ยกระดับลำไย “ริม เดอ รอง” ท่องตลาดต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

ยกระดับลำไย “ริม เดอ รอง” ท่องตลาดต่างแดน

ลำไย ไม้ยืนต้นพบเห็นง่ายในจังหวัดลำพูน โดยแทบทุกบ้านนิยมปลูกไว้ และหลายๆ ครอบครัวก็เลือกที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมผู้ปลูกลำไยเลี้ยงชีพ เช่นเดียวกับครอบครัวของ คุณปิยะภรณ์ สมพงษ์ หรือ คุณนิ่ม ที่ดำเนินชีวิตอยู่กับครอบครัวชาวสวนลำไย

ไม่เพียงปลูกเพื่อนำผลสดจำหน่าย ยังคิดต่อยอดแปรรูป โดยคุณป้าของเธอ (คุณพิมลศรี ชัยมนัส) ริเริ่มก่อตั้ง วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ขึ้น

ยกระดับลำไย

ใส่นวัตกรรมเพิ่มค่า

“ครอบครัวทำสวนลำไยมาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งต่อมาคุณป้าได้ก่อตั้งกลุ่มแปรรูปลำไยอบแห้ง ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อแก้ปัญหาภาวะลำไยล้นตลาด ราคาตกต่ำ แต่ว่าการทำตลาดในตอนนั้นยังจำกัดวงแคบ ทำให้รายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาทเท่านั้นเอง”

กระทั่ง 5 ปีก่อนหน้านี้ หลังจากที่คุณปิยะภรณ์ศึกษาจบด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ก็ได้นำความรู้กลับมาพัฒนากลุ่ม โดยรับหน้าที่เลขานุการ พร้อมๆ กับพัฒนาในส่วนของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และการสร้างแบรนด์ให้เข้ากับตลาดสากลมากยิ่งขึ้น อันถือเป็นการยกระดับลำไย โดยใส่นวัตกรรมแปรรูปให้เกิดเป็นสินค้าแปลกใหม่กว่าที่ท้องตลาดเคยมี

“ตอนที่เข้ามารับหน้าที่ช่วยสานต่อธุรกิจ เราคิดถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของเราให้มีมูลค่ามากขึ้น และก็คิดว่าต้องพัฒนาได้อย่างแน่นอน เพราะลำไยก็ถือว่าเป็นผลไม้ไทยที่ตลาดยอมรับมาก โดยเฉพาะตลาดจีน เพราะเชื่อว่าเป็นยา ฉะนั้น ความต้องการเขาจะสูงมาก”

การแต่งตัวสร้างหน้าตาให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้เข้าสังคมได้ในระดับสูงขึ้น คือสิ่งที่คุณปิยะภรณ์เลือกลงมือทำ โดยมองว่านวัตกรรมจะส่งเสริมด้านการยกระดับ “นำนวัตกรรมอบแห้งด้วยระบบอินฟราเรดมาใช้ ทำให้เนื้อลำไยมีสีเหลืองทองสวยงาม ซึ่งพอทำตลาดปรากฏว่ายอมรับมาก ทั้งยังเพิ่มมูลค่าได้เป็นอย่างดี”

ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง ภายใต้แบรนด์ “Sawasdee” (สวัสดี) คือผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาจนได้มาตรฐานการผลิต รับเครื่องหมาย อย. และ GMP

เมื่อได้รับการพัฒนา มีมาตรฐานรับรอง การก้าวไปสู่ตลาดระดับบนก็เป็นไปได้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสนามบิน ไม่เพียงเท่านั้น ยังก้าวสู่ตลาดต่างประเทศด้วย ส่งผลให้ยอดขายขยับกว่าเดิมถึง 10 เท่า

“เมื่อปี 2556 วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ได้รับรางวัลชนะเลิศโอท็อปดีเด่นประเภทอาหาร และในปี 2558 นี้ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศแผนธุรกิจโอท็อปดีเด่นระดับประเทศ กลุ่มกลายเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของเรา”

เพิ่มมูลค่า 2-10 เท่า

ชูจุดขาย ใส่ใจสุขภาพ

แม้จะประสบความสำเร็จกับลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง ซึ่งมีตลาดรองรับจนกำลังผลิตไม่ทัน แต่ทว่า คุณปิยะภรณ์ก็ไม่หยุดความคิดไว้เพียงเท่านี้ เพราะต่อมาเธอมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลำไยเคลือบช็อกโกแลต ลำไยสีทองในน้ำเชื่อม น้ำตาลกรวดจากลำไยอบแห้งสีทอง น้ำลำไยผงพร้อมชงดื่ม และที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่น ลำไยไฟเบอร์ โดยทุกผลิตภัณฑ์อยู่ใต้แบรนด์ใหม่ว่า “ริม เดอ รอง” (Rim de” Rong) โดยมาจากชื่อกลุ่ม แม่บ้านริมร่อง

คุณปิยะภรณ์ กล่าวถึงการสร้างแบรนด์ใหม่ก็เพื่อให้สอดรับกับการยกระดับสู่ตลาดโกอินเตอร์ และรองรับการเปิดประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้

กับแนวคิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ลำไยให้เกิดสินค้าใหม่ก้าวไปสู่ตลาด กับความคิดนี้ คุณปิยะภรณ์ ว่า ล้วนเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แต่ด้วยที่ผ่านมายังไม่มีผู้นำออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ “เราได้ขอให้ทางสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยแนะนำพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน จนกลายเป็นสินค้าที่ได้เห็นอยู่นี้ และต่อไปในอนาคตก็ยังคงมุ่งพัฒนาต่อไป”

คุณปิยะภรณ์ ยังกล่าวถึงการแปรรูปลำไยว่า สามารถเพิ่มมูลค่าได้ 2 เท่าไปจนถึงหลักสิบเท่า “สินค้าจะเจาะไปที่ตลาดสุขภาพ โดยนำความรู้ นำผลงานวิจัยออกมายืนยันในด้านคุณสมบัติอันดีต่อสุขภาพ อย่างการไหลเวียนของโลหิต บำรุงระบบประสาท สายตา ต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น แต่อย่างตลาดที่ประเทศจีน นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ยังชูให้เป็นผลไม้มงคลตามความเชื่อของชนชาวจีนด้วย ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก เพราะผู้บริโภคมักจะเข้าใจดีอยู่แล้ว”

กำลังผลิตขยาย

ไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ คุณปิยะภรณ์ ยังกล่าวถึงยอดขายว่า เติบโตขึ้นทุกปีราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปี 2557 ตัวเลขประมาณ 5 ล้านบาท โดยยอดขายจะมาจากตลาดหลักในประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปต่างประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ โดยผ่านตัวแทนจำหน่าย

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังกล่าวถึงตลาดต่างประเทศว่า มีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ซึ่งทุกวันนี้กำลังการผลิตไม่พอจำหน่าย “ตอนนี้กำลังการผลิตลำไยสดสูงสุดเพียง 3 ตัน ต่อวัน โดยจะนำมาผ่านกระบวนการอบแห้ง เพื่อสต๊อกไว้ จากนั้น จึงค่อยๆ นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งจำหน่าย”

สำหรับพื้นที่ปลูกเพื่อส่งจำหน่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของสมาชิกรวมแล้วประมาณ 500 ไร่ โดยสายพันธุ์นำมาใช้คือ “อีดอ” โดยคัดคุณภาพเกรดเอ และให้ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดกิโลกรัมละ 1-2 บาท

“ความต้องการของตลาดถือว่าสูงมาก แต่ว่าเรามีเตาอบลำไยอยู่แค่ 2 เตา ซึ่งถ้าต้องขยาย ก็ถือว่าใช้ทุนสูงพอสมควร และเนื่องจากตอนนี้การตลาดของเรานำหน้าการผลิตไปไกลมาก ไม่สามารถผลิตให้ทันได้ จึงต้องวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งก็ได้ขอสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ซึ่งได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ 6 ล้านบาท ซึ่งเราก็ได้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) เป็นผู้ค้ำประกันให้ ทำให้มีทุนหมุนเวียนในการซื้อลำไยมากขึ้น กำลังการผลิตมากกว่าเท่าตัว การขยายตลาดก็ทำได้ไกลกว่าเดิม”

กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อเกิดความหลากหลาย ส่งผลให้แรงงานผลิตมากตามไปด้วย โดยปัจจุบันมีอยู่ 55 คน “ที่เป็นสมาชิกประจำ 10 ราย และส่วนที่เหลือจะเป็นแรงงานสมทบ ซึ่งในส่วนของสมาชิกเมื่อก่อนจะมีแต่แม่บ้านสูงอายุ แต่ปัจจุบันเริ่มมีวัยหนุ่มสาวในชุมชนเข้ามาทำงานกับเรามากขึ้น ปัญหาการย้ายถิ่นฐานก็ถือว่าลดน้อยลง”

ความรู้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกควรรับรู้เพื่อให้ทัศนคติในการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มจึงยินดีส่งสมาชิกเข้าไปอบรมความรู้ กับสถาบันส่งเสริม โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้การผลิตของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ผลิตภายใต้ 2 แบรนด์คือ สวัสดี และ ริม เดอ รอง ซึ่งคุณปิยะภรณ์ กล่าวถึงแบรนด์สวัสดีว่า มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายคนไทย เป็นสินค้าของขวัญของฝาก จึงเลือกทำตลาดผ่านการออกงานแสดงสินค้า ร้านขายของที่ระลึก ห้างสรรพสินค้า และสนามบิน ส่วน ริม เดอ รอง หวังก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตลาดมีกำลังความต้องการสูงมาก

“ตอนนี้วางแผนเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นๆ ได้มาศึกษาดูงาน ให้เขาได้มีแบรนด์ของตนเอง มีการพัฒนาสินค้า อันถือเป็นการช่วยยกระดับอุตสาหกรรมลำไย ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจให้มีโอกาสก้าวไปสู่ตลาดได้มากขึ้น”

ซึ่งคุณปิยะภรณ์ ว่า ถ้าการรวมกลุ่มแข็งแรง สินค้าขายได้ ก็ย่อมสร้างความพอใจต่อทุกคนที่ร่วมมือกัน

สนใจติดต่อ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ตั้งอยู่ เลขที่ 228 หมู่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 51000 โทรศัพท์ (084) 613-6368 http://www.sawasdeelongan.com, Facebook/sawasdeelongan.com IG : sawasdee_longan, LINE : สวัสดีลำไยอบแห้ง

มุดถ้ำปะการัง ที่อุทยานฯ เขาสก ชมเหรียญสมเด็จวัดระฆัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 25 ฉบับที่ 382

เที่ยวไปตามแผนที่

ภควิตา อัจจาธร srangbun@hotmail.com

มุดถ้ำปะการัง ที่อุทยานฯ เขาสก ชมเหรียญสมเด็จวัดระฆัง

“เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ” คำขวัญนี้ไม่ต้องบอกใครๆ ก็รู้ว่าคือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งของภาคใต้ ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทะเล เกาะ ถ้ำ ฯลฯ และหลายแห่งมีชื่อเสียงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุย หรือเกาะพะงัน รวมทั้งเขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ที่ได้รับการขนานนามว่า “กุ้ยหลินเมืองไทย”

