ขนมไทยใครว่า…น่าเบื่อ ดี”เสริฐ New Look of Thai Dessert

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

ไอเดียแปลก

พารนี

ขนมไทยใครว่า…น่าเบื่อ ดี”เสริฐ New Look of Thai Dessert

“…พยายามอธิบายว่า ไม่ใช่ฟิวชั่น เป็นขนมไทย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หน้าตาเปลี่ยนใหม่เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปฟิวชั่นกับใครเลย…”

พ.ศ. นี้ หลายคนบอก เป็นยุคเบเกอรี่ “เบ่งบาน” ผ่านไปทางไหน มักเห็นแต่ ร้านกาแฟ-เค้ก แทรกตัวอยู่ในแทบทุกทำเล

ส่วนพฤติกรรมการรับประทาน “ขนมไทย” นั้น นับวันยิ่งห่างหายไปจากชีวิตตามปกติ

ถ้าจะมีคงเป็นช่วงงานบุญ อย่าง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ ซึ่งยังพอมี “พื้นที่” ให้กับของหวานคู่บ้านคู่เมืองได้อวดโฉมกันอยู่บ้าง

หลายวันก่อนมีโอกาสไปช็อปปิ้ง ห้างดังย่านมีนบุรี เห็นอีเว้นต์น่าสนใจเลยเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนปรี่เข้าไปร้านขายขนมหวานเจ้าหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ดี”เสริฐ” กับ สโลแกนแปลเป็นไทย “ขนมไทยรูปทรงใหม่ – New Look of Thai Dessert”

เข้าไปหาข้อมูลใกล้ๆ ได้เห็นความน่าสนใจจนไม่อาจปล่อยผ่าน

เลยขอถามความเป็นมาเกี่ยวกับแนวคิดในงานสร้างสรรค์ดังว่า

เจ้าของกิจการ กรุณาสละเวลา…มาให้รายละเอียดด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง

……………

คุณคิ้ม-ทิพย์ดา จันทจรูญพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี เคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบการด้านการจัดเลี้ยงในนาม “ดี เคเทอริ่ง” และเจ้าของกิจการขนมไทยสไตล์ใหม่ “ดี”เสริฐ” เริ่มต้นให้ข้อมูล ด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ด้านการบริหารกิจการ ที่ผ่านมาทำงานด้านการตลาดมาตลอด

ก่อนออกมาช่วยกิจการของทางบ้านสามี-คุณวิทวัส จันทจรูญพงษ์ ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ชื่อ “ดีพร้อม” ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี โดยตั้งใจเข้ามาขยายงาน จากร้านอาหารมาเป็นการบริการด้านจัดเลี้ยงนอกสถานที่

เพราะทั้งสามีและตัวเธอเอง เห็นตรงกันว่า แคเทอริ่ง (Catering) เป็นธุรกิจบริการที่มีอนาคตเติบโตได้อีกมาก ประกอบกับช่วงเวลานั้น คือราว 10 ปีก่อนนี้ ยังไม่มีใครเสนอตัวเข้าสู่ตลาดมากนัก ถ้าไม่นับการบริการโต๊ะจีนแล้ว มั่นใจว่ามีไม่ถึง 10 แบรนด์

“เมื่อ 10 ปีก่อน ตอนเข้ามาทำธุรกิจนี้ เป็นยุคที่ ฟิวชั่นฟู้ด เฟื่องฟูมาก การทำแคเทอริ่ง ต้องผนวกกับสไตล์เก๋ๆ ขณะที่เราไม่ได้ชูฟิวชั่น เพราะถนัดอาหารไทย ถ้าดันทุรังทำแบบเขาคงไม่รอด จุดขายและจุดแข็งของเราจึงเน้นอาหารไทยมาตลอด แต่พยายามปรับรูปลักษณ์ของการนำเสนอให้สวยงาม-แปลกตายิ่งขึ้น” คุณคิ้ม ย้อนให้ฟังอย่างนั้น

เมื่อธุรกิจ “ดี เคเทอริ่ง” เติบโตขึ้นตามลำดับ จากจุดเริ่มเพียงบุฟเฟ่ต์ ปัจจุบันแตกไลน์ได้ครอบคลุมแทบทุกรูปแบบทั้งค็อกเทล โต๊ะจีน ครั้นก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 10 จึงถึงเวลาสร้างความแข็งแกร่งให้เพิ่มขึ้นอีก

คุณคิ้ม เล่าต่อ เมื่อก่อนขนมที่ใช้ในงานจัดเลี้ยง คิดว่ามีแค่นี้ดีแล้ว หรือบางอย่างอาจพึ่งผู้ผลิตภายนอก ซึ่งยังไม่ดีพออย่างต้องการ จึงวางแผนไว้นานแล้ว ต้องทำขนมเอง และเมื่อเน้นที่อาหารไทย ขนมไทยก็ต้องดีไม่แพ้กัน

สรุปได้ดังนั้น เธอจึงขอพักงานในบริษัท เป็นเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อเข้ารับการเรียนวิชาการทำอาหารคาว-หวาน ตำรับไทย จาก “โรงเรียนช่างฝีมือในวัง (หญิง)”

เมื่อฝึกฝนจนสำเร็จตามหลักสูตร จึงนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาและปรับปรุงหน้าตา จนได้ออกมาเป็น ขนมไทยสไตล์ ดี”เสริฐ อย่าง เปียกปูน หรือขนมนึ่ง จำพวก ขนมกล้วย มันสำปะหลัง ฟักทอง ฯลฯ กลายร่าง มี “New Look” ชนิดแทบจำไม่ได้ เพราะทำออกมาเป็นรูปทรงกลมสีสันสดใส ก่อนนำไปเสียบไม้เรียงรายกันคล้ายลูกชิ้นปิ้ง ด้วยเหตุผลจะได้รับประทานกันง่ายขึ้น

“ลูกค้าค่อนข้างชอบเรื่องหน้าตา ส่วนใหญ่เห็นแล้วบอกน่ารักจัง และมีหลายคนบอกเป็นขนมไทยฟิวชั่น เลยต้องพยายามอธิบายว่า ไม่ใช่ฟิวชั่น เป็นขนมไทย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หน้าตาเปลี่ยนใหม่เท่านั้นเอง ไม่ได้ไปฟิวชั่นกับใครเลย เป็นเปียกปูนที่กวนแบบดั้งเดิมนี่แหละ ถ้าใส่พิมพ์สี่เหลี่ยม ก็เป็นเปียกปูนดั้งเดิมอย่างที่เคยทานกัน” คุณคิ้ม เล่ายิ้มๆ

แม้เพิ่งเปิดตัวมาได้ไม่กี่เดือน ผลตอบรับจัดอยู่ในระดับน่าพอใจ มีทั้งลูกค้าหน่วยงานและลูกค้ารายย่อย สั่งไปรับประทาน เป็นของขวัญของฝากกันแล้วมากหน้าหลายตา

ส่วนช่องทางจัดจำหน่ายนั้น ปัจจุบันไม่มีหน้าร้าน ใช้ช่องทางออนไลน์ ผ่านทาง เฟซบุ๊ก ไลน์ และเว็บไซต์ รวมถึงออกอีเว้นต์บ้างเพื่อสำรวจพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า

คุณคิ้ม บอกด้วยว่า ทุกวันนี้ขนมไทยหารับประทานยาก อาจเป็นเพราะคนหันไปรับประทานเบเกอรี่กันมากขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการทำมีไม่น้อย นับตั้งแต่ วัตถุดิบ กระบวนการทำ แรงงานมีฝีมือ รวมถึงอายุการจัดเก็บ

“ข้อจำกัดสำคัญอีกอย่างของขนมไทย ได้แก่ เรื่องราคา เพราะการรับรู้ของผู้บริโภคคือ ขนมไทย ต้องไม่แพง จึงเป็นโจทย์ยากของเรา ที่ต้องทำให้คนรับรู้กันใหม่ว่า ขนมไทยมีคุณค่ามากพอให้พวกเขายอมควักกระเป๋าจ่ายในราคาไล่เลี่ยกับเบเกอรี่ ซึ่งมีความละเอียดอ่อนคนละอย่าง” เจ้าของเรื่องราว ว่ามาอย่างนั้น

เมื่อถามถึงความตั้งใจในไลน์ธุรกิจนี้ คุณคิ้มยิ้มกว้าง ก่อนฝากไว้

“ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านขนมต่างประเทศ แต่อยากจุดกระแสให้คนหันมามองภาพขนมไทยใหม่ ไม่ใช่มีแต่ความหวานอย่างเดียว ขนมอร่อยๆ ยังมีอีกหลายตัว ที่ไม่หวานมากและมีประโยชน์ด้วย อยากให้หันมาทานขนมไทยกันบ้าง ก่อนของดีของบ้านเราจะหายไป”

