โดนใจนักช็อปออนไลน์ เมื่อโรงพักกว่า 100 แห่งในอเมริกา เปิด “ลานจอดรถ” เป็นเซฟ โซน ให้รับส่งสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ของดี อินเตอร์

รัตติกรณ์

โดนใจนักช็อปออนไลน์ เมื่อโรงพักกว่า 100 แห่งในอเมริกา เปิด “ลานจอดรถ” เป็นเซฟ โซน ให้รับส่งสินค้า

สมัยนี้ มีคนมากมายที่ชอบซื้อของ โดยไม่จำเป็นต้อง “เห็นของจริง” แค่เห็นสินค้าผ่านไอจี ผ่านเว็บ ผ่านเฟซบุ๊ก ก็ตัดสินใจซื้อขายกันได้แล้ว แต่ปัญหาหนึ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือ คดีอาชญากรรมที่เกิดจากพวกมิจฉาชีพ ที่ฉวยโอกาสจากธุรกิจซื้อขายออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยม หลอกนัดแนะเหยื่อไปรับส่งสินค้ากันในที่ลับตาคน แล้วปล้นเงิน ปล้นของ โดยที่ผ่านมาที่สหรัฐอเมริกามีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ถึงขนาดว่า ตอนนี้มีโรงพักกว่า 100 แห่งแล้ว ที่ยอมให้ชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่บริเวณ “ลานจอดรถ” ของโรงพักเป็น “เซฟ โซน” หรือพื้นที่ปลอดภัยในการซื้อขาย รับส่งสินค้า หรือชำระเงินค่าสินค้ากัน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพเหล่านี้

มิเชล เวลเลแมน หญิงชาวเมืองจอร์จทาวน์วัย 44 ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้ช่วยผู้บริหารของบริษัทยาแห่งหนึ่ง เผยความรู้สึก หลังจากได้เข้าไปใช้บริการลานจอดรถของสถานีตำรวจในจอร์จทาวน์ เพื่อนัดส่งโต๊ะให้แก่คนซื้อ ที่ติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊กว่า วิธีนี้ช่วยให้เธอ และแม่ของเธอสบายใจขึ้นมาก

“ฉันว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะที่เรามักจะใจเสีย เมื่อต้องไปที่บ้านใครก็ไม่รู้ที่เราไม่รู้จัก และทุกครั้งฉันก็ได้แต่หวังว่า คนที่ฉันจะไปพบน่าจะเป็นคนดี และทุกอย่างคงจะผ่านไปด้วยดี ดังนั้น พอโรงพักมี เซฟ โซน แบบนี้ให้เรา แม่ฉันก็สบายใจขึ้นมาก”

ออนไลน์ เซฟ โซน (Online safe zones) เหมือนที่มิเชลได้เข้าไปใช้บริการมาแล้วนั้น เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการป้องกันคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายของออนไลน์ ซึ่งมักจะเป็นการซื้อขายระหว่างคนแปลกหน้า ซึ่งที่ผ่านมามีคดีเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน

อย่างเช่น เมื่อต้นปีที่รัฐจอร์เจีย ก็มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ประกาศขายรถมัสแตง รุ่นปี 1966 ถูกชายที่นัดแนะมาพบกันเพื่อซื้อรถ ยิงจนได้รับบาดเจ็บ แล้วยังนักศึกษาชายวัย 21 ในรัฐจอร์เจียที่ถูกยิง และถูกปล้นเอาโทรศัพท์มือถือไอโฟนไป โดยชายคนร้ายที่ติดต่อไปว่าอยากจะซื้อไอโฟนของนักศึกษานายนี้ ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีคดีของ นักศึกษาชายวัย 19 ในรัฐอิลลินอยส์ ที่ถูกฆ่าตายจากชายคนร้ายที่ติดต่อไปอ้างว่า ต้องการซื้อรถสปอร์ตที่นักศึกษาชายประกาศขาย

จากคดีต่างๆ เหล่านี้ ทำให้สถานีตำรวจหลายแห่งตื่นตัว และเสนอพื้นที่บริเวณลานจอดรถให้ประชาชนที่ติดต่อซื้อขายกันทางออนไลน์ สามารถมานัดเจอกันเพื่อรับส่งของกันได้ อย่างเช่น สถานีตำรวจในเมืองจอร์จทาวน์ ที่ร้อยตำรวจโทสก๊อต แฮทช์ บอกว่า “ยังไง คนที่ซื้อขายของกันก็ต้องมีการนัดเจอเพื่อส่งของกันที่ไหนสักแห่ง แต่ด้วยความที่พวกเขาไม่เคยรู้ประวัติ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยว่า ใครเป็นยังไง พวกเขาก็สามารถมาที่นี่ อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้รู้สึกอุ่นใจว่า คนที่เขาจะมาพบไม่น่าจะใช่โจร และไม่มาหลอกเอาเงินของเขาไป”

ขณะที่ เจมส์ สปินนี่ย์ หัวหน้าสถานีตำรวจเมืองเคลมส์ฟอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งอุทิศพื้นที่ตรงลานจอดรถเป็นเขตเซฟ โซน สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาบอกว่า “ผมมักจะบอกใครต่อใครเสมอว่า ให้นัดรับส่งของกันตามสถานที่เป็นกลาง (คือไม่ใช่ที่บ้าน หรือสถานที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) และสถานที่ชุมชนที่มีคนอยู่เยอะๆ เพราะถ้าหากใครที่มีเจตนาไม่ดี แน่นอนว่า เขาไม่กล้ามานัดเจอกันที่โรงพักหรอก”

หรือที่สถานีตำรวจเมืองโพสต์ ฟอลส์ ในรัฐไอดาโฮ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เล่าว่า มีคนมา “ปิดจ๊อบ” ซื้อขายสินค้ากันที่ลานจอดรถของโรงพักเกือบทุกวัน สินค้าที่เห็นผู้คนนำมาส่งมอบให้กันก็มีทั้ง เตียง จาน ชามโบราณ หรือแม้กระทั่งสินค้าชิ้นใหญ่ อย่างชุดโต๊ะรับประทานอาหาร

ทั้งนี้สำหรับ มิมี่ ฟิชเชอร์ นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ที่เคยนำหมวกกันน็อคมอเตอร์ไซค์ กรอบรูปฯลฯ ไปส่งให้ลูกค้าที่บริเวณเซฟ โซน ของโรงพักเมืองโพสต์ ฟอลส์ มาแล้วหลายครั้ง บอกอย่างสบายใจว่า “ที่ผ่านมา เคยมีลูกค้าหลายคนมาที่บ้านผมแล้วผมรู้สึกกลัวๆ ทุกครั้ง เพราะเรารู้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจ เพราะผมรู้ว่ามีตำรวจอยู่ใกล้ๆ หากเราต้องการความช่วยเหลือขึ้นมากะทันหัน”

ส่อง 10 ธุรกิจทำเงิน ปีวอก 2559 แค่มีรถปิกอัพก็ทำเงินล้านได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

ส่อง 10 ธุรกิจทำเงิน ปีวอก 2559 แค่มีรถปิกอัพก็ทำเงินล้านได้

ทั้งคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจในปี 2559 และผลสำรวจต่อความรู้สึกของภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจปี 2559 ยังสะท้อนไปทิศทางเดียวกันคือ ยังไม่แน่ใจบ้าง ยังไม่มั่นใจบ้าง หรือไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร และในการสำรวจ พบว่า มีเปอร์เซ็นต์เกินครึ่ง ระบุว่า ไม่รู้ว่าปี 2559 จะทำอาชีพอะไรดี พร้อมกับส่งสัญญาณว่าถนนการค้าปีหน้า น่าจะแข่งขันดุเดือด หรือล้มตายกันไปอีกจำนวนหนึ่ง!

ดังนั้น จะขอนำเสนอผลการสำรวจทางวิชาการจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงธุรกิจทำเงินปี 2559 โดยวิเคราะห์จากยอดขาย ต้นทุน ส่วนต่างของยอดขายต่อต้นทุน หรือเรียกว่ากำไรสุทธิ ความสามารถในการรับผลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และความสอดคล้องกับกระแสนิยม เพื่อเป็นไกด์ไลน์ว่าธุรกิจที่ทำอยู่ควรเปลี่ยน ควรเลิก หรือควรลงทุนอะไร จึงจะเกิดความเสี่ยงทางธุรกิจน้อยที่สุด และไม่ประสบภาวะขาดทุน ล้มละลาย

จากผลสำรวจ พบว่า 10 ธุรกิจที่จะโดดเด่นมากสุด ในปี 2559 คือ ธุรกิจด้านความงามและสุขภาพ และยังเป็นธุรกิจครองแชมป์อันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ตามด้วย 2. ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3. ธุรกิจเครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิว 4. ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว 5. ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต 6. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (เฉพาะเพื่อสุขภาพ) 7. ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 8. ธุรกิจจัดการตลาด (ตลาดนัด ตลาดสดที่รูปแบบทันสมัย ตลาดนัดกลางคืน) ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจที่ 9 คือ ธุรกิจด้านการศึกษา (สถาบันภาษา โรงเรียนติว สถาบันทางด้าน IT) ธุรกิจจำหน่ายและผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์และสมุนไพรธรรมชาติ และ 10. ธุรกิจออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส สนามกีฬา ธุรกิจพลังงานทดแทน/พลังงานหมุนเวียน

ในการสำรวจ ยังพบอีกว่า ธุรกิจโดดเด่นในปี 2559 แต่ไม่ติด 1 ใน 10 ในปี 2558 คือ ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจจัดการตลาด ธุรกิจสถานออกกำลังกาย ธุรกิจพลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ธุรกิจเคยโดดเด่นในปี 2558 แต่กลับไม่ติด 1 ใน 10 ปี 2559 คือ ธุรกิจจำหน่ายและผลิตถุงยาง/ถุงมือตรวจ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจร้านกาแฟ ธุรกิจประมงน้ำจืด และธุรกิจจำหน่ายบิ๊กไบค์

เมื่อวิเคราะห์ลึกลงในแต่ละธุรกิจที่โดดเด่นในปีหน้า จะสังเกตเห็นได้ว่า ล้วนเป็นธุรกิจที่รองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีสังคม และการพัฒนาเทคโนโลยีและการเกิดนวัตกรรม เริ่มจากธุรกิจด้านความงามและสุขภาพ ที่ยังครองธุรกิจทำเงินต่อปี รวมกันไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท เจ้าของธุรกิจด้านนี้ ระบุว่า รายได้โตได้ปีละ 40-50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะกระแสการให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและการดูแลความงามยังมีอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมในการดูแลเรื่องผิวพรรณ หน้าตา มีมากขึ้น การแข่งขันคิดค้นสินค้าหรือบริการจึงมีความหลากหลาย ทั้งการบริการทางการแพทย์และความงามแบบไทยๆ ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในเรื่องมีคุณภาพดีและราคาไม่แพงในสายตาชาวต่างประเทศ เทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมที่ทันสมัยออกมาเสริมแข่งขันให้เห็นทุกวัน

ตอนนี้ไม่ว่าจะเข้าโรงพยาบาลชั้นนำในเมืองไทยแห่งใด จะเห็นผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ เป็นชาวต่างชาติกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งปีหน้าจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะยิ่งเห็นเพื่อนบ้านข้ามมาใช้บริการอีกมาก ประเมินกันเพียง 2-3 ปีต่อจากนี้ ธุรกิจความงามและดูแลสุขภาพของไทยจะสูงเกิน 200,000 ล้านบาท จากข้อมูล สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ กับไทย พบว่า ไทยมีคนไข้ชาวต่างชาติต่อปี ประมาณ 1.4 ล้านคน ส่วนสิงคโปร์ มีประมาณ 600,000 คน มองว่าสถิติชาวต่างชาติเข้ารับบริการในไทยจะเกินกว่าปีละ 1 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท ต่อปี

จากข้อมูลข้างต้น มองว่านั่นเป็นโอกาสของรายใหญ่ แต่จากพฤติกรรมใส่ใจต่อสุขภาพ ทำให้คนยอมจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อให้ชีวิตยืนยาวแบบมีสุขภาพ จึงมีส่วนสำคัญผลักดันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความงามเติบโตตามไปด้วย ทั้งการขายเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยหรือชะลอวัย (Anti Aging) บางยี่ห้อเปิดเผยว่า ยอดขายโตหลายเท่าตัว เฉพาะครีมบำรุงผิวหน้าต่อปีคนไทยใช้กันถึง 50,000 ล้านบาท

