จะทำอย่างไร เมื่อใช่โรคแพ้ภูมิตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

จะทำอย่างไร เมื่อใช่โรคแพ้ภูมิตนเอง

เมื่อเกิดมีอาการไข้ มีผื่น ปวดข้อ หรืออาการอื่นที่หาคำอธิบายไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไร แพทย์จะส่งเลือดตรวจทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune disease) หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นโรคเอสแอลอี (SLE) หรือไม่ ซึ่งโรคในกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง เป็นกลุ่มโรคเรื้อรัง ที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเอสแอลอี ดังนั้น การดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จึงเป็นหัวใจของการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเอง มีความสำคัญพอๆ กับการรักษาด้วยยา ผลของการรักษาจะเป็นอย่างไร คุณภาพชีวิตของผู้ที่เป็นโรคนี้จะดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองที่ถูกต้องของผู้ป่วย ดังนั้น เมื่อทราบว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรจะทำอย่างไรดี

ผู้ที่ได้รับการบอกจากแพทย์ว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ไม่ว่าจะมีอาการเล็กน้อยหรือมีอาการรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นมาไม่นานหรือนานก็ตาม จะรู้สึกตกใจ เกิดความไม่มั่นใจ เกิดความเครียด เกิดความวิตกกังวล ซึมเศร้า หาทางออกไม่ถูก บางคนมีความโกรธ เช่น โกรธคนที่มีสุขภาพดี เพราะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมที่ตนต้องมาป่วย บางคนโกรธตัวเองที่ไปรับการตรวจล่าช้า โกรธโรงพยาบาลที่วินิจฉัยล่าช้า ฯลฯ บางคนรู้สึกผิดที่เจ็บป่วย กลัวตกงาน กลัวเป็นภาระของครอบครัว ทำให้มีความรู้สึกโกรธ ซึมเศร้า กลัวตาย สลับกันไปมา เกิดคำถามกับตัวเองมากมาย เช่น “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” “ฉันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร” “จะมีชีวิตอยู่อีกทำไม” “ถ้ามีลูก ลูกจะเป็นโรคนี้ด้วยไหม” ทำให้กินไม่ลง นอนไม่หลับ กลับมีอาการทรุดหนักได้ ดังนั้น เมื่อได้รับการบอกว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง สิ่งแรกที่ควรทำคือ มีสติ ควบคุมอารมณ์ จิตใจ และร่างกายให้สงบ รับฟังรายละเอียดของโรคที่เป็น แนวทางการรักษา และการปฏิบัติตัวที่จะต้องทำ จากแพทย์ให้ชัดเจนที่สุด กระจ่างที่สุด พยายามซักถามให้ได้ข้อมูลที่จำเป็น ในขณะนั้นให้เข้าใจที่สุด พยายามเปิดใจอย่างมีสติให้มีการเรียนรู้ เพื่อหาทางออกของการเจ็บป่วยที่เหมาะสม พยายามมองโลกในแง่บวก และยอมรับว่าตนเองจะต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตเพื่อการรักษาโรค ต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเองพิเศษกว่าคนทั่วไป เรียนรู้การปรับการดำเนินชีวิตให้กิจกรรมการดูแลตนเองเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันตามปกติ

ความเครียดทางร่างกายและจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคกำเริบ ดังนั้น เมื่อเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เทคนิคการผ่อนคลายเนื่องจากผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองต้องเผชิญกับความเครียดหลายอย่าง ตั้งแต่โรคเรื้อรังที่รักษายาก การดำเนินโรคที่ไม่แน่นอน มีระยะสงบและกำเริบสลับกัน มีความแข็งแรงของร่างกายที่อ่อนแอลง มีการเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณะภายนอกของตัวเองจากตัวโรคเองและผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ในการรักษา มีผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองซึ่งมักเป็นวัยรุ่นเคยให้ความหมายของการเจ็บป่วยด้วยโรคเอสแอลอี ว่า

1. เป็นชีวิตที่อยู่กับความทุกข์ ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ ทุกข์เรื่องเรียน เรื่องเพื่อน บางครั้งก็ทุกข์จากสังคมรังเกียจ

2. เป็นชีวิตที่มีแต่ความไม่แน่นอน ตั้งแต่รอการวินิจฉัย การรักษา การดำเนินโรค

3. ต้องดำเนินชีวิตเหมือนคุณหนูผู้เปราะบาง ต้องระมัดระวังสิ่งต่างๆ เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด

4. อยู่ในโลกของคนแพ้ ทั้งแพ้แสงแดด แพ้ยาง่าย แพ้งานหนัก แพ้สังขารตัวเอง

นี่เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงการรับรู้และให้คุณค่าการเจ็บป่วยในแง่ลบ ซึ่งมีแต่ก่อให้เกิดความเครียด บั่นทอนขวัญและกำลังใจ จนในที่สุดจะอ่อนล้าเกินกว่าที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้

เมื่อทราบว่าเป็นโรคแพ้ภูมิตนเอง ควรพยายามทำจิตใจให้ปล่อยวางในเรื่องต่างๆ ไม่คิดหมกมุ่น พยายามทำใจให้สงบ ฝึกทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรม หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ หาการพักผ่อนที่ง่ายๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ ทำเมื่อมีเวลาพัก แต่การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ควรฝึกนิสัยให้เข้านอนเป็นเวลา ตื่นนอนเป็นเวลา นอนหลับสนิทอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ต่อวัน ไม่ควรรับประทานยานอนหลับทุกวัน เพราะจะทำให้ติดยาและต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อยๆ ควรแบ่งงานเป็นส่วนๆ และหยุดพักเป็นช่วงๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายตึงเครียดมากเกินไป

ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้โรคเอสแอลอีกำเริบคือ แสงแดด การหลีกเลี่ยงแสงแดด จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันโรคกำเริบ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแสงแดดแรงคือ 09.00-16.00 น. หากมีความจำเป็นควรกางร่ม ใส่หมวกปีกกว้าง สวมเสื้อแขนยาวและทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF (Sun Protection

Factor) มากกว่า 20 โดยเลือกชนิดที่สามารถป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB ควรทาผิวบริเวณที่มีโอกาสสัมผัสกับแสงแดด เช่น ใบหน้า ต้นคอ หน้าอก แขนด้านนอก ควรทาซ้ำหลังอาบน้ำ ล้างหน้า หรือมีเหงื่อออกมาก นอกจากนี้ ควรระวังแสงแดดที่สะท้อนจากผิวน้ำหรือพื้นที่เป็นมันด้วย

การติดเชื้อ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญในผู้ป่วย เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงจากตัวโรคแพ้ภูมิตนเอง การรักษาด้วยยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการป้องกันการติดเชื้อ เช่น หลีกเลี่ยงการไปสถานที่แออัดหรือแหล่งชุมชน สถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เพราะมีโอกาสรับเชื้อจากผู้อื่นได้ง่าย เช่น ตลาดนัด ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ หลีกเลี่ยงคนเป็นหวัด ไอ จาม รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะทำความสะอาดในช่องปากเป็นอย่างดี

ผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองไม่ควรแสวงหาการรักษาตามความเชื่อที่อาจไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เช่น ยาต้ม ยาหม้อ การรักษาทางไสยศาสตร์ หรือซื้อยารับประทานเอง เพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรักษาโรคแพ้ภูมิตนเองคือ ผู้ป่วยต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง สงบ มั่นคง พยายามประคับประคองอารมณ์ให้เป็นปกติ มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตอยู่กับโรคแพ้ภูมิตนเองอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โรคแพ้ภูมิ รุมเร้า ไม่เศร้าหนัก

ให้รู้จัก รักชีวิต คิดสู้หนา

ทำอย่างไร ให้อยู่ได้ ไม่โศกา

ไม่คณนา โรคาสงบ พบสุขเอย

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

งานในความรับผิดชอบหลายเรื่องที่คลุมเครือไม่ชัดเจนก่อนหน้า เริ่มมีทางออกทางแก้ มีคนเข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา เป็นอีกเดือนที่คุณจะวิ่งหางาน หาเงิน มีการเดินทางในระยะสั้นอย่างต่อเนื่องมีทั้งส่วนของงานเก่า งานใหม่ งานส่วนตัว ระวังเรื่องของเวลาการนัดหมายจะผิดพลาดคลาดเคลื่อน ควรมีแผนสำรองรองรับ ควรส่งงานก่อนเวลาที่กำหนดจะช่วยสร้างงานใหม่ๆ ต่อเนื่องขึ้น การเงินมีส่วนของการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้นทำให้มีเงินไหลเวียนเข้ากระเป๋าแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ มีเงินพิเศษก้อนใหญ่กว่าที่ผ่านๆ มา ทำให้สภาพคล่องดีขึ้น ระวังเงินจะหมดไปกับสิ่งที่ตัวคุณชอบส่วนตัว ครอบครัว ความรักระวังคำพูดและการตัดสินใจที่ผิดพลาด ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ ส่วนลูกน้องบริวารระยะนี้ต้องพยายามสั่งงานด้วยเอกสาร เพราะการสั่งด้วยปากเปล่าเขาจะเอาคำสั่งไปทำผิดๆ ถูกๆ สั่งอย่างได้อย่างให้มั่วไปหมด โชคลาภจะมาจากเพศตรงข้าม สุขภาพระวังเรื่องกล้ามเนื้อแผ่นหลัง ปวดข้อ ปวดเข่าครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานให้ระวังเรื่องของคำพูดแรงขึ้น พูดหรือสั่งการสิ่งใดหรือบอกให้ทำอะไรให้แล้วเกิดความผิดพลาดจากการสื่อสาร ทำให้คนทำงานเข้าใจไม่ตรงกันกับตัวคุณ ดังนั้น เมื่อสั่งด้วยคำพูดเสร็จคุณควรตามด้วยเอกสาร ชื่อเสียงจะมีคนพูดให้เกิดความเสียหายมีทั้งในส่วนของเรื่องส่วนตัว เรื่องที่เกี่ยวกับเนื้องาน การเซ็นสัญญาเซ็นเอกสารทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ การเงินคุณต้องออกวิ่งหาเงิน ติดต่อลูกค้ารายใหม่ๆ ให้มากขึ้น เดินทางออกนอกสถานที่เรื่องงานทำให้มีเงินเข้า อยู่กับที่เงินคุณก็จะหยุดกับที่เช่นกัน ครอบครัวความรักมีโอกาสได้ร่วมงาน อยู่ด้วยกันมากขึ้นมีความสุขสดชื่นมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ระวังการพูดจาระหว่างกันควรพูดในเรื่องที่ควรพูดและมีความสุขต่อกันเท่านั้น การเสี่ยงใดๆ ในช่วงนี้มีโอกาสได้มาอย่างฟลุกๆ อีกทั้งเงินทองจะหมดไปกับการติดต่องาน การเดินทางและการลงทุนเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าจึงทำให้เงินหมดแบบไม่เห็นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแต่ถือว่าต่อไปจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว สุขภาพระวังการอักเสบของกล้ามเนื้อในส่วนที่เคยเป็น จะกลับมาเจ็บป่วยได้อีกครั้งครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

