เดาใจผู้บริโภคเอเชีย 4 เทรนด์ มาแรงปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

เดาใจผู้บริโภคเอเชีย 4 เทรนด์ มาแรงปี 2559

เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ธุรกิจต่างๆ ไม่อาจมองข้าม เพราะจำนวนประชากรที่มากถึง 4 พันล้านคน ขณะเดียวกันก็เป็นภูมิภาคที่มีผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือมากถึง 3.7 พันล้านคน และมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตราว 1.4 พันล้านคน

เว็บไซต์ trendwatching.com ได้พยากรณ์เทรนด์สำคัญในปี 2559 ที่จะเกิดกับผู้บริโภคเอเชียไว้ 4 เรื่องสำคัญ ซึ่งเทคโนโลยี และความฝันเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้เปลี่ยนไป

เทรนด์แรกคือ แอพพลิเคชั่นข้อความเปลี่ยนชีวิต เห็นได้จากตัวเลขการจราจรบนเว็บไซต์ 43 เปอร์เซ็นต์ ในเอเชียมาจากโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ทั้งโลกตัวเลขอยู่ที่ 33 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ แอพพลิเคชั่นข้อความยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2558 “วีแชต” มีผู้ที่ใช้งานเป็นประจำราว 549 ล้านคน ส่วน “ไลน์” มีผู้ใช้งานราวๆ 205 ล้านคน ทำให้แอพประเภทนี้กลายเป็นช่องทางยอดนิยมของแบรนด์ต่างๆ ในการเข้าถึงผู้บริโภค

ทั้งไลน์ และวีแชตต่างก็ออกแบบระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อธุรกิจ เช่น การช็อปปิ้งผ่านแอพ การมอบส่วนลดพิเศษ เกม สติ๊กเกอร์น่ารักๆ และเนื้อหาต่างๆ แต่ทุกวันนี้ผู้บริโภคคาดหวังมากกว่านั้น ซึ่งแบรนด์ต่างๆ ก็ใช้แอพข้อความเหล่านี้เป็นมากกว่าช่องทางสื่อสาร และช็อปปิ้ง

ยกตัวอย่าง “วีแชต” ที่จับมือกับรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ นำเสนอบริการใหม่ให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง รวมถึงแพทย์ และเตือนการนัดหมาย รวมถึงชำระค่าบริการต่างๆ ส่วนในฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน มีบริการทำวีซ่า ตรวจสอบเรื่องใบขับขี่ และค้นหาหนังสือในห้องสมุด

ก่อนหน้านี้ วีแชตก็จับมือกับบริษัทดีลิเวอรี่อาหาร “ฟู้ดแพนด้า” ส่วนในฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และอินเดีย วีแชตให้บริการค้นหาร้านอาหาร และสั่งอาหาร

ด้าน “ไลน์” ผุดบริการดีลิเวอรี่สินค้าออนไลน์ในไทย ไล่เลี่ยกับการจับมือกับแบรนด์หรู “เบอร์เบอร์รี่” เปิดให้ชมแฟชั่นได้แบบสดๆ

เทรนด์ที่ 2 สมุดหน้าเหลืองสินค้า เพราะวัฒนธรรมออนไลน์ และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ได้ลบเส้นแบ่งการค้าขายแบบเดิมๆ ทำให้ผู้บริโภคมีตัวช่วยใหม่ๆ ในการค้นหาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บคนกลางซื้อขายสินค้า

ในอินโดนีเซีย มีการใช้แอพพลิเคชั่นแชร์รูปภาพชื่อดัง “อินสตาแกรม” ในการค้าขายอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ สัญชาติอินโดนีเซีย อย่าง Oiffel ที่พยายามทำให้การค้นหาสินค้าผ่านอินสตาแกรมทำได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับ Kleora ที่รวบรวมร้านค้าผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือ แฮนดี้โฮม ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่รวบรวมศูนย์บริการของแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในอินเดีย เมื่อเครื่องใช้ชิ้นไหนที่จำเป็นต้องซ่อม ผู้ใช้ก็สามารถเลือกหาได้ผ่านแอพ โดยคัดเลือกผ่านรายละเอียดในเมนู จากนั้นแฮนดี้โฮมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปให้บริการตามเวลานัดหมาย

แฮนดี้โฮมเปิดตัวในเดือนมกราคมปี 2558 ด้วยเงินลงทุน 15,000 ดอลลาร์ แต่มีลูกค้าขอรับบริการมากกว่า 100 ราย ต่อวัน

ในสิงคโปร์ก็มี “เพจแอดไวเซอร์” ที่รวบรวมบริการเกี่ยวกับบ้าน และไลฟ์สไตล์ต่างๆ ไว้มากถึง 39 ประเภท โดยร่วมมือกับร้านค้าขนาดกลาง และเล็ก เพื่อนำเสนอบริการอย่างฝึกอบรมเจ้าตูบ การปรับจูนเปียโน และพ่อครัวส่วนตัว ซึ่งมีลูกค้าสั่งจองบริการมากกว่า 1,000 รายการ และมีนัดหมาย 167 ครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์ หลังเปิดให้บริการ

เทรนด์ที่ 3 ผู้บริโภคหน้าใหม่ฉลาดใช้มากขึ้น โดยราว 52 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรในอาเซียนอาศัยในพื้นที่ชนบท และตลาดนี้กำลังขับเคลื่อนการเติบโตด้านการบริโภค

เพราะแม้ประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย จะมีความเร็วอินเตอร์เน็ตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลก แต่ผู้ใช้ในพื้นที่เหล่านี้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับโลกอินเตอร์เน็ต เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

เทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหา ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยขึ้น และพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Khushi สร้อยคออัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อเด็กๆ ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเริ่มจากอินเดีย สร้อยคอนี้จะติดชิปที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถรู้ข้อมูลการให้ภูมิคุ้มกันที่จำเป็นแก่เด็กๆ แทนที่สมุดบันทึกแบบเดิมๆ

รวมถึงร้านรับจำนำออนไลน์ในฟิลิปปินส์ PawnHero ซึ่งเป็นโรงตึ๊งออนไลน์แห่งแรกในอาเซียน ที่ผู้คนจำนำสิ่งของต่างๆ เช่น อุปกรณ์ไฮเทค เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณี และกระเป๋าหรู

โดยผู้ที่ต้องการใช้เงินเร่งด่วน จะต้องถ่ายภาพสิ่งของที่จะจำนำ จากนั้นเว็บจะตีราคาภายในเวลาที่รวดเร็ว ผู้ใช้บริการสามารถนำสิ่งของไปวางไว้ที่ศูนย์รับฝาก หรือรอบริการมารับที่บ้าน เมื่อเว็บไซต์ได้รับสิ่งของและตรวจสอบแล้ว ก็จะโอนเงินไปยังบัญชีของเจ้าของ

เทรนด์สุดท้าย ปรับพฤติกรรมบนโลกดิจิตอล ทุกวันนี้ผู้คนเสพติดสมาร์ตโฟนมากขึ้น จึงมีไอเดียที่จะทำให้ผู้คนพักวางจากสมาร์ตโฟน เพื่อนำเวลาไปทำเรื่องอื่นๆ แทนที่จะหมกมุ่นกับหน้าจอ และอินเตอร์เน็ต

“รีบอค” ริเริ่มโครงการแปลกใหม่ในเกาหลีใต้ ที่กระตุ้นให้ผู้คนในรถไฟฟ้าที่เอาแต่จ้องหน้าจอมือถือ ได้มีโอกาสขยับออกกำลังกาย ซึ่งใช้เกม Subway Pump Battle โดยสุ่มคัดเลือกผู้โดยสาร 2 คน มาแข่งขันกันวิ่งแตะปุ่มที่มีไฟขึ้น ผู้ชนะได้รับรองเท้ารีบอค รุ่น ZPump Fusion ไปครอง

ในอินเดีย ก็มีโครงการที่ให้ผู้คนแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ ในโลกจริงๆ แทนที่จะอยู่ในโลกออนไลน์ หรือสมาร์ตโฟน “ออปโป้” ในเวียดนามที่หนุนให้คุณพ่อวางมือถือ หันมาทำกิจกรรมกับลูกๆ บ้าง

มหาวิทยาลัยมหิดล เผยธุรกิจมาแรงปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07065010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เสริมไอเดีย

มหาวิทยาลัยมหิดล เผยธุรกิจมาแรงปี 2559

นักวิชาการวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เผยกลุ่มธุรกิจมาแรงในปี 2559 คือกลุ่มธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน สุขภาพ และนวัตกรรมที่เกี่ยวกับอาหาร

ฉะนั้น หากผู้ประกอบการต้องการปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องประยุกต์ใช้หลักการของสตาร์ตอัพเข้าสู่ธุรกิจ นั่นคือ การไม่หยุดนิ่ง คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา และการเพิ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าสู่ธุรกิจ โดยผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการคือ มุ่งมั่นตั้งใจ ริเริ่มสร้างสรรค์ วางแผนธุรกิจเป็น และกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน

อาจารย์กิตติชัย ราชมหา อาจารย์ประจำภาควิชาผู้ประกอบการและนวัตกรรม วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนกำลังนับถอยหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ตลาดสินค้าและบริการเปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาและขยับขยายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มาแรงในยุคปัจจุบัน นั่นคือ กลุ่มธุรกิจที่มีการประยุกต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลักสำคัญเพื่อพัฒนาสินค้า บริการ หรือตัวแบบธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้ธุรกิจอยู่รอด และเติบโตได้แบบก้าวกระโดดในอนาคต หรือที่มักคุ้นหูในชื่อ”สตาร์ตอัพ” (Startup)

อาจารย์กิตติชัย ขยายความเพิ่มว่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตลาดภายใต้สภาวะแวดล้อมการแข่งขันในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว รวมถึงการเน้นสร้างความสะดวกสบายของผู้บริโภคผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น การเพิ่มช่องทางทำการตลาดผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยธุรกิจเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากนักธุรกิจหน้าใหม่ แต่เป็นธุรกิจที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน ดังนั้น การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้เกิด “ความสดใหม่” อยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความแตกต่างและมีเอกลักษณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่สร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือตัวแบบธุรกิจ จะสนับสนุนให้ธุรกิจก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้ไม่ยาก

โดยกลุ่มธุรกิจที่จะมาแรงเป็นพิเศษในปี 2559 นั้นมี 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

o ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน เหตุเพราะการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ดังนั้น การนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินให้ง่ายขึ้น ย่อมเป็นโอกาสและความน่าสนใจใหม่สำหรับสตาร์ตอัพเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ และเมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปีพบว่า มูลค่ามวลรวมของธุรกิจสตาร์ตอัพที่มีเทคโนโลยีฟินเทคเกี่ยวข้อง (FinTechStartup) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคตอย่างชัดเจน

o ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามองในปี 2559 เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิต ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ เช่น ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ล้วนเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักที่ภาครัฐให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการสุขภาพของภูมิภาค (Medical Hub) โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้ารับบริการสุขภาพในประเทศไทยถึง 1.2 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ 107,000 ล้านบาท (ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

o ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความน่าสนใจและมีกระแสของการเติบโตไม่น้อยในปี 2559 ที่ใกล้เข้ามา เหตุเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ถือว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดอาเซียน ซึ่งหากมีการประยุกต์เอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า นอกจากนี้ ความเข้มแข็งและมุ่งเน้นผลักดันส่งเสริมจากภาครัฐในอุตสาหกรรมด้านอาหารและนวัตกรรมอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีส่วนส่งผลต่อความสำเร็จและโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมด้านอาหารในปีหน้า