แม้ผู้เขียนจะไปจังหวัดสุราษฎร์ธานีนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เคยได้ไปเที่ยวชมเขื่อนรัชชประภาสักครั้ง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ กรมการปกครอง เชื้อเชิญนักข่าวจากส่วนกลางหลายสิบชีวิตไปศึกษาดูงานกิจกรรมของหลายหมู่บ้านที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ และสุดท้ายจบลงที่เขื่อนดังกล่าว ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก

ตามโปรแกรมจุดแรกไปดูหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ บ้านปากคลองน้อย ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จุดเด่นของที่นี่คือความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้านในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยใช้แนวทางตามพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งเน้นการพึ่งพาตัวเอง บ้านไหนมีผลผลิตเหลือก็นำไปขาย และด้วยความขยันทำมาหากินและรู้จักเก็บออม ทำให้กลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านมียอดเงินสัจจะสะสม 24 ล้านบาท

ล่องเรือชมป่าชายเลน

เสร็จจากหมู่บ้านนี้ คณะได้เดินทางต่อไปยัง ตำบลลีเล็ด อำภอพุนพิน ซึ่งชาวบ้านมีการตั้งกลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ เมื่อปี 2547 ภายใต้การนำของ กำนันประเสริฐ ธัญจุกรณ์ กำนันตำบลลีเล็ด โดยหวังให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือ เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ทรัพยากร แต่ปรากฏว่าสามารถจัดการการท่องเที่ยวได้ดีจนได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรางวัล เช่น มาตรฐานโฮมสเตย์ไทย

อีกรางวัลที่ยิ่งใหญ่คือ รางวัลกินรีทองคำ ประเภทการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ปี 2551 และปี 2553 ได้รับรางวัลการจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ในระดับประเทศ ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเที่ยวที่ป่าชายเลนแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ

วันที่ไปนั้นหลังจากฟังบรรยายสภาพของหมู่บ้านทั้งในอดีตและปัจจุบันเสร็จ กำนันประเสริฐก็ได้นำคณะนั่งเรือหางยาวสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวที่เป็นป่าชายเลน และเลยไปยังบริเวณอ่าวบ้านดอน สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ไม่ว่าจะเป็น ลำพู โกงกาง แสม ลำพูหิน ตะบูน ปรงทะเล จาก ลำแพน หน่อเซียน ปอทะเล ฯลฯ และยังมีพวกสมุนไพร อาทิ เหงือกปลาหมอรักษาโรคมะเร็ง และย่านขี้เดือนรักษาโรคท้องอืด

นอกจากนี้ ยังเห็นสัตว์อีกหลายชนิด อย่างเช่น ลิงหางยาว นกกระยาง ปูทะเล ปูเปี้ยว หอยจุ๊บแจง หอยกัน และหิ่งห้อย นักข่าวหลายคนตื่นเต้นกันมาก เพราะกำนันประเสริฐจับหอยกันตัวเป็นๆ มาให้ดูให้ได้ถ่ายรูปกันชัดๆ

ย้อนกลับไปในอดีตจากเดิมในปี 2534 มีป่าชายเลนเหลืออยู่เพียง 3,400 ไร่ หลังจากถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ แต่พอชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟู ป่าชายเลนแห่งนี้ก็กลับมามีผืนป่าเกิดขึ้นใหม่ ถึง 8,000 ไร่ และยังเป็นแหล่งเกิดสัตว์น้ำอีกจำนวนมาก ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลา ที่สำคัญ ยังเป็นแหล่งเกิดหอยแครงอีกด้วย ส่งผลให้เกษตรกรบางคนมีรายได้จากการเลี้ยงและขายหอยแครงในปีหนึ่งถึง 11 ล้านบาท

พวกเรานั่งเรือออกทะเลไปแถวอ่าวบ้านดอนเห็นเกษตรกรเลี้ยงหอยกันเต็มไปหมด ส่วนใหญ่เลี้ยงหอยแครงกัน บางจุดชาวบ้านจะสร้างขนำไว้กลางทะเลเพื่อคอยเฝ้าหอย ไม่เช่นนั้นอาจถูกขโมย

ทั้งนี้ ในการมาเที่ยวป่าชายเลนที่ลีเล็ด นอกจากผู้มาเยือนจะได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินกับความงามของธรรมชาติแล้ว ยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย เพราะมีศูนย์เรียนรู้และศึกษาธรรมชาติ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน และยังมีทางเดินศึกษาธรรมชาติ นอกจากนี้ หากใครสนใจเรื่องการทำมาหากินของชาวบ้านแถวนี้ก็จะได้ดูทั้งในเรื่องการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากใบจาก และการทำกะปิเคย พวกเราได้ไปดูบ้านที่ทำกะปิขาย ขากลับเลยซื้อกันมาคนละสองสามกระปุก

สำหรับคนที่ชอบพักโฮมสเตย์ที่นี่ก็มีให้บริการด้วย โดยบ้านกำนันประเสริฐก็มีอยู่หลายห้อง ซึ่งเป็นบ้าน 2 ชั้นที่อยู่ใกล้ลำคลอง เป็นบรรยากาศธรรมชาติจริงๆ

หินพัดเทียบพระธาตุอินทร์แขวน

ตามโปรแกรมเป้าหมายของเราต่อไป คือไปดู หินตั้ง บ้างก็เรียกหินพัดมหัศจรรย์ขนาดใหญ่ หรือหินปู่-หินย่า อยู่ที่บ้านยวนสาว ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม ค้นพบโดยคนหาของป่าในพื้นที่นั้น แต่ก่อนจะไปถึงต้องผ่านสวนยางพาราขึ้นเนินเขาเตี้ยๆ ไป สำหรับคนที่ไม่แข็งแรงหรือพวกขึ้นที่สูงไม่ไหวอาจจะลำบากหน่อย

ใครที่ไปเห็นต่างประหลาดใจว่าหินก้อนใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงได้อย่างไร คณะทัวร์จากจังหวัดภูเก็ตตั้งข้อสังเกตว่าเหมือนพระธาตุอินทร์แขวนของประเทศพม่า ชาวบ้านในพื้นที่บอกว่าถ้าใครมาถึงหินพัดให้เอามือลูบไล้ พร้อมโยนเหรียญไปที่ฐานที่มีช่องโหว่อีกด้านหนึ่ง พร้อมอธิษฐาน ขอให้สมหวังในเรื่องต่างๆ ที่ต้องการ คำอธิษฐานนั้นจะสัมฤทธิผล ปรากฏว่าชาวคณะหลายคนก็ทำตามคำแนะนำนี้ แต่ยังไม่ได้สอบถามว่าเป็นไปตามคำอธิษฐานนั้นหรือไม่ประการใด

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่นานทีเดียว เพราะอากาศเย็นสบายไม่ร้อน เวลาขึ้นไปตรงหินพัดมองออกไปจะเห็นสวนยางพาราของเกษตรกรสุดลูกหูลูกตา ที่นี่นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่คนทั่วไปยังไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก แม้ว่ารายการทีวีหลายช่องจะมาถ่ายทำประชาสัมพันธ์ไปแล้ว

ความจริงที่บ้านยวนสาวยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุด โดยเฉพาะน้ำตกยวนสาวที่สูงถึง 15 ชั้น มีหินช้างและคลองกะเปา แต่เสียดายพวกเรามีเวลาไม่มากนัก เพราะต้องไปที่อื่นต่อ เลยดูได้แค่หินพัดเท่านั้น

มนต์เสน่ห์เขื่อนเชี่ยวหลาน

เสร็จจากดูหินพัดมหัศจรรย์แล้วพวกเราก็ต้องนั่งเรือไปยังเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่อยู่ในบริเวณเดียวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน ห่างจากตัวเมืองสุราษฎร์ฯ ไปประมาณ 90 กิโลเมตร เพื่อไปนอนพักที่แพภูตะวัน ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่ทำเป็นแคปซูล สวยงามทีเดียว แพแห่งนี้เคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครดังที่มีณเดชน์กับนางเอกสาวแต้ว เป็นคู่พระ-นาง

ด้วยความที่พวกเราไปหน้าฝน ช่วงที่อยู่ 2 วัน กับ 1 คืน เลยเจอฝนตลอด แม้กระทั่งตอนนั่งเรือเพื่อไปยังถ้ำปะการัง จนต้องสวมเสื้อกันฝนตลอดทาง เลยถ่ายรูปวิวไม่ค่อยสวยนักเนื่องจากท้องฟ้าครึ้มเมฆครึ้มฝน

ความจริงอุทยานแห่งชาติเขาสกมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายจุด ทั้งถ้ำและน้ำตก รวมทั้งการเดินป่า

อย่างที่ คุณสมปราชญ์ ปราบสงคราม นายอำเภอบ้านตาขุน เล่าว่า ที่ผ่านมามีละคร ภาพยนตร์ ทั้งไทยและต่างชาติมาขอถ่ายทำจำนวนมาก เนื่องจากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมยังอุดมสมบูรณ์ และมีการจัดเส้นทางเดินป่า ซึ่งฝรั่งจะมากันเยอะเพราะมีสัตว์ป่าหลายชนิด อาทิ กระทิง ช้าง และนกเงือก สำหรับอ่างเก็บน้ำของเขื่อนเชี่ยวหลาน มีจุดที่เป็นไฮไลต์คือ เขาสามเกลอ ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกุ้ยหลินเมืองไทย นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยบอกว่า ที่นี่สวยกว่าเขื่อนที่อื่นในประเทศไทย เพราะถ้ามาช่วงกลางวัน ที่แดดดีๆ น้ำจะเป็นสีเหมือนมรกตสวย ทั้งๆ ที่เป็นน้ำจืด แต่สีสวยเหมือนน้ำทะเลเลย

ตรงบริเวณเขาสามเกลอมีเรือท่องเที่ยวจอดกันหลายลำ เนื่องจากลูกเรือต่างพากันถ่ายรูปกันยกใหญ่ทั้งรูปหมู่รูปเดี่ยว

ด้วยความที่มีเวลาไม่มากและเจอปัญหาฝน เจ้าภาพเลยให้ไปเฉพาะไฮไลต์สำคัญอย่างเขาสามเกลอ และถ้ำปะการัง แต่ก่อนจะไปถ้ำดังกล่าว คณะเราก็เดินป่ากันจนเมื่อย เพื่อไปขึ้นแพไม้ไผ่แล้วเดินไปอีกหน่อยก็ถึงถ้ำนี้ ซึ่งไปแล้วความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็หายไป เพราะมัวแต่ตะลึงพรึงเพริดกับความสวยงามของถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยรูปทรงละลานตา ไม่ว่าจะเป็นรูปช้าง รูปม่าน รูปปลัดขิก รูปดอกเห็ด หรือแม้กระทั่งรูปเหรียญสมเด็จวัดระฆัง ซึ่งมองดูแล้วก็เหมือนจริงๆ

พวกเราใช้เวลาอยู่ในถ้ำปะการังเป็นชั่วโมงเพราะเป็นถ้ำขนาดใหญ่และมีอากาศปลอดโปร่ง และเจ้าหน้าที่ของอุทยานก็นำไฟมาฉายส่องให้ตลอดเพราะรู้ว่าสื่อมวลชนหลายแขนงจะนำเรื่องไปเผยแพร่ให้ ต้องบอกว่าถ้ำนี้เป็นถ้ำที่น่ามาเที่ยวจริงๆ เนื่องจากยังเป็นถ้ำที่สมบูรณ์อยู่