ดี”เสริฐ…มีทั้งขนมไทยรูปลักษณ์ใหม่และของว่างสูตรโบราณ อาทิ เปียกปูน ขนมนึ่ง หมี่กรอบ ม้าฮ่อ เมี่ยงลาว ตะโก้หน้าต่างๆ ขนมเทียนสลัดงา ฯลฯ หากสนใจ ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 773-2359 LINE ID : Bangkokdessert Facebook/ดีเสริฐ Dessert และอีเมล : Bangkokdessert@gmail.com

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

เงินกำลังไหลบ่า… และเรื่อง SMEs ที่ยังไม่จบ

“…หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา”

“รดน้ำต้องรดที่โคนต้นไม้ ดินต้องพรวนให้ร่วน ให้น้ำลงไปได้ อากาศลงไปได้ ต้นไม้จึงจะงอกงามบริบูรณ์” คำคนโบราณสอนไว้ ในเรื่องเกษตรกรรมการเพาะปลูก

ส่วนการจะทำให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่เรียกว่า “การบริโภค หรือ Consumption” เดินหน้าได้ ต้องมีกลไกขับเคลื่อนในเวลานี้

เพราะเหตุว่า ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ…สำหรับประเทศไทย กล่าวคือ

หนึ่ง คนที่เคยมีรายได้จากภาคเกษตร สินค้าเกษตรที่ขายได้ดันมีราคาลดลงตามราคาน้ำมันและตามความต้องการในตลาดโลกลดลง

สอง เพาะปลูกได้น้อย เนื่องจากภัยแล้ง ปริมาณที่ควรได้ก็น้อยลงไปอีก

สาม คนที่พอมีเงิน ก็ไม่ยอมใช้จ่าย ลดการใช้จ่าย ไม่ซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เพราะยังกังวลโน่น นี่ นั่น

สี่ คนที่อยากจะใช้จ่าย ก็มีหนี้มาก เดือนๆ หนึ่งต้องตัดเอาเงินที่ได้ไปจ่ายหนี้ก่อน เหลือจึงเอามากินใช้ ซึ่งอาจไม่พอ

ห้า คนหรือธุรกิจที่เรียกว่า SMEs รายเล็กรายน้อย เริ่มติดขัดเพราะยอดขายไม่เข้า รายได้ไม่เข้า แต่เงินทุนหมุนเวียนยังต้องเพิ่มเพราะเมื่อกระแสเงินสดจากการขาย การรับชำระจากลูกหนี้การค้ายาวขึ้น การเปลี่ยนสินค้าคงคลังเป็นเงินสดยาวขึ้น ย่อมทำให้ต้องหาเงินมาก้อนหนึ่งยันเอาไว้ก่อนในส่วนที่ต้องสำรองจ่าย ที่อาจจะหนักหน่อยคือ ต้องหาเงินจำนวนหนึ่งไปจัดหาวัตถุดิบ หรือว่าจ้างการผลิตเพราะว่ามีคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากคนซื้อทั้งในและต่างประเทศเข้ามาแล้วแต่ยังผลิตเพื่อส่งมอบไปยังคนซื้อไม่ได้สะดวกเพราะเงินสดมีจำกัด แบบนี้เท่ากับเสียโอกาส

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาครัฐมีมาตรการ ทำอย่างไรไม่ให้ระดับฐานราก ระดับโคนต้น ตรงที่เป็นจุดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ให้เขาเหล่านั้นยากลำบากไปกว่านี้

เลยต้องใส่เม็ดเงินผ่านเครื่องมือที่รองรับในปัจจุบัน บนแนวคิด “ซ่อมเร็วกว่าสร้าง ทำให้เร็ว มีพลัง เห็นผลชัดเจน จับต้องได้…และต้องไม่มีการโกงกินกัน”

มาตรการเงินลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท และเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านระดับเกรด A เกรด B จึงมีความจำเป็น

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ มีการอนุมัติเงินตามมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท ให้ทุกจังหวัดรวมทั้งสิ้น 19,156.36 ล้านบาท จากทั้งหมด 36,275 ล้านบาท ส่วนการเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้าน มีการเบิกจ่ายเงินให้กองทุนแล้ว 36,888 กองทุน วงเงิน 35,708 ล้านบาท จากทั้งหมด 40,460 กองทุน วงเงิน 39,150.93 ล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนละ 1 ล้านบาท มีการจัดสรรงบประมาณให้ทุกจังหวัดแล้ว 40,318.5 ล้านบาท

เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัด เพราะต้องการดูหน้างานถึงสภาพปัญหาที่แท้จริง รวมทั้งอยากให้ผู้คนมีกำลังใจ

ท่านกล่าวว่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของประชาชนในการลงพื้นที่ เลยอยากให้จังหวัดอื่นนำกรณีตัวอย่างของชาวบ้านที่อุบลราชธานี ไปเป็นต้นแบบคือ การนำเงินที่ได้รับจากมาตรการของรัฐไปลงทุนในกิจการที่สร้างรายได้ เช่น เปิดร้านขายของ ร้านตัดผม ทำรถเข็นขายสินค้า เพื่อสร้างความยั่งยืน

พร้อมทั้งได้กำชับให้ส่วนราชการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังมีความล่าช้าให้รวดเร็วขึ้นโดยเฉพาะมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ธนาคารของรัฐ ถือว่ามีบทบาทโดดเด่นขึ้นในการต่อสู้กับปัญหานี้ เพราะสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง เป็นเครื่องมือเป็นกลไกของรัฐในการปล่อยกู้แก่ภาคธุรกิจเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ตัวผู้บริหารของสถาบันการเงินเหล่านั้น จะต้องมีความระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ หรือการสร้างหนี้เสีย การไปทำให้วินัยทางการเงินหย่อนยานลงตามมาด้วย เรียกว่าการเสริมนโยบายรักษาการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวมควบคู่กับรักษาความสามารถในการป้องกันและการทำกำไร ไม่ให้มาเป็นภาระของรัฐควบคู่กันไป…งานมันจึงไม่ง่าย

ตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงไทย กำหนดว่า ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตสินเชื่อ SMEs เติบโต 9% โดยจะมีสินเชื่อคงค้างที่ 5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นแสนกว่าล้านบาท เนื่องจากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน SMEs ของรัฐบาลจะมีผลต่อการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร เน้นไปยังกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างวัสดุก่อสร้าง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอาหาร พลังงานทางเลือก โรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจเกี่ยวกับยารักษาโรค

ปกติธนาคารจะตั้งเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มในอัตรา 1.5-2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ปี 2559 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ท้าทายคือ จะเติบโตมากกว่าระบบให้ได้ เชื่อว่านอกจากผลของนโยบายรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านสินเชื่อและนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนแล้ว การพิจารณาสินเชื่อที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็มีผลให้ยอดสินเชื่อขยายตัวได้ดี

“ธนาคารจะสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าได้ภายใน 10 วันเท่านั้น” ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลางธนาคารกรุงไทย กล่าวไว้อย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มุมมองในธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย หลายๆ ธนาคารต่างแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ปี 2558 เป็นปีที่ยากในการดำเนินงานสำหรับธนาคารและสายงานสินเชื่อรายย่อย เพราะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ทำให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน จึงต้องเพิ่มวิธีบริหารจัดการหนี้เสียและระวังเรื่องการปล่อยสินเชื่อกลุ่มที่มีความเสี่ยงและเป็นหนี้เสียสูงให้มากขึ้น อาทิ กลุ่มที่เป็น SMEs รายย่อย คนค้าขายที่มีรายได้ด้านเดียว เพราะเมื่อกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีรายได้ลดก็กระทบความสามารถในการชำระหนี้ด้วยทันที เป็นที่รู้กันแล้วว่ารายได้ SMEs ลดลงประมาณ 20-50% ที่มีปัญหาหนักมากคือกลุ่มเกษตรซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำ

ทั้งนี้ ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2559 อาจจะยังได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ดังนั้น ในปีหน้า จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อรายย่อย

และที่สำคัญ ต้องหยุด “หนี้เสีย” ให้ได้

ทางรอดโชห่วยภูธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07013011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ทางรอดโชห่วยภูธร

“ราคาถูกจริง ช็อปปิ้งถูกใจ อยู่ใกล้บ้านคุณ” ธนพิริยะ ร้านค้าปลีก-ส่ง ของคนเชียงราย นี่คือสโลแกนที่ผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ของธนพิริยะเติบโตมาถึงทุกวันนี้

จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์ทางการค้า มีเขตชายแดนติดกับ พม่า สปป.ลาว และ จีนตอนใต้ การค้าตามเขตชายแดนคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทยเป็นที่ต้องการค่อนข้างสูง

ตลาดหลักทรัพย์

เป้าหมายและอนาคต

ธนพิริยะ ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 25 ปี จนกลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าและส่งท้องถิ่นรายแรกที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะมีโอกาสขยายธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

คุณธวัชชัย พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า “25 ปีที่ผ่านมา ที่เราก่อตั้งและพัฒนาร้านค้าปลีกและส่งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนสามารถขยายสาขาได้ทั่วจังหวัดเชียงรายทั้งหมด 12 สาขา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยที่ผ่านมา ธนพิริยะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจของประเทศจะผันผวนก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเติบโตในการขยายสาขาที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

