แนะนำหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07073011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แนะนำหนังสือ

สำนักพิมพ์มติชน

คืนหลอกหลอน

นทธี ศศิวิมล เขียน

ISBN : 978-974-02-1422-9

จำนวน 208 หน้า/จากราคา 180 บาท ลดเหลือ 79 บาท

หนังสือรวมเรื่องเล่าเกี่ยวกับผีและวิญญาณนั้น แม้จะมาจากเค้าเรื่องที่มีมานานแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังถือว่าได้รับความนิยมมากพอสมควร โดยเฉพาะตลาดหนังสือระดับกลางจนถึงระดับล่าง

หนังสือ “คืนหลอกหลอน” ของ “นทธี ศศิวิมล” คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด จึงได้คัดสรรเนื้อหาจากคอลัมน์ดังกล่าว รวบรวมเป็นหนังสือเล่มนี้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่อ่านสนุก เข้าใจง่าย เหมาะเป็นเรื่องอ่านเล่นสำหรับทุกเพศทุกวัย

ภายในเล่ม ได้บรรจุรวมเรื่องสั้นจบในตอนจำนวน 38 เรื่อง กล่าวถึงผีและวิญญาณในบริบทต่างๆ เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์บางอย่างที่อธิบายไม่ได้ นับแต่วิญญาณที่ยังห่วงหาอาวรณ์อยู่กับคนเป็น ประสบการณ์เจอผีที่บ้างก็มาในรูปลักษณ์อันร้ายกาจน่ากลัว โดยใช้วิธีเล่าถึงฉากและบรรยากาศชวนหลอน ต่างที่ต่างเวลา อาทิ ภาพหลอนในโรงเรียน เหตุร้ายในวันเกิดของตนเอง จุดเริ่มต้นของความตายในซอยมืด เป็นแฟนกับผี วิญญาณที่มาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องผีที่เขียนโดยใช้สภาพแวดล้อมแต่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างน่าติดตาม ขณะเดียวกัน บางเรื่องยังกล่าวถึงความรักความผูกพันต่างชาติภพ

เนื้อหาของเรื่องโดยรวมจึงเป็นงานที่อ่านสบายๆ ไม่เครียด และไม่ติดภาพหลอน ไม่เพียงเท่านั้น หนังสือเล่มนี้ยังกอปรด้วยภาพประกอบจำนวน 15 ภาพ จัดวางเฉลี่ยอยู่ภายใต้เนื้อหาได้อย่างเหมาะสมชวนติดตามอีกด้วย

เมาท์จนจุก สนุกไปกับชาติ

ชาติ ภิรมย์กุล เขียน

ISBN : 978-974-02-1429-8

จำนวน 160 หน้า/ราคา 155 บาท

คิดจะเที่ยวไปกับชาติ 2 สิ่งที่ต้องได้แน่ๆ คือ “ความอิ่ม” และ “ความสนุก”

เพราะชาติชอบพาชิมและชมจนผู้อ่าน “จุก” ไปกับมุกฮาๆ

และยังเริงร่าไปกับบนอานจักรยาน

ปั่นไป-กินไป ปั่นไปที่ไหนก็มีแต่เรื่องเมาท์

นี่คือเสน่ห์ของการท่องเที่ยวแบบ “ชาติ ภิรมย์กุล”

ที่อยากชวนให้คุณจุกและมาสนุกไปด้วยกัน

ล่าแม่มด

อนุสรณ์ ติปยานนท์ เขียน

ธเนศ วงศ์ยานนาวา คำนำเสนอ

ISBN : 978-974-02-1247-4

จำนวน 160 หน้า/ราคา 165 บาท

เพียงแค่ใครคิดต่าง หรือ ทำผิดพลาดอะไรไป ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของขบวนการล่าแม่มด ซึ่งเรามักได้เห็นปรากฏการณ์ “ล่าแม่มด” ในโลกสังคมออนไลน์ ราวกับว่าจะให้คนคนนั้นดับแดดิ้นไม่ต้องมีที่ยืนในสังคมกันเลยทีเดียว โดยไม่จำเป็นว่าคนคนนั้นจะเป็นเพศอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าผู้ท่องเที่ยวในโลกสังคมออนไลน์ไม่ใช้วิจารณญาณดีๆ ในการสังเกต

อนุสรณ์ ติปยานนท์ คงอยากเปรียบเทียบอะไรบางอย่างในสังคมไทย ว่าตอนนี้สังคมไทยเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งโลกสังคมออนไลน์นับวันยิ่งก้าวไกล ขบวนการล่าแม่มดก็จะออกมาปรากฏตัวอีกเมื่อไรก็ไม่สามารถคาดเดาได้อีก จึงเขียนบทความจำนวน 17 ตอน เรื่อง “ล่าแม่มด ประวัติศาสตร์ทำลายล้างเพศหญิง” ในคอลัมน์ท่าอากาศยานต่างความคิด มติชนสุดสัปดาห์ แล้วเขียนเพิ่มอีก 1 ตอน สำหรับการพิมพ์รวมเล่มในครั้งนี้

อนุสรณ์พาเราย้อนไปในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในช่วงศตวรรษที่ 15-18 ว่าเหตุการณ์การล่าแม่มดในอดีต มีที่มาที่ไปอย่างไร รวมทั้งบริบทรายล้อมกับเหตุการณ์ล่าแม่มด มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง ทั้งเรื่องเพศ ศาสนา วิทยาการ ฯลฯ ที่ส่งผลต่อการขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ดังกล่าว

แล้วจะรู้ว่า “ล่าแม่มด” นั้นเป็น “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ที่ มนุษย์ทำต่อมนุษย์ด้วยกัน

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

สมลักษณ์ จัดกระบวนพล เขียน

ISBN : 978-974-02-1424-3

จำนวน 232 หน้า/ราคา 180 บาท

รวมบทความของ “สมลักษณ์ จัดกระบวนพล” จากหนังสือพิมพ์มติชน ภายใต้ชื่อ “ข้าแต่ศาลที่เคารพ” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกฎหมายในยุค “ตุลาการภิวัตน์”

เริ่มจากช่วงเวลาก่อนจะเกิดปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยซึ่งแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน กระทั่งระบบการเมืองแบบปกติไม่สามารถแก้ปัญหาได้ บุคคลจำนวนหนึ่งจึงผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ขึ้น เพียงเพราะหวังจะให้สถานการณ์บ้านเมืองเป็นไปในทางคลี่คลาย

แต่สุดท้าย ความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังอยู่ ซ้ำยังมีเหตุรัฐประหารซึ่งฉีกทุกกฎการเมืองอีกด้วย

ถึงกระนั้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎหมายก็ยังคู่ขนานอยู่เช่นเดิม ทั้งเป็นส่วนเสริมในการสร้างสถานการณ์และคลื่นใต้น้ำให้กระพือโหม นับแต่การประกาศยุบพรรค การตัดสิทธิ์ทางการเมือง การใช้อำนาจจำกัดการชุมนุมของประชาชน แม้แต่กฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย ท่ามกลางคำถามจากประชาชนทั่วไปว่าเป็นกฎหมายอาญาที่ปกป้องสถาบันได้จริงหรือไม่

ด้วยเหตุและผลเดียวกัน “สมลักษณ์ จัดกระบวนพล” จึงได้ชี้แจงถึงข้อกฎหมายที่ประชาชนควรให้ความสนใจ ด้วยการออกมาให้สัมภาษณ์ในช่วงที่เกิดกระแสการเมือง อีกทั้งเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์มติชน เพื่อยืนยันให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของกฎหมาย เช่นเดียวกับยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมก็ควรยึดหลักตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างถูกต้องและเป็นธรรมด้วย

เนื่องจากสิ่งนี้เท่านั้นที่จะทำให้ความขัดแย้งได้รับการคลี่คลาย บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

ตลาดโคลอมเบีย ห้ามเรียกชื่อผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เดินเล่น ตลาดต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

ตลาดโคลอมเบีย ห้ามเรียกชื่อผิด

เริ่มแรกเลยฉันต้องเจ้ากี้เจ้าการบอกแต่ต้นก่อนว่า โคลอมเบีย (Colombia) ไม่ใช่โคลัมเบีย (Columbia) นะจ๊ะ เรียกผิดฉันไม่ว่าหรอก แต่เจ้าของประเทศเขาโกรธตาย

โคลัมเบียน่ะ เป็นชื่อมหาวิทยาลัยในอเมริกา ชื่อยี่ห้อเสื้อกันหนาว แต่โคลอมเบีย นี่เป็นประเทศ อย่าสับสนจ้ะ อย่าสับสน

ประเทศโคลอมเบียอยู่ด้านบนสุดของทวีปอเมริกาใต้ ดังนั้น จึงไม่ร้อน อากาศเย็นสบาย แดดดี และเป็นแดดที่เป็นมิตรมากคือ ไม่ร้อน เหมาะแก่การเดินเล่นเย็นใจ

เมืองหลวงของโคลอมเบียชื่อเมืองโบโกตา ชอบเป็นข่าวเรื่องตีรันฟันแทง เรียกค่าไถ่ กับยาเสพติด แต่เพื่อนฉันบอกมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นทุกวันหรอก ปกติชาวบ้านก็อยู่กันมีความสุขดี

โคลอมเบียมีคนรู้จักน้อยกว่า เมื่อเทียบกับพี่ใหญ่ในอเมริกาใต้อย่างบราซิล หรือ เปรู และเท่าที่รู้จักกันเราก็จะได้ยินแต่ข่าวไม่ค่อยดี เรื่องการค้ายาเสพติด เจ้าพ่อ มาเฟีย และคอร์รัปชั่น

ซึ่งมันก็จริง แต่มันจริงแบบมีที่มาที่ไป ไม่ใช่จู่ๆ เขาจะลุกขึ้นทำอะไรบ้าบอกันหน้าตาเฉย

สำหรับฉัน โคลอมเบียเป็นประเทศน่าสงสาร เขาถูกปกครองโดยระบบเผด็จการยาวนาน คอร์รัปชั่นในวงราชการซ้ำเติมเข้าไปอีก มันเกาะกินจนประเทศยากจน ประชาชนหน้าไหม้

ถ้าจะด่าคนโคลอมเบีย จงด่าเผด็จการ และด่าข้าราชการคอร์รัปชั่นของเขา อย่าเหมาหมด

เพื่อนฉันเป็นนักเขียนและเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัยในโคลอมเบีย เราเคยได้ทุนของรัฐบาลอเมริกาไปดูงานด้วยกัน ประวัติเขาน่าชื่นชมมาก เป็นปัญญาชนตัวกลั่น ท่าทางเขาสุขุมน่าเคารพ แต่เขาก็โดนกักตัวค้นตัวเสียเละที่สนามบินทันทีที่ถึงอเมริกา หนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศอเมริกาไม่ได้ช่วยอะไร เพราะมันคนละหน่วยงาน พวกที่ค้นตัวคือ อิมมิเกรชั่น (Immigration)

จำได้ว่าเขาบ่นกับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่มาดูแลพวกเรา ประมาณว่าน่าจะให้เกียรติกันบ้าง เจ้าหน้าที่บอกว่า “ก็นั่นละ มันไม่มีใครไว้หน้าใครทั้งนั้น พวกผมขึ้นเครื่องบินก็โดนค้นตัวแทบจะต้องแก้ผ้ากันอยู่แล้ว ถึงเป็นเจ้าหน้าที่ก็เถอะ”

นอกจากคอร์รัปชั่นแล้วโคลอมเบียก็มีสงครามระหว่างกลุ่มนั้นกลุ่มนี้กับรัฐบาลตลอดมา สู้กันจนเหนื่อยก็พยายามหาทางสงบศึก แต่จนบัดนี้ยังเจรจากันไม่เสร็จ ยิ่งสู้ประเทศยิ่งบอบช้ำ

คนไทยอยากเป็นอย่างเขาก็ทะเลาะกันเข้าไปนะ

โคลอมเบียเป็นประเทศผลิตน้ำมันได้นะ ได้มากขนาดวันละเป็นล้านบาร์เรลทีเดียว แต่เพราะมีปัญหาภายในมากมาย คนจึงยังยากจน

เมื่อเดินในประเทศยากจน คุณก็ต้องรู้นะว่าจะต้องระวังตัวอย่างไร แต่โดยรวมแล้วคนเขาดี ซื่อๆ จนๆ น่าเห็นใจ ที่มีอาชญากรรมมาก ก็เพราะมาจากความยากจนนั่นแหละคุณ ระวังตัวเราไว้ แต่อย่าไปเกลียดชังเขาเลย