แม้วันทั้งวันจะเหน็ดเหนื่อยกับการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งนี้ แต่ด้วยวิวทิวทัศน์ที่สวยงามและอากาศบริสุทธิ์ก็ทำให้พวกเรายังมีแรงกายแรงใจเต็มร้อย ประกอบกับได้ทานอาหารอร่อยๆ สไตล์คนใต้ เติมเต็มด้วยทุเรียนพื้นบ้านในพื้นที่ แถมด้วยเงาะและมังคุด

สรุปได้ว่ามาเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาสกครั้งแรกก็ประทับใจมิรู้ลืม และหากมีใครเชิญมาอีกก็คงไม่ปฏิเสธ เพราะอย่างที่บอกยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่ยังไม่ได้ไปสัมผัส

1 วัน มหัศจรรย์ในเมืองกรุงเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

หมุดไมล์

เรื่องโดย : คณินพงศ์ บัวชาติ

1 วัน มหัศจรรย์ในเมืองกรุงเก่า

พูดถึงการเรียนรู้เรื่องอดีตหรือการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นั้น หลายคนคงมองเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเป็นอันดับแรก แต่ถ้าเราได้ลองใช้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นตัวช่วยดู การศึกษาประวัติศาสตร์นั้นก็อาจจะกลายเป็นเรื่องที่น่าสนุก เพราะการได้ชมสถานที่จริง ได้ถ่ายภาพบรรยากาศสวยๆ ได้ทานอาหารขึ้นชื่อรสชาติอร่อยนั้น เป็นอรรถรสที่หาไม่ได้จากในหนังสืออย่างแน่นอน

หมุดไมล์ปักษ์นี้จะขอพาทุกท่านย้อนอดีตกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “เมืองกรุงเก่า ของเราแต่ก่อน” ครับ เพื่อชมความเป็นที่สุดซึ่งซ่อนอยู่ที่นี่ ใน 1 วัน แต่ละที่นั้นจะซ่อนเรื่องราวอะไรเก็บไว้บ้าง ต้องลองหาคำตอบกันดู

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือในอดีตกาลเรียกกันว่า กรุงศรีอยุธยา นั้นถือเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของราชอาณาจักรสยาม สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่เรามักคุ้นเคยในชื่อ “พระเจ้าอู่ทอง” และล่มสลายลงเมื่อ พ.ศ. 2310 ในยุคสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ พระเจ้าเอกทัศน์ รวมเวลา 417 ปี ก่อนจะย้ายเมืองหลวงมาที่กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ

การเดินทางครั้งนี้ เราจะเดินทางกันแต่เช้า แม้จะใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก แต่บรรยากาศสองข้างทางอาจจะทำให้หายง่วงนอนได้อย่างปลิดทิ้ง เพราะนอกจากสายลมของช่วงปลายฝนต้นหนาวแล้ว ยังมีรวงข้าวสีทองอร่ามที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ ให้ได้ถ่ายภาพ พร้อมสูดออกซิเจนกันให้เต็มปอด หรือจะจิบกาแฟสดไปด้วยแบบวิถีฮิปสเตอร์ก็ได้บรรยากาศอีกแบบ

มาถึงตัวเมืองอยุธยาก็เริ่มต้นด้วยการทำบุญไหว้พระกันก่อน เพราะที่นี่มีวัดมากมายทั้งเก่าและใหม่ แต่ถ้าอยากเริ่มต้นไหว้พระ พร้อมชมความเป็นที่สุดแล้วล่ะก็ ขอแนะนำที่ วัดพนัญเชิง ครับ วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณที่มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยตั้งอยู่ไม่ไกลจากคลองสวนพลู ซึ่งในอดีตเคยเป็นย่านไชน่าทาวน์ของอยุธยามาก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นวิถีความเป็นจีนปะปนอยู่อย่างมากมายภายในวัด

พระประธานของที่นี่คือ พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต นอกจากจะเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นองค์ใหญ่ที่สุดของอยุธยาแล้ว ยังเก่าแก่กว่ากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปีอีกด้วย ลองคิดคำนวณเล่นๆ ก็ 443 ปีเลยทีเดียว

ไหว้พระเสร็จเราไปหาความรู้เรื่องอยุธยาที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา กันดีกว่า เพราะนอกจากด้านในจะมีการจัดแสดงโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่ามากมายหลายชิ้น อย่างเช่น เศียรพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่, พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาท, ประตูไม้แกะสลัก และหัวเรือรูปครุฑ แล้ว ชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์ยังเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงเครื่องทองคำโบราณสมัยอยุธยา ซึ่งขุดพบภายในกรุของวัดราชบูรณะ โดยแต่ละชิ้นไม่ว่าจะเป็น สุวรรณมาลา หรือ หมวกทองคำ, พระคชาธารทองคำประดับอัญมณี และ เครื่องราชูปโภคทองคำชิ้นต่างๆ แต่ละชิ้นถือว่ามีความงดงามอย่างวิจิตรที่สุด และสามารถชมได้เพียงที่นี่ที่เดียวเท่านั้นในประเทศไทย

เต็มอิ่มกับความอลังการของเครื่องทองกันแล้ว เราไปต่อกันที่ วัดส้ม วัดที่แม้จะมีพื้นที่เล็กๆ แต่หากได้ลองเข้าไปชมแล้วล่ะก็จะต้องอึ้งกับความงามที่ซ่อนอยู่

ไฮไลต์ของที่นี่อยู่ที่พระปรางค์ประธานครับ แม้จะมีขนาดเล็กแต่กลับมีลวดลายปูนปั้นศิลปะอยุธยาที่งดงามมากที่สุด หลงเหลือให้เห็นอยู่เยอะที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา จุดนี้หลายท่านคงสงสัยว่าศิลปะของอยุธยานั้นสำคัญไฉน ผมก็คงพูดได้เพียงว่า “ศิลปะรัตนโกสินทร์หรือของกรุงเทพฯ ที่เราเห็นว่าสวยว่างามตามวัดวาอารามหรือพระราชวังในช่วงยุคต้นกรุงเทพฯ นั้น ก็รับคติและรูปแบบมาจากศิลปะอยุธยาแทบทั้งนั้น”

ยามบ่ายหลังอิ่มท้องกับอาหารกลางวันเลิศรสอย่างก๋วยเตี๋ยวเรือ หรือกุ้งแม่น้ำตัวเขื่องแล้ว เราจะออกจากเกาะเมืองอยุธยาไปยัง วัดพุทไธศวรรย์ กันต่อครับ วัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวงสำคัญในสมัยอยุธยาตอนต้น มีตำนานว่าบริเวณวัดนั้นเคยเป็นที่ตั้งของ “ตำหนักเวียงเล็กหรือเวียงเหล็ก” ของพระเจ้าอู่ทองใช้เป็นที่ตั้งพลับพลาที่ประทับเมื่อทรงอพยพมาตั้งอยู่ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยา จากเรื่องในตำนานนี้ทำให้เราคิดกันเล่นๆ ว่าตัวโบราณสถานภายในวัด อาทิ พระปรางค์ประธานสีขาวที่ตั้งเด่นอยู่นั้น เป็นพระปรางค์ที่เก่าแก่ที่สุดในอยุธยาหรือเปล่า อันนี้ต้องลองหาคำตอบกันดู

ไม่ไกลจากวัดพุทไธศวรรย์มากนัก ยังมีอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ และคนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเข้าไปชมกันแบบจริงจัง คือ หมู่บ้านโปรตุเกส ครับ

เป็นที่ยอมรับกันว่าโปรตุเกสเป็นประเทศในยุโรปชาติแรกสุดที่เข้ามาติดต่อกับกรุงศรีอยุธยา โดย อัลฟองโซ เดอ อัลบูเคอร์ก ผู้สำเร็จราชการเมืองมะละกาในขณะนั้น ได้ส่ง ดูอาร์เต เฟอร์แนนเดส เป็นทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ของอยุธยา และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศซึ่งถ้านับดูแล้วก็รวมเวลาประมาณ 504 ปีเลยทีเดียว

ปัจจุบัน ภายในหมู่บ้านโปรตุเกสยังมีร่องรอยของสิ่งก่อสร้างปรากฏให้เห็นอยู่เล็กน้อย 3 แห่งคือ ซานเปาโล, ซานโตโดมิงโก และ ซานเปโดร ทั้งยังมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย

เพียงเท่านี้กับเวลา 1 วัน ก็คงเพียงพอสำหรับผู้รักการเดินทาง หรือผู้ที่ชื่นชอบ “ของเก่า เล่าใหม่” ทุกท่าน แต่ถ้ายังไม่จุใจล่ะก็ จะแวะเที่ยวจุดอื่นในยามเย็นหรือแวะซื้อของฝากขึ้นชื่ออย่างโรตีสายไหม ที่มีให้เลือกมากมายหลายร้านก็แล้วแต่ความพอใจเถอะครับ สำหรับหมุดไมล์ฉบับหน้าเราจะพาไปไหนนั้น ต้องติดตามตอนต่อไป

ในวันที่ 10 ตุลาคม 2558 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “7 ที่สุด ในอยุธยา” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มติชน อคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ปลากัดไทยบันลือโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

ปลากัดไทยบันลือโลก

ถ้าไม่เขียนเรื่องนี้ก็คงตกกระแสชนิดที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลย

ท่านที่สนใจเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยคงไม่พลาดข่าวสมาร์ตโฟนยี่ห้อโด่งดังตระกูลแอปเปิลที่เพิ่งเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดคือ “ไอโฟน 6 เอส” (iPhone 6s) ที่ผู้คนทั้งโลกรอคอย

เชื่อกันว่า ไอโฟน 6 เอส น่าจะทำยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านเครื่อง!

โอ้โฮเฮะ ฮิตกันจริงๆ

แต่ที่ฮือฮากันในหมู่คนไทยไปทั้งประเทศก็คือ ในงานเปิดตัวไอโฟนที่ผ่านมา ทุกคนต่างตื่นตะลึงกับภาพริ้วสีสดใสที่ปรากฏบนจอสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดนี้ที่เป็นภาพ “ปลากัดไทย”

แน่นอนว่า ไอโฟน 6 เคยเปิดตัวมา 2 ขนาดพร้อมกันคือ iPhone 6 และ iPhone 6 Plus คราวนี้เมื่อมีการปรับโฉมใหม่ในรุ่น “เอส” ก็ต้องแนะนำของใหม่พร้อมกันทั้ง 2 ขนาดเช่นกันคือ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ที่มีจุดเด่นที่สุดคือหน้าจอสัมผัสขั้นเทพ 3D Touch!