ประกอบกับจุดแข็งสำคัญคือ ระบบการจัดการภายในที่มีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ ตลอดจนความเข้าใจวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ทำให้ผลการดำเนินงานของธนพิริยะที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีการขยายสาขาออกไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของบริษัทขยายตัวทุกปีและมีความมั่นคง สัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจค้าปลีก 64 เปอร์เซ็นต์ และธุรกิจค้าส่ง 36 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12

สำหรับแผนการขยายธุรกิจค้าปลีกและส่ง มองอนาคตไว้ว่าภายใน 7-10 ปีข้างหน้า ให้มีสาขาเพิ่มขึ้นกว่า 50 สาขา มองว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ จากมุมมองที่ว่าจะเปิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากเชียงรายโชคดีตรงที่เป็นจังหวัดในประเทศไทยที่มีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ อย่างเช่น พม่า ลาว และ จีน”

ผุดโมเดลธุรกิจใหม่

กลยุทธ์และทางออก

คุณธวัชชัย เผยว่า “โมเดลสร้างใหม่ คนไทยคิดเอง จากประสบการณ์ที่สั่งสมในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและส่ง เกิดเป็นแนวคิดพัฒนาในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ โดยอ้างอิงจากข้อดีของธุรกิจใหญ่อย่างโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีกย่อยตามชุมชน

โดยสาขาแรกที่ธนพิริยะก่อตั้งขึ้นมาอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พัฒนาจนรูปแบบการซื้อขายให้อยู่กึ่งกลางระหว่างการค้าปลีกและส่ง คือลูกค้าที่ต้องการจะซื้อของสามารถเข้ามาเลือกซื้อของได้ทั้งแบบส่ง สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อของเพื่อไปขายต่อ ในขณะที่ก็ยังสามารถซื้อของน้อยชิ้นหรือสินค้าขายปลีกได้ในสถานที่เดียวกัน

โดยวิถีชีวิตคนต่างจังหวัดมีความแตกต่างจากคนในหัวเมืองใหญ่ ยังต้องการรูปแบบร้านค้าท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชุมชน สะดวกซื้อสินค้า ความใส่ใจของพนักงานที่ให้บริการ ยึดรูปแบบคือ สะดวกสบายเหมือนร้านสะดวกซื้อ มีสินค้าที่หลากหลายเหมือนโมเดิร์นเทรด เป็นพันธมิตรกับร้านค้าปลีกท้องถิ่นและมีสินค้าหลากหลายราคาส่ง”

การบริการ คือหัวใจสำคัญที่ 1 เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้อีก โดยสร้างความเป็นกันเองระหว่างลูกค้าและพนักงานในร้าน

“หัวใจสำคัญของร้านค้าปลีกอยู่ที่การบริการ การสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง สังเกตได้จากเวลาที่เราซื้อของตามร้านอากง อาม่า หรือร้านป้าโชห่วยในซอยบ้าน เราจะรู้จักกันดี ทักทายกันเสมอ สร้างความคุ้นเคย ทำให้คนที่เข้ามาซื้อของกลับมาซื้อซ้ำอีก ไม่รู้จักเบื่อ มันคือบรรยากาศความสนุกสนานและเป็นกันเอง อีกเรื่องที่สำคัญคือคนเชียงรายสนับสนุนคนฮึดสู้และขยัน” คุณธวัชชัย เล่า

ส่วนข้อดีของการเอาโมเดิรน์เทรดเข้ามาพัฒนาคือ ระบบในการจัดการร้าน การกระจายสินค้าและรูปแบบที่ทันสมัยของร้าน อีกทั้งเรามีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นในแผนอนาคต จึงตั้งใจที่จะสร้างศูนย์กลางกระจายสินค้าให้ขยายใหญ่ขึ้น พื้นที่โดยประมาณ 10,000 ตารางเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงราย 8 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางส่งของตามสาขาต่างๆ ทั่วจังหวัดเชียงรายได้ง่ายขึ้น

ทางรอด ร้านค้าปลีก-ส่ง

และการปรับตัว

ปัจจุบัน เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายเติบโตขึ้นมาก ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกภาคส่วน ความเจริญที่เพิ่มเข้ามา ทำให้จังหวัดเชียงรายมีการลงทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายรายที่เข้ามาลงทุนและจับจองพื้นที่

หากร้านค้าเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโชห่วยหรือตลาดสด หากไม่มีการปรับตัว ไม่สร้างจุดยืนเป็นของตัวเองให้ได้ จะทำให้ร้านค้าเล็กๆ ตายลงไปตามๆ กัน เหมือนที่ผ่านมาที่บอกว่า ร้านค้าเล็กๆ ไม่มีทางรอดในยุคนี้

“ผมมองว่า มันคือความท้าทายและโอกาส ร้านค้าเล็กๆ อย่างเราที่จำต้องปรับตัว เพราะถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องปิดตัว ตายไปตามกระแส ซึ่งร้านค้าเล็กๆ มักไม่ยอมรับการปรับตัว ยังติดคิดว่า เราไม่มีทางสู้พวกรายใหญ่ได้ เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องรับของเขามาขายอีกต่อหนึ่ง แต่จริงๆ ถ้าเราพร้อมปรับตัว หาความรู้และโอกาส เรามีทางรอด

สิ่งหนึ่งที่อยากทำมากคือ ผมอยากนำเอาร้านค้าเล็กๆ ตามชุมชนกลับมาผงาดอีกครั้ง ในจังหวัดเชียงรายก็มีคุยๆ กันไว้แล้วบ้าง แต่ปัญหามันติดอยู่ที่เจ้าของร้านหรือกิจการ ยังคิดแบบเจ้าของ ยังไม่ได้คิดแบบนักบริหาร เพราะปัจจุบันนี้ การทำธุรกิจมันคือการแบ่งกันกิน เอื้อประโยชน์กันใช้ หากอยากรอดคนเดียว อยากได้ส่วนแบ่งมากๆ คนเดียว รับรองได้เลยว่าไม่มีทางรอด การจะรอดต้องช่วยกันรอด พร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน

มาถึงวันนี้ ก็ยังมั่นใจว่า อย่างไรเสีย ร้านค้าปลีกย่อย ถ้ารู้จักปรับตัว ไม่มีทางตาย ยังไงก็รอด แค่ต้องพัฒนาตัวเองและคิดหาทางออก แบ่งผลประโยชน์รวมกันในเขตบริเวณเดียวกัน” คุณธวัชชัย บอกอย่างมั่นใจ

ขายอย่างนี้สิเจ๋ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ขายอย่างนี้สิเจ๋ง

การขาย เป็นอาวุธสำคัญในการทำธุรกิจ ใครขายเก่ง ถือว่าเป็นต่อในทุกสนามรบทางธุรกิจ

ในอดีต เคยเชื่อกันว่า คนที่ขายเก่ง คือคนที่สามารถพูดแบบน้ำไหลไฟดับ หรือฝอยจนลิงหลับได้ คนแบบนั้นจะมีแววในการขายที่เจริญรุ่งเรือง

ปัจจุบัน คนที่พูดเก่งแบบพูดเป็นต่อยหอย พูดน้ำไหลไฟดับ พูดจนลิงหลับ พูดพล่ามน้ำลายแตกฟอง คนเหล่านี้อาจไม่ใช่นักขายที่เก่งอีกต่อไปแล้ว

เหตุผลไม่ซับซ้อนครับ เพราะลูกค้าไม่ใช่คนที่จะมาชวนเชื่อกันได้ง่ายๆ โดยคนขายอีกต่อไปแล้ว แต่ลูกค้าเลือกเชื่อคนที่เป็นกลุ่มก้อนในแวดวงคุ้นเคย หรือคนที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้มากกว่า

การขายแบบ “รีวิว” จึงเป็นความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ในวงเสวนาแลกเปลี่ยนกันเรื่อง “การขายที่ประทับใจ” ซึ่งเป็นการนำเอาประสบการณ์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับนักขาย ที่รู้สึกประทับใจ มาแชร์กันในกลุ่มผู้ศึกษาเรื่องการตลาด จำนวน 35 คน ทำให้ได้แง่คิด มุมมอง เกี่ยวกับ “การขาย” ที่น่าสนใจมากกว่า 50 แนวคิด แต่ผมขอเลือกเล่าบางอัน ที่รู้สึกสนใจนะครับ ซึ่งมีทั้งที่เป็นเทคนิคการขาย การสร้างกลยุทธ์ในการขาย รวมถึงการพัฒนาตนเองของคนขาย

เรื่องที่ 1 เป็นเทคนิค “การขายด้วยมายากล” คนทั่วไปชอบดูมายากล อยากจับผิด จึงให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ระหว่างคนดูเพลิน คนขายก็ค่อยๆ แทรกการขายสินค้าไปด้วย เทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องมายากลอย่างเดียวหรอกครับ หาความบันเทิงอื่นก็ได้ ที่มั่นใจว่ากลุ่มเป้าหมายของเราสนใจ อย่างการจัดคอนเสิร์ตสำหรับสินค้าวัยรุ่น ก็เห็นกันอยู่บ่อย