อย่างไรก็ดี เมื่อมองว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจแล้วนั้น ก็ต้องมองอีกด้านหนึ่งในเรื่องของการปรับตัวของธุรกิจเพื่อต่อสู้แข่งขันกับคู่แข่งที่มีมากขึ้นหลายเท่าตัว ฉะนั้น หากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องการปรับตัวให้อยู่รอดแล้ว ผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องคิดในมุมมองแบบนักธุรกิจสตาร์ตอัพให้ได้ กล่าวคือ การคิดค้นสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ตลอดเวลา และยังต้องมองหานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ นอกจากนั้น อาจารย์กิตติชัยยังได้ให้แนวคิดสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ตระหนักในการดำเนินธุรกิจ 4 ประการ คือ

1. ความมุ่งมั่นตั้งใจ ความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำธุรกิจ พร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้และมีทั้งความตั้งใจและเข้าใจธุรกิจที่ทำ และมีตัวชี้วัดเป็นความมุ่งมั่นในการนำเงินมาเริ่มลงทุนทำธุรกิจ

2. ความคิดริเริ่มธุรกิจ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการทำธุรกิจ เป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของจุดขายของธุรกิจ โดยเฉพาะการคิดแบบนวัตกรรม (Innovator) ที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวส่งเสริมธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น

3. ความรู้ด้านการวางแผนและสร้างตัวแบบธุรกิจที่มีความเป็นไปได้จริงและมีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการยุคใหม่จะต้องมีความรู้ด้านการทำธุรกิจและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รู้กลุ่มลูกค้า ผลิตภัณฑ์ ความต้องการของตลาด คู่แข่งในตลาด เป็นต้น เพื่อใช้ในการร่างแผนธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งรัฐบาลและเอกชนให้ความรู้ในเรื่องเครื่องมือของผู้ประกอบธุรกิจ (Business Model) อย่างแพร่หลาย

4. ความเป็นคนรักที่จะเสี่ยงและเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ โดยหลังจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ความใจสู้และกล้าเสี่ยง ถือเป็นหัวใจสำคัญของคนทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการใช้ความใจสู้และกล้าเสี่ยงนั้น ต้องมีการศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยและสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โทรศัพท์ (02) 206-2000 หรือเข้าไปที่ http://www.cmmu.mahidol.ac.th

แนะนำหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

แนะนำหนังสือ

สำนักพิมพ์มติชน

แชร์ชีวิตออนไลน์ Digital Life

กองบรรณาธิการข่าวสด เรียบเรียง

ISBN : 978-974-02-1455-7

จำนวน 136 หน้า/ราคา 165 บาท

ชีวิตดิจิตอลของสังคมไทยเริ่มต้นแล้ว และมีแต่จะขยายตัวออกไป ข่าวสด ในฐานะสื่อมวลชนที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิตอล จึงรวบรวมเรื่องราวน่าสนใจจากเว็บไซต์ และเพจดังในโลกออนไลน์มาไว้ในพ็อกเก็ตบุ๊ก “แชร์ชีวิตออนไลน์ ดิจิตอลไลฟ์” เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวิถีชีวิตใหม่ในโลกดิจิตอล

การนำเสนอเรื่องราวจากโลกออนไลน์ด้วยสื่อกระดาษนี้ ยังคงบ่งบอกว่าหนังสือไม่ขัดแย้งกับโลกออนไลน์ แต่พร้อมจะเดินไปด้วยกัน

ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ

ภู กระดาษ เขียน

ISBN : 978-974-02-1454-0

จำนวน 272 หน้า/ราคา 195 บาท

ในจุดเริ่มต้นของการดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอด โดยเฉพาะโอกาสแห่งการแสวงหาความเท่าเทียมที่มิใช่แค่เรื่องการเมืองได้ขยายขอบเขตครอบคลุมไปถึงโอกาสทางสังคมในระดับต่างๆ หากแต่เมื่อแสวงหายิ่งกลับพบว่าบุคคลในหน่วยสังคมเดียวกันกลับแฝงเร้นซึ่งการเบียดเบียน กดขี่ เอาไว้อย่างแนบเนียน ผ่านขนบ กฎหมาย และความเชื่อที่ซุกซ่อนคำอธิบายไว้

เพื่อความกระจ่างของการต่อสู้ดิ้นรนบนพื้นฐานของการเอาตัวรอดท่ามกลางความแปลกแยก “ภู กระดาษ” จึงรังสรรค์เรื่องสั้นจำนวน 11 เรื่อง ฝากไว้ให้บรรณพิภพได้รู้จัก หลังจากแสดงพลังผ่านนวนิยายเรื่อง “เนรเทศ” จนเป็นที่กล่าวถึงของนักอ่านมาหลายต่อหลายครั้ง ภายใต้รวมเรื่องสั้น “ดั่งเรือนร่างไร้องคาพยพ”

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงการผจญชีวิตของคนเล็กคนน้อย จับประเด็นเปรียบเทียบไว้ด้วยความมหัศจรรย์ทางภาษาที่ทิ้งปริศนาไว้ด้วยการกล่าวถึงความหมายบางอย่าง ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า แม้อาจเป็นกลวิธีน่าเบื่อหน่าย แต่สุดท้ายก็ทำให้ผู้อ่านเริ่มมองเห็นเค้าลางของจุดเริ่มต้นที่ว่า ปมปัญหาที่ทำให้ตัวละครเหล่านั้นต้องเวียนวนอยู่บนความทุกข์ยาก เกิดขึ้นจากพรหมลิขิต โชคชะตา ฟ้าดินกลั่นแกล้ง หรือเกิดจากโครงสร้างทางสังคมแห่งความไม่เท่าเทียมที่มาในรูปของกฎหมาย การเมือง ซึ่งตีบตันจนมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ การตกเป็นเบี้ยล่างของสังคมที่คล้ายว่าตกเป็นทาส คล้ายตกอยู่ในประเทศเจ้าอาณานิคม ต้องทำตามสิ่งที่ทำตามกันมาอย่างเชื่องๆ เก็บซ่อนคำถามเพื่อท้วงทวงสิทธิอันชอบธรรมของตนในเวลาอันเหมาะสมกันแน่

รวมเรื่องสั้นเล่มนี้ จึงเป็นอีกปรากฏการณ์ทางวรรณกรรมสำหรับนักเขียนที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ยืนหยัดที่จะใช้ภาษาอันเป็นแบบฉบับของตน พ่วงด้วยคำนำเสนอจาก “มนทกานติ รังสิพราหมณกุล” แห่งรายการ diva cafe ทั้งการันตีคุณภาพจากนักอ่านซึ่งอยู่ในแวดวงวรรณกรรมหลายท่าน

THAILAND ONLY เรื่องแบบนี้มีแต่ไทยๆ

เวทิน ชาติกุล และ ภาคิน ลิขิตธนกุล เรื่องและออกแบบภาพ

เป็นหนังสือเล่มเดียวที่รวมความเป็นไทยไว้ครบ ภายใน 240 หน้า

ผู้คน ปรากฏการณ์ ตำนาน ศิลปะวัฒนธรรม ข้าวของ อาหารการกิน และอีกสารพัดเรื่องไทยๆ ตั้งแต่สมัยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยจนถึงปัจจุบัน

ข้อมูลหลายร้อยบรรทัด นำเสนอในรูปแบบอินโฟกราฟิก พิมพ์สีสวยงาม

ความรู้ไม่จบแค่เพียงหน้าเดียว! ด้วยหน้ากระดาษแบบพิเศษ กางออกมายาวกว่า 136 เซนติเมตร (หน้า 124-125 เรื่องใครเป็นใครในหัวโขน และเรื่องลำนำแห่งสยาม 80 ปี เพลงไทยสากล)

ข้อมูลอัดแน่น ถูกต้อง ครบถ้วน จากแหล่งวิชาการที่เชื่อถือได้ นักเรียน นักศึกษาใช้ประกอบการทำงานรายได้ไม่ต้องกลัวพลาด อ่านเพิ่มเติมเสริมความรู้สำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้ความเป็นไทยอย่างสนุกสนานและได้สาระ

ราคาเล่มละ 325 บาท

มีจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ

ยิ่งล้มเร็วเท่าไหร่

ยิ่งใกล้ความสำเร็จ

FAIL FAST or WIN BIG

เบิร์นฮาร์ด ชไรเดอร์ เขียน

ชโลทร โพยมบล แปล

สำนักพิมพ์ AMARIN HOW-TO

ราคา 175 บาท

ในยุคปัจจุบันที่คนเริ่มมาสนใจธุรกิจสตาร์ตอัพมากขึ้น แต่กลับมีน้อยคนที่จะรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จได้ บางคนอาจคิดว่าตนยังไม่พร้อม บางคนลังเล ไม่กล้าจะเริ่มต้นเพราะกลัวล้มเหลว

ดังเช่น เบิร์นฮาร์ด ชไรเดอร์ ผู้ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจสตาร์ตอัพมากมาย เขามีประสบการณ์ด้านการตลาดและการริเริ่มกิจการมากกว่า 20 ปี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Fail Fast or Win Big ยิงล้มเร็วเท่าไหร่ยิ่งใกล้ความสำเร็จ ว่า การล้มไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือบทเรียนยิ่งใหญ่ที่จะทำให้คุณลุกขึ้นเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จครั้งใหญ่

ภายในเล่มพบกับคำแนะนำ และแรงบันดาลใจสำหรับการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ มีหนังสือมากมายในเรื่องการริเริ่มกิจการ มีบุคคลที่ประสบความสำเร็จนับไม่ถ้วนที่ออกมาบอกเล่าประสบการณ์ เช่นเดียวกับงานสัมมนามากมายที่คุณจะเข้าร่วมได้ แต่ไม่มีอะไรในนั้นที่จะทำให้คุณเป็นผู้ประกอบการได้ ตราบใดที่คุณไม่ลงมือทำ และเมื่อใดที่คุณลงมือทำ จงคิดเสมอว่า การประสบความสำเร็จได้นั้นต้องกล้าจะล้ม แล้วลุกขึ้นมาสร้างความสำเร็จ

การตลาดออนไลน์ที่ใช่ มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้ง tarad.com และ ดร.สุธาทิพ ยุทธโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจออนไลน์ เขียน

สำนักพิมพ์ AMARIN HOW-TO

ราคา 189 บาท

การตลาดออนไลน์ที่ใช่ ไม่ใช่แค่เพียงวลี ฝากร้านด้วยค่ะ

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ tarad.com และ ดร.สุธาทิพ ยุทธโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายธุรกิจออนไลน์จะมาปลดล็อกคำถามคาใจให้กับเจ้าของกิจการขายสินค้าออนไลน์และผู้ที่กำลังมองหาลู่ทางเปิดธุรกิจออนไลน์ของตัวเองแบบเจาะลึกเป็นขั้นตอน

การตลาดออนไลน์ที่ใช่ มีแต่กำไร ไม่มีขาดทุน หนังสือเล่มนี้ตอบทุกคำถามที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่และมืออาชีพทุกท่าน

