั้นหมายถึง

“เครื่องหมายหรือตัวเลขที่เป็นผลรวมจากการประเมินทางสถิติของลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ว่ามีโอกาสที่จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ที่ก่อไว้ อันเป็นผลมาจากประวัติการก่อหนี้ และการชำระหนี้ของตนเองในอดีตที่ผ่านมา”

ประโยชน์ของคะแนนเครดิตที่จะเกิดขึ้นคือ เพิ่มโอกาสให้คนที่เป็นลูกค้าหรือ SMEs ได้รับบริการสินเชื่อ ที่สอดคล้องกับข้อมูล ความสามารถในการชำระหนี้ มีความรู้ที่จะไม่สร้างความเสี่ยงทางการเงินให้แก่ตนเองเกินสมควร ตลอดรวมไปถึงการเพิ่มพูนความรู้เรื่องทางการเงิน การบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลของตนเองให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของระบบสถาบันการเงิน และเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในฐานะที่เครดิตบูโรเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินจะมีข้อมูลและเครื่องมือการวิเคราะห์ที่เป็นมาตรฐานสากล เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์สินเชื่อที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ในส่วนของลูกค้า หรือเจ้าของข้อมูล เครดิตบูโรจะเปิดเผยคะแนนเครดิตให้กับลูกค้าที่มาแจ้งความประสงค์ขอตรวจสอบข้อมูลเครดิตและร้องขอให้มีการเปิดเผยคะแนนเครดิตของตนเองตามเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น

ฉะนั้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสีย มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องคะแนนเครดิต เครดิตบูโรในทุกประเทศ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการสื่อสารให้ข้อมูลความรู้ต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาข้อโต้แย้ง ร้องเรียน บนความไม่เข้าใจ เข้าใจผิด หรือไม่ยอมเข้าใจ

ระยะห่างระหว่างลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ระยะห่างระหว่างลูกค้า

ระยะห่างที่เหมาะสมระหว่าง “คนขาย” กับ “ลูกค้า” ควรมีระยะเท่าไหร่ดี?

ไม่มีสูตรตายตัวหรอกครับ เพราะบางครั้งห่างเกิน ลูกค้าก็หาว่า “ไม่สนใจดูแล” พอระยะห่างแคบ คือ ใกล้ชิด ก็หาว่า “คอยตาม” จนน่ารำคาญ

เอาใจยากจัง!!!

การขายที่มีคนขายเป็นองค์ประกอบ มีทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน ข้อดีและข้อเสียนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับลูกค้า และขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า

เริ่มจากมุมมองด้านสถานการณ์ก่อน ในภาวะที่ลูกค้าต้องการหาสินค้าที่ต้องการ แล้วพนักงานขายเข้าไปช่วย สถานการณ์แบบนี้ ลูกค้าจะชื่นชมประทับใจ

แต่ถ้าลูกค้าอยากเดินชมสินค้า ไม่ได้มุ่งหวังจะซื้ออะไรเป็นพิเศษ พนักงานขายจะกลายเป็นส่วนเกินทันที

ในมุมมองด้านลูกค้า ลูกค้าบางคนต้องการพนักงานขายมาคอยชี้แนะ ตอบคำถามโน่นนี่นั่น ขณะที่บางคนไม่ต้องการ เพราะถือว่าอ่านเองได้ ชอบที่จะหยิบสินค้าขึ้นมาอ่านรายละเอียดจากแพ็กเกจเอง ถ้าไม่สงสัยจริงๆ ก็ไม่ต้องการใครมาแสดงความเห็น

ถ้าเป็นมุมมองด้านประเภทสินค้าบ้าง สินค้าชนิดที่มีความซับซ้อนต่อการใช้งาน มีความเฉพาะในตัว เช่น เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าแบบนี้ พนักงานขายมีส่วนสำคัญที่ลูกค้าต้องการให้มาขยายความ

ระยะห่างระหว่างลูกค้า เริ่มต้นจาก “คำทักทาย” เป็นสิ่งแรก ว่าจะสร้างระยะห่างแบบน่าอึดอัดหรือน่ารัก

คำทักทายในลักษณะ “เชิญชมก่อน” เป็นคำทักทายและคำเชื้อเชิญที่เป็นกลางๆ ไม่ได้บีบคั้นลูกค้า ผิดกับคำทักทายในลักษณะ “หาอะไรครับ/คะพี่” ฟังแล้วเป็นการละลาบละล้วงมากกว่า บางทีลูกค้าอยากหยุดชมสินค้า ก็เลยไม่กล้า เพราะไม่ได้ต้องการซื้อ

ร้านค้าที่ขายสินค้าเฉพาะอย่าง ไม่ได้เป็นห้าง หรือไม่ได้ตั้งเป็นแผงแบบที่ลูกค้าเดินผ่านไปมา อาจใช้คำทักทายเชิงถามความต้องการได้ ในกรณีที่ลูกค้ามุ่งหน้าเดินเข้ามาในร้าน “รับอะไรดีครับ/คะ”

มีห้างใหญ่ที่ขายสินค้าเกี่ยวกับสร้าง ซ่อม ตกแต่งบ้าน ฝึกพนักงานให้ทักลูกค้าด้วยคำพูดว่า “สอบถามได้นะครับ/คะ” ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหน จะเจอคำถามนี้ตลอด ยิ่งหยุดดู หรือจับสินค้าชิ้นใด บางทีแค่ดู ก็เจอแล้ว “สอบถามได้นะครับ”

ผมเองก็เลยจัดให้ ถามซะเลย “2 รุ่นนี้ต่างกันยังไงครับน้อง”

ถามสเปกที่ต่างกัน ถ้าพนักงานขายที่ดี ควรรู้และสามารถอธิบายข้อดี จนนำไปสู่การโน้มน้าวให้สนใจของชิ้นที่แพงกว่า

แต่คำตอบที่ได้คือ “ผมไม่ถนัดสินค้าตัวนี้ครับ เดี๋ยวถามพนักงานให้” แล้วก็ตะโกนเรียกเพื่อนมาช่วยตอบ

แบบนี้ อย่าพูดดีกว่าว่า “สอบถามได้” เพราะพอถามเข้าจริงๆ ก็ตอบไม่ได้

สิ่งที่ดูเหมือนเป็นปัญหาโลกแตกในเรื่องระยะห่าง และคำทักทาย เป็นสิ่งที่แต่ละองค์กรควรสอนพนักงานให้ปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน แต่สิ่งที่สอน ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ทั้งมุมของการสร้างโอกาสในการขาย และมุมของการเคารพต่อลูกค้า

สิ่งที่ควรคำนึงถึง ก่อนที่จะสอนให้พนักงานขายพูดทักทายลูกค้า และการรักษาระยะห่างอันเหมาะสม ควรคำนึงดังต่อไปนี้

อย่างที่ 1 สินค้าของเรา เป็นสินค้าประเภทไหน คือต้องแยกแยะว่า เป็นสินค้าที่ลูกค้ามักมีความตั้งใจมาซื้อโดยตรง หรือเป็นสินค้าที่ต้องใช้เวลาชื่นชม สัมผัส กว่าจะตัดสินใจซื้อ

ถ้าเป็นสินค้าแบบตั้งใจมาซื้อ เช่น ขนมของฝาก แบบนี้โผล่เข้ามามีจุดมุ่งหมายค่อนข้างชัดเจนว่า อยากซื้อมากกว่าอยากชม คำทักทาย ควรออกแนว “เลือกชมดูก่อน” หรือ “รับอะไรดี” ระยะห่างอาจไม่มาก ใกล้ชิดได้ และควรเชียร์สินค้า เพื่อกระตุ้น หรือให้ไอเดียลูกค้า เช่น “อันนี้ก็ขายดี ลองดูมั้ย”

ถ้าเป็นสินค้าแบบต้องใช้เวลาตัดสินใจ หรือมีราคาสูง สินค้าไม่ได้จำเป็นใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าแบบนี้ลูกค้าอาจต้องการชม ผ่านแล้วสนใจ หรือลองมาดูก่อน อยากเห็นของจริง แบบนี้ไม่ควรไปเร่งเร้า ควรใช้คำทักทายประมาณว่า “สวัสดี” หรือ “เชิญชมตามสบาย”

แล้วทิ้งระยะห่างเอาไว้ให้มาก อย่าเข้าไปใกล้เกิน อย่าตามประกบ แต่ต้องคอยสังเกต ถ้าลูกค้าเริ่มมองหา เพื่ออยากลอง อยากสัมผัสมากขึ้น พนักงานขายต้องรีบเข้าไปให้บริการ

อย่างที่ 2 ที่ควรคำนึงถึง เรื่องของโลเกชั่นและลักษณะของร้าน ว่าเป็นแบบไหน ถ้าเป็นร้านอยู่ในห้าง แบบนี้ลูกค้ามีทั้งมาเดินเล่น และมาหาของ พนักงานขายควรใช้การสังเกตให้มาก

ถ้าเดินมาแบบไม่ได้มุ่งหน้าตรงดิ่งเข้ามาที่ร้าน แต่เดินเรื่อยๆ ผ่านมา แล้วหยุดชม แบบนี้ควรทักทายด้วยรอยยิ้ม หรือคำสวัสดีก็เพียงพอ แล้วปล่อยระยะห่างให้เยอะ ให้เขาเดินเล่น เดินชมอย่างสบายใจ เมื่อเขาเริ่มมองหาพนักงานขาย จึงรีบเข้าไปให้บริการ

ร้านที่อยู่ในพื้นที่คนผ่านไปมา ใช้หลักการเดียวกับพื้นที่ในห้าง แต่ถ้าเป็นร้านค้าชัดเจน ขายของเฉพาะอย่าง ที่ลูกค้าต้องตั้งใจหา แบบนี้เดินเข้ามา ควรทักทายในเชิงสอบถาม ไม่ต้องทิ้งระยะห่างมากนัก ถ้ามีสินค้าหลายรุ่น ควรนำออกมาให้ดูเปรียบเทียบ และให้ข้อมูล

ลักษณะของร้านที่จัดแบบร้านสะดวกซื้อ คือมีจุดจ่ายเงินเพียงแห่งเดียว แบบนี้ไม่ต้องเข้าใกล้ลูกค้าเลย เมื่อเขาเข้ามาก็กล่าวคำทักทายสวัสดีก็เพียงพอ จากนั้นก็ปล่อยให้เขาเดินเลือกชมให้สบายใจ เพราะยังไงเขาก็ต้องมาจ่ายที่ทางออกอยู่แล้ว

อย่างที่ 3 ควรคำนึงถึงจังหวะของการเข้าหา ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตท่าทีของลูกค้า ว่ามีความสนใจกับสินค้าใดเป็นพิเศษหรือไม่ ถ้าแสดงทีท่าสนใจสินค้าเป็นพิเศษ ควรเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม และดูปฏิกิริยาตอบสนองจากลูกค้าว่า โต้ตอบด้วยหรือไม่ ถ้าโต้ตอบ แสดงถึงการสนใจ แต่ถ้าเงียบเฉย ก็ควรถอยระยะออกมาห่างขึ้น และรอให้บริการเมื่อเขาเรียกหา

แม้ว่าระยะห่างและคำทักทาย อาจไม่สามารถทำเป็นคัมภีร์ตายตัวได้ แต่การสังเกตลูกค้าเป็นหนทางสร้างความเหมาะสมในเรื่องระยะห่างและคำทักทายได้

คำทักทายอาจไม่ยากเท่าระยะห่าง เพราะคำทักทายประเภท “สวัสดี” “เชิญตามสบาย” แล้วไม่เดินตามประกบ เป็นคำทักทายกลางๆ และสร้างระยะห่างที่สบายใจต่อลูกค้า

การรักษาระยะห่าง ทำเพื่อให้ลูกค้ารู้ว่า ยังมีคนที่พร้อมจะให้บริการได้ทันที แต่อย่าทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า พนักงานไม่ไว้ใจ และตามประกบดูพฤติกรรมของเขา

สำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ที่ยังไม่ตัดสินใจซื้อ จำหลักการง่ายๆ ว่า “ยิ่งใกล้ ยิ่งไกลห่าง”

ดังนั้น อยู่ไกลเข้าไว้ แล้วจะรู้สึกใกล้กัน ยิ่งกว่าเดิม…

รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07017010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้?