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์เชิงสมุนไพรธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ก็ไม่น้อยหน้ากว่ากัน เมื่อดูตัวเลขการยื่นขอจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตในไทยหรือนำเข้าจากต่างประเทศ หรือรับจ้างผลิตให้ต่างชาติ แล้วนำกลับเข้ามาขายในไทยอีกรอบ เพื่อให้ดูว่าเป็นสินค้านอก หวังสร้างอิมเมจสินค้า เป็นอีกตลาดที่มีมูลค่าการใช้ต่อปีเกิน 90,000 ล้านบาท และเติบโตถึง 2 เท่าของการขยายตัวทางจีดีพีในแต่ละปี

ส่วนการผุดเป็นดอกเห็ด ของตลาดนัด ตลาดสดโฉมใหม่รูปแบบทันสมัย ตลาดนัดกลางคืน ถึงขนาดที่รัฐบาลปิ๊งไอเดีย สั่งการให้ทุกกระทรวงใช้ช่องทางตลาดนัดตลาดชุมชนเป็นช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีแหล่งขายเพิ่มและจุดระบายของท้องถิ่น แม้จะยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่าเงินสะพัดผ่านธุรกิจตลาดต่างๆ นั้นเท่าไหร่กันแน่ แต่จะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงาน ทุกซอกซอย จะพบตลาดนัดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ก็เป็นผลจากคนไทยหันไปเป็นคนเมือง และคนตกงาน ก็สามารถยึดอาชีพนี้ได้ เพียงแสวงหาสินค้าที่โดนใจผู้ซื้อ และตามเทรนด์แฟชั่นความนิยมให้ทันเพียงเท่านั้นพอ

ยิ่งในปี 2559 จะเห็นรูปแบบตลาดชุมชนในต่างจังหวัดแข่งกันเปิดตัวคึกคัก ผลจากที่รัฐบาลมองว่าเห็นโอกาสขยายตลาด จะเอื้อให้สถานที่และธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยวท้องถิ่นบูมตาม จึงไม่แปลกที่จะส่งผลดีถึงธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการประกันภัยและประกันชีวิต ดีตาม

ยิ่งปีหน้ามีปัจจัยบวกหลายอย่างที่จะดีต่อผู้ประกอบการคือ ราคาน้ำมันโลกมองว่ายังต่ำ ราคาอาจเห็น 25 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล ขนส่งขนาดเล็กขนาดน้อย การเปิดช่องทางขายรูปแบบตลาดนัดตลาดชุมชน ทั้งนี้ สอดรับกับการพัฒนาเมือง การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในพื้นที่ต่างๆ น่าจะทำให้ความต้องการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น หรือการที่ผู้ค้าส่งรายใหญ่มีบริการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าถึงบ้าน ทำให้ความต้องการใช้บริการขนส่ง ยิ่งหาเงินได้คล่องมือกับอาชีพค้าขาย

อีกอาชีพที่อยากจะแนะนำคือ การนำเข้าหรือประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ประยุกต์ใช้การสื่อสารคลื่นความถี่ 4จี และรองรับนโยบายรัฐบาลผลักดันประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งน่าจะเติบโตไปพร้อมๆ กับธุรกิจสถาบันภาษา โรงเรียนติว สถาบันทางด้านไอที

เหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่ท้าทายในปีหน้า…และหลายธุรกิจแค่มีรถกระบะคันเดียว เป็นทุนตั้งตัว ก็น่าจะทำเงินได้ เช่น การขายของตามตลาดนัดตลาดชุมชน หรือผลิตสินค้าวางขายบนออนไลน์ จัดส่งด้วยตนเอง เป็นต้น

หากจะฉายภาพให้ชัดๆ คือ เมื่อสังคมไทยไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด กลายเป็นสังคมเมือง วิถีแบบเดิมๆ ลดลง คนต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ต้องการอะไรที่เร็วขึ้น ขนาดครอบครัวเล็กลง และนิยมเดินทางกันมากขึ้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะคิดทำอาชีพอะไร หากตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองได้ ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง…

บูติก โฮเต็ล ธุรกิจที่ลูกค้ามีกำลังซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

บูติก โฮเต็ล ธุรกิจที่ลูกค้ามีกำลังซื้อ

ช่วงไม่กี่ปีมานี้บ้านเรามี บูติก โฮเต็ล เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทำให้ผู้คนในสังคมรู้จักบูติก โฮเต็ล มากขึ้น ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ทีเดียว

คุณวรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ (น้องชายของนักการเมือง คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์) เจ้าของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ แบงคอค (SAMSEN 5 LODGE BANGKOK) ถือเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมบุกเบิกบูติก โฮเต็ล ในกรุงเทพฯ และเป็นตัวอย่างสตาร์ตอัพอีกรายที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้การตลาดบนโลกโซเชียลมีเดียเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งผลให้บูติก โฮเต็ล ขนาด 3 ห้องที่ปรับปรุงจากโรงรถเก่าในซอยสามเสน 5 ถนนสามเสน เขตพระนคร ของเขากลายเป็นที่พักยอดนิยมจนได้รับการกล่าวขานอย่างมากในโลกออนไลน์ และเจ้าตัวยังได้ชื่อว่าเป็นกูรูด้านบูติก โฮเต็ล ของประเทศไทย

ชูจุดขาย “สถาปัตยกรรมสีเขียว”

ความสนใจในเรื่องบูติก โฮเต็ล ของเขาส่วนหนึ่งเพราะอาชีพสถาปนิกที่เจ้าตัวทำงานอยู่ โดยเป็นเจ้าของ Supergreen Studio ซึ่งทำงานออกแบบอาคารประหยัดพลังงานในแนว Green Passive Sustainable และยังสอนที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รวมถึงบรรยายพิเศษเรื่องสถาปัตยกรรมประหยัดพลังงานให้กับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง และที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันยังเปิดคอร์สอบรมเฉพาะเรื่องบูติก โฮเต็ล ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมไปแล้วหลายพันคน

คุณวรพันธุ์ เล่าถึงการเข้าทำธุรกิจบูติก โฮเต็ล ว่า เริ่มจากเมื่อปี 2552 ที่ตระเวนหาที่เช่าทำออฟฟิศแนวกรีน เมื่อมาเจอที่ซอยสามเสน 5 เป็นโรงรถว่างให้เช่า จึงเช่ามาทำออฟฟิศแล้วที่เหลือเลยทำบูติก โฮเต็ล โดยเน้นหลักคิด “สถาปัตยกรรมสีเขียว” ที่ประกอบไปด้วยสายลม แสงแดด พร้อมชูสโลแกน “อยู่แล้วเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์” อันเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์โรงแรมประหยัดพลังงาน

สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ แบงคอค มี 3 ห้องพัก 3 สไตล์ แต่ละห้องมีพื้นที่เปิดรับลมและแสงได้ตามธรรมชาติ มีการจัดสรรพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ด้านหน้าของโรงแรมไปจนถึงสวนหย่อมเล็กๆ ในพื้นที่เปิดโล่งระหว่างห้องพัก เพื่อให้อากาศถ่ายเทและสร้างความผ่อนคลายภายในพื้นที่จำกัด แต่ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสได้ถึงธรรมชาติรอบตัว

“จุดเด่นของห้องพักที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ คือ เป็นที่พักในย่านเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และเรื่องอาหารการกิน ที่สำคัญ เป็นการใช้พื้นที่ขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ความมีเสน่ห์แบบเอเชีย โดยการออกแบบที่ทำให้ห้องอยู่สบาย ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ห้องทุกห้องเย็นสบาย น่านั่งเล่นมาก เป็นตัวอย่างของการออกแบบภายใต้เงื่อนไขจำกัด สไตล์จิ๋วแต่แจ๋ว”

คุณวรพันธุ์ ย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของสตาร์ตอัพที่เขาเองต้องเจอะเจอว่า ความยากตอนเริ่มต้นคือต้องหาจุดขายให้ถูก ต้องค้นคว้าข้อมูล เมื่อรู้แล้วต้องกล้าทำสิ่งที่แตกต่าง ต้องมีความเชื่อในจุดขายที่ไม่เหมือนใคร ความยากอีกอย่างคือ การกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะธนาคารไม่รู้จักธุรกิจประเภทนี้ ที่อาจจะทำในทำเลไม่ดี ธนาคารจะไม่เข้าใจว่าจุดขายที่ดีเป็นเช่นไร

เขาใช้เงินลงทุนในการทำบูติก โฮเต็ล แห่งนี้ ประมาณ 500,000 บาท โดยไม่ได้กู้ธนาคาร และสามารถคืนทุนได้ในช่วงปีแรก ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า จำเป็นต้องทำให้คืนทุนในปีแรก เพราะสัญญาเช่าแค่ 3 ปี

สาเหตุหนึ่งที่ลงทุนไม่มาก คุณวรพันธุ์ อธิบายว่า มาจากหลายสาเหตุ ประการแรกครอบครัวเคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน มีประสบการณ์ รู้อะไรที่ลงทุนแล้วขายได้กำไรกลับมาเร็ว และด้วยความที่เป็นสถาปนิกเอง จะเห็นได้ว่างานก่อสร้างของห้องพักไม่เรียบร้อย ดูไม่มีความเนี้ยบ แต่มีความหยาบแบบเท่ อันเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง โดยมุ่งไปที่การเป็น “โรงแรมประหยัดพลังงาน” ซึ่งปรากฏว่ามีเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

โซเชียลมีเดียทำธุรกิจเติบโต

เขาให้ข้อมูลด้วยว่า บูติก โฮเต็ล หลายแห่งในบ้านเรา ลงทุนแพงเกินความจริงไปเยอะ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ เลือกใช้วัสดุที่หาซื้อได้ทั่วไปและราคาไม่แพง หรือไม่ก็นำของเก่ามาตกแต่ง เช่น เสาเตียง พร้อมกันนั้นยังเปลี่ยนจุดด้อยของห้องพักให้เป็นจุดเด่น อาทิ การตกแต่งให้ห้องขนาดเล็กที่สุดเป็นห้องสำหรับคู่รัก (Lover”s Room)

“หัวใจหลักของบูติก โฮเต็ล อย่างแรกคือ จุดขายที่ดี สำคัญที่สุด ต้องให้ประสบการณ์ที่ใหม่กับลูกค้า ส่งมอบคุณค่าที่เขาปฏิเสธไม่ได้ จริงๆ จุดขายอันที่ 2 คือ การตลาด เพราะเราแข่งกับคนที่เงินทุนเยอะ แต่เราแข่งด้วยความคิด ไม่ได้แข่งด้วยเงิน ฉะนั้น เวลาทำของแปลกออกมา ต้องสามารถสื่อสารกับลูกค้าให้ตรงกลุ่ม บางครั้งคุณอาจจะทำของที่ไม่มีใครต้องการ แต่คุณต้องสร้างดีมานด์ ต้องสอนให้ได้ว่าเพราะอะไรเขาจึงต้องใช้สินค้าและบริการนี้ อีกอย่างคือ ต้องรักษาคุณภาพ”

สำหรับการสร้างจุดขายนั้นบางคนอาจจะตั้งคำถามว่า จำเป็นต้องมีความแปลกไหม ประเด็นนี้ คุณวรพันธุ์ แจงว่า ที่ผ่านมายึดหลัก “Uniqueness is best marketing” ทั้งนี้ ถ้าลงทุนในพื้นที่ห่างไกลจุดเด่นแปลกใหม่ก็มีความสำคัญ แต่สำหรับสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ ที่มีการลงทุนในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม สามารถขายได้อยู่แล้ว แม้จะเป็นจุดเด่นเดิมๆ แต่ทำให้มีมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดขายคลาสสิก

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก เขาเน้นการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งรู้กันอยู่ว่าแทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ขณะที่ห้องพักของเขามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

“โชคดีที่ยุคสมัยนี้มีโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ที่มีอิทธิพลมากต่อคนไทย เวลานี้ใครไปที่ไหนก็อยากจะถ่ายรูปมาอวดพรรคพวกว่าได้ไปสถานที่ใหม่ๆ ที่ไหนมาบ้าง เป็นการค้นหาของแปลก และสร้างตัวตนขึ้นมา มีการค้นหาที่พักแปลกๆ เมื่อไปนอนก็โพสต์แชร์ให้เพื่อนๆ ดู เท่ากับช่วยเปิดกว้างให้กับธุรกิจบูติก โฮเต็ล รวมทั้งการมีสายการบินต้นทุนต่ำด้วย” คุณวรพันธุ์ กล่าวและว่า ได้ใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ามาตลอด ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโรงแรม ไปจนถึงเว็บบุ๊กกิ้งยอดนิยมอย่าง tripadvisor.com และ hostelworld.com เว็บไซต์ของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ คือ http://www.samsen5lodgebangkok.com Facebook : เปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นบูติกโฮเทล