รูปร่างหน้าตาโดยทั่วไปของเครื่องดูไม่ค่อยแตกต่างจาก i6 และ i6plus เท่าใดนัก แต่ตัวเครื่องจะมีความหนามากขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าเล็กน้อยและมีน้ำหนักมากขึ้นจากเดิมพอสมควร นอกจากนี้ ด้านหลังของตัวเครื่อง iPhone 6s นั้นจะมีการสกรีนตัวอักษร S อยู่ด้านหลังด้วย

แต่เพิ่มสีใหม่คือ สีชมพู Rose Gold เหมือนที่ใช้บน Apple Watch เข้ามา ทำให้ตอนนี้ตัวเลือกของไอโฟนทั้งหมดมี 4 สี คือ ขาว ดำ ทอง และล่าสุด ชมพูกุหลาบ ซึ่งคาดว่าจะขายกันได้ระเบิดไปเลย

นอกจากทางด้านสีสันที่เพิ่มมาใหม่ เทคโนโลยี 3D Touch ทำให้สามารถเปิดเมนูใหม่ด้วยการสัมผัสที่แตกต่างเหมือนกับเป็นเจนใหม่ของการสัมผัสหน้าจอ คล้ายกับการคลิกซ้ายคลิกขวาบนคอมพิวเตอร์ แต่เราแค่สัมผัสหน้าจอด้วยนิ้วเดียวเท่านั้น เป็นระบบสัมผัสรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใครสามารถเปิดเมนูพิเศษได้ด้วยแรงกดที่แตกต่าง บวกกับระบบสแกนลายนิ้วมือ Touch ID เวอร์ชั่นใหม่ที่สแกนได้เร็วและแม่นยำมากขึ้น 2 เท่า

สเปกที่โดดเด่นของ iPhone 6s ก็คือซีพียูใหม่ 64 บิต ทำให้ใช้งานเครื่องได้เร็วกว่าไอโฟนรุ่นปัจจุบันถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แสดงผลกราฟิกดีขึ้น 90 เปอร์เซ็นต์ ปรับปรุงกล้องหลัง iSight ใหม่เพิ่มความละเอียดถึง 12 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ขณะที่กล้องหน้าเพิ่มเป็น 5 ล้านพิกเซล (รุ่นก่อนหน้ามีความละเอียดเพียง 1.2 ล้านพิกเซล) พร้อมเทคนิค Retina Flash ที่ใช้หน้าจอทำแสงแฟลชได้คล้ายกล้องหน้าและยังปรับ Face Time ให้มีความละเอียดสูงขึ้น

อุปกรณ์เสริมใหม่ของ Apple คราวนี้คือแท่นชาร์จที่เป็นสีสันตามเครื่องไอโฟน

สำหรับราคา iPhone 6s ในต่างประเทศนั้น ยังคงเป็นราคาเดียวกันกับเมื่อตอน iPhone 6 เปิดตัว ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการประกาศราคาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็คาดว่า iPhone 6s นั้นน่าจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 24,900 บาท สำหรับรุ่น 16GB / 28,900 บาท สำหรับรุ่น 64 GB / 32,900 บาท สำหรับรุ่น 128 GB

วันวางจำหน่ายในประเทศไทยคาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ในขณะที่ ฝั่งอเมริกาและกลุ่มประเทศแรกที่ได้สิทธิ์จำหน่ายก่อนใครจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 กันยายน 2558 นี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลราคาและวันวางจำหน่ายในไทยยังไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปค่ะ

เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศในกลุ่มแรกที่จะได้ซื้อไอโฟนรุ่นใหม่มาใช้ ไม่งั้นยอดขายคงกระฉูดจนแอปเปิลตกตะลึงแน่เพราะเราคงเห่อปลากัดไทยที่ได้เป็นนายแบบนางแบบในการเปิดตัวไอโฟนรุ่นนี้กันทั้งเมือง

นี่ขนาดเห็นแค่ภาพข่าวยังไม่เห็นของจริง กระแสไอโฟน 6 เอส ยังพุ่งกระฉูดทะลุโซเชียลมีเดีย

……………

ทันทีที่ข่าวการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่แพร่ออกไป พร้อมภาพพลิ้วหางสีส้มทองของปลากัดอันสวยงามปรากฏอยู่บนกล่องบรรจุสินค้า สาวกไอโฟนก็กรี๊ดกันไป 3 ตลบค่ะ

แล้วก็มีการไปขุดหาข้อมูลกันจนพบว่า ภาพปลากัดที่ปรากฏในไอโฟนซีรีส์นี้น่าจะเป็นฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพอิสระ นาม “วิศรุต อังคทะวานิช” ช่างภาพคนไทยที่ทั่วโลกยอมรับในฝีมือ มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในอังกฤษ, อิตาลี, อาร์เจนตินา, รัสเซีย, ญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี ,ไทย ฯลฯ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า “วิศรุต อังคทะวานิช” เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นช่างภาพอิสระ รับถ่ายภาพให้กับงานหลากหลายประเภท ที่สำคัญคือเขาเป็นผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพปลากัดให้ออกมาโดดเด่นสวยงาม ผลงานได้รับการตีพิมพ์และนำเสนอผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ระดับโลกอย่างมากมาย และล่าสุดทาง National Geography ของจีนก็เคยนำผลงานของเขาไปตีพิมพ์เผยแพร่

สื่อไทยทุกสำนักต่างก็ควานหาตัวเขาเพื่อจะเอามาสัมภาษณ์ แต่ช่างภาพอิสระของเราก็ไม่ยอมเปิดตัว และต่อมาทางเว็บไซต์ Siampod ได้เผยข่าวในอีกทางหนึ่งว่า ผู้ที่มาถ่ายภาพปลากัดนั้นเป็นทีมงานของแอปเปิล ยกกองมาถ่ายภาพถึงในเมืองไทยเอง โดยมีทีมงานเป็นต่างชาติทั้งหมด และผู้ช่วยทีมงานเป็นคนไทย

ในที่สุด วิศรุตได้ขอจบประเด็นเรื่องภาพที่ใครๆ ก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นฝีมือเขาด้วยการโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัวว่า

“ผมมีเรื่องจะแจ้งให้สื่อต่างๆ และผู้สนใจทราบนะครับ หลังจากที่เมลไปคุยกับทางโน้นแล้ว ทางโน้นไม่อนุญาตให้พูดถึงอะไรได้เลย ต้องขออภัยด้วย แปลว่าผมจะไม่สามารถชี้แจงอะไรได้ที่เกี่ยวข้องกับเขา ดังนั้น ถ้าจะให้ไปคุยไปสัมภาษณ์ในประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงานในอดีต โปรเจ็กต์ในอนาคตก็ไม่มีปัญหา ให้ลูกผมไปร้องเพลงด้วยก็ยังได้ พร้อมทำท่าประกอบให้น่ารัก

แต่ถ้าวกเข้าเรื่องนั้น คำสาปให้ไม่มีเสียง หรือพิมพ์ไม่ออกจะทำงานทันทีเหมือนในหนังเลยทีเดียว ส่วนท่านชาวเน็ตที่ยังคาใจ ผมต้องขออภัยที่ความคาใจนี้จะอยู่ยาวไปอีกนาน แต่ก็คิดซะว่าเราจะจับมือคาใจกันไปด้วยกัน หรือจนกว่าจะลืมๆ กันไปไม่เป็นไรเลยพวกเรา แต่นี่ก็เป็นที่สุดของสิ่งที่ผมจะทำได้ในขอบเขตของผม

ยังไงก็คิดซะว่ายังมีความจริงอีกหลายเรื่องรอท่านอยู่ในอนาคต เราอาจจะพลาดไปบ้าง ลืมไปบ้าง เข้าใจไปอีกแบบบ้าง ก็เป็นสีสันของชีวิต ความจริงบางอย่างสำคัญแต่ไม่สนุก ความจริงบางอย่างสนุกแต่ไม่มีสาระ ความจริงที่แท้จริงอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเข้าถึงมันได้เลยก็เป็นได้…ก็เลือกเสพเอาแต่พอประมาณ

ผู้ที่สนใจจะมีภาพไปติดบ้าน ติดต่อทางแกลลอรี่ได้ครับ ชื่อ ละลานตา http://www.lalanta.com หรือ คุณฝน email : fon@lalanta.com (อันนี้ใช่มะที่เขาเรียกว่าฝากร้าน)(อา…ได้ฝากกะเขาแล้ว)(มันเป็นเช่นนี้นี่เอง) ส่วนงานแสดงครั้งต่อไปจะมีในเดือนตุลาคมนี้ อยากใช้พื้นที่นี้ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ ให้ความสนับสนุน

อยากขอบคุณมิตรสหายทุกสถาบัน เพื่อนๆ ช่างภาพ เพื่อนๆ เอเยนซี่ เพื่อนที่คริสตจักร ที่เราเติบโต ก้าวเดินมาด้วยกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ณ จุดหนึ่งในชีวิต หรือเจอกันอีกใน fb นี้

อยากขอบคุณเพื่อนๆ นักทำปลาทั้งหลาย หากปราศจากท่าน และการอดทนในการเลี้ยงดูเพาะเลี้ยงปลาของท่าน รวมทั้งน้ำใจในการแบ่งปันปลามาให้ ผมคงไม่ได้ถ่ายอะไรสวยๆ แบบนี้

ขอบคุณพระเจ้าที่สร้างปลาและให้โอกาสดีๆ และสิ่งดีๆ ให้กับผม

……………

หลังจากได้ไล่อ่านที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายๆ ท่าน tag มาให้ผมทั้งวันนี้ ผมรู้สึกขอบคุณและตื้นตันมากๆ (เผอิญกลางวันผมถ่ายงานเลยไม่ได้ดู fb) แม้ว่าผมจะมีข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ค่อนข้างมาก ถึงมากที่สุด (ก็คือพูดถึงไม่ได้นั่นแหละ ไม่ว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธหรืออธิบายความคลุมเครือที่เกิดขึ้น) แต่สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ความรู้สึกที่ทุกท่านรู้สึกว่าภูมิใจที่คนไทยทำได้นั้น ท่านไม่ต้องรู้สึกเก้อแน่นอน ถ้าภูมิใจไปแล้วจงภูมิใจต่อไปเถิดครับ

คนไทยเพาะปลาสวยงามขายในตลาดโลกเป็นจำนวนมาก ปลากัดไทยที่เราอาจจะคิดว่าตัวไม่กี่บาท ตอนนี้เป็นที่นิยมของชาวโลกแทบทุกทวีป ฟาร์มปลาใหญ่ๆ ส่งออกสัปดาห์เป็นหลักแสนตัว ยังไม่นับว่ามีเกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นเพราะการเลี้ยงปลาเยอะแยะ จากคนที่ลำบากกลับมาตั้งตัวได้และมีฐานะและคุณภาพชีวิตที่ดี

ประเทศเรามีโปรดักชั่นเฮ้าส์เก่งๆ มีทีมถ่ายหนังเก่งๆ ระดับที่ทำงาน inter กันตลอดทั้งปีเยอะแยะเต็มไปหมด แค่คนนอกวงการไม่ทราบ หนังโรงก็ดี หนังโฆษณาก็ดี แวะเวียนมาใช้เฮ้าส์ไทยกันและมีผลงานที่ไม่บอกไม่รู้เลยว่าคุณภาพนี้ทำจากเฮ้าส์คนไทย

ศิลปิน นักออกแบบ ช่างภาพคนไทย ไปสร้างชื่อเสียงระดับโลกมีมากมายเต็มไปหมด เว็บดังๆ ตัวท็อปๆ ที่เป็นคนไทยก็มีเยอะแยะ