ช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศักราชใหม่ ปีวอก 2559 หลังจากเพิ่งผ่านพ้นปาร์ตี้เฉลิมฉลองปีใหม่ และหยุดพักผ่อนยาวๆ หลายวันแบบนี้ จริงๆ เราควรจะนำแต่เรื่องดีๆ มาแบ่งปันกัน แต่คอลัมน์นี้ขอย้อนศรกันสักหน่อย เอาเรื่องที่ตอนแรกก็มั่นใจว่าน่าจะดี แต่ไปๆ มาๆ ไหงเป็นงี้ มาแชร์กันแบบขำๆ ให้ไปขบคิดเล่นๆ ทบทวนกันบ้างว่า ปีที่ผ่านมาเรามีเรื่องอะไร ที่เป็นเรื่องเข้าข่าย “รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้?” กันบ้าง

เรื่องแรกเลย มาแรงสุดๆ มนุษย์เงินเดือนบ่นกันทู้กกกคน กับการซื้อกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี LTF, RMF ตามที่ผู้เชี่ยวชาญจากทุกสำนัก กล่าวว่าการซื้อ LTF, RMF ใกล้สิ้นปีราคามักแพงมาก แนะนำให้พี่น้องค่อยๆ เก็บ เลยจัดกันไป ทยอยซื้อกันมาตั้งแต่ต้นปี

แล้วคืออัลไล?? พอปลายปีเท่านั้นแหละ ราคาตกฮวบฮาบ จะไปกวาดซื้อเพิ่มก็ไม่ได้ เพราะทยอยซื้อกันไปจนเต็มแม็กซ์แล้ว

ได้ข่าวว่า ร้องไห้กันหนักมาก T_T เอาเถอะค่ะ ซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี อีกหลายปีกว่าจะขายได้ เก็บยาวๆ หวังว่าจะไม่ขาดทุน

เรื่องที่สอง ฮอต! กันบนโลกออนไลน์เหลือเกิน กับงานการประกวดมิสยูนิเวิร์สล่าสุด นอกจากกรณีการประกาศชื่อผู้ชนะผิดของโฆษกแล้ว ที่เป็นเรื่อง รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้? ของคนไทยเราคือ การไปเขียนคอมเมนต์กันบนออนไลน์เกี่ยวกับชุดประจำชาติ ตุ๊กตุ๊กไทยแลนด์ ของน้องแนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 ด่าชุดเขาซะเสียหาย ปรามาส ขนาดที่ว่า จะยอมทำโน่นทำนี่…กินโน่นกินนี่ ถ้าชุดนี้ได้รางวัล ด้วยความคึกคะนอง สนุกปาก (คีย์บอร์ด) เป็นไงล่ะ! ในที่สุดชุดนี้คว้ารางวัลยอดเยี่ยมชุดประจำชาติ สุดท้ายได้ข่าวว่า โดนเช็กบิลกันถ้วนหน้าทุกคน นี่แหละ เจ้าตัวคงได้แต่นึก! รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้?

ทีหน้าทีหลัง อย่าซี้ซั้วเขียนอะไรบนโลกออนไลน์ เพราะชาวเน็ตยุค 4G เขาตามตัวกันเร็ว และ แร็งงงงงงง!!!

เรื่อง ลืมการออมเงิน คืออีกเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักจะบ่นเมื่อเวลาผ่านไป คือ ไม่ได้ออมเงิน ลืมเก็บเงิน กี่ปีกี่ปีผ่านไปแม้ว่าจะทำงานหามรุ่งหามค่ำ แต่กลับหลงระเริงกับการใช้จ่าย มีไลฟ์สไตล์สุดเหวี่ยง กิน ช็อป เที่ยว กระเจิดกระเจิง รู้ตัวอีกทีเมื่ออายุอานามมากขึ้น แต่ไม่มีเงินเก็บเลย อันนี้เข้าข่ายอย่างจัง รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้? แต่ยังไงเสีย เรื่องนี้ก็ไม่มีวันสาย รู้ตัวเมื่อไหร่ก็ให้รีบลงมือเก็บออมกันเลย มีน้อยออมน้อย มีมากออมมาก

และสุดท้าย ดิฉันอยากฝากไว้อีกเรื่องคือ อย่าลืมทำในสิ่งที่ตัวเองรักด้วย บางทีคนเราก็มักจะใช้ชีวิตอย่างมีเหตุมีผลมากเกินไป ตามกระแสสังคมมากเกินไป วิ่งวนตามสังคมเป็นหนูติดจั่น โดยอาจไม่รู้ตัวว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง แต่ที่ทำเพราะคนส่วนใหญ่เขาทำกัน ตามเพื่อนบ้าง ตามพ่อแม่พี่น้องบ้าง ต้องทำงานที่ทำอยู่เพราะเป็นความคาดหวังของคนอื่นไม่ใช่ของตัวเอง เราอาจถือโอกาสใช้เวลาในช่วงของการเริ่มต้นปีใหม่ ทบทวนและมองหาความสุขที่แท้จริงของตนเอง ฟังเสียงเล็กๆ จากภายในของตัวเองบ้าง บางทีอาจทำให้เราเจอคำตอบที่ต่างออกไป ในการมองเป้าหมายของชีวิตจากทุกๆ ปีที่ผ่านมา

อย่าให้คำว่ารู้อะไรไม่เท่ารู้งี้? ตามหลอกหลอนเราอีกในปีลิง นะพี่น้อง

สวัสดีปีใหม่ค่ะ…

ทิศทางตลาดออนไลน์ ปี 59 “สมาร์ตโฟน” ตอบโจทย์นักช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ทิศทางตลาดออนไลน์ ปี 59 “สมาร์ตโฟน” ตอบโจทย์นักช็อป

นับวันคนไทยนิยมช็อปผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบรรดากลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานทั้งหลาย มาดูกันว่า ในปี 2559 พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเป็นเช่นไร ในสายตาของกูรูที่ทำธุรกิจตลาดออนไลน์ทั้ง 3 ท่าน

เริ่มกันที่ “คุณทรงยศ คันธมานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้เเพลนเน็ต จำกัด ซึ่งมองว่า ในปี 2559 สนามแข่งขันสำหรับการทำการตลาดออนไลน์จะเคลื่อนย้ายไปอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก สืบเนื่องจากกระแสความนิยมในการใช้สมาร์ตโฟนที่ปัจจุบันมีราคาถูกลง แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้น

รวมทั้งการเปิดสัมปทานสัญญาณโทรศัพท์มือถือในระบบ 4G ที่ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าระบบ 3G กว่า 10 เท่า จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้งานออนไลน์ผ่านมือถืออย่างกว้างขวางและหลากหลายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยจากหลายแห่งที่ระบุตรงกันว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาบริโภคข้อมูลข่าวสารออนไลน์ผ่านสมาร์ตโฟนเป็นหลัก แทนที่การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เช่นในอดีต

ชี้เทรนด์โมบายแอพ

นักบริหารหนุ่มรายนี้แนะนำว่า สิ่งที่เอสเอ็มอีควรรับมือในการทำการตลาดออนไลน์คือการเรียนรู้กลยุทธ์และเทคนิคในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งน่าจะดำเนินการ ดังนี้

1. เข้าถึงลูกค้าใหม่ด้วยโมบายเว็บ ผ่านช่องทางกูเกิ้ลเสิร์ชและเฟซบุ๊ก

การมีโมบายเว็บไซต์สำหรับธุรกิจเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน เพราะจะสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ จากระบบค้นหาของกูเกิ้ลบนมือถือ รวมทั้งช่องทางการโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ถือเป็นอีกช่องทางที่สำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าค้นพบสินค้าและบริการของธุรกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าผ่าน เฟซบุ๊ก, ไลน์ และ โมบายแอพ

กลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเอสเอ็มอีมากกว่าเดิม เนื่องจากการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากจำนวนผู้ประกอบการที่มากขึ้น การรักษาฐานลูกค้า รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำควบคู่กันไปกับการสร้างลูกค้าใหม่ โดยช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก, ไลน์ รวมทั้งแพลตฟอร์มในรูปแบบที่เป็นโมบายแอพ นับเป็นช่องทางที่เหมาะสมต่อการทำ CRM เนื่องจากผลสำรวจพบว่า ในด้านเวลาออนไลน์ ปัจจุบันผู้บริโภคใช้เวลากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่บนโมบายแอพ มากกว่าโมบายเว็บ เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่เข้าถึงบ่อยๆ การใช้โมบายแอพจะสะดวกและรวดเร็วกว่าการเข้าไปยังเว็บค้นหาแล้วค่อยคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ ดังนั้น การประยุกต์ช่องทางสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มในรูปแบบโมบายแอพถือเป็นเรื่องที่ควรพัฒนา

3. ติดตั้งระบบชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment) เนื่องจากเป็นโลกของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ผู้ให้บริการระบบชำระเงินจำนวนมากได้พัฒนาระบบ กระเป๋าเงินบนมือถือ (Mobile Wallet) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์มือถือชำระเงินให้กับร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ขณะที่การเปิดให้ชำระเงินกับร้านค้าปลีกต่างๆ (ออฟไลน์) ได้ ทำให้ระบบชำระเงินผ่านมือถือเติบโตอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการควรพัฒนาระบบให้รองรับการชำระเงินดังกล่าว

คุณทรงยศ ยังวิเคราะห์อีกว่า หลังจากนี้จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรายใหม่มาจากผู้บริโภคที่เปลี่ยนโทรศัพท์จากฟีเจอร์โฟนมาเป็นสมาร์ตโฟน ทำให้พื้นที่ตลาดออนไลน์ใหญ่ขึ้นควบคู่กับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ประกอบกับระบบชำระเงินและระบบขนส่งสินค้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก ทำให้การซื้อขายสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ส่งผลให้การตลาดออนไลน์เติบโตขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโต ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์

ส่วนข้อสงสัยของผู้ประกอบการหน้าใหม่หลายรายที่ว่า สินค้าอะไรที่ควรขายในออนไลน์ ประเด็นนี้ คุณทรงยศ ตอบว่า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรที่มีความต้องการ และมีเอกลักษณ์หรือความแตกต่างจากคู่แข่ง มีโอกาสที่จะจำหน่ายได้เสมอบนโลกออนไลน์ แต่หากมองดูเทรนด์สินค้าที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย จะเป็นสินค้าและบริการกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับเทรนด์การใช้โซเชียลมีเดีย เช่น เสื้อผ้า แฟชั่น สุขภาพความงาม กีฬา และสินค้าดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ที่ผู้ใช้นิยมโพสต์แชร์บนโซเชียลมีเดีย อีกเทรนด์ที่น่าสนใจคือ สินค้าและบริการที่เหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมทั้งการขายสินค้าไปยังประเทศจีน ซึ่งให้การยอมรับสินค้าจากประเทศไทย