ทำอย่างไรให้ลูกค้ากดสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ร้านค้าของเรา ผู้ขายจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าอย่างไร จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำอย่างไร ผู้ขายเมื่อมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์จะต้องเสียภาษีอย่างไร และกฎหมายที่เกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อผู้ซื้อและผู้ขายจะได้รักษาสิทธิของตนเองตามกฎหมายที่ระบุไว้ เพิ่มความมั่นใจในการซื้อขาย ไม่เสี่ยงต่อการโดนโกง

หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณเรียนรู้วิธีการปรับธุรกิจเข้าสู่โลกออนไลน์เพื่อนำสินค้าออกสู่ตลาดทั้งในประเทศ ภูมิภาคอาเซียน และระดับโลกในแบบที่ใช่และทำกำไรได้มากที่สุด

ลีเดีย ทุ่ม 10 ล้าน เปิดร้านขนม & อาหาร “คาเฟ่ เรเวอรี่” ตกแต่งราวเทพนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

ลีเดีย ทุ่ม 10 ล้าน เปิดร้านขนม & อาหาร “คาเฟ่ เรเวอรี่” ตกแต่งราวเทพนิยาย

เมนูเด่นของร้านเน้นไปที่ขนม ทุกเมนูถูกออกแบบและดีไซน์โดยสาวคนสวยเพียงผู้เดียว แต่ละชื่อเมนู เธอได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยาย อาทิ เค้กใบเตย ใช้ชื่อ “ปีเตอร์ แพนแดน” เค้กช็อกโกแลต เรียก “สตารี่ไนท์” และนอกจากขนม ร้านนี้ยังมีอาหาร เช่น สเต๊กแซลมอน และข้าวกล้องออร์แกนิก สลัดเรเวอรี่ เรเวอรี่เบอร์เกอร์เนื้อวากิว และเบอร์เกอร์เนื้อวากิวราดซอสเข้มข้น ฯลฯ

หลังเข้าสู่ประตูวิวาห์ กับอดีตนายแบบเจ้าของค่ายมวย แมทธิว ดีน ฉันทวานิช ดาราสาว ลีเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา ก็ยังขยันเมกมันนี่ ล่าสุดขอเดินตามฝันของตัวเองสักครั้งด้วยการสวมบทบาท “แม่ค้า” เปิดร้านขนมและอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ชื่อ “คาเฟ่ เรเวอรี่” (CAFE REVERIE) เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ฝันกลางวัน ในซอยลาดพร้าว 71 ถนนสุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ สังเกตง่ายๆ อยู่หน้าค่ายมวยคงสิทธา

ความโดดเด่นของร้านนี้ สาวลีเดียเนรมิตให้เป็นดั่งเทพนิยาย ต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกแห่งความฝัน ตกแต่งด้วยสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของนิยายแต่ละเรื่อง เริ่มตั้งแต่ประตูร้านที่ทำเป็นปกหนังสือ เหมือนเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาอ่านนิยาย ของตกแต่ง มีตะเกียงจากการ์ตูนอาละดิน รองเท้าแก้วจากซินเดอเรลล่า กระจกวิเศษจากสโนไวท์ โคมไฟรูปลูกโป่งแชนเดอเลียร์ ตกแต่งด้วยเหยือกชาสีขาว พร้อมกับโซฟารูปแบบคล้ายม้าหมุนเหมือนในนิทาน เก้าอี้ในร้านเป็นเก้าอี้ใสสั่งพิเศษ เหมือนเก้าอี้แก้ว พื้นและเคาน์เตอร์บาร์ เป็นหินอ่อนสีขาว บวกกับดีไซน์ร้านสไตล์โมเดิร์น วินเทจ เน้นโทนสีขาว-เทาสบายตา เหมาะกับคนที่กำลังมองหาสถานที่หลีกหนีความวุ่นวาย หามุมพักผ่อน จิบกาแฟกับขนมแสนอร่อย ตอบโจทย์ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ได้เป็นอย่างดี

สานฝันเป็นจริง

สมใจเปิดร้านแล้ว

ลีเดีย เล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทานขนม และได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำขนม อาหาร มานานกว่า 10 ปี ไปซุ่มเรียนมาอีก 3 ปี ช่วงเวลาว่างก็ฝึกทำขนมให้คนรอบข้างลองทานตลอด ประกอบกับคิดมานานแล้วด้วยว่าอยากเปิดร้าน แต่ติดภารกิจหลายอย่าง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ความฝันก็เป็นจริงเสียที

ดาราสาว เผยต่อว่า วางแผนการเปิดร้านขนม อาหาร ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ก่อนจะเปิดร้านก็ได้ไปเรียนเพิ่มเติม ทดลองทำเมนูใหม่หลายเมนู ก่อนจะเลือกเมนูที่คิดว่าเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับกลุ่มลูกค้าที่วางไว้

“ร้านคาเฟ่ เรเวอรี่” ถือเป็นธุรกิจแรกในชีวิตของสาวร่างเล็ก ด้านเงินลงทุนทั้งหมด หญิงสาวให้ข้อมูลว่า ค่อนข้างสูง ราว 10 ล้านบาท รายจ่ายส่วนใหญ่เป็นค่างานก่อสร้าง และอุปกรณ์การทำที่ลงทุนซื้อเรื่อยๆ ทว่าโชคดีที่ไม่ต้องเสียค่าพื้นที่ เพราะเปิดในพื้นที่บริเวณค่ายมวยของแมทธิว ตั้งเป้าว่าโอกาสคืนทุนไม่น่าจะนานเกิน 2-3 ปี

สำหรับเมนูเด่นของร้านเน้นไปที่ขนม ทุกเมนูถูกออกแบบและดีไซน์โดยสาวคนสวยเพียงผู้เดียว แต่ละชื่อเมนู เธอได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยาย อาทิ เค้กใบเตย ใช้ชื่อ “ปีเตอร์ แพนแดน” เค้กช็อกโกแลต เรียก “สตารี่ไนท์” และนอกจากขนม ร้านนี้ยังมีอาหาร เช่น สเต๊กแซลมอน และข้าวกล้องออร์แกนิก สลัดเรเวอรี่ เรเวอรี่เบอร์เกอร์เนื้อวากิว และเบอร์เกอร์เนื้อวากิวราดซอสเข้มข้น ฯลฯ

“ลีเดียสั่งทำตู้วางขนมขึ้นเป็นพิเศษ ได้ไอเดียมาจากการ์ตูนเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูร เป็นเหมือนโต๊ะวางขนมธรรมดา แต่แท้จริงคือตู้แช่ขนมเค้ก มีฝาแก้วครอบขนมอีกชั้นเพื่อเก็บความเย็นให้เค้กอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ โดยขนมของร้านจะสลับสับเปลี่ยนในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน”

ภูมิใจนำเสนอ

ชูจุดเด่นแต่ละเมนู

สาวเสียงดี ภูมิใจนำเสนอขนม เริ่มต้นเมนู “ปีเตอร์ แพนแดน” หรือเค้กใบเตย เนื้อมูสนุ่มๆ ได้รสชาติของใบเตย พร้อมทั้งมีกลิ่นหอมอ่อนของตะไคร้แบบไทย ชั้นล่างเป็นคุกกี้กรอบ ด้านบนโรยหน้าด้วยมะพร้าวอบแห้ง และตกแต่งด้วยขนนก สไตล์ปีเตอร์แพน

ต่อมา “ไนท์ อิน ไชน์นิ่ง อาร์เมอร์” หรือ บราวนี่ บลอนด์ ช็อกโกแลต เคลือบอัลมอนด์ เนื้อเค้กเป็นช็อกโกแลตแบบเข้มข้น วางเรียงเป็นชั้นสลับกับบลอนด์ช็อกโกแลต และดาร์กช็อกโกแล็ต แล้วเคลือบชิ้นเค้กด้วยช็อกโกแลตอัลมอนด์เนื้อแข็ง ตกแต่งด้วยครีมชีสจากอิตาลี แค่กัดเบาๆ ก็จะให้ความรู้สึกกรอบ นุ่ม หนึบ อยู่ในคำเดียว รับรองว่าถูกใจชาวช็อกโกแลตเลิฟเวอร์แน่นอน

ต่อด้วยเค้กช็อกโกแลตอีก 1 ชิ้นที่น่ารักสะดุดตา “สตารี่ ไนท์” เค้กช็อกโกแลตเนื้อมูสก้อนกลมๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เค้กชิ้นนี้ถูกเคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลตที่เปรียบเสมือนท้องฟ้า ข้างในเป็นแป้งคริสปี้กรุบกรอบ ผสมอยู่กับช็อกโกแลตเลเยอร์ ให้ความรู้สึกเข้มข้นของดาร์กช็อกโลแลต

ตามด้วย “เทรชเชอร์ เชสนัท” เค้กเกาลัด เป็นการรวมถั่ว 2 ชนิดที่เป็นที่สุดของถั่วอย่าง เกาลัด และอัลมอนด์ ไว้ด้วยกัน เปรียบเหมือนชื่อขนมที่แปลว่า ขุมทรัพย์ แสนอร่อย รสชาติของเค้กจะรับรู้ได้ถึงความหอมของเกาลัดที่อัดแน่นอยู่ในขนม บวกกับแผ่นอัลมอนด์ที่วางอยู่ชั้นล่างเพิ่มความกรุบกรอบ พร้อมด้วยมิลค์ช็อกโกแลต และเมอแรงค์

และสุดท้ายกับ สลีฟเลส บิวตี้ ขนมชวนฝันที่ชื่อมีความหมายน่ารักๆ ว่า เจ้าหญิงนิทรา เป็นเอแคลร์รสกาแฟ ที่สอดไส้ด้วยครีมกาแฟ ด้านบนเป็นมาสคาร์โปนชีส ให้ความรู้สึกหอมนุ่ม ตกแต่งด้วย มิลค์ช็อกโกแลตแผ่น และกลีบกุหลาบแห้ง พร้อมหยดดาร์กช็อกโกแลต

ส่วนเมนูอาหารของที่ร้านคาเฟ่ เรเวอรี่ ก็น่าลิ้มลองไม่แพ้กับขนม เพราะมีทั้งเมนูอาหารสไตล์ฝรั่งเศสและเมนูอาหารคลีน เพื่อสุขภาพ อาทิ สลัดเรเวอรี่ เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน เพื่อคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ กับสลัดผักใบเขียวต่างๆ พร้อมด้วยทับทิม และดอกไม้ตามฤดูกาล ทั้งดอกอัญชัน ดอกแพนซี่ ดอกแนสเตอร์เตียม รับประทานคู่กับน้ำสลัดแบบใส

เอาใจลูกค้าค่ายมวยก่อน

อนาคตเพิ่มอาหารคลีน

สเต๊กแซลมอน และข้าวกล้องออร์แกนิก เมนูสุขภาพอีกหนึ่งเมนู เนื้อปลาแซลมอนชั้นดีนำเข้าจากสกอตแลนด์ นำมาย่างให้หนังกรุบกรอบแต่เนื้อด้านในนุ่ม รับประทานคู่กับข้าวออร์แกนิกชั้นดีจากดอยวาวี แหล่งปลูกข้าวชื่อดังของไทย ราดด้วยซอสหอมแดง สูตรเฉพาะของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมยอดคะน้าย่าง และที่สำคัญ ก่อนรับประทานอย่าลืมบีบเลมอนเพิ่มรสชาติให้กับเมนูจานนี้