เขาพูดถึงการแข่งขันในตลาดบูติก โฮเต็ล ว่า เป็นการแข่งขันที่สูงมาก แต่เป็นตลาดที่ลูกค้ามีศักยภาพสูง มีการศึกษา รสนิยม และเปิดสำหรับคนที่มีสินค้าดีๆ เสมอ ในภาพรวมตลาดยังสดใสไปได้ดี ขอให้ทำของที่ดีจริงมีเอกลักษณ์ และเผยแพร่วัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทย แต่ปัญหาที่คนทำบูติก โฮเต็ล ประสบคือ จุดขายไม่ดีจริง แต่เจ้าของคิดว่าดี อีกทั้งมีการวางระบบการจัดการไม่ดีทำให้ไปไม่รอด ทำการตลาดไม่เป็น

“ห้องพักของผมเต็มตลอด โดยราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไปถึง 3,000 บาท มีทั้งลูกค้าต่างชาติและไทย แบ่งเป็นต่างชาติ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือครึ่งหนึ่งเป็นคนไทยและชาติในอาเซียน ผมเองก็มีแผนจะขยายธุรกิจไปที่ย่านเยาวราชกับเจริญนคร ผมคิดว่าบูติก โฮเต็ล ในบ้านเรายังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ธุรกิจนี้เพิ่งเริ่มและจะไม่มีวันอิ่มตัวเพราะบูติกดีๆ ทำยาก ไม่ใช่ใครก็ทำได้ และประเทศไทยจะเป็นเมืองหลวงบูติกโลกในอนาคต ถ้ามีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ โดยเปลี่ยนที่พักพวกโฮมสเตย์เป็นบูติกให้หมด ของไทยเราสู้ต่างประเทศได้สบาย เพราะคนไทยเป็นคนละเอียด ชอบดูแลคน ยืดหยุ่น เหมาะกับการทำธุรกิจนี้ที่สุด”

แนะออกกฎหมายคุม

คุณวรพันธุ์ บอกอีกว่า ปัจจุบันคนไทยมีความเข้าใจธุรกิจบูติก โฮเต็ล มากขึ้น ขณะที่แต่ก่อนคนไทยส่วนใหญ่มักนิยมนอนอยู่โรงแรมหรู นอนแต่โรงแรมสแตนดาร์ดกัน แต่เดี๋ยวนี้หันมานอนโรงแรมบูติกมากขึ้น ซึ่งในส่วนของห้องพักที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ ถ้าเทียบกับทั่วไป ราคาต่อห้องจะถูกกว่าเล็กน้อยเพราะสามารถบริหารต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งได้

ในส่วนของการบริหารจัดการที่ทำให้ต้นทุนถูกและดีที่สุดนั้น เขาใช้วิธีคิดที่ว่า คือทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น สิ่งแวดล้อมและทุกคนรอบข้าง ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกัน เขาจึงจ้างแม่บ้านทำความสะอาดเป็นรายวันแทนพนักงานประจำ และอุดหนุนธุรกิจรายย่อยในละแวกเดียวกันเพื่อกระจายรายได้ไปสู่คนบ้านใกล้เรือนเคียง จ้างทำกับข้าว จ้างบ้านนี้ซักผ้า จ้างวินมอเตอร์ไซค์ส่งแขก

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ เขาให้คำแนะนำในส่วนภาครัฐว่า ควรมีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครอง ควบคุม และสนับสนุนธุรกิจที่พักบูติกขนาดเล็กของเอสเอ็มอีที่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุม ทั้งที่หลายแห่งสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทำให้ธุรกิจนี้ไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยควรเป็นการออกแบบกฎหมายเพื่อบังคับใช้เฉพาะพื้นที่ เช่น ในพื้นที่อนุรักษ์ ในพื้นที่ธรรมชาติ ในย่านเมืองหนาแน่น ส่วนพื้นที่ปกติก็ให้ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.โรงแรมฉบับเดิม

สำหรับการเปิดอบรมเรื่องบูติก โฮเต็ล เจ้าของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ บอกดีมาก ช่วง 5 ปีมานี้ อบรมไป 17 ครั้ง คนเรียนผ่านไปกว่า 3,500 คน และจะเปิดอบรมอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมกราคมนี้ ที่ผ่านมา มีคนอบรมแล้วไปทำบูติก โฮเต็ล ประมาณ 200 กว่าราย ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบูติก โฮเต็ล เป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ยากที่สุด ในบรรดาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ นายหน้าค้าที่ดิน ซื้อใบจองขายใบจอง บูติก โฮเต็ล ทำยากที่สุด แต่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด

สาเหตุที่ทำยากที่สุดเพราะใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ และใช้จุดขายเยอะมาก ต้องใช้วิธีการทำการตลาดเยอะ โปรดักต์ต้องเด่นจริงๆ แตกต่างจากโปรดักต์อื่นๆ ที่มักแข่งกันด้วยราคา และแข่งกันที่ทำเลทอง แต่บูติก โฮเต็ล สามารถเปิดโอกาสให้ทำได้แม้ในทำเลที่ไม่ดี

ทั้งหมดนี้ คงทำให้ได้เห็นกันแล้วว่า สตาร์ตอัพนั้นลงทุนไม่มาก แต่สินค้าและบริการนั้นต้องโดดเด่นโดนใจลูกค้า และใช้โซเชียลมีเดียให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

“DOCTOR TONY CLINIC” ชูเครื่องสำอาง สร้างตัวแทนจำหน่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

สุขภาพความงาม

มีนา

“DOCTOR TONY CLINIC” ชูเครื่องสำอาง สร้างตัวแทนจำหน่าย

“การแข่งขันสูงจริง แต่ไม่เคยคิดลดราคาผลิตภัณฑ์ เพราะเราเชื่อว่า ราคาไม่ใช่คำตอบทำให้ลูกค้าเลือก แต่ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต่างหากที่ลูกค้าให้ความสำคัญ”

“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ยังคงใช้ได้ทุกยุคสมัย โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้หญิง ดังจะเห็นได้ในวันนี้มีสถาบันความงาม ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เกิดขึ้นหลากแบรนด์ หลายชนิด เพื่อตอบโจทย์ความสวย

“DOCTOR TONY CLINIC” คลินิกดูแลความงามครบวงจร เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ก้าวเข้ามาในตลาดจนเติบโตมีผู้เข้าใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ พร้อมๆ กับแตกไลน์ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางเข้ามาตอบโจทย์คนวัยตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป

สวยงามสร้างมูลค่า

เติบโตรุดหน้าตลอด

นายแพทย์วรพล สุขีวัฒนา ผู้ก่อตั้ง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังให้กับโรงพยาบาลและคลินิกมาแล้วถึง 4 แห่ง นอกจากนั้นยังเป็นวิทยากรและอาจารย์สอนเทคนิคการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ให้แก่แพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายแพทย์วรพล เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการแพทย์ให้กับบริษัทผู้ผลิตโบท็อกซ์รายใหญ่ในโลก จนกระทั่งมีประสบการณ์ความรู้มากพอ จึงก่อตั้ง DOCTOR TONY CLINIC เป็นของตนเอง จนบัดนี้สามารถเติบโตมีจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการ ทั้งคนไทยในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมไปถึงหญิงสาวในแถบเอเชีย อย่างประเทศลาว ที่เดินทางมาใช้บริการเฉลี่ยปีละประมาณ 1 ครั้ง กับยอดใช้บริการเฉลี่ยต่อคนราว 100,000 บาท

ด้วยชื่อเสียงสั่งสมมานานราว 5 ปี ทั้งการให้บริการในส่วนของคลินิก และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาเพื่อจัดจำหน่าย เริ่มได้รับความนิยม กอปรกับนายแพทย์วรพลเล็งเห็นว่า ตลาดเครื่องสำอางในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ มีมูลค่าตลาดรวม 2.1 แสนล้านบาท และแบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออก 40 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะกับผลิตภัณฑ์ความงามกลุ่ม “สกินแคร์” ถือเป็นตลาดใหญ่อันดับต้น

ความเติบโตนี้ทtยานขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหากนับจากนี้ไปอีก 5 ปี คือในปี 2563 มูลค่าตลาดจะเติบโตกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งมีโอกาสขยายตัวไปกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งตลาดอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในประเทศไทย ในกลุ่มสกินแคร์ มีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อผิวขาวถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั่วไป 43 เปอร์เซ็นต์ และผลิตภัณฑ์บำรุงแบบให้คุณประโยชน์เฉพาะ 9 เปอร์เซ็นต์

บุกตลาดผลิตภัณฑ์

เปิดโอกาสสร้างตัวแทน

โอกาสที่มองเห็นจากความเติบโตนี้ ส่งผลให้ DOCTOR TONY CLINIC รุกตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นมารองรับตลาดทั้งหมด 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ไวท์เทนนิ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดคนไทยและเอเชียมีความต้องการสูงสุดโดยผู้ใช้ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัย 20 ปีขึ้นไป 2. กลุ่มลดริ้วรอย ที่จะสามารถเจาะผู้ใช้วัย 30 ปีขึ้นไปได้ 3. คลีนเซอร์ 4. แฮร์แคร์ สำหรับผู้มีปัญหาเส้นผม หนังศีรษะ และกลุ่มที่ 5. ดูแลรักษาสิว เหมาะกับวัย 13 ปีขึ้นไป

สำหรับสินค้านำร่องติดอันดับขายดี ได้แก่ 1. Rescue Me Cream Mask มาส์กเนื้อครีมพอกหน้า 2. Brightening Serum ซีรั่มสูตรเข้มข้นจากเกาหลี ลิขสิทธิ์เฉพาะ DOCTOR TONY และ 3. Wrinkle Cream ครีมลดเลือนริ้วรอย

กับการผลิตผลิตภัณฑ์นี้ นายแพทย์วรพล ว่า ได้คิดสูตรเฉพาะขึ้นมา โดยเลือกส่วนผสมคุณภาพ จากนั้นจัดจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญได้มาตรฐานผลิตให้ โดยมุ่งเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงเป็นหลัก

สำหรับราคาขายผลิตภัณฑ์เริ่มต้น 600 บาท ไปจนถึง 1,900 บาท โดยปัจจุบันวางจำหน่ายภายในคลินิกของตนเอง กำรายได้เดือนละหลักแสนบาท

จากการทำตลาดขายเอง ทั้งวางจำหน่ายในร้าน และผ่านโซเชียลมีเดีย อย่าง เฟซบุ๊กที่มียอดไลก์สูงถึง 400,000 ไลก์ โดยกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่คือผู้ใช้บริการในคลินิก ที่ต่อมาเป็นกระบอกเสียงบอกต่อ จึงเห็นช่องทางเติบโตด้วยวิธีผ่านตัวแทนจำหน่าย

“ที่ผ่านมา ลูกค้าของคลินิกจะมีกลุ่มคนต่างจังหวัดด้วย ตรงนี้จึงมองเห็นโอกาสกับการขยายผ่านตัวแทนจำหน่าย ซึ่งผมคาดไว้ในเบื้องต้น 10 ราย โดยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ 5 ราย และต่างจังหวัด 5 ราย เพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่สามารถเดินทางมาคลินิกบ่อยๆ ได้”

อาชีพเสริมทำได้

หรือจะให้เป็นหลัก

สำหรับวงเงินการลงทุนกับการเป็นตัวแทนจำหน่าย นายแพทย์วรพลตั้งไว้เริ่มต้นกับรูปแบบที่ 1 เพียง 20,000 บาท โดยรับส่วนลดค่าผลิตภัณฑ์ 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลูกค้านำไปทำกำไรต่อได้ เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างอาชีพเสริม หรือแม้แต่ผู้เป็นนักเรียน นักศึกษา แม่บ้าน

ในกรณีผู้มีหน้าร้านเปิดจำหน่ายเครื่องสำอางอยู่แล้วก็สามารถรับไปจำหน่ายได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้จะมาเป็นตัวแทนจำหน่ายต้องผ่านกระบวนการอบรมก่อนขาย เพื่อเรียนรู้รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีดูสภาพผิว และการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับผิวหน้าของผู้ใช้ โดยระยะเวลาฝึกอบรมเพียงครึ่งวันก็สามารถนำองค์ความรู้ไปดำเนินธุรกิจได้