ระบุประเภทสินค้ามาแรง

ด้าน คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Tarad.com หรือ ราคูเท็น ตลาดดอทคอม ให้ข้อมูลว่า จากแบบสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ของประเทศไทยทั้งชายและหญิงทั้งหมด 500 คน พบว่า เทรนด์สินค้าออนไลน์ในไทยที่ได้รับความนิยมและขายดีในช่วงปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นสินค้าประเภทแกดเจ็ต (อุปกรณ์เสริม) อุปกรณ์ไอทีต่างๆ รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น นาฬิกา เสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องสำอางก็ยังเป็นสินค้าติดลมบนอยู่ แต่ช่วงปลายปีเป็นต้นมาที่เห็นยอดขายเพิ่มขึ้นจนสังเกตได้คือ แกดเจ็ตเพื่อคนชอบออกกำลังกายอย่างสมาร์ตวอตช์ นาฬิกาอัจฉริยะที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจและวัดจำนวนก้าวเดิน ซึ่งเป็นผลพวงจากกระแสความนิยมวิ่งมาราธอนและปั่นจักรยานที่แพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมา

กูรูด้านออนไลน์ท่านนี้บอกด้วยว่า ในช่วงปีใหม่นักช็อปออนไลน์ในไทยมีแผนจะซื้อของขวัญประมาณ 1,200-1,500 บาท เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 17.8 เปอร์เซ็นต์ รั้งอันดับที่ 4 รองจาก สิงคโปร์ 21.6 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 19.6 เปอร์เซ็นต์ และมาเลเซีย 18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยปัจจัยหลักที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยนั้นหนีไม่พ้นกระแสการพูดถึงสินค้านั้นๆ บนโซเชียลมีเดียและรีวิวจากผู้ใช้สินค้า ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ยึดโซเชียลมีเดียเป็นหลักในการช็อปปิ้งออนไลน์มากที่สุดในกลุ่มอาเซียน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังใช้วิธีปากต่อปาก นอกจากนี้ หลากหลายเว็บไซต์เพิ่มบริการส่งของและเก็บเงินปลายทางก็ยิ่งเป็นปัจจัยเสริมในการเลือกช็อปปิ้งออนไลน์ในช่วงปีใหม่ด้วยเช่นกัน

สำหรับเทรนด์สินค้าออนไลน์ในปี 2559 คุณภาวุธ ชี้ว่า สินค้าที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจคือสินค้าประเภทเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุปกรณ์สมาร์ตโฟน เพราะการมาของ 4G จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนหันมาใช้สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ไอทีมากขึ้น รวมไปถึงแกดเจ็ตเพื่อสุขภาพอย่างสมาร์ตวอตช์และแกดเจ็ตจำพวก Activity Tracker ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างน่าจับตามอง เนื่องจากในปีที่ผ่านมาหลากหลายแบรนด์ได้ปล่อยรุ่นเด็ดๆ ออกมาแข่งขันกันมากมาย สินค้าที่ยังคงได้รับความนิยมตลอดมาอย่างประเภทแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋าถือผู้หญิง ก็จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้หญิงหันมาซื้อสินค้าประเภทนี้ผ่านออนไลน์มากขึ้น

ระบุปัญหาซื้อขายออนไลน์

ผู้รู้อีกคนที่มาร่วมให้มุมมองคือ “คุณกัมพล ธนาปัญญาวรคุณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอท้อปพลัส จำกัด ผู้ให้บริการรับจัดทำเว็บไซต์ และทำการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ฟันธงว่า ปี 2559 สิ่งที่เห็นมากขึ้นคือวิธีการใช้การสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะกับสินค้าตัวเองมากขึ้น เช่น อยากได้ยอดขายให้โฆษณากูเกิ้ล อยากสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าต้องใช้คอนเทนต์ และทำการตลาดผ่านเฟซบุ๊ก เป็นต้น

“สิ่งที่เอสเอ็มอีควรทำอย่างเร่งด่วนคือ รีบทำการตลาดออนไลน์โดยเร็ว เพราะวันนี้ค่าโฆษณาในสื่อออนไลน์เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ หรือเมื่อเทียบกับสื่อออนไลน์ในต่างประเทศยังมีราคาถูกอยู่ ซึ่งหากยิ่งมีจำนวนผู้ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ค่าโฆษณาก็จะยิ่งแพงขึ้นตามลำดับ”

ส่วนกรณีเอสเอ็มอีรายใดที่ไม่มีช่องทางการค้าขายออนไลน์ คุณกัมพล มองว่า โอกาสทางการตลาดจะต่ำลง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันซื้อของผ่านออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตการมีหน้าร้านอาจจะมีความจำเป็นน้อยลง หรือมีประโยชน์แค่ใช้โชว์สินค้า แต่การซื้อขายในอนาคตแนวโน้มคือจะผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญ ทำให้ต้นทุนสินค้าต่ำลง

ในฐานะที่คลุกคลีในวงการตลาดออนไลน์มานาน คุณกัมพล ให้ความเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า มีหลายอย่าง

อาทิ ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย จะเห็นได้ว่ามีผู้ขายเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ทุกวันและปิดไปทุกวัน ทำให้ผู้ซื้อเกิดประสบการณ์การซื้อที่ไม่ดีกับผู้ขายที่ไม่ได้คุณภาพ และเกิดความไม่มั่นใจในการซื้อออนไลน์

ขณะเดียวกัน การส่งสินค้าที่ยังไม่มีความแน่นอน หรือกำหนดเวลาการขนส่งได้ รวมถึงค่าขนส่งที่ยังสูงอยู่ ทำให้ผู้ซื้อเกิดความลังเลก่อนการซื้อ และการชำระค่าสินค้า ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ผู้ซื้อยังกังวลอยู่ว่าจะถูกหลอกหรือไม่

ปัจจุบัน ภาครัฐพยายามเข้ามาดูแลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจัดระเบียบผู้ขายมากขึ้น ด้วยการให้ผู้ขายลงทะเบียน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการให้ผู้ขายลงทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ในกระทรวง ICT ได้จัดทำเว็บไซต์ ThaieMarket.com ขึ้น เพื่อให้ผู้ขายมาลงทะเบียนขายสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ

กูรู “ล้มยักษ์” สแกน Startup เริ่มต้นดี แต่ทำยังไงถึงจะโตได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กูรู “ล้มยักษ์” สแกน Startup เริ่มต้นดี แต่ทำยังไงถึงจะโตได้

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ สตาร์ตอัพ (Startup) มีการพูดถึงกันหนาหูในสังคมไทย และเชื่อว่ายังจะเป็นกระแสอีกต่อไป เพราะหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่งต่างมีนโยบายสนับสนุนบรรดานักธุรกิจหน้าใหม่เหล่านี้

“คุณปพนธ์ มังคละธนะกุล” ผู้ก่อตั้ง บริษัท ล้มยักษ์ จำกัด เป็นอีกผู้หนึ่งที่คลุกคลีกับผู้ประกอบการกลุ่มที่ว่ามานานพอสมควร เขาจะมาฉายภาพให้เห็นถึงสภาพสตาร์ตอัพในวันนี้และในอนาคต

“เฟซบุ๊ก-อะเมซอน” ต้นแบบ

ก่อนอื่นเขาอธิบายว่า สตาร์ตอัพ คือบริษัทที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีธุรกิจเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน โดยเฉพาะตั้งแต่มีโซเชียลมีเดีย มีความนิยมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้การทำธุรกิจง่ายขึ้นมาก เพียงแค่สร้างแฟนเพจขึ้นมา โพสต์สินค้าลงในหน้าเพจ มีการซื้อบูสต์ (Boost/Boost Post) ทั้งเพจและโพสต์ ทำให้การเข้าถึงและการโฆษณาทำได้ง่ายและถูก จึงเกิดร้านค้าบนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมกันเป็นดอกเห็ด

อย่างไรก็ตาม ในมุมที่มาจากฟากประเทศฝั่งยุโรปและอเมริกา ถ้าพูดถึงสตาร์ตอัพ หมายถึง เทคสตาร์ตอัพ (Tech Startup) ซึ่งคือบริษัทตั้งใหม่ที่เน้นเรื่องเทคโนโลยี โดยพยายามหาประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมา และคิดหา บิสซิเนสโมเดล (Business Model) เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของคนยุคใหม่

ส่วนใหญ่ผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ตอัพมาจาก 2 กลุ่มคน หนึ่งคือ คนที่ทำงานมาพอสมควร มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง และออกมาเปิดบริษัทที่ตัวเองมีความเชี่ยวชาญ ส่วนอีกพวกหนึ่งคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา ทำงานมาบ้าง พอมีประสบการณ์ เห็นโลกการทำงาน แต่ยังไม่เกิดเป็นความเชี่ยวชาญ แต่กลุ่มนี้มาพร้อมพลังที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโลก ต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ โดยมีต้นแบบคือ พวกบริษัทไฮเทคในเมืองนอก ไม่ว่าจะเป็น Amazon.com, Facebook, Airbnb, Uber

สตาร์ตอัพยังรวมถึงธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ และไม่สามารถเดินเองได้ ทิศทางธุรกิจยังไม่ชัดเจน ไม่แน่ว่าจะไปรอดหรือไม่ การตอบรับของตลาดและกลุ่มเป้าหมายต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการยังไม่ชัดเจน พูดง่ายๆ คือกลุ่มสตาร์ตอัพน่าจะเหมารวมถึงกลุ่มธุรกิจที่ยังอยู่ในช่วงต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งถ้านับตามคำจำกัดความแบบนี้ น่าจะมีอยู่เป็นหลักไม่ต่ำกว่าล้านราย (จากจำนวนเอสเอ็มอี 2.5 ล้านราย)

คุณปพนธ์ ให้ข้อมูลด้วยว่า ในบ้านเรามีกลุ่มสตาร์ตอัพเยอะมาก เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทำให้ใครที่อยากทำการค้าสามารถทำได้ง่ายและเร็ว ส่วนมากเชื่อว่าไม่ได้จดทะเบียนบริษัทเสียด้วยซ้ำ มักจะเป็นกิจการที่ทำโดยเจ้าของคนเดียว หรือทำกับเพื่อน กับครอบครัว

“หากให้เปรียบคนที่ทำร้านค้าบนโซเชียลมีเดีย น่าจะคล้ายๆ กับ พวกแผงลอย ร้านค้าตามตลาดนัดต่างๆ ที่สามารถเริ่มได้ง่าย เงินลงทุนต่ำ เน้นซื้อมาขายไป ใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็กลุ่มที่มีเว็บไซต์ของตัวเอง เริ่มมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง กลุ่มนี้คล้ายๆ กับพวกร้านที่เป็นตึกแถว อยู่ในห้าง ต้องมีการลงทุนหน้าร้าน” คุณปพนธ์กล่าวและว่า “ธุรกิจสตาร์ตอัพส่วนใหญ่เป็นพวกค้าปลีก ค้าส่ง และบริการ มีการผลิตและอุตสาหกรรมบ้าง แต่สัดส่วนไม่เยอะ เนื่องจากมีการลงทุนสูง ส่วนกลุ่มเทคสตาร์ตอัพนั้นยังถือว่าเป็นกลุ่มน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ”

สารพัดปัญหาอุปสรรค

ผู้ก่อตั้งบริษัทล้มยักษ์ เล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาได้มีโอกาสพบปะกับกลุ่มธุรกิจที่เริ่มมาไม่เกิน 2-3 ปีอยู่พอสมควร มีทั้งยังเตาะแตะ หาลู่วิ่งของตัวเองอยู่ และมีทั้งที่หาลู่วิ่งตัวเองเจอแล้ว แต่ยังมองไม่ชัดว่าลู่วิ่งนี้จะทอดยาวไปไกลแค่ไหน ส่วนใหญ่มักเริ่มจากความชอบส่วนตัว หรือหาทางแก้ปัญหาส่วนตัวที่ตัวเองมี แต่ธุรกิจที่มีในปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์ คนกลุ่มนี้เลยออกมาทำเอง จะได้มีสินค้าหรือตอบโจทย์จริงๆ ธุรกิจที่เจอ มีตั้งแต่ ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าออร์แกนิก ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัว พวกสบู่ แชมพู หรือพวกอาหารออร์แกนิก และมีอยู่รายหนึ่งที่สนใจพวกเครื่องหนังก็มาทำเป็นเครื่องหนัง พวกของใช้ส่วนตัว เย็บมือ ศึกษาการตัดเย็บจากเว็บไซต์บ้าง หนังสือบ้าง