กระทั่งนักกีฬาอย่างน้องนักแบดฯ หรือนักบอลที่เพิ่งสร้างชื่อ เราก็ภูมิใจร่วมกะเขาได้ เราเป็นกองเชียร์ที่ให้กำลังใจคน ส่งต่อความรู้สึกดีๆ ให้กันได้อย่างที่ผมรู้สึกตอนนี้

อยากจะขอบคุณจริงๆ จากใจครับ”

……………

สรุปแล้ว แม้ช่างภาพชาวไทยจะปฏิเสธไม่รู้เห็น (อย่างกำกวม) แต่ก็มีผู้เข้ามาให้กำลังใจและสนับสนุนจำนวนมาก จนมีคนสรุปเอาเองว่า เป็นไปได้สูงที่ Apple มาจ้างให้วิศรุตเป็นคนถ่ายภาพแต่ให้เซ็นสัญญารักษาความลับ/ความเป็นเจ้าของภาพ ว่าผลงานทั้งหมดเป็นของ Apple ห้ามไม่ให้ช่างภาพอ้างตัว/อ้างอิงถึงว่าเป็นเจ้าของภาพเด็ดขาด

ซึ่งถ้าใครเคยทำงานกับบริษัทใหญ่หรือโปรดักชั่นเฮ้าส์ระดับโลกก็จะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาทั้งนั้น แม้จะเป็นมืออาชีพก็ต้องทำใจ

……………

ถ้าเราลืมเรื่องการลงนามประทับตราว่าใครเป็นเจ้าของภาพถ่ายปลากัดชุดนี้ไปเสีย แล้วหันมามองความงดงามความน่าสนใจใน “ปลากัดไทย” ที่หลายคนมองข้ามไป ก็จะพบว่า ปลากัดนั้นมีเสน่ห์น่าหลงใหลเสียนี่กระไร

อยากบอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพปลากัดไทยถูกนำมาโปรโมต มีครั้งหนึ่งที่สร้างความฮือฮาก็คือตอนที่ Microsoft ใช้ภาพปลากัดไทยใน window 7 beta ขณะนั้น

หากยังจำกันได้เมื่อเราติดตั้ง Windows 7 และบู๊ตมันขึ้นเป็นครั้งแรกจะเห็นหน้า Desktop ที่มี Wallpaper เป็นรูปปลาตัวหนึ่ง นั่นเลยแหละมันคือปลากัดไทย หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Siamese Fighting Fish หรือ Betta Fish นั่นเองครับ

ก็เพราะปลากัดมีอีกชื่อว่า Betta Fish เลยโดนจับใส่มาเป็น Default Wallpaper บนตัว Windows 7 Beta นี่เอง

ปลากัดไทยมีต้นกำเนิดมาจากเมืองไทย เราคนไทยก็เลยได้หน้าไปตามๆ กัน

สำหรับบรรยากาศทั่วไปหลังข่าวปลากัดไทยบันลือโลกเผยแพร่ออกในรูปวิดีโอโปรโมตโทรศัพท์ iPhone 6s ปรากฏว่าตลาดปลากัดไทยคึกคักมาก เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากัดไทยอย่างแน่นอน

ปลากัดที่ปรากฏบนวอลล์เปเปอร์โทรศัพท์ไอโฟนคือ ปลากัดสายพันธุ์ฮาล์ฟมูน หรือ “ปลากัดหางพระจันทร์ครึ่งซีก” สีสันสวยงามแปลกตา ซึ่งเพาะพันธุ์โดยคนไทย

มันน่าปลื้มไหมล่ะ

ปลากัดฮาล์ฟมูน ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสวยงาม มีลักษณะเด่นของหางที่กางได้เหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว สีสันสวยงามเวลาพองตัว ปัจจุบันมีเกษตรกรและฟาร์มเลี้ยงหลายแห่งได้พัฒนาสายพันธุ์เพิ่มสีสันที่สวยงาม สามารถส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งพันธุ์นี้ส่งออกมากที่สุดในกลุ่มปลาสวยงาม ราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อยจนถึงพันบาท

ฟาร์มเพาะเลี้ยงปลากัดที่มีชื่อเสียงของไทยมีหลายแห่ง ใครอยากรู้ว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง แนะนำให้ไปเดินเล่นที่ตลาดปลากัดตลาดนัดจตุจักร รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง!

อาชีพเป็นเชฟโรงแรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

อาชีพเป็นเชฟโรงแรม

ปัจจุบัน ศิริพร ชัยศิริพาณิชย์ เป็นแม่ครัวอยู่ที่โรงแรมโรแมนติค รีสอร์ท แอนด์ สปา

แต่ทุกคนจะเรียกเธอว่า “เชฟอ้อย”

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้รับเชิญให้ไปชมรีสอร์ตชั้นดีอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของป่าและภูเขา เปิดใหม่ที่มีชื่อเป็นทางการว่า มีลา การ์เดน

รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นี้เอง

ก่อนไปถึงรีสอร์ตที่ว่า เราได้เลยไปกินอาหารกลางวันกันที่โรงแรมโรแมนติคฯ ดังกล่าว

พบว่าอาหารแต่ละอย่างที่เราได้กินรสชาติอร่อย ไม่ได้อร่อยเฉยๆ แต่อร่อยมากๆ ถ้าใช้สำนวนของ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ก็คงจะพูดได้ว่า อร่อยเหลือเกิน จะบอกให้

อาหารที่เราได้กินวันนั้น เท่าที่จำทั้งชื่อและรสชาติได้ก็มี กะปิคั่ว แกงคั่วหอยขม ยำมะเขือ ปลาช่อนนึ่ง ไก่อบ และ แกงเลียง ทุกอย่างถูกจัดมาในภาชนะที่สวยงามชวนให้กิน

พวกเรากินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ด้วยความสนุกปาก จนเราบางคนต้องการดูตัวคนทำอาหาร

ทางโรงแรมไม่ขัดข้อง อนุญาตให้เชฟอ้อยออกมาโชว์ตัวได้ตามสบาย

ผู้ที่เคยไปกินอาหารที่นี่มาก่อนยังบอกให้เราได้รู้อีกว่า ยังมีอาหารอีก 2 อย่างที่ผู้ใดมากินแล้วต้องติดใจทุกคน

อาหารที่ว่าคือ แกงเขียวหวานไก่ หรือจะเป็นหมูหรือเนื้อก็ได้

อีกอย่างเป็น พิชซ่าผักขม เธอก็ทำได้อร่อยเช่นกัน แม้นักท่องเที่ยวที่ไปพักอยู่ที่อื่นไม่ได้พักอยู่ที่นี่ก็ยังแวะมาสั่งพิชซ่าไปกิน

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากกินอาหารอิ่มจนเดินแทบไม่ไหวแล้ว ผมอดที่จะขอบคุณกับเชฟอ้อยตรงๆ ไม่ได้ที่ทำอาหารแสนอร่อยให้เราได้กิน พร้อมอยากทราบประวัติความเป็นมาของเธอด้วย เพราะการจะได้พบคนทำอาหารที่มีรสมือฉมังเช่นนี้ นานๆ กว่าจะได้พบสักคน

เชฟอ้อย เล่าประวัติของตัวเองอย่างคร่าวๆ ให้เราฟังว่า

ปัจจุบันอายุ 44 ปี เธอเป็นคนพิษณุโลก สนใจเรื่องทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก จะเข้าครัวช่วยแม่ทำอาหารเสมอ

แม่ให้ทำงานอย่างอื่นๆ เธออาจจะเกี่ยง แต่ถ้าให้ทำอาหารเธอจะทำทันที เพราะชอบจึงทำให้สนุกกับการได้เข้าครัว

หลังเรียนจบชั้นมัธยมจากพิษณุโลกแล้ว เธอได้มาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร

เธอเรียนจบปริญญาโทด้านโภชนาการ จึงมีความรู้ในการเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ เห็ด และอื่นๆ

สำหรับการทำอาหาร เธอทำได้ทั้งอาหารฝรั่ง อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น เป็นอาหารนานาชาติว่างั้นเถอะ

แต่ที่เธอชอบและสนใจเป็นพิเศษก็คือ อาหารไทย

เธอยืนยันว่า อาหารไทยดีที่สุดในโลก ดีทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ที่ได้รับ และมีสมุนไพรที่ให้ประโยชน์กับร่างกายผสมอยู่มาก

หลังจากเรียนจบจากสวนดุสิต เธอได้เข้าทำงานที่โรงแรมระดับห้าดาวหลายแห่ง แล้วยังได้ไปทำอาหารอยู่ที่สถานทูตไทยในอเมริกาอีก 2 ปีด้วย

เธอจึงมีความรู้ทั้งอาหารนานาชาติและอาหารไทยเพิ่มขึ้นอีก

สำหรับอาหารไทยนั้น เธอไม่ได้ทำเหมือนๆ กับที่คนอื่นทำ เธอได้นำมาดัดแปลงใหม่ เพื่อให้มีรสชาติอร่อยแปลกลิ้นกว่าอาหารไทยทั่วไป ยกตัวอย่าง เช่น

แกงเผ็ดทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงส้ม เธอจะแยกน้ำแกงออกมากรองเอากากออก เช่นเดียวกับการทำต้มยำ ก็จะใช้วิธีกรองเอาแต่น้ำ ต้มยำของเธอจึงไม่มีใบมะกรูด ตะไคร้ และเครื่องปรุงอื่นๆ เป็นชิ้นๆ ลอยให้เห็น

เธอให้เหตุผลถึงการต้องกรองน้ำแกงและน้ำต้มยำก่อนเสิร์ฟ ก็เพื่อว่าเวลากินจะไม่ระคายคอ แต่จะละมุนลิ้น

ส่วนเครื่องแกงและเครื่องต้มยำนั้น เธอได้คิดส่วนผสมของตัวเองเพื่อให้มีรสชาติเข้มข้นสมกับเป็นอาหารไทย

เชฟอ้อยไม่ได้ทำแต่อาหารที่เป็นกับข้าวเท่านั้น ประเภทอาหารว่าง เช่น ขนมครกและอื่นๆ เธอก็ทำได้อร่อยเช่นกัน

เฉพาะขนมครกเธอเคยไปประกวดการทำขนมนานาชาติที่สหรัฐอเมริกา แข่งกับชาติอื่นๆ ได้รางวัลชนะเลิศมาแล้ว นับเป็นเกียรติประวัติที่ทำให้เธอภูมิใจมาก

อีกอย่างหนึ่งที่เธอทำได้ดีและสวยงามไม่แพ้อาหารคือ การแกะสลักผักผลไม้ เช่น แกะแตงโม แกะมันแกว แกะแตงร้าน แกะฟักทอง ฯลฯ ซึ่งเป็นศิลปะที่ควบคู่กับอาหารไทย ที่เมื่อนำมาประดับในจานจะทำให้สวยงามน่ากิน

เนื่องจากเชฟอ้อยเป็นเชฟที่มีฝีมือเป็นที่รู้จักในวงการเชฟมาเป็นอย่างดี ทำให้โรงแรมใหญ่ๆ หลายแห่งต้องการเธอและยอมให้ค่าตอบแทนสูง

ล่าสุด เธอทำงานอยู่ที่โรงแรมโรแมนติค รีสอร์ท แอนด์ สปา ดังกล่าวข้างต้น ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ กม.18 ห่างจากหน้าด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แค่ขับรถไม่เกิน 5 นาที

เธอทำงานเป็นเชฟอยู่ที่นี่มาแล้วร่วม 2 ปีกว่า มีลูกน้องรวมทั้งนักศึกษามาฝึกงานทั้งสิ้นจำนวน 16 คน

เธอมีทีมงานเท่าที่ว่านี้ แต่สามารถทำอาหารเลี้ยงคนได้เป็นพันคนเลยทีเดียว เพราะทางโรงแรมมีงานเลี้ยงบ่อยมาก

เธอบอกกับผมว่า คงจะปักหลักเป็นเชฟอยู่ที่นี่อีกนาน เพราะมีลูกค้าให้เธอได้แสดงฝีมืออาหารตลอดปี

รู้จัก 2 บริการใหม่ที่น่าสนใจจาก LINE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

รู้จัก 2 บริการใหม่ที่น่าสนใจจาก LINE

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา LINE ผู้พัฒนาแอพแชตที่ได้รับความนิยม ได้พัฒนาบริการใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นบริการที่น่าสนใจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น LINE Music, LINE Pay และอีก 2 บริการที่กำลังจะเขียนถึงต่อไปนี้คือ LINE HERE กับ LINE@ (ไลน์แอด)

LINE HERE บริการแชร์ตำแหน่งสำหรับคนใช้ไลน์

LINE HERE เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้ LINE สามารถแชร์ตำแหน่งกันได้แบบเรียลไทม์ มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอยู่ 4 ฟังก์ชั่น คือ?