โคลอมเบียเคยเป็นเมืองขึ้นของสเปน ทุกวันนี้ก็ยังพูดภาษาสเปน และมีวัฒนธรรมสเปนปกคลุมไปหมด

เมื่อเป็นสเปน ก็ไม่พลาดเรื่องมะกอก สเปนเป็นประเทศที่บ้าคลั่งมะกอกมาก เขาต้องกินมะกอกดอง ใส่ในอาหารสารพันอย่าง และต้องกินสลัดกับน้ำมันมะกอก ฉันเคยเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหม เพื่อนชาวสเปนของฉัน มาอยู่เมืองไทย ต้องหอบหิ้วน้ำมันมะกอกเป็นถังๆ มาจากประเทศเขา เพราะขาดไม่ได้ จะซื้อกินเมืองไทยก็แพงเวอร์

ฉันซื้อกินไม่ยักรู้สึกว่าแพง แต่เพื่อนฉันว่าแถวบ้านเขาที่สเปน เขาแทบจะแจกฟรีกันอยู่แล้ว เขาไม่ขายกันแพงเป็นเพชรเป็นพลอยเหมือนเมืองไทย อันนี้เขาว่านะ

ที่มีขายมากดาษดื่นอีกอย่างคือ เครื่องเทศ เขาใช้กันมาก และอาหารเขาใส่เครื่องเทศกันให้รึ่ม อร่อยดี กินแล้วไม่มีเลี่ยน

อีกอย่างที่ฉันแปลกใจมากคือ ผ้าปักของเขา ลวดลายเหมือนทางเอเชียมาก เอามาวางกับผ้าปักชาวเขาเมืองไทยแทบจะแยกไม่ออก ฉันพยายามทำความเข้าใจว่าเพราะอะไรถึงเหมือนกัน แต่ยังหาคำตอบไม่ได้ ผ้าปักของเขาสวยมาก ลวดลายละเอียด บางผืนเขาปักจนไม่เห็นเนื้อผ้าเดิมข้างในเลยทีเดียว ราคาไม่แพงด้วย

โคลอมเบียฉลองวันชาติทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน นี่ก็เพิ่งผ่านไปหมาดๆ

เขาแห่แหนระบำรำฟ้อนกันครึกครื้น นิสัยชอบร้องรำทำเพลง ชอบเฮฮานี่ก็มาจากสเปน ดูฟิลิปปินส์สิ เคยเป็นเมืองขึ้นของสเปนหลายร้อยปี มีดนตรีในสายเลือดกันทีเดียว ไปอยู่มุมไหนของโลกก็จะเจอนักดนตรีฟิลิปปินส์ วงดนตรีตากาล็อก

คนโคลอมเบีย ผิวสีน้ำตาล ตาสีน้ำตาล หนุ่มหล่อสาวสวย ตานี้คมกริบ ฉันชอบมาก ผู้หญิงเขาเวลาสวยนี่สวยขาดบาดใจ แต่แก่มามักจะอ้วนกัน ไม่รู้เป็นไง ทั้งที่อาหารการกินเขาก็ไม่ชวนอ้วนเท่าไหร่นะ

เหมือนกับอีกหลายประเทศในอเมริกาใต้ โคลอมเบียชอบประกวดนางงามมิใช่น้อย และบ้าบอลมิใช่น้อยอีกเหมือนกัน บอลเขามีชื่อนะ ปีนี้กำลังลุ้นเข้ารอบบอลโลกอยู่ ไม่กี่วันก่อนเพิ่งเตะกับชิลี

แทบจะปิดประเทศเชียร์กันเลยทีเดียว

รถไฟสำราญ “อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

รถไฟสำราญ “อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส”

2 ฉบับก่อน พูดถึงรถไฟพระที่นั่งซึ่งเป็นขบวนรถพิเศษที่การรถไฟแห่งประเทศไทย น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชพาหนะแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์

คราวนี้เลยอยากจะเล่าถึงรถไฟสุดหรูในเมืองไทยที่ขึ้นชื่อลือชาระดับโลกกันบ้าง คือ “อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส” (Eastern & Oriental Express) หรือเรียกย่อๆ ว่า “อีแอนด์โอ (E&O)”

ขบวนรถไฟสายอีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส เป็นสาขาหนึ่งของรถไฟ “ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส” (The Oriental Express) อันโด่งดังของบริษัทเบลมอนด์ (Belmond Ltd.) ซึ่งในยุคทองของการรถไฟเมื่อ 100 ปีก่อนไม่มีรถไฟขบวนไหนจะโด่งดังไปกว่า ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส อีกแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องราวของ ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส ยาวมาก ก็เลยต้องขอตัดตอนเล่าเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับ อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส (อีแอนด์โอ) ซึ่งเป็นขบวนลูกไปก่อน คราวหน้าค่อยว่าด้วยรถไฟหรูขบวนแม่

“อีแอนด์โอ” เป็นความคิดของ เจมส์ เชอร์วู้ด ผู้ก่อตั้งเครือโรงแรม รถไฟ และเรือสำราญโอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส เขาเป็นคนนำขบวนรถไฟสายโอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส สายเวนิส-ซิมพลอน กลับมาใหม่ในยุโรป เลยอยากขยายการเดินรถไฟมาทางเอเชียบ้าง

ถึงแม้ “อีแอนด์โอ” จะเป็นรถไฟรุ่นลูกแต่ก็ยังรักษาระดับความหรูหราราคาแพงสนองรสนิยมวิไลของผู้ใช้บริการผ่านเส้นทางอันสุดแสนโรแมนติกในกลุ่มประเทศภาคีอาเซียน-สิงคโปร์-มาเลเซีย ไทย และลาว ซึ่งเปิดเดินรถกันเป็นประจำ

“อีแอนด์โอ” เป็น “รถไฟสำราญ” ในลักษณะเดียวกับ “เรือสำราญ” ที่เรารู้จักกันดีผ่านภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายเรื่องที่นำบรรยากาศเรื่องราวระหว่างการเดินทางของชนชั้นสูง มาสร้างเป็นจินตนาการในนิยายสืบสวนโด่งดังที่มีเหตุการณ์หลากหลายรสชาติอุบัติขึ้น คนที่มาเที่ยวด้วยรถไฟขบวนนี้ก็ไม่ได้ต่างไปจากพวกเที่ยวเรือสำราญเลย เนื่องจากค่าโดยสารแพงจัด ดังนั้น จึงเป็นรถไฟหรูของบรรดาเศรษฐีแทบจะทั้งขบวนก็ว่าได้

“ลักชัวรี่-ความหรูหรา” คือ คีย์เวิร์ดของการพักผ่อนด้วยรถไฟแบบนี้ มันเป็นการพักผ่อนแบบหรูหราที่หมายถึงการมีเวลามากมายในการทำอะไรอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบ การได้ชมวิวสองข้างทาง การได้ทานอาหารอร่อยๆ แบบไม่เร่งรีบ ไม่ต้องกังวลกับอะไรทั้งสิ้น มีทีมงานพร้อมที่จะให้บริการทุกอย่างให้คุณได้เดินทางไปพักผ่อนไป สามารถพูดคุยทำความรู้จักกับผู้โดยสารคนอื่นได้อย่างสำราญใจ หรือไม่ก็ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากนั่งชมวิวผ่านไปเรื่อยๆ

รถไฟสำราญ สายอีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส และ ดิ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส ต่างได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 25 เส้นทางรถไฟที่ดีที่สุดในโลก (The World”s Top 25 Trains) โดยสมาคมผู้โดยสารรถไฟระหว่างประเทศ (The Society of International Railway Travelers) ในแง่ขบวนรถไฟที่หรูหราสวยงาม การบริการ อาหาร และการนำเที่ยวหาประสบการณ์ระหว่างเดินทางอันยอดเยี่ยม

Eastern & Oriental Express เปิดเดินรถในไทยมากว่า 20 ปีแล้ว และยังคงรูปโฉมเดิมมาตั้งแต่เปิดเที่ยวปฐมฤกษ์เมื่อเดือนกันยายน 2536 เป็นรถไฟระหว่างประเทศ เส้นทางกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ ซึ่งมีความยาวทั้งขบวน 500 เมตร ประกอบโดยตู้โบกี้ทั้งหมด 22 ตู้

ภายในขบวนรถจะมีโบกี้เปิดโล่งสำหรับชมวิวอยู่ท้ายสุด มีห้องอาหารที่พรั่งพร้อมไปด้วยเครื่องบำรุงบำเรอความสุขจากเสบียง 3 ตู้ ซึ่งตกแต่งประดุจภัตตาคารหรูหราให้เป็นไฮไลต์ของรถไฟขบวนนี้ มีห้องนั่งเล่นใช้เป็นห้องโถงสำหรับให้ผู้โดยสารได้มาพบปะกัน ห้องดนตรีหรือเปียโนบาร์สำหรับฟังเพลง ห้องสมุดซึ่งตกแต่งสุดแสนโรแมนติก มีโรงภาพยนตร์ ห้องฟิตเนส ห้องสปา นอกจากนั้นเป็นตู้สำหรับพนักงานและเตรียมการบริการ 2 ตู้ ยังมีตู้สัมภาระอีก 3 ตู้

สำหรับห้องพักจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 3 ราคา คือ

ห้องเพรสซิเดนท์สวีต เป็นห้องราคาแพงสุดแต่ก็หรูมากที่สุด กว้าง 11.6 ตารางเมตร มีห้องอาบน้ำ ห้องแต่งตัว และห้องนอนกว้างขวาง ภายในห้องประกอบด้วยโซฟาและเก้าอี้นั่งเล่น 3 ตัว ซึ่งกลางคืนเปลี่ยนเป็นเตียงนอนใหญ่ ปัจจุบัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 200,000 บาท

ห้องสเตตเคบิน ขนาด 7.8 ตารางเมตร เล็กลงมาในราคาเริ่มต้น 140,000 บาท แต่สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม เช่น ที่แขวนเสื้อผ้า ห้องอาบน้ำ ไดรเป่าผม อ่างล้างหน้าเล็กๆ โซฟา 2 ตัวซึ่งตอนกลางคืนจะปรับให้เป็นเตียงนอน 2 เตียงคู่กัน

ห้องพูลแมนเคบิน เป็นห้องที่ราคาถูกที่สุด ขนาด 5 ตารางเมตร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่หรูหรานะ เตียงนอนเป็นแบบชั้นบน-ล่าง ซึ่งกลางวันจะกลายเป็นโซฟานุ่มๆ ให้นั่งเล่นเหมือนห้องอื่นๆ ห้องพูลแมนจะมีมากสุดในขบวนคือ 30 ห้อง ราคาเริ่มต้นราว 100,000 บาท

สำหรับค่าโดยสารในแต่ละฤดูกาลจะถูกแพงแตกต่างกันไป เช่น การเดินทาง 4 วัน 3 คืนระหว่างกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ ช่วงไฮซีซั่นในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้ ซึ่งเปิดเดินรถในวันที่ 4, 11, 18 พฤศจิกายน กับวันที่ 25 ธันวาคม ค่าตั๋วห้องพูลแมน ?1,810 (99,550 บาท) ห้องสเตต ?2,580 (141,900 บาท) ห้องเพรสซิเดนท์ ?3,930 (216,150 บาท)

ในแต่ละปีจะมีการปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นตลอด อย่างในปี 2559 ก็กำหนดราคาออกมาแล้ว ช่วงไฮซีซั่น เดือน มกราคม-มีนาคม กับ ตุลาคม-ธันวาคม ราคาต่อหัว ?1,860, ?2,660 และ ?4,050 ตามลำดับ (อยากรู้เงินไทยให้เอา 55 คูณ) ส่วนโลว์ซีซั่นเดือนเมษายน-กันยายน ราคาปี 2559 อยู่ที่ ?1,690, ?2,420 และ ?3,510 ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเหมารวมทุกอย่างเอาไว้แล้วทั้งอาหารเครื่องดื่มทุกมื้อและการนำเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ระหว่างทาง ซึ่งแต่ละห้องจะมี “บัตเลอร์” หรือพ่อบ้านคอยดูแลอย่างดีเหมือนกับโรงแรมระดับ 5 ดาว ตู้นอนทุกตู้มีห้องน้ำและห้องสุขภัณฑ์ส่วนตัวในแต่ละตู้ รองรับผู้โดยสารประมาณ 135 คน