“ผมเองชื่นชมคนกลุ่มนี้เพราะเขาเริ่มธุรกิจจากการต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่างที่สนใจ ไม่ได้ตั้งต้นด้วยตัวเงินก่อน เป็นการเริ่มต้นอย่างถูกต้อง แต่ปัญหาที่เห็นคือ ส่วนใหญ่มีมุมมองจำกัดในเรื่องของธุรกิจ เพราะไม่ได้มองไปในมุมกว้างมากขึ้น”

เขายกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ กรณีผู้ประกอบการสินค้าออร์แกนิก ที่ต้องการแก้ปัญหาการแพ้ง่ายของตัวเอง เรื่องคุณภาพไม่ต้องห่วง ดีแน่ ไม่มีย้อมแมว ซึ่งอาจจะต่างจากกลุ่มที่เข้ามาในไลน์ออร์แกนิกเพราะเห็นว่าเป็นเทรนด์ กลุ่มหลังนี้คุณภาพจริงๆ อาจไม่ถึง แต่เข้ามาเพราะเห็นโอกาสทางธุรกิจ แต่คนกลุ่มที่เริ่มต้นจากใจรักนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โอเปอเรติ้งโมเดล (Operating Model) ไม่สามารถขยายตลาดได้ เพราะต้นทุนสูง ทำให้ราคาขายสูงมาก ขายได้เฉพาะกลุ่มคนที่มีปัญหาอย่างเดียวกัน หรือมีความสนใจอย่างเดียวกัน แต่ไม่สามารถขยายตลาดไปได้มากกว่านี้ จนกว่าจะปรับเปลี่ยนโอเปอเรติ้งโมเดลให้สามารถทำในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้ และสามารถกดต้นทุนลงมาให้สามารถลดราคาขายลงมาได้

ต้องคิดถึงธุรกิจขยายในอนาคต

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ สตาร์ตอัพเหล่านั้นมีสินค้าหรือบริการที่มีความชัดเจนเพียงพอหรือไม่ เพราะในโลกที่ทุกคนสามารถตั้งธุรกิจได้เพียงปลายนิ้วคลิกนี้ สินค้าต้องโดดเด่นในเชิงคุณค่าจริงๆ ถึงจะอยู่ได้ในระยะยาว

“ดูตัวอย่างของร้านค้าต่างๆ ที่คนต้องรอคิวเข้าซื้อในช่วงแรก เพราะเป็นกระแสจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ แต่พอผ่านไปไม่เท่าไร ความเห่อ ลดน้อยลง คิวไม่มีกันแล้ว ถ้าสินค้าไม่ดีจริง คือมีคุณค่าในสายตาผู้บริโภคก็ยากที่จะรอดในระยะยาว ผมคิดว่าสตาร์ตอัพต้องหาทางของตัวเองให้เจอว่าสินค้าหรือบริการของตน หรือบิสซิเนสโมเดลของตัวเองนั้น สามารถยืนระยะได้ในระยะยาว”

หากสินค้าขายดีจริงๆ ปัญหาในขั้นถัดไปคือ ต้องมี โอเปอเรติ้งแพลตฟอร์ม (Operating Platform) หรือ ระบบปฏิบัติการที่สามารถรองรับการเติบโตได้จริง การเริ่มต้นธุรกิจกับการขยายธุรกิจนั้นมีความแตกต่างกันมาก เมื่อผ่านช่วงแรกไปแล้ว ธุรกิจมักจะชนเพดาน เนื่องจากระบบปฏิบัติการที่ใช้ตอนแรก ไม่สามารถรองรับการเติบโต ไม่ซับซ้อนเพียงพอ ดังนั้น สตาร์ตอัพทั้งหลายควรต้องมองเรื่องนี้ด้วย เพื่อให้เมื่อถึงเวลาต้องขยาย จะได้ไม่ชนเพดานโดยไม่ทันตั้งตัว

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้ประกอบการมักเจอะเจอคือ เรื่องเงินทุน ประเด็นนี้ คุณปพนธ์ มองว่า เป็นปัญหาคลาสสิก ในประเทศไทยเคยชินแต่ระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่เหมาะกับการที่จะเป็นแหล่งเงินทุนให้กลุ่มสตาร์ตอัพ เนื่องจากความสามารถในการรับความเสี่ยงไม่เท่ากัน บ้านเราต้องพัฒนาระบบการเงินที่เหมาะสมให้รองรับด้วย กองทุนร่วมทุน (Venture Capital หรือ VC) เป็นรูปแบบเงินทุนที่เหมาะสมกว่าธนาคารพาณิชย์ เพราะมีวิธีประเมินธุรกิจ โดยมองอนาคตเป็นหลัก และพร้อมร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน เนื่องจากหวังผลตอบแทนที่สูงในกรณีที่ลงทุนแล้วบริษัทไปได้ดี

คุณปพนธ์ พูดถึงนโยบายสตาร์ตอัพของต่างประเทศว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลมักไม่ค่อยใช้วิธีสนับสนุนแบบให้เปล่า หรือมีโครงการสนับสนุนต่างๆ มาก แต่มักสนับสนุนผ่านระบบตลาดคือ ใช้กลไกของอุปสงค์ อุปทาน ให้ทำงานได้เต็มที่ แต่จะเน้นเรื่องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้พร้อมเพื่อให้หนุนระบบตลาด เช่น มีการให้สิทธิพิเศษทางภาษีแก่กองทุนร่วมทุน เพื่อให้คนที่มีเงิน และพร้อมที่จะรับความเสี่ยงมีแรงจูงใจมาลงทุนในรูปแบบนี้ ซึ่งทำให้มีผู้เล่นมากหน้าหลายตา สตาร์ตอัพก็มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น

รูปแบบการลงทุนของล้มยักษ์

“บริษัทล้มยักษ์เองก็พยายามหาบิสซิเนสโมเดลที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้อยู่ หนึ่งในบิสซิเนสโมเดลที่ดูคือ ให้คำปรึกษาผ่านการลงทุน เข้าไปลงทุนในบริษัทที่เห็นว่ามีศักยภาพ โดยเราต้องเข้าไปช่วยดูในเรื่องธุรกิจด้วย คงไม่ไปลงทุนอย่างเดียว ตอนนี้เรื่องการลงทุนอาจเป็นทั้งรูปแบบเอาเงินไปลงด้วย หรืออาจเป็นลงแรงแลกกับการถือหุ้น”

เขาให้คำแนะนำกลุ่มสตาร์ตอัพว่า ควรเริ่มต้นจากการหาปัญหาที่ตัวเองต้องการจะแก้ หรือเรื่องที่สนใจ อย่าเริ่มจากคิดเรื่องตัวเงินก่อน เมื่อมีโจทย์มีปัญหาที่ต้องการจะแก้แล้ว ถัดไปก็เป็นเรื่องการหาบิสซิเนสโมเดลที่จะไปแก้ปัญหาเหล่านั้น ซึ่งยังมีนวัตกรรมที่เปิดกว้างอยู่ คือนวัตกรรมในเชิงบิสซิเนสโมเดล เทคโนโลยีสมัยใหม่ตอนนี้เอื้ออย่างมากกับการสร้างนวัตกรรมด้านบิสซิเนสโมเดล

ตัวอย่างที่เห็นชัดไม่ว่าจะเป็น Uber, Grab Taxi, Airbnb ล้วนเกิดจากการสร้างนวัตกรรมด้านบิสซิเนสโมเดลทั้งสิ้น บริษัทเหล่านี้ไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ตัวที่ส่งมอบบริการเลย เป็นบริษัทที่ตัวเบามาก แต่สินทรัพย์ส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนโลยีที่สร้างบิสซิเนสโมเดลนั้นๆ

นอกจากนี้ ตอนที่คิดบิสซิเนสโมเดล ต้องคิดเผื่อสำหรับปริมาณธุรกิจที่มากด้วย คนส่วนใหญ่มักออกแบบบิสซิเนสโมเดล และโอเปอเรติ้งแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับปริมาณธุรกิจช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แต่ไม่รองรับปริมาณธุรกิจในอนาคต ซึ่งอันนี้จะเป็นปัญหาอย่างมากข้างหน้า เพราะการปรับเรื่องพวกนี้ข้างหน้าเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมาก ต้องรื้อเยอะ ฉะนั้น เรื่องบิสซิเนสโมเดล และโอเปอเรติ้งแพลตฟอร์ม ต้องคิดให้มากๆ

“ผมมักจะบอกกับทีมงานประจำคือ เวลาจะออกแบบกระบวนการและระบบปฏิบัติการอะไรก็ตามนั้น ต้องคิดเสมอว่า เราออกแบบสำหรับสินค้าที่ขายดีเทน้ำเทท่านะ ความหมายก็คือ ถึงแม้จะเพิ่งเริ่มก็ตาม ระบบปฏิบัติการเราต้องรองรับปริมาณการค้าที่สูงมากๆ ได้ อย่าคิดง่ายคิดแค่ปริมาณปัจจุบัน หรือในอนาคตอันใกล้เท่านั้น เพราะเสียเวลาในช่วงออกแบบนั้นดีกว่าเสียเวลาไปปรับแก้ในอนาคต”

Startup คืออะไร

สตาร์ตอัพ (Startup) คือบริษัทเกิดใหม่ และเป็นคำที่นิยมใช้เรียกบริษัททางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใน ซิลิคอนแวลลีย์ สหรัฐอเมริกา เวลานี้นิยมใช้เรียกกันทั่วโลก โดยกว่าจะมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ก็ผ่านการเป็นสตาร์ตอัพมาก่อนแล้วทั้งนั้น

สตาร์ตอัพไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมากมาย แต่ด้วยเทคโนโลยีบนโลกอินเตอร์เน็ตช่วยลดต้นทุนไปได้มาก มีเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาและนำบริการต่างๆ ไปฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการได้ (ยกตัวอย่างผู้ให้บริการ อาทิ อะเมซอน) ลูกค้าจากทั่วโลกขอเพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็สามารถเข้าถึงบริการของคุณได้ผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน

ปัจจุบัน มีนักลงทุนที่มีความสนใจในการสนับสนุนสตาร์ตอัพมากขึ้น และเป็นตัวแปรสำคัญที่จะผลักดันและขับเคลื่อนให้ธุรกิจนั้นเติบโตไปได้ ซึ่งรูปแบบของนักลงทุนมีทั้งแบบ นักลงทุนในรูปแบบขององค์กร (Venture Capital หรือเรียกสั้นๆ ว่า VC) และนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ซึ่งจะพิจารณาตั้งแต่ไอเดีย, นวัตกรรม, ประวัติการทำงาน, โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด, ผลตอบแทนจะคุ้มกับการลงทุนหรือไม่ โดยที่สตาร์ตอัพนอกจากจะได้เงินทุนแล้ว ยังจะได้คำปรึกษาและพันธมิตรควบคู่ด้วยเช่นเดียวกัน (ขอบคุณ http://www.thailandonlinefocus.com)

“๕oo TUKTUKS” กองทุนเพื่อสตาร์ตอัพเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“๕oo TUKTUKS” กองทุนเพื่อสตาร์ตอัพเมืองไทย

โลกกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่าน คือมุมมองของ คุณเรืองโรจน์ พูนผล หรือ คุณกระทิง เจ้าของโรงเรียนสอนสตาร์ตอัพและผู้ก่อตั้งกองทุน ๕oo TUKTUKS ที่โลดแล่นอยู่ในวงการสตาร์ตอัพตั้งแต่ยุคแรก มาจนถึงปัจจุบัน