ปัจจุบัน การซื้อขายผ่านโลกโซเชียล เป็นหนึ่งในความนิยมของผู้บริโภค นายแพทย์วรพล จึงมองว่าช่องทางดังกล่าวเป็นช่องทางที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ให้ผลค้าขายดี ซึ่งตัวแทนจำหน่ายสามารถใช้วิธีนี้ได้

เมื่อธุรกิจรุดหน้า สามารถขยายสู่การลงทุนสูงขึ้นในรูปแบบที่ 2 กับงบการลงทุน 50,000 บาท รับส่วนลด 40 เปอร์เซ็นต์ หรือจะเลือกลงทุนรูปแบบที่ 3 งบลงทุน 100,000 บาท รับส่วนลด 50 เปอร์เซ็นต์

แม้ธุรกิจนี้การแข่งขันจะสูง แต่ทว่าการสร้างโปรดักต์คุณภาพ ย่อมส่งผลให้ตลาดเกิดการยอมรับ ยิ่งการันตี แพ้ยินดีรักษาให้ฟรีในคลินิกโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ จุดนี้สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ

“การแข่งขันสูงจริง แต่ไม่เคยคิดลดราคาผลิตภัณฑ์ เพราะเราเชื่อว่า ราคาไม่ใช่คำตอบทำให้ลูกค้าเลือก แต่ผลิตภัณฑ์คุณภาพดีต่างหากที่ลูกค้าให้ความสำคัญ เพราะนี่มันเกี่ยวกับร่างกายของเขา”

นายแพทย์วรพล ยังกล่าวต่อถึงแผนดำเนินงาน “ในปีหน้า (2559) เป็นต้นไป วางแผนสร้างยอดขายให้โตปีละ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น จึงต้องให้ความสำคัญกับการสร้างตัวแทนจำหน่าย และด้านประชาสัมพันธ์ โดยจัดตั้งทีมขึ้นมาดูแลโดยตรง ซึ่งการประชาสัมพันธ์นี้จะมองไปถึงโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นช่องทางเข้าถึงกลุ่มคนยุคปัจจุบัน”

อนาคต นายแพทย์วรพล ยังวางแผนเปิดรับตัวแทนจำหน่ายเพื่อก้าวเข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศเออีซี โดยอาจเริ่มต้นที่ประเทศลาว “ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าผู้มีฐานะทางการเงินดีของประเทศดังกล่าวนี้เดินทางมาใช้บริการในคลินิก เฉลี่ยคนละ 1 ครั้ง โดยใช้งบบริการประมาณ 100,000 บาท ไม่เพียงเท่านั้น เขาเหล่านี้ยังซื้อผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะมาส์กพอกหน้ากลับไปใช้และเป็นของขวัญของฝาก ครั้งละนับ 10 กระปุก” คำกล่าวทิ้งท้าย ถึงโอกาสก้าวสู่ความเติบโตของ DOCTOR TONY CLINIC

สนใจติดต่อธุรกิจ เดินทางไปได้ที่ DOCTOR TONY CLINIC สาขาเดอะคริสตัล พาร์ค ถนนเลียบด่วน-รามอินทรา หรือ http://www.doctorclinic.com, http://www.facebook.com/dr.tonybeautyexpert, ID LINE : doctortonyclinic, Call Center (084) 432-9889

เทรนด์ความงาม ปี 2016

นายแพทย์วรพล สุขีวัฒนา เจ้าของ DOCTOR TONY CLINIC เผยเทรนด์ความงามปี 2016 ยังคงเป็นแนว Naked Face หรือที่เรียกว่า ความงามแบบเปลือยผิว เพื่อโชว์เท็กซ์เจอร์ผิวสวย แต่งหน้าอ่อนๆ ฉะนั้น ผิวที่จะโชว์ได้ต้องไม่มีริ้วรอย รูขุมขนไม่กว้าง ไร้กระฝ้าจุดด่างดำ ไม่มีหลุมสิว ไม่มีร่องแก้ม

ดังนั้น การดูแลผิวด้วย สกิน บูสเตอร์ (Skinboosters) จะเป็นเทคนิคหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการของเทคโนโลยี Non Animal Stabilize Hyaluronic Acid หรือ NASHA ที่ทำให้เจลไฮยาลูโรนิคแอซิด ฉีดกระจายทั่วใบหน้า

เสน่ห์ของดวงตา แบบ Angel eyes คือรอบดวงตาที่เรียบเนียน ไม่ดำคล้ำ ไร้ริ้วรอย ดูกระชับ เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่จะมาแรงในปี 2016 สำหรับเทคนิคที่จะได้รับความนิยม ได้แก่ HA และ Botox

การทำแก้มลูกส้มเป็นหน้ารูปหัวใจ หรือเรียกว่า Heart Shaped Face ก็เป็นรูปหน้าที่อยู่ในเทรนด์ 2016 พร้อมทั้งความนิยมทำผิวหน้าให้กระชับ ไม่มีเหนียงใต้คาง ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ด้วยการทำโปรแกรม ThermiRF (เทอร์มิอาร์เอฟ)

โชว์ ดีซี ทุ่มงบพันล้าน เปิดแหล่งแฮงเอาต์สุดฮิป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ทำมาค้าขายในตลาดนัด

ดวงกมล

โชว์ ดีซี ทุ่มงบพันล้าน เปิดแหล่งแฮงเอาต์สุดฮิป

นับเป็นครั้งแรกของสถานที่ค้าปลีกและสถานบันเทิงรูปแบบใหม่ รวบรวมร้านค้าสุดชิก ร้านอาหาร และร้านเครื่องดื่มที่หลากหลาย พร้อมด้วยแหล่งเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มาไว้บนพื้นที่ 14 ไร่ ทำเลย่านพระราม 9 สำหรับ “โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า” (ที่จัดการแสดงกลางแจ้ง) และ “ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” (ตลาดคอนเทนเนอร์) ดำเนินการภายใต้ บริษัท โชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด รวมมูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท

มาแฮงเอาต์ใจกลางเมือง

เปิดโอกาสนักธุรกิจหน้าใหม่

คุณชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท โชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด ให้ข้อมูลว่า ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 1,100 ล้านบาท บนพื้นที่ใช้งานรวม 30,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ 2 ส่วนหลักคือ “โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” แหล่งแฮงเอาต์สุดฮิปสำหรับทุกๆ คน ที่สำหรับมาเพลิดเพลินกับสุดยอดการแสดงบนเวที และที่ซึ่งครอบครัวและเพื่อนสามารถมาทานอาหาร ซื้อของ ช็อปปิ้ง หรือพบปะสังสรรค์กันในบรรยากาศจรรโลงใจ เต็มไปด้วยงานศิลปะแนวสตรีตอาร์ต

สำหรับ “โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” แบ่งเป็นพื้นที่ 2 ส่วนหลัก ได้แก่

1. โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร สำหรับจัดงานอีเว้นต์ คอนเสิร์ต และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทุกรูปแบบ ทุกเทศกาล จุผู้ชมได้มากถึง 30,000 คน ที่จอดรถยนต์และรถตู้มากถึง 1,200 คัน และรถบัสถึง 100 คัน สามารถรองรับการแสดงได้ตั้งแต่ ขนาดเล็ก (S) (ผู้ชมประมาณ 3,000 คน คาดว่าจะมีทุกสัปดาห์) ขนาดกลาง (M) (ผู้ชมประมาณ 10,000 คน คาดว่าจะมีทุกเดือน) ขนาดใหญ่ (L) (ผู้ชมประมาณ 30,000 คน คาดว่าจะมีทุกๆ 3 เดือน)

2. ครีเอทีฟ มาร์เก็ต พื้นที่ตลาดแนวสร้างสรรค์ในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ พื้นที่ขนาด 20,000 ตารางเมตร รวมกว่า 500 ร้านค้าหลากหลายโซน ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์พืชผักผลไม้ออร์แกนิก ราคาพิเศษขายตรงโดยชาวไร่ชาวสวน

โดย ครีเอทีฟ มาร์เก็ต แบ่งเป็น เดลี่ มาร์เก็ต เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 11.00-24.00 น. ประกอบไปด้วย ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม ร้านกาแฟและเบเกอรี่ และ วีคเอ็น มาร์เก็ต เปิดทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ตั้งแต่ 16.00-24.00 น. ประกอบไปด้วย รถอาหาร ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ผัก ผลไม้ จากชาวไร่ชวนสวน และตลาดผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก รวมไปถึง ร้านเสื้อผ้า ร้านผลิตภัณฑ์และเฟอร์นิเจอร์จากสินค้าธรรมชาติ

นอกจากนี้ ครีเอทีฟ มาร์เก็ต ยังจัดสรรพื้นที่สำหรับศิลปินและคนรุ่นใหม่ได้แสดงความสามารถในรูปแบบ “สตรีตอาร์ต” ที่หมุนเวียนกันมาสร้างสีสัน พื้นที่ให้สมาชิกในครอบครัวได้มาสังสรรค์ และทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น ออกกำลังกาย ขี่จักรยาน และพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่น เป็นต้น

เจาะลูกค้าทุกกลุ่ม

รองรับต่างชาติด้วย

ประธาน บริษัท โชว์ ดีซี คอร์ป จำกัด กล่าวว่า โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต เป็นพื้นที่ที่ถูกจัดสรรใช้สอยอย่างเป็นสัดส่วนให้รองรับผู้คนจำนวนมากได้อย่างเป็นมิตรต่อชุมชนแวดล้อม การสนับสนุนเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงความคิดความฝันทางธุรกิจมาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ด้วยราคาค่าเช่าพื้นที่ซึ่งเป็นไปได้สำหรับผู้เริ่มธุรกิจ รวมถึงการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มาแสดงออกความสามารถทางศิลปะและการแสดงอย่างสร้างสรรค์ ผู้คนในชุมชนแวดล้อมได้มีอาชีพ รวมถึงชาวไร่ชาวสวนได้มีพื้นที่จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรแบบออร์แกนิก สดใหม่จากไร่กับผู้ซื้อโดยตรงในราคาพิเศษ

โดย “โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า & ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” คือ “รีเทล เอาต์ดอร์” รูปแบบใหม่ของไทย สามารถรองรับการจัดงานรูปแบบเอาต์ดอร์ ทั้งคอนเสิร์ต โชว์พิเศษ หรือเทศกาลพิเศษต่างๆ ทั้งนี้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่คาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า จะมีนักท่องเที่ยวมาไทยถึง 37 ล้านคน ต่อปี

แหล่งแฮงเอาต์สุดฮิป ตั้งอยู่บนถนนจตุรทิศ สะดวกต่อการเดินทางด้วยหลากหลายเส้นทางรถยนต์และรถไฟฟ้า โดยอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพชรบุรีและพระราม 9 รวมถึงใกล้ทางด่วนศรีรัชฯ ขาลงด่านพระราม 9 และขาขึ้นด่านอโศก 1

คุณชยดิฐ ระบุว่า โอเอซิส-เอาต์ดอร์ อารีน่า” และ “ครีเอทีฟ มาร์เก็ต” จะเป็นแหล่งแฮงเอาต์สุดฮิปสำหรับทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มครอบครัว คนรักสัตว์ คนรักสุขภาพ คนรักการช็อปปิ้ง คนรักการทานอาหาร คนรักอาร์ต คนรักการชมคอนเสิร์ต/ชมโชว์-การแสดงพิเศษ รวมถึงคนที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศหาที่ผ่อนคลายพักผ่อนหย่อนใจใหม่ๆ เพราะร้านค้า ความบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกที่พรั่งพร้อม

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิกเว็บไซต์ http://www.oasisth.com หรือ http://www.facebook.com/oasisth โทรศัพท์สอบถามรายละเอียดการจองพื้นที่ (097) 138-7374

วัฒนธรรมข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วัฒนธรรมข้ามชาติ

ประเทศตะวันตกมีอิทธิพลกับประเทศอื่นๆ มากด้านการส่งผ่านวัฒนธรรมโดยผ่านแบรนด์ ผ่านภาพยนตร์ต่างๆ

ในประเทศไทยเรา วัฒนธรรมมีความหมายยิ่งใหญ่ และลึกซึ้งมาก แต่ส่งผลง่ายๆ กับการใช้ชีวิตทั้งหมดของคนคนหนึ่ง คนครอบครัวเดียวกัน ยังแตกต่างกัน คนต่างครอบครัว ต่างจังหวัด ต่างภาค ต่างประเทศ ยิ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งโดดเด่น แตกต่าง ความเข้าใจคน หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้บริโภค ถ้าเราเข้าใจเขามาก เราก็สามารถสร้างแบรนด์ไปได้ในทิศทางที่ถูกต้อง ถ้าเป็นแบรนด์ไทยเราก็สามารถหาทางส่งผ่านวัฒนธรรมของเราข้ามอาณาเขตไปได้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลและสร้างความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม มีหลายประการที่เราต้องทำความเข้าใจ และมีวิธีการมากมายในการหาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ

ข้อมูลแรกเลยก็คือ ข้อมูลด้านสำมะโนประชากร ซึ่งหาได้ง่ายๆ โดยการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต โดยผ่านกูเกิ้ล ข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้มักจะแบ่งเป็นจำนวนประชากรในช่วงอายุต่างๆ กัน โดยแบ่งเป็นเพศ บางประเทศสามารถบอกได้ถึงรายได้และประชากร แบ่งตามพื้นที่ ทำให้เราสามารถคำนวณคร่าวๆ ถึงโอกาสทางด้านการค้า เช่น ถ้าเราขายผ้าอนามัย เราก็สามารถคำนวณคร่าวๆ จากจำนวนประชากรหญิง อายุ 13-45 ปี โดยประมาณของคน โดยคูณกับจำนวนครั้งของการมีประจำเดือนต่อปี คูณกับจำนวนชิ้นต่อครั้ง คูณกับราคาเฉลี่ย ก็จะได้มูลค่าตลาดโดยรวมคร่าวๆ และพร้อมจะเป็นจุดสำคัญในการตัดสินใจว่าจะทำตลาดได้อย่างไร หลังจากนั้นก็ควรจะรู้ว่าคนหรือประชากรกระจัดกระจายอยู่ในประเทศอย่างไร ซึ่งจะส่งผลในการกระจายสินค้า รายได้ของประชากรก็สามารถที่จะบ่งบอกถึงโอกาสในการขายสินค้าเรา ถ้ารายได้สูงก็อาจจะสามารถขายสินค้าราคาสูงได้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ที่สามารถหาได้อย่างง่ายดาย

เมื่อศึกษาคร่าวๆ แล้ว เราก็ควรไปเยี่ยมเยือนประเทศที่เราจะทำการค้าด้วย

ก้าวแรกที่เข้าก็อาจจะต้องมองหากลุ่ม หรือบริษัทที่จะรับผิดชอบด้านกระจายสินค้าให้เรา การเลือกควรดูบริษัทให้ดีว่าน่าเชื่อถือขนาดไหน เขาต้องอยู่กับเรานาน การเปลี่ยนบริษัทไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ทุกสิ่งต้องเริ่มใหม่ ใช้เวลาในการตัดสินใจให้เต็มที่ ดูว่ามีเงื่อนไขในการสร้างแบรนด์อย่างไร ใครเป็นคนสนับสนุนเรื่องเงินในการสร้างแบรนด์ หรือออกทั้งคู่ เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ และกระตุ้นให้เกิดความพึงใจในการทำการตลาด การเซ็นสัญญาควรระบุให้ชัดเจนถึงอาณาเขตและความรับผิดชอบ บางบริษัทก็ติดต่อกับบริษัทด้านการกระจายสินค้าเจ้าเดียว บางบริษัทก็หลายเจ้า โดยกำหนดบริเวณและความรับผิดชอบซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนของที่จะขาย

เมื่อเข้าไปประเทศที่ต้องการสร้างแบรนด์ เราก็เริ่มที่จะทำความเข้าใจกับตลาด กับคน หรือผู้บริโภคให้มากขึ้น เริ่มจากการดูตลาดเลยว่ามีร้านค้าประเภทไหนบ้าง เพราะสิ่งนั้นคือสิ่งที่บ่งบอกพฤติกรรมของคนได้เป็นอย่างดี ถ้ามีตลาดสดมาก โอกาสที่คนจะไปซื้อสินค้าหรือไปตลาดทุกวันก็มากขึ้น หรือมากกว่าการไปเดินในซุปเปอร์มาร์เก็ต ถ้ามีร้านขายของชำมากโอกาสการกระจายสินค้าก็ต้องใช้ทรัพยากรมากกว่า ขนาดสินค้าใหญ่ๆ ก็มักต้องไปขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ตามตลาดสด หรือร้านขายของชำ ก็อาจทำให้ขนาดสินค้าเล็กลง ในราคาที่ถูกมากขึ้น ตัวอย่างเช่น แชมพู หรือโลชั่น ที่มีขนาดใหญ่ก็ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ทันสมัย แต่พอไปขายตามร้านขายของชำ อาจต้องลดขนาดลง เป็นลักษณะซอง เพราะคนที่ไปซื้อของร้านชำเป็นประจำ คือกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยกว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เห็นได้จากการมองอย่างละเอียดถี่ถ้วนเมื่อเข้าไปเยี่ยมประเทศ

พฤติกรรมของผู้บริโภค ของคนก็เป็นสิ่งที่สามารถใช้การสังเกตได้ เช่น ลองเข้าไปที่บ้านของชาวบ้าน ขอเปิดตู้เย็นดูแล้วก็จะเห็นว่าพฤติกรรมของคนเป็นอย่างไร ซื้ออะไรบ้าง ขนาดไหน เก็บไว้ในตู้เย็น เก็บอะไรบ้างในครัว ลองเปิดห้องน้ำดูว่าใช้อะไรบ้าง มีกี่แบรนด์ ลองดูลองฟังว่าเขาดูโทรทัศน์รายการอะไร ช่องไหน อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสารอะไร สิ่งเหล่านี้สามารถดูได้จากการเยี่ยมเยือนชาวบ้าน และสามารถใช้เป็นข้อมูลขั้นพื้นฐานในการตัดสินใจ การวางแผนการสร้างแบรนด์

MEAT & MORE KITCHEN รสชาติ…ที่ตามหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

MEAT & MORE KITCHEN รสชาติ…ที่ตามหา

“ก๋วยเตี๋ยว ที่ใครกินแล้วบอกอร่อย ทุกวันนี้หายาก ถ้าอยากได้รสชาติแบบดั้งเดิมอาจต้องไปนั่งร้านเป็นเพิงร้อนๆ แต่ถ้าจะหากินในห้างที่บรรยากาศสบาย มีแอร์ ก๋วยเตี๋ยวรสชาติแบบออริจินอลยังหาไม่ได้ จึงมีความเชื่อว่าเรียนแล้วมาเปิดร้าน ยังไงก็ขายได้”

ยามใดได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าติดแอร์ ที่ทุกวันนี้มีให้เห็นแทบทุกหัวถนน

หลายท่านอาจเคยนึกอยากทานอาหารเร็วๆ ง่ายๆ แต่ถูกปากคนไทย อย่าง ก๋วยเตี๋ยวรสชาติเข้มข้นแบบดั้งเดิม กันสักชามสองชาม

แต่จะให้ตามหาร้านแบบดังว่า อาจเป็นงานยากสักหน่อย

เพราะไม่ว่ากวาดสายตาไปทางไหน มักเจอแต่ร้านอาหารสัญชาตินอก อย่าง อเมริกัน เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ เปิดเรียงรายกันเป็นทิวแถว

……………

หลายวันก่อน ตอนไปช็อปปิ้งที่ห้างเปิดใหม่ อย่าง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ย่านบางใหญ่ มีโอกาสได้ไปสำรวจร้านรวงแบบตื่นตาตื่นใจ

พอใกล้เที่ยง จึงเมียงมองหามื้อกลางวันใส่ท้อง ลองขึ้นไปเดินบนชั้น 3 พบร้านตรงตามสเปก จึงเข้าไปนั่งสั่งเมนูเด็ดมาทานแบบไม่ลังเล

เสร็จสิ้นขั้นตอนของการทาน เจ้าของกิจการ MEAT & MORE KITCHEN (มีท แอนด์ มอร์ คิทเช่น) คุณเกด-ศศิวิมล เกิดผล เข้ามาสอบถามความพึงพอใจ ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

ก่อนสละเวลามาพูดคุยกัน เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันอายุ 41 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากอังกฤษ 2 สาขาวิชา ก่อนหน้านี้เคยทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ราว 10 ปี ทำงานบริษัทเอกชนอีกเกือบ 9 ปี ก่อนลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว

และด้วยความที่เป็นคนหลงใหลในการทำอาหารมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อไม่นานมานี้ สามีจึงแนะนำให้ไปเรียนสูตรวิชาการทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดัง “วัดดงมูลเหล็ก” เพราะอยากให้มีความรู้ติดตัว และในอนาคตอาจเปิดเป็นร้านขายแตกไลน์เป็นธุรกิจส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งก็ได้

ซื้อสูตรด้วยเงินก้อนใหญ่และใช้เวลาเดือนเศษ คุณเกดจึงเรียนรู้วิชาการทำก๋วยเตี๋ยวสูตรดัง มาได้ทุกขั้นตอน

เมื่อย้อนถามทำไมกล้าใช้เงินลงทุนขนาดนั้น คุณเกด บอกแบบไม่ลังเล

“ก๋วยเตี๋ยว ที่ใครกินแล้วบอกอร่อย ทุกวันนี้หายาก ถ้าอยากได้รสชาติแบบดั้งเดิมอาจต้องไปนั่งร้านเป็นเพิงร้อนๆ แต่ถ้าจะหากินในห้างที่บรรยากาศสบาย มีแอร์ ก๋วยเตี๋ยวรสชาติแบบออริจินอลยังหาไม่ได้ จึงมีความเชื่อว่าเรียนแล้วมาเปิดร้าน ยังไงก็ขายได้”

พกความมั่นใจไว้เต็มกระเป๋า ขั้นตอนต่อไปจึงมองหาทำเล แรกเริ่มอยากทำเป็น “สแตนด์อะโลน” อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เป็น “หน้าใหม่” การไปเปิดแบบเดี่ยวๆ อาจเสี่ยงเกินไป

คิดได้ดังนั้นจึงติดต่อไปยังห้างสรรพสินค้าย่านชานเมือง 2 แห่ง สุดท้ายตัดสินใจลงทุนเปิดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ประเดิมเป็นสาขาแรก

ร้านมีพื้นที่ใช้สอย 83 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 ที่นั่ง เรียกขานตัวเองว่า MEAT & MORE KITCHEN

“ที่นี่มีเมนูเป็นก๋วยเตี๋ยว-ข้าว ที่มีเนื้อสัตว์ พวกเนื้อวัวและเนื้อหมู เป็นส่วนประกอบหลัก และที่ใส่คำว่า More ลงไปด้วย เพราะอนาคตจะมีเมนูอื่นตามมา อย่าง กุ้ง ปลา ส่วนคำว่า Kitchen ฟังดูแล้วอบอุ่นเป็นกันเองมากกว่า Restaurant” คุณเกด แนะนำกิจการ

เปิดกิจการมาได้เกือบ 4 เดือน คุณเกด บอก ผลตอบรับอยู่ในระดับน่าพอใจ แม้ช่วงแรกคนจะเดินผ่านไปมาไม่กล้าเข้า อาจเพราะกลัวขายแพงและคิดว่าเป็นร้านสเต๊ก แต่พอดูเมนูราคาแล้ว จึงรู้ไม่แพงอย่างที่คิด พอได้มาลองชิมอาหารที่จัดจ้านทุกเมนู ก็ติดใจกันและกลับมาใหม่ ทุกวันนี้มีลูกค้าประจำแล้วทั้งวัยรุ่น กลุ่มครอบครัว และผู้สูงอายุ

“ร้านอาหารในห้างมีเยอะมาก โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นและปิ้งย่าง มีไม่รู้กี่แบรนด์ แต่คิดว่าสู้ได้แล้ว อาจเป็นเพราะร้านเราไม่ซ้ำใคร ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าว ที่มีการใส่ไอเดียสร้างสรรค์ลงไปด้วย ไม่ใช่หากินที่ไหนก็ได้” คุณเกด บอกอย่างนั้น

ดำเนินกิจการมาถึงวันนี้ มีอุปสรรคปัญหาหนักใจอะไรบ้าง คุณเกดยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก เรื่องแรงงานมีความสำคัญอันดับต้นๆ ถ้าขาดคนกิจการก็ดำเนินต่อไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการทำร้านให้เป็นที่รู้จัก และดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาทดลองทานให้ได้

“ด้วยความที่เป็นแบรนด์ใหม่ การที่ลูกค้าจะตัดสินใจเข้ามาทานย่อมยากกว่าแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว เลยใช้กลยุทธ์เรื่องราคาเข้าช่วย พอเห็นปุ๊บรู้ว่าไม่แพงอย่างที่คิด ลองเข้ามาทาน หากรสชาติอร่อยถูกปาก พวกเขาต้องกลับมาทานซ้ำอีกแน่นอน” คุณเกด ทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ

……………

มีท แอนด์ มอร์ คิทเช่น ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต เปิดทุกวันตามเวลาเปิด-ปิดของทางห้าง

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Meat&More Kitchen และ IG : MeatandMore_Kitchen

ทำไมขายดี แต่ขาดทุน ร้านอาหารสีเขียว ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ตู้จดหมายพลศรี

ยศพิชชา คชาชีวะ

ทำไมขายดี แต่ขาดทุน ร้านอาหารสีเขียว ตอนที่ 2

เริ่มเป็นร้านอาหารสีเขียวกันหรือยังครับ?