ปิดท้ายด้วยเมนูสำหรับคนชอบเบอร์เกอร์ กับเมนูจัดเต็มชิ้นโต เรเวอรี่เบอร์เกอร์ เนื้อวากิวเบอร์เกอร์ เนื้อวากิว ราดซอสเข้มข้น สอดแทรกด้วยผักกาด ชีส มะเขือเทศ รับประทานคู่กับโคลสลอว์แอปเปิ้ลเขียว และเรเวอรี่เบอร์เกอร์ไก่ เต็มอิ่มกับเนื้ออกไก่ย่างสุดนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยเบคอนอบน้ำผึ้ง สอดแทรกด้วยผักกาด ชีส และมะเขือเทศ เสิร์ฟคู่กับโคลสลอว์แอปเปิ้ลเขียว

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เจ้าของร้านวางไว้ในช่วงแรกคือ กลุ่มลูกค้าค่ายมวยคงสิทธาของสามี ดังนั้น การเลือกเสิร์ฟเมนูดังกล่าวตอบโจทย์คนที่มาออกกำลังกาย ในอนาคตเล็งลูกค้าที่สัญจรผ่านไปผ่านมาและที่อยู่ในย่านซอยลาดพร้าว 71 เพราะบริเวณนั้นยังไม่มีร้านขนมและอาหารในสไตล์ฝรั่งเศส ขณะที่เป็นจุดที่รถผ่านเข้าออกจำนวนมาก เนื่องจากเป็นจุดที่เชื่อมต่อทางลัดวิ่งออกไปได้หลายเส้นทาง

ในส่วนของแผนธุรกิจ ลีเดีย บอกว่า ตั้งใจจะทำเมนูเพื่อสุขภาพอย่างอาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ เพราะคนที่มาใช้บริการในค่ายมวยส่วนหนึ่งเป็นผู้หญิงที่ต้องการดูแลหุ่น รูปร่าง ลดน้ำหนัก ซึ่งควรจะมีเมนูอาหารที่ตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มนี้ด้วย

ลองสละเวลาว่างมาสัมผัสกับบรรยากาศแบบเทพนิยาย ชิมขนมและอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ฟังเพลงเบาๆ ชมธรรมชาติไปกับ คาเฟ่ เรเวอรี่ ร้านขนมและอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ซอยลาดพร้าว 71 ถนนสุคนธสวัสดิ์ เปิดทุกวันจันทร์ ถึงวันอาทิตย์ (หยุดวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 932-9388

หลุยส์ พงษ์พันธ์ & ปุ่น เปิด “TRIKA YOG” โยคะบำบัดโดยธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

หลุยส์ พงษ์พันธ์ & ปุ่น เปิด “TRIKA YOG” โยคะบำบัดโดยธรรมชาติ

หลุยส์-พงษ์พันธ์ เพชรบัณฑูร นักแสดง-พิธีกรอารมณ์ดี ที่รู้จักคุ้นเคยในบทบาท “ปิ๊ก” ในซิตคอมดัง บางรักซอย 9 สร้างความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้แฟนๆ ละครมาร่วม 10 ปีเต็ม และยังคงเป็นหนึ่งในนักแสดงที่งานชุก งานต่อเนื่อง แม้ไม่เด่นดัง แต่ยังเกาะติดอยู่ในวงการบันเทิงไปอีกนาน เพราะนอกจากงานแสดงที่ตอนนี้มีทั้ง สื่อริษยา, สายลับรักป่วน ฯลฯ แล้วยังมีงานพิธีกร งานดีเจ อีกด้วย

และเมื่อปลายปี 2557 หลุยส์เข้าพิธีหมั้นและจดทะเบียนสมรสกับแฟนสาวนอกวงการ ปุ่น-นิร์ชา เมธิยะพันธ์ ซึ่งระหว่างทางของชีวิตคู่ หลุยส์-ปุ่น พร้อมสร้างรากฐานของครอบครัวให้แข็งแรง ไปพร้อมๆ กับความชอบ จึงเกิดธุรกิจสตูดิโอสอนโยคะ ชื่อ TRIKA YOG ชั้น 5 @Sathorn Building

เริ่มจากความชอบ

ปุ่น นิร์ชา หุ้นส่วนหัวใจหลุยส์ ในฐานะผู้ริเริ่มธุรกิจ ได้เปิดใจถึงความชอบโยคะและเป็นผู้เล่นมาถึง 4 ปีเต็ม และเห็นผลว่าโยคะนั้นสามารถรักษาภูมิแพ้ที่ตัวเองเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ พอเห็นผลกับตนเอง จึงเริ่มศึกษาศาสตร์ของโยคะอย่างจริงจัง และในที่สุดก็ต่อยอดมาสู่ธุรกิจ

“ปุ่นเล่นโยคะมา 4 ปีแล้ว ชอบและเล่นมาเรื่อยๆ ร่างกายแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็กๆ มีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ เจอฝุ่น เจออุณหภูมิที่เปลี่ยนไปก็เริ่มเจ็บคอ เป็นหวัด พอได้มาเล่นโยคะได้ฝึกลมหายใจ ร่างกายมันดีมาก ปุ่นเริ่มเล่นจากอากาศธรรมชาติ ซึ่งเป็นศาสตร์ดั้งเดิมของทางอินเดีย เพราะเวลาร่างกายเราออกกำลังกาย ข้างในจะร้อน ถ้าเราเพิ่มความร้อนหรือเย็นในร่างกายมันไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเล่นโยคะโดยอากาศธรรมชาติร่างกายจะดีขึ้น เลยเริ่มสนใจและศึกษามากขึ้น และเห็นจากตัวเองที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนต้องอาศัยยาภูมิแพ้ ตอนนี้ไม่ต้องกิน จากที่หอบตอนนี้ก็ดีขึ้น แขนขามีแรงมากขึ้น”

ครูโยคะ คือหุ้นส่วน

พอเริ่มจากความชอบและสนใจในเรื่องของธุรกิจ เธอจึงรวมกลุ่มกับครูและเพื่อนที่เล่นโยคะมาทำธุรกิจด้วยกัน โดยหุ้นส่วนทั้งหมดมี 3 หุ้น ได้แก่ ครูณัฐ-ณัฐพร ตันวิเชียรชัช, ครูอามัน-ซานดีพ ซูมาร์ (ชาวอินเดีย) และก็เธอ หลังจากตัดสินใจทำธุรกิจ เธอและหุ้นส่วนก็เริ่มจากการหาสถานที่เป็นอันดับแรก

“จากกลุ่มที่เล่นด้วยกันคือครูณัฐ ครูอามัน ที่เป็นชาวอินเดีย สนิทเพราะเล่นโยคะด้วยกันทุกวัน และทำตามความชอบของตัวเอง เพราะธุรกิจโยคะไม่ได้ทำเงินมากมายและเราเองก็ไม่ได้ออกจากงานประจำ มาทำตรงนี้เพราะเหมือนเป็นที่พักใจ จากนั้นเราก็เริ่มหาสถานที่ ซึ่งกว่าจะลงตัวที่ตึกสาทร ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพราะเราอยากได้อากาศธรรมชาติ วิวดี การเล่นโยคะต้องมีบรรยากาศที่ดีควบคู่กับการออกกำลังกาย และส่วนใหญ่ตึกสำนักงานจะมีกฎคือ ไม่ให้เปิดหน้าต่าง และไม่ให้ทำห้องอาบน้ำ เรามาเจอที่นี่โดยบังเอิญมาก มาธนาคารกสิกรไทย และเจอป้ายให้เช่าที่ชั้น 5 ซึ่งวันที่มาเป็นวันที่จะเซ็นสัญญาเช่ากับอีกที่หนึ่ง แต่สัญญามีปัญหา ทุกคนมองหน้าและบอกที่นี่คือใช่สำหรับโยคะของเรา

ส่วนเรื่องเงินลงทุน 7 หลัก 3 หุ้น ลงทุนเท่ากันหมด มีในเรื่องของตกแต่ง ค่าเช่า ซึ่งสตูดิโอของเรามีพื้นที่ 304 ตารางเมตร สัญญา 3 ปี”

TRIKA YOG ศัพท์อินเดีย

หลังจากสถานที่และเงินลงทุนพร้อม TRIKA YOG เริ่มดำเนินการตกแต่ง คอนเซ็ปต์โดยรวมคือ โปร่ง ติดถนน เห็นวิวทิวทัศน์ และห้องที่เป็นพื้นที่ตรงกลางไม่ปิดทึบ ส่วนที่มาของชื่อสตูดิโอ นั่นมาจากพวกเธอ 3 คน และอีกนัยเป็นศัพท์ของอินเดีย

“เราเสนอไอเดียว่าจะต้องเปิดโล่ง ด้านในมีแค่เคาน์เตอร์กั้น จากประสบการณ์การเล่นโยคะต้องการสมาธิมาก การพาคนไปเดินส่องตามห้อง ตัวเองเคยเล่นและพอมีคนมาส่องเหมือนเราอยู่ในสวนสัตว์ เลยออกไอเดียว่าให้เปิดโล่ง คนที่มาสตูดิโอสามารถเห็นได้จากข้างหน้า โดยที่ไม่ต้องเข้ามาวุ่นวายในสตูดิโอ

ส่วนชื่อ TRIKA YOG มาจากศัพท์อินเดีย คำว่า TRI คือ 3 ก็เป็นตัวแทนของเรา 3 คน และอีกนัยคือเป็นเทพฮินดูที่มี 3 ปาง 1 ใน 3 เทพเป็นเทพแห่งการช่วยชีวิต ซึ่งจะสอดคล้องกับโยคะ คือการรักษา การช่วยชีวิต และคำว่า YOG มาจาก YOGA คนอินเดียเรียก YOG ส่วนโลโก้ เป็นรูปเด็กที่นอนขดอยู่ในท้องแม่ ซึ่ง ท่าเด็ก เป็นท่าหนึ่งของโยคะ”

TRIKA YOG Healing Through Nature

ในเรื่องของการบริหารนั้น ทั้ง 3 หุ้นส่วนไม่ได้เก่งมากนัก ก็ช่วยๆ กันด้วยการปรึกษาคนใกล้ตัว โดยหน้าที่หลักๆ ของการสอนอยู่ที่ครูอามัน ส่วนครูณัฐและเธอนั้นจะดูแลเรื่องมาร์เก็ตติ้ง โดยในส่วนของการประชาสัมพันธ์ก็ได้ หลุยส์ พงษ์พันธ์ มาช่วยอีกแรง ซึ่งตอนนี้พนักงานจะมี 3 คนคือ พนักงานเคาน์เตอร์ รีเซฟชั่น และแม่บ้าน

“คอนเซ็ปต์ของโยคะเราคือ TRIKA YOG Healing Through Nature รักษาจากธรรมชาติ ทั้งเรื่องอากาศ คือโยคะ เกิดจากมูฟเมนต์ของสิ่งมีชีวิต ท่าสิงโต ท่าเด็ก ท่าปลา ทุกอย่างมาจากท่วงท่าของธรรมชาติ สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทีละส่วนไป อันนี้คอนเซ็ปต์การเล่นโยคะเป็นการรักษาไม่ใช่จากภายนอก สร้างความแข็งแรง มันรักษาจากภายใน ส่วนหนึ่งที่ชอบคือความสบายใจ ทุกครั้งที่อยู่กับมัน มันดีมาก ทำให้ลืมทุกอย่าง โอเคมาก ช่วงที่เรามาติดโยคะ เครียดจากหลายสิ่งโดยเฉพาะเรื่องงานมันเหนื่อยมาก จนต้องรีชาร์จจากข้างใน