เรื่องที่ 2 เป็นเทคนิค “การขายด้วยการลุ้นโชค” สินค้าราคาสูง ลูกค้าตัดสินใจซื้อทันทีได้ยาก คนขายเลยหัวใส ขายสลากแทน แล้วลุ้นรางวัล ใครถูกสลากได้สินค้าชิ้นนั้นไปครอบครอง แบบนี้น่าจะโดนกับอุปนิสัยของคนไทยนะ ปกติก็ลุ้นหวยอยู่แล้ว เปลี่ยนรางวัลจากเงินมาเป็นของที่สนใจซื้อ แต่แพงเกินการตัดสินใจทันที ซื้อสลากไม่กี่บาทมีลุ้น

แต่เทคนิคนี้ ต้องไปขออนุญาตเป็นเรื่องเป็นราวให้ถูกต้องนะครับ เพราะเข้าข่ายการพนัน ไม่เช่นนั้นก่อนลูกค้าจะถูกรางวัล คนขายอาจถูกจับโยนเข้ากรงขังเสียก่อน

เรื่องที่ 3 เทคนิค “การขายแบบให้ทดลองสินค้า” ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการตลาดแบบสร้างประสบการณ์ (Experiential Marketing) การทดลองแบบลองเสื้อผ้า หรือว่าลองชิม อันนั้นเบสิกไปนะครับ อันนี้ถึงขั้นให้ลองเอาไปใช้ดูก่อน ไม่พอใจเอามาคืนได้

สินค้าอุปโภคขายตรงเจ้าใหญ่จากอเมริกาที่เข้ามาบุกตลาดไทย ช่วงแรกเคยใช้วิธีนี้เช่นกัน ซื้อเอาไปใช้ไม่พอใจเอากลับมาคืน คืนเงินเต็มจำนวนไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าใช้หมดไปแค่ไหนแล้ว กลยุทธ์นี้วัดใจกันครับ ว่าลูกค้าจะเป็นคนดีมากพอหรือไม่

เรื่องที่ 4 เทคนิค “เอารีวิวของลูกค้ามาใช้สื่อสาร” เหมาะกับการขายออนไลน์มาก แต่ไม่ออนไลน์ก็เอามาใช้ได้ไม่ผิดอะไร เป็นลักษณะการใช้บุคคลอ้างอิง (Testimonial) กลยุทธ์นี้พวกสินค้าที่ขายแบบทีวีไดเร็คทั้งหลายชอบใช้ ซึ่งสมัยนี้ อย่างที่บอกแต่ต้นว่า ลูกค้าอยากเชื่อคนที่เคยมีประสบการณ์มาเล่า มากกว่าฟังคนขาย

เรื่องที่ 5 เทคนิค “โพสต์รูปสวย บรรยายเข้าใจ” แน่นอนเป็นการขายออนไลน์ ซึ่งการใช้รูปสวย คงตรงกับคำกล่าวที่ว่า ภาพ 1 ภาพมีค่ามากกว่าคำบรรยาย 1,000 คำ และรูปภาพที่สวยงาม ถ่ายมาดี ยังช่วยดึงดูดให้หยุดอ่านคำบรรยาย ดังนั้น คำบรรยายต้องเข้าใจง่าย ได้ข้อมูลรายละเอียดตามสมควร

สิ่งสำคัญสำหรับการบรรยายบนเครือข่ายออนไลน์ ต้องสั้น กระชับ ได้ใจความ ไม่ต้องลีลา เล่นสำนวน ไม่ต้องหวังเขียนเอารางวัลซีไรต์ เขียนด้วยภาษามนุษย์ปุถุชนพอ

เรื่องที่ 6 เทคนิค “ความรับผิดชอบต่อสินค้า” เมื่อใดที่สินค้าเกิดปัญหา อย่าสร้างเงื่อนไข รับกลับคืนมาเลย เปลี่ยนชิ้นใหม่ไปให้ลูกค้าแบบไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย หรือเงื่อนไขเชิงแลกเปลี่ยน ต้องโดนหักค่าโน่นค่านี่ หรือถูกตีมูลค่าไม่เต็มจำนวน เพราะถือว่าใช้ไปแล้ว แบบนี้ไม่ได้ใจลูกค้า ต้องมาแนวเสี่ยสั่งลุย เปลี่ยนทันทีไม่มีเงื่อนไข

เรื่องที่ 7 เทคนิค “การช่วยลูกค้าวางแผน” ขายแบบไม่ขายครับ คนขายส่วนใหญ่พูดถึงความปรารถนาของตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากได้เงินลูกค้าอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สน แบบนี้ลูกค้าเขาก็รู้ทัน ต้องเข้าใจว่าลูกค้าไม่ได้กินหญ้าต่างข้าว เขาต้องการเพื่อนที่ไม่เอาเปรียบ

แทนที่จะเสนอขายของแพงเป็นหลัก ขายครั้งเดียวคนขายสบายไปเป็นเดือน ต้องลองทำความเข้าใจความจำเป็นของลูกค้า แล้วแสดงความจริงใจที่เสนอข้อแนะนำในสิ่งที่เหมาะสม สิ่งที่ช่วยให้เขาประหยัดได้ ควรเป็นอย่างไร

เรื่องที่ 8 เทคนิคการขาย “ความกระตือรือร้นระหว่างขาย ช่วยกระตุ้นลูกค้าได้” อันนี้ผมยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ แต่พิจารณาแล้วเมื่อเทียบเคียงกับเหตุผลทางจิตวิทยาหลายๆ อัน น่าจะเป็นจริง

ไม่ต้องคิดซับซ้อนครับ เอาแค่มีใครมาขายอะไรให้เรา แล้วท่าทางหงอยๆ เนือยๆ ซังกะตาย อยากซื้อไหมล่ะครับ เทียบกับคนที่กระฉับกระเฉง ท่าทางตื่นตัว อยากฟังใครเล่าเรื่องสินค้ามากกว่ากัน ดังนั้น มีเค้าความจริงอันน่าเชื่อถือได้

เรื่องที่ 9 เทคนิค “การขาย คือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้า” ลูกค้าที่ซื้อสินค้า เพราะมีปัญหา จึงต้องการสินค้ามาตอบสนอง เพื่อแก้ปัญหาให้ตนเอง บางคนอาจเถียงว่า แล้วสินค้าฟุ่มเฟือยล่ะ ก็แก้ปัญหา “ความอยากได้” ไงล่ะครับ

ดังนั้น การพิจารณาว่า อะไร คือปัญหาของลูกค้า แล้วนำเสนอสินค้าของเราเป็นแนวทางการแก้ปัญหา จะได้รับความสนใจมากกว่า การซื้อแบบไม่มีที่มาที่ไป

เรื่องที่ 10 เป็นการพัฒนาตนเองของคนขาย “ออกเช้า กลับดึก เพื่อเพิ่มระยะเวลาขาย” คนขายต้องขยันครับ แต่ขยันคืออะไรล่ะ อันนี้ผมชอบมากเลย “ออกเช้า กลับดึก” ความขยัน คือการทำให้มีเวลาทำงานมากกว่าคนอื่น เวลามากกว่า ก็ย่อมได้เปรียบกว่า

เรื่องที่ 11 เป็นการพัฒนาตนเอง “ทำตัวเองให้เข้ากับสินค้า” อันนี้ไม่ต้องนึกไปไกลครับ นึกถึงคนขายผลิตภัณฑ์ความงามก็พอ ถ้าขายยาแก้สิว ฝ้า แต่หน้าเยินด้วยสิวอย่างหนา ฝ้าเป็นแผ่น ยังจะกล้าซื้อใช้ไหมครับ ขายอาหารเสริม แต่ตัวเองผอมกะหร่อง ยังช่วยยืนยันสรรพคุณได้ไหมครับ

เรื่องที่ 12 เป็นการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง “สร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเอง” เรื่องนี้มีที่มาจากร้านขายส้มตำที่แต่งตัวเป็นลิเกตัวพระตัวนางมาเสิร์ฟ เอาเป็นว่า ถ้าใจไม่กล้า หน้าไม่ด้านมากพอ ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้ แต่ลองหาการสร้างเอกลักษณ์อย่างอื่น ไม่ต้องพิสดารมาก แต่ทำสม่ำเสมอ จะช่วยให้กลายเป็นเอกลักษณ์ได้ เช่น ผมเคยเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนขายแต่งชุดคาวบอยทุกวัน ชินตาจนจดจำได้แม่นยำ

เล่าพอเป็นไอเดียกันสัก 12 เรื่อง ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูครับ ถ้าไอเดียเดียวไม่ได้ผล ก็เอามาผสมผสานกันหลายๆ ไอเดีย ขายกันให้สนุกสนาน ไม่ต้องสนใจว่าเศรษฐกิจจะดีหรือดิ่ง เพราะเราเจ๋งจริงด้วยกลยุทธ์การขาย…