สตาร์ตอัพยุคแรก สำเร็จ

สานต่อกองทุน ๕oo TUKTUKS

คุณกระทิง เล่าย้อนเรื่องราวก่อนเข้ามาสู่วงการสตาร์ตอัพว่า “หลังจากเรียนจบวิศวะไฟฟ้าที่จุฬาลงกรณ์ และเข้าทำงานกับบริษัทพีแอนด์จี นานร่วมกว่า 7 ปี ก่อนจะมีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อ MBA ที่ Stanford สหรัฐอเมริกา ฝึกงานกับบริษัท Mckinsey ก่อนจะได้เข้าทำงานที่ Silicon Valley และเป็นสตาร์ตอัพยุคแรกของไทยที่ทำ mobile application

ปัจจุบัน เปิดโรงเรียนสอนผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ชื่อ Disrurt University ซึ่งเป็นหลักสูตรบ่มเพาะ ให้ความรู้และไอเดียแก่ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ

“ตอนเปิดโรงเรียนแรกๆ นักเรียนต้องระดมทุนเอง ซึ่งระดมได้ไม่มากและทำได้ยาก ผมจึงคิดว่าทำไมเราไม่ทำเป็นกองทุนที่ระดมทุน เพื่อสานฝันให้กับสตาร์ตอัพไทย เป็นการเพิ่มโอกาส ลดช่องว่าง เพราะเห็นความสามารถของสตาร์ตอัพในเมืองไทยเก่งๆ มากมาย แต่มักติดปัญหาเรื่องเงินทุน จึงอยากลดช่องว่างตรงจุดนี้

เกิดเป็นแนวคิดที่จะระดมกองทุนเพื่อสนับสนุนและลงทุนกับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ เป็นกองทุนชื่อ ๕oo TUKTUKS ระดมทุนได้จากซิลิคอน วัลเลย์ และระดมทุนเองด้วย มูลค่ากองทุนรวมตอนนี้อยู่ที่ 420 ล้านบาท ระดมทุนมาแล้ว 3 เดือน ลงทุนไปแล้ว 10 บริษัท”

โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์และอีคอมเมิร์ซ เช่น Claim Di เป็นแอพเคลมประกันที่ไม่ต้องเรียกบริษัทประกันมายังที่เกิดเหตุ สามารถส่งข้อมูลผ่านแอพบนมือถือได้โดยไม่ต้องเสียเวลารอบริษัทประกัน เริ่มต้นลงทุน 20 ล้านบาท ขณะนี้มูลค่าการเติบโต 350 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะโตขึ้นเป็น 700 ล้านบาท ในระยะเวลาอันใกล้นี้

คุณกระทิง บอกว่า กองทุน ๕oo TUKTUKS จะระดมทุนเพื่อลงทุนกับผู้ประกอบการ โดยจะเข้าไปถือหุ้นส่วนหนึ่งและการลงทุนของกองทุนมีกฎ 3 ข้อหลักเพื่อพิจารณาธุรกิจของผู้ประกอบการสตาร์ตอัพคือ 1. โมเดลธุรกิจจะต้องได้รับการพิสูจน์ศักยภาพตลาด 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ 2. ตลาดต้องใหญ่ และ 3. ต้องมีทีมงานที่แข็งแกร่ง

เลือกเดินตามความฝัน

สตาร์ตอัพ คือคำตอบ

ช่วงปี 2013-2015 ที่ผ่านมานี้ สตาร์ตอัพในเมืองไทยเพิ่มขึ้นราว 3,000 ราย เติบโตขึ้นเกือบ 7 เท่า ถือเป็นสัญญาณของยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากของสตาร์ตอัพเมืองไทย

คุณกระทิง เล่าว่า “ความฝันของผม คืออยากจะสร้างให้เมืองไทยในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นเมืองของเทคโนโลยีที่มีบริษัทเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้น ให้เป็นเหมือนบริษัทที่สร้างกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงโลกและสามารถสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งหลายประเทศสามารถทำได้และสำเร็จไปแล้ว ผมก็อยากให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ แบบนี้ขึ้นที่เมืองไทยเช่นกัน

ก่อนหน้าที่จะลาออกมาจากงานประจำ เพื่อมาสานต่อความฝันเรื่องสตาร์ตอัพ ตอนนั้นทำงานทั้งหมด 3 งาน จนมาถึงจุดที่ต้องเลือก ระหว่างงานประจำที่ทำ กับสิ่งที่เป็นความฝัน ผมเลือกเดินตามความฝัน เพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในยุคของสตาร์ตอัพ”

คุณกระทิง เล่าต่อว่า อีก 2 ปีข้างหน้า สตาร์ตอัพเมืองไทยจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด เพราะปัจจุบันสตาร์ตอัพเมืองไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด ตอนนี้เงินลงทุนสูงถึง 3 พันล้านบาท และแนวโน้มเงินลงทุนเติบโตขึ้นทุกปี รวมไปถึงขนาด จำนวนและองค์ประกอบอื่นๆ เช่น มีโครงการสงเคราะห์ผู้ประกอบการของดีแทคหรือเอไอเอส เป็นต้น

นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยจากที่เคยนึกถึงเป็นเมืองท่องเที่ยว อนาคตข้างหน้าคนอาจได้เห็นประเทศไทยในมุมของประเทศธุรกิจเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์ไอเดีย

ธุรกิจสตาร์ตอัพ 2016 มาแรง

ไฟแนนซ์ อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์

สำหรับทิศทางของสตาร์ตอัพเมืองไทยปี 2016 คาดว่าการลงทุนจะเติบโตขึ้นอีก 2 เท่า เพราะภาวะเศรษฐกิจมีผลน้อยในโลกของสตาร์ตอัพที่เป็นโลกของดิจิตอล หากเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาทำธุรกิจต่างๆ บนออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากประหยัดกว่าการทำธุรกิจแบบออฟไลน์ และที่สำคัญสามารถวัดผลได้แม่นยำมากกว่า

คุณกระทิง บอกว่า “เทรนด์ของธุรกิจสตาร์ตอัพปี 2016 ที่จะมาแรงมาก 3 อันดับคือ อันดับที่ 1 ธุรกิจด้านการเงิน ธนาคารต่างๆ เช่น การบริหารจัดการกองทุนส่วนตัว หรือการกู้ยืมเงินโดยไม่ผ่านแบงก์ คือบุคคลสามารถปล่อยกู้ให้อีกบุคคลได้ โดยไม่ต้องผ่านแบงก์ เนื่องจากตอนนี้แบงก์เริ่มมีการขยับตัวในเรื่องของการลงทุน เพราะเทคโนโลยีช่วยให้การทำงานได้รวดเร็ว อีกทั้งปัจจุบันคนหันมาบริหารจัดการเงินลงทุน การเงินส่วนบุคคลมากขึ้น เพราะทำได้ง่าย สะดวกและควบคุมได้ด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านนายหน้า ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจด้านการเงิน

ธุรกิจที่ 2 คือ อีคอมเมิร์ซ ที่ทำการค้าขายแบบออนไลน์ เพราะคนหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น และธุรกิจที่ 3 คือ ธุรกิจโลจิสติกส์ต่างๆ เพราะโปรแกรมหรือเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่นี้จะช่วยในการทำงานง่ายขึ้น เป็นระบบกว่าเดิม เช่น การนับจำนวนสต๊อกสินค้าและการคำนวณจำนวน หรือแม้กระทั่งการหาจำนวนต่างๆ ระบบโปรแกรมและคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นจะซัพพอร์ตการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูง”

ก่อนจะทิ้งท้ายให้กับคนที่อยากเป็นสตาร์ตอัพว่า “หัวใจของการเป็นสตาร์ตอัพ คือการปรับตัว รู้จักเปลี่ยนยุทธศาสตร์ อึดและทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสำเร็จ คิดต้องเพี้ยนและนอกกรอบ”

สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพไทยท่านใดที่สนใจกองทุน ๕oo TUKTUKS สามารถสอบถามรายละเอียดและติดต่อได้ที่อีเมล Krating@500.co

WASHBOX 24 นวัตกรรมธุรกิจโลจิสติกส์ผ่านตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

WASHBOX 24 นวัตกรรมธุรกิจโลจิสติกส์ผ่านตู้

วอชบ๊อกซ์ 24 ได้เพิ่มบริการรับส่งของ โดยบริการส่งพัสดุด่วน ใช้ชื่อว่า “MOVEBOX 24” (มูฟบ๊อกซ์ 24) ร่วมมือกับ บริษัทขนส่ง KERRY EXPRESS (เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส) รับส่งพัสดุไปรษณีย์ ยังมีบริการซื้อของออนไลน์ โดยร่วมมือกับเว็บไซต์ Cdiscount (ซีดิสเคานท์) ซึ่งเมื่อลูกค้าสั่งซื้อของออนไลน์กับทางเว็บไซต์ดังกล่าว สามารถสั่งให้นำพัสดุมาจัดส่งได้ที่ตู้ของบ๊อกซ์ 24 สาขาใดก็ได้ที่ลูกค้าสะดวก

ออกตัวว่าไม่ได้ทำธุรกิจให้บริการ แต่เป็นธุรกิจโลจิสติกส์ สำหรับบริษัท วอชบ๊อกซ์ 24 (ประเทศไทย) จำกัด หรือ WASHBOX 24 (วอชบ๊อกซ์ 24) บริการตู้ล็อกเกอร์ซัก อบ รีด เสื้อผ้า รับส่งพัสดุไปรษณีย์ รับฝากส่งสิ่งของ รวมถึงรับจ่ายบิล เจ้าของคือ คุณบอนด์ หรือ “นิธิพนธ์ ไทยานุรักษ์” ผู้นำความก้าวหน้าทางนวัตกรรมมาใช้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนเมืองให้ง่ายขึ้น

สตาร์ตอัพหนึ่งเดียวในไทย

เทคโนโลยีเปลี่ยนวิถีชีวิต

“วอชบ๊อกซ์ 24” คือ ตู้ล็อกเกอร์ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย จากธุรกิจซักรีด มาต่อยอดเป็นธุรกิจรับส่งพัสดุไปรษณีย์ รับฝากส่งสิ่งของและรับจ่ายบิล ในปี 2014 เขาเป็น Startup คนไทยเพียงหนึ่งเดียวบนเวที SeedStars World เวทีการแข่งขัน Startup ระดับโลก นอกจากนี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ยังเป็นตัวแทนของคนไทยไปคว้ารางวัล Top 10 SeedStars World 2015 ที่สวิตเซอร์แลนด์

โดยที่มาของธุรกิจ ชายหนุ่ม เล่าว่า ก่อนมาทำธุรกิจของตัวเอง อดีตเคยเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งทำงานหนักมาก กลับบ้านดึก ปรากฏว่าไปร้านซักรีดเสื้อผ้าไม่ทัน ร้านปิดก่อนทุกครั้ง เป็นปัญหาส่วนตัวที่เชื่อว่าหลายคนก็เคยเจอ แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะแก้ยังไง จนกระทั่งปี 2011 มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่น ไปเห็นตู้ล็อกเกอร์อเนกประสงค์เยอะมาก จึงเกิดแนวคิด นำตู้เหล่านั้นมาใช้กับร้านซักรีดบ้าง

หลังกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น ชายหนุ่มบอกว่า รวมทีมกับเพื่อน 3 คน เก็บข้อมูลเรื่องตู้ล็อกเกอร์ พร้อมศึกษาพฤติกรรมโดยเจาะกลุ่มคนที่อาศัยในคอนโดมิเนียมก่อน แรกๆ กังวลเหมือนกันว่าลูกค้าจะไม่เข้าใจและใช้งานไม่เป็น แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่าต้องทำให้ได้ และมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ลงทุนสั่งทำตู้ล็อกเกอร์ 2 ตู้ ตามสเปกของตัวเองเป็นตู้เหล็ก นำจอทัชสกรีนมาประกอบเข้าไป ใช้ไฟฟ้า จากนั้นสร้างระบบการเชื่อมต่อระหว่างตู้ให้ลิงก์เข้ากับสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android