สิ่งที่สร้างความรู้สึกหรูหราในการโดยสารรถไฟอีแอนด์โอ คือรูปลักษณ์และการตกแต่งที่พิเศษกว่ารถไฟขบวนอื่น ทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเดินทางในช่วงยุคทองของรถไฟ ช่วงปี ค.ศ. 1920-1930 ที่การเดินทางโดยรถไฟเป็นการเดินทางที่หรูหราที่สุด

นักออกแบบของอีแอนด์โอ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถไฟยุโรป และภาพยนตร์เรื่อง “เซี่ยงไฮ้ เอ็กซ์เพรส” ที่โด่งดัง เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับการสืบสวนการฆาตกรรมในยุค 1920 เนื้อเรื่องส่วนใหญ่อยู่บนรถไฟหรูที่จินตนาการขึ้นในเมืองจีน ซึ่งนักออกแบบได้รับแรงบันดาลใจเรื่องการตกแต่งภายในมาจากหนังเรื่องนี้

ขบวนรถอีแอนด์โอเป็นรถเก่าสร้างในปี 1932 โดยบริษัทฮิตาชิ เคยถูกใช้งานอยู่ที่นิวซีแลนด์มาก่อน แล้วถูกซื้อมาปรับโฉมที่สิงคโปร์ มีลวดลายไม้ประดับมุก พรมจากเมืองไทย ผ้าบางอย่างจากอิตาลี และตั้งใจใช้ไม้ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความหรูหรา อบอุ่น สบาย โดยเฉพาะงานแล็กเกอร์แวร์ฝีมือศิลปินหญิงชาวเอเชียทำมา 25 ปีแล้วยังงดงามอยู่

ที่ผ่านมา “อีแอนด์โอ” อ้าแขนรับเศรษฐีนักท่องเที่ยวมากมายจาก 120 ประเทศทั่วโลก ตลาดใหญ่ที่สุดคือสหราชอาณาจักร รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวในแถบภูมิภาคเอเชียแฟซิฟิก เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน ไต้หวัน และประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นที่น่าสังเกตว่าเศรษฐีในแถบเอเชียโดยเฉพาะจีนแผ่นดินใหญ่ยังไม่ค่อยนิยมเดินทางกับอีแอนด์โอมากนัก เป็นเพราะคนแถวนี้ไม่มีประวัติการเดินทางโดยรถไฟหรูหรามาก่อน ไม่เหมือนผู้โดยสารแถวสหรัฐอเมริกาที่เห็นประธานาธิบดี เชื้อพระวงศ์ ดารา ผู้นำธุรกิจเดินทางโดยรถไฟหรูหราอยู่บ่อยๆ ชาวเอเชียหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อ 120 ปีที่แล้วการเดินทางโดยรถไฟนั้นถือว่าหรูหราที่สุดแล้ว

ลักษณะของการเดินทางไปกับอีแอนด์โอเหมือนการเข้าเช็กอินโรงแรมชั้น 1 ทุกประการ มีพนักงานมายกกระเป๋าไปเก็บไว้ในห้องพักไม่ต้องเหนื่อยหิ้วเอง รถไฟก็ออกเดินทางตรงเวลาจากหัวลำโพง 17.50 น. ตรงไปยังสถานีกาญจนบุรีเพื่อแวะชมสะพานข้ามแม่น้ำแคว และอนุสรณ์สถานตามเส้นทางรถไฟสายมรณะในวันรุ่งขึ้น จากนั้นมุ่งหน้าลงใต้ไปประเทศมาเลเซีย สิ้นสุดปลายทางที่สถานีสิงคโปร์ ระยะทาง 2,318 กิโลเมตร

ตลอดเวลาเดินทาง ทุกเช้าพ่อบ้านประจำตู้โดยสารซึ่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จะเสิร์ฟอาหารเช้าถึงห้องพัก มีน้ำชา กาแฟให้เลือกตามที่ชอบ พร้อมอาหารเช้าที่เลือกเวลาได้ว่าต้องการทานตอนกี่โมง ไม่มีใครเร่งให้ตื่น จะนอนตื่นเที่ยงเลยก็ได้ หิวเมื่อไหร่ก็ค่อยเรียกพ่อบ้านหาของมาให้กิน

สำหรับอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นจัดเป็นคอร์สแบบฟิวชั่นฟู้ด ผสมผสานรสชาติตะวันออกกับตะวันตก ปิดท้ายด้วยขนมหวาน ชา กาแฟ ตกแต่งสวยงามไม่แพ้โรงแรม 5 ดาว ทานอิ่มแล้วใครชอบอยู่เงียบๆ ก็ไปนั่งชิลในห้องอ่านหนังสือ ถ้าเบื่อก็มีกิจกรรมอื่นให้ทำมากมาย หนึ่งในนั้นที่ได้รับความนิยมมากคือการนวดเท้า บ่ายๆ มีช่วงเวลาดื่มไฮทีกับของว่าง และมีชั่วโมงให้ความรู้เรื่องผลไม้ไทย พร้อมกับมีผลไม้ให้ชิมด้วย

ช่วงเวลาพิเศษที่สุดคือเวลาอาหารค่ำ ที่มีเดรสโค้ดให้ผู้ชายใส่สูทผูกไท ผู้หญิงแต่งชุดราตรีสวยเหมือนไปดินเนอร์ตามโรงแรมหรู นี่เป็นกฎที่ผู้โดยสารทุกคนต้องปฏิบัติตาม จึงทำให้ห้องอาหารไม่เพียงหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับตกแต่ง แต่เครื่องแต่งกายสวยงามของผู้คนที่มาร่วมดื่มกินได้เพิ่มความหรูหราภูมิฐานให้มากขึ้นอีก

อาหารเย็นทุกวัน 3 คืนจะเสิร์ฟเป็นคอร์สคุณภาพเทียบเท่าโรงแรม 5 ดาว ประกอบด้วย อาหารเรียกน้ำย่อย ซุปหรือสลัด ตามด้วยจานหลักซึ่งอาจเป็นข้าวกับแกง หรือสเต๊ก มีไวน์ขาวไวน์แดงเสิร์ฟตลอดมื้ออาหาร

อิ่มแล้วใครยังไม่อยากกลับเข้าห้องก็ไปฟังเพลงต่อที่ห้องฟังเพลงหรือเปียโนบาร์ ซึ่งเปิดตอนเย็นตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึงตี 2 หรือบางวันอาจถึงตี 5 ในห้องฟังเพลงนี้ยังมีโชว์พื้นเมืองต่างๆ ให้ชม ด้วย

เมื่อรถไฟเข้าจอดที่สถานีที่ปาดังเบซาร์ต้องเปลี่ยนหัวรถจักรเป็นของมาเลเซีย ผู้โดยสารประทับตราพาสปอร์ตที่นี่ วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากป่ายางมาเป็นต้นปาล์ม และเมื่อถึงเมืองบัตเตอร์เวิร์ท รถไฟแวะจอดให้ผู้โดยสารนั่งรถบัสข้ามสะพานไปเที่ยวเมืองจอร์จทาวน์ เกาะปีนัง ซึ่งเป็นเมืองมรดกโลก ที่นี่มีทั้งชุมชนชาวจีน มาเลเซีย และอินเดีย อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นย่านๆ จึงมีทั้งวัดจีน มัสยิด วัดฮินดู และโบสถ์ อยู่ในละแวกใกล้ๆ กัน และผู้คนยังคงอนุรักษ์บ้านเรือนแบบดั้งเดิมและวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย

วันสุดท้าย เช้าวันที่ 4 รถไฟไปจอดเทียบชานชาลาที่สถานีรถไฟวู้ดแลนด์ของประเทศสิงคโปร์

ที่น่าภาคภูมิใจของชาวไทยคือ พนักงานส่วนใหญ่ที่ได้รับเลือกให้มาทำงานกับอีแอนด์โอ จนสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารทั่วโลก เป็นคนไทยถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และทำงานอยู่ส่วนหน้าด้านการต้อนรับเกือบทั้งหมด เป็นเพราะคนไทยได้รับการปลูกฝังให้ยิ้มแย้มมีอัธยาศัยดี ดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นได้ดี

ปัจจุบัน Eastern & Oriental Express จัดเดินรถ 9 เส้นทาง และตั้งแต่ปี 2550 ได้เปิดเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ ล่าสุดเมื่อปี 2553 ได้เปิดเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่เพิ่มอีก แต่เส้นทางยอดนิยมที่สุดยังเป็นสิงคโปร์-กรุงเทพฯ

ใครสนใจอยากลองมีประสบการณ์เดินทางหรูหราโดยรถไฟสักครั้งในชีวิต ขอแนะนำรถไฟสำราญขบวนนี้ Eastern & Oriental Express

“SEIN” แก่นตะวันอัดเม็ด เอาใจคนมีปัญหาสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

สุขภาพความงาม

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“SEIN” แก่นตะวันอัดเม็ด เอาใจคนมีปัญหาสุขภาพ

ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่คือ การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง บางคนครอบครัวไม่ได้มีปัจจัยอะไรสนับสนุนก็เลือกเป็นมนุษย์เงินเดือนไปก่อน พอมีประสบการณ์ มีเงินสะสมเพียงพอถึงค่อยลาออกมาทำกิจการของตัวเองตามความชอบความถนัด ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ไปได้ดี เพราะผู้ประกอบการเหล่านี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง และส่วนใหญ่จะศึกษาความเป็นไปได้ทางการตลาดมาแล้ว

ใช้งบลงทุน 6-7 ล้านบาท

อย่าง คุณต่อศักดิ์ ชาติวัยงาม อายุ 33 ปี จบคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันร่วมกับเพื่อน คุณสรวุธ จักรวุธ ทำไร่แก่นตะวันที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ในเนื้อที่ 24 ไร่ พร้อมต่อยอดด้วยการทำแก่นตะวันอัดเม็ดขาย ยี่ห้อซีอิน (SEIN) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับค่อนข้างดี

คุณต่อศักดิ์ เล่าว่า ก่อนหน้ามาทำไร่แก่นตะวัน เคยเป็นโบรกเกอร์อยู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่รู้สึกว่าเป็นงานไม่มั่นคงเลยลาออก เพื่อหาอะไรที่เป็นของตัวเองทำ พอดีได้รู้จักสมุนไพรแก่นตะวัน เนื่องจากไปเที่ยวขอนแก่นแล้วรู้จักกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เห็นไร่ปลูกแก่นตะวันแล้วรู้สึกสนใจ เพราะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อีกอย่างมีงานวิจัยรองรับ จึงตัดสินใจเริ่มทำไร่แก่นตะวันกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วน เมื่อปี 2550 โดยใช้เงินลงทุนไปประมาณ 6-7 ล้านบาท และคาดว่าจะได้เงินคืนประมาณ 1 ปีถึง 2 ปี

เจ้าตัวพูดถึงที่มาที่ไปของชื่อแบรนด์ SEIN ว่า S มาจาก smart คอนเซ็ปต์คือ ฉลาด หล่อ E-easy คือ ใช้แบบง่ายๆ รวมเป็น smart and easy ส่วน I กับ N คือ อินนูลิน หมายความว่า เต็มไปด้วยอินนูลิน

เขาอธิบายถึงสรรพคุณของแก่นตะวันให้ฟังว่า เด่นในเรื่องของเบาหวาน คอเลสเตอรอล และความดันโลหิต ซึ่งเป็นโรคที่อยู่ในสายเดียวกัน ถ้ารับประทานผลิตภัณฑ์ของ “SEIN” ต่อเนื่องสัก 1 เดือน จะได้ผล ประเด็นนี้มีงานวิจัยเลยกล้าโฆษณา นอกจากนี้ ยังมีพรีไบโอติกที่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะเป็นอาหารของแบคทีเรียชนิดดี ที่ผ่านมาลูกค้ามีฟีดแบ็กดีจึงซื้อต่อ โดยรับประทานวันละ 4 เม็ด เช้า 2 เม็ด เย็น 2 เม็ด หรือก่อนนอนก็ได้ ซึ่งแก่นตะวันอัดเม็ดนี้มีเครื่องหมาย อย. รับรอง และมีใบตรวจโรคเรียบร้อย

แก่นตะวันบรรจุอัดเม็ด “SEIN” จำนวน 120 เม็ด ปกติขายกระปุกละ 1,250 บาท แต่ถ้าเขาออกบู๊ธขายเองจะจัดโปรโมชั่นเหลือเพียงกระปุกละ 999 บาท ถ้าเป็นแก่นตะวันสดขายปลีก กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนใหญ่ขายคนในละแวกใกล้เคียงที่บอกกันแบบปากต่อปาก