“อโรม่า กรุ๊ป” บุกตลาด AEC ปรับลุกส์ใหม่ “ชาวดอย” “ไนน์ตี้-โฟร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แฟรนไชส์โซน

ดวงกมล

“อโรม่า กรุ๊ป” บุกตลาด AEC ปรับลุกส์ใหม่ “ชาวดอย” “ไนน์ตี้-โฟร์”

ร้านกาแฟขนาดเล็ก และขนาดกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หัวใจสำคัญคือ สถานที่ตั้ง รสชาติ คุณภาพ และการบริการ เนื่องจากคนนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบ ในขณะเดียวกัน ลูกค้านิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบัน ธุรกิจกาแฟมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีแนวโน้มขยายตัว แต่ก็พ่วงมาด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของบรรดาร้านกาแฟมากมาย ทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ จากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และเครื่องชงกาแฟ พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เฉกเช่น “บริษัท อโรม่า กรุ๊ป จำกัด” นับเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ลำดับต้นๆ ในธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟ ทั้งผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วบด เครื่องชงกาแฟ อุปกรณ์ ฝึกอบรม รวมถึงแฟรนไชส์ร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย

ครองเบอร์ 1 ธุรกิจกาแฟ

ชูจุดเด่นครบวงจร

คุณพริษฐ์ อนุกูลธนาการ ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการในเครืออโรม่า กรุ๊ป ผู้นำด้านธุรกิจกาแฟคั่วบดครบวงจร ดำเนินธุรกิจมากว่า 55 ปี กล่าวถึงภาพรวมว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 ค่อนข้างซบเซา หลายๆ ธุรกิจชะลอตัว แม้กระทั่งห้างค้าปลีกรายใหญ่ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ปริมาณซื้อต่อครั้งน้อยลง ไม่ซื้อตุน แต่ซื้อถี่ขึ้น ซึ่งสวนทางกับร้านสะดวกซื้อ และตลาดออนไลน์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

แต่สำหรับทิศทางธุรกิจอโรม่านับจากนี้นอกจากตลาดกาแฟในไทยแล้ว ทางบริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) หรือกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ด้วยนโยบายเป็นผู้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟครบวงจร จะจำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจกาแฟ การฝึกอบรม แต่การรุกออกครั้งนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไป

ด้านตลาดรวมกาแฟคั่วบด คาดว่าทั้งปี 2558 มีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท (รวมทั้งกาแฟสด ทรีอินวัน กาแฟผงสำเร็จรูป) ผู้บริหาร ระบุว่า ทั้งปีอโรม่าจะมีการเติบโตประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 1.2 พันล้านบาท และคาดว่าจะได้ส่วนแบ่งตลาด 40 เปอร์เซ็นต์

สำหรับรายได้ของบริษัทดังกล่าว มาจาก 3 ช่องทางหลักคือ 1. จำหน่ายวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟสไตล์อินดี้ 2. อโรม่า ช็อป เป็นศูนย์รวมธุรกิจกาแฟที่ครบวงจร จำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ มีบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการประกอบธุรกิจร้านกาแฟ เเละผู้ประกอบการทั่วไป และ 3. แฟรนไชส์ร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย

รายย่อยยังโตได้อีก

โลเกชั่น รสชาติ บริการ

สัดส่วนรายได้ของบริษัท ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากการจำหน่ายวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟสไตล์อินดี้ ส่วนอโรม่า ช็อป ปัจจุบันมี 28 สาขา ตั้งเป้าปี 2559 จะเปิดให้ได้ 50 สาขา เน้นภาคอีสาน จังหวัดละ 1 สาขา แฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอย 300 สาขา และจากนี้ไปชาวดอยจะเปิดใน 4 รูปแบบคือ คีออสขนาด 1.8 เมตร ลงทุน 290,000 บาท คีออสช็อปไซซ์ S, M, L ลงทุนระหว่าง 300,000-1,000,000 บาท (ตามขนาดของพื้นที่) เป้าหมายปีหน้าจะเปิดแบรนด์ชาวดอยเพิ่มอีก 60-100 สาขา

ส่วน ไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ ปัจจุบันมี 28 สาขา (เป็นสาขาแฟรนไชส์ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นของบริษัท) อยู่ระหว่างการรีแบรนด์ ปรับโลโก้ และรูปแบบร้านใหม่ให้พรีเมี่ยมทันสมัยมากขึ้น ตั้งเป้าปี 2559 เปิดให้ได้ 30 สาขา

คุณพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ร้านกาแฟขนาดเล็ก และขนาดกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หัวใจสำคัญคือ สถานที่ตั้ง รสชาติ คุณภาพ และการบริการ เนื่องจากคนนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบ ในขณะเดียวกัน ลูกค้านิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย โดยในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50 : 50 จากปัจจุบันคนดื่มกาแฟ 70 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องดื่มอื่นๆ 30 เปอร์เซ็นต์

“หลายๆ ร้านกาแฟมักจะตกม้าตายเรื่องการเลือกใช้เมล็ดกาแฟ ร้านส่วนใหญ่ใช้เมล็ดกาแฟเพียงชนิดเดียวทำทั้งเมนูร้อน และเมนูเย็น อยากให้แยกเมล็ดกาแฟให้ชัดเจน คนชงกาแฟก็สำคัญ เพราะกาแฟ 1 แก้ว ความอร่อยมาจากวัตถุดิบ 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ มาจากคนชง ซึ่งทางอโรม่าเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ ได้จัดกิจกรรมบาริสต้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเป็นประจำทุกปี มั่นใจว่าตลาดร้านกาแฟในไทย จะขยายตัวอีกมาก”

ร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น

บุกตลาดใหม่ กาแฟแคปซูล

นอกจากทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำแล้ว ยังมีแผนที่จะรุกตลาดเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ “แคปซูล” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครื่องชงกาแฟ และจำหน่ายเมล็ดกาแฟ เมนู เช่น กาแฟ ชานม “โนว์ฮาว” ที่นำมาใช้กับการขยายธุรกิจในครั้งนี้ มาจากประเทศอิตาลี ซึ่งหลังจากนำสินค้าเข้ามาทำตลาด คาดว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดี เพราะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องดื่มร้อน และเหมาะสำหรับสำนักงาน โรงแรม รีสอร์ต และผู้บริโภคทั่วไป

สำหรับแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า รูปแบบการรุกตลาดต่างประเทศเน้นเข้าไปร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ล่าสุดได้แต่งตั้งมาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ชาวดอยในพม่า และจะเริ่มทยอยเปิดสาขาเบื้องต้นประมาณ 10 สาขา ขณะที่กัมพูชาเพิ่งจะเริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ส่วนลาวที่ผ่านมาได้เข้าไปทดลองตลาดบ้าง แต่ยังเข้าไม่ถึงเพราะตลาดในลาวมีผู้เล่นท้องถิ่นรายใหญ่เป็นเจ้าตลาด

“แผนขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนมีลักษณะคล้ายกับในประเทศไทยคือ เน้นเปิดโอกาสให้พันธมิตรเป็นผู้ดำเนินงานเอง นำร่องด้วยร้านกาแฟชาวดอย ตามด้วยร้านอโรม่า ช็อป”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุน ติดต่อ สำนักงานใหญ่ อโรม่า กรุ๊ป บริษัท เค.วี.เอ็น.อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด เลขที่ 43 ชั้น 2 ซอยนาคนิวาส 6 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (02) 159-8999

กับดักเถ้าแก่ (มือใหม่)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

กับดักเถ้าแก่ (มือใหม่)

เคยเขียนเรื่องของกับดักมนุษย์เงินเดือนไปในคอลัมน์ก่อนหน้านี้ มีผู้อ่านซึ่งเป็นเจ้าของกิจการมาแอบถามว่า แล้วกับดักเถ้าแก่ล่ะ มีอะไรบ้างมั้ย

นั่นสินะ มีอะไรบ้างที่จะเป็นกับดักที่ทำให้การเป็นเถ้าแก่ไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งสมัยนี้การมีธุรกิจของตัวเองเป็นความฝันของเด็กรุ่นใหม่ ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพต่างๆ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่โด่งดังน่าสนใจมากมาย ล้วนเกิดจากไอเดียดีๆ ของคนรุ่นใหม่ เช่น UBER ธุรกิจเรียกแท็กซี่ผ่านแอพออนไลน์ หรือ airbnb ที่เปิดโอกาสให้คนเปิดบ้านส่วนตัวเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

ไอเดียใหม่ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาอยากมีธุรกิจของตนเองมากมาย แม้ว่าจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีคำเตือนที่น่าจะเป็นกับดักอยู่หลายประเด็นสำหรับคนที่อยากจะเป็นเถ้าแก่ เช่น