เรื่องงานจะมีการเดินทางแบบที่ตัวคุณไม่ทันตั้งตัว มีงานด่วน งานเร่ง งานที่เข้าไปทำแทนหรือแก้ไขแทนคนอื่นแล้วถูกบีบด้วยเรื่องของเวลา ตัวช่วยของคุณคือผู้ใหญ่ หัวหน้าที่ส่งคุณไปทำงาน ให้คุณรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ เป็นช่วงที่คุณสามารถแสดงศักยภาพ ความสามารถให้คนรอบข้างเห็น และจะกลับมาเป็นผลงานสร้างชื่อในอนาคตของตัวคุณ การเงินเป็นช่วงที่คุณต้องหมุน ต้องวิ่ง ต้องออกแรงถึงจะได้ในสิ่งที่ต้องการ ทั้งผู้ที่ขึ้นชื่อว่าหัวหน้า เจ้านายจะสร้างปัญหาให้ต้องเครียดและเพลียกาย ใจ ความรักคือการให้ ช่วงเดือนนี้มีสิ่งใดขัดข้องหมองใจต้องให้อภัยกัน อย่าขุดคุ้ยหาเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยจะยิ่งไปกันใหญ่ รวมถึงจะมีญาติพี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบาย ต้องถามไถ่ดูแลบ้าง การค้าขายและธุรกิจในระยะนี้เหมาะกับการทำผลกำไรในระยะสั้น อีกทั้งคิดทำสิ่งใดต้องคิดเร็วทำเร็วแล้วจะได้เงินทองมาแบบรวดเร็วชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ลูกน้องบริวารจะมีคนทำให้งานยุ่งยิ่งขึ้นต้องคอยดูแล หมั่นตรวจสอบตามหลังเป็นระยะ ด้านร่างกายจะมีปัญหาและทุกข์เรื่องน้ำหนักตัวที่ลดไม่ยอมลงสักทีครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานระวังในเรื่องของการจัดสรรเวลา เหตุด้วยงานที่รับผิดชอบทั้งในส่วนขององค์กร และส่วนตัวจะมีจ๊อบสั้น จ๊อบใหม่ๆ การได้พบเจอคนในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทำให้เวลาหรือแผนเดิมๆ ที่ได้เตรียมไว้ทำไม่ได้อย่างที่คิด ดังนั้น คุณต้องเตรียมแผนสำรองพร้อมกับลูกน้อง บริวาร ในการเปลี่ยนแปลงหน้างานไว้จะทำให้งานลงตัวมากขึ้น มีการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น คู่ค้าคู่สัญญา งานตัวใหม่ๆ ที่คุณต้องการจะเริ่มมีการตกลงอย่างเป็นทางการเด่นชัดขึ้น การเงินมีเข้าจากงานเก่า ลูกค้าเก่า และมีรายได้ฟลุกๆ แต่ให้ระวังการเสี่ยงในเรื่องของการลงทุนที่เป็นตัวเงิน รวมถึงมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือในเรื่องการเงิน ถูกหลอก ถูกโกงได้ ความรักนั้นจะต้องมีการตัดสินในเรื่องที่ลำบากใจ รักใครชอบใครคุณก็มักจะทุ่มเทให้ใจไปเกินร้อย ถึงคราที่คุณต้องยุติเรื่องคาราคาซังบางเรื่องก็จำเป็นต้องทำ เพื่อให้ทางเดินในชีวิตรักของวันข้างหน้านั้นสะดวกราบรื่น ไปต่อได้ยาวๆ สุขภาพระวังเรื่องของลมในเส้นทำให้ปวดเมื่อย กรดในกระเพาะ ดูแลเรื่องของอาหารให้มากขึ้นจะช่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานระวังเรื่องของเอกสารสัญญา ข้อตกลงในเรื่องของผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์กรหรือส่วนตัว การเป็นคนกลาง เป็นนายหน้าการติดต่อเจรจาสิ่งใดไว้ก่อนหน้า รวมถึงช่วงนี้จะสร้างปัญหาไม่เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาเดิมมีการพลิกลิ้นเกิดขึ้น ระวังเรื่องการรับปากจะทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่หรือคนมีสีมีบารมียังพูดกันไม่ค่อยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กลางเดือนหลายอย่างจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ การเงินยังมีเข้าจากงานเก่า งานแก้ งานใหม่ๆ ก้อนใหญ่กว่าที่ผ่านมา จะหมดไปกับบริวาร ลูกน้อง คนที่คุณรับผิดชอบดูแลส่วนตัวอยู่จะงอแงทำให้คุณหงุดหงิด ครอบครัวความรักบุตรบริวารสร้างความชื่นใจและเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อได้เป็นอย่างดี ความรักนั้นมีความคิดอยากทำอะไรให้ใครสักคน สิ่งนั้นจะประสบความสำเร็จมีแนวทางค้นคว้าหาในสิ่งที่คุณต้องการมาได้อย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ขอให้คุณพยายามอย่าท้อถอยเด็ดขาด ส่วนท่านที่มีรักซ้อนซ่อนใครบางคนเอาไว้ในเซฟเฮ้าส์จะวุ่นวาย เนื่องจากการจัดคิวของ 2 บ้านไม่ลงตัว สุขภาพระวังความเครียดส่วนตัวทำให้เจ็บป่วยได้ครับ รวมไปถึงอาการเป็นหวัด เจ็บคอ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานจะมีเหตุให้ทะเลาะขัดแย้งกับคนในที่ทำงาน มีคนดึงเรื่องทำให้การติดต่อต่างๆ ยุ่งยากมากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะหาทางแก้ทางออกได้ในท้ายที่สุด การค้าขายจะมีช่องทางได้เงินหรือได้เงินมาแบบฟลุกๆ รวมถึงการหาเงินพิเศษให้เพิ่มขึ้นมาคือการติดต่อไปหาลูกค้าเก่าๆ ลูกหนี้เก่าๆ จะมีข่าวดี เพื่อนฝูงจะช่วยเหลือคุณได้ถ้าต้องการความร่วมมือใดๆ จะมีวิธีแก้และผู้ช่วยเหลือเสมอ กับคนรักจะอึดอัดใจเพราะคนรักมักคาดหวังให้คุณทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เงื่อนไขต่างๆ คุณยากที่จะทำให้ได้ตามนั้นครบถ้วนทุกอย่าง อีกทั้งคนที่มีคู่จะต้องทุกข์ใจมีปัญหากับคนรักเก่าพานจะไปหาความสุขกับคนใหม่ให้ระวังจะถูกจับได้ ลูกน้องจะสร้างปัญหามาให้ต้องคอยสอดส่อง การค้าขายในระยะนี้ถ้าให้ดีมีเงินไหลเข้ากระเป๋าต้องมีการทำโปรโมชั่นในช่วงสั้นๆ อาจเป็นการลด แลก แจกแถมของบางสิ่งถึงจะกระตุ้นยอดรายรับให้กลับมาได้จนถึงจุดที่น่าพอใจ ส่วนเพื่อนร่วมงานจะพูดมากพูดเยอะจนคุณรำคาญใจ ทางที่ดีเดินหนีเพื่อลดมลพิษทางเสียงและสายตาก็จะทำให้คุณสบายตาสบายใจได้ดีขึ้น สุขภาพนั้นไซร้อาการเหนื่อยง่าย ง่วงบ่อย จะเป็นเข้ามามากยิ่งขึ้นควรรีบดูแลด่วน

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานเรื่องที่ต้องระวังคือเอกสาร หลักฐาน ข้อมูลสำคัญเสียหายสูญหาย ความลับรั่วไหลไปยังฝ่ายตรงข้ามได้ ควรมีแผนสำรองที่รู้เฉพาะกลุ่มจะสามารถช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ การเจรจาต่อรองมีโอกาสที่ต้องคุยนอกรอบ มีผลสำเร็จร่วมกันเป็นที่น่าพอใจ มีโอกาสที่จะเดินทางไกลได้พบบุคคลใหม่ๆ ในสังคม แวดวงอื่นเพิ่มมากขึ้น เป็นโอกาสที่ควรเปิดตัว และสานสัมพันธ์ต่อเนื่องในอนาคตได้ การเงินจะหมดไปกับการจับจ่ายกับของที่อยากได้มานาน ระมัดระวังเสียเงินเกี่ยวกับเรื่องของลูกน้องบริวารและเพื่อนสนิทรวมถึงบรรดาข้าวของเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้และวัตถุดิบในงานของคุณจะเตรียมขยับสูงขึ้นอีกระลอก ดังนั้น ทางที่ดีควรเช็กสต๊อกสินค้าแล้วนำมาคำนวณวางแผนเพื่อตั้งรับแล้วสวนกลับโดยด่วน ส่วนเพื่อนร่วมงานยังไว้ใจไม่ได้ให้ระวังถูกโยนความผิดมาให้ ทำสิ่งใดจากนี้ควรต้องมีหลักฐานหรือพยาน ด้านครอบครัวคนรักคนที่สนิทระวังเจ็บไข้ ไม่สบาย แต่ก็ยังมีความสนิท ความเข้าใจ ความสัมพันธ์มากขึ้น กับสุขภาพระวังความดัน มึน งง โรคประจำตัวกลับมาเป็นได้อีกครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานในความรับผิดชอบยังมีความวุ่นวายไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งมีการเปิดตัวงานชิ้นสำคัญและจะต้องมีความรับผิดชอบนอกเหนือจากปกติ เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้เรื่องของเวลาในการทำงานและเวลาส่วนตัวดูน้อยลงไปทันที ดีที่เป็นช่วงที่ลูกน้องบริวารคนใกล้ตัว มีฝีมือทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดีแต่ต้องกระตุ้นเป็นระยะๆ ไม่เช่นนั้นก็ไม่เอางานยากๆ งานลำบากเหมือนกัน เรื่องที่ต้องระวังคือลายเซ็น และคนที่ไม่หวังดีปล่อยข่าวทำให้คุณเสียหาย ซึ่งจะกระทบถึงชื่อเสียงได้ โดยคุณไม่ต้องแก้ตัวใดๆ ให้ใช้ผลงานเข้าชนอย่างเดียว รับรองงานนี้คุณชนะชัวร์ ด้านการเงินมีจ๊อบพิเศษส่วนตัวทำให้สภาพคล่องทางการเงินที่กังวลใจนั้นโล่งไปอย่างอัศจรรย์ และการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเก่า รวมถึงการนำลูกค้ารายใหม่ๆ เข้ามาจะทำให้รายได้คุณเกิดขึ้นต่อเนื่องเรียกว่าถึงจะเหนื่อยแค่ไหน ลำบากเพียงใด ตัวเลขเงินงามๆ ที่วิ่งเข้ามาก็ทำให้คุณยิ้มได้อย่างหน้าชื่นตาบาน ความรักปัจจัยเบื้องต้นที่ทำให้ทะเลาะกันง่ายขึ้นคือเรื่องเงินทอง จึงขอให้อดทน รับรองคุณต้องผ่านพ้นวิกฤตนี้ได้อย่างแน่นอน สุขภาพระวังพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้มึน งง หน้ามืด เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

การงานเป็นช่วงที่คุณได้เริ่มงานใหม่ เปิดจ๊อบใหม่ ใครที่รองานสิ่งใดอยู่จะเริ่มมีข่าวดีเกี่ยวกับงานที่รอคอยและต้องการ เป็นอีกเดือนที่คุณมีความเปลี่ยนแปลงจากจุดเดิมๆ ไม่หยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยน โยกย้ายหน้าที่การงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ใครที่ติดต่อเจรจาค้าขายประสบความสำเร็จชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ให้ระวังการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ควรมีผู้มีความรู้หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นเป็นกุนซือให้ดีกว่าการคิดและตัดสินใจเพียงลำพัง ฝีมือในการทำงานระยะนี้จะดีขึ้นทำให้มีผลงานโดดเด่นนำมาของการจ้างงานหรือให้ทำงานเพิ่มขึ้น สั่งยอดการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นผลทำให้รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขอให้คุณคงอุดมการณ์แห่งมาตรฐาน คงคุณภาพ ไปแบบนี้ให้นาน รับรองว่าที่ลำบากเหนื่อยยากตลอดมาจะหายเป็นปลิดทิ้งและคุ้มค่ากับสิ่งที่คุณลงทุนลงแรงไปแน่นอน ส่วนครอบครัวความรักเวลาที่จะอยู่เจอหน้ากันอย่างเป็นทางการน้อย ควรใช้เครื่องมือสื่อสารช่วยแทน แต่ให้ระวังจะหลงใหลได้ปลื้มกับคนที่เขามีเจ้าของอยู่แล้ว เดี๋ยวมันจะยุ่งกันไปใหญ่ สุขภาพระวังระบบเลือด ความดัน ไมเกรนครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

เรื่องที่ต้องระวัง คือการถูกหลอก ถูกโกงในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปากทั้งตัวคุณเองและคู่สัญญายังไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงกลางเดือนเป็นต้นไป สิ่งที่ติดขัดไม่ลงตัวก่อนหน้าจะเริ่มมีทางออก ทางแก้ มีผู้ใหญ่ใจดีให้ความเมตตาให้ความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ติดขัด จะเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพ ยิ่งกลางเดือนไปแล้วไฟในตัวคุณแรงขึ้น ดังนั้น คิดฝันทำสิ่งใดให้รีบดำเนินการต่อยอดความฝันให้เป็นรูปธรรม รายได้เข้าจากคู่ค้าคู่สัญญา ลูกค้าใหม่ๆ การขายของชิ้นที่คุณคาดหวังไว้นำมาเป็นทุนก้อนสำคัญได้ในช่วงนี้ ส่วนโชคลาภจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงยังไม่สดสวย สู้เอาเวลาไปหาวิธีปรับเปลี่ยน ปรับปรุงสินค้าในร้านให้มันทันสมัยและเน้นเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่เข้ากับยุคสมัยจะทำเงินทำยอดเพิ่มขึ้นได้อย่างมากมาย กับความรักระวังเรื่องของการมีรักต้องห้ามหรือการคบกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ปัญหาจะเกิดได้ง่ายขึ้น เจอกันน้อยลง ปัญหาก็จะน้อยลงเช่นกัน สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจ เป็นหวัด เจ็บคอ จะทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เดือนนี้ชาวราศีกุมภ์เป็นช่วงที่ต้องรีบดำเนินการทั้งงานเก่าและงานใหม่ให้เป็นรูปธรรม เอกสาร สัญญา รวมถึงการรับปากทั้งในส่วนของตัวคุณและคู่สัญญาเริ่มชัดเจนเห็นผลสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมาแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ให้ระวังการพูดลับหลัง การนินทาว่าร้ายทำให้คุณเสียชื่อ สิ่งที่ควรทำคือไม่ต้องแก้ข่าวให้อยู่ปกติ เวลาจะค่อยๆ ทำให้ทุกอย่างเงียบหายไป อีกประการเรื่องของลายเซ็นควรตรวจเช็กให้รอบคอบก่อน การเงินยังต้องวิ่งหมุนจากงานใหม่ งานเก่าสลับกัน แต่ยังมีให้คุณกินให้คุณใช้ให้หมุนไม่ขาดช่วงยาวๆ เป็นแน่ แต่การใช้จ่ายส่วนตัวในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยควรงดเว้นไปก่อน เพราะเป็นเวลาที่ต้องวางแผนทางการเงินอย่างรัดกุม ถ้าทำได้สำเร็จโอกาสถึงขั้นเป็นเศรษฐีมีไม่ไกลเกินเอื้อม อีกทั้งผู้ใหญ่จะมอบหมายงานที่เป็นรายได้มาให้ทำ ให้แสดงฝีมืออย่างต่อเนื่องโดยคุณนั้นห้ามปฏิเสธ ความเหนื่อยยากในวันนี้คือความคุ้มค่าและเงินตราที่คุณจะได้มาในอนาคต ครอบครัวความรักระวังในส่วนของรักซ้อนซ่อนกันไม่มิด จะสร้างปัญหาให้ตัวคุณและครอบครัวได้ สุขภาพระวังอาการคันตามเนื้อตัว รวมถึงอาการปวดท้องเป็นระยะๆ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

ชาวราศีมีนในช่วงนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกับชีวิต ซึ่งจะทำให้คุณมีไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง และเมื่อคุณลงมือปฏิบัติจริงตามที่คิดที่ตั้งใจ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างเดียวคือคุณต้องขยันและลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งที่คุณคิดฝันเป็นจริงอย่างแน่นอนชัวร์ครับ การเงินเช่นกัน เป็นช่วงโอกาสเปิดให้คุณแสดงศักยภาพส่วนตัวทำให้งานที่เป็นรายได้ไหลเข้าต่อเนื่อง อีกทั้งการเจรจา การเปิดตัวหาลูกค้ารายใหม่ สำเร็จตามเป้าที่คุณวางไว้ ขอให้มีหน้าตาที่ยิ้มแย้ม เป็นกันเอง แนะนำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกต้องให้กับลูกค้า อย่าเอาเพียงเงินใกล้มือแล้วพูดไม่จริงใจกับลูกค้าเป็นอันขาด เนื่องจากดาวที่เป็นตัวแทนเรื่องเงินทองโชคลาภของคุณจะพอกพูนเพิ่มขึ้นได้จากรอยยิ้มและอารมณ์ที่ดีของคุณในแต่ละวันเป็นปัจจัยสำคัญ ส่วนครอบครัวความรักหลายเรื่องที่คลุมเครือจะชัดเจนเป็นรูปธรรม พูดจาปรึกษากับคนรักไปในทิศทางเดียวกัน มีความหวาน ความเข้าใจให้แก่กันมากขึ้น สุขภาพระวังโรคส่วนตัวที่เคยเป็นมานานจะกลับมาออกอาการอีกครั้ง ต้องเร่งดูแลครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 8 เลข 4 และ เลข 3 ควรเว้น เลข 6

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ ครูบาศรีวิชัย และ หลวงพ่อเงิน

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ การติดต่อเจรจาใดๆ จะต้องมีเอกสาร มีเหตุผลในความน่าเชื่อถือมากกว่าปกติคู่เจรจาถึงจะเชื่อ รวมถึงจะถูกคนยืมเงิน และตนเองทำของหาย