คุณบอนด์ใช้เวลา 2 ปี กว่าตู้ล็อกเกอร์ซักอบรีดตู้แรกจะทำสำเร็จ เป็นการนำไอเดียจากสิ่งของที่มีอยู่มาต่อยอด นับเป็นตู้ซัก อบ รีด ตู้แรกของไทย และรายแรกของเอเชีย ซึ่งก่อนที่ชายหนุ่มจะผลิตตู้ในสเปกของตัวเอง เขาเคยไปสอบถามผู้ผลิตตู้ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สู้ราคาไม่ไหว เฉลี่ยตู้ละ 1 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนราคาตู้ของเขาหลักแสนบาทเท่านั้น

สะดวกง่าย จบที่มือถือ

เจาะกลุ่มลูกค้าคอนโดฯ

เมื่อตู้ซักรีดอัตโนมัติถูกสร้างขึ้นสำเร็จ ช่วงแรกต้องพบกับปัญหา เพราะความยากของธุรกิจนี้อยู่ที่การสื่อสารกับลูกค้า

“ผมนำตู้ซักรีดอัตโนมัติไปตั้งใต้คอนโดฯ 2 ที่คือ ลาดพร้าวซอย 5 และ สุขุมวิท 103 (อุดมสุข) คนจะไม่เข้าใจว่าตู้อะไร ดังนั้น จำเป็นต้องมีพนักงานคอยอธิบายวิธีการใช้งาน และสร้างความเข้าใจในธุรกิจ เน้นสร้างการรับรู้ในเรื่องความสะดวกสบายตามวิถีคนเมืองในยุคนี้”

คุณบอนด์ มองว่า วอชบ๊อกซ์ 24 ไม่ได้แข่งอยู่ในตลาดเดียวกับร้านซัก อบ รีด ทั่วไป ลูกค้าเลือกใช้บริการเพราะตอบโจทย์ลูกค้าแบบที่ร้านซัก อบ รีด ทั่วไปทำไม่ได้

ด้านการใช้งานของตู้ดังกล่าว มี 4 ขั้นตอนง่ายๆ คือ

1. ลงทะเบียน ได้ที่ http://www.WASHBOX 24.com หรือโหลดแอพพลิเคชั่น “BOX 24” หรือโทรผ่านเจ้าหน้าที่เบอร์ (089) 221-2244

2. กรอกข้อมูลลงบนจอทัชสกรีน ประตูตู้จะเปิดออกให้ใส่ผ้าเข้าไป สามารถส่งผ้าที่ตู้ล็อกเกอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน หรือจะเรียกเจ้าหน้าที่มารับผ้าที่บ้านก็ได้ (แต่ละวันเก็บผ้า 3 รอบ 07.00 น. 14.00 น. และ 20.00 น.)

3. รอรับการแจ้งรับผ้าได้ทางแอพพลิเคชั่น จากนั้นจะมีคนไปรับผ้าที่ตู้นำมาที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งทางพนักงานจะทำการติดบาร์โค้ดผ้าทุกชิ้น ถ่ายรูปก่อน และหลังผ้าจะซักเสร็จ เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะของผ้าที่ซักได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น

4. รับผ้าได้ที่ตู้ล็อกเกอร์ โดยผ้าจะอยู่ในตู้ 48 ชั่วโมง จะมีรหัสการแจ้งเตือน ระบบการทำงานของตู้ทั้งหมดเป็นระบบอัตโนมัติ ซึ่งลิงก์กับระบบแอพพลิเคชั่น “BOX 24” ให้ลูกค้าดาวน์โหลด และลงทะเบียน

ส่วนการชำระเงินจะแบ่งลูกค้าที่สมัครเป็นสมาชิก และลูกค้าขาจร หากเป็นสมาชิก ทางร้านแนะนำให้ซื้อแบบเป็นรายแพ็กเกจ เริ่มต้นที่ 200 บาท ไม่มีวันหมดอายุ หักเงินจากบัตรเครดิต และเมื่อเงินในแพ็กเกจใกล้หมด จะมีข้อความแจ้งเตือน ส่วนลูกค้าขาจร ก็สามารถนำเสื้อผ้ามาฝากซัก เมื่อเสื้อผ้าถูกดำเนินการเรียบร้อย ลูกค้าจะได้รับรหัสแจ้งการชำระเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส พร้อมรับรหัสในการเปิดตู้ล็อกเกอร์ต่อไป

“ตลาดของธุรกิจนี้ใหญ่ไม่น้อย เฉพาะในกรุงเทพฯ ก็มีร้านซักรีดกว่า 10,000 ร้าน กลุ่มเป้าหมายของเราคือคนทำงานในกรุงเทพฯ ที่อาศัยตามคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT โดยเริ่มต้นค่าบริการที่ 20 บาท ต่อชิ้น”

ขยายจุดบริการด้วยแฟรนไชส์

เพิ่มส่งพัสดุ-ช็อปออนไลน์

ไม่เพียงให้บริการซัก อบ รีด แต่วอชบ๊อกซ์ 24 ยังรับซักหมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตา ผ้าปูที่นอน กระเป๋า รองเท้า หมวก ถุงมือ ปลอกโซฟา ผ้าปูโต๊ะ โดยทำหน้าที่เป็นคนกลางไปส่งยังโรงงานซักอีกที โดยราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทที่นำมาให้ทำความสะอาด ขนาด และจำนวน ซึ่งเริ่มต้นที่ชิ้นละ 30 บาท

ปัจจุบัน 2 ปีผ่านมา บ๊อกซ์ 24 มีจุดตั้งตู้ 43 สาขาทั่วกรุงเทพฯ เจาะตลาดคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า มีสมาชิก 2,000 คน จำนวนเสื้อผ้าที่ส่งมาซักรีดราว 12,000 ชิ้น ต่อเดือน และด้วยความแปลกใหม่ วอชบ๊อกซ์ 24 เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เริ่มมีการขายแฟรนไชส์ โดยขายตู้มาตรฐาน 8 ช่อง หน้ากว้าง 2 เมตร ลึก 50 เซนติเมตร สูง 1.90 เมตร ราคาตู้ละ 120,000 บาท โดยแบ่งรายได้ให้ 30 เปอร์เซ็นต์ ของการซักแห้ง และ 15 เปอร์เซ็นต์ของซักอบรีด ตั้งเป้าภายใน 3 ปี ขยายจุดตั้งตู้ 200 สาขา

เจ้าของธุรกิจ เผยต่อไปว่า ทุกวันนี้ วอชบ๊อกซ์24 ได้เพิ่มบริการรับส่งของ โดยบริการส่งพัสดุด่วนใช้ชื่อว่า “MOVEBOX 24” (มูฟบ๊อกซ์ 24) ร่วมมือกับบริษัทขนส่ง KERRY EXPRESS (เคอร์รี่ เอ็กซ์เพรส) รับส่งพัสดุไปรษณีย์ ยังมีบริการซื้อของออนไลน์ โดยร่วมมือกับเว็บไซต์ Cdiscount (ซีดิสเคานท์) ซึ่งเมื่อลูกค้าสั่งซื้อของออนไลน์กับทางเว็บไซต์ดังกล่าว สามารถสั่งให้นำพัสดุมาจัดส่งได้ที่ตู้ของบ๊อกซ์ 24 สาขาใดก็ได้ที่ลูกค้าสะดวก จากนั้นเมื่อพัสดุมาถึง ลูกค้าก็จะได้รับการแจ้งเตือนให้ไปรับสินค้า

อนาคตต่อไปของ บ๊อกซ์ 24 นั้น เขาเตรียมขยายไปยังต่างประเทศ อย่าง ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง เขามองว่า ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีรูปแบบสังคมเมือง ที่พักอาศัยคล้ายคลึงกัน คาดว่าจะสามารถนำ บ๊อกซ์ 24 ไปเปิดตลาดได้ในช่วงปีหน้า

สำหรับข้อคิดที่คุณบอนด์ฝากไว้ให้เหล่าสตาร์ตอัพหน้าใหม่คือ การเจอปัญหาหรืออุปสรรค อยากให้มีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าจะก้าวข้ามไปได้ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีหลายหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนสตาร์ตอัพทั้งเงินทุน องค์ความรู้ แต่ต้องรู้จักขวนขวาย ต้องไม่หยุดคิดค้น และไม่หยุดพัฒนา

จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ สู่ “top value” จุดเริ่มต้นของคนวัย 19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

อันติกา

จากธุรกิจสิ่งพิมพ์ สู่ “top value” จุดเริ่มต้นของคนวัย 19

“วัยรุ่น” คือช่วงเวลาศึกษาเล่าเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อน อยู่กับการเล่นสนุก แต่ทว่าชีวิตวัยรุ่นของ “ธนากร แซ่ลิ้ม” กลับแตกต่างจากคนอื่น เขาเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุ 17 ปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เก็บเงิน กระทั่งอายุ 19 ปี เขากลายเป็นเถ้าแก่ที่สามารถปั้นยอดขายได้ปีละหลายร้อยล้านบาท

วัยรุ่นสร้างรายได้

ทำงานไป เรียนไป

เส้นทางการทำงานของคุณธนากร เกิดจากสภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องดิ้นรน และเขาก็เริ่มต้นเล่าพื้นฐานชีวิตให้ฟังว่า

“ตอนอายุประมาณ 12 ขวบ พ่อส่งไปเรียนหนังสือระดับมัธยมที่ประเทศจีน ซึ่งตอนนั้นผมใช้ชีวิตแบบคนทั่วไป พ่อส่งเงินไปให้ไม่ขัดสน แต่ราว 5 ปี พ่อกับแม่แยกทางกัน ผมกลับประเทศไทยไปอยู่กับแม่ เห็นแม่ขายของลำบาก จึงคิดทำงาน ผมเริ่มต้นกับการเป็นผู้ช่วยไกด์ เพราะมีความรู้ด้านภาษาจีน ขายสินค้าจิวเวลรี่ สินค้าแบรนด์เนมให้คนจีน และระหว่างนั้นเรียน กศน. ระดับมัธยมไปด้วย เพราะว่าวุฒิที่จบจากจีนใช้เทียบไม่ได้”

ปัจจุบัน คุณธนากร จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด

หลังจากเป็นผู้ช่วยไกด์ได้สักพักก็มีโอกาสเข้าไปทำงานในโรงงานผู้ผลิตแม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่จังหวัดชลบุรี โดยเดินทางไปกลับระหว่างบ้านย่านบางนา

ตำแหน่งเซลส์ ทำให้เขาเรียนรู้งาน เรียนรู้การแก้ปัญหา และได้รู้จักลูกค้า กอปรกับเป็นคนทำงานเกินเงินเดือน ให้ใจก่อนจะรับ

ในวัยเพียง 18 ปี เขาได้รับเงินเดือน 20,000 กว่าบาท และรถยนต์คันเล็กๆ 1 คัน แต่ทว่าพอถึงวัย 19 ปี เขาก็เบนเข็มทิศชีวิตตัวเอง ก้าวสู่ผู้ประกอบการเต็มตัว

“ตอนเริ่มต้นทำงาน ได้เงินเดือน 3,500 บาท ให้แม่ 1,000 บาท แต่พอมาอยู่บริษัท ได้เงินเดือนมากพอ มีรถเล็กๆ ขับคันหนึ่ง ตอนนั้นก็มองว่ามากนะครับ แต่ความฝันของผมคือ อยากมีบ้านให้แม่อยู่ อยากมีรถยนต์เป็นของตนเอง ผมจึงตัดสินใจออก”

เถ้าแก่วัย 19 ปี

มีรายได้หลักร้อยล้าน

ในวัย 19 ปี เขาเปิดบริษัท สวิทซเฟลค จำกัด ด้วยวงเงินลงทุนที่เก็บสะสม 200,000 บาท นำเข้าเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ โดยเจาะตลาดล่าง ขายเครื่องจักรราคา 5-10 ล้านบาท เพราะเชื่อว่ามีช่องว่างให้ก้าวเดิน กอปรกับการลงทุนไม่มาก

“ผมทำหน้าที่เทรดดิ้ง พอมีออร์เดอร์ก็สั่งสินค้า ทำให้ลงทุนไม่มาก แต่ว่าช่วงแรกยอมรับว่าลำบาก เพราะไม่ได้เรียนจบวิศวะ อาศัยตอนทำงานอยู่บริษัทมีลูกค้าหลายรายคอยให้โอกาสและสนับสนุน ซึ่งต่อมาประมาณ 3 ปี ผมมีบ้านหลังใหญ่ให้แม่ มีรถขับ มีรายได้บางปี 400 ล้านบาท และได้ขยายธุรกิจเพิ่ม รวมตอนนี้ 4 บริษัท ที่เกี่ยวกับงานด้านบรรจุภัณฑ์ รายได้โดยรวมกับธุรกิจนี้ก็ประมาณ 500 ล้านบาท ต่อปี”

แม้จะมีปัญหาในงาน แต่ทว่ากับการทำธุรกิจนี้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ถือเป็นโอกาส เพราะตลาดยังแทบหาคู่แข่งไม่ได้ “ผมเลือกทำในสิ่งที่ผมชำนาญ ผมรู้จักตลาด กอปรกับทำการบ้านมาดี และมีเป้าหมายชัดเจน”

แต่ทว่ากับธุรกิจนี้ ในปัจจุบันแม้จะยังคงไปได้ ก็ไม่หวือหวา เพราะความต้องการตลาดยังอยู่ในวงจำกัด ฉะนั้น ยอดขายจึงไม่อาจเติบโต แต่ก็ไม่ตก จึงเรียกได้ว่ามีภาวะทรงตัวอยู่บนความมั่นคง

ระยะเวลาก้าวผ่านมาถึงวันนี้ กับวัย 33 ปี ไฟในการทำงานยังคงเต็มเปี่ยม แน่นอนว่า คุณธนากรไม่หยุด เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ และแน่นอน ต้องแตกต่าง

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจึงผุดขึ้น ภายใต้ชื่อ http://www.topvalue.com “แม้ธุรกิจนี้จะเป็นความใหม่สำหรับผม แต่นี่คือโอกาส เพราะจากได้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจุบัน ซื้อขายผ่านออนไลน์สูงขึ้น และมีแนวโน้มยิ่งมากขึ้นๆ ฉะนั้น ถ้าตัดสินใจทำ มันเหมือนเริ่มต้นไปพร้อมๆ กับคู่แข่ง ซึ่งผมมองว่าคนไทย 70 ล้านคน แม้จะมีผู้เล่นรายใหญ่กำลูกค้าไว้แล้ว 50 ล้านคน แต่ที่เหลือ 20 ล้านคน นี่คือโอกาสอันยิ่งใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้น กับตลาดเออีซีก็สามารถขยายต่อไปได้อีกด้วย”

ผุดธุรกิจออนไลน์

อนาคตไกล กำไรงาม

ความต่างคือสิ่งที่คุณธนากรคิดและลงมือทำ โดยเขามองว่า คนไทยฝีมือดีมีอยู่จำนวนมาก แต่ทว่าหลายคนขาดโอกาสการทำตลาด เพราะขาดด้านเงินทุน ดังนั้น top value จึงเหมือนประตูเปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้มีโอกาสสร้างตลาดสร้างยอดขาย

“ผมตั้งใจให้ top value เป็นพลาซ่าที่ทุกคนนำของมาขายร่วมกัน ซึ่งสินค้าแบรนด์แนมก็ส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งต้องมีคือ สินค้าคุณภาพดีโดยฝีมือคนไทย อย่าง สินค้าโอท็อป สินค้าของกลุ่มนักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ แม่บ้าน หรือแม้กระทั่งผู้พิการ ที่มีความสามารถมีฝีมือ โดยเราจะจัดระบบเขียนโปรแกรม เชื่อมต่อการชำระเงินให้พร้อม ผู้ใดต้องการนำสินค้ามาขายกับเรา ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากเลย แค่โหลดภาพเป็น เหมือนทำในเฟซบุ๊ก เท่านี้ก็ขายของเขากับเราได้แล้ว”

สินค้าแท้ ราคาถูก คือสิ่งที่ top value ตั้งเจตนาไว้ โดยอย่างน้อยถูกกว่าห้างสรรพสินค้า 30-40 เปอร์เซ็นต์ และในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ยิ่งต้องชูจุดขายนี้ เพื่อสร้างจำนวนผู้เข้าชม สร้างการรับรู้ในวงกว้าง ฉะนั้น การหักเปอร์เซ็นต์ยอดขายคืนกลับสู่ top value เพียง 0.5-2 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถทำให้สินค้าดีๆ ราคาถูกลงได้

“ปัญหาที่ลูกค้าประสบกับการซื้อขายออนไลน์คือ โดนหลอก ทั้งสินค้าปลอม และผู้ขายไม่มีตัวตนจริง top value จึงเป็นรายแรกจัดตั้ง Pop-Up Store ร้านค้าชั่วคราวบนสถานีรถไฟฟ้าเจ้าแรกในประเทศไทย เป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสินค้าออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ที่เขาต้องการเห็นหน้าตาสินค้า และหน้าร้านที่มีความน่าเชื่อถือ โดยตั้งอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า BTS สยามสแควร์ จุดศูนย์กลางในการรับสินค้าและสั่งซื้อสินค้า ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่ทำธุรกรรมผ่านทางหน้าเว็บไซต์ topvalue.com อีกทั้งยังเป็นหน้าร้านเพื่ออัพเดตสินค้าใหม่ทุกวัน ซึ่งนับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับนักช็อปออนไลน์ได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ top value ยังมีแผนขยาย Pop-Up Store ไปยังสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอีกหลายจุด เพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้บริการ

แท้ ถูก รวดเร็ว

การันตีไม่ดี คืนเงิน

กับการทำระบบโปรแกรมให้ง่ายต่อการซื้อขาย คุณธนากร ว่า คือสิ่งสำคัญ โดยกำหนดไว้ ต้องการให้แม้ผู้มีความรู้ด้านไอทีน้อย ก็สามารถจับจ่ายใช้สอยสิ่งที่ตนเองต้องการบน http://www.topvalue.com ได้

“เราต้องการให้ top value เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ให้ผู้ซื้อมีความคุ้มค่าสูงสุด ในขณะเดียวกัน ผู้ขายก็มีความคุ้มค่าสูงสุด ฉะนั้น สิ่งที่ top value ทำคือ ตั้งทีมงานขึ้นมาตรวจสอบสินค้าก่อนนำมาจำหน่าย และก่อนการส่งสินค้า ต้องเป็นของแท้เท่านั้น และหากเกิดความผิดพลาดการันตีคืนเงิน 2 เท่าทันที ส่วนการส่งของให้ถึงมือลูกค้าต้องรวดเร็ว ไม่เกิน 2 วัน โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสินค้าก่อนจ่ายเงินปลายทางได้ และหากไม่พอใจยินดีรับคืน รับเปลี่ยนภายใน 7 วัน ขอแค่สภาพยังดีเหมือนเดิม นี่คือการสร้างความมั่นใจ”

ปัจจุบัน จำนวนร้านค้าเปิดธุรกิจค้าขายออนไลน์กับ top value มีอยู่กว่า 1,500 ร้าน กับจำนวนสินค้ามากกว่า 30,000 รายการ โดยแบ่งหมวดหมู่ไว้ 10 กลุ่ม อาทิ ไอที เครื่องสำอาง แม่และเด็ก แฟชั่น อาหารสัตว์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และภายในปีหน้าจะเพิ่มจำนวนสินค้าอีกเท่าตัว และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

กับจำนวนผู้เข้าชมเว็บ top value ขณะนี้ตกวันละประมาณ 15,000-20,000 คน “การทำให้ลูกค้าเข้ามาชมเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยาก โดยได้ร่วมมือลงโฆษณาผ่านกูเกิ้ล เฟซบุ๊ก ไลน์ แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เขาซื้อ และวิธีที่ดีคือ ตกแต่งเว็บไซต์ให้สวยงาม วางตำแหน่งสินค้าให้ง่ายต่อการพบเห็น ทำระบบการซื้อขายให้สะดวกไม่ซับซ้อน และขายสินค้าราคาถูก”

วางครึ่งปีหน้า 100 ล้าน

ตลาดออนไลน์ยังไงก็โต

แม้ในวันนี้ยอดขายจะไม่คุ้มการลงทุนไปกับตัวเลข 50-70 ล้านบาท แต่คุณธนากรเชื่อว่า นี่คือการเริ่มต้นที่เห็นอนาคตไกล โดยดูจากพฤติกรรมการจับจ่ายที่เข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่อาจมีความรู้ด้านไอทีไม่มากนัก

“ถ้าดูยอดขาย ปีนี้โตขึ้นหลายเท่า อยู่ที่หลักสิบล้านบาท โดยเราวางไว้กลางปีหน้ายอดขายจะแตะ 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ผมว่าไม่ยากเลย ส่วนผู้เข้าชมก็ตั้งเป้าให้ได้ 3-4 เท่าครับ”

แม้ในวันนี้จะมีผู้สนใจก้าวสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขายสินค้าผ่านโลกออนไลน์กันมากขึ้น แต่ทว่า คุณธนากร กลับไม่ได้มองเป็นการแข่งขัน แต่ยังสนับสนุนให้ลงมาเล่นในสนามนี้ โดยให้เหตุผลว่า จำนวนผู้ใช้มีแต่จะพุ่งสูงขึ้น เป็นธุรกิจสามารถทำง่าย ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ

“ธุรกิจนี้สามารถเริ่มจากเล็กๆ ได้ ไม่ต้องคิดอะไรเกินตัว ผมอยากให้ทุกคนทำ ยิ่งมีผู้ลงสู่สนามเยอะ ยิ่งก่อให้เกิดการพัฒนา ผมว่าตลาดออนไลน์มันใหญ่มาก แต่ว่าต้องหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ ควรทำในสิ่งที่ถนัด หาความแปลกใหม่ ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่ทำ แต่ต้องอยู่ในความต้องการของตลาด”

คุณธนากร ยังกล่าวถึงหลักการทำงาน โดยเฉพาะกับผู้เริ่มต้นธุรกิจ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนลงมือจริง ปักหมุดในสิ่งซึ่งตนเองตั้งใจทำ โดยไม่ไขว้เขว เพราะการเปลี่ยนเพียงเพราะเจออุปสรรคจะทำให้ไม่ไปถึงจุดที่เรียกว่าความสำเร็จ

“ผมว่า การทำธุรกิจในครั้งแรก จะให้ประสบความสำเร็จแบบราบรื่นคงเป็นไปได้ยากมาก แต่สิ่งที่ผมแนะนำ คือต้องมีความพร้อม เปรียบเทียบง่ายๆ อย่างถ้าจะล่านก เราควรมีปืนในมือ นกมาเมื่อไหร่ยิงได้ทันที ครั้งแรกๆ อาจพลาด แต่เรารู้ว่าพลาดเพราะอะไร ครั้งต่อไปก็ตั้งใจใหม่ วันหนึ่งต้องสำเร็จครับ”

สนใจติดต่อ บริษัท ท็อปแวลู คอร์ปอเรท จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 30/119 หมู่ 1 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร 74000 โทรศัพท์ (034) 452-217-8 และที่ เลขที่ 98 อาคารสาทร สแควร์ ชั้น 37 สาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 หรือคลิก http://www.topvalue.com

เกรนเน่ย์-สแน็กพันธุ์ใหม่ ข้าวกล้องไทย “ท้าชน” มันฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

รายงานพิเศษ

พารนี

เกรนเน่ย์-สแน็กพันธุ์ใหม่ ข้าวกล้องไทย “ท้าชน” มันฝรั่ง

“พ่อ-แม่ยุคใหม่ มีการเรียนรู้เรื่องการกิน เรื่องสุขภาพที่ถูกต้อง มากกว่าคนยุคเก่า พวกเขาน่าจะมองหาสินค้าที่ดีให้กับตัวเองหรือกับลูกหลาน และถ้าที่สหรัฐอเมริกาขายได้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย จีน สิงคโปร์ ก็น่าจะขายได้”

แม้เพิ่งจะเดินสายพานการผลิตล็อตแรกไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

แต่หนุ่มเจ้าของผลิตภัณฑ์ “เกรนเน่ย์” กลับได้รับเชิญจากหน่วยงานภาครัฐถึง 2 งานติด ให้เป็น 1 ใน Startup เพียงไม่กี่ราย ที่ได้เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อพรีเซ้นต์สินค้าที่มีอยู่ในมือ

Grainey – เกรนเน่ย์ คือชื่อแบรนด์สแน็กพันธุ์ใหม่ ที่ผลิตจากข้าวกล้องหอมมะลิจากจังหวัดสุรินทร์ นำมาผ่านกระบวนการ “ป๊อป” หรือทำให้พองคล้ายกับข้าวโพดคั่ว แล้วนำมารีดให้เป็นแผ่นบางเฉียบ ก่อนนำไปเคลือบด้วยน้ำผึ้งดอกลำไย ของดีเมืองเชียงใหม่ จากนั้นจึงมาผ่านกระบวนการอบลมร้อนเพื่อไล่ความชื้น เพิ่มความกรุบกรอบและทำให้ไม่เสียง่าย

ขนมเพื่อสุขภาพ

ตัวช่วย-ไม่อ้วน

“ข้าวกล้องหอมมะลิของไทย มีประโยชน์มาก สามารถช่วยลดน้ำตาลในเส้นเลือด แม้นำมาแปรรูปคุณสมบัติหลายอย่างก็ไม่หายไป และให้แคลอรีต่ำ ปริมาตรข้าวกล้อง 20 กรัม ให้แคลอรีน้อยกว่าแอปเปิ้ล 1 ลูก แต่มีไฟเบอร์พอๆ กับแอปเปิ้ล 1 ลูกเลยทีเดียว” คุณโสรัจ มหรรณพกุล ซีอีโอวัย 25 แห่งบริษัท ฟูลเกิล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเกรนเน่ย์ สแน็กทำจากข้าวกล้อง เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนสมุทรปราการ สมัยอยู่ชั้นมัธยมศึกษามีโอกาสได้ทุนไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา เลยศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์

ส่วนกิจการของตัวเอง ที่เพิ่งจะตั้งต้นเมื่อไม่นานมานี้ จุดเริ่มน่าจะเป็นแรงบันดาลใจจากสมัยเรียนอยู่ไฮสคูล

“ตอนอายุ 18 ผมหนัก 130 กิโลกรัม จนครอบครัวอุปถัมภ์ที่อเมริกา ชวนให้ลดน้ำหนัก ด้วยการเล่นกีฬา และปรับการกินให้ถูกต้อง ด้วยความเป็นเด็กติดขนม ผมเลยมองหาอะไรที่กินแล้วไม่อ้วนแทนมันฝรั่งซึ่งกินเป็นประจำวันละ 1 ถุงใหญ่ๆ” คุณโสรัจ เกริ่นที่มา

และว่า หลังจากเสิร์ชหาข้อมูลออนไลน์ จนได้พบ “ไรซ์ป๊อป” ยี่ห้อหนึ่ง เป็นข้าวที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกด้วยการป๊อป คล้ายกับข้าวโพดคั่ว ซึ่งได้การยอมรับเป็นของว่างที่คนเป็นเบาหวานและโรคหัวใจทานได้

อย่างไรก็ตาม ขนมชนิดดังกล่าว ไม่ใช่ทานแล้วช่วยลดน้ำหนัก แต่แค่ทำให้ “ไม่อ้วน” เท่านั้นเอง

และจากการออกกำลังกายควบคู่กับการทานที่ถูกต้อง ยามว่างก็มี “ไรซ์ป๊อป” เป็นขนมคู่กาย

ผ่านไป 6 เดือน คุณโสรัจสามารถลดน้ำหนักตัว จาก 130 กิโลกรัม เหลือ 70 กว่าได้ จนหลายคนไม่เชื่อสายตา

นับจากนั้น ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน กลับเมืองไทยหรือท่องเที่ยวไปตามประเทศต่างๆ

เขาเป็นต้องมี “ตัวช่วย” คลายหิว เป็นขนมชนิดดังว่าติดตัวอยู่ตลอด

เจาะกลุ่มสาวออฟฟิศ

มั่นใจตลาดสดใส

หลังจากจบปริญญาตรี ทำงานประจำได้ไม่ถึงปี จึงมีความคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองมากกว่าเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน

จึงหวนคิดถึงขนมประจำตัว ที่เมืองไทยยังไม่มียี่ห้อไหนทำขาย

ก่อนรวบรวมไอเดียออกมาเป็นชุดความคิด

“พ่อ-แม่ยุคใหม่ มีการเรียนรู้เรื่องการกิน เรื่องสุขภาพที่ถูกต้อง มากกว่าคนยุคเก่า พวกเขาน่าจะมองหาสินค้าที่ดีให้กับตัวเองหรือกับลูกหลาน และถ้าที่สหรัฐอเมริกาขายได้ ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทย จีน สิงคโปร์ ก็น่าจะขายได้”

เมื่อมาพิจารณาเรื่องวัตถุดิบ คุณโสรัจ บอก ยิ่งได้เปรียบ เพราะไทยนับเป็นแหล่งปลูกข้าวพันธุ์ดีไม่น้อยหน้าใคร แต่เรื่องของการแปรรูปยังด้อยอยู่ ที่ผ่านมา แม้มีการแปรรูปสินค้าเกษตรกันไม่น้อย แต่ไม่ใช่การแปรรูปเพื่อแข่งขันระดับโลก ฉะนั้น หากมีการนำข้าวมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้ระดับสากลยอมรับได้ น่าจะเป็นการเปิดตลาดข้าวไทยได้อีกทางหนึ่ง

“ถ้าถามว่าคู่แข่งสินค้าในแบบของผมคือใคร บอกเลยว่าแข่งกับมันฝรั่งทอด ขนมจังก์ฟู้ดทั้งหลาย จะขอเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการกินขนมเพื่อสุขภาพมากกว่ากินตามใจปาก” คุณโสรัจ บอกอย่างนั้น

และยังระบุถึง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของสินค้าในแบบของเขาด้วยว่า ตั้งเป้าไปที่บรรดาสาวออฟฟิศ ที่อยากหุ่นดี แต่ไม่ค่อยมีเวลาให้กับการออกกำลังกาย

“จากสถิติยอดการค้นหาในกูเกิ้ลของผู้หญิง พบว่า ส่วนใหญ่จะถามว่ากินอะไรแล้วไม่อ้วน มากกว่าออกกำลังกายยังไงแล้วไม่อ้วน เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่ค่อยแอ๊กทีฟ จึงมักสรรหาของที่กินแล้วไม่อ้วนมากกว่า ซึ่งในตลาดของกินประเภทนั้นยังไม่มี นอกจากยาลดน้ำหนัก

ขนมตัวนี้ จึงน่าจะตอบโจทย์ของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ต้องย้ำก่อนว่า ไม่ใช่กินแล้วผอม แต่กินแล้วไม่อ้วน และถ้ากินควบคู่ไปกับการออกกำลังกายได้ จะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการทำให้คนกินมีสุขภาพดี” คุณโสรัจ อธิบาย

เป็น Startup

ต้องกล้า-อดทน-ทำใจ

ครั้นแนวคิดเคลียร์ กลุ่มเป้าหมายชัด ว่าที่เจ้าของกิจการ จึงเดินหน้ามองหาโรงงานผลิตโออีเอ็ม แต่ที่ไหนๆ ก็ไม่สามารถทำได้ตรงตามความต้องการ จึงตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศ ไล่ไปตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป เพื่อตระเวนหาเครื่องจักรใช้ในการผลิต

เมื่อได้พบผู้ผลิตตรงตามสเปก จึงสั่งนำเข้ามาในราคาหลักล้านบาท ก่อนทำการผลิตล็อตแรกเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา

แต่กว่าจะได้สินค้าออกมาหน้าตาดีอย่างที่เห็นทุกวันนี้ คุณโสรัจ แอบกระซิบให้ฟัง น้ำตาแทบไหลมาหลายรอบแล้ว

“เจอปัญหามาสารพัด ทั้งขั้นตอนการทำ การบรรจุ หรือแม้กระทั่งการขนส่ง เหมือนฟ้าจะทดสอบนักธุรกิจมือใหม่ ว่าจะอดทนสักแค่ไหน ทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหาให้ต้องแก้ไขกันทุกวันอยู่เลยครับ” คุณโสรัจ บอกยิ้มๆ

แม้จะยังใหม่อยู่มากในการทำธุรกิจ แต่ด้วยแนวคิดและตัวผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจไม่น้อย จึงทำให้คุณโสรัจ ได้รับการติดต่อให้ไปออกบู๊ธเจรจาธุรกิจมาแล้วถึง 2 ครั้ง ทั้งที่เมืองซัวเถา ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น

ซึ่งผลตอบรับจากทั้ง 2 แห่ง เขาบอก อยู่ในขั้นน่าพอใจ แต่ก่อนจะตกลงเป็นหุ้นส่วนกัน ทางนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ขอดูผลประกอบการในประเทศก่อนว่าจะดีมากน้อยแค่ไหน

ระหว่างนี้ เขาจึงต้องหันมาบุกเบิกตลาดในประเทศเพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยตั้งเป้าหมายไปที่ร้านขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ร้านขายของที่ระลึก และห้างโมเดิร์นเทรดชั้นนำ

แต่ด้วยความเป็น “หน้าใหม่” การจะให้ใครรับสินค้าไว้ขายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่คุณโสรัจก็ไม่ย่อท้อหรือหมดหวัง แถมยังคอยให้กำลังใจตัวเองอยู่ตลอด ขนาดชาวต่างชาติยังชื่นชมขนมของเขา ฉะนั้น คงต้องมีผู้บริโภคในบ้านเราชื่นชอบกันบ้างแน่ๆ

“การเป็นสตาร์ตอัพ (Startup) ต้องใจกล้า กล้าลงทุน กล้าเสี่ยง เพราะคุณไม่มีทางรู้เลยว่าธุรกิจที่เพิ่งเริ่มนั้นจะไปไกลแค่ไหน ต้องมีทั้งความอดทน เพราะมันจะเครียด นอนไม่หลับ กังวลของจะขายได้มั้ย หรือขายไปแล้วใช่จะวางใจได้ และต้องทำใจ เพราะจะต้องเจอปัญหาทุกวัน” คุณโสรัจ ฝากส่งท้าย อย่างนั้น

……………

สนใจ เกรนเน่ย์ สแน็กเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์จากข้าวกล้องไทย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ฟูลเกิล จำกัด เลขที่ 172/2 หมู่ 1 ซอยสุขสวัสดิ์ 84 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ 10290 โทรศัพท์ (089) 445-6992 Facebook/graineysnack