“กล้าพูดว่า ผมเป็นเจ้าเดียว เจ้าแรกในไทย ที่นำแก่นตะวันมาทำเป็นแบบอัดเม็ด แต่หลายๆ เจ้าทำเป็นแบบแคปซูล ซึ่งกระบวนการไม่เหมือนผม ผมผ่านการอบ ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนกว่าจะออกมาเป็นเม็ด ซึ่งสารอาหารอยู่ครบ ของผมไม่มีเชื้อรา ผมตรวจโรคทุกอย่าง คือเราใช้เวลาทดลองทำนานมาก กว่าจะออกมาเป็นแบบนี้”

ยันไม่ใช้ปุ๋ยเคมี

คุณต่อศักดิ์ ให้รายละเอียดด้วยว่า แก่นตะวันแคปซูลในท้องตลาด ต้องบอกว่า คนละตลาดมากกว่า ไม่ใช่คู่แข่งกัน เพราะของ “SEIN” เป็นเม็ด แต่คนอื่นเป็นแคปซูล กระบวนการที่ทำมีสารอาหารจริง มีงานวิจัยรองรับ อย่างเช่นแต่ละขั้นตอนต้องทำด้วยอุณหภูมิเท่าไร ต้องใช้เครื่องทำอย่างไร รวมถึงเรื่องตั้งแต่การปลูก การเก็บ มีมาตรฐานชัดเจน จะไม่เหมือนกับที่ขายใส่แคปซูลทั่วไปอย่างแน่นอน

เจ้าของแบรนด์ SEIN บอกอีกว่า ความจริงแก่นตะวันเป็นพืชที่รู้จักมานานแล้ว แต่คนเพิ่งมาสนใจในเรื่องของสรรพคุณ ซึ่งค่อนข้างโดน แต่ด้วยลักษณะที่ปลูกยาก เก็บยาก อีกทั้งการเก็บมีต้นทุน เลยเป็นพืชที่ยังไม่ฮิต เพราะถ้าเก็บหัวมาแล้ว ไม่มีห้องเย็นจะลำบาก เพราะต้องแช่ตู้เย็น ไม่เช่นนั้นหัวจะเสีย ขณะที่ตลาดยังไม่ได้กว้างนัก หากเก็บมาแล้วไม่สามารถขายได้หมดภายในครั้งเดียว ดังนั้น คนลงทุนจึงต้องมีสายป่าน ต้องมีทุนมาซัพพอร์ตตัวเองไปเรื่อยๆ

คุณต่อศักดิ์ ย้อนเล่าถึงช่วงแรกของการทำไร่แก่นตะวันว่า สาเหตุที่เลือกอำเภอบ้านคาใกล้กับอำเภอสวนผึ้ง เพราะมีคนรู้จักเหมือนเป็นญาติคอยดูแลให้ อีกอย่างราคาที่ดินไม่แพงมาก และได้ที่ดินสวยวิวก็ดี เวลาทำงานก็ทำให้มีความสุข และก่อนจะปลูกได้ศึกษาตลาดมาแล้ว ซึ่งเป็นทั้งพืชพลังงานและมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย โดยตั้งเป้าจะขายหัวสด ตอนแรกปลูกไม่เยอะ ต่อมาซื้อพื้นที่ขยายเพิ่ม รวมปลูกในพื้นที่ประมาณ 24 ไร่ แบ่งเป็นแปลงๆ

ผลผลิตโดยเฉลี่ยประมาณ 3-3.5 ตัน/ไร่ ที่เคยได้ผลผลิตสูงสุดตก 4.5 ตัน/ไร่ ซึ่งปลูกแบบไม่ใช้สารเคมีเลย แต่ยังไม่ได้ระบุว่า เป็นเกษตรอินทรีย์ หรือเป็นออร์แกนิก แต่กล้าการันตีว่าปลูกเอง โดยไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีอะไรเลย เพียงใช้วิธีการไถ่กลบและใส่ปุ๋ยคอก

สำหรับสายพันธุ์แก่นตะวันที่นำมาปลูก คุณต่อศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า เป็นสายพันธุ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เบอร์ 2 กับ เบอร์ 3 ซึ่งขนาดและรสชาติจะต่างกัน โดยเบอร์ 2 หัวใหญ่กว่าเบอร์ 3 ที่หัวเล็กแต่รสชาติหวานกว่า

เล็งทำชาแก่นตะวัน

แม้จะเป็นเกษตรกรหน้าใหม่ แต่เขาก็ศึกษาการปลูกแก่นตะวันมาอย่างดี และได้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เขาเล่าว่า ปลูกด้วยหัว ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือน ดอกจะออกเดือนที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ดอกจะร่วง เข้าเดือนที่ 4 ต้นข้างบนตายหมด สารอาหารถูกดึงลงไปหมดแล้ว ถึงจะเก็บหัวข้างล่าง ต้องรอต้นข้างบนตายหมดก่อน

ตัวแก่นตะวัน ด้วยใบ ก้าน ที่เป็นขน ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องแมลงจึงไม่ต้องใช้ยา ส่วนดินอาจจะต้องดูแลนิดหน่อย ต้องใช้ประสบการณ์ ปลูกครั้งแรกได้ผลผลิตไม่ดี แต่หลังจากนั้นได้เรียนรู้ว่าต้องเตรียมดินอย่างไร เพิ่มวัตถุอินทรีย์ให้ดิน น้ำต้องถึงแค่ไหน คือต้องรู้ความชื้น ต้องรู้ทุกอย่าง ใช้ประสบการณ์เก็บไปเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เคมี และไม่ต้องเร่งผลผลิต เพราะ 1 ครั้งได้ 2.5-3 ตัน ถือว่าเพียงพอแล้ว

ส่วนโรคพืชสำหรับแก่นตะวัน มีอยู่โรคเดียวคือ รากเน่า แต่เกิดน้อย และสามารถป้องกันได้ โดยสามารถเตรียมเชื้อราไตรโคเดอร์มาที่เป็นประโยชน์ใส่ลงไปในขั้นตอนเตรียมดิน ซึ่งเชื้อราตัวนี้ก็มีวิธีเพาะด้วย ที่ผ่านมาทางไร่ยังไม่เคยเจอโรครากเน่าเลย

ถามถึงปัญหาอุปสรรค เขาระบุว่า อุปสรรคจะเป็นเรื่องเก็บ เรื่องสต๊อก บางครั้งปล่อยไม่ทัน ตลาดเงียบ ของเสีย เหมือนกับเอาต้นทุนไปโยนทิ้ง ของเน่าจะเอาไปเป็นปุ๋ยก็ไม่ได้ ตรงนี้คืออุปสรรคหลัก และเรื่องธรรมชาติ เรื่องน้ำ เนื่องจากพื้นที่ของไร่เป็นเนิน เป็นที่ราบเชิงเขา เพราะฉะนั้น จึงเก็บน้ำได้ค่อนข้างน้อย แต่ก็มีบ่อเก็บกักน้ำ แต่ปีนี้แล้งจริงๆ ก็มีปัญหาเรื่องน้ำบ้าง

คุณต่อศักดิ์ บอกว่า ทำแก่นตะวันอัดเม็ดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีหน้าร้าน ขายเฉพาะคนรู้จัก และมีการบอกต่อกันไปเรื่อยๆ กลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่มีอายุมากหน่อย ประมาณ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งล้วนเป็นโรคเบาหวาน เพราะรับประทานแล้วน้ำตาลลด หลายคนโทรศัพท์มาขอบคุณ ลูกค้าจะชอบเยอะเนื่องจากรับประทานง่าย ซึ่งกล้าการันตีว่าชนิดเม็ดได้ผลเร็วกว่า การบรรจุเป็นเม็ดควบคุมสารอาหารทั้งหมดอยู่ในนี้แล้ว และดีกว่าการดื่มในรูปชา

ทั้งนี้ ในอีกไม่ช้าจะนำแก่นตะวันมาทำในรูปชา อยู่ในช่วงศึกษาเครื่องจักร โดยวางแผนจะวางตลาดไม่เกินต้นปี 2559

อย่างไรก็ตาม แม้ตอนนี้จะไม่มีหน้าร้าน แต่ในอนาคต คุณต่อศักดิ์ บอกว่า คงจะมี หากต่อไปมีคนรู้จักแบรนด์มากยิ่งขึ้น และอาจจะมีวางขายตามร้านขายยาทั่วไปเพื่อให้ลูกค้าหาซื้อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน ช่องทางการตลาดของ SEIN คือมีเว็บไซต์ http://www.seinthailand.com/Facebook : sein หรือสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (081) 432-0224

นับเป็นผู้ประกอบการรายใหม่อีกรายที่ทำแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ที่สำคัญ เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทยได้อีกทางหนึ่ง

แก่นตะวันทำอาหารได้หลายเมนู

หัวสดแก่นตะวันสามารถรับประทานได้ทั้งแบบปอกเปลือกและไม่ปอกเปลือก ถ้าจะรับประทานทั้งเปลือก ควรล้างดินออกให้สะอาดก่อน โดยนำไปแช่น้ำสักพัก ดินจะอ่อนตัว และล้างออกได้ง่ายขึ้น แล้วนำไปหั่นเป็นชิ้น วันละ 2-3 หัว นำไปแช่เย็น ไว้รับประทานตอนเช้าหรือเย็น สำหรับผู้ที่เริ่มรับประทานแก่นตะวันใหม่ๆ ให้รับประทานวันละ 1 ขีด ไม่ควรเยอะเพราะร่างกายยังปรับสภาพไม่ทัน ถ้ารับประทานมากๆ อาจทำให้ระบบขับถ่ายดีเกินไป ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากก่อนในตอนแรก

นอกจากนี้ แก่นตะวันสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ต้ม ผัด แกง และยำ เป็นต้น เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ควรรับประทานอย่างต่อเนื่อง ในปริมาณที่มากพอ จะดีต่อสุขภาพ และได้คุณค่ามากมาย

การเก็บรักษาหัวสดแก่นตะวัน

แก่นตะวันที่ไม่ปอกเปลือก สามารถเก็บในตู้เย็นได้นานถึง 3 สัปดาห์ หรืออาจมากกว่านั้น ถ้าไม่เกิดเชื้อรา ควรเก็บใส่ถุงเอาไว้ เพื่อไม่ให้เหี่ยวเร็ว โดยเก็บในช่องผักเหมือนผักผลไม้ทั่วไป

ส่วนแก่นตะวันที่ปอกเปลือกแล้ว แช่น้ำเปล่าไว้ รอให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำไปใส่กล่องพลาสติก ปิดฝาไว้ไม่ให้อากาศเข้า เพื่อไม่ให้หัวสดแก่นตะวันเหี่ยวเร็วและเปลี่ยนสี จากนั้นให้นำไปใส่ตู้เย็นที่ช่องธรรมดา

สำหรับการเก็บรักษาแก่นตะวันที่ไม่ใส่ตู้เย็น ควรล้างให้สะอาดและผึ่งในร่มให้แห้งสนิท เก็บใส่ถุงพลาสติกที่ปิดสนิทและใส่ไว้ในกล่องกระดาษ จะเก็บได้นานถึง 1 เดือน

ขอบคุณhttp://bkkartichoke.com

ปลูกผักกระชับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

ปลูกผักกระชับ

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปีนี้เอง ผมเดินทางไปกับการท่องเที่ยวภาคตะวันออก ไปสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว โครงการเที่ยววันธรรมดา ที่ระยอง และจันทบุรี

การเดินทางครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้พาผมกับคณะสื่อมวลชนไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ หลายแห่ง

แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจกลายเป็นชุมชนทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

ที่น่าสนใจก็เพราะได้ไปเห็นการประกอบอาชีพของคนในชุมชน ที่มีชื่อเสียงหลายอย่างมาก เช่น ปลูกกล้วยน้ำว้า 3 น้ำ (3 ชนิด) ที่มีรสชาติหวานมันยังกับไม่ใช่กล้วย

นอกจากนี้ ก็มีการทำปลาเค็ม กะปิ น้ำปลา และผลิตภัณฑ์งานฝีมือพวกจักสาน

แต่ที่น่าสนใจกว่าใครเพื่อนก็เห็นจะเป็นการปลูกผักกระชับ ซึ่งมีแห่งเดียวในประเทศไทย