ด้วยความที่เราเป็นมือใหม่ และทำสิ่งที่เรารัก เพราะฉะนั้น จะเปิดรับทุกอย่าง ทุกคอมเมนต์ คำติและชม พร้อมที่จะปรับส่วนที่ขาดถ้ามีฟีดแบ็กมาจากลูกค้า”

โปรโมชั่นสุดฮอต

เจ้าของคนสวยบอกกล่าวอย่างอารมณ์ดี เพราะสุขภาพดีว่า อยากให้ทุกคนลองมาใช้บริการที่นี่เพราะเป็นการบำบัดโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง แม้จะอยู่ในเมืองหลวง แต่เมื่อเดินเข้ามาในสตูดิโอ สัมผัสได้ถึงความสงบ อากาศดี พร้อมๆ กับโปรโมชั่นดีๆ นั่นคือ คูปอง 10 ใบ ในราคา 3,500 บาท

“เรื่องคอร์สเราทำไว้รองรับลูกค้าหลายทาง มีตั้งแต่เล่นทุกวัน หรือพนักงานออฟฟิศมาส่งลูกเรียนแถวนี้ หรือเล่นเฉพาะวันธรรมดา หรือเล่นเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ หรือบางคนมีเล่นที่อื่นอยู่แล้วแต่อยากมาเล่นที่นี่แค่เสาร์-อาทิตย์ เราเปิดคอร์สรองรับลูกค้าทั้งหมด อีกอย่างที่คนสนใจเป็นอย่างมากคือ เราทำคูปอง 10 ใบ ในราคา 3,500 บาท ความพิเศษคือ ใครก็เล่นได้ภายใน 3 เดือน คือซื้อไปแล้วแบ่งกันก็ได้ หรือไม่รู้ว่าสะดวกมาช่วงไหน หรือไม่รู้ว่าชอบโยคะของเราหรือเปล่า อยากมาลอง การซื้อ 10 ครั้ง เพื่อทดลองทุกคลาสจะได้รู้ว่าถูกจริตกับคลาสไหน ซึ่ง 1 ครั้ง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง และวันเสาร์จะมีคลาส 90 นาที ลูกค้าที่มาใช้บริการ เตรียมแค่อุปกรณ์มาก็พอ เพราะเรามีอุปกรณ์ ผ้าเช็ดหน้า และห้องอาบน้ำพร้อม”

สาวสวยหนุ่มหล่อคนไหน อยากสุขภาพดีจากภายในและจากธรรมชาติโดยแท้ ก็วอล์กอินเข้าไปที่ TRIKA YOG ชั้น 5 @Sathorn Building หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ โทรศัพท์ (02) 307-8698

พาคนชมทะเลบัวแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

พาคนชมทะเลบัวแดง

สมัยนี้ ถ้าผู้ใดไปเที่ยวที่จังหวัดอุดรธานี

รับรองว่าเกือบทุกคนต้องไปชมดอกบัวเป็นแสนๆ ดอก หรืออาจจะถึงล้านดอกก็ได้

ก็เพราะมีดอกบัวแดงพากันบานพร้อมๆ กันเป็นจำนวนมากนี้เอง จึงถูกเรียกว่าทะเลบัวแดง

ผมเองเคยไปชมทะเลบัวแดงมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งแรกที่ไปเห็น พบดอกบัวโผล่หน้าขึ้นมาไม่มากนัก เพราะไปก่อนเวลาที่ดอกบัวจะนัดเวลาออกดอก

ถ้าจะให้เห็นดอกบัวมากๆ จะต้องไประหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน

ดอกบัวแดงมีมากที่สุดอยู่ในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี

ขอให้ผู้อ่าน และไม่ได้อ่านที่จะไปชมทะเลบัวแดงให้ได้เต็มตาจดจำไว้เลยว่าต้องไปในเดือนที่ว่านี้

เมื่อมีนักท่องเที่ยวไปชมทะเลบัวแดงกันมาก ก็ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพเพิ่มขึ้น เช่น ร้านอาหาร ที่พัก และที่เห็นได้ชัดก็คือ เรือพานักท่องเที่ยวชมทะเลบัวแดง

ถูกแล้วอุตส่าห์ไปถึงทะเลบัวแดงทั้งที แค่ยืนชมอยู่บนฝั่งมันไม่สะใจ

ทุกคนจึงต้องลงเรือกันทั้งนั้นเพื่อให้คนขับเรือ หรือนายท้ายเรือพาไปในบึงกว้างจะได้เห็นดอกบัวทั้งที่เป็นดอกตูมและดอกบานกันชัดๆ เต็มไปหมด

ว่าไปแล้ว การได้เห็นดอกไม้จะเป็นดอกอะไรก็ตาม ถ้าได้เห็นเพียงดอกสองดอกก็งั้นๆ แต่พอได้เห็นมากๆ เป็นแสนเป็นล้านดอกก็จะทำให้ตื่นตาตื่นใจ เช่น ทุ่งดอกบัวตอง ที่แม่ฮ่องสอน และทุ่งทานตะวัน ที่สระบุรี เป็นต้น

เรือที่พานักท่องเที่ยวล่องบึงชมทะเลบัวมีกว่าร้อยลำ เพราะถ้ามีน้อยกว่านี้ไม่มีทางว่าจะรับนักท่องเที่ยวได้เพียงพอ

ผมกับเพื่อนร่วมเดินทางรวม 8 คน ได้นั่งเรือที่มีคนขับที่มีชื่อว่า เหมือน โคตรบรรเทา

ขณะเรานั่งเรือออกจากฝั่งเป็นเวลา 7 โมงเช้ากว่าเล็กน้อย อากาศกำลังดี ไม่ร้อน หรือถึงร้อนก็ไม่เป็นไรเพราะเรือมีหลังคา

เรือพาเราแล่นตรงไปยังกลางบึง ซึ่งมองเห็นดอกบัวชูดอกจนลานตา

ดอกบัวสีแดงตัดกับท้องฟ้าสีฟ้า และมีเมฆสีขาวบางส่วน

มองรวมๆ เป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน

ไกด์บนเรือบอกให้เรารู้คร่าวๆ ว่า ทะเลบัวแดงแห่งนี้เป็นบึงธรรมชาติมีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่

ดอกบัวได้งอกงามขึ้นเองตามธรรมชาติ จากเดิมมีน้อยแล้วค่อยๆ ขยายพันธุ์กว้างขึ้นเรื่อยๆ

ที่จริงเป็นบึงที่มีดอกบัวมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ความสวยงามของดอกบัวยังหลบซ่อนอยู่เงียบๆ

มีชาวบ้านที่เอาเรือมาหาปลา และถอนสายบัวไปกินเท่านั้นที่เห็นความงามของทะเลบัวแดง

ต่อมา ความสวยงามของทะเลบัวแดงได้ถูกถ่ายทอดจากปากสู่ปาก โดยเฉพาะเข้าสู่ยุคดิจิตอล จึงทำให้มีคนถ่ายรูปส่งต่อๆ ให้คนอื่นๆ ได้รู้

ประกอบกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้นำทะเลบัวแดงไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จึงทำให้มีคนรู้จักมากขึ้นและมากขึ้น

ไม่ได้เป็นที่รู้จักเฉยๆ คนทั่วประเทศยังพากันมาชมทะเลบัวแดงกันปีละจำนวนมาก

การล่องเรือชมบัวแดง มีการจอดให้นักท่องเที่ยวได้แวะถ่ายรูปในบริเวณที่มีบัวแดงหนาแน่นหลายจุด

สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวไปตามๆ กัน

ขณะเรือหยุดเครื่อง จอดอยู่กับที่เพื่อให้คนบนเรือถ่ายรูปนั้น ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับคนขับเรือ

เขาบอกว่า มามีอาชีพนำเรือพานักท่องเที่ยวล่องทะเลบัวแดงมา 3 ปีแล้ว โดยซื้อเรือมา 1 ลำ ราคา 60,000 กว่าบาท

ก็มีงานทั้งปี เพราะในเดือนที่ไม่มีดอกบัวก็จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมานั่งเรือชมนกน้ำ

ถ้าว่างจากการนำเรือรับจ้างนักท่องเที่ยวก็จะทำนา ซึ่งเป็นอาชีพเดิมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ช่วงเดือนที่มีดอกบัวจะมีรายได้ดีมาก เพราะจะมีนักท่องเที่ยวมาชมทะเลบัวแดงตั้งแต่เช้าไปจนมืด

การคิดค่าเช่าเรือ แล้วแต่ว่าจะไปไกล หรือใกล้ ราคาไม่เท่ากัน ถ้าไปใกล้ๆ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงเที่ยวละ 300 บาท แต่ถ้าไปไกลๆ ใช้เวลาร่วม 2 ชั่วโมง ก็จะคิดราคาเที่ยวละ หมายถึงทั้งไปและกลับ 500 บาท

เคยมีบริษัทถ่ายหนังสารคดีมาเหมาเรือทั้งวัน ถ้าเหมาก็ 1,200 บาทต่อวัน

เงินค่าเช่าเรือที่ได้จะต้องมอบให้ อบต.ผู้ดูแล 10 เปอร์เซ็นต์

นับเป็นรายได้ที่แกอยู่ได้สบาย เพราะรายจ่ายน้อย ค่าน้ำมันตอนนี้ก็ถูกลง

ใช้น้ำมันแต่ละเที่ยวไม่เกิน 2 ลิตรเท่านั้น

อาชีพอีกอย่างหนึ่งที่แกทำก็คือ แบ่งห้องที่บ้านให้นักท่องเที่ยวเช่า หรือที่เรียกเป็นทางการว่า โฮมสเตย์นั่นแหละ

แกคิดค่าห้องวันละเพียง 300 บาท มีอาหารให้ 1 มื้อ

แกบอกว่าเจ้าของเรือทุกลำก็จะทำอาชีพคล้ายๆ กัน ทั้งนี้ก็เพราะช่วงไม่มีดอกบัวจะมีนักท่องเที่ยวน้อยนั่นเอง

ยกเว้นบางคน ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวน้อย ก็จะใช้วิธีจับปลาเปลี่ยนอาชีพจากชาวนาเป็นชาวประมงแทน ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะบึงที่กว้างใหญ่นี้ไม่ได้มีแต่ดอกบัวแดง แต่มีปลาน้ำจืดชุกชุมด้วย

กิจการในฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

กิจการในฝัน

ในยุคนี้มีคนจำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันการได้เป็นเจ้าของกิจการ เป็นนายของตัวเอง ผมอยากชวนคิดว่าหากเราสร้างกิจการของเราเอง เราฝันอยากเห็นกิจการของเราเป็นกิจการในแบบไหน