– เช็กตำแหน่งได้แบบเรียลไทม์ ขอเพียงเปิด Location Service ก็สามารถเช็กตำแหน่งของแต่ละคนได้แบบเรียลไทม์

– สร้างสถานที่เพื่อใช้ในการเช็กตำแหน่งได้ เช่น สร้างตำแหน่งของร้านค้าเอาไว้ เมื่อมีลูกค้าเดินทางไปถึงสถานที่ที่สร้างไว้ ระบบจะแจ้งเตือนให้ทราบทันที

– สร้างห้องแชร์ตำแหน่งได้ ในการใช้งานทั่วไปอาจเป็นการแชร์ตำแหน่งระหว่างกลุ่มเพื่อน กลุ่มคนในที่ทำงาน หรือคนในครอบครัว แต่ในมุมของการค้าขายอาจเป็นการสร้างห้องระหว่างผู้ขายและลูกค้าเพื่อแชร์ตำแหน่งระหว่างกัน

– ตั้งเวลาการแสดงตำแหน่งได้ เพื่อความเป็นส่วนตัวหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการติดต่อระหว่างกันสามารถปิดหรือตั้งเวลาการแสดงตำแหน่งได้

LINE HERE สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรี ถ้าใครใช้แอพ LINE อยู่แล้ว สามารถลงทะเบียนเพื่อใช้งาน LINE HERE ได้ทันที ในการใช้งานสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทั้ง 3G, 4G และ WiFi

การเชิญบุคคลที่เราต้องการแชร์ตำแหน่งด้วยการผ่าน LINE HERE ทำได้หลายช่องทาง จะเชิญผ่านทาง LINE โดยตรงก็ได้ ผ่าน Facebook, Wechat, WhatsApp หรือส่ง Link ผ่าน SMS ก็ได้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามตอบรับการแชร์ตำแหน่ง เราจะเห็นตำแหน่งของคนคนนั้นแบบเรียลไทม์ สามารถเช็กได้เลยว่าตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่ไหน เมื่อแตะที่ไอคอนแสดงตำแหน่งยังทราบได้อีกว่า ระยะทางจากตำแหน่งของเราไปยังตำแหน่งของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ห่างกันเป็นระยะทางเท่าไร

การประยุกต์ใช้ LINE HERE กับธุรกิจการค้าอาจนำไปใช้ได้ทั้ง การติดตามตำแหน่งในการจัดส่งสินค้า ใช้ติดตามสถานะของสินค้าว่าอยู่ที่ไหนแล้ว หรือใช้ในการแชร์ตำแหน่งกับลูกค้าเพื่อบอกเส้นทางไปที่ร้านก็ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าสนใจและมีประโยชน์ไม่น้อยเลย

LINE@ บริการใหม่ที่ธุรกิจร้านค้าไม่ควรพลาด

LINE@ (ไลน์แอด) เป็นบริการที่พัฒนาขึ้นมารองรับธุรกิจรายย่อยที่สนใจสร้าง Official Account กับ LINE เหมือนกับธุรกิจหรือแบรนด์สินค้าดังๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหลักแสนหรือหลักล้านบาท ในการเริ่มต้นสามารถที่จะสร้าง Official Account ได้ฟรีเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าต้องการประสิทธิภาพหรือขอบเขตการใช้งานที่มากขึ้นก็สามารถจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมได้ตามความสมัครใจ

ก่อนที่จะใช้งานไปดูกันก่อนว่า LINE@ มีฟีเจอร์อะไรบ้าง

– หน้าบัญชี (Account Page) เป็นเหมือนหน้าโฮมเพจเว็บไซต์ของร้านค้า สามารถใส่ภาพ พร้อมทั้งระบุข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับร้านได้ เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับร้าน วันและเวลาให้บริการ และเบอร์ติดต่อ เป็นต้น

– ไทม์ไลน์ (Timeline) อัพเดตข้อมูลหรือสิ่งที่น่าสนใจบน Timeline เพื่อให้คนที่ติดตามร้านค้าสามารถรับข่าวสารต่างๆ ได้

– ส่งข้อความถึงทุกคน (Broadcast) สามารถส่งข้อความ รูปภาพ คูปอง และโปรโมชั่น ไปยังลูกค้าที่ติดตามบัญชี LINE@ ของร้านค้าได้ และยังสามารถตั้งเวลาส่งข้อความล่วงหน้าได้ สามารถส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น LINE@ หรือบน PC ก็ได้

– Chat แบบ 1 ต่อ 1 แชตสนทนากับลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้

– คูปองและโปรโมชั่น (Coupon and Promotion) สามารถสร้างหน้าคูปองและโปรโมชั่น เพื่อส่งให้ลูกค้าได้ และยังสามารถตั้งระยะเวลาในการใช้ จำนวนครั้งในการใช้ และจำนวนคูปองที่ต้องการแจกได้

– หน้าแบบสอบถาม (Polls & Surveys) หากต้องการความเห็นเกี่ยวกับสินค้าและบริการ หรือตั้งประเด็นการโหวตจากลูกค้า สามารถสร้างแบบสอบถามหรือโพลผ่าน LINE@ ได้

– ข้อมูลสถิติ (Statistic) ใน LINE@ จะมีส่วนที่รวบรวมข้อมูลการใช้งานต่างๆ เอาไว้ให้ร้านค้าประเมินการใช้งานด้วย เช่น ข้อมูลสถิติเกี่ยวกับสิ่งที่โพสต์บน Timeline จำนวนลูกค้าที่ติดตาม LINE@ ของร้านมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เปลี่ยนแปลงอย่างไร และสามารถดาวน์โหลดสถิติต่างๆ เก็บไว้ได้

ข้อจำกัดในการใช้ LINE@ ฟรี! คือ จะไม่สามารถกำหนดชื่อ ID ของร้านได้ตามที่ต้องการ ชื่อที่ได้รับจะเป็นชื่อแบบสุ่ม เป็นการผสมกันระหว่างตัวอักษรและตัวเลข เช่น @1JabC539 ซึ่งจำได้ยาก หากต้องการชื่อเฉพาะที่กำหนดขึ้นเอง ต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับ LINE 5.99 เหรียญ ต่อปี

อีกข้อจำกัดหนึ่งในการใช้งานฟรีคือ สามารถส่งข้อความถึงลูกค้าที่ติดตาม LINE@ ของร้านได้เพียง 1,000 ข้อความ ต่อเดือน เท่านั้น ถ้าต้องการส่งข้อความได้มากขึ้นต้องจ่ายค่าบริการในส่วนนี้เพิ่มเป็นจำนวน 24.99 เหรียญ ต่อเดือน หรือประมาณ 950 บาท ต่อเดือน จะสามารถส่งข้อความได้ถึง 50,000 ข้อความ ต่อเดือน ข้อความที่ 50,001 ขึ้นไป คิดเพิ่มข้อความละ 20 สตางค์

เป็น 2 บริการดีๆ จาก LINE ที่เพิ่งเปิดให้บริการไม่นานมานี้ นับเป็นช่องทางที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจร้านค้าที่ต้องการเพิ่มช่องทางเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์

เทคนิคการบริหารเวลา สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

เทคนิคการบริหารเวลา สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่

แมนพาวเวอร์กรุ๊ป แนะเคล็ดไม่ลับ ฉบับ : ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามลืมแบ่งเวลา!!

1. ปลุกสมอง และเตรียมความพร้อมก่อนการทำงาน โดยการตั้งสมาธิ และ สติ ก่อนทำงานในทุกๆ เช้า

2. กำหนดเป้าหมายและผลสำเร็จของงานอย่างชัดเจน

3. ทำ To Do List จัดลำดับความสำคัญก่อนหลังของงาน

4. กำหนดเกณฑ์ในการใช้เวลาในการทำกิจกรรมแต่ละอย่างให้ชัดเจน

5. มนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นสิ่งที่จะแบ่งเบาภาระการทำงานได้ดีทีเดียว เราสามารถมอบหมายงานให้คนอื่นทำจะเป็นการประหยัดเวลาในการทำงาน และเป็นเทคนิคการบริหารเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

6. แบ่งเวลาการทำงาน และการพักผ่อนให้มีความสมดุลกัน

7. พยายามควบคุมเวลาในการประชุม ใช้เวลาประชุมให้น้อยที่สุด เน้นที่สาระสำคัญของการประชุมแต่ละครั้ง พยายามไม่ให้นอกเรื่อง

8. การใช้โทรศัพท์ให้เป็น ต้องรู้จักปฏิเสธสาย หรือพยายามหลีกเลี่ยงการพูดจาที่ไร้สาระมากเกินไป ควรใช้จิตวิทยาในการปฏิเสธเพื่อไม่ทำให้เกิดความขัดแย้ง

9. การจัดเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบ โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน เพื่อง่ายต่อการค้นหา

10. การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ อีเมล เว็บออนไลน์ต่างๆ เพื่อลดกระดาษ และเป็นการรักษาข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ

รอดตายด้วย LINE HERE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

รอดตายด้วย LINE HERE

“รู้ไว้ใช่ว่า?ใส่บ่าแบกหาม” เชื่อว่าสมัยเรียนคงเคยได้ยินมาบ้างใช่ไหม แต่ใครจะคิดล่ะว่าความรู้บางอย่างอาจจะช่วยเหลือชีวิตคุณหรือคนที่คุณรักได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนที่ผมจะเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในบทความนี้ต้องขอขอบคุณลูกศิษย์ท่านหนึ่งที่ได้ส่งเมลมาหาและเล่าถึงประสบการณ์ความเป็นความตายของผู้เป็นพ่อเรื่องหนึ่ง คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรียลิตี้เล่าเรื่องผีนะ ต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่เกี่ยวเลย แต่เป็นเรื่องราวของเทคโนโลยีโดยเฉพาะการใช้แอพตัวหนึ่งที่ช่วยชีวิตคนได้ในนาทีที่เฉียดเป็นเฉียดตาย