กับดักที่ 1 อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้าโครงการของคุณยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นแค่ความฝันแต่ยังไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน หรือจับต้องได้ ความดีอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครเถียงได้ของการเป็นมนุษย์เงินเดือนคือ คุณได้เงินเดือนทุกเดือนที่คุณทำงาน ดังนั้น หากลาออกทันที เงินส่วนนี้ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงชีวิตประจำวันก็จะหายไป เว้นเสียแต่ว่าบ้านรวย ช่วยไม่ได้ ก็ข้ามข้อนี้ไปเลย

2. อย่าเพิ่งกู้เงิน ข้อนี้เป็นกับดักที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อใดก็ตามที่เงินกู้มาถึงมือคุณ ดอกเบี้ยวิ่งทันทีและวิ่งทุกวัน ตามหลอกหลอนเถ้าแก่มือใหม่ ดังนั้น การกู้เงินไม่ว่าจะจากแหล่งไหน น่าจะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะทำ

3. อย่าเพิ่งรีบหาหุ้นส่วน การมีหุ้นส่วนทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก หาคำตอบให้ได้ ทำไมเราต้องมีหุ้นส่วน เราต้องการเงินลงทุนของเขา หรือไอเดียของเขา หรือแรงของเขา หรือคอนเน็กชั่น สิ่งเหล่านี้จำเป็นจริงหรือไม่สำหรับธุรกิจใหม่ของเรา เรื่องหุ้นส่วนไม่ได้มีปัญหาแต่เฉพาะในวันที่ต้องร่วมกันขาดทุน แม้กระทั่งในวันที่ประสบความสำเร็จ รายได้ที่ต้องแบ่งกัน มีความชอบธรรมแค่ไหน เพื่อนฝูงเลิกคบกันมาเยอะแล้วเมื่อมาทำธุรกิจด้วยกัน

4. อย่ารีบจ้างพนักงาน แม้ว่าการมีทีมงานหรือบุคลากรจะเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ และหากธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น เถ้าแก่เก่าหลายท่านมีคำเตือนมาว่า อะไรทำเองได้ทำเองก่อนเถิดพี่น้อง

5. อย่าเพิ่งลงทุนเช่าออฟฟิศสวยหรู ดูภูมิฐาน พร้อมอุปกรณ์ออฟฟิศทันสมัย เพื่อภาพลักษณ์อันทันสมัย บางคนบอกเป็นแบรนดิ้งของบริษัท อย่าลืมนะคะว่า สตีฟ จ็อบส์ ใช้โรงจอดรถที่บ้านเป็นออฟฟิศในวันที่เริ่มธุรกิจ

6. จดทะเบียนบริษัท คำขวัญมีอยู่ว่า จดทันทีภาษีมาทันใด ให้มั่นใจก่อนดีมั้ย ก่อนที่จะมีข้อผูกพันทางกฎหมาย

7. ซื้อสื่อ วางแผนโฆษณา โดยใช้งบประมาณเกินความจำเป็น ด้วยหวังว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจใหม่

8. คิดไปเองว่าเจ๋ง การมีแนวคิด หรือไอเดียที่ดี ไม่ได้รับประกันเลยว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จเสมอไป บางทีเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส ที่ต้องมีการวางแผนวางกลยุทธ์อย่างแยบคายประกอบด้วย

อย่างไรก็ดี กับดักเหล่านี้ เป็นเพียงแค่คำเตือนจากผู้หวังดี แต่หากคุณมีความมุ่งมั่น มีความฝัน มีไอเดีย เราก็ขอสนับสนุนให้คุณเริ่มลงมือทำ เพราะบางทีความกลัวเกินไป ระวังเกินไป ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด

สู้ตายค่ะ พี่น้อง!!

เกษตรดีไซน์ เทรนด์ปีหน้า “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผัก สมุนไพร” ฮิตแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เรื่องจากปก

เกษตรดีไซน์ เทรนด์ปีหน้า “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผัก สมุนไพร” ฮิตแน่นอน

“ผมเชื่อว่าปี 2559 สินค้าเกษตรจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โดยจะมีความเข้มแข็ง มีความเป็นสากลมากขึ้น มีช่องทางทำตลาดกว้างขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป ซึ่งอนาคตทั้งหมดกำหนดด้วยดีไซน์” ประโยคที่ คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ย้ำบนเวทีเสวนา เปิดเทรนด์ธุรกิจเกษตรดีไซน์ ภายใต้ งานเกษตรมหัศจรรย์-วันเส้นทางเศรษฐี

คุณขาบ คือฟู้ดสไตลิสต์ หรือผู้สร้างภาพลักษณ์สินค้า คร่ำหวอดในวงการศิลปะและอาหารมากว่า 10 ปี ทํางานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันดํารงตําแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ขาบสไตล์ จํากัด

เชื่อมธุรกิจรุ่นสู่รุ่น

ดีไซน์ เปลี่ยนชีวิต

คุณขาบ บอกว่า เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร มีเกษตรกรเยอะ ฉะนั้น รากเหง้าของคนไทยคือ สินค้าเกษตร แต่การจะสร้างรากเหง้าให้มั่นคง และยั่งยืน ต้องรู้จักสร้างความพิเศษ ยกตัวอย่าง พ่อแม่ปลูกมะนาว ลำพังขายแต่ผลอย่างเดียวราคาตก เด็กรุ่นใหม่ก็คงไม่ซื้อมะนาวไปทำกับข้าว แนะนำให้เพิ่มความหลากหลาย เช่น ลูกนำมะนาวที่พ่อแม่ปลูกมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาว ทำเมนูคาว หวาน ใส่บรรจุภัณฑ์สวยๆ นับเป็นการเชื่อมต่อธุรกิจรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกัน ได้ใส่ไอเดียเพิ่มลงไปด้วย

ฟู้ดสไตลิสต์คนดัง เพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรไทยโด่งดังเป็นที่กล่าวขาน และยอมรับไปทั่วโลก มีมหาวิทยาลัยสอนเกษตรกรรมเยอะ แต่ขณะเดียวกันยังไม่มีสถาบันสอนการออกแบบสินค้าเกษตร เรียกว่าไทยขาดดีไซน์ ศาสตร์ และศิลป์ ตรงนี้เป็นจุดอ่อน ยกตัวอย่าง ไข่ไก่ ขายธรรมดาก็แค่ใส่แผงขาย แต่ถ้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แผงไข่เป็นกระดาษแข็งสีน้ำตาล วาดไก่สีดำลงบนแผงหรือเอาภาพธรรมชาติมาใช้ประกอบ จะช่วยเพิ่มความโดดเด่น

วิธีง่ายๆ ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้ผัก ผลไม้ นั่นคือ “คู่สี” คุณขาบ บอกว่า อาหารที่เรารับประทานกันมีสีสันอยู่แล้ว เพียงแต่จะจัดการให้น่าสนใจ ที่ทั่วโลกเขาปฏิบัติกันคือ เน้นการนำคู่สีสากลมาใช้ร่วมกับการกำหนดสีและรูปทรงของวัตถุดิบให้ไปด้วยกัน จะทำให้อาหารมีราคา

งามบนความพอดี

คู่สี เกิดความสร้างสรรค์

ไม่ลำพังสีสันที่ช่วยสร้างอารมณ์ รูปภาพ และดีไซน์ ก็นับเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้ทุกอย่างสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการคิด สีโลโก้ สีสินค้า สีของภาพที่ต้องออกแบบให้งดงามตามแบบธรรมชาติ ไม่จัดฉากเกินความเป็นจริง นอกจากนั้น อย่าลืมใส่เรื่องราว หรือสตอรี่ บอกที่มาที่ไปของแหล่งวัตถุดิบ บอกผ่านได้หลายทาง อาทิ แพ็กเกจจิ้ง กระดาษห่อ ฯลฯ นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อย่างนึกไม่ถึง

ในการขายสินค้านั้น ข้อเท็จจริงมี 3 ส่วนประกอบสำคัญคือ ราคา ดีไซน์ และกิจกรรมส่งเสริม และสำหรับสีที่เหมาะสมจะใช้กับสินค้าจากธรรมชาติ ได้แก่ สีเขียว สีน้ำตาล สีเทา สีเงิน สีขาว สีดำ

เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้สินค้านั้นได้รับความนิยมได้ตลอด คุณขาบ บอกว่า อยู่ที่การนำความงามในสิ่งที่มีมานำเสนอแบบเรียบง่าย พอดี แต่ซุกซ่อนดีไซน์เพื่อส่งให้สินค้าเกิดความเป็นพิเศษ

“ผมมองว่า ความเรียบง่าย ความพอดี คือความงดงามที่แท้จริง โดยเฉพาะสินค้าอาหารไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม หากนำเสนอที่เข้าถึงคุณค่าของวัตถุดิบได้อย่างน่าสนใจ เมื่อนั้นความงามของสินค้าจะปรากฏและมีความหมายขึ้นมาทันที ฉะนั้น ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทั้งระบบ ทั้งคุณภาพ และดีไซน์”