กิจการของเราจะขายสินค้า บริการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่ขายนั้นได้มาตรฐาน และมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และคุณภาพชีวิตของลูกค้า ร้านรวงที่ลูกค้ามาใช้บริการมีความสะอาดถูกสุขลักษณะ ร้านออกแบบสวยน่าเข้า ผลิตภัณฑ์ผลิตโดยใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพไม่เอาเปรียบลูกค้า ไม่ผลักภาระต้นทุนที่ไม่สมควรให้กับสังคม เช่น ปล่อยสารพิษ หรือขยะออกสู่สังคมโดยไม่มีระบบการกำจัดที่เหมาะสม และโดยที่สังคมไม่ต้องไปรับผลกระทบเหล่านั้นเองโดยไม่เป็นธรรม

กิจการของเราจะสร้างงานให้คนมีงานทำ มีระบบการฝึกอบรมเพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ ให้เงินเดือนค่าแรงที่ยุติธรรม มีสวัสดิการที่เหมาะสม พนักงานมองเห็นอนาคตและ “เส้นทางสายอาชีพ” ของตัวเองชัดเจน รู้ว่าหากพัฒนาคุณภาพการทำงานของตนไปสู่จุดใดจุดหนึ่งแล้วจะได้รับการโปรโมตให้ทำงานในหน้าที่ที่สูงขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น หากอยู่ในองค์กรต่อไปในระยะยาวจะมีตำแหน่งการเลื่อนขั้นตามเงื่อนไขการทำงานที่มีตัวชี้วัดชัดเจน และยุติธรรม พนักงานในระดับล่างที่สุดก็ยังตระหนักว่า ตนสามารถเติบโตขึ้นไปสู่จุดที่เป็นหัวหน้าในระดับต่างๆ ได้ หรือแม้แต่มีทางเลือกให้สามารถออกไปสู่ตลาดงานข้างนอกได้อย่างมีคุณภาพ และกิจการก็ยินดีกับพนักงานที่หากจะต้องเดินออกไปสู่จุดอื่นในสังคม โดยพนักงานผู้นั้นพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า นั้นเคยมีประสบการณ์การทำงานมาจากเรามาก่อนจึงเป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่อสังคม

กิจการของเราจะเป็นต้นแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน รู้จักการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยเลือกจ่ายในต้นทุน และค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล ไม่นำเงินของกิจการไปใช้ผิดที่ผิดทาง ไม่ว่าจะเป็น เงินใต้โต๊ะ เงินสินบนเพื่อให้ได้งาน ไม่จ่ายค่ารับรองที่ไร้แก่นสารไม่สมเหตุสมผล ไม่จ่ายเงินจำนวนมากไปกับค่าเหล้าเพื่อให้มีงานเลี้ยงประจำปีของบริษัทในขณะที่สวัสดิการพื้นฐานอื่นๆ ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นต้น

กิจการจะรู้จักจ่ายลงทุนเพื่อให้ได้เครื่องจักรที่มีคุณภาพดี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพที่เที่ยงตรงสม่ำเสมอและเชื่อมั่นได้ รู้จักจ่ายเงินเพื่อลงทุนในระบบกำจัดขยะ น้ำเสีย และสารพิษ รู้จักการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ที่ส่งผลอย่างแท้จริงต่อลูกค้าและชุมชน ไม่ใช่การละลายงบประมาณไปกับการสร้างภาพสวยหรูใช้เงินมาก แต่ไม่สามารถช่วยสังคมได้อย่างแท้จริง

กิจการจะรู้จักนำความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพมาใช้ มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ ทำบัญชีเพียงชุดเดียว เสียภาษีอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ไม่นำค่าใช้จ่ายส่วนตัวมาปะปนกับค่าใช้จ่ายของธุรกิจ กิจการจะรู้จักเลือกใช้ผู้สอบบัญชีที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา และยินดีจ่ายค่าสอบบัญชีที่สมเหตุสมผล ความคาดหวังที่มีต่อผู้สอบบัญชีคือ การได้รับคำแนะนำในการบันทึกบัญชี และเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมตามหลักการ ไม่ใช่เลือกผู้สอบบัญชีโดยดูเพียงค่าสอบบัญชีที่ถูกที่สุดโดยขอเพียงการลงชื่อรับรองงบการเงินไปแบบมั่วๆ และสบายใจกับการที่ผู้สอบบัญชีไม่ต้องเข้ามาตรวจสอบอะไรมากมายให้วุ่นวาย

ผมไม่รู้ว่ากิจการในลักษณะที่ว่านี้ จะเข้าข่ายเป็นกิจการในฝันของคุณหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าหลายๆ ข้อที่ว่ามานี้จะช่วยให้กิจการของคุณเป็นกิจการที่ดีได้ และที่สำคัญหากเรามีกิจการในลักษณะนี้เกิดขึ้นในวงกว้างจริง ผมเชื่อว่าจะส่งผลต่อสังคม และช่วยลดความรุนแรงของปัญหาคอรัปชั่นลงได้บ้างอย่างแน่นอน

แล้วเราจะทำอย่างไร…

ผมเสนอว่าให้ LIST รายการข้างต้นออกมาเป็นข้อๆ เพิ่มรายการที่คุณเห็นว่าเป็นสิ่งที่อยู่ในใจคุณเข้าไป ตัดข้อที่คุณไม่เห็นด้วยออก แล้วเลือกข้อที่มีความหมายกับคุณมากที่สุด เลือกข้อที่คุณเชื่อว่าจะทำให้กิจการของคุณเป็นกิจการในฝันขึ้นมาได้จริง เลือกออกมาเท่าที่คุณต้องการ จะมี 3 ข้อ 5 ข้อ 10 ข้อ หรือมากกว่านั้นก็สุดแท้แต่ หรือจะจัดกลุ่มออกเป็น เรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วนมากที่สุด เรื่องที่มีความสำคัญรองลงมา เรื่องที่มีความสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน และเรื่องที่เมื่อกิจการอยู่รอดและดำเนินงานได้ต่อเนื่องแล้วฉันจะทำ เป็นต้น

จุดสำคัญที่สุดของประเด็นนี้ที่ผมอยากชวนให้คิดคือ ผมอยากให้เรื่องเหล่านี้ สอดแทรกเป็นเนื้อเดียวกันกับแผนธุรกิจ แผนการตลาด แผนการเงิน และงบประมาณ และนโยบายการบริหารของกิจการ ให้มันสะท้อนอยู่ใน Mission Statement ของกิจการ เป็นทิศทางที่ชัดเจนว่า กิจการจะเดินไปสู่ “กิจการในฝัน” (ในแบบของคุณ) อย่างไร

โดยไม่เพียงแต่เจ้าของกิจการเท่านั้นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในร่องในรอยตามที่ได้ประกาศไว้ และตอกย้ำแก่พนักงานทุกคนที่เข้ามาร่วมงานด้วย หากเจ้าของ และผู้บริหารกิจการเคร่งครัดกับความประพฤติของตนเองแล้ว พนักงานย่อมต้องเล็งเห็น และเดินตามแนวทางของกิจการในฝันที่ว่านี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เพื่อให้เห็นภาพ ทดลองคิดเล่นๆ เป็นตัวอย่าง เช่น

กิจการที่ทำงานผ่านระบบการประมูลจากรัฐ หากมีท่าทีแต่เริ่มต้นว่า กิจการในฝันของเราจะไม่ให้เงินสินบนเงินใต้โต๊ะ เพื่อให้ได้งาน (หรือให้ในระหว่างดำเนินงาน) เราย่อมต้องวางท่าทีในการทำธุรกิจไว้อีกแนวหนึ่ง อะไรจะเป็นจุดแข็งในการนำเสนอเพื่อให้ได้งาน ตลาดที่จะเข้าไปหางาน หรือวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้งานย่อมมีแนวทางที่เปลี่ยนไป วิธีการดำเนินธุรกิจก็ย่อมต้องแตกต่างไปจากกิจการอื่น เราต้องไม่เอา Norm ของคนอื่นมาทำให้กิจการในฝันของเราไขว้เขวคลาดเคลื่อน เพราะหากเป็นเช่นนั้น เราจะไม่บรรลุเป้าหมายในการมีกิจการในฝันของเรา

กิจการที่ยังอยู่ในขั้นเพิ่งเริ่มต้นตั้งไข่ อาจเห็นว่าเรื่องสินค้าและบริการ เรื่องผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเป็นประโยชน์ต่อสังคม เรื่องการทำอย่างไรให้สินค้าติดตลาดมีฐานลูกค้าที่แน่นอน จับกลุ่มตลาดได้ถูกต้อง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่สุด ทำอย่างไรให้กิจการดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีผลกำไรพอสมควร ทำอย่างไรจะลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป คุณย่อมต้องเลือกว่า อะไรคือต้นทุนที่สำคัญที่สุด อะไรเป็นต้นทุนที่ควรตัดออก ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไรที่เราไม่ควรจะจ่าย

เมื่อกิจการมีผลประกอบการดี จับตลาดได้ถูกต้อง มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง มีผลกำไรดีติดต่อกัน และมีความมั่นคงในฐานะการเงินในระดับที่น่าพึงพอใจ กิจการอาจเริ่มเห็นความสำคัญของการสร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพกิจการอยู่ในสถานะที่ไม่ต้องห่วงกังวลว่าคนที่เราสร้างจะออกไปทำงานที่อื่น ซึ่งนั่นคือ การเป็นองค์กรที่ยกระดับตนเองสู่การเป็นผู้ให้ในลักษณะที่สร้างคนที่มีคุณภาพออกไปสู่สังคม คนที่ออกไปก็เติบโตไปตามวิถีทางของเขาโดยมีพื้นฐานที่ดีจากกิจการของเรา นี่ย่อมเป็นยิ่งกว่ารางวัลตอบแทนการเป็นเจ้าของกิจการในฝันของเรามากกว่าโล่ห์รางวัลใดๆ

จุดที่ขอแทรกและอยากเน้นไว้ในที่นี้คือ เรื่องของต้นทุนค่าใช้จ่ายนั้น มีความสำคัญที่เจ้าของ และผู้บริหารของกิจการต้องคิดให้ถูกทาง เพราะส่งผลต่อความสามารถในการอยู่รอดของกิจการเป็นอย่างมาก ร้านค้า หรือกิจการบางแห่งเปิดตัวอย่างโอ่อ่าอลังการ หมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจำนวนมาก ลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ยังเกินกว่าศักยภาพ และโครงสร้างการลงทุนของกิจการมากเกินไป (ในลักษณะ Over-invested) หากเมื่อใดเกิดเหตุไม่คาดฝัน หรือแผนการตลาดไม่เป็นไปตามที่คาด จะส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินกิจการต่อเนื่องทันที เคยเห็นกิจการจำนวนมากมีต้นทุนจมในเครื่องจักร รถยนต์ประจำตำแหน่ง ผลตอบแทนผู้บริหารที่สูงลิบ ในขณะที่ค่าแรงงานจำกัดจำเขี่ยจนแทบจะหาคนงานมาทำงานด้วยไม่ได้ก็มี เมื่อขายไม่ได้ตามเป้าก็สะดุด และล้มครืนเพราะจ่ายเงินออกไปมากจนขาดสภาพคล่อง และต้องปิดตัวในที่สุด`

ความรู้ความสามารถ และท่าทีในการเลือก และจัดลำดับความสำคัญในการลงทุน ในการเลือกจ่ายในเรื่องอะไรบ้าง มีผลอย่างยิ่ง และหลายๆ ครั้งเป็นจุดตายที่ส่งผลให้กิจการสามารถวิ่งฉิวติดลมบนไปได้สวย หรือล้มครืนในเวลาอันสั้น ไม่ได้ทำกิจการตามอย่างที่ฝันไว้