แค่ชื่อของผักว่า กระชับ ก็น่าสนใจแล้ว

หลังจากชม และดูงานอย่างอื่นๆ ครบถ้วน เจ้าภาพได้เลี้ยงอาหารกลางวัน โดยมีผักกระชับเป็นหลัก เช่น แกงส้มผักกระชับ ยำผักกระชับ ผักกระชับผัดน้ำมันหอย และผักกระชับสดจิ้มน้ำพริกกะปิ

ทุกคนกินผักกระชับกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะผมชอบเป็นพิเศษเพราะรสชาติดีเหลือเกิน

ลักษณะของผักกระชับ ถ้าดูเผินๆ จะเหมือนกับผักที่เพาะจากเมล็ดทานตะวัน

รสชาติ และคุณค่าของผักทั้ง 2 ชนิดนี้อาจใกล้เคียงกัน เช่น ลดความดัน ลดไขมันในเส้นเลือด แต่สำหรับผักกระชับที่ทำให้ผู้เพาะผักกระชับขายได้ดี และไวก็เพราะมีคุณสมบัติเหมือนชื่อคือ

ถ้าผู้หญิงกินแล้วทำให้ช่องคลอดกระชับ

เมื่อผมถามว่า ถ้าผู้ชายกินผักกระชับล่ะจะมีอะไรเกิดขึ้น

คนที่พาไปกินผักกระชับอมยิ้มก่อนตอบว่า

“ถ้าผู้ชายกินก็จะกระชับเหมือนกัน คือกระชับมิตร”

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เพียงแค่ให้นักท่องเที่ยวพากันมากินผักกระชับที่ร้าน หรือซื้อผักกระชับไปฝากญาติมิตรก็ถือว่าเป็นการกระชับมิตรได้แล้ว

ผักกระชับมีหน้าตาอย่างไร ขอผู้อ่านและไม่ได้อ่านดูจากภาพประกอบก็แล้วกัน

วันนั้นผมอร่อยลิ้นอย่างเดียวไม่พอ ขอตามไปที่บ้านของคนเพาะผักกระชับขายด้วย จึงได้รู้ได้เห็นของจริงพร้อมได้รับคำอธิบายจาก คุณประสาน ถวิล อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการคร่าวๆ ว่า

การปลูกผักกระชับจะต้องเริ่มต้นด้วยการปลูกต้นเพื่อเอาผล หรือเอาเมล็ดของมันก่อน ก่อนนำเมล็ดมาเพาะเป็นผัก

โดยปลูกต้นกระชับลงในนาข้าว หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ตั้งแต่หยอดเมล็ด จนเก็บผล ต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน

ได้เมล็ดกระชับแล้วต้องเอามาแช่น้ำนานถึง 3 เดือน จนเปลือกเมล็ดแตกฉีก

จากนั้นนำเมล็ดขึ้นมาเพาะ โดยฝังกลบลงในดินที่เตรียมไว้

เป็นดินร่วน ฝังเสร็จให้ใช้ทรายโรยอีกครั้ง

สถานที่เพาะควรอยู่ในที่ร่มมีหลังคา เพราะถ้าอยู่กลางแจ้งอาจมีนกมากินได้ อีกทั้งถ้าถูกฝนใบอ่อนที่งอกออกมาจะเน่าเสียก่อน

รดน้ำให้เมล็ดเพียงครั้งเดียวในวันเพาะ จากนั้นมันก็เริ่มงอก

ใช้เวลาเพียง 7 วัน งอกขึ้นมาเป็นต้น ผลิใบ แล้วค่อยๆ งอกงามขึ้น จนมีต้นสูงประมาณ 6 นิ้ว ก็เก็บมากินมาจำหน่ายได้แล้ว

เจ้าของโรงเพาะผักกระชับบอกว่า ที่หมู่บ้านทะเลน้อยมีคนทำอาชีพนี้ 13 ครัวเรือน

ทำเท่าไรก็ขายได้หมด เพราะมีทั้งพ่อค้า และแม่ค้ามารับซื้อไปขายต่อ แต่ถ้าต้องการขายให้ได้ราคาดีก็จะนำผักกระชับไปขายที่ตลาดในอำเภอแกลงเอง

ปกติราคาขายกิโลกรัมละ 100 บาท แต่บางเดือนถ้าผักกระชับออกน้อย ก็ขึ้นไปถึง 200 บาทก็มี

เมื่อเราอยากจะรู้ถึงความเป็นมาของผักกระชับ และทำไมเจ้าของโรงเพาะรายนี้ จึงหันมามีอาชีพเพาะผักกระชับขาย

คุณประสานเจ้าของโรงเพาะผักกระชับ จึงเล่าให้ฟังค่อนข้างยาว แต่ผมขอนำมาสรุปสั้นๆ ได้ว่า

ผักกระชับมีขึ้นที่บ้านทะเลน้อยนานแล้ว ต้นกระชับจะงอกตามธรรมชาติอยู่ตามทุ่งนา และที่ดินที่ไม่มีน้ำขัง

ชาวนาจะถอนต้นกระชับซึ่งมีเมล็ดเต็มต้นทิ้งไว้ตามคูคลอง

เมล็ดบางส่วนที่หลุดจากขั้ว และฝังในดินก็จะงอกขึ้น

มีคนนำมากินปรากฏว่าอร่อย โดยเฉพาะใช้จิ้มน้ำพริกกะปิ

จากนั้นทำให้ชาวนาบางคนแทนที่จะถอนต้นกระชับทิ้งลงคูคลองทั้งต้นทั้งเมล็ดเหมือนเคย ก็เอาแต่เมล็ดมาเพาะโดยฝังดินไว้ที่บ้าน แล้วก็ได้พัฒนาการเพาะมาจนถึงวันนี้

เนื่องจากผักกระชับมีรสชาติอร่อย จึงทำให้มีคนเพาะผักกระชับมากขึ้นเรื่อยๆ จากเพาะกินก็เพาะขาย

มีคนถิ่นอื่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวพากันสนใจผักกระชับ วัดจากเวลามาที่บ้านทะเลน้อยจะต้องถามหาซื้อผักกระชับ

สำหรับคุณประสานนั้น เดิมมีอาชีพหลักทำนา โดยปลูกผักกระชับเป็นอาชีพเสริม

ทว่าในปัจจุบันการปลูกผักกระชับกลายเป็นอาชีพหลัก ทำนาเป็นอาชีพเสริม สลับกัน

แต่คุณประสานบอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องทำนา เลิกไม่ได้ เพราะจะต้องใช้เนื้อที่นาปลูกต้นกระชับไว้เอาเมล็ดมาเพาะเป็นผักกระชับนั่นเอง

สำหรับนักท่องเที่ยวผู้ใดต้องการซื้อผักกระชับไว้กิน หรือเป็นของฝากให้ไปหาซื้อโดยตรงได้ที่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 6 ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

หากไปไม่ถูกโทรศัพท์ถามได้ที่ (081) 983-1325

หรือจะแวะซื้อที่ตลาดสด ในอำเภอแกลง ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่ประการใด

วัฏจักรความยั่งยืน ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

วัฏจักรความยั่งยืน ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวหลายต่อหลายแห่งภายในประเทศไทย ตามคำชักชวนของหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ก็ได้ค้นพบปรากฏการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือแนวความคิดด้านความยั่งยืนของทั้งผู้กำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจากส่วนกลาง และจากท้องถิ่น ผู้ลงมือปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนนั้นๆ และแม้แต่ตัวสื่อมวลชนเอง ก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมของกระบวนการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ไปสู่สภาวะที่เรียกว่า ความยั่งยืนนั่น ยากที่จะเป็นไปได้ตามแผนงานในระยะเวลาที่กำหนด

ซ้ำด้วยหน่วยงานด้านวิชาการ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญในภาคนโยบาย ยังมองว่าความไม่แน่นอน ความคลุมเครือ ของความยั่งยืนของแต่ละองค์กรด้านการท่องเที่ยว ถือเป็นโอกาสสำคัญในการทำกำไรให้กับสถาบันวิชาการ และวิชาชีพของตน นี่ก็ยิ่งทำให้เส้นทางที่มุ่งไปสู่ความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว นับวันจะยิ่งเลือนรางออกไป อีกทั้งความยั่งยืนในด้านหนึ่ง ก็อาจจะเป็นเหมือนความพอเพียง คือเป็นเรื่องของส่วนบุคคล ส่วนตัว เฉพาะบุคคล เฉพาะชุมชน ซึ่งจะต้องมีพื้นฐานความเข้าใจอย่างถึงแก่น จึงจะสามารถนำความรู้ที่ได้ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับทั้งกาล และเทศะ

ในระหว่างนี้ ผู้เขียนก็ขออนุญาตเลือก ความหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มากล่าวซ้ำไว้อีกครั้ง ดังนี้ “?การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน หมายถึง การท่องเที่ยว รวมถึงการจัดบริการอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดย (1) ต้องดำเนินการภายใต้ขีดความสามารถของธรรมชาติ ชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว (2) ต้องตระหนักดีต่อการมีส่วนร่วมของประชากร ชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว (3) ต้องยอมรับให้ประชาชนทุกส่วนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยวอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน (4) ต้องชี้นำภายใต้ความปรารถนาของประชาชนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ…” (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ; จุลสารการท่องเที่ยว 2538 หน้า 14.)

และอีกหนึ่งคำจำกัดความ ที่ผู้เขียนได้เลือกมา ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ขอให้ราชบัณฑิตยสถานช่วยบัญญัติคำจำกัดความของ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึง “การพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวเพื่อตอบสนองความจำเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสุนทรียภาพ โดยใช้ทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างชาญฉลาด สามารถรักษาเอกลักษณ์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมไว้ได้นานที่สุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด และใช้ประโยชน์ได้ยาวนานที่สุด” (จากในอินเตอร์เน็ต)

เอาเป็นว่าเราได้ความหมายมาแล้ว ทีนี้ หลังจากนี้ไปเท่าที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าดู ก็จะเป็นเรื่องราวทางวิชาการต่างๆ นานาที่ดูแล้วท่าทางจะยากที่ ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา จะประยุกต์ใช้ หรืออาจจะต้องยุบรวมคำจำกัดความให้เหลือน้อยลงเสียก่อน แต่ที่เป็นประเด็นในขณะนี้ก็คือ กิจกรรมการท่องเที่ยวได้เกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่ว่าจะด้วยตนเอง โดยสภาพ หรือจะด้วยการส่งเสริมจากภาครัฐ หรือเอกชน และสิ่งที่ตามมาก็คือ ผู้เขียนไม่เคยเห็น 1. มาตรฐานความยั่งยืนของทรัพยากรการท่องเที่ยว 2. ตัวชี้วัดความยั่งยืนของทรัพยากรการท่องเที่ยว 3. วิธีการประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยว และ 4. วิธีการควบคุม การดูแลรักษา การปฏิบัติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายแห่งความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้ ทางผู้ที่เกี่ยวข้องเองจะต้องสร้างกลไก ทั้งทางสังคมศาสตร์ ทางรัฐศาสตร์ และทางนิติศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้โดยไว

ในส่วนสำคัญก็คือ 3. การประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยว มีหลักที่ผู้เขียนจะขอแนะนำให้ทดลองนำมาประยุกต์ใช้กันเอง แบบง่ายๆ แบบชาวบ้าน โดยสิ่งที่เรากำลังจะประเมินนั้น ถือว่าเป็นการประเมินประสิทธิภาพ (ปัจจัยภายในซึ่งควบคุมง่าย) ประกอบไปด้วย 4 เรื่อง คือ ก ข ค ง (ผู้เขียน) ก ก็คือ กระบวนการ ในที่นี้คือ การจัดการท่องเที่ยว ข ก็คือ ของ ในที่นี้คือ ผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว ค ก็คือ คน ในที่นี้คือ ผู้จัดการ และผู้ปฏิบัติการด้านการท่องเที่ยว รวมถึงชุมชนท้องถิ่น ง ก็คือ เงิน ในที่นี้คือ งบประมาณด้านการท่องเที่ยว เช่น งบประมาณด้านการดูแลรักษา การปรับปรุงพัฒนา เป็นต้น

ไม่ต้องรอนักวิชาการจากส่วนกลาง หรือจากสถาบันไหนๆ เพราะการท่องเที่ยวเกิดขึ้นแล้ว หน้าบ้านของเรา ในบ้านของเรา และเกิดขึ้นทุกวัน ช้าไม่ได้ เราควรทำการประเมินของของเราก่อน ก่อนที่ใครเขาจะมาประเมินให้เรา ออกจดหมาย ออกประกาศเรียกไป ในชุมชนใครมีหน้าที่ มานั่งคุยกัน ใน 4 ข้อนี้จะมีข้อย่อยอะไรบ้าง ฝึกทำกันเอง ถกเถียงกัน ให้ตกตะกอน “ให้ระเบิดจากข้างใน” ให้คะแนนเต็มข้อละ 100 คะแนน หัวข้อไหนได้คะแนนน้อยเกินไป ถือเป็นจุดอ่อน ปรับปรุงพัฒนาแล้ว แค่ไหน เอาแค่นั้น แต่ว่า ทั้งส่วนประกอบ ก ข ค ง นี้ มีหลักอยู่ว่า กระบวนการทั้งหมดจะเดินไปได้ก็ด้วยกำลังของส่วนที่น้อยที่สุดเท่านั้น เช่น ทุกอย่างเต็มร้อยหมด แต่มีงบประมาณแค่ 50 ปรับปรุงแก้ไขแล้วได้ 65 ดังนั้น กระบวนการกลไก การท่องเที่ยวภายในชุมชนของเราก็ควรจะเดินเครื่องแค่ร้อยละ 65 แบบนี้เป็นต้น

ทีนี้ก็มาถึงส่วนสำคัญที่สุดของการประเมิน นั่นคือการประเมินสถานภาพการท่องเที่ยว ในวัฏจักรการท่องเที่ยว (ปัจจัยภายนอกซึ่งควบคุมยาก ที่สะท้อนผลมาจากปัจจัยภายใน) ซึ่งในที่นี้หมายถึง วัฏจักรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆ ลักษณะการท่องเที่ยว ซึ่งแต่ละลักษณะการท่องเที่ยวก็จะมีวัฏจักรการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป หรืออาจทับซ้อนกัน และแยกย่อยออกไปได้อีก ทั้งเรื่องคุณภาพ และเรื่องปริมาณ เรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนนี้ ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าจะใช้แนวคุณภาพ หรือแนวปริมาณ หรือทั้ง 2 แนวดี?

ในวิชาเศรษฐศาสตร์ และวิชาการตลาด ในเรื่อง วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle : PLC) และในวิชาวิศวกรรมในเรื่อง การประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ด้วยวิธีการประยุกต์ ถ้าเรานำความสัมพันธ์ 2 มิติมาเขียนเป็นกราฟ แนวตั้งก็จะเป็นเรื่องของคุณภาพนักท่องเที่ยว และหรือปริมาณนักท่องเที่ยว ส่วนแนวนอนก็เป็นเรื่องของระยะเวลา รูปของกราฟก็จะเป็นเหมือนภาพระฆังคว่ำ แยกเป็น 5 ช่วง คือ 1) ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ด้านการท่องเที่ยว) ก่อนออกสู่ตลาด 2) ช่วงแนะนำผลิตภัณฑ์ 3) ช่วงเจริญเติบโต 4) ช่วงเจริญเติบโตสูงสุด 5) ช่วงถดถอย

วัฏจักรการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนนี้ ก็เหมือนกับกฎที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เกี่ยวกับกฎของไตรลักษณ์ คือมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป การประเมินสถานภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยว ว่าในขณะนี้ เราเกิดขึ้น กำลังตั้งอยู่ หรือกำลังดับไป ก็เพื่อที่จะนำไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อสร้างความยั่งยืน ชะลอความเสื่อมออกไปให้นานที่สุด

เหมือนขับรถขึ้นภูเขา ต่างกันที่ว่า เรารู้ว่าเป็นภูเขามีที่ขึ้นที่ลงแน่นอน และเราก็รู้ตัวว่า เรากำลังจะขึ้น หรือกำลังจะลง จุดสูงสุดของภูเขาอยู่ตรงไหน วิวสวยอย่างไร แต่วัฏจักรการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้ เมื่อเริ่มขึ้นแล้ว ก็ไม่มีใครอยากให้ลง เพราะมันหมายถึงความสูญเสีย ความล้มเหลว และการไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดที่วางไว้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือในระดับมหภาค มันไม่ได้ประกอบด้วยเส้นทางสั้นๆ และไม่ได้มีแค่ภูเขาลูกเดียว ภูเขาแต่ละลูกก็สูงต่ำไม่เท่ากัน ทางก็คดเคี้ยวและสูงชัน บนภูเขาลูกใหญ่ก็ยังมีภูเขาลูกเล็กซ้อนกันเข้าไปอีก เราจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าเรากำลังยืนอยู่ตรงจุดไหน ง่ายนิดเดียว ก็แค่หยุดจอดรถสักพัก ก่อนจะมีใครมาสั่งให้หยุด ก่อนจะมีใครมาสั่งให้ปิด…

เริ่มแล้ว มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 คาดยอดจองรถยนต์ 50,000 คัน เงินสะพัด 5.5 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ทำมาหากินกับ รถยนต์

นายภู http://www.facebook.com/RooRod

เริ่มแล้ว มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 คาดยอดจองรถยนต์ 50,000 คัน เงินสะพัด 5.5 หมื่นล้านบาท

เริ่มแล้ว มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 32 หรือ Motor Expo 2015 งานแสดงรถยนต์งานใหญ่ส่งท้ายปี เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ตลาดรถยนต์คึกคัก เพราะนอกจากค่ายรถต่างๆ จะเข้าร่วมงานกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา มีการขนยนตรกรรมมาแสดง พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นดึงดูดใจมากมาย ทางด้านผู้บริโภคเองช่วงนี้ก็ถือเป็นช่วงแห่งการจับจ่ายและซื้อของใหม่ๆ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันด้วย

งานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “มาตรฐานใหม่ ยานยนต์ไทยใส่ใจโลก” หรือ “NEW STANDARDS?THAI VEHICLES CARE ABOUT THE EARTH” สำหรับสถานที่จัดงานยังคงเป็น อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคมนี้

ภายในงานมีทั้งค่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ร่วมแสดงอย่างพร้อมเพรียงเช่นเดิม และดูเหมือนว่าบรรยากาศของงานในปีนี้ค่อนข้างจะมีสีสันไม่น้อยเลย เพราะมีค่ายรถยนต์บางค่ายที่ห่างหายจากการร่วมงาน Motor Expo ที่ผ่านมา ได้กลับมาร่วมเปิดบู๊ธแสดงผลงานของตนอีกครั้ง

ทางฝากฝั่งรถจักรยานยนต์เองก็ไม่น้อยหน้า จากกระแสของรถบิ๊กไบค์ที่ค่อนข้างดีและมีแนวโน้มว่าตลาดมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ก็จะได้เห็นทั้งรถบิ๊กไบค์รุ่นใหม่ๆ พร้อมทั้งยี่ห้อใหม่ๆ ที่จะเข้ามาทำตลาด และมาร่วมเปิดบู๊ธแสดงรถในครั้งนี้ด้วย เช่น Royal Enfield

สรุปแล้วงานในครั้งนี้มีค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมงานจำนวน 34 ยี่ห้อ จาก 11 ประเทศ และค่ายรถจักรยานยนต์อีก 15 ยี่ห้อ จาก 8 ประเทศ เรียกได้ว่าค่ายรถต่างเข้าร่วมงานอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บางค่ายที่เคยห่างหายจากงานไปในปีที่ผ่านๆ มา ก็ได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง บางค่ายจากที่เคยจัดแสดงยนตรกรรมในพื้นที่ขนาดย่อมๆ ในปีนี้ได้ขยับขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้นกว่า 1,000 ตารางเมตร และอีกสิ่งที่หลายๆ ค่ายแจ้งถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะได้พบภายในงานคือ รูปแบบของบู๊ธ หรือธีมของแบรนด์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ที่ผ่านๆ มางาน Motor Expo ดูเหมือนว่าจะเน้นในเรื่องของการขายเป็นสำคัญพร้อมกับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ แต่ในครั้งนี้ค่ายรถหลายๆ ค่ายจะมีการนำรถต้นแบบมาจัดแสดงเพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสอีกด้วย

คาดเงินสะพัดภายในงาน 5.5 หมื่นล้านบาท

จากความพร้อมในด้านต่างๆ ทั้งผู้จัดงานและค่ายรถยนต์ อีกทั้งมีสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคนั่นก็คือ การปรับอัตราภาษีรถยนต์ใหม่ในปี 2559 ซึ่งจะมีผลต่อการปรับราคาขึ้นของรถยนต์รุ่นต่างๆ ทำให้มีการคาดการณ์กันว่างาน Motor Expo 2015 ซึ่งถือว่าเป็นโค้งสุดท้ายของการซื้อ-ขายรถยนต์ในปี 2558 นี้ จะมีผู้บริโภคให้ความสนใจและเข้าชมงานเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

คาดว่าในส่วนของรถยนต์จะมียอดจองสูงถึง 50,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วซึ่งมียอดจองอยู่ที่ 42,254 คัน ทางด้านรถจักรยานยนต์คาดว่ายอดจองจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 คัน ปีที่แล้วมียอดจองอยู่ที่ 2,718 คัน คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 12 วัน จำนวน 1.5 ล้านคน และมียอดเงินสะพัดกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท

รถใหม่น่าสนใจที่จะเปิดตัวภายในงาน

เรื่องของการปรับอัตราภาษีใหม่ ซึ่งรถยนต์ตั้งแต่กลุ่มซับคอมแพกต์ขึ้นไปส่วนใหญ่ต่างก็มีเกณฑ์ที่จะต้องปรับราคาขึ้นแทบทั้งสิ้น น่าจะเป็นปัจจัยทำให้มีผู้ที่ตัดสินใจจองรถใหม่ก่อนที่จะปรับราคาหลังปีใหม่อย่างแน่นอน แต่จะมีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์น้อย หรือมากแค่ไหนต้องรอติดตามหลังจบงาน

ในส่วนของรถใหม่มีรถยนต์หลายรุ่นที่เปิดตัวในช่วงนี้ ทั้งที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ ก่อนงานจะเริ่มไม่กี่วัน และกำลังจะเปิดตัวภายในงาน ดังนั้น ภายในงาน Motor Expo ไม่ว่าจะเป็นผู้บริโภคที่กำลังมองหารถใหม่ หรือผู้ให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์เตรียมพร้อมกันได้เลย

รถยนต์ใหม่ที่เปิดตัวในช่วงนี้หลายรุ่นที่มีกระแสค่อนข้างดี และอยู่ในความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Mazda CX-3 รถ Crossover จากค่ายมาสด้า ฝากฝั่งมิตซูบิชิแม้ว่า All New Pajero Sport จะเริ่มส่งมอบรถไปได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่ยังได้รับความสนใจ ภายในงานทางมิตซูบิชิได้ให้สิทธิ์กับลูกค้าที่จองรถภายในงาน แม้ว่าจะรับรถปีหน้า ก็ยังคงได้ซื้อในราคาเดิม

ทางด้านซูซูกิยังคงเน้นจุดเด่นในรุ่นของอีโคคาร์ ทางด้านฮอนด้าก็มีรถใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในงานด้วยเช่นกัน หรือในส่วนของฮุนไดงานนี้มี Elantra Sport SE รุ่นพิเศษมาพร้อมชุดแต่งรอบคันจากเกาหลี เชฟโรเล็ตเตรียมเปิดตัว Captiva รุ่นใหม่หลังจากที่ทิ้งช่วงมาเป็นเวลานาน

ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรถใหม่ในงานเท่านั้น นอกจากค่ายญี่ปุ่นแล้ว ค่ายยุโรป หรือรถระดับพรีเมี่ยมก็มีคิวเปิดตัวอีกหลายรุ่นเช่นกัน หลังจบงานแล้วผลออกมาจะเป็นเช่นไร จะเป็นไปตามที่ผู้จัดงานคาดการณ์ไว้หรือไม่ จะมาอัพเดตกันอีกครั้ง

สายต่อไป?จะรับหรือบล็อกดีไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

สายต่อไป?จะรับหรือบล็อกดีไหม

“คุณเคยได้รับเบอร์โทรหมายเลขแปลกๆ บ้างไหม พอรับสายเสร็จก็ชักชวนให้คุณต้องเสียเงินอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะชวนทำประกัน ขายตรง สมัครบัตรเครดิต หรือแม้แต่ชักชวนให้ใช้บริการสถาบันการเงินต่างๆ บ่อยครั้งที่เราปฏิเสธไปแล้ว แต่ก็ยังโทรมารบกวนอีกแล้วแบบนี้จะแก้ไขอย่างไรดี?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ใครที่เคยสมัคร หรือใช้บริการประเภทบัตรเครดิต ประกันชีวิต งานขายตรง หรือแม้แต่ใช้บริการสถาบันการเงินต่างๆ เคยสังเกตในใบสมัครกันบ้างไหมจะมีเงื่อนไข หรือนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ข้อหนึ่งที่ระบุไว้ว่า “ข้อมูลที่ท่านได้จัดส่งให้กับทางบริษัทฯ จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่เราได้รับเป็นความลับไม่แบ่งปันข้อมูลดังกล่าวกับบุคคลภายนอก และถูกเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย ซึ่งบุคคลอื่นไม่สามารถเข้าถึงได้?” นี่เป็นเพียงข้อความบางส่วนที่จะได้พบเห็นบ่อยครั้งในการสมัครใช้บริการประเภทดังกล่าว

ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่ใบสมัคร หรือประเภทของการให้บริการ แต่อยู่ที่ภายหลังจากการกรอกข้อมูลดังกล่าวแล้วเคยสงสัยกันบ้างไหมว่าผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ก็มีหมายเลขเบอร์โทรแปลกๆ โทรมาหาอยู่บ่อยครั้งทั้งทำประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ขายบัตรเครดิตเพิ่ม หรือแม้แต่สถาบันการเงินอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

คำถามคือ ทำไมเขาถึงรู้ชื่อและข้อมูลอื่นๆ รวมถึงเบอร์โทรมือถือของคุณได้ แล้วจะทำอย่างไรดีกับปัญหานี้ โดยมากจะเป็นเบอร์แปลกที่ไม่สามารถติดต่อกลับได้ และมีอีกข้อสังเกตหนึ่งคือ เบอร์ส่วนใหญ่จะลงท้ายด้วย “00” ถามว่าถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้คุณยังอยากที่จะรับสายนั้นอยู่หรือไม่? ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่ถ้ารู้ว่าเบอร์โทรดังกล่าวมีวัตถุประสงค์อะไร หรือแม้แต่รู้ว่าเป็นเบอร์โทรของประเภทธุรกิจอะไรแล้วล่ะก็ส่วนใหญ่เชื่อว่าคงไม่รับสายแน่ แต่ปัญหาก็ คือ เราไม่สามารถรู้ได้จนกว่าจะได้รับสายจริงไหมครับ ถึงจะรู้ว่าเขาติดต่อเรามาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แต่ก็อาจจะมีบางท่านที่ชื่นชอบการขายสินค้าทางโทรศัพท์อันนี้ก็ไม่ว่ากันครับ คุณมีสิทธิ์ที่จะรับหรือไม่รับก็ได้เช่นกัน

หมดห่วงด้วย Whoscall เลขาส่วนตัว

แอพที่ผมหยิบยกมาในครั้งนี้ต้องขอบอกว่าได้ทดลองใช้มาแล้วสักระยะหนึ่ง พบว่าทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง เสมือนหนึ่งมีเลขาส่วนตัวมานั่งอยู่ข้างๆ คอยช่วยคัดกรองหมายเลขก่อนถึงมือเราว่า ควรรับสายนี้ดีหรือไม่ แถมยังบอกด้วยนะครับว่าเป็นหมายเลขนี้มาจากธุรกิจอะไร ถึงแม้ว่าเราจะไม่เคยบันทึกชื่อหมายเลขนั้นลงในเครื่องเลยก็ตาม เท่าที่ตรวจสอบแอพนี้ถูกสร้างขึ้นจากบริษัท Gogolook ของไต้หวัน และมีการจัดเก็บฐานข้อมูลเบอร์โทรทั่วโลกมากกว่า 700 ล้านเบอร์โทรตามการใช้งานของผู้ใช้และจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ รวมถึงยังรองรับการใช้งานทั้งบน Android, iOS และ Windows Phone ดังนั้น หมดห่วงเรื่องระบบปฏิบัติการที่ใช้งานบนสมาร์ตโฟนได้เลย

ในส่วนของการใช้งานก็ง่ายแสนง่ายครับ เพียงแค่ติดตั้งแอพดังกล่าวไว้ในเครื่อง เบอร์โทรใดก็ตามที่มีการติดต่อเข้ามาในเครื่อง หากเป็นเบอร์ หรือหมายเลขแปลกๆ จะมีการแจ้งให้เราทราบว่าจะรับ หรือจะบล็อกสายนั้น จากนั้นแอพดังกล่าวจะจดจำเบอร์นั้นไว้ในเครื่องให้เราทราบว่าถ้าเบอร์นี้โทรมาไม่ต้องรับสาย

ถามแอพดังกล่าวรู้ได้อย่างไรว่าเบอร์นี้คือ สแปมไม่ควรรับสาย ขอตอบว่าหากเบอร์ดังกล่าวเคยมีการโพสต์ในอินเตอร์เน็ตแม้แต่เพียงครั้งเดียวฐานข้อมูลนี้ก็จะถูกบันทึก และจัดเก็บโดยอัตโนมัติ ถึงแม้ว่าแอพดังกล่าวจะมีความสามารถในการคัดกรองหมายเลขได้ และสามารถบอกประเภทข้อมูลธุรกิจที่โทรมาให้ปลายสายได้รับรู้ก็ตาม แต่แอพนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่บางเรื่องที่ยังคงต้องพัฒนาต่อไปไม่ว่าจะเป็น

1. ใครก็ตามที่ติดตั้งแอพดังกล่าวผ่านระบบปฏิบัติการ Android ต้องขอบอกว่าสำหรับเวอร์ชั่น 4.4 ขึ้นไป หรือว่าใหม่กว่านั้น ปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถบล็อก SMS/MMS ได้ดีเท่าที่ควร

2. ในกรณีที่ใครก็ตามติดตั้งผ่านระบบปฏิบัติการ iOS ปัจจุบันนี้แอพดังกล่าวยังไม่สามารถแสดงข้อมูลตอนเรียกเข้าได้

3. ใครก็ตามที่ใช้สมาร์ตโฟนที่มี 2 ซิม อาจจะมีปัญหาในระบบการแสดงผลข้อมูลได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับรุ่นที่ใช้งานด้วย

4. การระบุค่ายมือถือ หรือย้ายหมายเลขเบอร์โทรของค่ายมือถือยังมีการแสดงข้อมูลที่ผิดพลาดอยู่บ้าง

บทสรุป “สายต่อไป?จะรับหรือบล็อกดีไหม”

ถึงแม้ว่าแอพนี้จะช่วยบล็อกเบอร์โทรที่เราไม่อยากรับสายได้ก็ตาม แต่การตั้งบล็อกของ Whoscall นั้นไม่ได้บล็อกทีละเบอร์เดี่ยวๆ เหมือนอย่างที่โทรศัพท์ทั่วไปทำได้นะครับ เพราะการตั้งระบบการบล็อกเบอร์นั้นจะระบุข้อมูลแบบกว้างๆ ให้เลือกใช้เท่านั้น เช่น ต้องการบล็อกเบอร์ที่ไม่แสดงหมายเลข, ต้องการบล็อกเบอร์ที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ และต้องการบล็อกเบอร์ต่างประเทศ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการกำหนดแบบภาพรวมไม่สามารถจะเฉพาะเจาะจงไปในหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งได้โดยตรง

ต่อให้คุณมีแอพที่เก่งชาญฉลาดเพียงใด แต่สุดท้ายการคัดกรอง หรือการเลือกรับหมายเลขใดหมายเลขหนึ่งก็คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณเองนั่นแหละ ถึงแม้ว่าวันนี้อาจจะไม่อยากรับแต่ก็ใช่ว่าจะไม่รับตลอดไปเพราะบางครั้งเบอร์ต้นสายที่ติดต่อคุณมานั้นอาจจะมีข่าวสารที่สำคัญ หรือสิ่งดีๆ ที่รอมอบโอกาสพิเศษให้กับคุณโดยเฉพาะอยู่ก็เป็นไปได้

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ปกปิดความจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ปกปิดความจริง

เริ่มเจ็บป่วย ไปหาหมอ ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ตอบคำถามในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันชีวิต ว่าไม่เคยเข้ารับการรักษาพยาบาล ต่อมาป่วยหนักแล้วเสียชีวิต ภริยายื่นขอรับค่าสินไหมทดแทน แต่บริษัทประกันชีวิตไม่ยอมจ่าย อ้างว่าปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรบอกให้แจ้ง

1.

คุณสมสวยเป็นภริยาคุณจำนูญ เช่นเดียวกับที่กล่าวได้ว่า คุณจำนูญเป็นสามีคุณสมสวย

วันที่ 13 เมษายน 2544 วันสงกรานต์พอดิบพอดีเลย ขณะใครๆ กำลังสนุกสนานกัน แต่คุณจำนูญรู้สึกปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน จึงไปหาแพทย์ที่คลินิก

คุณนายแพทย์ตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง แล้ววินิจฉัยว่า คุณจำนูญเป็นโรคกระเพาะอาหาร ได้จ่ายยาขับลม ยาเคลือบกระเพาะอาหาร และยาคลายกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารให้ไปรับประทาน

ต่อมาขณะอยู่บ้าน มีคนมาขายประกันชีวิต คุณจำนูญตกลงใจว่า จะซื้อประกันชีวิต แต่ผู้ขายประกันว่า ขอให้ไปตรวจร่างกายที่คลินิกก่อน

วันที่ 27 เมษายน 2544 คุณจำนูญไปตรวจร่างกายเพื่อทำคำขอทำสัญญาประกันชีวิต

คุณนายแพทย์ตรวจแล้ววินิจฉัยว่า หัวใจและปอดของคุณจำนูญปกติ

การขอทำสัญญาเอาประกันชีวิตของคุณจำนูญจึงดำเนินต่อไป

คุณจำนูญรู้สึกว่าอาการปวดท้องยังคงดำเนินไป ไปหาแพทย์ที่คลินิกอีกหลายครั้ง คือ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2544 แพทย์วินิจฉัยว่า น่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงให้ยามารับประทาน

วันที่ 7 มิถุนายน 2544 คุณจำนูญแจ้งว่าอาการดีขึ้น แพทย์ทำการรักษาโดยวิธีฉีดยา และให้ยาไปรับประทานอีก

กระบวนการเรื่องการขอทำประกันชีวิตของคุณจำนูญดำเนินไปเรื่อยๆ

กระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2544 บริษัทประกันชีวิต ตกลงรับประกันชีวิตคุณจำนูญ และออกกรมธรรม์ประกันชีวิตแก่คุณจำนูญ เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบสะสม 170 (มีเงินปันผล) จำนวนเงินเอาประกันชีวิต 100,000 บาท

ในกรมธรรม์กำหนดให้ คุณสมสวยเป็นผู้รับประโยชน์

หลังจากนั้นคุณจำนูญยังมีอาการเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลอีก คือ

วันที่ 12 กรกฎาคม 2544 ไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย โดยอัลตราซาวนด์ พบว่า มีอาการตับโต จึงฉีดยาและให้ยาไปรับประทาน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2544 คุณจำนูญมีอาการไม่ดีขึ้น แพทย์ทำการรักษาโดยการฉีดยาและให้ยาไปรับประทานต่อ

วันที่ 4 สิงหาคม 2544 แพทย์ทำการตรวจร่างกายโดยวิธีอัลตราซาวนด์ พบว่า ตับยังโตอีก และพบว่ามีเนื้องอกในตับ จึงวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งตับ

วันที่ 15 สิงหาคม 2544 คุณจำนูญเสียชีวิต ด้วยสาเหตุเป็นมะเร็งตับ

2.

เมื่อคุณจำนูญเสียชีวิตลง คุณสมสวยค้นๆ เจอกรมธรรม์ประกันชีวิต

คุณสมสวยแจ้งบริษัทประกันชีวิต และขอรับค่าสินไหมทดแทน

บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบ ทราบว่า ก่อนจะทำสัญญาประกันชีวิตนั้นคุณจำนูญได้มีประวัติการรักษามาก่อน

บริษัทประกันชีวิตเห็นว่า กรณีนี้ คุณจำนูญ ปกปิดอาการเจ็บป่วย ปกปิดประวัติการรักษาพยาบาล เห็นว่าสัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ

วันที่ 5 ตุลาคม 2544 บริษัทประกันชีวิตจึงบอกล้างสัญญาแก่คุณสมสวย และปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้คุณสมสวยภริยา

คุณสมสวยไม่เห็นด้วย จึงทวงถามแต่ไม่คืบหน้า บริษัทประกันชีวิตยืนกรานไม่ยอมจ่าย

คุณสมสวยจึงนำความไปฟ้องศาล

ขอให้ศาลพิพากษาบังคับบริษัทประกันชีวิต ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนมา 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบริษัทจะจ่ายเสร็จ

บริษัทประกันชีวิต ต่อสู้คดีว่า สัญญาประกันชีวิตของคุณจำนูญนี้ คุณจำนูญรู้อยู่แล้วว่า มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ตับโต และได้รับการวินิจฉัยว่า เป็นมะเร็งตับ ก่อนขอเอาประกันชีวิตกับบริษัท

แต่คุณจำนูญมิได้แจ้งให้บริษัททราบ และกลับแถลงข้อความเท็จว่า มีสุขภาพสมบูรณ์ดี และในระหว่าง 2 ปีก่อนไม่เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้ารับการรักษาตัวในสถานพยาบาล บริษัทหลงเชื่อจึงตกลงรับประกันชีวิตไว้ หากบริษัททราบความจริงว่าคุณจำนูญมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงมาก่อนทำประกันชีวิต บริษัทจะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญาประกันชีวิตให้

การปกปิดดังกล่าว เป็นสาระสำคัญอันมีผลให้สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะ

เมื่อบริษัทบอกล้างแล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆะ บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวน 100,000 บาท คงรับผิดคืนค่าเบี้ยประกันจำนวน 11,080 บาท แก่คุณสมสวยเท่านั้น

3.

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้บริษัทประกันชีวิต ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณสมสวย

บริษัทประกันชีวิตไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!

เที่ยวนี้คุณสมสวยไม่พอใจบ้าง คุณสมสวยจึงฎีกาคดี

โดยคุณสมสวยฎีกาว่า ขณะทำสัญญาประกันชีวิตคุณจำนูญได้ไปตรวจสุขภาพและยื่นใบรับรองการตรวจสุขภาพให้บริษัทประกันชีวิตแล้ว

การที่คุณจำนูญแถลงไว้ในคำขอเอาประกันชีวิตว่า ตนมีสุขภาพแข็งแรง ทั้งที่ทราบว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร ก็เนื่องจากคุณจำนูญเข้าใจโดยสุจริตว่า มีสุขภาพแข็งแรง เพราะโรคกระเพาะอาหารเป็นเพียงโรคธรรมดา ไม่ใช่โรคร้ายแรงและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งขณะทำสัญญาประกันชีวิตถึงเวลาก่อนที่จะออกกรมธรรม์นั้น ไม่ปรากฏว่าคุณจำนูญมีอาการเจ็บป่วยรุนแรง แม้คุณจำนูญจะไม่แจ้งข้อเท็จจริงว่าป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร สัญญาประกันชีวิตก็สมบูรณ์

ศาลฎีกาเห็นว่า บริษัทประกันชีวิตนำสืบว่า หลังจากรับแจ้งจากคุณสมสวยว่าคุณจำนูญเสียชีวิต และขอรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตตรวจสอบประวัติการเจ็บป่วยของคุณจำนูญพบว่า คุณจำนูญเคยรับการรักษาอาการปวดท้องที่คลินิกแพทย์ 2 แห่ง โดยคุณจำนูญทราบว่าตนป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารมาตั้งแต่ก่อนทำสัญญาประกันชีวิต แต่ปกปิดไม่แจ้งการเข้ารับการรักษา หากบริษัททราบว่า คุณจำนูญเจ็บป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหาร จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต สัญญาประกันชีวิตจึงเป็นโมฆียะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากประวัติการรักษาพยาบาลดังกล่าวแสดงว่า คุณจำนูญมีอาการปวดท้องตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2544 หลังจากนั้น มีอาการปวดท้องเรื่อยมา และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนถึงวันที่ 4 สิงหาคม 2544 จึงได้เข้ารับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับ

เมื่อคุณจำนูญเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกับบริษัทในวันที่ 27 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่คุณจำนูญเคยเข้ารับการรักษาที่คลินิกแพทย์และได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วว่า เป็นโรคกระเพาะอาหาร คุณจำนูญย่อมต้องทราบดีอยู่แล้ว ว่าตนเป็นโรคกระเพาะอาหารและได้เข้ารับการรักษาตัวด้วยโรคดังกล่าวก่อนยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิตเพียง 14 วัน

แต่คุณจำนูญกลับไม่แจ้งเรื่องดังกล่าวให้บริษัทประกันชีวิตทราบ ทั้งที่คำขอเอาประกันภัย มีคำถามโดยชัดเจนว่า ในระหว่าง 2 ปีที่แล้ว เคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัวตรวจโลหิตหรือไม่ โดยคุณจำนูญกลับตอบว่าไม่เคย

ยังมีคำถามอีกว่า เคยมีความผิดปกติของร่างกาย จิตใจ หรือรับการรักษาในโรงพยาบาลหรือสถานรักษาโรค ตรวจเลือด เอกซเรย์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆ ตามรายการดังต่อไปนี้หรือไม่ ซึ่งโรคมีระบุถึงโรคกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร รวมอยู่ด้วย แต่คุณจำนูญกลับตอบว่า ไม่เคย

การกระทำนั้นจึงเป็นการละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือรู้อยู่แล้วแถลงข้อความอันเป็นเท็จ

หากบริษัททราบเรื่องที่คุณจำนูญเข้าทำการรักษาโรคร้ายแรง บริษัทจะปฏิเสธไม่รับประกันชีวิต

ดังนั้น การที่คุณจำนูญรู้อยู่แล้ว ว่าตนเป็นโรคกระเพาะอาหาร ก่อนยื่นคำขอทำสัญญาประกันชีวิต คุณจำนูญจึงมีหน้าที่ต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารให้บริษัทประกันชีวิตทราบ

เมื่อคุณจำนูญละเว้นเสีย ไม่เปิดเผยข้อความจริงนั้น ย่อมทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะ ตามมาตรา 865 วรรคหนึ่ง

เมื่อบริษัทประกันชีวิตบอกล้างสัญญาประกันชีวิตแล้วภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่บริษัทประกันชีวิตทราบ สัญญาประกันชีวิตย่อมตกเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรก

บริษัทประกันชีวิตจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตให้แก่คุณสมสวย

ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ดังนี้ คุณสมสวย ภริยาคุณจำนูญจึงไม่ได้รับค่าสินไหมทดแทน

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16380/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 865 ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ

ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป

มาตรา 889 ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพ หรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง

ไทยชำเลืองตามองพม่า เริ่มต้นพัฒนา-เดินหน้าประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ไทยชำเลืองตามองพม่า เริ่มต้นพัฒนา-เดินหน้าประชาธิปไตย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสภาล่าง และสภาชนชาติ หรือวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 25 ปีของพม่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กวาดชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่าง พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ไปแบบถล่มทลาย ยึดครองเสียงข้างมากในสภา

รัฐสภาปัจจุบัน จะหมดวาระในวันที่ 30 มกราคม 2559 มีกำหนดส่งมอบอำนาจแก่ผู้แทนชุดใหม่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จากนั้นรัฐสภาจะลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ในวันที่ 29 มีนาคม 2559

วิธีการเลือกประธานาธิบดี ใช้การประชุมร่วม 2 สภา ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่จะโหวตเลือกประธานาธิบดี โดยสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และทหาร เสนอชื่อบุคคลได้ 1 ชื่อ เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

จากนั้น ประธานาธิบดีจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และแต่งตั้งผู้มีอำนาจประจำรัฐและภูมิภาค

ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ไปเขียนห้ามคนพม่าที่ไปมีคู่สมรสต่างชาติขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นางอองซาน ซูจี ก็จะก้าวขึ้นสู่ผู้นำประเทศอย่างสง่างาม

เส้นทางการปฏิรูปประเทศของไทยมิอาจมองข้ามความเป็นไปของพม่าไปได้

เพราะพม่าในวันนี้ ภายหลังประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้งที่แข่งขันกันในระดับพรรคการเมืองเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศที่จะพัฒนาเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง

ไม่ใช่พม่าในอดีตที่โลกประณามหยามเหยียดว่า เป็นเผด็จการทหารปกครองประเทศ ใช้รัฐธรรมนูญที่พวกตัวเองร่างเพื่อประโยชน์ของกลุ่มและพรรคของตัวเอง กีดกันพรรคการเมืองฝ่ายค้านของนางอองซาน ซูจี

ระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองของพม่าเป็นที่น่าติดตามของประเทศต่างๆ

ดุลการเมืองระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป

ในปี 2559 พม่าจะขึ้นรับตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศในอาเซียน

ขณะที่โฉมหน้าการเมืองของพม่าเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นการถ่ายโอนอำนาจของทหารให้กับฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชนจะดำเนินไปอย่างไร และจะเกิดการปฏิรูปประเทศแบบไหน

ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี กำหนดให้มาทำหน้าที่สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลักที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวคือ เลือกเอาเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนมาดำเนินการมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นสำคัญ หมายความว่า ข้อสรุปและข้อเสนอที่ สปช. เคยทำไว้และส่งให้รัฐบาลไปแล้ว ไม่ต้องนำมาสานต่อทุกเรื่อง (37 วาระการปฏิรูป)

ความสำเร็จของการปฏิรูปในด้านต่างๆ ประกอบด้วย 1. การเมือง 2. กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 3. การบริหารราชการแผ่นดิน 4. การปกครองท้องถิ่น 5. การศึกษา 6. เศรษฐกิจ 7. สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 8. พลังงาน 9. สื่อมวลชน 10. สังคม และ 11. อื่นๆ

นอกจากนี้ เรื่องของการสร้างความปรองดอง การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็ถูกกำหนดโดย สปท. ให้นำมาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้วย

รูปธรรมแห่งสัมฤทธิผลการปฏิรูปที่ประชาชนสัมผัสได้จะเป็นเรื่องอะไรและเกิดขึ้นเมื่อใดเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะเห็น

ในความเป็นจริงขณะนี้ สิ่งที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ และประชาชนซึ่งบริโภคสื่อก็คงจะเห็นคล้อยตามไปด้วยกับสิ่งที่สื่อนำเสนอ ก็คือ

1. การร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญๆ จะเขียนออกมาอย่างไร เช่น ที่มานายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ คนนอกจะมาเป็นนายกฯ ได้ไหม ด้วยเงื่อนไขอย่างไร พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อคนจะเป็นนายกฯ ให้ประชาชนเห็นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้แบบไหน ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติจากประชาชนหรือไม่

2. การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตจำนำข้าว จะเรียกเป็นเงินเท่าไร นางสาวยิ่งลักษณ์จะต่อสู้แบบไหน รวมไปถึงการดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะออกมาอย่างไร ซึ่งคดีอาญาจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีคำพิพากษา การดำเนินการกับนางสาวยิ่งลักษณ์จะนำไปสู่กระแสความอึดอัดคับข้องใจของประชาชนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ตามโรดแมปของรัฐบาลและ คสช. 6+4+6+4=20 เดือน สอดรับกับโรดแมปของ สปท. 1+1+18=20 เดือน หากดำเนินไปตามปกติ นั่นคือ ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ 20 เดือนจะมีรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งจะอยู่ในช่วงประมาณกลางปี 2560

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญเกิดมีอันเป็นไป ไม่ผ่านประชามติในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2559 โรดแมปจะสั้นเข้ามาทันที ความปั่นป่วนวุ่นวายก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น

แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติแต่ผ่านไปแบบกระท่อนกระแท่น เสียงข้างมากที่ให้ผ่านออกมาแบบไม่ฉิวเฉียดกับฝ่ายให้คว่ำ เช่น มากกว่ากันแค่ 2-3 ล้านเสียง ก็มีแนวโน้มจะเกิดปัญหาความขัดแย้งอันเนื่องมาจากฝ่ายไม่ยอมรับจะอ้างถึงข้อบกพร่องที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไขต่อไป ขณะที่รัฐบาล กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เดินหน้าจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเพื่อการปฏิรูปประเทศ

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยถือว่าลงหลักปักฐานได้มั่นคงกว่าพม่า แต่เมื่อพม่าเริ่มต้นตั้งหลักแล้วเดินไปข้างหน้า ไทยอาจถูกพม่าแซงหน้าไปได้ง่ายๆ หากไทยยังหาแนวทางการเมืองการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทยไม่ได้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย ไม่แน่ว่า อาจมีคนไทยชำเลืองตามองพม่าแบบอิจฉาก็เป็นได้