ค้าขายออนไลน์ เข้าง่าย…ออกก็ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ค้าขายออนไลน์ เข้าง่าย…ออกก็ง่าย

จบไปแล้วอย่างสวยงาม น่าปลื้มใจ กับงานสัมมนาประจำปีนี้ของนิตยสารเส้นทางเศรษฐี หัวข้อ “One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด

แม้ว่าฝนฟ้าไม่ค่อยจะเป็นใจ เพราะเป็นช่วงที่พายุหว่ามก๋อพาดผ่านประเทศไทย ทำให้ฝนโปรยชุ่มฉ่ำเป็นระยะๆ จนหวั่นเกรงว่า อาจเป็นอุปสรรคทำให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานขลุกขลัก ติดฝนจนไม่สามารถมาร่วมงานได้ แต่กลับกลายเป็นว่า ใกล้เวลาจะเริ่มงาน คนแน่นห้องสัมมนา ที่นั่งเต็มจนต้องเสริมเก้าอี้อีก 2-3 แถว

ค้นหาเหตุผลที่ทำให้คนให้ความสนใจถึงขนาดยอมฝ่าสายฝนมาร่วมงานครั้งนี้ เหตุแรกคงเพราะหัวข้อสัมมนาที่เราตระเตรียมไว้คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับผู้ประกอบการที่สนใจจะทำการค้าขายออนไลน์ ผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ถือว่าเป็นหัวข้อที่เข้ากระแสมากที่สุดในตอนนี้ เห็นได้จากรายงานของกระทรวงไอซีทีที่ระบุถึงพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย เมื่อปี 2557 พบว่า คนไทยอยู่ในช่วงสังคมก้มหน้าอย่างแท้จริง เพราะมีการใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉลี่ยถึงวันละ 7.2 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของวัน

อีกทั้งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ณ ปี 2556 ไทยมีการค้าขายออนไลน์สูงถึง 7.7 แสนล้านบาท คาดหมายได้ว่า ปัจจุบันน่าจะเกินปีละ 1 ล้านล้านบาทไปแล้ว ขณะที่ในแง่ของผู้ประกอบการในโลกออนไลน์ก็มีอยู่กว่า 400,000 ราย

ดังนั้น ชั่วโมงนี้พ่อค้าแม่ขายคนไหนที่ยังไม่ตระหนัก ไม่เคยได้เข้าไปขายในโลกออนไลน์ ถือว่า เอาต์ และเสียเปรียบคู่แข่งไปหลายช่วงตัวแล้ว

และอีกเหตุผลที่ทำให้งานสัมมนาครั้งนี้เป็นที่สนใจ คงต้องยอมรับว่า เป็นเพราะความโด่งดังของ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” เจ้าของเพจดังที่ฮือฮามากที่สุด ณ พ.ศ.นี้ กับยอดไลก์กว่า 1.4 ล้านไลก์ที่ทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งอีเจี๊ยบ เลียบด่วน ได้กรุณาตอบรับมา “โฟนอิน” ให้ความรู้ คำแนะนำกับมือใหม่หัดลุยโลกโซเชียล

เป็นวิทยาทานที่มาพร้อมกับความสนุกสนาน ไม่เครียดแม้แต่นาทีเดียว!!

และช่วงของการเสวนา “ชุมนุมเน็ตไอดอล เซียนธุรกิจออนไลน์” น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับเหล่าผู้ประกอบการ เพราะจะได้พบกับวิทยากรตัวจริงที่ค้าขายในโลกโซเชียล ที่จะมาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่การค้าขายออนไลน์ จนมาถึงจุดของความสำเร็จ ให้กับมือใหม่ได้รับทราบ ได้เห็นตัวอย่างของความสำเร็จ ได้รับทราบกลยุทธ์ว่า ทำอย่างไรถึงจะค้าขายในโลกโซเชียลให้เป็นเศรษฐี

ไม่ว่าจะเป็น คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น แบรนด์ คิตตี้ คาวาอิ ที่เริ่มลงทุนจากเงินเพียง 30,000 บาท ทำตลาดออนไลน์ผ่านเว็บฟรี จนกระทั่งมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง สามารถสร้างยอดขายพุ่งขึ้นเป็นปัจจุบันแตะเดือนละ 10 ล้านบาท หรือ คุณเรียว-ชณา วสุวัต กับธุรกิจอาหารลาซานญ่า และผักโขมอบชีสพร้อมทาน ยี่ห้อ รีโอส์ เดลิ (REO”s Deli) ที่เริ่มจากการขายออฟไลน์ผ่านแฟมิลี่มาร์ท เมื่อขายดิบขายดี จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งเห็นความจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางขายเพื่อเพิ่มยอดขาย คุณเรียวก็ไม่รอช้าที่จะหาหนทางขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ ความชำนาญเรื่องโลกออนไลน์เอาเสียเลย

แม้ว่า ทั้งสองจะมีจุดเริ่มต้นต่างกัน แต่ทั้งสองกลับมีความเหมือนในความต่างที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทั้งคู่ประสบความสำเร็จในการขายออนไลน์ นั่นก็คือ ทั้งคุณเหมียวและคุณเรียว ต่างเป็น “คนมีของ” เป็นคนที่รู้ว่า อยากขายอะไร เป็น “ของ” ที่ชอบ เป็นของที่รู้ว่า เรามีความชำนาญ อย่างเช่น คุณเหมียวรู้ตัวเองว่า เป็นคนชอบของสวยๆ งามๆ จึงเลือกที่จะขายคอนแทกต์เลนส์ ขณะที่คุณเรียวเก่งด้านเมนูอาหารอิตาเลียน ก็เลือกที่จะทำลาซานญ่าพร้อมทาน

และเหนือสิ่งอื่นใด คำแนะนำที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ลุยออนไลน์ก็คือ ในเมื่อเราเป็นคนมีของ ก็ต้องใส่ใจ และรู้จักอวดของในโลกโซเชียล การอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ บนหน้าเว็บอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยดึงลูกค้าให้อยู่กับเราได้ตลอด

เพราะโลกออนไลน์ ลูกค้ามาเร็ว แล้วก็จากไปเร็วเช่นกัน!!

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ทุกวันนี้ตลาดกาแฟนับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล เพราะผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มกาแฟกันเป็นกิจวัตรประจำวัน บางคนวันหนึ่งดื่มหลายแก้ว ธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟทั้งหลายจึงไปได้ดี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เปิดกันดาษดื่นทั่วทุกหัวระแหง ทั้งที่มีหน้าร้าน หรือแม้กระทั่งรถเข็น

จะเห็นว่าในบ้านเราเองตลาดกาแฟก็มีการแข่งขันกันสูง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของไทย หรือแบรนด์หลากหลายที่มาจากต่างประเทศ และด้วยความที่คนไทยมีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการจากประเทศในอาเซียนก็อยากจะเข้ามาทำตลาดเพราะมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางในย่านนี้

มีแฟรนไชส์ที่กรุงจาการ์ตา

อย่างกาแฟยี่ห้อเก่าแก่อายุเกือบ 60 ปีของสิงคโปร์ ชื่อ OWL COFFEE ซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยสักพักหนึ่งแล้วปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เพราะใช่จะมีแค่กาแฟอย่างเดียว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก อาทิ ชาชัก และเต้าฮวยผงสำเร็จรูป

คุณริชมอนด์ ที เจ้าของ OWL INTERNATIONAL PTE LTD เล่าว่า เป็นรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาดูแลกิจการของครอบครัว แต่คุณพ่อผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็ยังช่วยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา โดยสมัยก่อนเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้วจากการเป็นแผงลอยเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน เป็นเจ้าแรกที่คั่วกาแฟข้างถนนในสิงคโปร์ และยังเป็นเจ้าแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา สมัยก่อนถ้าขายตามข้างถนนแผงลอยจะไม่มีแบรนด์

หลายคนอาจสงสัยว่าแบรนด์ชื่อนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ประเด็นนี้ คุณริชมอนด์ บอกว่า ความจริงไม่มีอะไรมาก สมัยนั้นแค่เปิดดูในหนังสือแล้วเห็นรูปตัวนกฮูกว่าน่ารักน่าสนใจดี เลยนำมาทำเป็นแบรนด์ เริ่มจากการทำเป็นอินสแตนต์มิกซ์ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือชา กระทั่งปีนี้เข้าสู่ในกลุ่มของ Business Hotel เป็น Professional Coffee มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดคาเฟ่ชื่อ OWL CAFE ซึ่งให้บริการทั้งกาแฟและมีอาหารด้วย ทำแบบครบวงจรครอบคลุมทุกอย่าง คือทั้งขายแฟรนไชส์และขายอุปกรณ์ในการชงกาแฟ

ในสิงคโปร์ตอนนี้มี OWL COFFEE จำนวน 3 สาขาด้วยกัน มีแฟรนไชส์อีก 1 สาขา และในปีนี้ทางบริษัทได้ขายแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ซึ่งมีแล้ว 1 แห่งคือ ที่อินโดนีเซีย โดยเป็นแฟรนไชส์ที่มีราคาในระดับกลางๆ ไม่สูง และก็ไม่ต่ำมาก

คุณริชมอนด์ แจงว่า OWL CAFE มีจุดเด่นตรงที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วเอง ในขณะที่หลายเจ้ามุ่งเน้นกาแฟที่มาจากยุโรป แต่ของทางร้านเป็นกาแฟที่อยู่คู่สิงคโปร์มานาน และมีหลากหลายรสชาติให้เลือกที่เสิร์ฟตามคอฟฟี่ช็อปในสิงคโปร์ ซึ่งทางร้านยังคงรักษารสชาติไว้ จุดเด่นอีกอย่างคือ อาหารที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น เป็นแนวอาหารท้องถิ่น เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเอเชีย

คั่วแบบใส่น้ำตาลลงไปด้วย

“ข้อที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของรสชาติที่เน้นความเข้มข้นในเรื่องของรสชาติกาแฟ คาเฟ่ที่อื่นจะเน้นนม หรือเป็นพวกกลิ่นผลไม้ แต่ของทางร้านเน้นตัวกาแฟเป็นหลัก วิธีการคั่วของเราคือ ผสมน้ำตาลลงไปด้วยระหว่างที่คั่ว เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น และถูกปากคนเอเชีย เพราะคนเอเชียชอบความเข้มข้นและออกหวานนิดๆ”

นอกจากวิธีการคั่วเฉพาะแบบที่กล่าวไปแล้ว คุณริชมอนด์ ยังบอกอีกว่า ความแตกต่างอีกอย่าง เป็นเรื่องของวิธีการชงกาแฟที่ใช้ถุงกาแฟ ซึ่งจะกรองก่อนแล้วต้องยกถุงขึ้นให้สูง นั่นคือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมในแถบเอเชียที่ทางร้านอนุรักษ์ไว้ เวลาคนต่างชาติเห็นแล้วต่างเกิดความรู้สึกประทับใจ บวกกับรสชาติที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้โดดเด่นจากกาแฟในแถบยุโรป

สำหรับพันธุ์กาแฟนั้น หนุ่มเจ้าของบริษัท OWL แจกแจงว่า ใช้กาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นหลัก แต่ผสมกาแฟอย่างอื่นเข้าไปด้วย อย่างเช่น พันธุ์อาราบิก้า ไวบาริก้า และเอ็กซ์เซลซ่า ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ไม่ค่อยดังในแถบตะวันตก จึงไม่เป็นที่รู้จักเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นพันธุ์ผสมที่คนไม่ค่อยนิยมใช้กัน แต่ทางบริษัทใช้เพื่อรสชาติที่แตกต่าง สร้างจุดเด่นให้กับกาแฟ

ในส่วนเมล็ดกาแฟดิบนั้น ทางบริษัท OWL สั่งนำเข้าจากหลายประเทศ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งทางบริษัทได้ไปเปิดโรงงานที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อใกล้แหล่งวัตถุดิบและสะดวกในการขนส่ง อีกอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีพนักงานประมาณ 100 กว่าคน ก็ไม่สามารถขยายโรงงานได้ ขณะที่ธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

คุณริชมอนด์ ระบุว่า กลุ่มลูกค้าทั้งคาเฟ่และโปรดักต์แบรนด์ OWL COFFEE คือ ลูกค้าทั่วไปที่รู้สึกคุ้นเคยกับรสชาติเอเชีย หรือของบ้านเกิด แทนที่จะไปคลั่งไคล้กาแฟฝั่งทางตะวันตก โดยรสชาติที่นำเสนอเป็นรสชาติที่นิยมดื่มกันมาตั้งแต่โบราณ กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อาจเคยเห็น เคยสัมผัสมาตั้งแต่สมัยที่พ่อแม่ดื่ม ทางบริษัทจึงเน้นการสานต่อมาจากตรงนั้น พร้อมทั้งทำให้ชาวต่างชาติรู้ว่า นี่เป็นศิลปวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของอาเซียน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากกาแฟที่เคยดื่มอยู่เป็นประจำ

“สิ่งที่เราโฆษณาประชาสัมพันธ์คือ อยากให้ลิ้มลองกาแฟของทางเอเชียบ้างรสชาติก็ไม่เลวนะ เป็นประโยคสั้นๆ ที่สามารถบ่งบอกความเป็นเราได้คือ เราพยายามเป็นตัวแทนในการที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร กาแฟ ในแถบเอเชียสู่ทั่วโลก”

กับคำถามที่ว่าในการรับช่วงธุรกิจต่อจากรุ่นพ่อนั้นมีความยากง่ายหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง คุณริชมอนด์ บอกว่า ในรุ่นพ่อเป็นธุรกิจที่มาจากแผงลอยสู่โรงงาน เน้นการทำธุรกิจเฉพาะในสิงคโปร์ที่เดียว พอมาถึงรุ่นนี้เป็นการมาสานต่อในเรื่องความเป็นแบรนด์มากขึ้น สร้างจุดขาย จุดเด่นของโปรดักต์ เพิ่มผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เช่น K-Cup หรือพวกที่เป็นฟู้ดเซอร์วิสในลักษณะที่เป็นมืออาชีพเรื่องคอฟฟี่ ที่เสิร์ฟตามโรงแรม รวมถึงธุรกิจร้านคาเฟ่ด้วย ซึ่งก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจตรงนี้ไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย

สำหรับแฟรนไชส์ที่อินโดนีเซียนั้น เปิดขายที่กรุงจาการ์ตา คุณริชมอนด์ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่เลือกซื้อแฟรนไชส์ของบริษัทเพราะมั่นใจในตัวโปรดักต์ และการบริการที่มีให้ และลูกค้ามองเป็นคาเฟ่ระดับพรีเมี่ยม มีคุณภาพ มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกับคอฟฟี่ช็อปที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างจากกาแฟในกลุ่มของชาติอื่นๆ

“สิ่งที่เรามองเห็น Asian Coffee คือ มรดกตกทอดที่ล้ำค่ามาก เราเลยอยากจะอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ โดยที่เราต้องการพัฒนา และเติบโตไปกับมัน ให้อยู่ในระดับพรีเมี่ยม ให้เท่ากับ Western Coffee ขณะที่เป็นกาแฟแบรนด์ท้องถิ่นจริงๆ”

วางขายในห้างไทยหลายแห่ง

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้น เขามองว่า ประเทศไทยมีแค่กาแฟในแบบที่คนไทยชอบดื่ม แต่ยังไม่มีใครทำกาแฟที่มาจากแถบเอเชีย เน้นรสชาติของเอเชียคอฟฟี่เทสต์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเด่นของกาแฟ “OWL” ที่ไม่เหมือนคนอื่น นอกจากนี้ จะออกโปรดักต์ตัวใหม่ที่เป็นรสชาติไม่เหมือนใคร และคิดว่าจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้สู้แบรนด์ไทยได้

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ OWL มีวางขายแล้วในไทย มีที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งฮั่วเส็ง วิลล่า มาร์เก็ต ฯลฯ โดยกาแฟทรีอินวัน ขนาด 27 ซอง ราคา 99 บาท

เขายังเล่าถึงความเป็นมาของการทำเต้าฮวยผงสำเร็จรูปว่า คือความจริงแล้วเกิดจากเป็นเมนูที่ขายตามพวกร้านอาหารหรือโรงอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก ทางบริษัทมองเห็นตรงนั้นว่าน่าจะทำให้สะดวกสบายมากขึ้นเลยทำเป็นทรีมิกซ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรุงได้เอง คือพยายามหาสิ่งที่เป็น Local Food มาทำเป็นอินสแตนต์ให้ง่ายขึ้น ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตที่ยุ่งยากในเวลานี้ รวมถึงการทำกาแฟและชาทรีอินวันในวันนี้ กระทั่งได้รับการตอบรับจากคนสิงคโปร์เป็นอย่างดี

“ในประเทศไทยเรามองเห็นลู่ทางที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมคนไทยเหมือนกัน เรามองกลุ่มเป้าหมายเป็นพวกโรงแรม ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และในตอนนี้กำลังพัฒนาในส่วนที่เป็นห่อเล็ก ใส่แค่น้ำ แล้วตั้งไว้ให้มันแข็งตัว จากนั้นกินได้เลย ให้สำเร็จรูปมากกว่านี้ หากทำสำเร็จจะนำเข้ามาขายให้บริโภคทั่วไปเพราะเหมาะกับการซื้อกลับไปกินที่บ้าน”

เผยส่งออกทั่วเอเชีย

โปรดักต์อีกอย่างที่น่าสนใจของแบรนด์ OWL คือชาชัก คุณริชมอนด์ อธิบาย ความจริงชาชักวัฒนธรรมไม่ได้เกิดที่สิงคโปร์โดยตรง มาจากวัฒนธรรมการชงชาของชาวอินเดียที่ทานกับพวกโรตี ซึ่งสมัยก่อนที่จะตั้งเป็นประเทศสิงคโปร์ มีคนอินเดียอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ คนพวกนี้ได้นำวัฒนธรรมการดื่มกินเข้ามาด้วย จากนั้นตั้งเป็นร้านขึ้นมาขาย ปรากฏว่ารสชาติถูกปากคนในละแวกนั้น เลยมีการสานต่อวัฒนธรรมอันนี้ขึ้นมา กลายเป็นหนึ่งวัฒนธรรมการดื่มกินของชาวสิงคโปร์ไปแล้ว ซึ่งเมื่อบริษัทมองเห็นตรงนี้เลยทำชาชักสำเร็จรูปเพื่อให้เหมาะกับสมัยนี้

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่า OWL COFFEE ได้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราสักพักแล้ว อย่างที่คุณริชมอนด์ ถ่ายทอดประสบการณ์จุดนี้ให้ฟังว่า จากการเข้ามาขายเมื่อ 2 ปีที่แล้วในไทย ทำให้เรียนรู้การทำตลาดในไทยหลายอย่าง อันแรกคือ ราคาต้องถูก หาจุดเด่นในเรื่องรสชาติที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน พูดถึงอย่างแรกที่บริษัทจะไม่ทำอย่างแน่นอนคือ เรื่องลดราคา เพราะโปรดักต์มีคุณภาพดีอยู่แล้ว ฉะนั้น เรื่องลดราคาจึงไม่ใช่คำตอบ ที่สำคัญ เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับสิงคโปร์ ในเรื่องของกาแฟรสชาติเอเชีย จึงต้องการนำเสนอแนวคิดนี้เพราะในไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน

เขาระบุด้วยว่า กาแฟไทยต่างพยายามหาจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ โดยหันมาทำกาแฟที่มีส่วนผสมสมุนไพรและเห็ดต่างๆ เน้นดื่มแล้วผอม แต่มองว่าเป็นเรื่องของเทรนด์มากกว่า สักวันเทรนด์ดังกล่าวก็จะหายไป แต่วัฒนธรรมการดื่มกิน หรือรสชาติที่เป็นมรดกตกทอดย่อมจะคงอยู่ตลอดไป ไม่สูญหาย สิ่งเหล่านี้น่าจะอยู่ได้ยาวนานกว่า เพราะอย่างไรเสียจะต้องมีการสานต่อวัฒนธรรมดังกล่าว

ในการเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย คุณริชมอนด์ บอกว่า “การแข่งขันตลาดที่เมืองไทยรุนแรง ดังนั้น สิ่งที่บริษัทผมจะทำเป็นการเน้นการออกรสชาติใหม่ ส่วนเรื่องยอดขายคิดว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ แต่สิ่งที่คิดคือ การที่จะทำให้อยู่ได้นานในตลาด ด้วยการสร้างความแตกต่างจากคนอื่น แล้วทำอย่างไรให้คนอื่นมาซื้อแบรนด์ของเราแล้วก็มาดื่มกาแฟเรา”

นอกจากจะเข้ามาขายในไทยแล้ว ที่ผ่านมาบริษัท OWL ก็เข้าไปขายในหลายประเทศแล้ว และวางแผนรุกไปตลาดในเอเชียอื่นๆ ด้วย ทั้งไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี

ในฐานะคนหนุ่มที่รับช่วงกิจการครอบครัว คุณริชมอนด์ พูดถึงหลักการบริหารแนวคิดในการทำธุรกิจของเขาว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม ต้องสร้างจุดเด่นให้กับตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น และเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถขโมยไปได้ ถ้าตามเทรนด์สักวันเทรนด์ก็ต้องหมดไป ดังนั้น หาจุดเด่นให้กับตัวเอง พร้อมพยายามรักษาความเป็นตัวเองตรงนั้นให้ได้

จากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า กาแฟแบรนด์ OWL ที่แปลว่า นกฮูก ของสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่บ้านเรามากน้อยเพียงใด

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เติมใจ ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ธุรกิจดี ต้องมีมือรอง

“มือรอง” หรือ “มือขวา” แล้วแต่จะเรียกขาน แต่หมายถึง คนที่ไว้ใจได้มากพอ ที่จะปล่อยให้ช่วยดูแลธุรกิจทั้งแบบชั่วคราวและเกือบถาวร

แต่ปัญหานี้ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ประกอบการแทบทุกระดับ โดยเฉพาะองค์กรธุรกิจแบบ SMEs ขนาดกลางและย่อม ถ้าเป็นองค์กรแบบใหญ่ที่ใช้มืออาชีพเข้ามาทำ คงไม่ค่อยมีปัญหานี้ เพราะมีทางเลือกเยอะที่จะหาคนเก่งมาทำงาน

พี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ เขียนเล่าถึงเจ้าสัวซีพีและลูกสาวไว้ว่า คราวหนึ่งมีงานสำคัญของครอบครัว จึงแจ้งลูกสาวที่ไปทำธุรกิจส่วนตัวในเมืองจีนให้กลับมา ลูกสาวบอกว่ายุ่งมากและคิดว่าจะไม่กลับ เจ้าสัวดับเครื่องชนเลยครับ บอกว่า ถ้าหาใครทำแทนไม่ได้ ทิ้งงานไม่ได้ ก็ “ปิดกิจการ” ไปเลย

นักบริหารมืออาชีพอีกท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว สุจินต์ จันทร์นวล เจ้าของผลงานเขียน เขาว่าผมคือมืออาชีพ เคยเขียนเรื่องการสร้างทีมงานไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “สร้างทีมเสือ” สาระสำคัญคือ การสร้างทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมาช่วยทำงาน

ทั้ง 2 เรื่องนี้มีสิ่งที่น่าสนใจร่วมกันอยู่ เรื่องแรก เจ้าสัวซีพี สะท้อนให้เห็นแนวคิดว่า ถ้าธุรกิจไม่สามารถหามือรอง มาช่วยงานได้ โอกาสการเติบโตคงยาก เพราะเจ้าของผู้ก่อตั้งคงต้องนั่งเฝ้าธุรกิจเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์อยู่เช่นนั้นทั้งปีทั้งชาติ

ขณะที่เรื่องของสุจินต์ จันทร์นวล สะท้อนให้เห็นว่ามืออาชีพ ใช้วิธีแสวงหามือรองจากทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่ในองค์กร แล้วหยิบมาปั้น

เป็นเรื่องความเชื่ออย่างหนึ่งว่า เราเชื่อมั่นหรือเปล่าว่ามนุษย์มีทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย”

ส่วนใหญ่เรามองเห็นข้อเสียของคนอื่นได้ง่ายและชัดมาก เล่าได้เป็นฉาก แต่พอถามถึงข้อดี อึกอัก ตอบชัดๆ ไม่ได้ เพราะนึกไม่ออก ที่นึกไม่ออก ก็เพราะไม่ค่อยได้มองยังไง

นึกถึงคำสอนท่านพุทธทาสอันหนึ่งขึ้นมาได้ “อันคนเขาก็อยากให้เราดี แต่ถ้าเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้”

จึงไม่ต้องสงสัยว่า ข้อดีของมนุษย์จึงไม่โดดเด่นเท่ากับ “ข้อเสีย”

หลักการสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล ใช้วิธีเลือกคนรุ่นใหม่ในบริษัทขึ้นมากลุ่มหนึ่ง เข้าไปใกล้ชิด เรียนรู้อุปนิสัยใจคอ จนสามารถวิพากษ์ได้เป็นฉากว่า แต่ละคนมีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร

ไม่ใช่วิพากษ์แต่ด้านร้ายอย่างเดียวนะ แต่สามารถบอกได้ว่า คนนี้มีข้อดีเรื่องนี้ แต่มีข้อด้อยในเรื่องอะไร

แล้วพยายามสื่อสารให้ทุกคนในทีมมองเห็น และยอมรับเพื่อนร่วมทีมว่า เขามีข้อดีแบบนี้ ส่วนข้อเสีย ทุกคนเห็นเอง ประจักษ์เองอยู่แล้ว ไม่ต้องบอก ไม่ต้องอธิบาย ก็รู้ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อเพื่อนร่วมทีมมองเห็นคุณสมบัติที่แตกต่างของเพื่อนร่วมทีม แบบที่ไม่เคยมองมาก่อน เพราะไม่เคยมีใครมาชี้แนะ เวลามองก็เหมือนปุถุชนทั่วไป เห็นข้อด้อยมากกว่าข้อดี ถ้าเอ็งเด่นขึ้นทุกที ข้าก็หมั่นไส้

แต่พอเจ้านายมาชี้แนะ ชี้ให้เห็นว่าคนอื่นก็มีดีในสิ่งที่เราไม่มี อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าถ้าเอาดีคนนู้นรวมกับดีของคนนั้น เสริมด้วยดีของเรา ทีมจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร

ฟังดูจะขัดกับอีกความเชื่อหนึ่ง ของผู้บริหารที่ไม่ค่อยไว้ใจลูกน้อง ที่เชื่อในเรื่อง “แบ่งแยก แล้วปกครอง” คือ กลัวการรวมหัวกันของลูกน้อง จึงต้องยุให้แตกกันไว้ ปล่อยให้รวมกันไม่ได้ เจ้านายไม่ปลอดภัย

แต่วิธีสร้างทีมเสือของสุจินต์ จันทร์นวล กล้าทำสวนทางครับ ยุให้รวมกันไว้ อย่าแตกแยกกัน เพราะเชื่อมั่นว่า ถ้าความสามัคคีที่ทำให้เกิดได้ยากนั้น จะย้อนทางกลับมาเล่นงานคนปลุกปั้น เขารู้เช่นเห็นชาติทุกคนดีอยู่แล้ว ไม่ยากที่จะโยนเชื้อเพลิงเข้าไปยุให้แตกแยก

ในที่สุดความพยายามในการสร้างทีมเสือ ก็ได้เสือมา 1 ทีม ที่มีความสามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากมาย กลายเป็นทีมมือรอง ไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เติบโตเป็นทีม

ลองนึกดูดีๆ นะครับ มนุษย์เกิดมา เรียนหนังสือ สถานศึกษาก็ไม่ได้สอนวิธีทำงานฉลาด เก่ง เป็นมือรองที่หาตัวจับยาก แต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย สอนเรื่องความรู้พื้นฐาน ฝึกให้คิด ให้รู้จักนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ ไม่มีสถาบันไหนสอนได้ตรงเป๊ะกับงานของผู้จ้างงาน ยกเว้นสถาบันของบริษัทนั้นๆ เช่น ปัญญาภิวัฒน์ ที่สอนคนออกมาทำงานเซเว่นอีเลฟเว่น โดยตรง เพราะเป็นของเซเว่นฯ เอง

ดังนั้น “ต้องให้โอกาส” ครับ

ให้โอกาสเรียนรู้ ให้โอกาสผิดพลาดบ้าง เพราะพวกเขายังไม่เคยรู้ ยังไม่เคยลงมือทำ แต่ถ้ารู้แล้ว ทำแล้ว ผิดพลาดซ้ำๆ ซากๆ อันนั้นค่อยมาพิจารณาโทษกันตามสมควร

องค์กรใหญ่ๆ แม้ทำงานมานานแค่ไหน เขายังต้องมีการส่งไปอบรม ส่งไปเรียนเรื่องเฉพาะทางที่เป็นประโยชน์ เชิญวิทยากรมาอบรมในสำนักงาน พูดง่ายๆ สร้างการเรียนรู้ต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนา

แต่ปัญหาของ SMEs จำนวนไม่น้อยครับ มีแนวคิดว่า “ถ้าส่งไปเรียนรู้มากเกิน เดี๋ยวเก่งก็หนีไปที่อื่น ไปเพิ่มเงินเดือนให้ตัวเอง เสียเงินส่งให้เรียนฟรีๆ”

บอกได้เลยครับว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น มันเป็นภาพสะท้อนว่าองค์กรไม่มีสิ่งดึงดูดเขา แม้แต่ “ความเกรงใจ”

คนเรา “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” ครับ

ถ้าพนักงานมีความสบายใจ ทุกคนอยากเติบโตในหน้าที่การงาน มีชีวิตที่ดีขึ้น หากเราส่งเสริมอย่างจริงใจ เข้าใจสัจธรรมว่า จะสอน จะให้เรียน หรือไม่ วันหนึ่งเขาก็พร้อมจะไปเลือกเส้นทางที่ดีกว่าอยู่ดี

แล้วทำไมวันที่เขายังอยู่ ไม่เสริมศักยภาพให้เขาเก่งขึ้น แม้จะช่วงสั้นๆ ที่เขายังอยู่กับเรา ความเก่งของเขาก็จะช่วยเสริมประสิทธิภาพของงาน ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

เชื่อเถอะครับ ถ้าเขามีความสบายใจ รู้ว่าได้รับการส่งเสริมอย่างจริงใจ เขาก็จะมีความรู้สึกเกรงใจ มีความรู้สึกที่ดีย้อนกลับมาเช่นกัน เขาก็อยากอยู่กับองค์กรนานขึ้น ทำให้งานก้าวหน้าได้เร็วขึ้น และธุรกิจมีมือรองมาช่วยแบ่งเบาภาระ

ข้อด้อยร่วมกันของคนไทยทั้งชาติคือ “การกลัวโดนหักหลัง” จากคนที่ได้รับความรู้จากเรา จึงเกิดภาษิตคำพังเพยประมาณว่า “ศิษย์คิดล้างครู” “ครูพักลักจำ” หรือกระทั่งแนวคิด “อย่าสอนไม้เด็ดเคล็ดลับจนหมด”

ไม่รู้ว่าอะไรเกิดก่อนกัน ระหว่าง ครูหวงวิชา จนศิษย์ต้อง “ลักจำ” กับศิษย์ “คิดล้างครู” จนครูต้องอุบไม้เด็ดเคล็ดลับเอาไว้กับตัว

ลองคิดกลับด้านดูครับ ถ้าเราเชื่อมั่นว่าไม้เด็ดเคล็ดลับ ยากที่ใครจะเลียนแบบได้ ถ่ายทอดให้แบบไม่ต้องเสียเวลามาลักจำซะเลย แล้วดูว่าศิษย์ยังคิดจะล้างครูอยู่อีกหรือไม่

ถ้าครูมั่นใจว่าเหนือกว่า รับรองว่าได้มือขวาไว้ใช้งาน…

“โกนวย” ข้าวมันไก่ (เจ้าเก่า) จานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07021150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

“โกนวย” ข้าวมันไก่ (เจ้าเก่า) จานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้ม

หากมีใครมาบอกว่าไปทานข้าวมันไก่จานละ 10 บาทมา เชื่อว่าหลายคนคงไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ บางคนอาจจะคิดว่าคงมีไก่แค่ชิ้นสองชิ้น เพราะในยุคนี้ข้าวของต่างๆ แพงขึ้น โดยทั่วไปข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งราคาจานละ 30 บาทขึ้นไป ถ้าอยู่ในห้างก็บวกเข้าไปอีก 5-10 บาทเป็นอย่างน้อย แต่สำหรับร้านข้าวมันไก่โกนวย ยังมีข้าวมันไก่จานละ 10 บาทให้เห็น เนื่องจากเจ้าของคือ “คุณอำนวย เชาว์เฟื่องกิจ” ในวัยเฉียด 70 อยากยืนหยัดราคานี้ไว้ตลอดกาล ซึ่งเป็นราคาเดียวกับที่ร้านนี้เปิดขายครั้งแรกเมื่อปี 2531

ใช้ข้าวหอมมะลิ 100%

ร้านข้าวมันไก่โกนวย ไม่ใช่ร้านใหญ่โตอะไร เป็นรถเข็นที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้คนนั่งหลายสิบคน ตั้งอยู่ในซอยตรงข้ามโรงพยาบาลเลิดสิน ด้านหน้ามีป้ายติดอยู่ เข้าไปในซอย 10 เมตรก็ถึง เปิดขายตั้งแต่ 6 โมงเช้าจนถึงช่วงบ่าย 2 โมง บ่าย 3 โมง โดยมีคุณอำนวยและภรรยาอีก 2 คน ช่วยกันขายอย่างขะมักเขม้น ถ้าไปวันศุกร์ก็จะได้ฟังเสียงร้องขับกล่อมในบทเพลงสากลของชายผู้นี้ เพื่อมอบความสุขให้กับลูกค้า ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่าเป็นฟรีคอนเสิร์ต

คุณอำนวย เล่าว่า เริ่มขายข้าวมันไก่ตั้งแต่ปี 2531 เกือบ 30 ปีแล้ว ขายตั้งแต่ยังไม่มีทางด่วน ถัดไปอีกซอยเป็นร้านขายข้าวขาหมูสีลมชื่อดังที่คนเข้ามาทานกันเยอะแยะ เดิมนั้นที่ร้านขายส้มตำ แต่เห็นว่าช่วงเช้าว่างเลยขายข้าวมันไก่ แต่ต่อมาเลิกขายส้มตำเนื่องจากมีคนต่างจังหวัดมาเปิดร้านส้มตำกันเต็มไปหมด

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก ร้านข้าวมันไก่โกนวยขายข้าวมันไก่จานละ 10 บาท ห่อละ 10 บาท มาตั้งแต่เปิดร้าน ลูกค้าสามารถจะเลือกทานข้าวมันไก่ทอดก็ได้ในราคาเดียวกัน ซึ่งแม้ภาวะเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร เขาก็ยังขายราคานี้อยู่ แต่ปริมาณจะแตกต่างจากในอดีต เพราะวัตถุดิบราคาแพงขึ้น ดังที่คุณอำนวยแจกแจง สมัยก่อนข้าวหอมมะลิ 100% ตรามาบุญครอง 5 กิโลกรัม ราคา 50 บาท ตอนนี้ราคา 200 บาท แต่แม้จะแพงอย่างไรก็ยังใช้ข้าวยี่ห้อนี้อยู่

“ทุกวันนี้ก็ยังขายจานละ 10 บาทนี้อยู่ ไม่มีการปรับขึ้นเลย แต่ใช้วิธีลดปริมาณ ลูกค้าบอกขอให้ขายแพงกว่านี้ ต่อมาเลยทำขายจานละ 20 บาท 30 บาท และ 40 บาท แล้วแต่ลูกค้าจะสั่ง ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งจานละ 20-30 บาท ไม่ค่อยมีใครสั่ง 10 บาท นอกจากคนที่เริ่มมากินครั้งแรกก็อยากจะทดลอง แต่พอครั้งต่อไปก็ไม่สั่ง 10 บาทอีกแล้ว ถ้าลูกค้ามาสั่งเราจะถามก่อนเลยว่าจะกินจานละเท่าไหร่” คุณอำนวย แจงและว่า เด็กโรงเรียนอัสสัมชัญก็มาทานที่นี่ ครั้งแรกพ่อแม่สั่งจานละ 10 บาทให้ แต่พอมาเองกับเพื่อนก็สั่งจานละ 30-40 บาท ไม่สั่งจานละ 10 บาทอีกเลย

เขาอธิบายถึงสาเหตุที่ยังขายจานละ 10 บาท จนถึงทุกวันนี้ว่า ในความเป็นจริงราคาวัตถุดิบก็ขึ้นราคาไปไม่มาก อย่างก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก ขึ้นกิโลกรัมละ 3 บาท จากเดิมกิโลกรัมละ 30 บาท เป็น 35 บาท ดังนั้น จึงใช้วิธีลดวัตถุดิบ แต่ไม่เพิ่มราคา

วันที่ไปสัมภาษณ์นั้นคุณอำนวยได้ให้ลองลิ้มชิมรสข้าวมันไก่ ต้องบอกว่าอร่อยเกินราคา 10 บาทจริงๆ ชอบตรงข้าวที่นุ่มและไม่มัน ไก่นุ่มไม่เหนียว ขณะที่น้ำซุปหวานดี มีชิ้นฟักด้วย อีกอย่างคือมีน้ำจิ้มให้ตักได้ตามใจชอบ ใครที่ทานข้าวไก่ทอดก็มีน้ำจิ้มอีกแบบไว้บริการ หรือจะทานแบบซีอิ๊วดำก็มีให้เลือก ส่วนใครที่ชอบเผ็ดๆ ก็มีพริกขี้หนูสดๆ ให้หยิบตามใจชอบ

ความอร่อยและลงตัวอย่างที่ว่าจึงต้องสั่งข้าวมันไก่จานละ 20 บาทมาอีกจาน เพื่อเปรียบเทียบกัน ซึ่งก็มากกว่าอีก 1 เท่าตัว รวมแล้วมื้อกลางวันที่ร้านโกนวย ต้องทานข้าวมันไก่ในราคา 30 บาทถึงจะอิ่มท้องพอดี

“ข้าวมันไก่ที่ร้านโกนวยถ้าไม่อร่อยคงไม่ขายมาถึงทุกวันนี้ ที่ร้านอร่อยทุกอย่างทั้งตัวข้าวนิ่ม น้ำจิ้ม และน้ำซุป ความจริงเนื้อไก่ที่ซื้อมาจากตลาดก็ใกล้เคียงกัน แต่ทำอย่างไรให้นุ่ม เนื้อไก่ของผมนุ่มบันเทิงลิ้น เราตุ๋นจนได้ที่ ผมว่าราคาถูกแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปยังนครสวรรค์รับรองไม่มีใครขายถูกกว่านี้อีกแล้ว ทีวีก็เคยมาถ่ายทำที่ร้านผมโดยที่ผมไม่ได้ไปเสียเงินจ้าง เขามาเองเลย”

ความอร่อยและอัธยาศัยใจดีของคนขาย ทำให้ร้านของโกนวยมีลูกค้าประจำมากมาย โดยเฉพาะบรรดาหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และคนไข้ของโรงพยาบาลเลิดสิน รวมทั้งชาวบ้านในย่านนั้น ลูกค้าบางคนทานข้าวมันไก่ที่ร้านตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ปัจจุบันมีครอบครัวแล้ว ตอนนี้ก็พาลูกมาทานด้วย และเวลาโรงพยาบาลมีงานอะไรทางโรงพยาบาลก็จะสั่งข้าวมันไก่ของที่นี่เป็นประจำ

ทุกอย่างทำเองหมด

สาเหตุที่ร้านดังกล่าวยืนหยัดมาได้เกือบ 30 ปี เป็นเพราะเจ้าของร้านทุ่มเทเอาใจใส่ในเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารที่ขาย นับตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ซึ่งคุณอำนวยจะเป็นคนไปจ่ายตลาดเองที่ตลาดบางกะปิ ตั้งแต่ตอน 5 ทุ่มครึ่ง จากนั้นมาช่วยกันปรุงทุกอย่าง ทั้งหุงข้าวและต้มไก่ เสร็จตอนตี 3 ครึ่ง พอตี 4 ครึ่งก็ออกจากบ้านย่านโชคชัยสี่ มาขายที่ร้าน เปิดขายตอน 6 โมงเช้า โดยจะขายเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ หยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ

ไม่ขายแฟรนไชส์

แม้จะเป็นรถเข็นที่ไม่มีหน้าร้านของตัวเอง แต่ถือว่าเป็นเจ้าที่ขายดีทีเดียว แต่ละวันขายได้หลายร้อยจาน ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งทานที่ร้านหรือห่อกลับไปได้ในราคาเท่ากัน ลูกค้าบางคนสั่งห่อละ 10 บาท 20-30 ห่อ ส่วนมากลูกค้าจะแน่นช่วงเช้าและช่วงเที่ยง หลังจากนั้นจะทยอยกันมาเรื่อยๆ

ในส่วนของน้ำจิ้ม คุณอำนวย ให้ข้อมูลว่า ทุกอย่างที่ร้านทำเองหมด โดยตอนแรกขอสูตรน้ำจิ้มจากน้องสะใภ้ที่ขายข้าวมันไก่อยู่ย่านดินแดง แล้วนำมาปรับสูตรให้เข้มข้นขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งจะทำในปริมาณมากๆ โดยในแต่ละโต๊ะลูกค้าสามารถตักน้ำจิ้มได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำซุปด้วย สามารถขอเติมได้ เช่นเดียวกับโครงไก่ ถ้าเป็นลูกค้าประจำจะขอตลอด แต่มีไว้บริการสำหรับคนที่สั่งจานละ 20-30 บาทเท่านั้น

ช่วงเวลาที่เขาขายข้าวมันไก่มานี้ เจ้าตัวบอกในอดีตก็เคยมีคู่แข่งบ้าง ลูกค้าบางคนเคยไปทานของร้านคู่แข่ง แต่สุดท้ายก็กลับมาทานที่ร้านเหมือนเดิม ตอนนี้ร้านคู่แข่งก็เลิกขายไปแล้ว

“ผมตั้งใจว่าจะไม่ขึ้นราคา จะขายแบบนี้ตลอดไป กำไรน้อยหน่อยแต่ก็โอเค ให้คนกินกลับไปสรรเสริญเรา ดีกว่าขายแพงแล้วไม่อร่อย บางร้านขายจานละ 50-60 บาท แต่ไม่อร่อยเลย เจ๊งไปหลายร้านแล้ว”

ในการมาขายข้าวมันไก่แถวย่านสีลมนี้ คุณอำนวย บอก เนื่องจากเป็นคนแถวนี้มาก่อน แต่พอถูกไล่ที่จากการสร้างทางด่วน จึงไปปลูกบ้านย่านโชคชัยสี่ แต่สาเหตุที่ไม่ขายของที่นั่น เพราะคนไม่รู้จัก กว่าจะทำให้ลูกค้ารู้จักร้านก็คงเจ๊งพอดี จึงต้องมาขายในจุดที่คนรู้จักอยู่แล้ว