แนวคิด “กิจการในฝัน” จะสำเร็จลงได้ ต้องอาศัยความฝันที่ดีงาม การแปรความฝันออกมาเป็นแผนที่ชัดเจน การกำหนดกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดที่สอดคล้อง และนำพากิจการไปสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังสามารถนำมาเริ่มใช้กับกิจการในทุกช่วงเวลา ไม่ว่ากิจการจะเพิ่งเริ่มต้นดำเนินการ หรือดำเนินการมาแล้วหลายปี หรือกำลังเพลี่ยงพล้ำ และหาหนทางปรับเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอดได้ หากถ้าเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ลงมือเริ่มเขียนเริ่มคิดได้เลยครับ

การตลาดปี 2559 ทิศทางเหมือนเดิมแต่เพิ่มความเข้มข้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

การตลาดปี 2559 ทิศทางเหมือนเดิมแต่เพิ่มความเข้มข้น

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในหลายๆ เรื่องสำหรับการยึดถือเอาวันขึ้นปีใหม่เป็นวันแห่งการเริ่มต้น โดยเฉพาะในเรื่องของการค้าขายและการตลาด ซึ่งมักจะต้องมีการคาดการณ์ถึงทิศทางเกี่ยวกับการตลาด และความต้องการของผู้บริโภคในปีนั้นๆ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งนี้ก็เพื่อการปรับตัว และเตรียมการเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว

ทิศทางของการตลาดในปี 2559 ในเรื่องของเทรนด์ที่เป็นช่องทาง หรือเครื่องมือในการทำการตลาดคงไม่มีอะไรแปลกใหม่ ยังคงอยู่บนพื้นฐานของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) ที่เคยพูดถึงกันมาตลอดระยะเวลา 1-2 ปีมานี้ ทิศทางในการทำตลาดยังคงอ้างอิง และยึดโยงอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์ การให้ความสำคัญกับโมบาย (Mobile) และการแข่งขันในเรื่องของคอนเทนต์ (Content)

การที่ช่องทางในการทำการตลาดยังคงอยู่ในแนวทางเหมือนเช่นที่ผ่านมานับว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากผู้ใช้งาน หรือผู้ค้าขายไม่ต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับสิ่งใหม่ ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนัก ถึงตอนนี้เกี่ยวกับช่องทาง หรือเครื่องมือในการทำดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง ผู้ใช้งานคงมีความคุ้นเคยกันมากขึ้นแล้ว หรืออย่างน้อยสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นก็มีความเข้าใจในภาพรวมบ้างแล้วว่า ช่องทาง หรือเครื่องมือต่างๆ มีอะไรบ้าง และใช้ทำอะไรบ้าง

สิ่งที่ควรคำนึงถึงเรื่องของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งในปี 2559 คงเป็นเรื่องของการต่อยอดในสิ่งที่ทำอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง 3 ปัจจัย ที่ควรคำนึงถึง และต่อยอดจากสิ่งที่ทำอยู่ให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น คือ…

คอนเทนต์

ควรมีรูปแบบการนำเสนอที่หลากหลายมากขึ้น

การสร้างสรรค์คอนเทนต์ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นทั้งในเรื่องของการให้ข้อมูลกับลูกค้า สร้างการแชร์ และสนับสนุนในเรื่องของเอสอีโอ (SEO) คอนเทนต์ในส่วนของบทความยังควรมีอยู่โดยมีการจัดทำบทความที่น่าสนใจเพื่อนำเสนอข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ควรจัดทำคอนเทนต์ในรูปแบบอื่นๆ ร่วมด้วย โดยในปี 2559 ทิศทางของคอนเทนต์ในรูปแบบของวิดีโอจะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของอินโฟกราฟิก (Infographic) ด้วย

ดังนั้น ในการจัดทำคอนเทนต์ควรวางแผนและจัดทำให้ครอบคลุมหลากหลายรูปแบบ เนื้อหาในเรื่องหนึ่งๆ ที่จะจัดทำคอนเทนต์สามารถจัดทำได้ทั้งบทความ วิดีโอโมชั่นกราฟิก (Motion Graphic) และอินโฟกราฟิกเพียงแค่สรุปเนื้อหาและสาระสำคัญเพื่อนำไปจัดทำคอนเทนต์ในแต่ละรูปแบบให้ได้เท่านั้น

หากมีการจัดทำคอนเทนต์ครอบคลุมมทุกรูปแบบตามที่กล่าวไปอยู่แล้ว ให้ลงลึกไปถึงการใช้ประโยชน์จากช่องทาง หรือเครื่องมือต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้การจัดทำคอนเทนต์รูปแบบต่างๆ เกิดประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม เช่น หากมีการจัดทำวิดีโอแนะนำสินค้า และบริการนำเสนอผ่านทางยูทูบ (YouTube) อยู่แล้ว ลองศึกษาการใช้งานยูทูบดูว่ามีเครื่องมือใดอีกบ้างที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ หรือจำนวนผู้เข้าชมให้กับวิดีโอได้ ยกตัวอย่าง การสร้างข้อความในวิดีโอ หรือแอนโนเตชั่น (Annotation) เป็นต้น

สมาร์ตโฟน/แท็บเลต จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโมบายอย่างสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลตมีบทบาทต่อพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ใช้มากขึ้น และในปี 2559 ก็จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งที่อยากจะย้ำกับผู้ประกอบการในการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้คือ การแสดงผลของเว็บไซต์บนหน้าจอโมบายไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ของบริษัท หรือเว็บไซต์ที่เป็นร้านค้าออนไลน์ก็ตาม ควรตรวจสอบว่า รองรับการแสดงผลบนหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ ได้หรือไม่ และสามารถแสดงผลได้ดีแค่ไหน

หากเป็นการใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปอาจไม่ต้องกังวลมากนัก เนื่องจากผู้ให้บริการได้มีการพัฒนาระบบให้รองรับในเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่หากเป็นเว็บไซต์ที่เขียนขึ้นเอง คงต้องพูดคุยกับผู้จัดทำให้ปรับปรุงในเรื่องนี้ด้วย

การทำการตลาดในช่องทางต่างๆ

ช่องทางในการทำการตลาดของดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง สื่อสังคมออนไลน์คงยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี รวมถึงการทำการตลาดกับกูเกิ้ล (Google) ยังคงเป็นช่องทางหลักสำหรับผู้ที่ต้องการทำการตลาดเชิงรุก และเห็นผลตอบรับที่รวดเร็ว เพียงแต่ในการทำงานควรมีการพิจารณา และปรับเปลี่ยนแนวทางบ้าง เช่น…

– การทำ Facebook Page ในตอนนี้มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับยอดไลก์ (Like) ว่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของเพจอีกต่อไป จำนวนไลก์ไม่ได้มีผลต่อยอดขาย หรือการตลาดอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะยอดไลก์ที่มาจากเทคนิควิธีการที่ทำให้เกิดการไลก์อย่างไม่ตั้งใจของผู้ใช้เฟซบุ๊ก (Facebook) ดังนั้น หากคาดหวังผลลัพธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพจากการใช้เฟซบุ๊กเพจ (Facebook Page) ควรให้ความสำคัญกับการพูดถึง (Talking about) เกี่ยวกับความเคลื่อนไหว หรือสเตตัสต่างๆ ของเพจมากกว่า ควรให้ความสำคัญกับการสร้างและแชร์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งการกดไลก์ และการแชร์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากกว่า

– การทำ Google Adwords พื้นฐานการทำกูเกิ้ลแอดเวิร์ด (Google Adwords) ที่ได้รับความนิยมคือ เครือข่ายการค้นหา ในปี 2559 ผู้ที่สนใจทำกูเกิ้ลแอดเวิร์ดเพื่อโฆษณาสินค้า และบริการอาจพิจารณาการทำกูเกิ้ลแอดเวิร์ดในรูปแบบอื่นๆ ด้วย เช่น เครือข่ายดิสก์เพลย์ หรือเครือข่ายยูทูบซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น

สิ่งสำคัญในการทำการตลาดออนไลน์คือ การติดตามความเคลื่อนไหว และช่องทางใหม่ๆ ที่จะได้รับความนิยมในแต่ละช่วงเวลา หากมีช่องทาง หรือเครื่องมือตัวใดที่น่าสนใจ คอลัมน์ไอทีมาร์เก็ตติ้งจะนำมาแนะนำให้ทราบกันอย่างแน่นอนตลอดปี 2559 นี้

ไขปริศนาลับ?ไฟล์เจ้าปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

ไขปริศนาลับ?ไฟล์เจ้าปัญหา

“การค้นหาจุดเริ่มต้นของทุกปัญหา ย่อมนำพามาซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเสมอ ส่วนปลายทางจะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเราว่าเข้าใจถึงปัญหาได้อย่างถ่องแท้หรือไม่?”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกครั้งที่เจอปัญหาย่อมต้องหาวิธีการดิ้นรนสู้กับปัญหา และเอาตัวเองให้รอดพ้นกับสถานการณ์ หรือปัญหาให้ได้ สมัยก่อนที่ผมเคยทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เคยประสบปัญหาเจอไฟล์งานที่มีนามสกุลแปลกๆ ที่เราไม่รู้จัก หรือคุ้นเคยก็จะนำไฟล์เหล่านั้นไปสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ไอที และยังจำได้ว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ท่านนั้นได้พบเห็นไฟล์ดังกล่าว ยังไม่ทันได้ตรวจสอบอะไรเลยด้วยซ้ำก็สรุปผลแบบง่ายๆ ว่า ไฟล์เหล่านั้นคือ ไวรัส นั่นคือคำตอบแบบขอไปที พอได้ยินแบบนี้ก็คงไม่ต้องถามต่อนะครับว่าจะทำอะไร นอกจากการลบทิ้งไฟล์นั้นทันที โดยไม่อธิบายถึงเหตุผลอะไรเพิ่มเติมให้ผมได้ทราบเลยจึงเป็นอะไรที่คาใจ และสงสัยมากในขณะนั้น

ผมเองต้องขอออกตัวก่อนว่า สมัยนั้นความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ทางด้านไอทีมีน้อยมาก ใครพูดอะไรก็ต้องเชื่อไว้ก่อน ซึ่งอาจจะได้รับข้อมูลที่ผิดมากกว่าที่ถูกด้วยซ้ำไป เพราะด้วยความไม่รู้ว่าจะใช้เครื่องมืออะไรตรวจสอบได้ หากเป็นสมัยนี้เพียงแค่ค้นหาใน Google ก็เจอคำตอบแล้ว ส่วนข้อมูลที่ได้รับจะครบถ้วนหรือไม่นั้นก็คงต้องพิจารณาว่าเราเองต้องการข้อมูลลงลึกแค่ไหน

ถอดรหัส?ไฟล์เจ้าปัญหา

ใครก็ตามที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล และงานสารสนเทศทางด้านไอทีมานาน หรือสายงานอื่นๆ เชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้คุณเองคงเคยประสบพบเจอมาบ้าง อย่างเช่น พบเจอไฟล์ที่มีนามสกุลแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นเคยเลย แถมในบางครั้งอาจจะประจวบเหมาะเคราะห์ร้ายมากกว่าเคราะห์ดีก็ไม่ทราบได้ ที่มีผู้บริหาร หรือหัวหน้างานแวะเวียนนำไฟล์เจ้าปัญหาเหล่านั้นมาส่งให้ถึงที่ พร้อมทั้งกำชับว่าให้ช่วยเปิดดูข้อมูล และสรุปงานที่ได้รับจากไฟล์เหล่านี้ให้ด่วนด้วย จากเหตุการณ์ที่ผมเล่ามานี้?อย่าเพิ่งตกใจจนเสียสตินะครับ เพราะทุกปัญหามีทางแก้ไข

ปัญหานี้อยู่ที่ว่าถ้าคุณไม่รู้ว่าไฟล์ดังกล่าวใช้โปรแกรมอะไรเปิดย่อมไม่สามารถทำอะไรต่อไปได้เลย จริงไหมครับ หากคุณถามว่า แล้ววิธีการแก้ไขปัญหาทำอย่างไร? ผมขอบอกว่าง่ายมากครับให้ลองเข้าไปที่เว็บ http://fileinfo.com/ จากนั้นให้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำ ดังนี้

1. พิมพ์นามสกุลของไฟล์ที่สงสัย หรือต้องการค้นหาลงในช่อง FileInfo จากนั้นคลิกที่ปุ่มแว่นขยาย (Search)

2. คลิกที่แถบเลื่อนเพื่อเลื่อนย่อหน้าลงมาด้านล่าง ให้สังเกตที่หัวข้อ “Program(s) that open?” หัวข้อนี้จะรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าคุณจะใช้ Windows, Mac, Linux, Web, iOS หรือ Android ก็ตามจะบอกให้ทั้งหมดว่า ถ้าเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลนี้จะเปิดได้ด้วยโปรแกรมอะไร?