ผมขอนำเนื้อความบางส่วนของลูกศิษย์มาเล่าอย่างย่อๆ นะครับ ลูกศิษย์ท่านนี้พักอยู่กับพ่อ 2 คนที่คอนโดมิเนียมย่านกลางเมืองแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ผู้เป็นพ่ออายุ 80 ปี และเป็นโรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เป็นพ่อออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าโดยไม่ได้บอกกล่าวลูกชาย จากนั้นก็หายไปเป็นวัน ถามเพื่อนบ้านแถวนั้นก็ไม่มีใครทราบหรือรู้เลยว่าออกไปไหน แต่โชคดีที่เวลาออกไปไหนจะพกโทรศัพท์ไปด้วย ความแปลกอย่างหนึ่งของผู้สูงวัยท่านนี้ก็คือ ถึงแม้จะพกโทรศัพท์ไปแต่ก็ไม่ชอบรับสายหรือกดโทรหาใครเลย มีก็เหมือนไม่มีนั่นแหละครับ เพราะเวลาลูกโทรหาก็ไม่ยอมรับสายแล้วแบบนี้จะเจอตัวได้อย่างไร? นั่นคือปัญหาที่เจอบ่อยมากสำหรับครอบครัวนี้

ทันทีที่ลูกชายตื่นมาตอนเช้าแล้วไม่พบพ่ออยู่ในห้องพักของตน ตัวลูกชายเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจออกไปสอบถามเพื่อนบ้าน และตระเวนเดินหารอบคอนโดฯ ตลอดจนบริเวณใกล้เคียง เวลาก็ผ่านไปเกือบจะเที่ยงผู้เป็นพ่อก็ไม่ติดต่อมาในใจก็คิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายกับพ่อหรือเปล่า? เพราะปกติถึงแม้จะออกไปไหนโดยไม่บอกใครก็ตามแต่ไม่เคยหายไปไหนนานค่อนวันขนาดนี้ ลูกชายพยายามโทรหาพ่ออยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่รับสายเช่นเคย ท้ายที่สุดตัวลูกชายเองนึกได้ว่าเคยแอบติด “LINE HERE” ไว้ในเครื่องและเปิดสัญญาณ GPS เอาไว้ นั่นแหละจึงทำให้ค้นหาตำแหน่งเจอ แล้วก็พบผู้เป็นพ่อในสภาพนอนหมดสติอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง บริเวณที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา จึงรีบพาไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

แพทย์ระบุว่าหากมาช้ากว่านี้อีกสัก 10 นาทีพ่อของตนมีสิทธิ์เสียชีวิตแน่ เพราะนอกจากนอนหมดสติบริเวณนั้นแล้ว ศีรษะยังกระแทกกับพื้นอีกด้วย นั่นเป็นเพียงเหตุการณ์บางส่วนที่ผมได้สรุปและนำมาเล่า

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาครับ ในยุคสมัยที่ทุกคนต่างต้องออกมาทำงานหาเงินและทิ้งผู้สูงวัยอยู่ที่บ้าน โอกาสที่ท่านเหล่านั้นจะเกิดอุบัติเหตุก็ย่อมมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้เสมอ บางครั้งการนำเทคโนโลยีบางอย่างมาใช้อาจจะช่วยรักษาชีวิตของใครบางคนก็เป็นไปได้ เช่น การติดกล้องวงจรปิดรอบบ้านแล้วดูผ่านระบบอินเตอร์เน็ตก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ อย่างน้อยก็ทำให้อุ่นใจได้ จริงไหมครับ แต่ควรทำควบคู่กับการติดตั้งโปรแกรมประเภทติดตามตัวหรือค้นหาพิกัดอย่าง GPS ด้วยก็จะเป็นการดี

ค้นพิกัดและตำแหน่งด้วย LINE HERE

ในส่วนนี้ผมคงไม่ขอกล่าวถึงเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่จะขอกล่าวถึงเฉพาะแอพประเภทที่ใช้สำหรับการค้นหาพิกัด GPS จริงๆ แล้วมีมากมายหลายตัวที่สามารถนำมาติดตั้งบนเครื่องสมาร์ตโฟน แท็บเลต อย่าง Route 66 Navigator, Locus map, Garmin Navigator เป็นต้น รายชื่อแอพที่ผมได้นำเสนอนี้รองรับกับการใช้บนระบบปฏิบัติการ Android ส่วนใครที่ใช้ iOS ก็มีนะครับ เท่าที่ลองค้นหาดูอย่างเช่น Garmin, Sygic หรือจะใช้ Google Maps ก็สะดวกดีนะครับ

ส่วน LINE HERE ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผมขอแนะนำซึ่งรองรับทั้ง iOS และ Android ขั้นตอนการติดตั้งและใช้งานทำได้ดังนี้

1. ดาวน์โหลดแอพ “LINE HERE” ลงบนสมาร์ตโฟน Android ผ่าน Play Store และ iOS ผ่าน App Store หรือจะติดตั้งผ่านช่องทางเว็บไซต์ http://here.line.me ก็ได้เช่นกัน

2. หลังจากการติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เปิดแอพทำการ Sign in ด้วยบัญชี LINE หรือ Facebook ของคุณ

3. จากนั้นจะปรากฏเงื่อนไขในการใช้บริการให้แตะที่ “เสร็จสิ้น” เพื่อยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวสำหรับเข้าใช้งาน

4. แตะที่คำสั่ง “เปิด” เพื่อทำการเปิดใช้ตำแหน่งหรือพิกัดปัจจุบัน

5. แอพจะแสดงตำแหน่งแผนที่หรือพิกัดของคุณขึ้นมา แตะปุ่มเครื่องหมาย “+” เพื่อเชิญเพื่อนใน LINE, Facebook หรือ Instagram ของคุณเข้ามาได้

6. กรณีที่ต้องการแชร์ให้แตะเครื่องหมาย “+” หากมีเพื่อนตอบรับหรือเปิดตำแหน่งทิ้งไว้ คุณก็จะเห็นพิกัดหรือตำแหน่งของเพื่อนด้วยเช่นกัน

บทสรุป “รอดตายด้วย LINE HERE”

เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้นหากรู้จักใช้ให้เป็น รวมถึงในยามคับขันก็สามารถช่วยชีวิตใครบางคนได้เช่นกันดังเรื่องราวที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้น ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าคุณจะหยิบใช้หรือปรับใช้ได้ถูกที่ถูกเวลา หรือถูกสถานการณ์หรือไม่?

มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมเองคงแนะนำให้ได้ไม่ทั้งหมด เพราะบางเรื่องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ทักษะความเชี่ยวชาญของตัวบุคคล จริงไหม แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เลิกสัญญาเช่าซื้อ

อยากโก้กว่าใครในทวีปเอเชีย เช่าซื้อรถยนต์คันละ 2 ล้านกว่าบาท ชำระค่าเช่าซื้อไปได้พักเดียวจอด บริษัทตามยึดรถคืนได้ บริษัทนำรถไปขายได้ราคาต่ำ จึงมาฟ้องเรียกค่าจิปาถะจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร ต้องจ่ายค่าอะไรบ้าง

1.

วันที่ 15 พฤษภาคม 2546 คุณโผงทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ จากบริษัท

ราคา 2,787,129 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม

คุณโผงตกลงชำระ 48 งวด รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม งวดละ 41,786 บาท

งวดสุดท้ายชำระ 912,616 บาท

เริ่มชำระงวดแรก วันที่ 15 มิถุนายน 2546 งวดต่อไปชำระภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ

สัญญาตอนหนึ่งระบุว่า

“หากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระ 3 งวดติดต่อกัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ที่ค้างภายในเวลา 30 วันแล้วไม่ชำระ ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที”

มีคุณจำนูญลงนามเป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

สวยสิ! รถไม่สวยคุณโผงจะยอมทุ่มเงินขนาดนั้นซื้อมาเรอะ

แม้เงินสดไม่พอ แต่เครดิตดี มีฐานะขนาดนี้ บริษัทให้เช่าซื้อเชื่อถือ-สบายมาก

ในใจนั่นน่ะ คือว่า ได้ขับได้นั่งคันนี้แล้ว มั่นใจได้ว่า โก้กว่าใครๆ หลายสิบล้านคนในประเทศนี้ และรวมถึงยังโก้กว่าใครๆ ในย่านเอเชียอาคเนย์แน่นอน ไม่ว่าจะใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประเทศกัมพูชา เวียดนาม พม่า และแม้ขยายไปยัง บังกลาเทศ เนปาล สิกขิม ภูฏาน ด้วยแล้วก็ตาม

แต่ว่าเป็นธรรมเนียมของเรื่องราวใน เส้นทางเศรษฐี คุณโผงในแทบทุกเรื่อง ถ้าเป็นชำระค่าเช่าซื้อสินค้าเป็นงวดๆ อย่างนี้ละก็ คุณโผงเป็นต้องชำระไม่ครบทุกงวดหรอก

เรื่องนี้ก็เช่นกัน คุณโผงชำระค่าเช่าซื้อไปได้เพียงงวดที่ 12 พอเวลาผ่านมาถึงงวดที่ 13 คุณโผงไม่ชำระซะแล้ว—ไม่มีเงินน่ะ ไม่ใช่ไรหรอก

แต่เช่นกัน เหมือนๆ กันทุกเรื่อง แม้ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ แต่คุณโผงยังคงครอบครอง ขับรถโก้คันนั้นไปโน่น มานี่อยู่ตลอด

2.

เวลาผ่านไป ตามที่ควรจะต้องส่งค่างวด 3 งวดแล้ว แต่คุณโผงมิได้ชำระ บริษัทจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และขอให้คุณโผงกับคุณจำนูญส่งรถคืนมาเสียโดยดี

แต่มีใครที่ไหนบ้างละจะปฏิบัติตามด้วยการส่งคืนแต่โดยดี คุณโผงกับคุณจำนูญก็เช่นกัน โดยเฉพาะคุณจำนูญนั้นไม่มีปัญญาไปนำรถส่งคืนดอก ด้วยว่ารถอยู่กับคุณโผง ไหนเลยคุณโผงจะยอมคืนมาง่ายๆ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 บริษัทส่งทีมไป สวัสดีครับ ขอแสดงความนับถือ คุณโผง และยึดรถคืนมาได้

อันที่จริง บริษัทเพียรพยายามอยู่หลายรอบแล้วละ แต่คลาดแคล้วกันทุกคราวไป กระทั่งถึงวันนี้คือวันนั้น

แต่ใช่ว่า ยึดรถคืนมาแล้วทุกอย่างจะจบจะสิ้น เลิกแล้วต่อกันแต่อย่างใด

ยังไม่จบดอก แม้ตามยึดรถมาได้แล้ว บริษัทยังมีหนังสือทวงค่าอะไรต่อมิอะไรจากคุณโผงและคุณจำนูญผู้ค้ำประกันต่ออีก

แต่คุณโผงและคุณจำนูญต่างชวนกันเล่นบทเฉย ทวงเท่าไรก็ไม่ยอม ไม่จ่าย

แต่บริษัทหาได้เห็นดีเห็นงามไปกับความนิ่งเฉยของทั้งสองไม่

บริษัทให้ทนายความทวงหลายครั้ง เมื่อไม่เป็นผลจึงนำความไปฟ้องศาล ขอให้บังคับให้ทั้งสองจ่ายมาเสียแต่โดยดี

3.