เริ่มจากจุดที่เล็กๆ ที่สุดก็ได้ เช่น เห็นก๊อกน้ำ น้ำรั่ว รีบซ่อมแซมซะ อย่าปล่อยทิ้งไว้ รั่วทิ้งไป 10 บาท ก็เงินทั้งนั้น หรือลดการใช้ถุงพลาสติก หนังยาง กล่องโฟม ใส่ให้น้อยลง ก็ซื้อน้อยลง

เรื่องกล่องโฟมตอนนี้กำลังฮิต ภาครัฐบอกว่า ใช้กล่องโฟมใส่อาหารมีน้ำมัน กรด หรือร้อนๆ และกินบ่อยๆ นานๆ ทำให้สารในกล่องโฟมออกมาก่อให้เป็นมะเร็งในร่างกายเรา ควรเลิกใช้หันมาใช้กล่องจากวัสดุธรรมชาติ เช่น เปลือกข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง แทนดีกว่าไม่มีสารพิษ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ไม่เหมือนกล่องโฟมที่ทำจากน้ำมันปิโตรเลียมไม่ย่อยสลาย ตกค้างอยู่ในพื้นดินนานนับ 100 ปี

แต่เรื่องจริงคือ หาซื้อกล่องวัสดุธรรมชาติยากมาก และราคาแพง ถูกสุดประมาณกล่องละ 1.50 บาท ขณะที่กล่องโฟมหาซื้อได้ทั่วไป ราคากล่องละไม่กี่สิบสตางค์ ถ้าภาครัฐเอาจริงเอาจังก็ห้ามโรงงานผลิตกล่องโฟมเลย แล้วหันมาผลิตจากวัสดุธรรมชาติแทน ราคาจะถูกลงโดยอัตโนมัติ

อย่างที่ว่าไว้ตอนที่แล้ว (ข้ามปีเลยนะครับ) การเป็นร้านอาหารสีเขียวหัวใจคือ “การประหยัด” คิดก่อนทำ หาวิธีผลิต และปฏิบัติงานที่ดีที่สุด ประหยัดที่สุด ตั้งแต่ 1. การสร้าง ตกแต่งร้าน 2. การประหยัดน้ำ 3. การลดขยะจากอาหารและการทำงาน

อีกข้อหนึ่งที่เน้นมากเช่นกันคือ การประหยัดพลังงาน เป็นหัวข้อที่ 4

พลังงานเหมารวมหมด ค่าไฟ ค่าแก๊ส

ร้านอาหารถ้ามีแอร์หลายตัว เปิดตั้งแต่กลางวันถึงดึก ค่าไฟจะเป็นหลายหมื่น ถ้าเราสามารถหาวิธีประหยัดพลังงานไฟฟ้าตรงนี้ ก็ลดไปเป็นหมื่นเช่นกัน

วิธีประหยัดข้อแรก ใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ เช่น แอร์ ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ กระติกน้ำร้อน พัดลม ตอนซื้ออุปกรณ์เข้าร้านต้องระบุเจาะจงใช้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น

ข้อสอง คิดก่อนซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าใดที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ อะไรที่ไม่จำเป็นอย่าเพิ่งซื้อ หรือเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เช่น เตาอบไฟฟ้า แม้จะใช้งานสะดวก แต่กินไฟมาก เลือกใช้เตาอบแก๊ส ประหยัดและถูกกว่าด้วย

ตู้เย็นชนิดตู้สเตนเลสแบบร้านอาหารกินไฟมากกว่าตู้เย็นที่ขายทั่วไป ถ้าร้านเราไม่ใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อตู้เย็นใหญ่ ซื้อตู้เย็นประหยัดไฟเบอร์ 5 ดีกว่า

ย้ำไว้ๆ “คิดก่อนซื้อ” การวางแผนออกแบบสร้างครัว การจัดหาอุปกรณ์เป็นสิ่งที่ร้านอาหารต้องทำเป็นอย่างแรกๆ โดยทั่วไป เราต้องออกแบบเมนูให้เสร็จก่อนสร้างครัว อย่างน้อยที่สุดต้องรู้ว่าร้านจะขายอะไรเป็นอาหารหลัก จัดหาอุปกรณ์มาสนองการทำอาหารตามเมนูนั้นๆ ไม่ใช่ซื้ออุปกรณ์ก่อนค่อยคิดเมนู

ข้อสาม เมื่อซื้อของมาแล้วต้องรู้จักใช้ให้ถูกต้อง และบำรุงรักษาสม่ำเสมอ เห็นง่ายๆ เช่น แอร์ ใช้อย่างเดียว เดือนหนึ่งไม่เคยถอดฟิลเตอร์มาล้างเองเลย จะเห็นว่าฟิลเตอร์สกปรกขี้ฝุ่นเกาะเต็ม แอร์ทำงานหนักขึ้น และไม่เย็นด้วย

ผมเคยเจอร้านอบไก่ขายไม่เคยล้างเตาอบเลย ขี้ดำๆ จับเต็มตู้ พอไปบอกให้ขัดเข้า ปรากฏพื้นตู้ทะลุเป็นรูโบ๋ ทั้งๆ ที่เพิ่งใช้เตาอบมาแค่ปีเดียวเอง อย่างนี้เสียของเร็วโดยใช่เหตุ

ข้อสี่ ปิดเมื่อไม่จำเป็น เตาฟู่จะมีไฟล่อ หลายร้านเปิดไฟล่อทิ้งไว้ แม้จะเป็นช่วงหยุดพัก เพราะความเคยชิน หัดใช้ปืนยิงแก๊สแทนก็ชินไปเอง

ห้องไหนไม่ได้ใช้ไฟ ไม่ต้องเปิดไฟ เปิดแอร์ ร้านหยุดตอนบ่ายก็ปิดแอร์ ร้านมีพื้นที่ใหญ่กว้างเปลืองแอร์ ก็ทำฉากกั้นเป็นส่วนๆ ซะ เปิดแอร์ทีละส่วน พวกนี้ขึ้นอยู่กับการวางแผนตอนออกแบบร้านตั้งแต่ต้น

ข้อห้า เปลี่ยนอุปกรณ์เก่า อุปกรณ์ใดเก่ามาก เช่น ตู้เย็นรุ่นเก๋ากึ๊ก ขายเป็นเศษเหล็กไปแล้วซื้อใหม่ ระยะยาวจะประหยัดไฟและเงินในกระเป๋าเรามากกว่าทู่ซี้ใช้ของกินไฟอยู่อย่างนั้น

ข้อหก อบรมพนักงาน (รวมทั้งตัวเราด้วย) ให้รู้จักการใช้พลังงานอย่างประหยัด หาวิธีใช้พลังงานให้คุ้มค่า เช่น จะปิ้งไก่ ปิ้งทีละหลายๆ ไม้ อย่าปิ้งไม้เดียวเปลืองแก๊สเท่ากัน ล้างจานมักชอบเปิดน้ำทิ้ง ต้องสั่งสอนกันใหม่ ระหว่างถูจานไม่ต้องเปิดน้ำ ถูเสร็จหลายๆ จาน ค่อยเปิดน้ำล้างทีเดียว

ข้อเจ็ด จัดครัวให้ทำงานสะดวก ครัวที่แคบอึดอัด พนักงานทำงานไม่สะดวก เปลืองพลังงานคน และพลังงานแก๊ส ต้องเดินไปเอาของไกลเปิดแก๊สทิ้ง นอกจากนี้ยังทำให้พนักงานอารมณ์เสียด้วย อาหารจะไม่อร่อยเอา

หัวใจหลักของร้านอาหารสีเขียว ข้อที่ 5 คือ การออกแบบเมนูอาหารแบบยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หมายถึงอาหารที่ใช้วัตถุดิบ ตลอดจนกรรมวิธีการทำ การเสิร์ฟ การจัดแต่งจาน จนถึงการกินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติ

ยุโรปตั้งข้อรังเกียจอาหารทะเลจากไทย เพราะเหตุผล 2 ข้อใหญ่ 1. ใช้แรงงานเถื่อน 2. ทำประมงแบบจับดะ อวนลาก จับปลาเล็กปลาน้อยมาหมด ปลาโตไม่ทัน ตัวเล็กลงๆ เรือประมงต้องออกทำประมงไกลขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเหตุล้ำน่านน้ำ กลายเป็นข้อทะเลาะเบาะแว้งระหว่างประเทศ

ในยุโรปเขาถึงกับมีหน่วยงานที่ออกใบรับรองให้เลยว่าเจ้านี้ เจ้านี้ทำประมงแบบยั่งยืน ใช้เครื่องมือ และวิธีการจับสัตว์อย่างถูกต้อง เป็น “ประมงสีเขียว” ร้านอาหารสีเขียวก็จะเลือกสั่งของทะเลจากเจ้านี้เท่านั้น นำไปคุยต่อได้ว่า ร้านนี้เป็นร้านสีเขียวใช้วัตถุดิบสีเขียวจริงๆ

เนื้อสัตว์อื่น ร้านอาหารสีเขียวต้องใช้เนื้อออร์แกนิกคือ เนื้อจากสัตว์ที่เลี้ยงแบบไม่ฉีดยา ไม่ฉีดฮอร์โมน ได้อาหารตามธรรมชาติ ถูกฆ่าด้วยวิธีการุณยธรรม (เรียกว่าตายแล้วยังยิ้มได้ ไม่เครียด) เมืองไทยเริ่มมีฟาร์มประเภทนี้มากขึ้น มีเครื่องหมายรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่าเป็นเนื้อออร์แกนิก แต่ยังหายากอยู่

ผัก ผลไม้ เป็นออร์แกนิกเช่นกัน อันนี้หาง่ายแล้ว ออกมาสู่ท้องตลาดจำนวนมาก ราคาถูกลง แพงกว่าผักที่ปลูกโดยใช้สารเคมีบ้าง

ผักออร์แกนิก ไม่ใช่ ผักไฮโดรโปนิก อย่างหลังคือ ปลูกโดยไม่ใช้ดินแต่ใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งยังถือว่าเป็นการทำลายธรรมชาติอยู่ดี เพียงแต่มันดูสะอาดกว่าผักที่ปลูกโดยใช้ดิน ผักออร์แกนิกปลูกในดินใช้ปุ๋ยธรรมชาติ ควบคุมแมลงด้วยวิธีการปลูก เช่น กางมุ้ง หรือสารควบคุมจากธรรมชาติ เช่น สะเดา ปลอดภัยต่อคนกิน และดิน น้ำ

การขนส่ง การไปซื้อของก็เป็นเรื่องที่ต้องคำนึง เลือกวัตถุดิบในท้องถิ่น ทำให้ไม่เปลืองค่าขนส่ง ไม่เปลืองพลังงาน การเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นยังเป็นจุดขายของทางร้านด้วย เช่น ร้านอาหารทางใต้มักจะมีเมนูผักกูดเป็นเมนูเด็ด ร้านแถวชายทะเลมีเมนูแกงคั่วใบชะครามกับปูม้า ซึ่งไปหากินที่ร้านอื่นไม่ได้

การทำอาหารด้วยวิธีที่เปลืองพลังงาน และทำลายโลกเป็นข้อห้ามสำหรับร้านอาหารสีเขียว เช่น ใช้เตาถ่าน เตาฟืน ปิ้งย่างควันโขมง ก๊าซควันที่ปล่อยออกมาเป็นก๊าซเรือนกระจกทำให้โลกร้อนขึ้น เผาข้าวหลาม เผาปลาช่อนอบฟางนี่ตัวดีเลยครับ ใครเคยดูเขาทำปลาช่อนอบฟาง เห็นแล้วจะกินไม่ลง เขาจับปลาช่อนตัวโตๆ ในอ่าง ดิ้นปัดๆ แล้วกดหัว เอาไม้ทุบเปรี้ยงๆ เสียบปลากับเหล็กแหลม เอาปี๊บคลุม ฟางสุม จุดไฟ ฌาปนกิจหมู่ กลิ่นปลาช่อนอบฟางหอมมาก เนื้อร้อนๆ ควันฉุย นุ่มหวานอร่อย แต่เป็นการทรมานสัตว์ และทำลายบรรยากาศโลกอย่างแท้จริง