เคล็ดไม่ลับ

การค้นหานี้ไม่จำกัดว่าคุณจะใช้บนพีซี หรือโน้ตบุ๊กเท่านั้น ในกรณีที่คุณใช้งานบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลต ในการประยุกต์ใช้ก็เพียงเข้าไปที่เว็บ http://fileinfo.com/ โดยเปิดผ่านเบราเซอร์ที่เครื่องเหล่านั้นรองรับเพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

ไม่เก่งภาษาอังกฤษจะทำอย่างไรดี

ปัญหาต่อมาสำหรับผู้ที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ถึงแม้รู้ว่าไฟล์ที่ค้นหาเหล่านั้นใช้โปรแกรมใดเปิดได้แล้ว แต่ก็อยากจะทราบรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ไฟล์ประเภทนี้มีประโยชน์ หรือข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไร ด้วยความสามารถของเบราเซอร์ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะใช้บนพีซี โน้ตบุ๊ก สมาร์ตโฟน หรือแท็บเลตก็ตาม ขอให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ จะช่วยให้ข้อมูลที่คุณกำลังค้นหาสามารถจากภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทยได้อย่างง่ายดาย ดังนี้

– ในกรณีที่ใช้บนพีซี โน้ตบุ๊ก ให้คลิกขวาซึ่งจะปรากฏเมนูลัดบนหน้าเว็บขึ้นมา แล้วเลือกที่รายการคำสั่ง “Translate with Bing” ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้หน้าเว็บแสดงผลเป็นภาษาไทย

– ในกรณีที่ใช้บนสมาร์ตโฟน แท็บเลต (ครอบคลุมทั้ง Windows Phone, Android, iOS, Web) หน้าเว็บที่แสดงผลจะปรากฏหน้าต่างส่วนล่างซึ่งจะแจ้งให้ผู้ใช้งานทราบว่า “หน้านี้อยู่ในภาษาอังกฤษ ต้องการแปลเป็นภาษาไทยไหม” ถ้าต้องการให้แตะที่ปุ่มคำสั่ง “แปลภาษา” หน้าเว็บที่แสดงผลนั้นจะแปลเป็นภาษาไทยทันที

บทสรุป “ไขปริศนาลับ?ไฟล์เจ้าปัญหา”

เห็นไหมครับว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการค้นหาคำตอบ เพียงแค่เข้าใจถึงปัญหาที่พบเจอแล้วคุณจะค้นหาคำตอบได้อย่างง่ายดาย ส่วนวิธีการจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ที่พบเห็น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ อย่าละความพยายามถ้ามุ่งมั่นจะแก้ไขย่อมหาทางออกของปัญหาได้เสมอ

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

สปท. – การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

สปท. – การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

การทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเขียนไว้ว่า ให้ทำงานสืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยคำนึงถึงความสำคัญและเร่งด่วน มุ่งผลสัมฤทธิ์ในเวลาที่เหลืออยู่

ในจำนวน 11 คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ สปท. ตั้งขึ้นมา และทำงานผ่านมาเกินกว่า 2 เดือน มีเพียงคณะเดียวคือ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนฯ ด้านการเมือง ที่ทำงานไม่เหมือนคณะกรรมาธิการอีก 10 คณะ

อีก 10 คณะ ได้แก่ การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่น การศึกษา สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ พลังงาน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สื่อมวลชน สังคม และอื่นๆ

ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ เกี่ยวโยงกับกระทรวงต่างๆ

เป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน หรือเรื่องของรัฐบาลล้วนๆ

แต่การเมืองเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จะร่างให้เสร็จร่างแรกในวันที่ 29 มกราคม 2559 แล้วรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก่อนจะนำมาปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จเป็นร่างสุดท้ายภายในต้นเดือนเมษายน 2559 ตามด้วยการจัดพิมพ์แจกจ่ายไปถึงประชาชน 18 ล้านครัวเรือน

เตรียมพร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติ รับ-ไม่รับ (คว่ำ) ในอีก 2-3 เดือนต่อจากนั้น ซึ่งจะไปตรงกับช่วงเกือบๆ กลางปี 2559

โดยหลักแล้ว ควรจะเปิดกว้าง ให้สิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่

ไม่ควรปิดกั้น และไม่ควรทำให้สถานการณ์ของประเทศกลับไปสู่ความตึงเครียดอันเนื่องมาจากความขัดแย้งปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

ถ้าประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่กระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญที่อุตส่าห์ร่างกันมาเป็นปีและจะครบ 2 ปีนับแต่การยึดอำนาจโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

หมดเงินหมดทองไปไม่น้อยหากนับรวมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัญธรรมนูญ ชุดที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน

ยังกระเทือนไปถึงแผนการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมืองของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง สปท. อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการด้านการเมือง สปท. ที่มี นายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ได้วางแนวทางการทำงานไว้ว่า ต้องประสานงานหารือกับ กรธ. เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญที่จะเขียนออกมามีความสอดรับไปกันได้ ไม่เช่นนั้นอาจไปคนละทางสองทาง นำไปสู่การขัดแย้งขึ้นได้

ประการต่อมา ในระยะเริ่มแรก หลังประชุมสภาสปท. รับฟังแผนการปฏิรูป วันที่ 21-22-23 ธันวาคม จากคณะกรรมาธิการทั้ง 11 คณะเรียบร้อยไปแล้ว คณะกรรมาธิการด้านการเมืองจะเดินหน้าทำงานขับเคลื่อนด้วยการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 ชุด

ชุดที่ 1 คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย นายกษิต ภิรมย์ เป็นประธาน

ชุดที่ 2 คณะอนุกรรมาธิการการเมืองและการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม นายสุชน ชาลีเครือ เป็นประธาน

และใช้คณะกรรมาธิการทำเองในด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เสริมสร้างความปรองดอง นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน ดำเนินการเอง

ให้เวลาไว้ 30 วัน

เมื่อคณะอนุกรรมาธิการ 2 ชุด ศึกษาเสร็จให้นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการด้านการเมืองเพื่อพิจารณาว่าควรแก้ไขเพิ่มเติมตรงไหน

ยกเว้น เรื่องปรองดอง ไม่ต้องเสนอ เพราะคณะกรรมาธิการ ศึกษาเอง ลงทุนลงแรงศึกษาเอง ไม่ต้องผ่านคณะอนุกรรมาธิการ เมื่อศึกษาเสร็จก็เป็นอันเสร็จกัน

จากนั้นก็ว่ากันไปตามขั้นตอนของการทำงานเพื่อให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์การขับเคลื่อนการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้

สิ่งที่จะเป็นประเด็นอ่อนไหวสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านการเมือง ก็คือ การลดความขัดแย้งและการเสริมสร้างความปรองดอง จะทำอย่างไร

การเชิญผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่สั่งสมและทอดยาวมานานเป็นสิบปีมาเสนอความเห็น จะเกิดประโยชน์ไหม เพราะปัญหาเก่าๆ เช่น ความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ การปฏิบัติแบบสองมาตรฐานเพื่อจะเล่นงานลงโทษลงทัณฑ์ข้างเดียว ตามที่คนฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกแบบนั้น ยังดำรงอยู่ แถมคนกลุ่มนี้ยังคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังทำกันอยู่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย คณะกรรมาธิการด้านการเมืองจะทำอย่างไร

การผลักดันข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายเพื่อสร้างความปรองดอง จะวางขอบเขตผู้ถูกดำเนินคดีระดับใด ข้อหาใดบ้าง

ต้นซอย กลางซอย หรือสุดซอย?

ก้นเข่ง ครึ่งเข่ง หรือเหมาเข่ง?

จะถูกต่อต้านจากฝักฝ่ายพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง สื่อเลือกข้างหรือไม่

ผู้นำรัฐบาล/คสช. ที่เคยประกาศจุดยืนว่า การสร้างความปรองดองคือปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการ

รวมทั้งพูดตลอดว่า เรื่องความปรองดองไม่ต้องมาพูดกันจนกว่าจะถึงปี 2560

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ยากต่อการพยากรณ์หรือคาดการณ์ว่า เหตุการณ์ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ความเป็นจริงอย่างหนึ่งสำหรับการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านการเมืองก็คือ

ข้อเสนอเรื่องการเสริมสร้างความปรองดองด้วยการนิรโทษกรรมของ สปท. จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงาน 3 ฝ่ายหรือไม่ อันประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สปท.

ไม่มีใครตอบได้

ตราบเท่าที่พรรคการเมืองใหญ่ๆ และกลุ่มการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งยังยึดหลักว่าผิดกับถูกเอามาผสมกันไม่ได้

ตราบเท่าที่หลักการให้อภัย เลิกยึดมั่นถือมั่นกับทิฐิยังไม่เกิดขึ้นกับฝักฝ่ายความขัดแย้ง

คณะกรรมาธิการด้านการเมืองที่มีตัวแทนของพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองเข้ามาเป็น สปท. และนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้หลายคนก็คงทำอะไรไม่ได้มาก

ประกอบกับไม่มีใครตอบได้เช่นกัน คสช. และรัฐบาลจะสะดุดขาตัวเองหรือพลัดตกลงไปในหลุมติดหล่มจมไปกับข้อกล่าวหาฝ่ายต่างๆ จนยากต่อการปีนป่ายขึ้นมาหรือไม่

เงื่อนไขของสถานการณ์นับจากนี้ที่ยังเปราะบางและอ่อนไหว กล่าวได้ว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองในแต่ละจังหวะก้าวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

คณะกรรมาธิการด้านการเมือง สปท. จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องคิดหนัก และคงจะเหนื่อยไม่น้อยกับการเดินหน้าไปตามแผนการปฏิรูปที่เสนอไว้