บริษัท ฟ้องว่า บริษัทยึดรถคืนมาแล้วขายได้ 1,300,000 บาท ทำให้ต้องเสียหาย ขาดราคาไป 1,180,796 บาท จึงฟ้องคุณโผงและคุณจำนูญ ขอให้ศาลบังคับให้คุณโผงจ่าย

ค่าขาดราคาไป 1,180,796 บาท

ค่าเช่าซื้อนับแต่วันผิดนัดถึงวันที่สัญญาเช่าเลิกกัน 227,805 บาท

ค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถ 30,000 บาท

รวมแล้วขอให้ศาลบังคับคุณโผงและคุณจำนูญจ่าย 1,438,601 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จะฟ้องก็ฟ้องไป คุณโผงกับคุณจำนูญหาสนใจไม่

คุณโผงและคุณจำนูญขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญร่วมกันชำระเงิน 776,104 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง วันที่ 20 พฤษภาคม 2548 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

คุณโผงและคุณจำนูญอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงและคุณจำนูญฎีกาคดี

4.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทกับคุณโผงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยคุณโผงมิได้โต้แย้ง

มิใช่เป็นการเลิกสัญญาเพราะเหตุคุณโผงผิดสัญญา

ศาลฎีกาชี้ว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่าย จำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

ส่วนการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การชดใช้คืนย่อมทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

ดังนั้น คุณโผงจึงมีเพียงความรับผิดที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท เป็นค่าใช้ทรัพย์ หรือค่าขาดประโยชน์ตลอดระยะเวลาที่คุณโผงครอบครองใช้สอยรถยนต์ที่เช่าซื้อ โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่บริษัท

ส่วนค่าเสียหายอื่น บริษัทไม่อาจเรียกร้องได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้คุณโผงในฐานะผู้เช่าซื้อ และคุณจำนูญในฐานะผู้ค้ำประกัน ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทเป็นค่าขาดราคารถ ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกกัน และค่าติดตามยึดรถคืน จึงไม่ชอบ

ปัญหานี้แม้คุณโผงและคุณจำนูญมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

ส่วนค่าขาดประโยชน์ที่คุณโผงต้องรับผิดต่อบริษัท มีเพียงใดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า รถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นรถใหม่ มีราคาสูง บริษัทสามารถใช้สอยในฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือนำออกให้เช่า หรือให้เช่าซื้อหาประโยชน์ได้เป็นจำนวนพอสมควร

การที่คุณโผงครอบครอง ใช้สอยรถดังกล่าว โดยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ย่อมทำให้บริษัทต้องขาดประโยชน์จากการใช้สอย หรือนำรถออกหาประโยชน์ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่คุณโผงผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ คือวันที่ 15 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ บริษัทยึดรถคืน คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547

แต่บริษัทบรรยายฟ้อง ขอคิดค่าเสียหายมาเพียงถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2547 เป็นระยะเวลา 5 เดือน 25 วัน จึงให้บริษัทได้รับเพียงตามระยะเวลาดังกล่าว และแม้ในคำฟ้องของบริษัทจะเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้เป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจนถึงวันเลิกสัญญา แต่บริษัทได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในการเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ว่า คุณโผงครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์ของบริษัทเรื่อยมา คุณโผงจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัท จึงถือได้ว่า เป็นการเรียกเอาค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์นั่นเอง

เมื่อคำนึงถึงสภาพ และลักษณะของรถยนต์ที่เช่าซื้อ และทางได้เสียทุกอย่างของบริษัทแล้ว เห็นสมควรกำหนด ค่าขาดประโยชน์ให้บริษัท ตามระยะเวลาที่ฟ้องเรียกมา รวม 94,000 บาท

คุณโผงและคุณจำนูญ ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่บริษัท

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณโผงและคุณจำนูญ ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 94,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท คำขออื่นให้ยก

จากที่ต้องจ่าย 7 แสนกว่าบาทรวมดอกเบี้ยอีกไม่น้อย คุณโผงและคุณจำนูญต้องจ่ายเพียง 9 หมื่นกว่าบาท

โล่งอกไปไม่น้อย

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12448/2557)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมแต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้นการที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

(ร่าง) รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ในกำมือคณะกรรมการร่างฯ 21 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

(ร่าง) รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ในกำมือคณะกรรมการร่างฯ 21 คน

ถ้าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติ เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ได้เสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ถึง 124 เสียง หรือเกินกว่านี้

ป่านนี้ประชาชนคงจะได้หยิบจับหนังสือร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจ้างบริษัทเอกชนจัดพิมพ์ 18 ล้านเล่ม จัดส่งไปตามบ้าน 18 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ได้อ่านและศึกษาทำความเข้าใจ ก่อนจะตัดสินใจว่า การออกเสียงประชามติ จะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

การเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน การแสดงความเห็นของฝักฝ่ายต่างๆ ในสังคม ทั้งฝ่ายที่อยากให้ผ่านร่างฯ กับอยากให้คว่ำร่างฯ ผู้ที่เสียงดังคือ นักการเมือง แกนนำองค์กรมวลชนอย่าง นปช. กปปส. นักวิชาการ องค์กรเอกชน ฯลฯ ฝ่ายกลางๆ ยังไม่ตัดสินใจ คงเป็นไปอย่างคึกคัก

ในท่ามกลางที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” ดีหรือร้ายอย่างไร

รัฐธรรมนูญที่พึงปรารถนาของสังคมไทยเป็นอย่างไร

แต่จะได้เห็นความขัดแย้ง แตกแยกเกิดขึ้นอีกครั้ง

และส่อแววจะเป็นวิกฤตการณ์ ไม่ว่าผลการออกเสียงประชามติจะให้ผ่านหรือให้คว่ำ

แต่เมื่อ สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบเพียง 105 เสียง ไม่ถึง 124 เสียง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์” จึงเป็นอันยุติลง ไม่ต้องนำไปออกเสียงประชามติ

135 เสียง สปช. ที่ลงมติ ไม่เห็นชอบ และ 7 เสียง งดออกเสียง คือเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันว่า ต้องหยุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอาไว้ ปล่อยออกไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองวุ่นวายแน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกหัวหรือก้อย

สิ่งที่น่าสนใจ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จไม่เกิน 180 วัน จะออกแบบอย่างไรถึงจะทำให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าใจ ยอมรับได้ และต่อจากนั้น นำไปสู่การผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ

ประเด็นที่ควรพิจารณา คือ

1. ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รับฟังความเห็น คสช. ครม. สนช. และประชาชนประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้ กรธ. ไปวางระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการรับฟัง ฯลฯ คำถามคือ กระบวนการรับฟังที่เป็นประชาธิปไตยจะทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

2. เรื่องสำคัญๆ จะออกแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน เช่น ระบบการเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., ที่มาของนายกรัฐมนตรี, กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ, คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ ฯลฯ, การปฏิรูปประเทศ, การสร้างความปรองดอง, การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

3. ร่างรัฐธรรมนูญถ้าจะให้เป็น ฉบับปฏิรูปจะเขียนยังไง และจะเรียกว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแบบไหน (ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวบัญญัติว่าให้ไปเขียนให้เหมาะสมกับสังคมไทย?)

4. การนั่งร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 21 คน ทำอย่างไรถึงจะสื่อสารกับสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จริงใจ อาศัยกลไกอะไรมาช่วยดำเนินการ

5. การออกแบบตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนร่างให้เสร็จเรียบร้อยแล้วนำไปออกเสียงประชามติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ. จะทำให้ถี่ถ้วน รอบคอบ และไม่เกิดปัญหาในการต้องตีความตามตัวอักษรหรือตามเจตนารมณ์ในวันข้างหน้าได้อย่างไร

ประเด็นพิจารณาข้อ 5 ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายจะเป็นปัญหาใหญ่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20

เหตุผล มีดังนี้

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 16 เมื่อปี 2540 จัดทำโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 99 คน สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาจาก สสร. เมื่อร่างเสร็จในร่างฯ แรกจะนำไปให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นในแต่ละมาตราโดย สสร.จังหวัดดำเนินการ หรือที่เรียกว่า ประชาพิจารณ์ จากนั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนำมาปรับแก้ ปรับแก้ไขเสร็จก็เปิดให้ สสร. ขอแปรญัตติทีละมาตรา นำเข้าอภิปรายในที่ประชุมสภาร่างฯ ลงมติทีละมาตราจนจบทุกมาตรา การตีความร่างรัฐธรรมนูญก็นำมาจากการพิจารณาและการอภิปรายของสภาร่างฯ

เมื่อร่างเสร็จ ให้ส่งเข้าสู่การพิจารณาลงมติของรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) ปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ จึงไม่ต้องนำไปลงประชามติ

รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 18 เมื่อปี 2550 จัดทำโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการร่างทำเช่นเดียวกับปี 2540 เมื่อผ่านสภาร่างฯ นำไปออกเสียงประชามติ

เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบ 14.7 ล้านเสียง

ไม่เห็นชอบ 10.7 ล้านเสียง

แต่สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่มีสภาร่างฯ ไม่มีการประชาพิจารณ์ ไม่ต้องนำมาอภิปรายเพื่อลงมติทีละมาตราในสภาร่างฯ การร่างจะถูกวิจารณ์ว่ารวบรัดตัดตอนหรือไม่ จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกต่อต้านหรือไม่

สาเหตุประการหนึ่งที่ สปช. ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “บวรศักดิ์” ก็คือ การขาดการเชื่อมโยงระหว่างคณะกรรมาธิการยกร่างฯ 36 คน (เป็น สปช. 21 คน) กับ สปช. อีก 200 กว่าคน

สปช. จำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกว่า ตนเองไม่มีบทบาทร่วมเสนอแนะ ไม่ได้ร่วมพิจารณาออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญ มิหนำซ้ำยังรู้สึกว่า ในช่วงหลังๆ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ปกปิดไม่ให้ สปช. ได้รับรู้ เมื่อมีหลายประเด็นถูกร่างขึ้นมาโดยไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายการเมือง นักวิชาการ ฯลฯ การนำไปลงประชามติเกิดความสุ่มเสี่ยงจะผ่าน-ไม่ผ่าน เกิดสถานการณ์อ่อนไหวยากต่อการพยากรณ์ว่าถ้าถูกประชาชนคว่ำในการออกเสียงประชามติ หรือแม้จะผ่านประชามติแต่ผ่านอย่างเฉียดฉิว ร่างรัฐธรรมนูญเป็นปัญหาในการบังคับใช้ ฯลฯ

การคว่ำร่างฯ ในชั้น สปช. จึงเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมเพื่อที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าปล่อยให้ผ่านไปแบบไม่รู้ชะตากรรมแล้วไปติดกับรัฐธรรมนูญ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

สุดท้ายก็จะถูกฉีกอีกเพื่อแก้ปัญหา