ว่าไปแล้ว ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่เรื่องดีไซน์กูรู แสดงทัศนคติว่า กลับไม่ได้เติบโตตามขนาดธุรกิจ ทิศทางการดีไซน์อาหารค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น กฎขั้นพื้นฐานของการดีไซน์อาหารคือ วัตถุดิบต้องสดใหม่ ที่สำคัญต้องแฝงด้วยลูกเล่นด้วยเพื่อจะช่วยสะท้อนให้เห็นความงามของวัตถุดิบอาหารได้อย่างเข้าถึงแก่น

สินค้าเกษตรมาแรง ปี 59

ตลาดต่างจังหวัดน่าสนใจ

สำหรับรูปแบบสินค้าเกษตรปีหน้า 2559 จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังยืนยันว่า ปีหน้าเปลี่ยนแน่นอน เห็นได้จากตอนนี้สินค้าเกษตรเริ่มมีการสร้างเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นการปลูก มีการใช้ภาพประกอบบนแพ็กเกจจิ้ง มั่นใจว่าสินค้าเกษตรมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น เกษตรกรเข้มแข็ง ทำตลาดได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง ไม่พึ่งห้างสรรพสินค้า ต่อไปจากนี้เกษตรกรจะเป็นผู้กำหนดสถานที่จำหน่ายเอง หาตลาดเอง ปีหน้าเห็นความเปลี่ยนแปลงสินค้าแน่นอน

สินค้าเกษตรที่มาแรง คุณขาบฟันธงว่าเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัจจัยที่สนับสนุนเพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักของคนไทย ทำได้หลายเมนูอาหาร คาว หวาน ขนม เครื่องดื่ม นอกจากนั้น มีผักออร์แกนิก โดยเฉพาะผักใบเขียว และสมุนไพรสด เนื่องจากในปีหน้าเทรนด์อาหารคลีนยังแรงต่อเนื่อง แต่จะขยายไปต่างจังหวัดมากขึ้น

“เกษตรกรถ้ายังขายสินค้าเกษตรแบบเดิม ก็จะอยู่ภายใต้นายทุนกลุ่มเดิมๆ เชื่อว่าดีไซน์จะเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดอนาคตสินค้าเกษตร เพราะจะมาช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างระบบจัดการ หรือที่เรียกว่า เกษตรดีไซน์ นับจากนี้ไปเกษตรกรจะกำหนดรูปแบบธุรกิจได้ด้วยตัวเอง”

ยุคดิจิตอล คนหันกลับมาสนใจเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เรื่องจากปก

วัชรี ภูรักษา

ยุคดิจิตอล คนหันกลับมาสนใจเกษตร

คนเริ่มหันมาสนใจเกษตรและแสวงหาความงามของธรรมชาติอย่างจริงๆ จังๆ ก็น่าจะเป็นช่วง 3 ปีมานี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่ช่วง 1 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจการเกษตรเพิ่มเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ น่าสังเกตว่ามีกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่เข้ามาเรียนรู้การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นหมอ โปรแกรมเมอร์ เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ทหาร ตำรวจ ที่ให้ความสนใจอย่างมาก

iFarm (ไอฟาร์ม) คือ ศูนย์เปิดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป เกิดมาจากแนวคิด ที่อยากพัฒนาให้เกิดเป็นยุคเกษตรรุ่นใหม่ เป็นเกษตรที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เกษตรแบบเกษตรเดิมๆ แต่เป็นเกษตรที่จะสามารถต่อยอดไปเป็นธุรกิจสร้างมูลค่าได้

เกษตรกรรุ่นใหม่

เน้นหนุ่มสาววัยใส

คุณคณวัฒน์ ธีรนิธิวัฒน์ หนึ่งในผู้ถ่ายทอดความรู้ของไอฟาร์ม ขยายความจากแนวคิดข้างต้นต่อว่า “ไอฟาร์มทำงานเกี่ยวกับการเกษตรมาร่วม 10 ปีแล้ว เราสอนเกษตรที่จะสามารถเอาไปทำธุรกิจต่อได้ โดยเน้นหนักไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มอนาคตที่จะมาสานต่อประเทศในหลายด้าน

แต่การจะสานต่อด้วยการเกษตรนั้น จะทำแบบวิถีเดิมไม่ได้ เพราะโลกหมุนเปลี่ยนไปเป็นวัฏจักร มันเป็นกงล้อที่จะช่วยเกื้อหนุนกัน จึงอยากกระตุ้นไอเดียและช่องทางการทำอาชีพเกษตรให้กับคนรุ่นใหม่ในเชิงของการทำธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับการเกษตร

บ้านเราเป็นเมืองของการทำเกษตรกันมาก แต่มูลค่ากลับน้อย พร้อมกันนั้นทุกคนสามารถทำการเกษตรได้ แต่จะถูกจริตหรือป่าวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

เราไม่จำเป็นต้องทำการเกษตร มีเรือกสวน นาไร่ แต่ไอฟาร์มกำลังบอกว่า ให้เรามองช่องทางอาชีพจากสิ่งที่เราถนัด คนที่มาเรียนอาจไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นเกษตรกร แต่ก็สามารถผลิตนวัตกรรมหรือสินค้าเกี่ยวกับเกษตรต่างๆ ได้นะ นี่คือการทำเกษตรแบบธุรกิจ”

ใครทำเกษตรแล้วเจ๊งต้องกลับมานั่งทบทวนและคิดใหม่นะ เพราะการทำเกษตรไม่มีทางเจ๊ง คุณคณวัฒน์ เชื่อมั่นเช่นนั้น

เพราะการทำเกษตร มันคือการหมุนเวียน แทนที่กัน ยกตัวอย่างเช่น เราอยากปลูกผัก เราสามารถเพาะเห็ดขายด้วยได้ พร้อมๆ กับการเลี้ยงไส้เดือน ก็เอามูลไส้เดือนไปเพาะเห็ด เอาเศษก้อนเห็ดเก่าไปเลี้ยงไส้เดือน มูลไส้เดือนก็สามารถเอามาทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพได้ ส่วนผักก็สลับหมุนเวียนกันปลูกเพื่อรักษาหน้าดิน

ยุคนี้ต้องเรียนปลูกผัก

ความสุขแบบเรียบง่าย

คุณคณวัฒน์ กล่าวว่า “ทุกอย่างเป็นวัฏจักร เราจึงต้องเรียนปลูกผัก เพราะเมื่อหลายปีก่อน คนเข้ามาอยู่ในเมืองมาก พออยู่ไปช่วงหนึ่ง จนถึงจุดที่อิ่มตัว คนในสังคมเมืองจะแสวงหาความสุขแบบเรียบง่าย ความอิสระจากการทำงานและสังคมที่เป็นอยู่

คนเริ่มหันมาสนใจเกษตรและแสวงหาความงามของธรรมชาติอย่างจริงๆ จังๆ ก็น่าจะเป็นช่วง 3 ปีมานี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่ช่วง 1 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจการเกษตรเพิ่มเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ น่าสังเกตว่ามีกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่เข้ามาเรียนรู้การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นหมอ โปรแกรมเมอร์ เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ทหาร ตำรวจ ที่ให้ความสนใจอย่างมาก

โดยการทำงาน ไอฟาร์มจะทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับฟาร์มต่างๆ ที่ให้ความรู้เรื่องเกษตรสำหรับคนรุ่นใหม่โดยตรง

หลักสูตรอบรมที่เปิดสอนหลักๆ คือ การเพาะเห็ด, เลี้ยงไส้เดือน, การปลูกผัก, ฟาร์มดีไซน์, ธุรกิจโมเดล, ทำปุ๋ยและน้ำหมัก ที่สำคัญเราสอนธุรกิจเกษตรออนไลน์ เรียนเพื่อการขายและส่งออก ซึ่งกลุ่มคนที่เข้ามาอบรมร้อยละ 25 ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะมาเรียนครบทุกหลักสูตร”

โดยเฉลี่ยแล้วหลักสูตรที่เปิดสอนมีระยะเวลาประมาณ 1-2 วัน หรือหากสนใจมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทางไอฟาร์มก็จะจัดสรรเวลาและกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มนั้นๆ ส่วนสถานที่จัดอบรมคือตามสถานที่จริง อย่างเช่น ฟาร์มเพาะเห็ด สวนผัก หรือตามสถานที่ทางการเกษตรที่ไอฟาร์มเป็นพาร์ตเนอร์ และพื้นที่โครงการของไอฟาร์มเองที่มีการจัดสรรไว้ สำหรับการจัดอบรมแต่ละหลักสูตรเพื่อให้คนมาเรียนได้เรียนรู้กระบวนการ และเห็นภาพของการทำเกษตรจริงๆ

สำหรับหลักสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การเพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน และการปลูกผัก

ยุคนี้คนเรียนปลูกผักและทำการเกษตรเพื่อให้ได้ทำงานที่มีความสุข เป็นการแสวงหาความสุขในการทำงานแบบเรียบง่าย

หลายคนอยากมีธุรกิจเกษตรเป็นของตัวเอง เพราะการทำการเกษตรมันอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ที่สำคัญแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเกษตรจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วัฏจักรการเกษตร