อาหารพวกปิ้งย่างนอกจากทำลายโลก ยังทำลายชีวิตคนกิน เพราะเกิดสารก่อมะเร็งจากการปิ้งย่าง ต้องเลี่ยงไปใช้วิธีอบ หรือห่อด้วยใบตองแทน

อาหารสุขภาพกับอาหารอร่อยมักจะสวนทางกัน ของอร่อยมักจะมันๆ ปิ้งๆ ทอดๆ ขณะที่อาหารสุขภาพเป็นคลีนฟู้ด กินสลัด ยำๆ แถมเคี้ยวถั่วจนคางยาน

ใครสามารถออกแบบอาหารให้อร่อยด้วย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ไปโลดครับ เป็นจุดขายที่ใครก็ทาบยาก

ข้อสุดท้ายของร้านอาหารสีเขียว ลดการใช้สารเคมี ข้อนี้ดีเราจะเปลืองเงินซื้อน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักฟอก น้ำยากำจัดยุง แมลงน้อยลง แต่ต้องเปลืองที่ทำน้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ เช่น สูตรสำหรับทำปุ๋ย สูตรกำจัดแมลง สูตรล้างจาน เป็นหนทางหนึ่งในการเอาขยะร้านอาหารมาหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพได้ด้วย

ผมไม่ได้คาดหวังว่าร้านทั่วๆ ไปอย่างเราๆ จะทำได้ครบถ้วนทุกขั้นตอน แต่ชี้ให้เห็นว่าถ้าเราประยุกต์เอาข้อกำหนดของร้านอาหารสีเขียวมาใช้กับร้านเราให้ได้มากที่สุด จะเป็นหนทางในการประหยัดเงิน ลดต้นทุน ช่วยให้ร้านเราอยู่อย่างยั่งยืนถาวร ไม่เจ๊ง ไม่ขาดทุน อย่างที่จั่วหัวไว้นั่นเอง (เมื่อไหร่จบชุดนี้ ผมว่าจะเขียนเรื่อง “กลวิธีทำให้ร้านอาหารเจ๊งอย่างถาวร” จะมีใครอ่านมั้ยเนี่ย)

ร้านไก่ย่าง “บุญหลง” บางตาล ที่โชคชัย 4 อีกหนึ่งตำนาน ตำรับไก่ย่างรถไฟดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ร้านไก่ย่าง “บุญหลง” บางตาล ที่โชคชัย 4 อีกหนึ่งตำนาน ตำรับไก่ย่างรถไฟดั้งเดิม

ในบรรดาอาหารที่ถูกเลือกให้เป็นเมนูด่วน ชนิดหาทานง่าย สะดวกต่อการทาน และมีความรวดเร็วทั้งประหยัดเวลาแล้ว เห็นจะต้องยกให้ “ไก่ย่าง” เป็นหนึ่งในนั้น

ด้วยกรรมวิธีทำที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน วัตถุดิบที่หาได้ง่าย รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จึงทำให้การย่างไก่ขายเป็นอาชีพเกิดขึ้นทั่วทุกแห่ง ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินไปตรอกซอกซอยไหนในทุกจังหวัดของประเทศ จะแลเห็นพ่อค้า-แม่ค้าย่างไก่ขายกันเป็นจำนวนมาก

ถึงแม้จะมองไก่ย่างเป็นอาหารธรรมดา แต่ยังมีบางพื้นที่ยกย่องให้ไก่ย่างที่มีถิ่นกำเนิดในชุมชนท้องถิ่นของตนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางภูมิปัญญา เพราะทำกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษตกทอดจนถึงปัจจุบัน

“ไก่บางตาล” เป็นไก่ย่างที่ถือกำเนิดมาจากหมู่บ้านบางตาล อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่แห่งนี้มีประวัติการปิ้งไก่กันมายาวนาน โดยเฉพาะการนำไปขายยังสถานีรถไฟคลองบางตาล

ชื่อ ไก่ย่างบางตาล อาจไม่คุ้นและรู้จักดีนัก แต่ถ้าบอกว่า “ไก่เหลือง” แล้ว แน่นอนว่ามีหลายคนต้องได้ลิ้มลองกันมาแล้ว และรู้ดีว่ามีรสชาติที่เข้มข้นเผ็ดร้อนจากการหมักด้วยเครื่องเทศและสมุนไพรหลายชนิด ฉะนั้น การบริโภคไก่บางตาลไม่เพียงแค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ร่างกายของคุณยังได้รับประโยชน์จากสมุนไพรเหล่านั้นด้วย

ในกรุงเทพฯ มีคนขายไก่บางตาลไม่กี่แห่งที่รับรองว่าเป็นต้นตำรับจริง ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านไปรู้จักกับร้านไก่ย่าง “บุญหลง” บางตาล ที่ตั้งอยู่ภายในถนนโชคชัย 4 ซอยโชคชัย 54 เขตลาดพร้าว โดยมี คุณบุญหลง และ คุณเสมอ คู่สามี/ภรรยา เป็นเจ้าของร้าน

คุณบุญหลง เล่าว่า ขายไก่ย่างมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ด้วยการหาบใส่กระจาดเดินขายตั้งแต่เมืองนนทบุรี ไปถึงบางพลัด ต่อจากนั้นยังคงอยู่บนเส้นทางอาชีพนี้ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ว่าจะขายตามแหล่งท่องเที่ยว, ขายตามงานต่างๆ

แต่ดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่ยาวนานบนอาชีพนี้ยังขาดความมั่นคง จึงทำให้ตัดสินใจเบนเข็มเข้ามาหาดูแหล่งขายในเมืองหลวงใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ดูมั่ง กระทั่งมาพบเจอสถานที่เหมาะสม ที่ย่านลาดพร้าว และยึดเป็นทำเลทองปักหลักขายไก่ย่างบางตาล มากระทั่งทุกวันนี้

ไก่ย่างร้านนี้ไม่ได้ขายทุกวัน แต่จะขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทุกคนในครอบครัวมีงานประจำทำกัน จึงมีความจำเป็นต้องขายเฉพาะในวันหยุดเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ในทุกวันที่ต้องนำไก่มาขาย พวกเขาจะต้องออกเดินทางจากบ้านพัก เลขที่ 106/4 หมู่ 1 ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในราวตี 3 ขับรถมาถึงบริเวณที่ขายในเวลาประมาณตี 4 แล้วลงมือจัดอุปกรณ์ของใช้ หมักไก่ จุดเตาย่าง เพื่อเตรียมตัวขายให้กับลูกค้าก่อนเวลา 7 โมงเช้า แล้วขายไปจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามโมงเย็น หรือไก่หมดก่อน จึงเดินทางกลับ และทำเช่นนี้มานานกว่า 14 ปี

คุณบุญหลง เผยว่า ไก่ที่ใช้ย่าง สมัยแรกเป็นไก่พื้นบ้านที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามบ้าน เป็นไก่ดำ จึงต้องไปหาซื้อกันมาและได้จำนวนไม่มากนัก ต่อมาไก่ดำหายาก ชาวบ้านจึงหันมาเลี้ยงไก่เป็นฟาร์มกัน เป็นไก่ขาว กระทั่งในภายหลังมีนายทุนได้เข้ามาจัดตั้งโรงเลี้ยงไก่ในแบบธุรกิจ สำหรับไก่ที่ร้านคุณบุญหลง มีโรงเชือดไก่ของตัวเองด้วย แล้วจะไปรับซื้อไก่เป็นจากโรงเลี้ยงเพื่อมาเชือดเอง

พ่อค้าไก่ย่างรายนี้ระบุว่าไก่ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 45 วัน และต้องมีขนาดน้ำหนักตัวประมาณ 1.7-2 กิโลกรัม เนื่องจากเวลาขายจะต้องมาผ่าแบ่งเป็นส่วนจำนวน 6 ส่วน ไม่ได้ขายทั้งตัว แล้วยังบอกต่ออีกว่า สมัยแรกที่เริ่มขาย ใช้ไก่วันละประมาณ 20 ตัว ต่อครั้ง แต่ปัจจุบันใช้ไก่เพิ่มขึ้นวันละ 50 ตัว ต่อครั้ง

มีหลายคนสงสัยว่า ทำไมผู้บริโภคจึงหันมาซื้อไก่เหลืองเพิ่มขึ้น

คุณบุญหลง เผยว่า จุดเด่นของไก่ย่างบางตาล อยู่ตรงความเข้มข้นของเครื่องเทศที่ใช้หมัก ที่มีกระเทียม พริกไทย เกลือ น้ำตาลทราย ผงกะหรี่ ฯลฯ เป็นต้น แล้วจะเน้นหนักทุกอย่างให้ครบ แบบจัดหนัก อย่างเครื่องเทศที่ใช้ ถ้าไก่ 10 ตัว ใช้เครื่องเทศประมาณ 1 กิโลกรัม และที่ไก่มีสีเหลืองเพราะมาจากผงกะหรี่ที่ใช้หมัก

“ส่วนความอร่อยอยู่ตรงเนื้อไก่นุ่ม แห้งพอเหมาะไม่แข็งกระด้าง เนื้อสุกเข้าไปถึงกระดูก ไม่แฉะเละ ทั้งนี้จะเตรียมไก่สดที่เสียบไม้ไว้แล้ว พร้อมกับเครื่องหมักมาจากบ้าน พอมาถึงร้านจึงลงมือหมักแล้วปิ้งย่างทันที โดยไม่ใช้เวลาหมักนาน”

คุณโอ๋ ลูกสาวอีกคนที่เพิ่งมาช่วยพ่อ-แม่ ขายไก่ได้สักราว 2 ปี ชี้ว่า มีลูกค้าเข้าใจว่าการที่ไก่ของร้านมีรสอร่อยไม่เหมือนที่อื่นเพราะมีการหมักไว้นาน แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ทางร้านจะหมักเพียงครู่เดียว แล้วนำไปย่างทันที แล้วให้เหตุผลว่า การหมักไก่ไว้เป็นเวลานานคงไม่อร่อยเท่ากับการใช้เวลาหมักสั้นๆ เท่านั้นก็พอ

คุณโอ๋ แจงต่ออีกว่า ที่ร้านไม่ได้ขายไก่ย่างทั้งตัว แต่จะเสียบไม้ขายเป็นชิ้น ซึ่งไก่ 1 ตัว แยกออกเป็นชิ้นจำนวน 6 ส่วน ได้แก่ อก 2 ส่วน, ปีก 2 ส่วน และน่อง 2 ส่วน พร้อมกับแยกขายเครื่องใน คอ และขา ต่างหาก พร้อมระบุราคาขาย ดังนี้ ถ้าเป็นเนื้ออกไม้ละ 40 บาท, ปีกไม้ละ 40 บาท, น่อง-สะโพกไม้ละ 50 บาท ถ้าเป็นครึ่งตัวราคาชิ้นละ 90 บาท (จะแบ่งกลาง แต่ไม่มีเนื้ออก) และเครื่องในไม้ละ 20 บาท ทั้งนี้ส่วนที่เป็นน่อง-สะโพกขายดีที่สุด เพราะมีเนื้อแน่น และมีรสอร่อยกว่าส่วนอื่น

คุณบุญหลง บอกว่า ปัจจุบันไก่ย่างบางตาลได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ขณะนี้ไม่ใช่มีคนขายไก่แท้ที่เดินทางมาจากหมู่บ้านบางตาลเท่านั้น ยังมีคนขายไก่เทียมที่ชอบแอบอ้างว่าเป็นไก่ย่างบางตาลเกิดขึ้น ซึ่งในกรุงเทพฯ เท่าที่ทราบไม่พบ แต่ไปพบตามจังหวัดต่างๆ

“ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า จึงได้กำหนดแบรนด์และสัญลักษณ์ของร้านไก่ตัวเองขึ้นมาเป็นรูป รถจักรไอน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของไก่บางตาล แล้วได้นำไปจดทะเบียนการค้าเพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ พร้อมกับตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างบุญหลง บางตาล” อีกทั้งยังเป็นสินค้าบริโภคที่ได้รับเครื่องหมาย OTOP แล้วด้วย”

เตาย่าง นับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เป็นหัวใจของการปิ้งย่างไก่ เจ้าของร้านไก่ บอกว่า ในสมัยแรกใช้วิธีพับสังกะสีปี๊บเพื่อดัดแปลงเป็นเตาปิ้งย่าง แต่ไม่ทนทาน และผุพังง่าย ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้เป็นเตาย่างแบบตะแกรงที่มีจำนวน 2 อัน ขนาดเล็ก/ใหญ่ โดยใช้ถ่านปิ้งย่างครั้งละ 14 ถุง ถุงละ 3 กิโลกรัม