แม้จะเป็นร้านข้าวมันไก่ที่ขายดี แต่เจ้าตัวประกาศว่าไม่ขายแฟรนไชส์แน่นอน เพราะไม่รู้ว่าขายไปแล้วจะยังคงรักษาคุณภาพมาตรฐานไว้เหมือนเดิมหรือไม่ และทุกวันนี้ลูกชายหญิงทั้ง 7 คนก็ไม่มีใครอยากจะมาสืบทอดอาชีพนี้ต่อ เพราะต่างมีธุรกิจมีอาชีพของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น จะขายไปเรื่อยๆ จนกว่าจะยกถังแก๊สไม่ไหว

คุณอำนวย พูดถึงหลักการทำธุรกิจว่า ยึดในเรื่องความสะอาด อร่อย และซื่อสัตย์ ขายของต้องตรงไปตรงมา ถ้าทำแบบนี้ลูกค้าก็จะมาทานเอง

“การทำธุรกิจของผมไม่มีเล่ห์เหลี่ยมกับลูกค้า มีแต่ให้กับให้ อย่างน้ำจิ้มตักได้ตามความพอใจ เช่นเดียวกับน้ำซุปขอได้ไม่อั้น ไม่หวง บางคนขอข้าวเยอะหน่อยก็มี บางคนบอกขอไก่เยอะหน่อย ข้าวน้อยก็มี”

สนใจอยากใช้บริการของร้านข้าวมันไก่โกนวย ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 268-7734 และถ้าใครอยากรู้ว่าจานละ 10 บาท อร่อยเกินคุ้มอย่างที่ว่าไว้จริงหรือไม่ ลองไปชิมไปทดสอบด้วยตัวเอง แล้วจะรู้ว่าข้าวมันไก่จานละ 10 บาท ที่มีไก่หลายชิ้น รสชาติไม่แพ้เจ้าอื่นๆ ที่ขายจานละ 40-50 บาทเลยสักนิด

“ข้าวต้มสุขภาพ” ราคานักศึกษาจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07023150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ข้าวต้มสุขภาพ” ราคานักศึกษาจ่าย

“การขายอาหารราคาถูก จะมานั่งคิดกำไรต่อจานไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ 10 จาน จานที่ 10 จะมีกำไร และด้วยจำนวนที่ขายวันหนึ่งเป็นร้อยๆ จาน ทำให้กำไรยังคงเหลือ”

ผู้คนย่านท่าพระจันทร์คงคุ้นเคยกันดีกับร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” ซึ่งตั้งอยู่ติดกำแพงด้านหลังวัดมหาธาตุ ถนนมหาราช และเชื่อว่าจำนวนไม่น้อยคงได้ลิ้มรสข้าวต้มร้อนๆ กันมาแล้ว

ร้านนี้มีจุดเด่นดึงดูดลูกค้าได้ดีกับราคาขาย ข้าวต้มถ้วยละ 5 บาท กับข้าวจานละ 20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใครเห็นแล้วสะดุดตา จนต้องนำพาตัวเองเข้าไปลิ้มรส

20 บาท จัดไว้

เอาใจนักศึกษา

เจ้าของร้านคือ คุณจิรภัทร สุเนตร์ และ คุณกุลิสรา แย้มอุทัย สองแม่ลูกที่เลือกอยู่บนเส้นทางค้าขายอย่างมีความสุข

คุณจิรภัทร เล่าให้ฟังว่า การค้าขายอาหารเป็นอาชีพที่ทำมานานนับสิบปี โดยเริ่มต้นกับการขายข้าวแกงอยู่ย่านบางใหญ่ซิตี้ แต่ขายได้ 2 ปีก็ขอหยุด เพราะขายดีจนทำไม่ทัน แต่ผลกำไรได้ไม่คุ้มค่าจ้างลูกน้อง แต่นั้นมา คุณจิรภัทรจึงเปลี่ยนมาขายห่อหมกปลาช่อน โดยไปได้ทำเลย่านศาลายา แต่ทว่าค้าขายได้ 3 ปี สามีที่คอยขับรถรับส่งเสียชีวิต กิจการนี้จึงต้องหยุดไป

ความขยันมุ่งมั่นกับอาชีพค้าขายยังคงดำเนินต่อ เพียงแต่ต้องเลือกทำเลที่สามารถเดินทางไปมาได้สะดวก จวบจนได้ทำเลย่านท่าพระจันทร์แห่งนี้ ซึ่งมีพื้นที่ให้ค้าขาย โดยไม่เรียกเก็บค่าเช่า เพียงรับผิดชอบค่าน้ำค่าไฟ คุณจิรภัทรจึงจูงมือบุตรสาว เข้ามาลงทุนเปิดร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” โดยมีเมนูกับข้าวให้ลูกค้าเลือกแบบละลานตา ในราคาเมนูละ 10 บาท

“เริ่มต้นเปิดก็มีกับข้าวให้ลูกค้าเลือกทั้งหมดประมาณ 40 เมนู โดยตอนนั้นขายแค่จานละ 10 บาท เพราะวัตถุดิบราคายังไม่แพง ไข่ไก่ฟองละ 1 บาทเท่านั้น ขายราคานี้ได้ราว 5-6 ปี ก็ปรับมาเป็น 15 บาท และตอนนี้ขอปรับมาเป็น 20 บาท แต่ว่าไม่ได้เพิ่มแค่ราคา ปริมาณก็เพิ่มให้ด้วย”

กับราคาขายถูก ทำให้เกิดลูกค้าตามมาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลักที่คุณจิรภัทรมองไว้ “เวลาขายสินค้าจะดูทำเล ดูกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร ซึ่งที่นี่หลักๆ คือ นักศึกษา เขายังไม่มีรายได้ การใช้เงินต้องประหยัด และเมนูข้าวต้มก็มองว่าจะตรงใจเขา”

นอกจากนักศึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มวัยทำงานที่เดินทางมาอุดหนุนไม่ขาดช่วง หรือบางคนสะดวกซื้อกลับไปทานที่บ้าน ซึ่งคุณจิรภัทรก็ให้บริการใส่ถุงในราคา 20 บาทเช่นกัน

กำไรไม่ต้องมาก

คิดจากจำนวน

จำนวนที่นั่งจัดวางไว้ 25 โต๊ะ ทว่าในช่วงคึกคักตั้งแต่ 18.00 น. ขึ้นไปอาจไม่เพียงพอ “ลูกค้าเวลาหิว ก็ต้องการอาหารรวดเร็ว ซึ่งก็จะมีเมนูจัดปรุงไว้รอตักเสิร์ฟอย่างเดียว อย่างประเภทต้ม ส่วนเมนูไหนต้องทำสด อย่าง ผัดผัก จะลงมือทำให้ลูกค้าใหม่ๆ”

การขายข้าวต้ม มีข้อดีตรงจำนวนลูกค้ามาทาน ส่วนใหญ่ในลักษณะกลุ่ม ทำให้จำนวนโต๊ะจัดไว้บริการเต็มพื้นที่ได้ง่าย ส่วนจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเฉลี่ยคนละ 2 จาน ในแต่ละวันจึงได้จำนวนยอดขายกับข้าวนับร้อยจาน หรือคิดเป็นรายได้ประมาณ 10,000 กว่าบาท แต่ทว่าเมื่อหักต้นทุนหมุนเวียนสำหรับซื้อวัตถุดิบวันละประมาณ 7,000 บาท ซึ่งคุณจิรภัทร ว่า คงเหลือกำไร 1,000 กว่าบาทก็เพียงพอแล้ว

คุณกุลิสรา กล่าวเสริมว่า “การขายอาหารราคาถูก จะมานั่งคิดกำไรต่อจานไม่ได้ แต่ถ้าขายได้ 10 จาน จานที่ 10 จะมีกำไร และด้วยจำนวนที่ขายวันหนึ่งเป็นร้อยๆ จาน ทำให้กำไรยังคงเหลือ”

หลายคนอาจมองว่า ขายอาหารถูก นั่นอาจหมายถึงวัตถุดิบไม่ดี ตรงนี้คุณจิรภัทร กล่าวว่า ถ้าพูดไปอาจดูเหมือนเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้น จึงขอให้ลูกค้าเดินทางเข้ามาพิสูจน์ด้วยตัวเองสักครั้ง เพื่อให้เห็นกรรมวิธีการทำ และคุณภาพสินค้าที่เลือกนำมาใช้

หัวใจของการทำอาหารให้ได้ในราคาถูก นั่นหมายถึง การจัดการสต๊อกมีส่วนสำคัญ “ประสบการณ์ 20 ปี กับการลงมือปรุงเองทุกจาน ทำให้รู้ว่าวัตถุดิบต้องใช้แต่ละวันเท่าใด จัดการให้ของเหลือน้อยที่สุด อย่างถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ตอนนั้นจะมีผู้ค้านำมาส่งให้ถึงหน้าร้าน แต่ถ้าอย่างผัก จะไปจ่ายตลาดด้วยตนเองทุกวัน ซึ่งพอเราลงมือทำอาหารเอง ส่งผลให้บริหารสต๊อกได้อย่างแม่นยำ”

คุณจิรภัทร ยังกล่าวถึงการปรุงรสอาหารด้วยตนเอง ทำให้ทุ่นค่าใช้จ่ายในการจ้างแม่ครัว อีกทั้งยังทำให้รสชาติอาหารมีความคงที่ สามารถควบคุมวัตถุดิบ ความสะอาด รสชาติ ปริมาณ ได้ง่ายขึ้น อีกทั้งเมื่อมีข้อผิดพลาดหรือปัญหาใดเกิดขึ้นก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ด้วยเพราะเจ้าของร้านอยู่ดูแลทุกวัน

บ้าน รถ ซื้อได้

ใช้จ่ายประหยัด

ค่าเช่าพื้นที่ ดูจะเป็นปัญหาต้นทุนหลักส่งผลให้การค้าขายอาหารในราคาถูกเป็นไปได้ยาก แต่ทว่ากับทำเลที่ตั้งร้าน ข้าวต้มสุขภาพ ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ มีเพียงค่าน้ำค่าไฟ จึงสามารถตัดต้นทุนในส่วนนี้ออกไปได้

“ทำเล สำคัญมาก ต้องเป็นแหล่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน โดยผู้ค้าต้องดูกลุ่มเป้าหมาย เพื่อจะเลือกขายสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด อย่างที่บอก ทำเลแห่งนี้ กลุ่มหลักคือนักศึกษา ราคาขายจึงไม่ควรแพง ให้เขารู้สึกถึงความคุ้มค่า และข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่มีคู่แข่งทางตรงเลย” คุณกุลิสรา กล่าว

การบริหารจัดการเงิน ถือเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจ และมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการ ซึ่งคุณจิรภัทรให้ข้อคิดในเรื่องนี้ว่า การขายสินค้าในราคาถูก แต่ให้มีกำไร และยั่งยืนนั้น ต้องรู้ต้นทุนในแต่ละวัน และรายรับที่เข้ามา นำส่วนของกำไรมาจัดแบ่งเป็นหมวด ว่าต้องนำไปใช้อะไรบ้าง โดยไม่ฟุ่มเฟือย

“เราขายสินค้าในราคาที่ส่งผลให้ได้กำไรน้อย แต่ว่าความไม่ฟุ่มเฟือย ทำให้มีวันนี้ มีบ้านมีรถ สำคัญคือ อย่าก่อหนี้สิน เพราะถ้าไม่มีหนี้ เราจะไม่เครียด ทำงานอย่างมีความสุข พอมีความสุข การแสดงออกต่อลูกค้าก็ดีตามไปด้วย อย่าลืมว่า แม้จะขายสินค้าราคาถูกและดี แต่ถ้าผู้ขายอัธยาศัยแย่ ก็ไปไม่รอด”

คุณจิรภัทร ยังฝากบอกถึงผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หลายคนอาจไปไม่รอดบนเส้นทางสายนี้ เพราะคิดเรื่องเงินมากเกินไป ตั้งเป้าหมายอยู่กับผลกำไร และเมื่อต้องการกำไรมากก็จะลดคุณภาพวัตถุดิบ แต่ในขณะที่ผู้บริโภคเขาฉลาดพอในการเลือก ลูกค้าไม่พอใจกับอาหารถูกแต่คุณภาพต่ำ ฉะนั้น ขอให้หันกลับมามองที่คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล บริการด้วยใจ เพราะถ้าลูกค้าประทับใจแล้ว นอกจากจะกลับมาซื้อซ้ำ ยังเชิญชวนผู้อื่นเข้ามาอีกด้วย

สนใจเดินทางไปร้าน “ข้าวต้มสุขภาพ” ตั้งอยู่ ถนนมหาราช ติดกำแพงด้านหลังวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ หรือโทรศัพท์ (080) 993-1149, (084) 108-8686 โดยร้านจะเปิดให้บริการ วันอังคาร-เสาร์ เวลา 17.00-22.00 น.

ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา ขายถูก ซาวเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี เรื่อง/ภาพ

ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา ขายถูก ซาวเดียว

ยามเย็นเห็นผู้คนขวักไขว่หน้า “ตลาดทองคำ” อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือ “เขา” จะมาขุดทองกัน แต่เมื่อลองจอดรถที่ริมรั้ววัดสันป่าข่อย ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันก็ได้รู้ว่า…ที่เขามากันเยอะขนาดนี้ เพราะมีของดีซ่อนอยู่…ข้าวแกงราคาถูก ถูกมานาน 35 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2523

ป้ามิตร หรือ สุมิตรา สุขแสง อายุ 60 ปี บอกว่า ขายมานานตั้งแต่เริ่มมีลูก เพราะเกิดและโตที่บ้านสันป่าข่อย เริ่มจากทำแกงเขียวหวานและแกงเนื้อ ราดข้าวและขนมเส้น หรือขนมจีน ตอนแรกเลยขายจานละ 5 บาท จนมาหยุดนิ่งที่ราคา 20 บาทนานกว่า 10 ปี โดยไม่ขึ้นราคาแม้ของจะแพง เศรษฐกิจจะตกต่ำแล้วหลายรอบ

“ฉันรู้ดี เพราะเคยยากจนมาก่อน ที่บ้านมีลูก 9 คน พวกเราเคยต้องต้มไข่ 5 ฟอง กินประทังชีวิต นม ขนม ลูกอม ไม่มีทางได้ลิ้มชิมรส จึงรู้รสชาติของความจนดี สงสาร ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดียิ่งต้องช่วยกัน”

ปัจจุบัน ขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย ป้าสุมิตรา มี 2 สาขา ซึ่งสาขาแรกจะเริ่มตั้งร้านเมื่อเวลา 16.00 น. ขายยาวไปจน 05.00 น. ส่วนสาขา 2 ซึ่งอยู่ซอยตรงข้ามวัดสันป่าข่อย ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร จะรับไม้ต่อ เริ่มขายตั้งแต่เวลา 07.00 น. ไปจนถึง 13.30 น. รองรับลูกค้าทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มทุกชนชั้น โดยดูได้จากรถของลูกค้าที่มีทั้งจักรยาน จักรยานยนต์ รถยนต์ธรรมดาและราคาแพง

สาขาแรกเช่าที่ดินวัดสันป่าข่อย ทำมาหากินมาตั้งแต่สาวๆ ค่าเช่าถูกมาก แผงละ 15-20 บาท เราเลยขายตอนเย็นเหมาทุกแผง เหมาค่าไฟ 1,500 บาท ต่อเดือน กรรมการวัดก็รู้จักเห็นหน้ากันมาทั้งชีวิต ท่านเจ้าอาวาสก็เป็นคนบ้านนี้ ท่านเมตตาให้เราทำมาค้าขายก็เป็นโยมอุปัฏฐากกันไป แต่เพื่อประกันความเสี่ยงและมองการณ์ไกล จึงขยายสาขาเพิ่มเพราะอนาคตไม่แน่นอน ทางวัดอาจจะขยับขยายใช้ที่ดินเพื่อกิจของสงฆ์ เราก็คิดเผื่อไว้

ที่นี่มีตั้งแต่ แกงเขียวหวานหมู แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดหมู แกงเผ็ดเนื้อ น้ำยากะทิ น้ำเงี้ยว ก๋วยเตี๋ยว ทุกอย่างซาวบาท (20 บาท) ยกเว้นเนื้อคิดเพิ่ม 5 บาท และเมนูใหม่แกะกล่องเอาใจชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนคือ “ข้าวซอย” มีทั้งไก่ หมูกรอบ และเนื้อ ที่ราคา 40 บาท ส่วนของแกล้ม เช่น ไข่ต้ม ไข่ดาว ฟองละ 10 บาท แคบหมู หนังหมู ถุงละ 7 บาท

คนงานที่นี่เป็นชาวต่างประเทศ (เมียนมา) ป้ามิตรหัวเราะร่วน เลี้ยงแบบลูกแบบหลาน 5 คน ผลัดเปลี่ยนกันทำงาน 3 กะ มีลูกสาวคนเดียวของป้ามิตรที่เรียนจบออกมาช่วยธุรกิจที่บ้าน ส่วนป้ามิตรทำหน้าที่หัวเรือใหญ่บัญชาการคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งการสั่งซื้อวัตถุดิบที่เน้นความสดและดีมีคุณภาพ หมู ไก่…ชิ้นใหญ่…เห็นน้ำเห็นเนื้อ ผักสะอาดทั้งมะเขือ ใบโหระพา ไม่ใช่แกงที่มีแต่น้ำใสแจ๋วอย่างแน่นอน

เริ่มจากเครื่องแกง ที่ทำเองกับมือ หม้อ ทัพพี ข้าวของเครื่องใช้ ถ้วยชามวางเรียงสูงเป็นชั้นๆ บอกได้ถึงปริมาณลูกค้าในแต่ละวัน โต๊ะ เก้าอี้ มีผ้าคลุมลายสวย ขวดน้ำปลา พริก ล้างใหม่ทุกวัน เครื่องเคียงผักสดๆ ทั้งกะหล่ำปลี ถั่วงอก ผักดอง หัวปลี ยอดกระถิน หรือแม้แต่น้ำล้างจานก็ยังเป็นน้ำกรองร้อนๆ ที่ลงทุนเอง ทุกอย่างป้ามิตร…การันตีความสะอาดได้จริง

“ของแพงขึ้น ฉันก็ไม่ปรับราคา เพราะยังไหว คิดว่าเราอยู่ได้ เขาอยู่ได้ สงสาร เขาก็บอกต่อกัน ปากต่อปาก ใครๆ ก็มากินนะ ดาราดังๆ รายการทีวีดีๆ ก็มาถ่ายทำว่าฉันอยู่ได้หรือ ฉันบอกเลยอยู่ได้ เราทำเองปริมาณมากต้องช่วยกัน ตอนนี้คนจีนกำลังเดินตามรอยกันมากิน ก็ต้องปรับตัวเองเพิ่มเมนูภาษาจีนเข้าไป ฝรั่งมาก็ยิ้มชี้มือ…ได้กิน (หัวเราะ)”

เมนูขายดีที่สุดของร้านคือ แกงเขียวหวานไก่ แกงเผ็ดเนื้อ ราดข้าวหรือราดขนมจีน และวันลอยกระทงขายดีที่สุด…ดังนั้น ก่อนกินต้องจ่ายเงินก่อนทุกจาน…

ภาพที่เห็นประจำคือ นักเรียน นักศึกษา มานั่งกันเป็นกลุ่มๆ คนทำงาน แม่บ้าน หรือพ่อบ้าน ที่เลิกงานก็ถอดสูทเดินเข้าตลาดทองคำ เรียกว่าเป็นลูกค้าประจำ แวะซื้อข้าวแกงแถมผักสดฟรีๆ หิ้วกลับบ้าน ด้วยวางใจในคุณภาพคับแก้วของ…ร้านขนมจีน-ข้าวราดแกงสันป่าข่อย เชียงใหม่ ป้าสุมิตรา

อยากลองขนมจีน-ข้าวราดแกง อร่อย ดี มีคุณภาพ ราคาประหยัด เชิญได้ทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์ และเทศกาลสงกรานต์ 3 วัน ที่ป้ามิตรจะหยุดให้เด็กๆ ไปเล่นสาดน้ำตามประเพณี หรือจะโทรศัพท์สอบถามเส้นทางกันได้ที่ โทรศัพท์ (086) 731-5495

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

อึ้ง! ข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ในกรุง “อิ่มละ 30 บาท” ขายนาน 8 ปี ขวัญใจคนงบน้อย

เมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ในยุคที่ข้าวของทุกอย่างพาเหรดกันขึ้นราคา ทำให้ค่าครองชีพทะยานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ทว่ายังมีร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสันขอสวนกระแสขายข้าวราดแกงบุฟเฟ่ต์ คอนเซ็ปต์ตักกินไม่อั้น อิ่มละ 30 บาท แถมมีขนมหวานเสิร์ฟด้วย เจ้าของร้านคือ คุณไพบูลย์ แจงอุไร ขอแหวกกฎการทำธุรกิจด้วยการขาย ที่ไม่หวังผลกำไรสูงสุด

เสิร์ฟ 15-20 เมนู/วัน

ปรุงสดใหม่ ใช้แต่ของดี

คุณไพบูลย์ แจงอุไร ปัจจุบันอายุ 58 ปี ใครๆ แถวริมบึงมักกะสัน ต่างเรียกขานว่า ป้าต้อย ก่อนจะมาเป็นแม่ค้าขวัญใจคนรายได้น้อย พื้นเพเกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2538 เข้ามาค้าขายขนมหลายอย่าง อาทิ ขนมครก ข้าวโพดคั่ว จนกระทั่ง พ.ศ. 2551 ตัดสินใจเปิดร้านขายข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ ด้วยเหตุผลอยากให้คนมีรายได้น้อยได้กินของดี จ่ายในราคาถูก

“ที่มาของข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท เกิดจากน้องชายขับแท็กซี่พาไปดูข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ร้านหนึ่งแถวปทุมธานี ส่วนตัวรู้สึกว่ากับข้าวไม่หลากหลาย ใช้วัตถุดิบไม่ดี ยกตัวอย่าง ผัดกะเพรา ใส่พริกป่น ใส่ใบกะเพราเหี่ยวๆ ผัดผักก็ใช้ผักเก่าๆ ประกอบกับชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเปิดร้านข้าวแกงบุฟเฟ่ต์บ้าง แต่ตั้งปณิธานไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่า”

จากความไม่ประทับใจร้านอาหารร้านนั้น ทำให้ป้าต้อยฝังใจว่า อยากจะทำให้ดีกว่า ตรงนี้จึงเป็นเรื่องราวของธุรกิจข้าวแกงบุฟเฟ่ต์ อิ่มละ 30 บาท

ป้าต้อยเปิดร้าน พ.ศ. 2551 ตั้งอยู่ริมบึงมักกะสัน ข้างโรงพยาบาลบุรฉัตรไชยากร ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมากราว 5,000 บาท ลดต้นทุนด้วยการไม่จ้างคนงาน ไม่ตกแต่งร้าน ทำเองทุกอย่าง โดยมีคู่ชีวิตเป็นผู้ช่วย ตั้งแต่ซื้อของ ทำกับข้าว หุงข้าว ล้างจาน เปิดร้าน ปิดร้าน

“ป้านอน 1 ทุ่ม ตื่นตี 2 ไปตลาดคลองเตยซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหาร เพื่อให้ทันเปิดร้านตั้งแต่ตี 5 เอาใจลูกค้าที่เข้างานเช้า อาทิ คนขับแท็กซี่กะเช้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง พนักงานส่งเอกสาร จะปิดร้านอีกที 4 โมงเย็น กิจวัตรเหล่านี้ทำเองทุกวัน”

สำหรับเมนูที่เจ้าของร้านเตรียมไว้เสิร์ฟในแต่ละวัน ราว 15-20 เมนู ชนิดว่าคนกินไม่เบื่อ ทุกเมนูใช้วัตถุดิบสดใหม่ซื้อจากตลาดวันต่อวัน ไม่มีการใช้ของค้างคืน เพราะร้านนี้ไม่มีตู้เย็นไว้ถนอมอาหาร อุปกรณ์ที่ใช้ตั้งแต่เปิดร้านมา 8 ปี ไม่ว่าจะเป็น กระทะ ตะหลิว หม้อต้ม ทางร้านเลือกใช้แบบปลอดสารตะกั่วทั้งหมด

ทุนวันละ 20,000

ลูกค้ามาทั่วสารทิศ

ป้าต้อย ยกตัวอย่างเมนู มีแกงขี้เหล็ก เต้าเจี้ยวหลน น้ำพริกกะปิ ไข่เจียว ปลาทูทอด แกงเขียวหวาน แกงเผ็ด ผัดกะเพรา ลาบหมู ผัดบวบ ไข่พะโล้ ผัดผักบุ้งไฟแดง ต้มจับฉ่าย แกงส้ม ผัดผักบุ้งจีน ต้มผักกาดดอง ผัดผักกาดดองใส่ไข่ ผัดผักคะน้า ผัดพริกแกงถั่ว ผัดหมี่กะทิ พะแนงหมู ชะอมชุบไข่ ผัดกุยช่าย ผัดถั่วงอกใส่เต้าหู้ ผัดฟักทอง ผัดสายบัว ฯลฯ ยังมีขนมที่สลับหมุนเวียนไป สาคูเปียก กล้วยบวชชี ฟักทองแกงบวด รวมมิตร

วัตถุดิบที่ใช้ในแต่ละวัน ป้าแจกแจงคร่าวๆ ว่า ใช้แก๊สวันละ 5 ถัง (ถังละ 15 กิโล) ไข่ไก่เบอร์ 0 วันละ 30 แผง ข้าวเสาไห้เกรดกลางๆ วันละ 65 กิโลกรัม เนื้อหมู 50 กิโลกรัม เนื้อไก่ 50 กิโลกรัม ผักต่างๆ 100 กิโลกรัม น้ำมันปาล์ม 18 ลิตร นอกจากนั้น ยังมีเครื่องปรุง พริก น้ำตาลทราย น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำมันหอย กะปิ เครื่องแกง รวมๆ แล้วใช้เงินลงทุนต่อวัน ราว 20,000 บาท

“ทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพกลางๆ ไปจนถึงคุณภาพดี ยกตัวอย่าง พริกแกง และกะปิ จะสั่งซื้อจากร้านที่ขายส่งให้กับโรงแรม 4 ดาว ส่วนเครื่องปรุงรส ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาลทราย ใช้เฉพาะยี่ห้อดังมีเครื่องหมาย อย. เท่านั้น”

ด้านกลุ่มลูกค้า เจ้าของร้าน เผยว่า หลากหลายมาก มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย วัยรุ่น ไปจนถึงผู้สูงอายุ ตั้งแต่ขับรถหรูราคาหลายล้าน ขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ม้าเร็วส่งเอกสารชวนกันมาทีละหลายคน บางคนมาไกลจากห้วยขวาง รังสิต บางนา นครนายก ยกขบวนกันมา 30-40 คัน จอดมอเตอร์ไซค์ยาวเต็มหน้าร้าน แต่ละวันมีลูกค้าเข้า-ออก ราว 500 คน

“ลูกค้าทุกคนที่มาทาน ตักข้าว ตักกับข้าวพูนจาน บางคนลุกเติมแล้วเติมอีก สูงสุดที่เคยเห็นคนเดียวเติม 4 รอบ แต่น่าชื่นใจว่าทุกคนกินหมดเกลี้ยงไม่มีใครกินเหลือ แค่มองเห็นคนกินข้าวอิ่ม ควักจ่ายแล้วยังมีตังค์เหลือเท่านี้ก็อิ่มใจแล้ว”

บุฟเฟ่ต์ ยิ่งขายได้เยอะ

กำไรก็จะเพิ่มขึ้นเอง

สาเหตุที่ร้านนี้ขายอาหารถูกได้ เจ้าของเผยหมดเปลือกว่า ทางร้านไม่จ้างลูกน้อง ไม่เสียค่าเช่าสถานที่ ไม่เสียค่าแต่งร้าน ไม่ได้ติดแอร์ ทุกอย่างทำเองหมด ยอมรับว่าเหนื่อยมาก บางวันล้างจานจนมือบวม กำไรก็น้อย แต่ดีใจที่เห็นลูกค้าได้กินของดี ราคาที่ทุกคนจ่ายได้

ป้าต้อย เสริมว่า ส่วนตัวเป็นคนประหยัด ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ชอบเที่ยว ไม่เล่นการพนัน ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็น ทำให้บางวันไม่ได้ใช้เงินเลย ข้าวก็กินที่ตัวเองขาย ไม่ค่อยเจ็บป่วย ดังนั้น จึงมีเงินเหลือเก็บพอจะซื้อสินทรัพย์ด้วยเงินสด เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์

ลงทุนวันละ 20,000 บาท แถมขายถูก แบบนี้มีกำไรไหม ป้าต้อย ยืนยันว่า มีกำไรจริงๆ เฉพาะวันจันทร์วันเดียว หักลบต้นทุน กำไรก็ 7,000 แล้ว

“ป้าเพิ่มทางเลือกให้คนมีรายได้น้อยได้ทานอาหารอร่อย จ่ายในราคาถูก ยิ่งลูกค้าเยอะมากเท่าไหร่ ป้ายิ่งได้กำไรเยอะ เพราะบุฟเฟ่ต์เป็นการขายจำนวน ถัวเฉลี่ยกันระหว่างคนทานมาก กับ คนทานน้อย และที่สำคัญ เอากำไรน้อย”

ป้าต้อย บอกต่อว่า วันจันทร์จะขายดีที่สุด เป็นวันที่ลูกค้าเยอะมาก ช่วงเที่ยงถนนติดขัดทั้งขาเข้า ขาออก หักลบต้นทุน กำไร 7,000 บาท ส่วนวันอื่นๆ เฉลี่ย 2,000-3,000 บาท แค่นี้ก็พออยู่ได้ ดีกว่าไม่มีรายได้เลย

ปัจจุบัน ร้านนี้เปิดมาแล้ว 8 ปี มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักของบรรดาคนมีรายได้น้อยไปทั่วสารทิศ แน่นอนว่าหากรสชาติไม่อร่อย หรือของไม่ดีจริง ก็คงไม่เปิดมานานขนาดนี้ นี่คือหัวใจบริหารแบบไม่กลัวขาดทุน ที่เจ้าของร้านมีชื่อว่า ไพบูลย์ แจงอุไร

50 full อิ่ม-อร่อย แบบ “พอเพียง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รายงานพิเศษ

50 full อิ่ม-อร่อย แบบ “พอเพียง”

“…เขาบอกชอบตรงไม่ต้องคิดว่ากลางวันนี้จะทานอะไร เพราะร้านเราคิดให้แล้ว และราคานี้เท่านี้คุ้มค่าจ่ายได้ มีทั้งน้ำสมุนไพร ชา-กาแฟ-ขนมหวาน ใน 1 มื้อ นับว่าถูกใจ”

“ยุคอะไรก็แพง อาหารอร่อยในราคา 50 บาท พร้อมบริการครบวงจร 50 full ตอบโจทย์คุณได้”

คือ นิยามของกิจการ “50 full (ฟิฟตี้ ฟูล) อาหารอร่อย” หรือ “ร้าน 50 บาท” ที่ลูกค้าประจำในละแวกมักเรียกขานกันแบบนั้น

ร้าน 50 บาท เพิ่งฉลองครบ 2 ปีไปเมื่อเดือนก่อน

หุ้นส่วนคนสำคัญของธุรกิจขนาดเล็กแต่มีรายละเอียดน่าสนใจไม่น้อยเลยรายนี้ เกริ่นบทสนทนาไว้ว่า จุดเริ่มต้นเพียงแค่อยากมีงานอดิเรก ทำกันเองแบบเน้นความสนุก

ไม่คิดว่าผลตอบรับจะดีขึ้นเรื่อยๆ ภายในเวลาไม่นานและก้าวมาไกล…ถึงจุดนี้

งานอดิเรกของมนุษย์เงินเดือน

ข้าว + ปลาทับทิมนึ่งมะนาว, ข้าว + สันคอหมูอบพริกไทยดำ, เส้นใหญ่คั่วเฟรนช์เบคอน, สปาเกตตีไวท์ซอสทูน่า, พาสต้าเห็ดแชมปิยองและไส้กรอกแฟรงก์เฟิร์ตเตอร์บุชเชอร์, ข้าว + ซาบะต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น, สเต๊กหมูพริกไทยดำเสิร์ฟคู่สปาเกตตีโบลองเนสหมู

คือส่วนหนึ่งของรายการอาหาร ที่ทางร้าน 50 full สรรหามานำเสนอไม่ซ้ำกัน แต่วันหนึ่งๆ จะทำออกมาไม่เกิน 4-5 รายการเท่านั้น

โดยลูกค้าที่มาอุดหนุนทุกท่าน สามารถเลือกเครื่องดื่มหลากหลาย อาทิ เก๊กฮวย ลำไย ชาดำเย็น น้ำอัญชันมะนาว กาแฟร้อน ชาร้อน ฯลฯ ได้ตามอัธยาศัยชนิดไม่อั้น ในรูปแบบของการบริการตัวเอง

เสร็จจากจานหลักแล้ว ยังมี “ของหวาน” ไม่ซ้ำวันเสิร์ฟปิดท้าย และถึงแม้ปริมาณจะไม่มากอย่างที่เคยชินกัน แต่ก็พอได้ล้างปาก และที่สำคัญ รสชาตินั้นหลายคนถึงกับเอ่ยชมว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

“50 full คือ จ่าย 50 บาท ก็อิ่มได้ ได้แนวคิดมาจากคำว่า ห้าสิบ-ห้าสิบ ผู้บริโภคได้ 50 ผู้ผลิตได้ 50 เป็นทางสายกลางของพระเจ้าอยู่หัว คือ เศรษฐกิจพอเพียง” คุณแอ็ค-ปิยะ จันทร์มุข หุ้นส่วนของกิจการ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลลูกค้าเป็นหลัก เริ่มต้นอย่างนั้น

ก่อนคุยให้ฟังต่อ ความจริงแล้วธุรกิจหลักของเขาและหุ้นส่วน คือ คุณจิ๋ม-นิสากร รอดเจริญ คือ ให้เช่าไฟเพื่อใช้ในการถ่ายละคร-ภาพยนตร์ ซึ่งทำมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ล่าสุด ได้มาเช่าบ้านเดี่ยวในซอยเทศบาลนิมิตใต้ 22 ย่านประชานิเวศน์ 1 ทำเป็นออฟฟิศติดต่องาน

ประกอบกับทาง คุณโฟล์ค-เมธัส เรืองจุ้ย ลูกชายของคุณจิ๋ม เพิ่งเรียนจบปริญญาตรี จากคณะคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ออกมาพอดี จึงหารือกันช่วงกลางวันน่าจะลองทำอาหารขายดู เพราะไหนๆ ก็ทำทานกันเองเป็นประจำอยู่แล้ว

“พวกผมจัดอยู่ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน ซึ่งปกติเวลาจะหาอะไรทานแต่ละครั้งตัวเลือกมันมีน้อย เลยชอบทำทานกันเองและคิดอยากทำให้พนักงานออฟฟิศคนอื่นได้มีโอกาสทานอาหารที่มีประโยชน์ ที่ไม่ใช่อาหารตามสั่งบ้าง ในราคาแค่นี้ เป็นอาหารเหมือนตามร้านอาหารจริงๆ มีคุณภาพ ใช้วัตถุดิบที่ดี และไม่ใส่ผงชูรส” คุณแอ็ค ย้อนที่มา

ขาประจำตรึม

สนุกที่ได้ทำ

หุ้นส่วนกิจการ 50 full ท่านเดิม บอกด้วยว่า เปิดร้านช่วงแรก ไม่คิดว่าจะมีคนมาทานด้วยอะไรมากมาย วันหนึ่งได้ลูกค้า 5-6 คนพอ แฮปปี้แล้ว เพราะไม่เคยทำป้ายบอกทาง มีแค่กระดานดำแผ่นเล็กๆ วางไว้หน้าร้านบอกวันนี้มีจานเด็ดอะไรบ้าง

อีกทั้งบ้านเช่าที่ทำเป็นทั้งออฟฟิศและร้านอาหารนี้ ก็ตั้งอยู่ในซอยลึก ไม่มีถนนเส้นหลักผ่าน วิธีการประชาสัมพันธ์ตัวเองให้เป็นที่รู้จัก จึงใช้เฟซบุ๊กเป็นสำคัญ รวมทั้งการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน เริ่มมีลูกค้าขาจร ซึ่งเป็นพนักงานออฟฟิศในละแวก วอล์กอินเข้ามาทดลองชิม กระทั่งติดใจในรสชาติ การบริการ รวมทั้งบรรยากาศร้าน จนกลายเป็นลูกค้าประจำอุดหนุนกันแทบทุกวันติดต่อกันนานเป็นปีเลยก็มีหลายราย

“รสชาติอาหารนับเป็นตัวดึงดูดสำคัญ จนมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งทานกันติดต่อกันแทบทุกวันตลอดทั้งปี เคยถามเหมือนกันว่าทำไมมาประจำ พวกเขาบอกชอบตรงไม่ต้องคิดว่ากลางวันนี้จะทานอะไร เพราะร้านเราคิดให้แล้ว และราคานี้เท่านี้คุ้มค่าจ่ายได้ มีทั้งน้ำสมุนไพร ชา-กาแฟ-ขนมหวาน ใน 1 มื้อ นับว่าถูกใจ” คุณแอ็ค ว่าอย่างนั้น

ย้อนกลับไปดูเมนูตัวอย่างที่ยกมาตอนต้น หลายคนคงสงสัย ทำออกมาขายแล้วจะมีกำไรเหลือจากตรงไหน คุณแอ็ค บอก ใช้วิธีการเฉลี่ย อย่างวันหนึ่ง มี 4 เมนู เมนูหนึ่ง-สอง อาจไม่มีกำไร แต่เมนูสาม-สี่ มีกำไรนิดหน่อย

ส่วนน้ำดื่มที่ให้ทานได้ไม่อั้นก็ใช้วิธีการเฉลี่ย บางคนทานแต่น้ำเปล่า บางคนทานน้ำหวานก็จริงแต่อย่างมากไม่เกินคนละแก้วสองแก้ว กาแฟ-ชา บางคนก็ไม่ทาน

นอกจากนี้ บ้านก็ต้องเช่าทำเป็นออฟฟิศอยู่แล้ว ขณะที่แรงงานในร้าน ทั้งเชฟ-แม่ครัว-เด็กเสิร์ฟ ไม่ได้จ้างใคร ทำกันเองหมด ธุรกิจจึงดำเนินมาได้ถึง 2 ปีเศษแล้ว

“กำไรแทบไม่มี แค่พออยู่ได้ เพราะวัตถุดิบที่ใช้แต่ละอย่างนั้นต้นทุนค่อนข้างสูง เราทำกัน ทำแบบมีความสุข ไม่ซีเรียส สนุกซะด้วยซ้ำ ขายแค่ 2 ชั่วโมงคือ 11 โมงเช้าถึงบ่าย 2 จันทร์-ศุกร์ เท่านั้น เพราะคนทานกลางวันมีเวลาแค่นี้ เราเองมีเวลาแค่นี้เหมือนกัน เพราะต้องไปทำงานหลักของตัวเองด้วย หลายคนยุให้เปิดขายตอนเย็น ขยายเวลาขายอีกหน่อย แต่กำลังเราไม่ไหว ทำได้แค่นี้แหละครับ” คุณแอ็ค บอกยิ้มๆ

อาหารไทยยุคเก่า

มีให้ลองชิม

หันมาพูดคุยกับ คุณโฟล์ค-เมธัส เรืองจุ้ย ฉายาที่ลูกค้าประจำทราบกันดีคือ “เชฟหนวด” กันบ้าง เริ่มต้นให้ฟัง จบปริญญาตรี ด้านคหกรรมศาสตร์ มาได้ 3 ปีแล้ว ระหว่างนั้นได้ไปเรียนเสริมด้านอาหารนานาชาติ จากศูนย์ฝึกอาชีพของเขตบางพลัด

เหตุผลที่มาทำร้านในรูปแบบ 50 full เพราะคุณแม่ของเขามีฝีมือด้านการทำอาหารและคิดอยากทำร้านอาหารเป็นทุน ประกอบกับตัวเขาเองก็ร่ำเรียนมาทางนี้ จึงอยากลงทุนดู

เกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ในครัว เชฟหนวด แห่งร้าน 50 full บอก คุณแม่ของเขา ถนัดทำอาหารไทยยุคเก่า ที่ไม่ค่อยมีใครทำขายหรือกระทั่งถึงขั้นหลงลืมกันไปแล้ว อย่าง แกงอ่อมมะระปลาดุกนา ไก่ผัดตะไคร้ ป่นปลาทู แกงคั่วสับปะรด คั่วกลิ้งปลากราย ฯลฯ ส่วนเขา มีจานเด่นเป็นประเภทอาหารฝรั่ง เช่น สลัด พาสต้าหน้าต่างๆ สเต๊กหมู-เนื้อ เป็นต้น

“เมนูแต่ละวันแบ่งกันทำ บางวันผมทำทั้งหมด บางวันแบ่งกันทำ และจะช่วยกันคิดด้วยว่ารุ่งขึ้นจะขายอะไร ทำร้านอาหารแบบนี้สนุก เพราะได้คิดตลอดเวลา ดีกว่าทำออกมา 50 เมนู อยู่ทุกวัน สู้ทำวันละ 4 เมนู เปลี่ยนไปเรื่อยๆ 4 เมนู 5 วัน 20 รายการ 1 เดือน 80 รายการ 2 ปี มีกี่ชนิดแล้วครับ ไม่น้อยนะ มันถึงสนุก” คุณโฟล์ค ว่าให้ฟัง

ถามถึงตัวขายเด่น เจ้าของฉายา เชฟหนวด บอก ส่วนใหญ่ถ้าทำอาหารฝรั่ง เมนูจานปลา จานเนื้อ ออกมา มักขายหมดเร็วทุกครั้ง

นึกสงสัยงานอดิเรกของพวกเขานี้ มีอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน เชฟหนวด เผย ราคาของวัตถุดิบแต่ละวันมักไม่เท่ากัน ฉะนั้น จึงต้องเลือกวัตถุดิบที่ดี มีคุณภาพ ราคาไม่แพงมาก เพื่อให้ร้านอยู่ได้ด้วย

“ตกเย็นผมกับคุณแม่จะช่วยกันดูว่าซัพพลายเออร์ของเรามีวัตถุดิบอะไรน่าสนใจบ้าง จากนั้นจึงค่อยมาคิดเมนูว่าวันรุ่งขึ้นจะทำอะไรออกมาขาย พูดง่ายๆ คือ ต้องเห็นของก่อนถึงค่อยคิดเมนู ไม่ใช่ไปซื้อของแล้วค่อยมาทำ แบบนั้นมันคุมราคาไม่ได้” เชฟหนวด เผยเทคนิคส่วนตัว

ก่อนฝากทิ้งท้าย

“อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ไม่ได้ตั้งเป้าหมายร่ำรวยมากมายอะไร อยากทำอาหารแบบมีความสุข คนทานมีความสุข ทุกครั้งที่มาร้านเราแล้ว พวกเขามีความสุขกลับไป พอแล้วครับ”

……………

ร้าน 50 full อาหารอร่อย เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-14.00 น. จันทร์-ศุกร์ ตั้งอยู่ในซอยเทศบาลนิมิตใต้ 22 หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

ท่านใดอยากไปอุดหนุน แนะนำให้โทรไปจองโต๊ะกันก่อน ที่ (02) 589-5677 หรือ http://www.facebook.com/50 full อาหารอร่อย