กลับมาเฟื่องฟูรอบใหม่

เกษตรเชิงธุรกิจ คือโมเดลใหม่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ปรับตัวได้ง่าย สามารถที่จะทำการเกษตรแบบธุรกิจได้ ซึ่งเป็นข้อดีของคนยุคนี้

คนเป็นเกษตรกรควรจะรวย ไม่ใช่จนหรืออยู่ไม่ได้ เพราะการทำเกษตรมันขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของคน

คุณคณวัฒน์ มองว่า “วัฏจักรการเกษตรก็คล้ายกับวัฏจักรต้นไม้หรือวัฏจักรชีวิตหรือสังคมทั่วๆ ไป เพราะมันจะกลับมาเฟื่องฟูและจากไป แล้ววนเวียนกลับมาใหม่ เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแต่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเท่านั้นว่าจะมาหรือไป เมื่อไหร่”

สำหรับเทรนด์การเกษตรช่วงนี้ ได้รับความนิยมและเป็นกระแสนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้คนสนใจเกษตรและมูลค่าตลาดการเกษตรมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อเกษตรกร

“ที่เมืองนอกอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่ได้รับเกียรติ แต่ที่บ้านเราอาชีพเกษตรกรในมุมมองของคนทั่วไป ไม่ได้เป็นแบบนั้น เราจึงอยากทำให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำอาชีพเกษตรได้อย่างภาคภูมิใจและมีมูลค่าทางธุรกิจ ได้รับการยอมรับและยกย่องศักดิ์ศรีของเกษตรกร” คุณคณวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรเชิงธุรกิจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ifarm.co.th หรือโทรศัพท์ (081) 555-1297

หลากไอเดีย…หนุน SMEs ข้อมูลดี ไม่ควรพลาด จากงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

รายงานพิเศษ

หลากไอเดีย…หนุน SMEs ข้อมูลดี ไม่ควรพลาด จากงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558”

ผ่านพ้นไปอย่างหมดจดงดงาม สำหรับอีเว้นต์แห่งปี “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ที่รวบรวมสุดยอดนิทรรศการแห่งปี อัดแน่นไปด้วยความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่

แถมยังมีเวทีหลากหลายไอเดีย เพื่อเสริมธุรกิจ SMEs แทบทุกสาขา

แต่ถ้าใครพลาดไป ไม่ต้องมัวเสียดาย

เพราะเนื้อหาในงานบางส่วน ถูกรวบรวมมานำเสนอไว้นับจากนี้แล้ว

“คาเฟ่สุขา” นำเทรนด์ร้านอาหารสุดแปลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

“คาเฟ่สุขา” นำเทรนด์ร้านอาหารสุดแปลก

เคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจากรสชาติที่อร่อย การบริหารจัดการที่ดี การใส่ไอเดียแปลกใหม่ ก็ช่วยเรียกแขกที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แหวกแนวได้ไม่น้อย

ใครจะเชื่อว่า “ร้านอาหาร” กับ “สุขา” จะไปด้วยกันได้ แต่ “คาเฟ่สุขา” ที่ผุดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก สะท้อนว่า มีลูกค้าจำนวนมากที่ชื่นชอบความแปลกแหวกแนวแบบไร้ขีดจำกัด

รอยเตอร์ส หยิบยกเรื่องราวของ “เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่” ร้านอาหารในกรุงมอสโก ของรัสเซีย ที่นำไอเดียห้องสุขามาตกแต่งร้าน โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ และภาชนะใส่อาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข้าวของเครื่องใช้ในห้องสุขา

ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้จากโถส้วมจริงๆ ถ้วย ชามรูปร่างเหมือนชักโครก กระโถนปัสสาวะ และอ่างอาบน้ำ

ไม่ใช่แค่ธีมการตกแต่งร้าน แต่เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ ที่รองรับลูกค้าได้ 50 คน ยังรังสรรค์เมนูที่สอดคล้องกับคาเฟ่สุขา โดยบางเมนูมีหน้าตาชวนคิดหนัก เช่น ซุปเห็ดสีน้ำตาล รวมถึงไส้กรอกหมูที่รูปร่างคล้ายอุจจาระ แถมเสิร์ฟมาในชามโถชักโครกอีกต่างหาก

ร้านไอเดียแหวกแนวแห่งนี้มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจำนวนไม่น้อย โดยลูกค้าบางคนให้เหตุผลว่า อาหารรสชาติอร่อย ราคาไม่แพง แค่ราวๆ 8 ดอลลาร์ และบรรยากาศแตกต่าง

นอกจากนี้ หน้าตาของอาหารที่ดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกหมดความอยากกินอาหาร

มิลาน่า ลูกค้าของเครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ บอกว่า นี่เป็นเรื่องแปลกใหม่ในมอสโก เธอไม่เคยเห็นร้านลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งก็ยอมรับว่าร้านนี้มีความน่าสนใจ และลูกค้าก็กลับมาอุดหนุนได้บ่อยๆ เพราะอาหารของร้านนี้มีรสชาติอร่อย

เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ ไม่ใช่คาเฟ่สุขาแห่งแรกของโลก เพราะยังมีร้านอาหารแนวนี้ในไต้หวัน และจีนหลายแห่ง ซึ่งต่างก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี

โมเดิร์น ทอยเล็ต เป็นคาเฟ่สุขารายแรกๆ ที่เปิดให้บริการในไต้หวันตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้มีสาขาหลายสิบแห่ง ทั้งในไต้หวัน ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

นอกเหนือจากธีมสุขาแล้ว ยังมีร้านอาหารธีมแปลกใหม่อีกมากมาย ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลกใบนี้ ซึ่งรวบรวมไว้โดยเว็บไซต์ stuff.co.nz

เริ่มจาก “แวมไพร์ คาเฟ่” ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ที่ตกแต่งร้านแบบมืดๆ ชวนหดหู่ เพื่อให้รู้สึกน่ากลัวตามแบบฉบับผีดูดเลือด รวมทั้งแบ่งโซนเป็น 2 ห้อง ห้องหนึ่งใส่โลงศพ ส่วนอีกห้องมีไว้ประกอบพิธี ตามตำนานแดร็กคิวล่า

พนักงานในร้านก็จะสวมชุดแวมไพร์ และมีเมนูธีมเดียวกัน เสิร์ฟบนจานที่ออกแบบเป็นรูปโลงศพขนาดเล็ก

ส่วนที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศส ก็มีร้านอาหารที่จำลองบรรยากาศแบบโรงงานนรกชื่อ The Sweatshop ซึ่งผนวกการขายเครื่องดื่มประเภทกาแฟ และงานฝีมือ เข้าไว้ด้วยกัน

ดังนั้น ลูกค้าที่มาเยือนสามารถจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับเพิ่มประสบการณ์ในด้านงานฝีมือ จากการเช่าจักรเย็บผ้า เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

อีกแนวคิดที่คุ้นเคยในบ้านเราคือ เฮลโล คิตตี้ คาเฟ่ ซึ่งร้านต้นฉบับอยู่ในฮ่องกง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาแร็กเตอร์การ์ตูนชื่อดัง ของบริษัทซานริโอในญี่ปุ่น

การตกแต่งร้านก็อิงการ์ตูนเฮลโล คิตตี้ และสีชมพูเป็นหลัก ตั้งแต่จาน ถ้วย แก้ว รวมถึงตกแต่งอาหารเมนูต่างๆ ให้ดูน่ารัก โดนใจบรรดาสาวก

เมื่อมีเฮลโล คิตตี้ ก็ย่อมมี บาร์บี้ คาเฟ่ ในกรุงไทเป ของไต้หวัน ร้านนี้มาพร้อมโทนสีชมพูสไตล์เดียวกับตุ๊กตาบาร์บี้

สำหรับ The Snuggery ในนิวยอร์ก ก็แหวกแนวไม่เบา ด้วยไอเดียปาร์ตี้พร้อมคนเคล้าเคลีย ลูกค้าสามารถเลือกรับบริการคนพะเน้าพะนอ หรือนอนกอดกัน แบบไม่มีเรื่องทางเพศมาเกี่ยวข้อง ในสนนราคาชั่วโมงละ 60 ดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีร้าน Buns and Guns ในกรุงเบรุต ของเลบานอน ที่ตกแต่งภายใต้ไอเดียการสู้รบในสงครามของทหารแนวหน้า มีบังเกอร์หลบภัย ปืน เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้สึกร่วมในระหว่างกินแซนด์วิช

ปิดท้ายที่ร้าน The Laundromat Caf? ในกรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก ซึ่งตกแต่งด้วยธีมร้านซักรีด โดยผสมผสานระหว่างบริการซักผ้ากับธุรกิจเครื่องดื่ม

ลูกค้าสามารถนำเสื้อผ้ามาซักในเครื่องที่วางเรียงรายภายในร้าน พร้อมๆ กับสั่งเบียร์ที่มีกว่า 40 ชนิด มานั่งละเลียดรอเวลาให้ผ้าซักเสร็จ