ไม้เสียบไก่ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไก่ย่างและเป็นสิ่งที่คุณบุญหลงกังวลมาก เพราะนับวันจะหายากและมีราคาสูง เขาชี้ว่าสมัยก่อนใช้ไผ่สีสุก แต่ปัจจุบันเป็นไผ่ป่า เพราะต้นไผ่ในพื้นที่จะหายากขึ้น ซึ่งไม้เสียบไก่จะมีชาวบ้านทำส่งขายอันละ 1 บาท ซึ่งไก่ 1 ตัวใช้ไม้ 6 ชิ้น ถ้าไก่จำนวน 50 ตัวจะใช้ไม้เสียบไก่ถึง 300 อัน เป็นเงิน 300 บาท

อย่างไรก็ตาม มีลูกค้าที่ชื่นชอบทานไก่ย่างบางตาลแล้วต้องการนำไปเลี้ยงแขกตามงานสำคัญ คุณบุญหลง บอกว่า ถ้าเป็นงานนอกสถานที่คิดราคาตัวละ 250 บาท และต้องสั่งจำนวนไม่ต่ำกว่า 30 ตัว ทั้งนี้ถ้าหากต้องเดินทางไกลอาจต้องบวกค่าน้ำมันเพิ่มด้วย

สำหรับ คอไก่ย่างแฟนพันธุ์แท้ ต้องไม่พลาดไก่ย่างบางตาล ที่ร้าน “ไก่ย่างบุญหลง บางตาล” โชคชัย 4 ซอย 54 เพราะเป็นตำนานไก่ย่างรุ่นโบราณ อันมีแหล่งกำเนิดมาจากสถานีรถไฟ สอบถามรายละเอียดการเดินทางไปชิม หรือต้องการสั่งไปเลี้ยงในงานสำคัญต่างๆ ติดต่อโดยตรงที่ คุณบุญหลง โทรศัพท์ (089) 500-1671

รวมสูตรเด็ด-จานอร่อย ต้อนรับปี 59 เปิดมุมมองใหม่…แห่งการฝึกอาชีพ ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เปรี้ยวปาก

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

รวมสูตรเด็ด-จานอร่อย ต้อนรับปี 59 เปิดมุมมองใหม่…แห่งการฝึกอาชีพ ที่ มติชน อคาเดมี

สวัสดีแฟนานุแฟนมติชน อคาเดมี ทุกท่าน ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ปี 2559 อย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งเทศกาลส่งความสุขกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ก็มิได้รอช้า รีบเดินหน้าไปสรรหาสูตรเด็ด-จานอร่อย พร้อมคว้าตัวร้านดัง-เจ้าของสูตรตัวจริงมาเปิดเผยทุกเทคนิคเคล็ดลับในการปรุงอาหารในช่วงหลังปีใหม่นี้แบบจุใจ ตลอดเดือนมกราคม ปี 2559 นี้อย่างจุใจเลยทีเดียว

เริ่มกันที่หลักสูตรครัวสาธิตคลายร้อนอย่าง “ไอศกรีมกะทิสด” ของ อาจารย์มานะ พชนะโชติ เจ้าของไอศกรีมกะทิสูตรเด็ด จากย่านปทุมธานี ที่จะมาเปิดเผยการทำไอศกรีมกะทิสด, ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน, ไอศกรีมแต่งกลิ่นผลไม้ พร้อมแนะนำตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ, การทำไอศกรีมสูตรเด็ด, เทคนิคการใช้เครื่องทำไอศกรีมแบบมืออาชีพ พร้อมแนะนำการซื้อ และปิดท้ายด้วยการแนะนำแนวทางการทำการตลาด และการจัดจำหน่ายให้กับผู้เรียนทุกคน เปิดสูตรเด็ดพร้อมกัน วันที่ 9 มกราคม 2559

เมื่อพูดถึง “ขนมหวานไทย” ใครๆ ก็อาจจะนึกถึง อาจารย์พะเยาว์ กฤษแก้ว (ป้าเยาว์) ผู้รังสรรค์สารพัดขนมอร่อย เจ้าดังในย่านติวานนท์ จนเป็นที่เลื่องลือ โดยมีเมนูชูโรงยอดนิยมที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง, ขนมบัวลอยเผือก, ซ่าหริ่ม, รวมมิตร, ลอดช่องไทย และเมนูขนมไทยอื่นๆ อีกนานาชนิด ที่ป้าเยาว์ขายดิบขายดีอยู่ที่หน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาติวานนท์ (ถนนติวานนท์ 25) มายาวนานกว่า 20 ปีแล้ว สำหรับคนที่พลาดคอร์สเรียนของป้าเยาว์ไปก่อนหน้านี้ มติชน อคาเดมี ก็ขอเอาใจคนที่พลาด ด้วยการเปิดคอร์สเรียนครัวสาธิตสุดฮิตอย่าง “เมนูเชื่อมสูตรการค้า” ที่นำเสนอความอร่อยเด็ดของ เผือกเชื่อม, กล้วยไข่เชื่อม, มันเทศเชื่อม, ฟักทองเชื่อม และมันสำปะหลังเชื่อม ให้ทุกท่านได้มาเรียนรู้กันอีกครั้งในวันที่ 10 มกราคม พร้อมแนะนำการทำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และแนวทางการนำไปเปิดร้านขายเป็นอาชีพหลักได้ในอนาคต ใครที่อยากรู้สูตรเด็ดจากป้าเยาว์ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ตามติดมาด้วยหลักสูตรน่าเรียนอย่าง เปาะเปี๊ยะสดขาหมูเจ้าเก่า ตลาดคลองถม ที่ได้ผู้สอนเจ้าของสูตรตัวจริงอย่าง คุณมณี แซ่ตั้ง ที่ได้สืบทอดความอร่อยของเปาะเปี๊ยะสดสูตรเด็ดจากครอบครัวมายาวนานกว่า 35 ปี โดยครั้งนี้ ป้ามณีจะมาเปิดเผยเทคนิคการเลือกซื้อวัตถุดิบต่างๆ ไปจนถึงการทำน้ำราดเปาะเปี๊ยะสดสูตรเด็ด พร้อมแนะนำการคำนวณต้นทุน และการนำไปเปิดร้านขายแบบมืออาชีพ เปิดเผยความอร่อยพร้อมกัน วันที่ 10 มกราคมนี้

อีกหนึ่งความอร่อยแบบเบเกอรี่สไตล์ที่อยากให้คุณได้มาลองอย่าง วอฟเฟิลเบลเยี่ยม และวอฟเฟิลนมสด จากร้านเบเกอรี่ออนไลน์ชื่อดังอย่าง “Cakes Maker” ที่จำหน่ายเบเกอรี่หลากหลายชนิด อาทิเช่น เครปเค้ก, คาราเมลคอร์นเฟล็ก คุกกี้ และวอฟเฟิล มีบริการส่งถึงบ้านและรับจัดงานอีเว้นต์อีกด้วย โดยครั้งนี้ คุณสุกัญญา คงสุนทร (คุณฝน) เจ้าของร้านตัวจริง จะมาบอกเทคนิค-เคล็ดลับการทำวอฟเฟิลแสนอร่อย พร้อมแนะแนวทางการทำขายด้วยเงินลงทุนซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบเริ่มต้นประมาณ 3,000-5,000 บาทเท่านั้น ใครอยากเรียน วันที่ 16 มกราคมนี้เจอกันแน่นอน

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ ผศ.พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม ต้องไม่พลาดหลักสูตร ซอสผัดสารพัด 1 ที่นำเสนอเทคนิคการทำซอสสำเร็จรูปที่น่าสนใจอย่าง ซอสผัดกะเพรา, ผัดขี้เมา, ซอสผัดเปรี้ยวหวาน, ซอสผัดไทย, ซอสกระเทียมพริกไทย ซึ่งคอร์สนี้เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับร้านอาหาร และผู้ประกอบการด้านร้านอาหาร ที่อยากทำซอสสำเร็จรูปไว้ใช้ปรุงอาหารในปริมาณมาก ในชั่วโมงเรียน อาจารย์พงษ์ศักดิ์จะมีการสาธิตทำเมนูอาหารจากซอสต่างๆ ให้ได้ชมอีกด้วย เรียนวันที่ 23 มกราคม นี้

ฮอตสุดขีดกับหลักสูตรแสนอร่อยอย่าง ขนมเปี๊ยะชาววัง-ขนมเปี๊ยะเบญจมาศ ของ อาจารย์อภิวรรณ ฟักน่วม (อาจารย์โบว์) ที่จะมาเปิดเผยเทคนิคทุกขั้นตอนในการทำขนมเปี๊ยะไส้ต่างๆ ที่ได้รับความนิยมอย่าง ไส้ถั่ว, ไส้เผือก, ไส้คัสตาร์ด ในวันที่ 24 มกราคมนี้ เรียนจบไปคุณก็สามารถไปต่อยอดการขายได้ไม่ยากอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ทีมงานยังได้คัดสรรหลักสูตรเบเกอรี่น่าเรียนมาให้ทุกท่านได้เลือกกันแบบครบครันเลยทีเดียว เริ่มกันตั้งแต่ วันที่ 17 มกราคม สำหรับใครที่อยากเรียนเบเกอรี่กับเชฟสาวมากฝีมืออย่าง เชฟศิราพันธ์ พุ่มพานุพันธ์ ต้องไม่พลาดหลักสูตร มาการองคัลเลอร์ฟูล สุดยอดเบเกอรี่ฮอตฮิตติดลมบนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ยังคงแรงมาจนถึงปีนี้ นำเสนอเมนูมาการองสารพัดไส้ อาทิเช่น มิกซ์เบอร์รี่, ช็อกโกแลตนูเทลล่า, ชาเขียวถั่วแดง และเสาวรส การันตีเลยว่า เรียนจบไป ฝึกฝนอีกสักนิด ก็ทำขายได้เลย…เพราะสูตรอร่อย เป๊ะเว่อร์มากๆ

ตามมาด้วยวันที่ 31 มกราคม กับหลักสูตร Flower Butter Cream Cake (สอนแต่งหน้าเค้ก) โดย เชฟเขมจิรา คำสุวรรณ จะมาสอนเทคนิคการแต่งหน้าเค้กสไตล์เกาหลี นำเสนอความงดงามของสีสันดอกไม้นานาชนิดบนหน้าเค้ก ใครอยากรู้เทคนิคการทำ ต้องไม่พลาด

ปิดท้ายด้วย 2 หลักสูตรครัวปฏิบัติการที่น่าสนใจอย่าง “สุดยอดน้ำยำทำอะไรก็อร่อย” หนึ่งในคอร์สเรียนทีเด็ดที่ใครหลายคนอยากรู้เคล็ดลับการทำให้อร่อยแซบเวอร์ พร้อมรังสรรค์เมนูเด็ดจากน้ำยำ อาทิเช่น ยำปลาดุกฟูทรงเครื่อง, ยำผักบุ้งกรอบ-ไข่ต้มยางมะตูม, และยำผลไม้กุ้งทอด สำหรับท่านที่อยากสัมผัสความอร่อย และเทคนิคการทำแบบง่ายๆ วันที่ 17 มกราคมนี้ เชฟสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ หรือ เชฟน้อย อดีตหัวหน้าเชฟห้องอาหารไทยเบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ สุดยอดเชฟอาหารไทย จะมาเปิดเผยสูตรเด็ดทุกขั้นตอน

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าสนใจ ต้องพูดถึง “สปาเกตตีเลิฟเวอร์” ของ เชฟจารึก ศรีอรุณ (เชฟหน่อย) ที่จะมาสอนการทำเมนูสปาเกตตียอดนิยม อย่าง คาโบนาร่าครีมซอส, ซีฟู้ดไวท์ไวน์, ผัดปลาเค็ม, พาสต้าเส้นสดครีมซอสหมึกดำ พร้อมสอนการทำพาสต้าเส้นสด และครีมซอสหมึกดำ อีกด้วย วันที่ 24 มกราคม 2559 นี้ เชฟหน่อยจะมาปรุงให้ผู้เรียนทุกท่านได้ลองลิ้มชิมรสกัน หรือใครจะได้ไอเดียเด็ดไปเสริมเป็นเมนูขายสร้างรายได้-สร้างอาชีพ ก็ไม่ว่ากัน…

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หรือหลักสูตรอาหารอื่นๆ ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand