Street Seafood “RAWtruckr” รถขายอาหาร-บาร์ปิ้งย่าง @นิมมานเหมินท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

Street Seafood “RAWtruckr” รถขายอาหาร-บาร์ปิ้งย่าง @นิมมานเหมินท์

ใครมาเชียงใหม่ ไม่แวะ “นิมมานฯ” ถือว่าผิด เพราะเท่ากับว่ามาไม่ถึงจังหวัดเชียงใหม่ ก็ถนนนิมมานเหมินท์ เป็นย่านท่องเที่ยวที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนไหนก็อยากมา Chill Out ชิลๆ สบายๆ กันทั้งนั้น…หรือว่าไม่จริง

ย่านนี้มีครบหมดอย่างที่ต้องการ จากเดิมคือมาเพื่อซื้อของตกแต่งบ้าน แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟสุดฮิต ก๋วยเตี๋ยวเรือเก๋ของดาราคนดัง ร้านขายนมเจ้าดังจากกรุงเทพมหานคร สลัด ไส้กรอก หรือปิ้งย่างบาร์บีคิว

แต่ที่เด็ดสุดและกำลังเป็นที่พูดถึงในช่วง 5-6 เดือนนี้ หนีไม่พ้น “RAWtruckr” ร้านอาหารแนวใหม่ สไตล์ Street Seafood เก๋ตรงอาหารทะเลที่ว่านี้ ขายอยู่บน “รถ” เท่ไม่หยอก

“RAWtruckr” ตั้งอยู่ในโครงการ JIRA WASA ปากซอย 13 ถนนนิมมานเหมินท์ หาง่าย เพราะตั้งอยู่หลังร้านสลัดคอนเซ็ปต์ เยื้องกับธนาคารกรุงไทย

บอล-ภควัต สาริกานนท์ 1 ใน 2 หุ้นส่วนใหญ่ของร้านปิ้งย่างทะเล อายุแค่ 29 ปี บอกว่า เป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาจากครอบครัวทหาร และเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน (Finance) จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนบินไปจบปริญญาโทอีกใบจากอังกฤษ ทำงานได้ 6 ปี ตัดสินใจทิ้งจากงานธนาคารกับเงินเดือน 60,000 กว่าบาท เพราะคำว่า เบื่อ เพื่อมาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองกับเพื่อนที่ชื่อ ภควัต อีกคน หรือ เต้ สุวรรณอัศวงาม ซึ่งยังปักหลักทำงานแบงก์อยู่กรุงเทพฯ

“ชอบเชียงใหม่มาก และอยากทำร้านอะไรสักอย่างของตัวเอง แต่ย่านนี้มีเกือบทุกอย่างแล้ว สุดท้ายมาลงตัวที่อาหารทะเล ซึ่งเราทั้งคู่ต่างชอบกินอะไรที่สดๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะหอยนางรม ซึ่งต้องกินสด จึงจะอร่อย ก็เลยลองสืบเสาะค้นหาคนที่จะส่งตรงอาหารทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อความสดใหม่ทุกวัน เราชอบแบบไหนเราก็อยากให้ลูกค้าได้กินอย่างนั้นเช่นกัน โชคดีที่เราไปเจอคนรู้จักกัน จึงวางใจได้ ในฐานะคนทำอาหารต้องแสวงหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”

บอล บอกว่า ชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก อยากเป็น “เชฟ” มาก ตอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ อยากไปเรียนที่ “กอร์ดอง เบลอ” มาก แต่ไม่กล้าบอกคุณพ่อ จนจบกลับมาเมื่อคุณพ่อรู้ยังถามเราว่าทำไมไม่บอกจะได้ให้ไปเรียนแบบเป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ) ปรากฏว่าท่านไม่ห้าม แต่พร้อมจะสนับสนุน ดังนั้น พอบอกว่าจะลาออกจากแบงก์ที่บ้านจึงไม่มีใครห้าม เพราะต้นตระกูลทางคุณแม่ ก๋ง (ตา) ทำโต๊ะจีน ส่วนคุณน้าก็เป็นเชฟอาหารไทย ทำอาหารอร่อยมาก ซึ่งลูกมือก็คือผม

“หุ้นส่วนผมก็ชอบนิมมานเหมินท์ เมื่อหาทำเลได้ รถที่สั่งพร้อม เราก็ลุยเลย ร้านของเราเปิดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อารมณ์ประมาณ Street Food ข้างถนน Out Door แบบง่ายๆ สบายๆ มีเพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์ช่วยตกแต่งร้านให้ ลงตัวที่คำว่า Street Seafood RAWtruckr นั่งปิ้งย่างกันในเต็นท์แบบวัยรุ่นเกาหลีหรือญี่ปุ่นเขาทำกัน โดยมี รถ เป็นแลนด์มาร์ก มีเก้าอี้ให้นั่งจิบเบาๆ หน้ารถแบบบาร์เล็กๆ ได้ด้วย”

เสน่ห์ของ “RAWtruckr” คือ ความดิบ หรือ Raw และความสดของอาหาร ที่ลูกค้าต้องมาสุมหัว “ย่าง” กินกันเองบนเตาถ่านจากราชบุรี ในขณะที่ truckr เป็นคำแสลงมาจาก trucker ที่แปลว่า รถบรรทุก เพราะเราขายบนรถ ด้วยเซตเมนูทะเลสด 4 สไตล์ เริ่มจาก Small กุ้งแม่น้ำ ปลาหมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยเชลล์ หอยหวาน หอยแครง 399 บาท Medium ทุกอย่างเหมือนกันแต่จำนวนเพิ่มขึ้น 599 บาท Large เพิ่มหอยไม้ไผ่ 999 บาท และ High Sea Set นอกจากเพิ่มหอยไม้ไผ่ ยังมี หอยนางรม 3 ตัวใหญ่ 1,199 บาท ทั้งหมดส่งตรงจากทะเลภาคใต้และจังหวัดระยอง ยกเว้นหอยแมลงภู่ที่ว่ายน้ำมาจากนิวซีแลนด์ ทุกตัวมีขนาดใหญ่และรับประกันความสดจริง

“น้ำจิ้ม บอลทำเองทั้งหมด วันต่อวัน เรียกว่าทดลองสูตรจนได้ที่และอร่อยจริง เน้นมะนาวสด พริกขี้หนูสวน น้ำจิ้มปลาหมึกแดดเดียวยังต้องเคี่ยวเองทุกวันเช่นกัน ยอมไม่ได้ถ้าไม่สด ทุกอย่างต้องแช่เย็น และต้องแบบเย็นจัดๆ ด้วย ผมชอบงานที่ทำ ยังไงก็ไม่กลับไปทำงานประจำอีกแล้ว”

นอกจากนี้ยังมีเมนูเสริม เพื่อเพิ่มสีสันคือ ผักสดจากโครงการหลวง โดยเฉพาะมันเทศที่ทั้งหวานและอร่อยเมื่อถูกปิ้งบนเตา หอยนางรมซอสเนยใส่โชยุ และเมนูเอาใจลูกค้าชาวจีน “ต้มยำกุ้ง” พร้อมของกินเล่น เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง ปลาไข่ทอด ปลาหมึกแดดเดียว ข้าวผัด Seafood ข้าวผัดมันกุ้ง และไม่ลืมที่จะเสริมทัพด้วยเมนูของหวานน่าลิ้มลอง ข้าวเหนียวมะม่วง แม่ทองคำ เจ้าอร่อยตลาดอุดมสุขชื่อดังของกรุงเทพฯ และสละลอยแก้ว สินค้าโอท็อปของเชียงใหม่

เครื่องดื่มประจำร้าน “RAWtruckr” คือ เบียร์หลากหลายยี่ห้อจากเยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ เบียร์สตรอเบอร์รี่-ราสป์เบอร์รี่ สำหรับผู้หญิง เหล้าบ๊วยจากญี่ปุ่น ค็อกเทลเสาวรสทั้งมีและไม่มีแอลกอฮอล์ให้เลือก

“ปัญหาของเราคือไม่มีที่จอดรถ เพราะย่านนิมมานเหมินท์ที่ดินมีราคาแพงมาก แต่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศนิยม ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นวัยทำงาน แพทย์และพยาบาล กำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะชาวจีนกำลังซื้อสูงมาก ต้องมีเมนูภาษาจีนไว้ให้ ตั้งแต่เปิดมาขายดีมาก จนกระทั่งเข้าหน้าฝนที่ดูเงียบไปนิด ซึ่งเราต้องประเมินจำนวนลูกค้าเพราะมีผลต่อการสั่งของสดจากทะเล ปกติวันศุกร์-อาทิตย์ คนแน่นทุกวัน วันไหนที่ลูกค้าน้อยเราก็สั่งของน้อยลง เพื่อไม่ให้ของค้าง ของหมดจะบอกลูกค้าตามตรง สถานการณ์ของร้านคือ พออยู่ได้ครับ”

และเพื่อเป็นการฉลองครบ 6 เดือน “RAWtruckr” จัดโปรโมชั่นพิเศษในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยส่วนลด 50-150 บาท เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. ไม่ไป ไม่ได้แล้ว

สนใจแวะเวียนไปอุดหนุน กินอาหารทะเลสดที่ส่งตรงจากภาคใต้มาสู่ยอดดอย หรือเข้าไปเยี่ยมชมที่ FB : facebook.com/rawtruckr หรือ IG : @rawtruckr และสอบถามเส้นทางที่ โทรศัพท์ (094) 847-8118, (094) 449-8544 ก่อนก็ได้นะ

สัมมนาแห่งปี One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07035011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

สัมมนาแห่งปี One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

จากการสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในหัวข้อ “One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” จัดโดย นิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องเลอโลตัส โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ “นโยบายรัฐกับการขับเคลื่อน SMEs ในโลกดิจิตอล” ว่า เอสเอ็มอีถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเพราะมีจำนวนถึง 2.7 ล้านราย ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในช่วง 2-3 ปีนี้ ธุรกิจทั่วโลกต่างประสบปัญหา เอสเอ็มอีของไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงแหล่งทุน โดยให้ธนาคารออมสินให้สินเชื่อ

ดร.อุตตม กล่าวว่า ในโลกยุคดิจิตอล โดยเฉพาะการค้าขายผ่านออนไลน์ถือว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายเพราะทุกคนต่างมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน ดังนั้น เอสเอ็มอีจะต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีและเลือกใช้อย่างเหมาะสม แต่เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ จะต้องมีปัจจัยอื่นๆ มาเสริมด้วย โดยในส่วนของกระทรวงไอซีทีมีแผนงานหรือโรดแมป 5 ข้อหลักๆ ที่จะทำตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ขณะเดียวกัน ต้องรวมไปถึงการพัฒนาทางด้านสังคมควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้คนไทยทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล

สำหรับโรดแมปของกระทรวงไอซีที 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งตอนนี้สามารถทำได้ถึงระดับตำบลแล้ว แต่ยังไม่ถึงหมู่บ้าน ดังนั้น ต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมด 2. โครงสร้างด้านความปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยภาครัฐต้องประสานกับภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อในการค้าขายผ่านทางออนไลน์

3. ด้านที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยหน่วยงานรัฐบาลต้องสนับสนุนในการเพิ่มทักษะในเรื่องเหล่านี้ 4. ในเรื่องการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามา และ 5. ภาครัฐต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเชื่อมโยงกันในหลายกระทรวง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชน อย่างเช่น กรณีที่ภาคเอกชนมาขออนุญาตในเรื่องใดๆ จะได้ติดต่อได้ในจุดจุดเดียว โดยใช้ไอดีการ์ดใบเดียว

ดร.อุตตม กล่าวว่า ในส่วนภาคเอสเอ็มอี สิ่งที่คิดจะขับเคลื่อนมีหลายด้าน 1. การทำธุรกรรมของเอสเอ็มอี ซึ่งจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2557 เฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีพนักงาน 1-9 คน มีการใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.5 ใช้อินเตอร์เน็ตร้อยละ 18 และมีเว็บไซต์เพียงร้อยละ 5 ข้อมูลดังกล่าวถ้าสะท้อนในทางลบจะเห็นว่าเอสเอ็มอียังใช้อินเตอร์เน็ตน้อย แต่ถ้ามองในแง่บวก คือยังมีโอกาสมีศักยภาพที่จะใช้ได้อีกเยอะ

“ผมจะเริ่มขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เป็นรูปธรรม ให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเศรษฐกิจดิจิตอลเป็นประโยชน์กับตัวเขา เช่น เรื่องหน้าร้านขายของ เอสเอ็มอีก็ใช้ออนไลน์กันอยู่แล้ว ต่อไปหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงไอซีที กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม มาบูรณาการร่วมกันในการสร้างแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง แทนที่จะแข่งกันทำ ซึ่งเมื่อมีหน้าบ้าน (เว็บไซต์) แล้วก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์กับหลังบ้านด้วย โดยกระทรวงไอซีทีจะประสานกับกระทรวงการคลัง ทำเป็น E-Payment เพื่อให้เอสเอ็มอีมาใช้จะได้ประหยัดต้นทุน ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงต่างก็ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อมาทำงานร่วมกันแล้ว”

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มการบุ๊กกิ้งจองที่พักของต่างประเทศที่รู้จักกันดี ซึ่งของไทยเองน่าจะมีแพลตฟอร์มที่มีบริการหรือสินค้าอย่างอื่นเสนอให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ด้วย ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็สนใจ รวมทั้งเรื่องการทำบัญชี เพื่อให้เอสเอ็มอีได้ใช้ร่วมกัน

ในส่วนของเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจประมาณ 5-6 ปี เป็นระดับขนาดกลาง ช่วยตัวเองได้ เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เป็นการใช้โอกาสในการเปิดตลาด และกลุ่มนี้สามารถรองรับความท้าทายนี้ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการใหม่ กลุ่มเกิดใหม่ เทคโนโลยีมีส่วนช่วยได้มาก ทำให้สามารถก้าวไปสู่ธุรกิจออนไลน์ได้ง่าย โดยหน่วยงานภาครัฐจะต้องติดอาวุธให้ โดยการเพิ่มทักษะเรื่องการใช้เทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่ในการสร้างนวัตกรรม

สิ่งที่จะตามมาคือ การให้การสนับสนุนการใช้ทักษะ สร้างเครื่องมือช่วยเอสเอ็มอีตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน โดยมีเงินทุนอย่างยั่งยืน และสามารถไปต่อยอดธุรกิจได้

ชุมนุมเน็ตไอดอล

เซียนธุรกิจออนไลน์

คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น แบรนด์ “คิตตี้ คาวาอิ” ที่มียอดขายสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาท

แต่ก่อนเธอเป็น ลูกจ้างร้านทอง แต่แล้ววันหนึ่งเปิดหาข้อมูลเพื่อซื้อคอนแทกต์เลนส์ในอินเตอร์เน็ต กระทั่งทราบราคาขายปลีก 1,200 บาท และหลังเสิร์ชพบสถานที่ค้าส่ง ราคาคู่ละ 600 บาท เท่านั้น

เมื่อรู้ว่าธุรกิจนี้มีโอกาสทำกำไร จึงตัดสินใจติดต่อไปยังโรงงานผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อติดต่อสั่งซื้อสินค้าล็อตแรก 100 คู่ กับเงินเก็บพร้อมจ่าย 30,000 บาท โดยทำตลาดผ่านออนไลน์กับเว็บฟรี ก่อนจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง และจากยอดขายครั้งเริ่มต้น 100,000 บาท มาวันนี้ด้วยสินค้าคุณภาพผ่านมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ยอดขายพุ่งสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาท

“การทำธุรกิจผ่านออนไลน์ สิ่งสำคัญต้องใส่ใจคือ ความรวดเร็วในการตอบคำถามลูกค้า ต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยควรมีผู้ทำหน้าที่นี้โดยตรง เพื่อให้หน้าเว็บเกิดความเคลื่อนไหว และด้วยสินค้าเป็นแฟชั่น มาเร็วไปเร็ว การพัฒนาไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องรู้ใจลูกค้า ถ้าทำได้ตรงจุด ลูกค้าก็ยังคงอยู่กับเราตลอด” คุณเหมียว เผย

คุณชณา วสุวัต ผู้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจ “REO”s Deli” กับสินค้าลาซานญ่าและผักโขมอบชีสพร้อมทาน ซึ่งประสบความสำเร็จกับการขายสินค้าผ่านทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์

เล่าถึง 3 ความอยาก ที่ทำให้ผลักจากมนุษย์เงินเดือนแล้วกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจนี้คือ อยากรวย อยากลอง และอยากทำ

เบื้องต้นสินค้าเติบโตอยู่กับช่องทางออฟไลน์ ขายผ่านโมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่เมื่อถึงจุดต้องการให้ REO”s Deli เป็นสินค้าที่คนทั้งประเทศรู้จัก เขาจึงเลือกช่องทางเฟซบุ๊ก เปิดเพจโดยขณะนี้มียอดไลก์เกือบ 200,000 ไลก์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

“ผมเดินทางไปติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้าสู่แฟมิลี่มาร์ท ซึ่งจากได้โชว์ไลก์ในเฟซบุ๊กให้เขาดู ทำให้มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจรับสินค้าของเราเข้าไปจำหน่ายง่ายขึ้น ซึ่งผมว่าออฟไลน์กับออนไลน์ควรควบคู่เกื้อหนุนกัน ซึ่งจากยอดขายหลักแสน กลายเป็น 2.5 ล้านบาท ต่อเดือน โดยปีนี้คาดว่าจะโตประมาณ 140 เปอร์เซ็นต์” คุณชณา บอกอย่างนั้น

ส่วน โค้ชตูน-สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ที่ปรึกษาอิสระด้านแบรนด์คอมมูนิเคชั่น ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง และโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงความเติบโตของธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า หากมองภาพรวมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าตั้งแต่ปี 2011 ความเติบโตพุ่งสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งทวีมากขึ้น รวมถึงประเทศไทย การซื้อขายบนโลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่สะดวกและง่ายดายกว่าการเดินไปถึงหน้าร้าน

“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีนักธุรกิจซึ่งส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการรายย่อย และออนไลน์ก็เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ถูกจริตกับคนในยุคนี้ด้วย และเท่าที่ดูพฤติกรรมการซื้อของคนไทยจะเป็นแบบไม่มีเหตุผล ซื้อสินค้าโดยไม่ตั้งใจ คิดเป็นตัวเลขสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ฉะนั้น ผู้ประกอบการต้องอัพเดตข้อมูล ข่าวสาร ภาพสินค้า ของตนเองให้ต้องตาผู้ท่องโลกออนไลน์ ผมว่ากับการทำโฆษณาผ่านออนไลน์ กลายเป็นช่องทางเข้าถึงเป้าหมายแบบตรงจุด มากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ นี่คือข้อดีของการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง เพราะเห็นลูกค้าว่าเขาเป็นใคร อยู่ตรงไหน” โค้ชตูน บอก

ก่อนฝากทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะสามารถทำได้บนโลกออฟไลน์ แต่ทว่าทุกธุรกิจสามารถทำได้บนโลกออนไลน์

เปิดช่องทางค้าขาย

ผ่านสมาร์ตโฟน

คุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด

(เพย์สบาย เป็นผู้ให้บริการรับ/ส่งเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 ได้รับหนังสืออนุญาตประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ และใบอนุญาตประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ และได้รับรางวัล DBD Verified ประจำปี พ.ศ. 2555 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ปัจจุบัน เพย์สบาย มีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และได้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำระบบรับชำระเงินออนไลน์ระดับประเทศด้วยการยอมรับไว้วางใจจากสมาชิกกว่า 500,000 ราย และร้านค้าออนไลน์กว่า 10,000 ร้านค้าจากหลากหลายธุรกิจ)

“เพย์สบาย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการตอบโจทย์การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เพราะทุกวันนี้ แค่มีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว สามารถทำธุรกรรมได้หมดแล้ว บริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ แทบไม่ต้องมีอุปกรณ์สำนักงานอะไรมากเหมือนเมื่อก่อน สมาร์ตโฟน แท็บเลต อย่างละ 1 เครื่อง ทำได้แทบทุกอย่างแล้ว

ตัวเลขจากรายงานประจำปีธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุ คนไทยจำนวนกว่า 27 ล้านคน โทรศัพท์มือถือ ระบบรายเดือนมีผู้ใช้ 11.7 ล้านเลขหมาย ระบบเติมเงินมีผู้ใช้ 80.8 ล้านเลขหมาย รวมกัน มีโทรศัพท์ที่เปิดใช้งาน 92 ล้านเลขหมาย ขณะที่ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน แสดงให้เห็นได้ว่า จำนวนผู้เข้าถึงการใช้โทรศัพท์นั้นเติบโตอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน การทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ คนเริ่มใช้กันป็นจำนวนมาก การซื้อขายเกิดขึ้นง่ายและรวดเร็ว ในเมื่อพฤติกรรมคนในสังคมเปลี่ยนไปในลักษณะนี้ จึงอยากเห็นผู้ประกอบการหันมาศึกษาและให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีกันให้มากขึ้น”

เรื่องเงินเรื่องง่าย

ด้วย Mobile Banking

คุณธวัช บุณยะรัตน์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจบริการและอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารออมสิน

“ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขผู้ใช้ Mobile Bank ถึง 4 ล้านคน เป็นอัตราการเติบโต 200-300 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุน่าจะมาจากการที่มีการใช้สมาร์ตโฟนกันอย่างแพร่หลาย เวลาซื้อของออนไลน์ ไม่จำกัดเวลา ทางธนาคารออมสิน ซึ่งตระหนักถึงลูกค้ากลุ่มนี้ สร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมา 1 ตัว เรียกแอพว่า MY MO ย่อมาจากคำว่า My Money My Mobile ให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ทำธุรกรรมการเงินได้อย่างครบวงจร แม้แอพนี้จะมาทีหลังแต่มีความแตกต่างที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้แอพทำธุรกรรมทางการเงิน จึงอยากชี้แจง ทางธนาคารออมสิน มีระบบรักษาความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ใช้ได้เครื่องเดียวสำหรับแอพเดียว หากนำไปใช้กับเครื่องอื่นต้องมีการเปิดแอกติเวตใหม่ และหากจะมีการปลอมซิมไปใส่เครื่องใหม่ สำหรับแอพออมสินนี้ทำไม่ได้ ถึงจะทำได้ก็ต้องติด pass code 6 หลัก ที่เป็นของเครื่องเดิม ซึ่งยังมีวิธีป้องกันอยู่อีก”

คุณทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

“แม้เศรษฐกิจ จะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่การค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เติบโตค่อนข้างดี ปริมาณบัตรเดบิต เครดิต เอทีเอ็ม มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ถ้าคนค้าขายมองลูกค้าให้ไกลไปกว่าคนในประเทศ คือโฟกัสไปที่คนถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตด้วย

อยากให้ผู้ประกอบการมองการณ์ไกลและวางรากฐานให้ดี ในเรื่องระบบการค้าขายกับลูกค้าที่มีบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพราะเชื่อว่าจะมีความยั่งยืน-ปลอดภัย และให้ความเชื่อถือลูกค้าได้มากกว่า เมื่อลูกค้าคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา เขาจะดูก่อนเลยว่าเว็บเราปลอดภัยมั้ย ระบบตะกร้าเงินเราเป็นยังไง เราผูกกับบัตรเดบิต บัตรเครดิต อะไรบ้าง

เพราะระบบความน่าเชื่อถือในการชำระเงินนั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่างๆ ได้แน่นอน”

โลจิสติกส์

หนุนธุรกิจออนไลน์

คุณสัญญา ทองสะพัก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านระบปฏิบัติการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

“ไม่ว่าผู้ประกอบการในระบบออนไลน์จะมีขนาดแค่ไหน สามารถมาใช้บริการของไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งได้อย่างสะดวก เพราะมีที่ทำการรองรับให้บริการประมาณ 5,000 กว่าแห่งทุกอำเภอ และทุกตำบล ที่มีทำการ ซึ่งได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ที่ผ่านมาเมื่อสั่งซื้อไปแล้วมักได้ของไม่ตรงรุ่น อย่างสั่งซื้อไอโฟน ได้เครื่องคิดเลข สั่งซื้อไอแพดได้เขียงพลาสติก ฯลฯ นับเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่หลายฝ่ายพยายามหารือกันตั้งประเด็นไว้เป็นปัญหาระดับชาติ

ทางไปรษณีย์ไทยจึงช่วยหาทางออกในเบื้องต้น เป็นบริการรูปแบบใหม่ โดยการเป็นตัวกลางในการเก็บเงินค่าสินค้าที่ปลายทาง แต่หากเปิดกล่องออกมาแล้ว พบว่าสินค้าไม่ตรงกับที่ตกลงกัน ผู้ซื้อสามารถไปแจ้งความ และนำใบแจ้งความมาอายัดเงินกับทางไปรษณีย์ไทยเพื่อไม่ต้องโอนเงินนั้นไปยังผู้ขาย ระหว่างนั้นก็ให้มีการเจรจากัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ จะคืนเงินให้คนซื้อไป

นอกจากนี้ หากบรรดาผู้ประกอบการโอท็อป หรือ เอสเอ็มอี ที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ต้องการขนของมาออกงานอีเว้นต์ ที่ศูนย์ประชุม ไบเทค บางนา หรือ เมืองทองธานี สามารถฝากส่งมากับไปรษณีย์ไทยได้ โดยจัดส่งให้ถึงงานในราคาพิเศษ และถ้าจะไปออกงานอื่นต่อก็จะเก็บไว้ให้ก่อนขนไปออกงานต่อไปได้ด้วย

ไปรษณีย์ไทย พยายามช่วยพี่น้องคนทำมาค้าขายให้เดินทางได้สะดวก ใครอยากได้รับบริการแบบไหน บอกได้ เพราะเราเป็นบริการแบบอาหารตามสั่ง ที่ปรับการบริการไปตามสภาพสังคมปัจจุบัน”

“อีเจี๊ยบ เลียบด่วน”

สอนน้องลุยโซเชียล

ช่วงหนึ่งของงานสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ในหัวข้อ “One Stop Shop On Mobile ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” มีการโฟนอิน จากเจ้าของเพจดัง 1.4 ล้านไลก์ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” จากพนักงานออฟฟิศ ที่มีเจตนาระบายอารมณ์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ดันไปถูกจริตผู้อ่านหลายคน จึงเริ่มมีคนสนใจและติดตาม

เจ้าของเพจดัง เริ่มต้นว่า

“ผมเป็นคนไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีเลย บัตรเครดิตไม่มี สมัครอีเมลยังไม่เป็น ผมเป็นคนปากจัด พูดตรง อาศัยว่ายังมีคนรัก นับเป็นบุญของผมนะ”

สำหรับประเด็นที่เลือกโพสต์ลงเพจ เรื่องชาวบ้านทั่วไป เรื่องใกล้ตัว เช่น ฟุตบอล แท็กซี่ ดารา ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นเรื่องเสี่ยงจะเลี่ยง เช่น สถาบัน เด็ก ครอบครัว ความเป็นความตาย

“เทคนิคการโพสต์ ผมใช้เรื่องใกล้ตัวที่คนในสังคมพูดถึง และกำลังให้ความสนใจ เหมือนคนทั่วไปที่อยู่ในออฟฟิศคุยกัน คนอื่นคุยเรื่องอะไร ผมก็คุยเรื่องนั้น มักเป็นเรื่องที่คนอึดอัด พูดไม่ได้ อยากแนะนำคนรอบข้างแต่กลัวถูกโกรธ เช่น ยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง ฯลฯ โดยผมจะนำเอาสิ่งเหล่านี้มาเขียนแสดงความเห็นในลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งได้รับการตอบรับดี”

กลุ่มเป้าหมายคือ คนในเมือง กลุ่มพนักงานออฟฟิศ รายได้ปานกลาง ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ชอบแสดงความคิดเห็น คนกลุ่มนี้มีเยอะ เลยได้รับการตอบรับดี

หัวใจสำคัญของเพจดัง อีเจี๊ยบ เลียบด่วน เผยว่า อยู่ที่ความจริงใจ ทุกเรื่องราวที่หยิบขึ้นมาเป็นประเด็น ไม่มีการเตี๊ยม ทุกอย่างเขียนสด ไม่เคยคิดมาล่วงหน้า คิดอะไรอยู่ก็พิมพ์แล้วโพสต์ไปแบบนั้น

สำหรับการทำธุรกิจบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก อีเจี๊ยบ แนะนำว่า มารยาทเป็นสิ่งสำคัญ ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ชอบไปฝากร้านคนอื่นแบบไม่มีมารยาทอยากขอให้เลิก คนค้าขายออนไลน์ต้องใจเย็น ใช้ความจริงใจเข้าหาลูกค้า ต้องไม่โกหก คนสมัยนี้ไม่โง่ หากเกิดข้อผิดพลาดต้องรีบแก้ไข รีบขอโทษ ไม่ควรใจร้อน

และที่สำคัญ อย่าโพสต์ด่าลูกค้า แม่ค้าดุไม่มีอะไรดีเลย ได้แต่เพียงความสะใจ ถ้าแม่ค้าน่ารัก ความน่ารักมันกินได้ แล้วกินได้นานด้วย

ดังขนาดนี้มีธุรกิจมาติดต่อลงโฆษณาบ้างหรือเปล่า

อีเจี๊ยบ บอก “มีเยอะมาก มีทุกวัน เขาสามารถลงโฆษณาในเพจได้ทุกวัน วันละ 3 โปรดักต์ ติดต่อกันทั้งเดือน แต่ผมจะสกรีนสินค้าก่อนว่าน่าเชื่อถือไหม มีมาตรฐานหรือเปล่า ไม่มีตัวตน ไม่ดีจริงก็ไม่รับตังค์”

ถามว่าอยากเตือนอะไรมั้ย อีเจี๊ยบ ทิ้งท้าย การเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก “สติ” สำคัญที่สุด คนเราชอบไปใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป บางครั้งไปพาลโกรธคนรอบข้าง

ศิลป์ + เทคนิค สูตรสำเร็จ นักออกแบบ “ฟอนต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

ศิลป์ + เทคนิค สูตรสำเร็จ นักออกแบบ “ฟอนต์”

“คนที่ทำอาชีพนี้ได้ดี ต้องมี 2 ส่วนผสมมารวมกันคือ ชอบศิลปะ นั่นคือมีความละเอียดลออ และมีความเป็นเทคนิค ซึ่งถ้ามองกันตามหลักทั่วไป คนที่หัวใจติสต์จะไม่มีความเป็นเทคนิค ส่วนคนที่เรียนวิศวกรรมก็จะไม่มีอารมณ์ศิลปิน แต่งานการออกแบบฟอนต์ คนที่จะทำได้ต้องมี 2 ส่วนนี้ผสมกันในเกณฑ์พอดี ซึ่งคนประเภทนี้ผมว่ามีจำนวนน้อยมากครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่หมายถึงทั่วโลก”

อัตลักษณ์ คือ สิ่งบ่งบอกตัวตน ทำให้ผู้พบเห็นเกิดภาพจดจำได้อย่างชัดเจน ซึ่งในแง่การทำธุรกิจแล้วถือว่าเอื้อประโยชน์ต่อการสื่อสารได้เป็นอย่างดี และนี่จึงเป็นแนวทางให้หลายๆ องค์กรหันมาให้ความสนใจกับการสร้างความเป็นตัวตน ให้ใครเห็นแล้วเกิดอาการร้อง “อ๋อ”

ปัจจุบัน การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ ไม่ใช่แต่เพียงออกแบบโลโก้ หรือการให้สีสันเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกตัวตนของแบรนด์ได้ดีก็คือ “ตัวอักษร” หรือ “ฟอนต์” (Font)

สิบปีที่ก้าวผ่าน

อักษรสร้างสรรค์

อาชีพออกแบบตัวอักษร จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งแม้ต่างประเทศจะมีผู้ผลิตตัวอักษรป้อนตลาดมาเนิ่นนาน แต่ทว่าในประเทศไทยการริเริ่มเพิ่งจะผ่านพ้นมาได้ราว 10 ปี โดย บริษัท คัดสรร ดีมาก จำกัด (ก่อตั้งโดย คุณอนุทิน วงศ์สรรคกร) ถือเป็นบริษัทแรกเริ่มที่ก้าวเข้ามาในวงการนี้อย่างเต็มตัว ด้วยเพราะขณะนั้นธุรกิจโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทสำคัญ

“ตอนนั้นโทรศัพท์ 3 ค่ายเกิดขึ้น และทั้ง 3 ค่ายยังใช้ฟอนต์หน้าตาเหมือนกัน เพียงแต่ถูกแบ่งแยกด้วยสี ซึ่งในด้านการออกแบบแล้ว สีไม่ใช่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดความชัดเจน เขาจึงเริ่มมามองตัวอักษร กระทั่ง คัดสรร ดีมาก ได้รับการติดต่อจากบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ให้ออกแบบตัวอักษรให้ ทำให้ตลาดเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับฟอนต์มากขึ้น และหลายๆ องค์กรก็เริ่มให้ความสำคัญกับคัสตอมฟอนต์ตามมา” คุณสมิชฌน์ สมันเลาะ ตัวแทนจาก บจก.คัดสรร ดีมาก เล่าถึงจุดกำเนิดกับการเปิดตัวธุรกิจรูปแบบคัสตอมฟอนต์ (Custom Font) ในประเทศไทย

คุณสมิชฌน์ อธิบายถึงประเภทของฟอนต์นั้นมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ในท้องตลาดคือ รีเทลฟอนต์ (Retail Font) ซึ่งเป็นการออกแบบตัวอักษรเพื่อขายปลีกให้กับผู้สนใจทั่วไป โดยมีช่องทางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ ข้อดีคือ ซื้อง่าย ราคาไม่แพง แต่จะไม่สร้างความแตกต่าง เพราะเป็นสินค้าตลาดที่ใครๆ ก็สามารถซื้อหาไปใช้ได้

ฉะนั้น หากผู้ใด องค์กรใด ต้องการสร้างคาแร็กเตอร์ของตนเอง สร้างภาพการจดจำให้เกิดขึ้นในใจผู้พบเห็น คัสตอมฟอนต์ จึงเป็นบทสรุปในการเลือก ซึ่งแม้สนนราคาแตะหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท อันเนื่องมาจากต้องใช้ระยะเวลาผลิตนานหลายเดือนหรือนับปีกว่าจะแล้วเสร็จ แต่ทว่าในด้านการทำธุรกิจในฐานะผู้ว่าจ้าง ต่างมองว่า ภาพลักษณ์ การจดจำ หรือ การสร้างตัวตน คือสิ่งที่เขาต้องการ และนี่คือการลงทุน

เริ่มจากธุรกิจใหญ่

SMEs ให้ความสำคัญ

เช่นเดียวกับ สตูดิโอ คราฟส์แมนชิพ ที่ก้าวเข้ามาให้ความสำคัญสร้างทีมงานผลิตฟอนต์ โดยเฉพาะในส่วนของคัสตอมฟอนต์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

คุณขวัญชัย อัครธรรมกุล ตัวแทนจากสตูดิโอคราฟส์แมนชิพ เล่าว่า ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับตัวอักษรมากขึ้น โดยเฉพาะคัสตอมฟอนต์ และนี่จึงเป็นเหตุผลของคนที่อยู่ในเส้นทางสายงานออกแบบ ให้หันมาทำฟอนต์เพื่อเสริมให้ธุรกิจด้านโมชั่นกราฟิกที่ดำเนินการอยู่เกิดความครบวงจร

“จุดกำเนิดของการทำฟอนต์นั้นมาจากความชอบ และตอบสนองในส่วนของงานบริการลูกค้าที่บริษัทดำเนินการอยู่ โดยส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบคัสตอมฟอนต์ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าทั้งขนาดใหญ่และเล็ก อย่างธุรกิจเคมีแห่งหนึ่ง แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ร้านจำหน่ายเสื้อผ้าในไอจี ซึ่งผมว่าการค้าขายบนโซเชียลเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น”

คุณขวัญชัย ยังกล่าวถึงราคาค่าบริการว่า ในส่วนของคัสตอมฟอนต์ ยังอยู่ในเกณฑ์สูง แน่นอนว่าผู้ที่จะเข้ามาจัดจ้างส่วนใหญ่ต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีเงินหนาในกระเป๋า

แต่ในมุมความเติบโตทางธุรกิจ กลับเห็นว่ากลุ่มผู้ประกอบการรายกลางลงมาถึงรายเล็ก หรือที่เรียกว่า SMEs ก็มีอัตราความเติบโตสูง และ SMEs หลายคนมีความคิดกับการสร้างความต่างในด้านงานออกแบบตัวอักษรเช่นกัน และนี่จึงเป็นเหตุผลให้ บริษัท กะทัดรัด อักษร จำกัด ก้าวเข้ามาเปิดตลาดคัสตอมฟอนต์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย SMEs

คุณศุภกิจ เฉลิมลาภ และ คุณธนรัชฏ์ วชิรัคกุล สองหนุ่มจาก บริษัท กะทัดรัด อักษร จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลิตคัสตอมฟอนต์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวว่า

“กะทัดรัดฯ เปิดตัวมาได้ราว 3 ปี โดยเหตุผลหลักเพราะเห็นความเติบโตของ SMEs และลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มให้ความสำคัญกับตัวอักษรมากขึ้น ซึ่งบริษัทที่มีอยู่ อาจยังไม่ได้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนี้เท่าไรนัก ผมจึงคิดว่าถ้ากะทัดรัดฯ ทำสินค้าให้อยู่ในแพ็กเกจเหมาะกับเขา เช่น รองรับการใช้งานในคอมพิวเตอร์ได้ 5 เครื่อง ราคาการจ่ายก็จะน้อย เพราะที่ผ่านมาหลายบริษัทจะขายแพ็กเกจใหญ่ โดยระบบการขายจะใช้วิธีคูณราคาเครื่องคอมพ์ที่ใช้งานอยู่แล้ว เป็นไลเซนส์ซอฟต์แวร์ ตอบโจทย์องค์กรขนาดใหญ่ แต่ถ้าเฉลี่ยราคาออกมาเป็นเครื่องแล้ว ก็ไม่ต่างกันครับ แต่ว่าเราเลือกเข้าถึง SMEs ทำรูปแบบที่เหมาะกับราคาที่เขาจ่ายได้”

SMEs เอื้อมได้

ในขนาดพอเหมาะ

ทั้ง 2 หนุ่มจาก บจก.กะทัดรัด อักษร ยังกล่าวถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้า SMEs ว่า มีจำนวนมากขึ้น โดยจุดมุ่งหมายกับการเข้ามาใช้บริการออกแบบคัสตอมฟอนต์คือ ต้องการสื่อน้ำเสียงที่ตรงกับภาพลักษณ์ เพื่อให้เกิดภาพความจดจำในแบรนด์และผลิตภัณฑ์

“เมื่อก่อนกลุ่ม SMEs จะทำอะไรตามอย่างกัน เห็นตัวอักษรของใครสวยก็ทำตาม แต่ต่อมาเริ่มเห็นถึงปัญหา ยิ่งเป็นคู่แข่งยิ่งเห็นชัดกับผลกระทบ ฉะนั้น ในวันนี้การทำคัสตอมฟอนต์ จึงเป็นทางออกที่จะสามารถสร้างความแตกต่าง และสร้างภาพจดจำได้ดี”

ระยะเวลานับเนื่องมาราว 10 ปี ที่ทั้งบริษัทออกแบบฟอนต์ทั้งเก่าและใหม่ให้ความสำคัญด้านการสื่อสารความรู้สู่องค์กรต่างๆ ส่งผลให้วันนี้ ธุรกิจฟอนต์ เข้าไปอยู่ในความสนใจมากขึ้น โดยสัดส่วนความเติบโตนับจาก 5 ปีหลัง โตขึ้นปีละ 25 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มตัวเลขขยับขึ้น แต่ทว่ากับจำนวนนักออกแบบฟอนต์กลับสวนทาง โดยรวมบริษัทที่จัดตั้งในประเทศขณะนี้ราว 12 แห่ง และมีผู้ผลิตรวมแล้วไม่ถึง 200 ชีวิต

“การออกแบบฟอนต์ เป็นงานที่ต้องบอกว่ายากมาก ต้องอาศัยเวลาและความละเอียดสูง การทำอักษรแต่ละตัวใช้ความพิถีพิถัน ไหนจะเรื่องของน้ำหนัก หรืออย่างการจัดช่องไฟก็ใช้เวลาเป็นวันๆ แล้ว ความอดทน จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหลายคนอาจสนุกกับการออกแบบตัวอักษร แต่พอมาทำในรูปแบบฟอนต์เกิดอาการท้อ แม้จะรู้ว่าผลที่จะได้รับคือค่าตอบแทนคุ้มค่า แต่พอไม่สนุกก็หยุด และยิ่งในประเทศไทยคนที่เข้ามาทำอาชีพนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยใจรักจริงๆ จึงจะทำได้ เนื่องจากไม่มีหลักสูตรเปิดสอนดังเช่นในต่างประเทศ พลังในการก้าวเดินจึงแทบไม่มี” คุณสมิชฌน์ กล่าวให้เหตุผล

ในขณะ บจก.กะทัดรัด อักษร เสริมว่า “ผมว่าคนที่ทำอาชีพนี้ได้ดี ต้องมี 2 ส่วนผสมมารวมกันคือ ชอบศิลปะ นั่นคือมีความละเอียดลออ และมีความเป็นเทคนิค ซึ่งถ้าเรามองกันตามหลักทั่วไป คนที่หัวใจติสต์จะไม่มีความเป็นเทคนิค ส่วนคนที่เรียนวิศวกรรมก็จะไม่มีอารมณ์ศิลปิน แต่งานการออกแบบฟอนต์คนที่จะทำได้ต้องมี 2 ส่วนนี้ผสมกันในเกณฑ์พอดี ซึ่งคนประเภทนี้ผมว่ามีจำนวนน้อยมากครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่หมายถึงทั่วโลก”

ที่ยืนยังมีอีกมาก

รักแล้วไปให้ถึง

ฉะนั้น ในทัศนะของผู้อยู่บนเส้นทางสายนี้ จึงฝากบอกผู้สนใจจะก้าวเข้ามาสู่เวทีผู้ผลิตฟอนต์ตัวจริง คงต้องอาศัยส่วนผสมดังกล่าว และอีกหัวใจสำคัญคือ ความเป็นเจ้าของภาษาจะส่งผลให้ออกแบบผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเข้าใจเนื้อหาสำเนียงของถ้อยคำอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีบริษัทต่างประเทศหลายรายที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ต่างให้ความสนใจเลือกใช้บริการจากทีมงานคนไทยให้เป็นผู้ออกแบบฟอนต์ภาษาไทยที่เข้าชุดกับภาษาอังกฤษที่มีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะส่งผลให้ธุรกิจฟอนต์ตื่นตัว

แต่กระนั้น ด้วยเส้นทางที่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จึงทำให้หลายๆ คนที่ก้าวเข้ามาแล้ว ต้องย้อนกลับไปสู่เส้นทางอื่น ดังที่กล่าวไว้

แต่ใช่ว่าวงการนี้จะหาผู้ก้าวเข้ามายืนยาก

ดังเช่น โปรดิวซ์ ค่ายฟอนต์น้องใหม่ ที่แรกเริ่มเปิดธุรกิจเพื่อรับออกแบบผลงานด้านสื่อหลากหลายประเภท มานับสิบปี แต่ทว่าในส่วนของการคัดเลือกฟอนต์มาเติมเต็มผลงานนั้น เลือกซื้อหาจากบริษัทผู้ผลิตรายอื่นๆ

คุณวรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ตัวแทนจากโปรดิวซ์ เล่าว่า “แต่เดิมเลือกซื้อฟอนต์ เรียกว่าคงของทุกท่านที่อยู่ตรงนี้มาใช้ครับ ผมเห็นความสำคัญของตัวอักษรมาโดยตลอด และมองว่าตัวอักษรคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะสร้างความแตกต่าง สร้างความโดดเด่น ฉะนั้น ในผลงานจึงต้องมีการสอดแทรกคัสตอมฟอนต์ไปด้วยเสมอ แต่เมื่อมาถึงจุดที่เราต้องการผลิตเอง ซึ่งผมคิดถึงการรองรับลูกค้าในกลุ่มงานของบริษัทก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้เกิดความครบวงจร”

คุณวรทิตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกลุ่มลูกค้าคัสตอมฟอนต์ ว่า “การปรับภาพลักษณ์องค์กร นอกจาก โลโก้ใหม่ สีใหม่ เลย์เอาต์ใหม่ แต่ตัวอักษรใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกว่า นี่คือความเป็นตัวของตัวเอง”

เมื่อเริ่มมีการใช้งาน และได้รับความนิยมมากขึ้น กอปรกับกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้ทุกวันนี้นักออกแบบฟอนต์สามารถยืนอยู่บนสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง และเชื่อว่าในอนาคต ตัวเลขผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้จะมากตามมา ซึ่งในทัศนะของนักออกแบบรุ่นพี่ มองว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนให้ตลาดคึกคัก และนี่จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันจัดตั้ง “สโมสรอักษรศิลป์และอักขรศิลป์กรุงเทพฯ” (Typographic Association of Bangkok หรือ TAB) อันถือเป็นการผนึกกำลังให้ผู้ผลิตฟอนต์ได้มีกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมกระจายความรู้ เพื่อการรับรู้ในวงกว้างขึ้น

“ฟาร์มสุข” ส่งข้าวไทยพร้อมทาน บุกตลาดคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ฟาร์มสุข” ส่งข้าวไทยพร้อมทาน บุกตลาดคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ

“ความสะดวกสบาย รวดเร็ว ได้สุขภาพดี คือสิ่งที่คนในยุคนี้ต้องการ บริษัทจึงนำนวัตกรรมต่อยอดข้าวสารให้กลายเป็นข้าวพร้อมทาน ซึ่งสามารถตอบไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคนี้ที่หากตื่นเช้ามาแล้วเร่งรีบ ไม่มีเวลาปรุงอาหาร สามารถนำข้าวถ้วยออกมาเปิดฝาทานได้เลย หรือจะอุ่นไมโครเวฟเพียง 90 วินาที ก็จะได้ข้าวกลิ่นหอมฟูนุ่มร้อนๆ นำไปทานบนรถก็สะดวก”

คนไทยบริโภค “ข้าว” เป็นอาหารหลัก และข้าวออร์แกนิก ก็เป็นสินค้าที่คนรักสุขภาพมักพิจารณามาเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกข้าวในระบบอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันเราจะได้เห็นข้าวสารออร์แกนิกมากแบรนด์ในท้องตลาด

ทว่ามีอยู่แบรนด์หนึ่งที่เขาให้ความสำคัญกับการนำข้าวออร์แกนิกมาต่อยอด ให้กลายเป็นข้าวสุกสวยพร้อมรับประทาน หรือที่เรียกว่า เรดี้ ทู อีท (Ready to Eat) เพื่อตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพสมัยใหม่ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง ที่ชีวิตไหลไปกับความเร่งรีบ จนแทบไม่มีเวลาปรุงอาหาร แต่กลุ่มคนเหล่านี้ต่างเลือกสรรสินค้าดีต่อสุขภาพมาไว้บริโภค

ต่อยอดข้าวไทย

พร้อมทานทันที

“ฟาร์มสุข” คือชื่อแบรนด์น้องใหม่ที่มีสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าวพร้อมรับประทาน 4 ชนิด ซึ่งแม้จะเปิดตัวได้ไม่ถึง 2 ปี แต่ทว่า ฟาร์มสุข กลายเป็นแบรนด์ที่คนรักสุขภาพรู้จัก และเริ่มดังไกลไปถึงต่างแดน

คุณรจนา ทองก้อน ผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท ฟาร์มสุข (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าวออร์แกนิกให้เป็นสินค้า เรดี้ ทู อีท ว่าเกิดจากแนวคิดต้องการให้คนไทยได้บริโภคสินค้าคุณภาพ แม้จะอยู่ในภาวะเร่งรีบ และสิ่งสำคัญที่บริษัทมุ่งหวังคือ ให้คนไทยได้รับประทานข้าวเป็นยา กอปรกับความต้องการช่วยเหลือให้เกษตรกรผู้มีความตั้งมั่นกับการหันมาปลูกข้าวคุณภาพภายใต้ระบบอินทรีย์ ได้มีโอกาสจัดจำหน่ายสินค้าง่ายขึ้น เพราะมีตลาดรองรับ

“หลายคนมุ่งมั่นกับการทำงาน เก็บเงินสะสมไว้ แต่สุดท้ายก็นำไปรักษาตัว ฉะนั้น ถ้าเปลี่ยนระบบใหม่ ให้ทุกคนหันมาทานอาหารดีมีประโยชน์ปลอดภัยจากสารเคมี ทานข้าวแทนยา นี่คือจุดมุ่งหมายของผู้บริหาร ซึ่งเมื่อเราทำเช่นนี้ได้ เกษตรกรผู้ปลูกก็จะมีความยั่งยืนไปด้วย”

คุณรจนา ยังกล่าวถึงโอกาสกับการต่อยอดข้าวออร์แกนิกว่า “ความสะดวกสบาย รวดเร็ว ได้สุขภาพดี คือสิ่งที่คนในยุคนี้ต้องการ บริษัทจึงนำนวัตกรรมต่อยอดข้าวสารให้กลายเป็นข้าวพร้อมทาน ซึ่งสามารถตอบไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคนี้ที่หากตื่นเช้ามาแล้วเร่งรีบ ไม่มีเวลาปรุงอาหาร สามารถนำข้าวถ้วยออกมาเปิดฝาทานได้เลย หรือจะอุ่นไมโครเวฟเพียง 90 วินาที ก็จะได้ข้าวกลิ่นหอมฟูนุ่มร้อนๆ นำไปทานบนรถก็สะดวก”

สำหรับการคัดเลือกข้าวนำมาใช้ จะเลือกข้าว 4 ชนิด ตามความต้องการของตลาดสุขภาพ ได้แก่ ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมนิลอินทรีย์ ข้าวกล้องแดงอินทรีย์ และข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ โดยบรรจุด้วยระบบพาสเจอไรซ์ สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้นาน 18 เดือน ในภาชนะรูปถ้วยที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย โดยสั่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งภาชนะนี้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้นานถึง 1 ปี

ได้ใจคนรุ่นใหม่

ถูกใจคนรักสุขภาพ

สำหรับขนาดบรรจุกำหนดไว้ 150 กรัม ราคาจำหน่ายถ้วยละ 35 บาท ยกเว้น ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ราคา 30 บาท

“จุดมุ่งหมายแรกของฟาร์มสุขคือ ผลิตข้าวคุณภาพดีให้คนไทยทาน ซึ่งแม้เราจะอยู่ปลายน้ำ แต่ก็เป็นกระบวนการทำงานที่สำคัญ และนี่คือความภูมิใจกับการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้กับการผลิต ส่งผลให้เกษตรกรเกิดกำลังใจในการผลิต และมีความยั่งยืนในอาชีพของเขา และตอนนี้บริษัทมองว่าตลาดต่างประเทศที่แม้แต่คนต่างชาติเอง เริ่มหันมาทานข้าว ข้าวไทยจึงมุ่งไปสู่ตลาดสากลได้ โดยหลังจากที่ได้ออกงานแสดงสินค้า ตอนนี้มีหลายประเทศติดต่อเจรจาธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย”

แม้ ฟาร์มสุข จะจัดตัวเองว่าเป็นกระบวนการปลายน้ำ แต่ทว่าในส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ ก็ให้ความสำคัญ โดยจะคัดเลือกแหล่งผลิตข้าวออร์แกนิกที่ได้มาตรฐาน ปลูกในระบบอินทรีย์อย่างแท้จริง ซึ่งแหล่งปลูกอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกรวมตัวกันเกือบ 100 ราย บนพื้นที่ปลูกราว 600 ไร่

“กลุ่มผู้ผลิตเขาปลูกในระบบอินทรีย์มานานแล้ว จากนั้นเราเข้าไปติดต่อเพื่อนำข้าวมาต่อยอด ใส่นวัตกรรมเข้าไปเสริม กระทั่งผลิตภัณฑ์กลายเป็นสินค้าสู่สากล ได้มาตรฐาน USDA ORGANIC (U.S. Department of Agriculture เป็นตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของสหรัฐอเมริกา) หรือแม้กระทั่งถ้วยบรรจุซึ่งสั่งตรงมาจากญี่ปุ่น ก็มีใบรับรองคุณภาพการันตี สินค้าของเราในขณะนี้จึงเรียกได้ว่าออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์”

ด้วยเพราะจุดมุ่งหมายกับการผลิตสินค้าเพื่อเสิร์ฟคนรักสุขภาพ ฉะนั้น ช่องทางที่จะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ได้คือ ออกงานแสดงสินค้าสุขภาพที่ดำเนินการมาโดยตลอด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม

ส่วนการจัดจำหน่ายหลัก นำสินค้าเข้าสู่ร้านค้าสุขภาพ อาทิ เลมอนฟาร์ม ร้านเอเดน ร้านสบายใจ รวมถึงร้านอาหาร และโรงพยาบาลต่างๆ

“ทำตลาดมาได้ 2 ปี กับตลาดในประเทศไทยถือว่าผลตอบรับดีมาก เพราะไปตอบตรงจุดที่บริษัทตั้งไว้คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ และเรายังมีการนำสินค้ามาจัดกระเช้าเพื่อไว้ส่งมอบให้กันในวันสำคัญๆ หรือในเทศกาลต่างๆ หรืออย่างผู้ที่ต้องการทำสังฆทานก็สามารถนำไปถวายได้ ซึ่งการทำตรงนี้ ส่งผลให้โอกาสขายมากขึ้น”

กับการเปิดตลาด เรดี้ ทู อีท ในรูปแบบข้าวพร้อมรับประทาน ถือว่าตลาดยังมีโอกาสก้าวไปได้อีกไกล ด้วยเพราะ คู่แข่งถือว่าน้อยราย ในขณะคนรักสุขภาพเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น และแม้ว่าสุขภาพจะเป็นเรื่องของเทรนด์ แต่ทว่าเทรนด์นี้ไม่มีตก มีแต่จะทวีความต้องการยิ่งๆ ขึ้น

ติดต่อ บริษัท ฟาร์มสุข (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 2452-2456 ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ (02) 514-0600 Facebook : farmsukorganiclife, Instagram : farmsukorganiclife

WARRIX ชุดกีฬาสัญชาติไทย คุณภาพท้าชนแบรนด์อินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

WARRIX ชุดกีฬาสัญชาติไทย คุณภาพท้าชนแบรนด์อินเตอร์

จุดเด่นเสื้อกีฬาวาริกซ์ ได้มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีนาโนผสมลงในเส้นใยผ้า เลือกใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ คุณสมบัติพิเศษสามารถดูดซับเหงื่อ แห้งเร็ว ระบายอากาศได้ดี ป้องกันรังสียูวีได้ด้วยคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ

จากเบื้องหลังโรงงานผลิตเสื้อยูนิฟอร์มมากว่า 13 ปี เมื่อเห็นถึงโอกาสเติบโตในวงการเสื้อผ้ากีฬา โดยเฉพาะเสื้อฟุตบอล เลยเป็นที่มาของการแตกไลน์ธุรกิจ ผลิตชุดกีฬาใช้ชื่อแบรนด์ว่า “วาริกซ์” (WARRIX) และแม้ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวได้เพียง 2 ปีเศษ แต่สามารถสร้างกระแสด้วยยอดขายเติบโตก้าวกระโดดแตะร้อยล้านบาท ได้พรีเซ็นเตอร์ “ชาริล ชัปปุยส์” นักฟุตบอลทีมชาติไทย ปัจจุบันเล่นตำแหน่งกองกลางให้กับสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี ในไทยพรีเมียร์ลีก

จากโรงงานทอผ้า

แตกไลน์ธุรกิจ

คุณวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล หรือ คุณฮิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจเสื้อกีฬาวาริกซ์เป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมที่มีอยู่แล้ว คือรับผลิตเสื้อยืด เสื้อโปโล เสื้อยูนิฟอร์ม รวมถึงจีวรกันยุง ทุกขั้นตอนทำเองตั้งแต่ทอผ้า ตัดเย็บ ปักโลโก้ โรงงานตั้งอยู่จังหวัดนครปฐม มีพนักงานกว่า 500 คน แต่เพื่อขยายตลาดใหม่ ประกอบกับมองเห็นโอกาสเสื้อผ้ากีฬาที่ยังมีช่องว่างด้านราคา เลยสร้างแบรนด์วาริกซ์ขึ้นมา

“ผมมองว่า ธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาเป็นตลาดใหญ่และเติบโตสูงมาก ขณะเดียวกัน มีพื้นฐานความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการผลิต เครื่องจักร เทคโนโลยี เลยมองเห็นโอกาสสร้างตลาดใหม่ ด้วยงบลงทุนราว 30 ล้านบาท ผลิตชุดกีฬาแบรนด์วาริกซ์เมื่อประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556”

สำหรับจุดเด่นเสื้อกีฬาวาริกซ์ ได้มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีนาโนผสมลงในเส้นใยผ้า เลือกใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ คุณสมบัติพิเศษสามารถดูดซับเหงื่อ แห้งเร็ว ระบายอากาศได้ดี ป้องกันรังสียูวีได้ด้วยคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ จากคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ตลาดตอบรับค่อนข้างดี ขณะเดียวกัน จำหน่ายในราคาที่สมเหตุสมผล ส่งผลให้ยอดขายบริษัททะลุหลักล้านได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการเข้าสู่ตลาด คุณฮิมใช้วิธีโปรโมตผ่านทีมฟุตบอล เบื้องต้นเขาเข้าไปสนับสนุนทีมฟุตบอลในระดับภูมิภาค ปี 2014 โฟกัสที่จังหวัดใหญ่ ศูนย์กลางภูมิภาค คือ “เชียงใหม่ เอฟซี” และ “นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี” ได้ผลตอบรับดี เพราะ 2 จังหวัดนี้มีฐานประชากรจำนวนมาก กระแสความนิยมดีเกินคาด เพียงปีแรกยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท ปัจจุบันปี 2015 เข้าไปสนับสนุนเพิ่มเป็น 14 ทีมฟุตบอล อาทิ สุพรรณบุรี พัทยา ระยอง จันทบุรี ลำพูน อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ฯลฯ ขณะเดียวกัน ขยายออกไปในประเทศลาว และมาเลเซีย ด้วยการเซ็นสัญญาสนับสนุนเสื้อแข่งขันให้แก่ทีมกีฬา

บุกตลาดต่างจังหวัด

ราคาสมเหตุผล

เจ้าของกิจการชี้แจงเพิ่มว่า ความหมายของแบรนด์ “วาริกซ์” หมายถึง “นักรบ” มาจากคำว่า “warrior” สื่อถึงการเป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่พร้อมทุ่มเทและมุ่งมั่นแข่งขันในทุกสนาม รวมถึงบ่งบอกถึงความเป็นเลือดนักสู้ของคนไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ด้านดีไซน์เน้นให้สากล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งหมดเป็นฝีมือดีไซเนอร์ชาวไทย 100 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารหนุ่ม เพิ่มเติมว่า เสื้อฟุตบอลมีช่องว่างเรื่องราคาระหว่างเสื้อแบรนด์นอกกับแบรนด์ไทย “วาริกซ์” มุ่งเจาะตลาดตรงกลาง โดยกำหนดว่า คุณภาพทั้งเนื้อผ้าการผลิตให้ทัดเทียมยี่ห้อต่างประเทศ แต่จำหน่ายในราคาไม่สูงจนเกินไปเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ด้านช่องทางขาย คุณฮิม บอกว่า ในอดีตให้เซลส์เข้าไปติดต่อจำหน่ายสินค้า ซึ่งทำให้การขยายตลาดเป็นไปได้ช้ามากจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการรับตัวแทนจำหน่าย รุกตลาดร้านเสื้อผ้ากีฬาในต่างจังหวัดและตลาดโมเดิร์นเทรด ผลปรากฏว่าตลาดเสื้อกีฬาสามารถขยายให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันวาริกซ์มีตัวแทนจำหน่าย 200 ราย จุดกระจายสินค้ามีทั่วประเทศ นอกนั้นขายปลีกผ่านสนามฟุตบอล

สำหรับกลุ่มสินค้า แบ่งเป็นชุดเด็กอายุ 4-12 ขวบ ชุดกีฬาผู้หญิงไซซ์หน้าอกตั้งแต่ 32-38 นิ้ว ชุดผู้ชายไซซ์ 40-60 นิ้ว ลูกค้าหลักอายุ 18-35 ปี

คว้า ชาริล ชัปปุยส์

เป็นพรีเซ็นเตอร์

กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงค่าใช้จ่ายในธุรกิจเสื้อฟุตบอลหลักๆ คือ ค่าทำการตลาดในการเข้าไปสนับสนุนทีมฟุตบอลต่างๆ เพราะเสื้อกีฬาแต่ละแบรนด์ต่างก็เข้าไปสนับสนุนทีมต่างๆ ยิ่งทีมดังมูลค่ายิ่งสูง ทางบริษัทใช้พรีเซ็นเตอร์ “ชาริล ชัปปุยส์” (นักฟุตบอลทีมชาติไทย สังกัดทีมสุพรรณบุรี เอฟซี) คาดว่าจะช่วยให้แบรนด์วาริกซ์เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

คุณวิศัลย์ ปัจจุบันอายุ 42 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ ครอบครัวประกอบธุรกิจค้าขาย วัยเด็กเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับความฝันอันยิ่งใหญ่ของผู้บริหารหนุ่ม เขาฉายภาพในอนาคต อยากเห็นบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) พร้อมตั้งเป้าอีก 2-3 ปีข้างหน้า แบรนด์ “วาริกซ์” จะเป็นเจ้าตลาดเสื้อกีฬาของภูมิภาคอาเซียน เป็นที่รู้จักในระดับสากล พร้อมต่อยอดส่งออกไปยังตลาดเอเชีย อย่างจีน และญี่ปุ่น รวมถึงยุโรป

สนใจสอบถามข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จำกัด เลขที่ 45/132 หมู่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73110 โทรศัพท์ (02) 812-7881-2 โทรสาร (02) 812-7883 หรือ http://www.warrix.co.th

บั๊ญจร้างโจร่น ยำใบเมี่ยงญวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07055011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ครัวอาเซียน

เรื่องและภาพโดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

บั๊ญจร้างโจร่น ยำใบเมี่ยงญวน

คนเวียดนามกินจุบกินจิบ และมีของให้กินเล่นทั้งวัน ของว่างอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมในไซ่ง่อน หรือนครโฮจิมินห์ก็คือ “บั๊ญจร้างโจร่น” (B?nh tr?ng tr?n) คือ ยำใบเมี่ยงญวน ใบเมี่ยงญวนนั้นหมายถึง แผ่นแป้งที่เราใช้ห่อเปาะเปี๊ยะญวนนั่นเอง ซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าเป็นแผ่นกลมแล้วเอาไปตากแดดจนแห้งเก็บได้เป็นเวลานาน เราคงนึกไม่ออกว่าแผ่นแป้งนี้จะนำไปยำได้อย่างไร แต่ชาวเวียดนามเขามีความคิดสร้างสรรค์มากค่ะ

แม่ค้าที่ขาย “บั๊ญจร้างโจร่น” มักจะหาบขายอยู่แถวสวนสาธารณะ หรือหน้าโรงเรียน แม้แต่แถวๆ หน้าอาคารสำนักงานสมัยใหม่ คนที่ไปพักผ่อนในสวนก็มักซื้อติดมือไปนั่งกินเล่น หลังเลิกเรียนเด็กนักเรียนก็ชอบซื้อกินรองท้องแก้หิว เช่นเดียวกับสาวออฟฟิศทั้งหลาย เพื่อนร่วมงานของฉันก็เช่นกัน พอสักบ่าย 3 ก็จะแว่บหายไปแล้วโผล่มาด้วยถุงยำ 3-4 ถุง ตามแต่จำนวนคนฝากซื้อ บั๊ญจร้างโจร่นจะใส่มาในถุงพลาสติกรัดหนังยาง มีไม้เสียบลูกชิ้นให้คู่หนึ่งเอาไว้คีบแทนตะเกียบ เวลาจะกินก็เขย่าๆ ขยำๆ ถุงให้เครื่องเข้ากันแล้วคีบใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย นับเป็นของกินเล่นที่อร่อยและมีคุณค่าครบถ้วน

เขาจะเอาใบเมี่ยงแห้งๆ นี้มาตัดเป็นเส้นๆ เอาต้นหอมซอยมาผัดน้ำมัน เจียวหอมแดง ถั่วลิสงจะคั่วหรือทอดก็ตามสะดวก ใส่ไข่นกกระทาต้ม กุ้งแห้ง ปลาหมึกเส้น เนื้อเค็มเส้น ผักแพว มะม่วงเปรี้ยวซอย กากหมูเจียว น้ำพริกซาเต้ แล้วเคี่ยวน้ำมะขามเปียกผสมกับน้ำปลาและน้ำตาล ชิมให้มี 3 รส ใส่เกลือป่นกุ้งแห้ง เครื่องเคราต่างๆ นี้เราคุ้นเคยกันดียกเว้นเกลือป่นกุ้งแห้งและน้ำพริกซาเต้ที่บ้านเราไม่มี เกลือป่นกุ้งแห้งเรียกว่า “มุ้ยโตม” (Mu?i T?m) ซึ่งมักเรียกว่า “มุ้ยโตมเต็ยนิญ” (Mu?i T?m T?y Ninh) ตามชื่อเมืองเต็ยนิญที่มีชื่อเสียงในการทำเกลือป่นกุ้งแห้งซึ่งก็คือ การเอาเกลือไปป่นรวมกับกุ้งแห้ง มีลักษณะเป็นผงหรือเป็นเกล็ดบรรจุกระปุกขายไว้ใช้ปรุงรสอาหาร

ส่วนน้ำพริกซาเต้ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “เอิ๊ตโคซาเต้” (?t kh? sat?) คือ น้ำพริกผัดที่มีส่วนผสมของพริก กระเทียม ตะไคร้ โดยนำไปโขลกหยาบๆ แล้วผัดน้ำมันปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือ ทำนองเดียวกับน้ำพริกเผาของเรา เก็บใส่ขวดไว้ใช้ทำอาหารได้หลายชนิด มีบรรจุขวดสำเร็จรูปขาย ส่วนบ้านเราให้ใช้น้ำพริกเผาแทนได้ แม้จะไม่เหมือนกันเพราะไม่มีกลิ่นตะไคร้แต่ก็พอกล้อมแกล้มได้

เมื่อมีเครื่องครบก็ใส่ทุกอย่าง อย่างละนิดละหน่อย ปิดท้ายด้วยน้ำมะขามสามรส น้ำพริกซาเต้ และโรยเกลือป่นกุ้งแห้ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน เคี้ยวมันๆ เพลินจนหยุดไม่ได้ค่ะ

“ขนมบ้านโกไข่” ของฝากดัง สงขลา เตรียมบุกตลาด AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ขนมบ้านโกไข่” ของฝากดัง สงขลา เตรียมบุกตลาด AEC

เดิมขนมบ้านโกไข่ มีเพียงพัฟสังขยา ปัจจุบัน คุณพรศักดิ์เพิ่มเมนูหลากหลาย อาทิ เต้าส้อ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน เค้กไข่ถ้วย เค้กเนื้อนุ่ม ขนมเปี๊ยะ พัฟฝอยทอง ได้ทั้งมาตรฐาน อย. GMP FSSC ฮาลาล และต่อไปจะเข้าสู่มาตรฐาน ISO

ขึ้นแท่นของฝากเลื่องชื่อสำหรับ “ขนมบ้านโกไข่” ประจำอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมนูเด่นที่ทุกคนต่างโปรดปราน ได้แก่ เค้กสามเหลี่ยมไส้มะพร้าวอ่อน เปี๊ยะกุหลาบ ขนมปังสังขยา พายสับปะรด กิจการทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารของ คุณพรศักดิ์ ตั้งคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนมบ้านโกไข่ จำกัด อดีตวิศวกรชายหนุ่มผู้หลงรักขนมหวาน

สำหรับต้นกำเนิดร้านขนมบ้านโกไข่ มาจากจังหวัดตรัง ดินแดนเลื่องชื่อด้านขนมเค้ก ผลิตเค้กมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า พอมาถึงรุ่นหลานได้สร้างแบรนด์ “ขนมบ้านโกไข่” ให้เป็นที่รู้จัก และการยอมรับของผู้บริโภค ปัจจุบัน กลายเป็นร้านขนมชื่อดังมีมากถึง 9 สาขา ขึ้นแท่นของฝากดังของภาคใต้ไปแล้ว

“โกไข่” ชื่อคุณอา

สูตรขนมสืบทอดรุ่นสู่รุ่น

คุณพรศักดิ์ เผยว่า ครอบครัวมีสูตรทำขนมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่นมายาวนาน ราว พ.ศ. 2538 คุณอามีนามว่า “โกไข่” อาศัยอยู่อำเภอทับเที่ยง จังหวัดตรัง ท่านทำพัฟสังขยา ขายเพียงเมนูเดียว ในขณะนั้นใช้วิธีเร่ขายบนรถมอเตอร์ไซค์ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ไปจนถึงจังหวัดสตูล

พัฟสังขยาของคุณอาโกไข่ หลานชายเล่าว่า รสชาติดี กลมกล่อม ไม่มีแบรนด์ ตอนเป็นวัยรุ่นเคยอาสาไปช่วยขายด้วยการเดินหาบขายเหมือนชาวบ้านทั่วไป รวมถึงข้ามจังหวัดมาขายในตลาดกิมหยง จังหวัดสงขลา บางครั้งขายได้ บางครั้งก็ขายไม่ได้ ถูกปฏิเสธจากร้านค้า หรือแม้กระทั่งการไปออกบู๊ธตามงานประจำจังหวัด รู้สึกแปลกใจทั้งๆ ที่ขนมอร่อย จนกระทั่งได้รู้จากปากลูกค้าว่าขนมซื้อไปเสียง่าย เพราะไม่ใส่สารกันบูด ทำให้อายุขนมค่อนข้างสั้น ขึ้นราได้ง่าย จึงถูกปฏิเสธ

ช่วงที่คุณอาจำหน่ายขนมเรื่อยมา คุณพรศักดิ์ทำงานเป็นวิศวกร บมจ.ซิโน-ไทยฯ จนกระทั่ง พ.ศ. 2552 เขาเริ่มเบื่องานประจำ อยากทำธุรกิจส่วนตัว อยากมีเวลาให้ครอบครัว เลยตัดสินใจรับพัฟสังขยาจากคุณอามาขายที่จังหวัดสงขลา เพราะมองว่าเป็นจังหวัดใหญ่ มีความหลากหลายของผู้คน

การเปลี่ยนบทบาทจากวิศวกร มาเป็นพ่อค้าไม่ง่ายอย่างที่คิด คุณพรศักดิ์ เผยว่า ช่วงแรกขนมขายไม่ดี ต้องเผชิญกับเงื่อนไขหลายอย่าง อาทิ คู่แข่ง อายุของขนมสั้น ทำให้เงินเก็บเริ่มร่อยหรอ จึงกลับมาหาจุดอ่อนของธุรกิจ พร้อมจัดระบบการบริหารจัดการด้านการผลิตใหม่ทั้งหมด เริ่มสร้างแบรนด์ เริ่มบริหารจำนวนคนให้สมดุลกับต้นทุนที่เป็นจริง

“ช่วงเปิดร้านระยะแรก ขายดีเป็นบางวัน บางวันก็ขายไม่ได้ กว่าจะตั้งตัวได้ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ระหว่างนั้นไปเข้าเรียนโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นรุ่นที่ 247 ทำให้เริ่มมีความรู้ความเข้าใจการทำธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น ประกอบกับได้เพื่อนนักธุรกิจหลายคน ทำให้ได้ไปเปิดตลาดที่ประเทศพม่า และเวียดนาม”

ขนมทำสด ไม่ใส่สารกันบูด

มีมาตรฐาน การันตีคุณภาพ

โครงการภาครัฐที่ผู้ประกอบการเข้าร่วม อาทิ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) โครงการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โครงการพัฒนาโรงงานอาหารไทยเพื่อสร้างศักยภาพในการส่งออกของสถาบันอาหาร โครงการพัฒนาโรงงานอาหารไทยเพื่อสร้างศักยภาพในการส่งออก เป็นต้น

จากเดิม ขนมบ้านโกไข่ มีเพียงพัฟสังขยา ปัจจุบัน คุณพรศักดิ์เพิ่มเมนูหลากหลาย อาทิ เต้าส้อ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน เค้กไข่ถ้วย เค้กเนื้อนุ่ม ขนมเปี๊ยะ พัฟฝอยทอง ได้ทั้งมาตรฐาน อย. GMP FSSC ฮาลาล และต่อไปจะเข้าสู่มาตรฐาน ISO เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น

ด้วยมาตรฐานระดับสากล ทำให้ขนมบ้านโกไข่กลายเป็นที่ยอมรับของลูกค้า เจ้าของกิจการ กล่าวว่า ลูกค้า 3 จังหวัดภาคใต้เยอะมาก กลุ่มลูกค้ามุสลิมเยอะ โดยสาขาที่ขายดีที่สุดคือ สาขาเรือนไทย ตั้งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ปัจจุบัน มีรายได้รวมประมาณ 5 ล้านบาท ต่อเดือน

ปัจจุบัน ขนมบ้านโกไข่มี 9 สาขา ได้แก่ สาขาผาสุก ตรงข้ามตลาดกรีนเวย์, สาขาเรือนไทย หน้ามหาวิทยาลัยหาดใหญ่, สาขาศิครินทร์ เยื้องโรงพยาบาลศิครินทร์, สาขาถนนไทรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา, สาขา มอ.บริเวณศูนย์อาหาร รพ.สงขลานครินทร์, สาขา สวท. ตรงข้าม อบจ.สงขลา, สาขาโอเดียน บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโอเดียน, สาขาสนามบิน บริเวณประตูทางออกท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และ สาขาปั๊ม ปตท.ท่าช้าง

สำหรับจุดเด่นของขนมบ้านโกไข่คือ ไม่มีสารกันบูด สารกันเสีย ทำให้ขนมสดเก็บได้ไม่เกิน 7 วัน ดังนั้น ความยากจึงอยู่ที่การบริหารของสดให้ดี และอาศัยว่าในแต่ละวันขายหมด

“ทางร้านมีจุดแข็งคือ ไม่ใส่สารกันบูด แต่ก็กลายเป็นจุดอ่อน เพราะทำให้ขนมมีอายุสั้น ส่งออกไปต่างประเทศยาก จนถึงวันนี้ก็ยังหาวิธียืดอายุขนมให้เก็บไว้นานไม่ได้ ทำได้เพียงแช่แข็งในอุณหภูมิ -18 แช่แข็งได้เพียง 50 วัน หากเกินจะพบปัญหาการแคร็กของแป้ง กล่าวคือขนมไม่สวย ขณะที่หากต้องการขายต่างประเทศต้องแช่แข็งได้นาน 90 วันเป็นอย่างน้อย”

9 สาขาในภาคใต้

เตรียมบุกตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน ขนมบ้านโกไข่มีผลิตภัณฑ์ให้เลือก 48 รายการ ทั้งหมดเป็นขนมสดใหม่ทุกวัน โดย 5 อันดับยอดนิยม ได้แก่ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน เปี๊ยะกุหลาบ เค้กไข่ถ้วย เค้กเนื้อนุ่ม และเปี๊ยะละมุน

เจ้าของร้านขนมบ้านโกไข่ บอกต่อว่า ขณะนี้ถือว่าธุรกิจประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ต่อไปจากนี้จะมองตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีนที่นิยมทานขนมเปี๊ยะ ที่ผ่านมาได้เดินทางไปดูงานตามต่างประเทศ อาทิ พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นต้น

สำหรับขนมที่ขายดีที่สุดคือ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน ผลิตเดือนละประมาณ 100,000-150,000 ชิ้น แต่มีข้อจำกัดคือ มะพร้าวอ่อนเป็นสินค้าฤดูกาล จึงไม่ได้มีขายทั้งปี ด้านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ ขนมเปี๊ยะกุหลาบ

“ตลาดขนมยังไปได้ดี แม้จะมีคู่แข่งระดับบนและล่างเกิดขึ้นตลอด อย่างไรก็ตาม ขนมบ้านโกไข่ไม่ได้มองเรื่องการแข่งขัน แต่ตั้งใจผลิตขนมมีคุณภาพมากกว่า”

ภายในปี 2558 ผู้บริหารคาดว่าจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 สาขาตั้งในจุดที่คนสามารถแวะได้ง่ายคือ บริเวณเส้นทางหลวงหมายเลข 4 ซึ่งเป็นสายหลักที่จะไปทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนอีก 2 สาขามองไว้ที่บริเวณด่านสะเดา และโรงพยาบาลหาดใหญ่

สาเหตุที่ต้องเน้นถนนเส้นหลัก กรรมการผู้จัดการ มองว่า ผลิตภัณฑ์หลักของร้านคือ ของฝาก ฉะนั้น จำเป็นต้องตั้งในจุดที่คนสามารถแวะได้ง่าย รวมถึงอนาคตอยากเปิดสาขาในกรุงเทพฯ โดยเล็งพื้นที่ย่านดอนเมืองด้วย

วันนี้ ขนมบ้านโกไข่ ผงาดขึ้นเป็นร้านขนมของฝากของดี จังหวัดสงขลา ชนิดที่ใครไปใครมาต้องไม่พลาดแวะช็อปขนมติดไม้ติดมือ

เปิบสูตรเด็ด สารพัดเมนู “กุ้ง” ที่ “นายโซว” ร้านดังแห่งย่านพลับพลาไชย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เปรี้ยวปาก

โดย อนุภาค ชัยชนะดารา

เปิบสูตรเด็ด สารพัดเมนู “กุ้ง” ที่ “นายโซว” ร้านดังแห่งย่านพลับพลาไชย

“กุ้ง” หนึ่งในวัตถุดิบแสนอร่อยจากท้องทะเล และถ้าเราพูดถึงกุ้ง ก็จะมีชื่อของ กุ้งกุลาดำ, กุ้งแชบ๊วย, กุ้งมังกร และอีกสารพัดกุ้งอยู่ในลิสต์วัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับปรุงจานเด็ดของแต่ละร้าน เพราะไม่ว่าคุณจะไปร้านอาหารดังๆ ที่ไหนก็ตาม จานอร่อยที่ทำจาก “กุ้ง” ก็มักจะอยู่ในลิสต์เมนูยอดนิยมของร้าน อาทิเช่น กุ้งผัดซอสเอ็กซ์โอ, กุ้งอบวุ้นเส้น, กุ้งทอดกระเทียมพริกไทย และอีกหลายเมนูถ้าให้ผมสาธยายจริงๆ เต็ม 2 หน้ากระดาษก็ไม่จบอย่างแน่นอน แต่รอบนี้เราดั้นด้นจากมติชน อคาเดมี มาถึง ห้าแยกพลับพลาไชย เพื่อลองลิ้มชิม “สารพัดเมนูกุ้ง” จากร้านดังอย่าง นายโซว สุดยอดร้านอาหารจีนระดับภัตตาคาร ที่นักชิมหลายคนต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี

ร้านนายโซว หรือ นายโซว หอยกระทะร้อน ถือเป็นหนึ่งในร้านอาหารสไตล์จีนแต้จิ๋วชื่อดัง ในย่านพลับพลาไชย ที่ยังคงคุณภาพและรสชาติความอร่อยมาได้อย่างยาวนานกว่า 40 ปี สืบทอดความอร่อยโดยเจ้าของร้านรุ่นที่ 2 อย่าง คุณพิทักษ์ วรุณโกญจนาท หรือ เฮียยืน ต่อจากคุณพ่อ (นายโซว วรุณโกญจนาท) ที่เป็นต้นตำรับการทำอาหารจีน สำหรับเมนูเด็ดประจำร้านที่หลายคนชื่นชอบ คงต้องพูดถึงเมนู หอยทอดกระทะร้อน ที่มีให้เลือกทานทั้ง หอยนางรม และ หอยแมลงภู่ หรือจะเป็นเมนูสุดฮิตอย่าง หมูสะเด็ด, หัวปลาเผือกหม้อไฟ, ข้าวอบเผือก เป็นต้น

แต่รอบนี้เราไม่มาชิมข้างต้น…เพราะเจ้าของร้านเขาเชิญเรามาชิมสารพัดเมนูจาก “กุ้ง” ต่างหาก!!

เริ่มกันที่จานแรก กุ้งคั่วเกลือ ที่รสชาติหอมกรุ่นด้วยกลิ่นเครื่องเทศ นำกุ้งลงไปคั่วในกระทะ ไม่ต้องสุกมาก ให้พอได้กลิ่นหอม นำขึ้นมาเสิร์ฟ พร้อมทานกับข้าวสวยร้อนๆ ความอร่อยของเมนูอยู่ที่กุ้งแชบ๊วยที่สด ผสานกับความอร่อยของเครื่องเทศ ใครได้ลองจะต้องติดใจอย่างแน่นอน

ต่อกันจานที่สอง กุ้งอบวุ้นเส้น เมนูอร่อยที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่สูตรเด็ดของร้านนี้อยู่ที่การใส่เครื่องเทศและสมุนไพรไทย 5-6 ชนิดเลยทีเดียว หลายคนมองว่า เมนูนี้คือเมนูเบสิกทั่วๆ ไป ที่หาทานที่ไหนก็ได้ แต่ที่ร้านมีความแตกต่างคือ รสชาติที่เข้มข้น และความหอมกลิ่นเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งเฮียยืนพูดอย่างมั่นใจว่า กุ้งอบวุ้นเส้นของที่ร้านรสชาติไม่ซ้ำกับที่อื่นแน่นอน!

ปิดท้ายกันที่เมนู แฮ้จ๊อ ซึ่งหลายคนชอบถามว่า เมนูนี้ต่างกับ ฮ่อยจ๊อ ยังไง? สอบถามเฮียยืน จึงได้ความรู้มาว่า คำว่า แฮ้ ในภาษาจีน แปลว่า กุ้ง ส่วนคำว่า ฮ่อย ภาษาจีนนั้นแปลว่า ปู ดังนั้น เมนู ฮ่อยจ๊อ ก็คือ เมนูอาหารทานเล่นของจีนชนิดหนึ่ง ใช้วัตถุดิบหลักคือ “เนื้อปู” ส่วนเมนู แฮ้จ๊อ ก็ต่างกันตรงที่ใช้ “เนื้อกุ้งบด” มาเป็นวัตถุดิบหลักนั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 เมนูนี้ เฮียยืนบอกว่า มีกรรมวิธีการทำที่คล้ายคลึงกันคือ ถ้าเราทำเมนูใดเมนูหนึ่งได้ ก็สามารถประยุกต์เทคนิคการทำเมนูนี้ได้ไม่ยาก ส่วนความอร่อยของเมนูนี้ ก็อยู่ที่เนื้อกุ้งบดปรุงรสที่นำมาใช้ ซึ่งจะทำให้เนื้อแฮ้จ๊อมีความเหนียวนุ่ม…ซึ่งผมการันตีเลยว่า อร่อยเด็ดจริงๆ

ส่วนใครที่อยากรู้สูตรเด็ด-เคล็ดลับของทั้ง 3 เมนูนี้ “มติชน อคาเดมี” มีข่าวดีมาฝาก ในเดือนตุลาคม 2558 นี้ คุณพิทักษ์ วรุณโกญจนาท (เฮียยืน) แห่งร้านนายโซว จากย่านพลับพลาไชย เตรียมมาเปิดเผยการทำ 3 เมนูเด็ดอย่าง กุ้งคั่วเกลือ, กุ้งอบวุ้นเส้น และ แฮ้จ๊อ พร้อมแถมการทำเมนู “ฮ่อยจ๊อ” อีกด้วย

“สำหรับรอบที่ 2 ที่ผมเลือกที่จะมาสอนวิธีการทำเมนูกุ้ง เพราะสามารถหาซื้อวัตถุดิบได้ง่ายในท้องตลาด และสามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูที่น่าสนใจได้หลากหลายเมนู หรืออย่าง เนื้อกุ้ง เราก็นำมาบด ก็สามารถทำแฮ้จ๊อ หรือ ฮ่อยจ๊อได้ หรือกุ้งเป็นตัว ก็นำมาทำเมนู กุ้งคั่วเกลือ, กุ้งอบวุ้นเส้น ก็สามารถทำให้อร่อยได้ไม่ยาก หรือจะดัดแปลงทำเมนูอื่นๆ ไว้ทานก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ต้องบอกว่าแค่กุ้งอย่างเดียว คุณก็สามารถรังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลายเมนูแล้ว ซึ่งในชั่วโมงเรียนครั้งนี้คุณจะได้เรียนรู้ตั้งแต่วิธีการเลือกกุ้ง, เทคนิคการทำ, วิธีการดัดแปลงในการปรุงเมนูที่ทำจากกุ้ง เช่น การทำแฮ้จ๊อประยุกต์ไปเป็นเมนูฮ่อยจ๊อ เป็นต้น นอกจากนี้ ทุกคนที่มาเรียนในคอร์สนี้จะได้ทดลองทำทุกคน และได้นำเมนูในวันนั้นไปฝากคนที่บ้านให้ได้ลองชิมอีกด้วย” เฮียยืน กล่าว

ส่วนเทคนิคการทำเมนูกุ้งให้อร่อยนั้น เฮียยืนเล่าให้ฟังว่า “ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบหลักอย่างกุ้ง ที่จะต้องสดและใหม่ นอกจากนี้ วิธีการปรุงก็สำคัญ เพราะจะต้องใช้วิธีการปรุงแบบแฮนด์เมด หรือใช้มือทำเท่านั้นถึงจะมีรสชาติดี ส่วนวิธีการเลือกกุ้งนั้น วิธีการทำ แฮ้จ๊อ เราจะใช้กุ้งตะกาด หรือกุ้งลี่ (ภาษาจีน เรียกว่า โอวคัก) ซึ่งเป็นกุ้งที่มีรสชาติดี เนื้อหวาน และมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวกว่า แต่ถ้าเราใช้กุ้งเลี้ยง รสชาติก็แตกต่างกันไป เนื้อสัมผัสจะไม่เหนียว เวลานำไปทำแฮ้จ๊อ จึงนิยมใช้กุ้งตะกาดมากกว่า เพราะจะได้ความเหนียว และรสชาติที่อร่อยมากกว่านั่นเอง

หลายคนที่เคยมาเรียนคอร์ส “หอยกระทะร้อน” ที่มติชน อคาเดมี จะรู้ดีว่าผมจัดเต็มให้ทุกครั้ง…ไม่มีกั๊กแน่นอน!”

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เทคนิค-เคล็ดลับของหลักสูตรนี้ หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

ข่าวดีสำหรับคนที่อยากมีอาชีพ มติชน อคาเดมี ฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดตัว 20 หลักสูตรทำเงิน ที่อาจจะทำให้คุณพลิกผันชีวิตได้ ด้วยเงินลงทุนเพียง 999 บาทเท่านั้น!!! เตรียมพบกับหลักสูตรที่น่าสนใจ อาทิเช่น ครองแครงพริกไทยดำ (วันที่ 2 และ 9 ตุลาคม 58), กล้วยปิ้ง (วันที่ 2 และ 16 ตุลาคม 58), ไก่ทอดสมุนไพร (วันที่ 2 และ 9 ตุลาคม 58), สลัดแขก (วันที่ 2 และ 9 ตุลาคม 58), มันโบราณ (วันที่ 2 และ 9 ตุลาคม 58), ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 16 และ 30 ตุลาคม 58), ไก่ทอดหาดใหญ่ (วันที่ 16 และ 30 ตุลาคม 58), คุกกี้อัลมอนด์สไลซ์ (วันที่ 16 และ 30 ตุลาคม 58), ขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (วันที่ 16 และ 30 ตุลาคม 58) เป็นต้น

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เทคนิค-เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพทั้ง 20 หลักสูตร ตลอดเดือนตุลาคม 2558 นี้ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์)

ข้าววรรณภพ เจาะตลาดใหม่ปาปัวนิวกินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

Gen To Gen

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ข้าววรรณภพ เจาะตลาดใหม่ปาปัวนิวกินี

คุณธัญวรรณ พัฒผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วรรณภพ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลค้าข้าวลุ่มแม่น้ำป่าสัก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย้อนอดีตรุ่นทวดที่ทำการค้าขายข้าวภายในประเทศ ครั้นรุ่นปู่เริ่มค้าข้าวเพื่อส่งออก โดยใช้วิธีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง นำมาสีเป็นข้าวสาร แล้วบรรทุกข้าวสารล่องเรือไปตามแม่น้ำป่าสักมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ส่งออกข้าวผ่านบริษัทรวมทุนไทยในเวลานั้น เมื่อปู่ประสบอุบัติเหตุ ธุรกิจค้าข้าวในยุคนั้นต้องหยุดชะงักไป ความสะเทือนใจครั้งนั้นทำให้บรรดาลูกๆ 5 คนของปู่ ต่างแยกย้ายไปทำธุรกิจการงานของตน ไม่มีใครทำธุรกิจค้าขายข้าวที่สืบทอดกันมายาวนาน

จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2538 คุณไพบูลย์ เวทย์วัฒนะ (รุ่นพ่อ) รื้อฟื้นธุรกิจค้าข้าวของตระกูลเวทย์วัฒนะกลับขึ้นมาอีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้ของธุรกิจค้าข้าวรายเก่าแก่แห่งเมืองกรุงเก่า เป็นการกลับมาอย่างผงาดและสง่างามในเวทีการค้าระดับสากล

“เรากลับมาทำธุรกิจข้าวอีกครั้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณพ่อจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้า แล้วไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จากนั้นไปทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ในอเมริกา บังเอิญได้พบท่านเอกอัครราชทูตปาปัวนิวกินี ประจำสหรัฐอเมริกา ท่านบอกว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวอันดับ 1 ทำไมไม่ลองส่งไปปาปัวนิวกินีบ้าง ท่านอยากให้ประเทศของท่านได้มีทางเลือกที่ดี เพราะข้าวที่ส่งไปในประเทศของท่านคุณภาพไม่ค่อยดี และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งออกข้าวไปยังประเทศปาปัวนิวกินี” คุณธัญวรรณ เล่าถึงอดีตอย่างภาคภูมิใจ

แนวคิดเจาะตลาดใหม่

ทำไมต้องปาปัวนิวกินี

คุณธัญวรรณ กล่าวว่า ผู้ค้าข้าวหรือผู้ทำธุรกิจอาหารในไทยยังค่อนข้างจะรอให้คนมาเลือกซื้อ บางครั้งลูกค้ามักมองเรื่องราคาเป็นหลัก ที่ไหนราคาถูกลูกค้าก็ไปซื้อที่นั่น บริษัทวรรณภพเลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจ โดยการออกไปทำตลาดด้วยตัวเอง ใช้วิธีตั้งบริษัทที่ประเทศปาปัวนิวกินี เป็นจุดกระจายสินค้าให้กับประเทศอื่นๆ ในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ มีประเทศ ฟิจิ โซโลมอน ตองกา อินโดนีเซีย ที่อยู่ติดกัน ด้วยความที่เขาใช้ภาษาเหมือนกันคือ Pidgin English เราจึงใช้เซลส์ที่ปาปัวนิวกินีเป็นศูนย์กลางในการเจรจากับลูกค้าในแถบนั้น

ปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า รัฐเอกราชปาปัวนิวกินี เป็นประเทศในแถบโอเชียเนีย เป็นพื้นที่ทางตะวันออกของเกาะนิวกินี (พื้นที่ทางตะวันตกเป็นของจังหวัดปาปัวของประเทศอินโดนีเซีย) ตั้งอยู่ในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย และอยู่ทางตะวันตกของหมู่เกาะโซโลมอน มีประชากรประมาณ 7 ล้านคน ปาปัวนิวกินีเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเล ทองคำ ทองแดง น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ รายได้หลักของประเทศขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมการประมง เหมืองทองแดง เหมืองทองคำ และการท่องเที่ยว ส่วนด้านเกษตรกรรม ส่วนใหญ่เป็นการเพาะปลูกกาแฟ โกโก้ และมะพร้าว สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ กาแฟ ทองแดง ซุง กาแฟ และสัตว์ทะเล ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง ส่วนประกอบรถยนต์ อาหาร และเชื้อเพลิง ปัจจุบัน ปาปัวนิวกินีเป็นประเทศสังเกตการณ์ในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

“ในกลุ่มประเทศนี้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษกันหมดทุกคน เขาจะจำภาพ แบรนด์ของข้าวแต่ละชนิด จะต้องทำแพ็กเกจจิ้งให้ออกมาหลายสี ใช้โลโก้ที่เป็นภาพต่างกัน อย่างเช่น ตราดอกไม้ ตราดาว ตรามือ หรือแฟรงจิแพนิ (ดอกลีลาวดี) เป็นดอกไม้ที่คนประเทศย่านนั้นรู้จัก การออกแบบแพ็กเกจจิ้งต้องให้เป็นสากล สามารถไปได้ทุกประเทศ ซึ่งต้องศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมเฉพาะกับการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เช่น ขนาดของบาร์โค้ด ที่เข้าได้ทุกประเทศ”

ผลิตภัณฑ์ข้าวของวรรณภพที่ส่งออก มี 7 แบรนด์ ได้แก่ สตาร์ไรซ์ (STAR RICE), จัสมินไรซ์ (JASMINE RICE) ข้าวหอมมะลิไทย, จัซมินไรซ์ (JAZMINE RICE) ข้าวหอมปทุมธานี, กู้ดไรซ์ (GOOD RICE) ข้าวขาว 100 เปอร์เซ็นต์, กู้ดบราวน์ไรซ์ (GOOD BROWN RICE) ข้าวกล้องหอมปทุมธานี 100 เปอร์เซ็นต์, ซูเปอร์เอวันไรซ์ (SUPER A-ONE RICE) เป็นข้าวขาวหัก, แฟรงจิแพนิไรซ์ (FRANGIPANI RICE) ข้าวแฟรงจิแพนิ เป็นข้าวขาวเมล็ดยาว 100 เปอร์เซ็นต์ และ สวีตไรซ์ (SWEET RICE) ข้าวเหนียว

วรรณภพแจ้งเกิดอย่างถาวร

ย้ำขายข้าวแบบเดิมไม่ได้แล้ว

บริษัท วรรณภพ จำกัด เป็นบริษัทผู้บุกเบิกตลาดข้าวไทยในประเทศปาปัวนิวกินี และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ มีศูนย์กระจายสินค้าและสำนักงานอีก 8 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ คุณธัญวรรณผู้บริหารสาวหน้าใส ผู้สืบทอดธุรกิจค้าข้าวส่งออกเป็นรุ่นที่ 4 เห็นหน้าอ่อนหวานอย่างนี้ แต่ฝีมือบริหารธุรกิจฉกาจนัก เธอกล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่า วรรณภพจะใช้วิธีค้าขายข้าวแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป บริษัทวรรณภพถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำการส่งออกด้วยตัวเอง ไม่ได้ส่งออกผ่านใครเหมือนสมัยรุ่นปู่ เนื่องจากรุ่นพ่อมีฝีมือและมีความรู้เกี่ยวกับการส่งออกโดยตรง ตัวเธอเองโตมากับข้าว เพราะฉะนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งข้าว องค์ความรู้เรื่องข้าว เธอมีความรู้เรื่องนี้เป็นต้นทุนที่แข็งแกร่ง

“ในช่วงแรก วรรณภพ ใช้ระบบ Sub-Contract โดยมีผู้ผลิต 3 แห่ง เป็นโรงสีที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศทำการผลิตให้ แต่ก็พบปัญหาการผลิตให้ไม่ทันความต้องการ และยังควบคุมคุณภาพได้ยาก เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการค้า และสามารถรองรับลูกค้าได้อย่างทั่วถึง วรรณภพจึงลงทุนสร้างโรงงานขึ้นเองเมื่อ 5 ปีก่อน โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัย ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพข้าว การจัดเก็บ การทำความสะอาด การแยกหิน การขัดเงา การคัดขนาดและสีของข้าว ตลอดจนการบรรจุที่สะอาดและปลอดภัย ได้การรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล อย่างเช่น GMP ที่บอกถึงกระบวนการผลิตที่ดี HACCP รับรองว่าปลอดภัย ISO 9000 บอกว่าบริษัทมีระบบจัดการเอกสารที่ดี ISO 22000 ตรวจสอบไปถึงซัพพลายเออร์แม้กระทั่งสีที่พิมพ์บนถุงบรรจุข้าวด้วย และที่สูงขึ้นไปอีกคือ BRC (Global Standard for Food Safety) ที่เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานสูงที่สุดสำหรับเรื่องของอาหารปลอดภัย ซึ่งรองรับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป”

ขณะที่หลายบริษัทมุ่งไปที่การลดต้นทุน ซึ่งบางทีอาจเท่ากับการลดคุณภาพ สำหรับวรรณภพมุ่งไปที่คุณภาพเป็นหลัก เช่น คัดสรรพันธุ์ข้าวที่ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (GMO-FREE) จากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ รวมไปถึงเรื่องของการออกแบบเครื่องจักรเพื่อรองรับการเติมวิตามินลงไปในข้าวด้วย ปัจจุบัน ข้าว 100 เปอร์เซ็นต์ผลิตออกจากที่นี่ทั้งหมด

“เราใช้แต่ข้าวใหม่เท่านั้น อายุการเก็บไม่เกิน 12 เดือน ข้าวถุงบรรจุ 5 กิโลกรัม ที่ใช้ถุงซิปล็อกเพื่อรักษาคุณภาพข้าว และสะดวกในการใช้งาน เพราะนึกถึงผู้บริโภค ข้าวหอมมะลิเราใช้แต่ข้าวจากภาคอีสาน ประเทศเรามี 77 จังหวัด มีแค่ 14 จังหวัดที่ผลิตออกมาได้ปีละครั้ง เป็นข้าวนาปี ข้าวหอมมะลิอีสานเมล็ดจะผอมเรียว กลิ่นหอมฟุ้ง ด้วยความแล้ง ความเค็มของดินทำให้เกิดความหอม พอเอามาปลูกภาคกลางที่มีน้ำเยอะ เมล็ดจะอ้วน กลิ่นจาง ไม่ได้คุณภาพเท่ากับที่ปลูกในภาคอีสาน ข้าวขาวของเรายังมีการเพิ่มวิตามินเข้าไป มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 3 เหล็ก คือ ไทอามีน ไนอะซิน และไอรอน 3 ตัวนี้จริงๆ แล้วมีอยู่ในข้าวกล้องครบเลย แต่บางตัวหายไป 90 เปอร์เซ็นต์หลังจากถูกสีเป็นข้าวขาว แต่อยากได้วิตามินเท่าเดิม เราก็เพิ่มวิตามินเข้าไป”

ปัจจุบัน วรรณภพมีพนักงานรวม 100 คน สำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ มีพนักงาน 30 คน ส่วนฐานการผลิตอยู่ที่โรงงานที่อยุธยา ซึ่งมีพนักงาน 70 คน มีกำลังผลิตต่อวันประมาณ 250 ตัน หรือ 90,000 ตัน ต่อปี และสามารถรองรับการเพิ่มกำลังผลิตได้อีก 3 เท่า นอกจากประเทศทางหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ทั้งหมด ยังมีการเปิดสาขาที่สหรัฐอเมริกา รวมถึงการทำมาตรฐาน BRC เพื่อรองรับลูกค้าฝั่งยุโรป และมองไปถึงการทำตลาดในประเทศ

วรรณภพ ชื่อนี้ไม่ใช่เป็นแค่ชื่อบริษัทของไทย วรรณภพได้ขยับฐานะเป็นองค์กรระดับสากล เพราะมีระบบบริหารงานเทียบเท่าสากล จนผู้บริหารบริษัทวรรณภพกล่าวอย่างหนักแน่นว่า อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น มีระบบบริหารธุรกิจทันสมัยอย่างไร วรรณภพก็มีระบบบริหารงานเช่นนั้นเหมือนกัน

บริษัท วรรณภพ จำกัด

เลขที่ 61 หมู่ 10 ตำบลศาลาลอย อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13130 โทรศัพท์ (02) 805-3356, (02) 805-3230 E-mail : wonnapob@wonnapob.com, http://www.wonnapob.com

สแน็กไทยไปบูมที่จีน “อาหมวยเล็ก” จุดเริ่มต้นจากลูกสาวตัวน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

สแน็กไทยไปบูมที่จีน “อาหมวยเล็ก” จุดเริ่มต้นจากลูกสาวตัวน้อย

ตลาดขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) หรืออาหารทานเล่น ใช่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ทำเล่นๆ ได้ ในไทยตลาดสแน็ก ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการจะมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท เติบโตเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี และเป็นตลาดหนึ่งที่มีผู้ประกอบการเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งกันมากสุด แต่ก็ใช่ทุกรายจะประสบความสำเร็จ

ล่าสุด บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ดส์ จำกัด ภายใต้การบริหารของ คุณวัน-ณฤภัค ประยูรวงศ์ ผู้ค้นคิดสแน็กตรา “อาหมวยเล็ก” แม้เพิ่งทำตลาดมาได้ปีเศษ แต่ก็มียอดขายเกิน 80 ล้านบาทแล้ว ด้วยจุดขายที่แตกต่าง ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีการอบ แทนการทอด อย่างที่สแน็กทั่วไปผลิตกัน…

คุณวัน เล่าว่า จุดกำเนิดของอาหมวยเล็กคือ ลูกสาว น้องหว่าหวา (เด็กหญิงพรรณรัศม์ จิรวราพันธ์) วัย 3 ขวบ เหมือนเด็กหลายๆ คนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ ตอนน้องหว่าหวาอายุได้ขวบเศษ คิดว่าจะทำอย่างไรให้เขาได้ทานเนื้อสัตว์ ประกอบกับมีวัตถุดิบอาหารทะเลและผักหลายชนิด มีห้องเย็นของเราเอง มีแหล่งวัตถุดิบมากมาย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำอยู่ ก็ลองนำปลาหมึกผสมเนื้อปลา ก็ต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้น่าทานและมีประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก เมื่อมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่นก็พบกระบวนการผลิตอบแห้ง จึงได้นำมาใช้ในการผลิตขนมอบกรอบ

เมื่อให้น้องหว่าหวาได้ชิม พบว่า เขาชอบและทานง่ายขึ้น จึงคิดว่าน่าจะทำให้เด็กคนอื่นที่ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ได้ทานบ้าง จึงเกิด “อาหมวยเล็ก” หรือสแน็กอัดเป็นแผ่นบางๆ รสซีฟู้ด ส่วนชื่อก็เอามาจากเขาอีกนั่นแหละ เป็นเด็กผู้หญิงกลมๆ หน้าหมวยๆ ก็เอามาทำเป็นโลโก้และพรีเซ็นเตอร์บนหีบห่อสแน็กอาหมวยเล็ก ซึ่งหากใช้ชื่ออื่นๆ เป็นเครื่องหมายการค้า กว่าจะได้รับการพิจารณาอาจต้องรอหลายปี แต่อาหมวยเล็กจากที่คิดค้น พัฒนาสูตร และผลิตเพื่อวางจำหน่าย ก็ใช้เวลาเพียง 2 ปี

อีกความแตกต่างคือ จุดจำหน่าย เริ่มเปิดตัวและวางขายในประเทศจีน ซึ่งตรงกับรูปแบบสินค้าที่เป็นอาหมวยและสแน็กเพื่อเด็ก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดี ปัจจุบันส่งออกไปจีนปีละไม่ต่ำกว่า 10 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือคิดเป็นยอดขายประมาณ 50 ล้านบาท อีกหลายประเทศก็สนใจ กำลังเข้าไปทำตลาดในประเทศมาเลเซีย ประเทศในตะวันออกกลาง และเยอรมนี โดยเดือนตุลาคมนี้ จะมีงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก หรือ งานอานูกา (Anuga) ก็จะนำอาหมวยเล็กไปแสดงด้วย เป็นอีกก้าวหนึ่งของการเปิดตัวในตลาดโลก สำหรับสแน็กสัญชาติไทย

“มั่นใจว่าจะได้รับการต้อนรับจากโลกมุสลิม เพราะวันไม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อหมู เนื้อไก่ จึงให้ความมั่นใจในเรื่องสารปนเปื้อน และได้รับตราฮาลาลรับประกันแล้วในทุกสินค้าที่ทำอยู่ เพราะเราส่งออกไปทั่วโลก”

ความดังของสินค้าและรสชาติ ถูกปากผู้บริหารของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ที่ไปเห็นสินค้าอาหมวยเล็ก ที่เซี่ยงไฮ้ ได้ติดต่อขอให้นำมาวางขายในสาขาเดอะมอลล์ และเอ็มโพเรียม ปรากฏว่าขายดี ทำให้ตอนนี้หลายห้างติดต่อให้นำสินค้าไปวางขายด้วย แต่เมื่อสำรวจตลาดสแน็ก พบว่า อาหมวยเล็ก ที่ตอนนี้ขาย 30 บาท หากจะให้วางขายได้ทั่วประเทศกับทุกช่องทาง ต้องปรับขนาดและราคาเหลือ 20 บาท ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะจะเหมือนกับต้องกลับไปเริ่มต้นผลิตใหม่ ไม่ใช่แค่ออกหีบห่อแค่ปริมาณลดลง แต่ต้องทำรายละเอียดในเรื่องโภชนาการ ส่วนผสม ซองที่ใช้ เดิมพิมพ์เป็นภาษาจีนและอังกฤษ (A-Muay-Lek) ก็ต้องพิมพ์เป็นภาษาไทย เรียกได้ว่าต้องปรับโฉมใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้

นอกเหนือจากการปรับรูปลักษณ์และขนาดแล้ว อาหมวยเล็กยังเดินหน้ากลยุทธ์ใหม่ไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ การพัฒนาสูตรรสชาติและสินค้าใหม่ๆ จากปัจจุบัน สแน็กอาหมวยเล็กมี 5 รสชาติคือ รสกุ้งออริจินอล รสต้มยำกุ้ง รสปลาออริจินอล รสปลาต้มยำ และรสปลาบาร์บีคิว เร็วๆ นี้ จะได้เห็นรสชาติใหม่และสินค้าใหม่ที่เจาะกลุ่มก่อนวัยรุ่นและวัยรุ่นมากขึ้น ซึ่งจะมีรสชาติที่จัดจ้านขึ้น

“ส่วนนี้ก็คิดตามการเติบโตของน้องหว่าหวา ตอนนี้กำลังวิจัยพัฒนาสแน็กผลไม้ ก็เพราะลูกสาวที่กำลังเปลี่ยนทัศนคติต่อการบริโภคที่เป็นผัก-ผลไม้มากขึ้น ถือว่าเขาคือสิ่งจุดประกายและความคิดในการต่อยอดทางธุรกิจที่ทำอยู่”

สาเหตุการใช้จุดเด่นของอาหมวยเล็กคือ กระบวนการผลิตใช้การอบนั้น เพื่อไม่ให้มีน้ำมันสะสม เหมือนกับสแน็กทั่วไป เทคโนโลยีและเครื่องจักรนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น แม้ต้นทุนการอบจะสูงกว่าการทอด เพราะการอบน้ำหนักสินค้าจะเบากว่าการทอด ดูภายนอกสินค้าทอดจะฟูและเนื้ออาหารหนากว่าการอบ ดูอย่างข้าวเกรียบทั่วไป ยิ่งเป็นเนื้อสัตว์แท้ๆ เมื่ออบน้ำหนักจะหดหายจากน้ำที่หายไป แต่ได้คุณภาพมากกว่า และผลการวิจัยในห้องแล็บพบอีกว่า การอบ อายุการเก็บของสินค้าจะเก็บได้นานถึง 2 ปี แต่การทอดควรบริโภคภายใน 6-12 เดือนและเกิดกลิ่นได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ควรบริโภคสแน็กหลังวันที่ผลิตไม่เกิน 6 เดือน ดังนั้น เพื่อรองรับตลาดสแน็ก และสินค้าใหม่ๆ ก็เตรียมจะลงทุนสร้างโรงงานและเครื่องจักรใหม่ มูลค่า 1,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 10 ไร่ ย่านบางนา-ตราด ซึ่งการจะลงทุนใหม่จะเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและภาวะส่งออก

คุณวัน เล่าย้อนถึงประสบการณ์การทำงานว่า ทำงานมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ขณะนี้อายุ 35 ปี มีธุรกิจต้องบริหารคือ บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ดส์ จำกัด และ บริษัท มาครองทรัพย์ จำกัด เป็นบริษัทด้านกิจการค้า ขายปลีก ขายส่ง พืชผัก ผลไม้ วัตถุดิบในการปรุงแต่งอาหาร และเนื้อสัตว์ ทุกชนิด ทุกประเภทที่ยังไม่ได้แปรรูปและที่แปรรูปแล้ว และเป็นบริษัทผู้นำเข้าสินค้ามาจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ มีแพปลาเป็นของตนเอง และมีแหล่งรับผัก ผลไม้ จากเกษตรกรและชาวสวนโดยตรง โดย เอ็นพีพี ฟู้ดส์ และมาครองทรัพย์ ต่างกันเพียงเอ็นพีพี ฟู้ดส์ จะมีอาหารสำเร็จรูปเพิ่มคือ สแน็กอาหมวยเล็ก ซึ่งทั้ง 3 บริษัท ตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนบริษัท ดีเลิฟฟาร์ม จำกัด เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับผักไฮโดรโปนิกส์โดยเฉพาะ

ที่ประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้ คุณวัน บอกถึงเคล็ดลับว่า “วันทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย คลุกคลีกับตลาดสี่มุมเมือง เพราะมีญาติทำธุรกิจอยู่ก่อน ตลาดสี่มุมเมืองขึ้นชื่อเป็นแหล่งจำหน่ายอาหารและผักสด เจอซัพพลายเออร์จำนวนมาก ล้วนร้านอาหารดังๆ ทั้งนั้น ก็จะมีลูกค้ามาขอให้หาและจัดส่งวัตถุดิบที่เขาขาด ไม่ว่าจะเป็นผักปลอดสาร อาหารทะเล ก็ไปแสวงหา จัดส่งตามคำสั่ง ต่อมาก็ห่วงว่าลูกค้าจะได้สินค้าคุณภาพไม่ดีพอ ปริมาณไม่สม่ำเสมอ จนเมื่อ 6-7 ปีก่อนนี้ มีโอกาสเข้าร่วมประมูลแพปลา ทำห้องเย็น และตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ดส์ จำกัด ต่อมาก็ขยายธุรกิจอื่น ที่ล้วนเกิดจากความต้องการของลูกค้าทั้งสิ้น ตั้งแต่ทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ลงทุนที่กาญจนบุรี พื้นที่ 15 ไร่ ลงทุน 20 ล้านบาท ยังขอให้เพื่อนปลูกผักปลอดสาร เหลือก็ให้นำมาขาย วันก็รับและส่งจำหน่ายต่อ ล่าสุด ได้ทำฟาร์มสตรอเบอร์รี่ ที่เขาค้อ และกำลังพัฒนาที่ดินที่ซื้อไว้ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำรีสอร์ต น่าจะเปิดได้เร็วๆ นี้”

แต่ใช่ว่าหนทางธุรกิจจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะคุณวัน เล่าให้ฟังถึงธุรกิจที่ล้มเหลวก็มี “หลายธุรกิจที่ผ่านมาไม่สำเร็จก็มี ไม่ว่าจะเปิดร้านอาหาร ขายต้นไม้ เปิดร้านทำผม แต่วันก็ไม่เคยท้อ วันเข้าใจและคิดว่าคงไม่ใช่ทางของวัน เลยหันมาทำธุรกิจอื่นๆ แทน ที่สำคัญ เราต้องซื่อสัตย์ จริงใจ เน้นทีมเวิร์ก เราใส่ใจทุกคนเหมือนคนในครอบครัว บอกลูกน้องเสมอทำทุกวันให้ดีที่สุด สิ่งดีๆ จะเข้ามา เมื่อเราซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาผลสำเร็จจากที่ลูกค้าวางใจให้เราทำ พอมีอะไรก็จะให้เราทำ พยายามตอบสนองเขาได้ ก็จะต่อยอดเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้ แบบไม่รู้ตัวเลย”

เมื่อถามถึงความฝันของธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะสแน็ก ถือเป็นสินค้าปราบเซียน ตัวหนึ่ง “วันไม่ได้กำหนดว่าเป้าหมายจะไปไกลแค่ไหน ก็จะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้หยุดนิ่ง ส่วนเรื่องจะใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างที่ธุรกิจคาดหวัง และรัฐบาลเองก็พยายามผลักดัน ส่วนตัวเห็นว่า มีทั้งแง่ลบแง่บวก แง่ลบ คือคนไทยอาจโดนแย่งงานมากขึ้น และต้นทุนแพงขึ้น ซึ่งควรนำเครื่องจักรมาลดปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลน แง่บวก แน่นอนการค้าและการส่งออกจะคล่องตัวขึ้นและขยายตัวเพิ่มขึ้น”

คุณวัน บอกถึงเคล็ดลับการเป็นเศรษฐีคือ ต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และทำอะไรที่เราถนัดและทำมันให้ดีที่สุด ไม่แค่ซื้อขายสินค้า แต่ต้องซื้อใจลูกค้าด้วย

ท่องให้จำ สำหรับคนที่อยากเป็นเศรษฐี!!