เมื่อนักพยากรณ์ เปิด “แฟรนไชส์หินสี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

แฟรนไซส์โซน

สดุจตา

เมื่อนักพยากรณ์ เปิด “แฟรนไชส์หินสี”

“กลุ่มลูกค้าที่ศรัทธาพลังของหินมีมานานแล้ว ซึ่งเมื่อนำหลักพยากรณ์เข้าไปใช้ร่วมกับการทำธุรกิจค้าขายหินสี ทำให้เกิดเป็นความประทับใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกค้าเอ่ยบอกว่าสนใจจะทำธุรกิจนี้บ้าง ซึ่งก็ประจวบกับผมเคยพูดคุยเรื่องระบบแฟรนไชส์กับสมาคมธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งก็สามารถนำมาใช้กับธุรกิจหินสีได้ จึงเริ่มต้นวางระบบขึ้นมา”

หลังจากที่ได้เข้าไปพูดคุยกับกูรูด้านหินสี คุณอรรถพล น้อยวงศ์ หรือ “หมอมีน” นักพยากรณ์ชื่อดังได้เล่าถึงอีกหนึ่งเส้นทางธุรกิจหินสี กับการเปิดระบบแฟรนไชส์ให้ผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ โดยดำเนินการมากว่า 2 ปีแล้ว โดยมีผู้สนใจเข้ารับอบรมนับสิบคน

สู่เส้นทางนักพยากรณ์

หินสี ผสานโหราศาสตร์

แฟรนไชส์หินสี ชื่อนี้อาจฟังดูใหม่ในระบบขยายธุรกิจ ด้วยเพราะปัจจุบันยังไม่เห็นผู้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ แต่ทว่ากับผู้จำหน่ายหินสี ต้องบอกว่าเยอะ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จริงและสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจุด นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งให้หมอมีนลงมาสู่สนามแฟรนไชส์ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้สนใจอย่างจริงจัง

“ก่อนเข้าวงการโหราศาสตร์ ก่อนจะเดินสู่เส้นทางนักพยากรณ์ ผมศึกษาจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าทำงานในตำแหน่งเซลส์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ความเป็นนักธุรกิจจึงมีอยู่ในตัว และผมก็มองว่าผมเป็นนักธุรกิจโหราศาสตร์ และก็ยังมองด้วยว่าทุกอย่างสามารถขับเคลื่อนเป็นธุรกิจได้ แต่ต้องมีความจริงจังและจริงใจต่อลูกค้า จึงจะเรียกได้ว่าเป็นนักธุรกิจที่ดี”

ฉะนั้น เมื่อวันหนึ่งหันเหชีวิตมาสู่เส้นทางโหราศาสตร์ โดยเริ่มต้นศึกษาไพ่ทาโรต์ จนเกิดความรู้และประสบการณ์ หมอมีนจึงไม่หยุดกับการพัฒนาตัวเองไปสู่การศึกษาในศาสตร์อื่นๆ ตามมาทั้ง หลักการตั้งชื่อ ตัวเลข เบอร์โทรศัพท์ ฮวงจุ้ย และสิ่งที่สนใจมากไม่แพ้กันคือ หินสี หรือ หินมงคล

หินสีคือความชอบที่ต้องพ่วงความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปด้วย นั่นคือ หลงรัก จนเกิดความต้องการเรียนรู้อย่างจริงจัง ทั้งจากผู้เชี่ยวชาญและศึกษาด้วยวิธีขวนขวายจากแหล่งข้อมูลอื่นประกอบ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อความรู้ถึงพร้อมจึงนำการทำนายหินผนวกเข้ากับศาสตร์การพยากรณ์ จนเกิดเป็นอีกสาขาหนึ่งของการทำนายให้กับผู้สนใจและศรัทธาในพลังของหิน ไปพร้อมๆ กับการรับซื้อหินพลังจากผู้จัดจำหน่ายที่นำเข้าสินค้าจากประเทศบราซิล และจีน เพื่อส่งมอบสู่มือลูกค้า

“กลุ่มลูกค้าที่ศรัทธาพลังของหินมีมานานแล้ว ซึ่งเมื่อนำหลักพยากรณ์เข้าไปใช้ร่วมกับการทำธุรกิจค้าขายหินสี ทำให้เกิดเป็นความประทับใจ จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกค้าเอ่ยบอกว่าสนใจจะทำธุรกิจนี้บ้าง ซึ่งก็ประจวบกับผมเคยพูดคุยเรื่องระบบแฟรนไชส์กับสมาคมธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งก็สามารถนำมาใช้กับธุรกิจหินสีได้ จึงเริ่มต้นวางระบบขึ้นมา เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว โดยกำหนดค่าแฟรนไชส์ไว้ 30,000-50,000 บาท เพราะตรงนี้ต้องขึ้นอยู่กับสินค้า (หินสี) ที่เขาจะรับไปจำหน่ายด้วย”

ดูดวง เลือกผู้ร่วมทาง

สร้างธุรกิจไปด้วยกัน

ก่อนจะกล่าวถึงรูปแบบแฟรนไชส์ หมอมีน ขอเล่าถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกแฟรนไชซี ซึ่งฟังแล้วแตกต่างจากธุรกิจอื่น นั่นคือ ต้องขอตรวจดวงชะตาว่าเหมาะกับการทำธุรกิจนี้หรือไม่

“ส่วนใหญ่ผู้สนใจธุรกิจนี้คือลูกค้าที่เข้ามาดูดวงกับผม ฉะนั้น ความรู้ด้านโหราศาสตร์ที่ผมมีจึงต้องขอนำมาใช้กับผู้สนใจธุรกิจนี้ก่อน โดยดูซิว่าเขาเหมาะกับอาชีพนี้หรือไม่ เพราะคนจะทำธุรกิจนี้ได้ไม่ใช่แค่เป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่หวังผลกอบโกย แต่ต้องรักจริง ยิ่งในภาวะนี้มีเรื่องกระแสเข้ามา หากมองว่าจะทำธุรกิจเพียงตอบโจทย์กระแส ก็คงไม่ต้องอาศัยความลึกซึ้งอะไร แต่ถ้าจะขายองค์ความรู้ เขาต้องมีใจใฝ่รู้ ซึ่งส่วนหนึ่งผมมอบให้ด้วยวิธีผ่านการอบรม พร้อมจัดแจกเอกสารให้ แต่ส่วนสำคัญเขาต้องศึกษาเองด้วย ต้องหาความรู้เพิ่มเติมตลอด”

ระยะเวลาอบรมกำหนดไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง โดยเนื้อหาหลัก ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับพลังของหิน การดูสินค้า โดยเฉพาะการเลือกหินพลังให้เหมาะกับผู้สวมใส่ ซึ่งหลักสำคัญจะอยู่ที่ 3 หัวใจหลักคือ ตอบโจทย์ด้านการงาน การเงิน และความรัก

“หลักการสอนจะเริ่มต้นพื้นฐานหลักๆ ที่ผู้ประกอบการควรรู้ แต่ผมจะจัดทำเอกสารประกอบ เพื่อนำไปศึกษาทำความเข้าใจ ซึ่งหากสงสัยไม่เข้าใจประการใด ก็ติดต่อเข้ามาสอบถาม ผมว่าการได้ลงมือทำจะเกิดประสบการณ์ตรง ฉะนั้น จึงไม่เน้นสอนนาน แต่พุ่งไปที่เนื้อหา ซึ่งการอบรมจะเป็นแบบตัวต่อตัว เว้นว่าถ้าเขาทำธุรกิจร่วมกัน จะมาฟัง 2 คน ผมก็ยินดีนะ ขอแค่จริงใจต่อกัน”

จากความรู้ที่มอบให้ กับค่าแฟรนไชส์ระบุไว้ยังหมายรวมถึงสินค้า นั่นคือ หินสีที่พร้อมนำไปจำหน่าย โดยหมอมีน กล่าวว่า หากค่าแฟรนไชส์ 50,000 บาท จะได้หินสีนำไปจำหน่ายประมาณ 30-40 ชิ้น ส่วนราคาขายหน้าร้านขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายแวดล้อม ซึ่งหากคำนวณแล้วราคาไม่ต่ำกว่าชิ้นละ 3,000 บาท

“เปิดแฟรนไชส์มาได้ราว 2 ปี มีผู้เข้าอบรมรับความรู้ไปแล้วประมาณ 20 คน โดยมีทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ต่างจังหวัดค่อนข้างสูงกว่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เขานิยมนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริม โดยวิธีขาย ถ้าเป็นเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว อาจต้องพูดถึงทำเลตั้งร้าน เพราะสำคัญมาก แต่มาในยุคนี้คงต้องพูดเรื่องช่องทางจำหน่าย ซึ่งมีหลายช่องทางมาก โดยไม่จำเป็นต้องผ่านหน้าร้าน แต่สามารถขายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก อาทิ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเพื่อเป็นการการันตีทั้งกับตัวผู้จำหน่าย และการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับใบรับรองผ่านการอบรม เพื่อเป็นเครื่องหมายการันตีและป้องกันการแอบอ้าง”

ธุรกิจแห่งศรัทธา

โตได้ แม้ไม่กระแส

ทั้งนี้ กับส่วนของสินค้าที่นำมาจำหน่าย จะมั่นใจได้อย่างไรว่าแฟรนไชซีซื่อสัตย์กับการซื้อสินค้าจากบริษัทแม่ หรือเรียกว่าซื้อจากมือหมอมีนโดยตรง

กับคำถามนี้ หมอมีนชี้แจงดังนี้ “จริงๆ ต้องบอกว่า เหนือการควบคุม แต่ว่า อย่างได้กล่าวข้างต้นคือ ผมขอคัดเลือกผู้เข้ามาร่วมธุรกิจ แล้วมีการตกลงกันด้วยสัจจะ ขอให้เขาจริงใจต่อตัวเองและลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบผู้ร่วมธุรกิจรายใดไม่ซื่อสัตย์นะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมทำธุรกิจนี้มาตั้งแต่หินสียังไม่โด่งดังเป็นพลุอย่างทุกวันนี้ กลุ่มลูกค้าเข้ามาซื้อ จึงอยู่ในกลุ่มผู้ศรัทธาจริงๆ และกลุ่มนี้คือผู้รู้ หลอกเขาไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งผู้ซื้อสมัยนี้เขามีความฉลาดพอ หากจะซื้อสินค้าราคาสูง ย่อมต้องศึกษาในตัวผลิตภัณฑ์ก่อนอยู่แล้ว”

จากกระแสหินสี ความศรัทธา มาเป็น แฟชั่น ทำให้บูมจนถึงขั้นไปไหนๆ ก็จะเจอร้านจำหน่ายสินค้าประเภทนี้เกลื่อนตา และก็เช่นเดียวกัน กับผู้สวมใส่ก็มีมากขึ้นๆ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ ส่งผลดีต่อธุรกิจเช่นไร และในอนาคตจะมีโอกาสวูบหายดังเช่นหลายๆ ธุรกิจเคยประสบมาหรือไม่

ทั้งนี้ หมอมีนแสดงความคิดเห็นไว้ว่า “ตอนก้าวเข้ามาสู่เส้นทางหินสี ผมไม่ได้มาเพราะกระแส เพราะตอนนั้นไม่มีกระแส แต่ว่าเกิดมาจากความศรัทธาในพลังของหิน ที่มีกลุ่มคนที่เขาชื่นชอบและศรัทธาอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ใช่กลุ่มใหญ่มาก โดยผมขอเปรียบเทียบเช่นว่า ก่อนหน้ากระแส ผู้สวมใส่อาจหลักพันคน แต่ว่าพอเป็นแฟชั่นเข้ามากลายเป็นล้านคน ซึ่งมองในแง่การทำธุรกิจถือว่าดี เพราะยอดขายตามมา แต่คำว่ากระแส วันหนึ่งจะจางหายไป ยอดขายก็หายไปด้วย แต่ไม่ตาย เพราะกลุ่มคนศรัทธาจะยังคงอยู่ และกระแสก็คือแรงหนุนให้เกิดกลุ่มคนรักและศรัทธาเพิ่มขึ้น”

ท้ายสุด หมอมีน ยังกล่าวถึงการขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ว่า “ผมไม่เคยวางเป้าหมายว่าปีนี้จะเปิดกี่สาขา ไม่ได้ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมธุรกิจว่ากี่ราย หรือว่าจะต้องจำหน่ายสินค้าได้เท่าไหร่ ใช่ครับผมเป็นนักธุรกิจ แต่ว่าเหนือกว่านั้นคือผมรักในอาชีพนี้ ผมจึงยังคงยินดีทำอยู่ แม้ตัวเลขจะไม่ได้สูงก็ตาม”

สนใจติดต่อ เดินทางไปได้ที่ ร้านหมอมีนพยากรณ์ สถาบันโหราศาสตร์อินเตอร์เพื่อธุรกิจ ห้อง D เลขที่ 105 ตลาดบองมาร์เช่ ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (089) 999-4554, (081) 939-6244 หรือ คลิก http://www.MasterMeen.com, Instagram : mastermeenforyou

มาตรการช่วยเหลือ ส่งตรงถึงกองทุนหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

มาตรการช่วยเหลือ ส่งตรงถึงกองทุนหมู่บ้าน

สวัสดีครับ ผู้ประกอบการ SMEs ที่รักทุกท่าน ก่อนอื่น ผมต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่านครับ ที่ความช่วยเหลือจากภาครัฐ กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ภายใต้การนำทัพของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ที่เริ่มทำงานทันทีโดยให้ความสำคัญกับแผนงานเชิงรุก เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ปลุกกำลังซื้อให้กลับคืนมาอีกครั้ง ด้วยการเริ่มวางกรอบในการแก้ปัญหาทันที จุดประกายความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคธุรกิจ และ ผู้ประกอบการ SMEs ทันที

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2558 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนในระดับชุมชน และกระจายความเจริญเติบโตไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และมาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กของรัฐบาลทั่วประเทศ เพื่อให้การใช้จ่ายภาครัฐสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไป

หนึ่งในมาตรการที่กระทรวงการคลังนำเสนอ โดยพิจารณาเห็นว่าจะเป็นแนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจทางหนึ่งคือ มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน

แนวคิดและวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือ การให้สินเชื่อกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่ได้รับการจัดชั้นเป็นกองทุนระดับ A และ B จากสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กองทุนละไม่เกิน 1 ล้านบาท

มีเพียงเงื่อนไขเดียวของการให้ทุนสนับสนุนคือ ไม่ให้กองทุน Refinance หนี้เดิม เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานให้กับกองทุน โดยยังกำหนดวงเงินสนับสนุนไว้ถึง 60,000 ล้านบาท ประกอบด้วยวงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสิน 30,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อีกจำนวน 30,000 ล้านบาท

ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอนั้น ได้กำหนดให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อกับกองทุน เป็นระยะเวลาถึง 7 ปี นับจากวันลงนามในนิติกรรมสัญญา และดำเนินการทำนิติกรรมสัญญา และกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้กองทุน ให้สินเชื่อกับสมาชิกกองทุน โดยมีเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยคือ ในปีที่ 1-2 กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี ส่วนในปีที่ 3-7 ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับต้นทุนทางการเงิน (Financing Cost) บวกด้วย ร้อยละ 1.0 ต่อปี

ผมเกาะติดเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เรียกว่า ลุ้นตามไปด้วยครับ เพื่อนำเรื่องราวดีๆ มาบอกต่อกับท่านผู้ประกอบการ SMEs นอกเหนือจากที่ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ความช่วยเหลือ โดยช่วยในด้านการค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

ผมเชื่อมั่นว่า รัฐบาล ยังเตรียมพิจารณาอีกหลายมาตรการ เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs อย่างเต็มที่ อย่างน้อยๆ การขับเคลื่อนในการให้ความช่วยเหลือ SMEs ผ่านโครงการสินเชื่อประชาชนสุขใจ ของธนาคารออมสิน โดยมี บสย. ค้ำประกัน 100 เปอร์เซ็นต์ ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรก จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้นในเวลานี้ หากมีความคืบหน้าเรื่องการให้ความช่วยเหลือ SMEs มิสเตอร์ บสย. จะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ พบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดี และร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่านครับ

เอาที่สบายใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

เอาที่สบายใจ

บางทีป้าก็คิดนะ…ใครๆ ก็มักจะบอกว่าโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ Gen M, Gen Y, Gen Z เจเนอเรชั่นอะไร ก็แล้วแต่จะบัญญัติศัพท์กันมา ซึ่งมักจะหมายถึงคนหนุ่มสาวที่เพิ่งจบและเพิ่งเริ่มต้นทำงาน อายุอานามอยู่ที่ช่วง 20-30 ปี คนเหล่านี้จะเต็มไปด้วยพลัง ความฝัน ความหวัง และแรงบันดาลใจ พร้อมจะเปลี่ยนแปลงโลก

ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรธุรกิจอย่างแท้จริง แล้วเขาจะเอา Gen XYZ แบบเราไปไว้ไหนกัน??? ฮา พร้อมเช็ดน้ำตาแพล็บ…โดยเฉพาะคนรุ่น (ที่) XYZ (กำลังดัง) ที่ทำงานเป็นลูกจ้างในองค์กร เมื่ออายุอานามย่างเข้าเลข 5 ขึ้นไป พวกลุงๆ ป้าๆ ก็ต้องเริ่มคิดนะว่า มีเงินออมสะสมไว้ไช้ ได้เท่าไหร่แล้ว?

แจ็ค หม่า นักธุรกิจชาวจีน เจ้าของ อาลีบาบา อีคอมเมิร์ซ ผู้กำลังโด่งดัง และเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกไปแล้ว ซึ่งกว่าจะมาเป็นอภิมหาเศรษฐีนั้น ได้ล้มลุกคลุกคลานแบบชีวิตเปื้อนฝุ่นมาแล้ว เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับช่วงอายุของคนเรากับการทำงานไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งตรงนี้ต้องขออนุญาตขอบคุณใครก็ตาม ซึ่งหาต้นตอไม่เจอ ที่ได้ถอดความจากบทสัมภาษณ์แล้วโพสต์ส่งต่อกันในโซเซียลเน็ตเวิร์ก และป้าขอนำมาเล่าต่อให้ผู้อ่านเส้นทางเศรษฐีฟังดังนี้

แจ็ค หม่า บอกว่า “ช่วงก่อนอายุ 20 ปี ให้พยายามเป็นนักเรียนที่ดี และเมื่อเข้าสู่ช่วงทำธุรกิจก็พยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ จากการทำงานและสร้างธุรกิจ ก่อนอายุ 30 ปี พยายามตามหรือมองหาใครบางคนเพื่อเอาเป็นแบบอย่าง (Idol) และให้เลือกเข้าไปทำงานในบริษัทเล็กๆ ซึ่งสำหรับบริษัทใหญ่ๆ นั้น เหมาะสำหรับการเรียนรู้ระบบต่างๆ เพราะคุณจะเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรอันใหญ่ แต่ถ้าคุณได้เข้าไปทำงานที่บริษัทเล็กๆ คุณจะได้เรียนรู้ถึงความน่าหลงใหล เรียนรู้กับความฝัน คุณจะได้เรียนรู้หลายๆ อย่างในการทำงานนี้ และก่อนอายุ 30 ปี มันไม่ใช่คุณจะเลือกว่าคุณจะไปทำที่ไหน แต่ควรจะเลือกเจ้านายคนไหนที่คุณควรที่จะตามเขาไปมากกว่า มันสำคัญมากเลยนะครับ เพราะเจ้านายที่ดีจะสอนสิ่งต่างๆ ให้กับคุณแตกต่างออกไป

ส่วนระหว่างอายุ 30 ปีถึง 40 ปีนั้น ต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่า คุณทำงาน เพื่อตัวคุณเอง ถ้าคุณจะเป็นนักธุรกิจก็เริ่มต้นซะช่วงนี้แหละ

เมื่ออายุ 40 ปี ถึง 50 ปี คุณต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณถนัดและเชี่ยวชาญ ไม่ต้องสลับเปลี่ยนงาน ไปเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ เพราะมันค่อนข้างสายไปด้วยโอกาสสำเร็จ ที่มันน้อยมากๆ และล้มเหลวนี่ เยอะมากๆ ซึ่งอายุ 40-50 ปีนั้น ควรคิดว่า คุณจะโฟกัสสิ่งที่คุณถนัดหรือเชี่ยวชาญอย่างไรจะดีกว่า

และเมื่อคุณอายุ 50-60 ปีแล้วนั้น ให้เด็กๆ ทำงานแทนคุณ เพราะว่าคนที่หนุ่มสาวกว่า ทำงานได้เก่งกว่า ไวกว่า และรวดเร็วกว่า จงเชื่อใจ จงไว้ใจพวกเขา ลงทุนให้พวกเขา แสดงสิ่งที่ดีๆ ให้แก่พวกเขา

และเมื่อคุณอายุ 60 ปี คุณควรใช้เวลาให้กับตัวเอง และควรที่จะไปนอนอาบแดด พักผ่อนนะ”

นั่นคือสิ่งที่แจ็ค หม่า แนะนำ ใครอยู่ในอายุช่วงไหน ก็พิจารณากันเอาตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเชื่อเขานะจริงๆ เพราะเส้นทางชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หลายคนอายุย่างเข้า 60 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถเลิกทำงานได้ เพราะไม่มีเงินเก็บพอที่จะไปใช้ชีวิตแบบสุขสบายอย่างนั้น ยังคงต้องอดทนทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพอยู่ แบบนี้น่าเห็นใจ ซึ่งไม่อยากซ้ำเติมว่า เป็นเพราะไม่เห็นความสำคัญในการออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ แต่ก็ยังมีคนวัยเกษียณอีกมาก ที่ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน แต่ยังมีพลังแห่งความมุ่งมั่นในการทำงาน พลังงานยังล้น พลุ่งพล่าน ยังไม่อยากไปนอนอาบแดด พักผ่อน ก็จงสนุกกับการทำงานต่อไปเถอะ อะไรที่มีความสุขก็ทำไป

เอาที่สบายใจค่ะ พี่น้อง

“Daddy pet” ดีไซน์เพื่อน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

Pet”s Business

สดุจตา

“Daddy pet” ดีไซน์เพื่อน้องหมา

ความรักและใส่ใจในพฤติกรรมของสุนัข ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นำมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานทั้งเจ้าของบ้าน และเพื่อนสี่ขา

“Daddy pet” คือเฟอร์นิเจอร์ไม้คุณภาพดี ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของคน และเพิ่มออปชั่นให้กับสัตว์เลี้ยง และนอกจากนั้นแล้ว งานดีไซน์ยังมีรูปลักษณ์เหมาะกับผู้ชื่นชอบตกแต่งบ้าน

สัตว์เลี้ยงบันดาลใจ

เฟอร์ฯ เข้าใจสัตว์เลี้ยง

ผลงานชิ้นนี้ ผ่านการออกแบบโดย คุณเกดสุดา เมธีวิวัฒน์ และ คุณพงศ์ภวัน กฤตพิชญ์นันท์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากพฤติกรรมของเพื่อนสี่ขาที่เลี้ยงไว้

“เรา 2 คนเป็นดีไซเนอร์ โดยคุณพงศ์ภวันทำงานด้านกราฟิก ส่วนดิฉันทำงานเฟอร์นิเจอร์ แต่เหตุให้เราหันมาสนใจทำสินค้าเพื่อสุนัขก็เพราะสังเกตเห็นพฤติกรรมของสุนัขที่บ้านคือ พอเราเดินไปนั่งที่เก้าอี้เขาจะเข้ามาคลอเคลีย และชอบซุกตัวอยู่ใต้เก้าอี้ นี่คือพฤติกรรมที่เห็นเป็นประจำ จนกระทั่งเกิดไอเดียให้คนและสัตว์ได้มีเวลาร่วมกัน”

พฤติกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นเฉพาะสุนัขที่บ้านของเราเอง หรือสุนัขทุกตัวเป็นเช่นนี้?

นี่คือสิ่งที่ทั้งสองค้นหาคำตอบผ่านโลกอินเตอร์เน็ต กระทั่งพบว่า “มันเกี่ยวข้องกับสัญชาตญาณของสุนัขที่มีเชื้อสายมาจากหมาป่า จะชอบอยู่ในถ้ำ เวลานอนจะหาที่อบอุ่น ปลอดภัย โอบล้อมไว้ 3 ด้าน ยกเว้นด้านหน้า จึงทำให้เรารู้ได้ว่าจริงๆ แล้วสุนัขไม่ได้ต้องการพื้นที่กว้างขวาง ขอแค่สามารถกลับตัวได้พอแล้ว จึงไม่แปลกใจว่าการออกแบบที่นอนสัตว์เลี้ยงแบรนด์ต่างๆ จะออกแบบให้เป็นทรงโค้ง ทรงเหลี่ยม”

หลังผลิตสินค้าออกมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนและสุนัขในบ้านได้ใช้เวลาร่วมกัน แต่เมื่อ พ่อแม่ เพื่อนพ้อง เข้ามาเห็นผลงานต่างบอกให้ต่อยอดบนเส้นทางสายธุรกิจ

Daddy pet จึงถือกำเนิดขึ้น โดยผลิตวางตลาดในปี 2012 ส่วนช่องทางเข้าถึงลูกค้าอาศัยออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง แต่ทว่าในครั้งแรก ผลตอบรับกลับไม่ดีดังหวัง

“สินค้าของเราคือเฟอร์นิเจอร์ที่มีออปชั่นสัตว์เลี้ยง ฉะนั้น ต้นทุนในการผลิตจึงสูง แต่เมื่อไปวางขายในตลาดสัตว์เลี้ยง ผู้พบเห็นก็มองแค่เป็นสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ลูกค้าไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ที่เขาจะได้รับด้วย จึงเท่ากับว่าราคาตั้งไว้สูงเกินไป”

ตกแต่งบ้านแล้วสวย

ด้วยดีไซน์แปลกตา

คุณพงศ์ภวัน ยังกล่าวต่อว่า ด้วยการวางตำแหน่งสินค้า รวมไปถึงการออกแบบ ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์มากกว่าสินค้าสัตว์เลี้ยง บวกกับความใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่มีผู้ผลิตใดทำออกมา จึงกลายเป็นความไม่คุ้นเคย การขายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

ฉะนั้น วิธีแก้ปัญหาคือ สร้างการรับรู้ ให้ลูกค้าเข้าใจในผลิตภัณฑ์ก่อนว่าคืออะไร “แม้การออกงานครั้งแรกจะขายสินค้าไม่ได้เลยสักชิ้นเดียว แต่สินค้าก็สามารถดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจเป็นจำนวนมาก จึงอาศัยช่วงระหว่างนี้อธิบายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ารับทราบ ทั้งผ่านสินค้าจริง รูปภาพ วิดีโอ”

การวางแผนด้านการออกแบบ ยังมุ่งเน้นหัวใจสำคัญให้สินค้าเป็นของตกแต่งบ้าน ซึ่งเข้ากับคนในสังคมยุคนี้ “นอกจากจะมีฟังก์ชั่นที่เหมาะทั้งคนและสัตว์เลี้ยง อีกจุดหนึ่งที่เราให้ความสำคัญคือ ต้องตกแต่งบ้านได้ด้วย ฉะนั้น กลุ่มคนที่มาซื้อก็จะเป็นคนที่สนใจตกแต่งบ้านและมีสัตว์เลี้ยงไว้ในการดูแล”

ทั้ง 2 ผู้ประกอบการยังให้เหตุผลถึงการออกแบบสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน จึงเหมาะกับเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อตกแต่งภายใน ซึ่งทั้งสองเลือกใช้วัสดุไม้เป็นหลัก เพราะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและมีคุณค่า โดยไม้ที่เลือกนำมาใช้ได้แก่ ไม้โอ๊ก ไม้แอช เป็นหลัก

“จากการออกงานแสดงสินค้า ทำให้ได้ข้อเสนอแนะจากลูกค้ามากมาย ฉะนั้น ในคอลเล็กชั่นต่อมา เริ่มมีการผสมผสานวัสดุอื่นๆ อย่างพลาสติก ส่วนไม้ก็มีการนำไม้ประเภทอื่นมาใช้ อย่างไม้ยางพาราของประเทศไทย ต่างชาติให้การยอมรับมาก โดยเฉพาะญี่ปุ่น เราเลือกที่จะใช้ไม้ปลูก ไม่ใช่ไม้ป่า และทำให้สามารถรียูสได้ ซึ่งชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับจุดนี้ด้วย”

ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง 2 ผู้ประกอบการยังเลือกใช้ไม้อย่างรู้คุณค่า อย่างเศษไม้ก็นำมาผลิตเป็นฐานรองภาชนะให้อาหารของสุนัข “เราพบข้อมูลว่า สุนัขมักจะมีปัญหากระดูกคอและสันหลัง ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการก้มกินอาหารต่ำเกินไป ดังนั้น การรองภาชนะให้สูงขึ้นก็เท่ากับช่วยสุนัขได้อีกวิธีหนึ่ง”

คนทำต้องรักสัตว์

ตลาดไปได้อีกไกล

ความโดดเด่นของสินค้าอีกจุดหนึ่งที่มองเห็นได้คือ งานทำมือ ที่แม้ในส่วนของการผลิตหลักจะจ้างโรงงาน แต่ทว่าในรายละเอียด คุณเกดสุดายังเลือกลงมือทำเอง เพื่อให้เกิดคุณค่าและความละเอียดสวยงาม

ในด้านการออกแบบยังเพิ่มความหลากหลาย เข้ากับการใช้ชีวิต โดยเฉพาะคนเมืองที่จำนวนมากอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม และนิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กและแมว การออกแบบผลิตภัณฑ์จึงเน้นให้เหมาะกับพื้นที่จัดวาง อย่าง การวางเข้ามุม

“สินค้าแรกที่ออกแบบมาจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทั้งคนและสุนัขใช้ร่วมกันได้ แต่มาวันนี้เราได้ออกแบบสินค้ากลุ่มเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยงขึ้นมาด้วย แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ว่าสามารถเป็นสินค้าตกแต่งภายในบ้านได้ และจากแต่ก่อนสินค้าเริ่มแรกทำมาราคาชิ้นละ 5,800 บาท ตอนนี้มีสินค้าราคาถูกลง อย่างถ้าทำจากไม้ยางพารา ราคาประมาณ 3,000 บาท เพราะเราเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย แต่คุณภาพคือสิ่งที่ต้องพิถีพิถัน แม้กระทั่งสีต้องไม่มีสารตะกั่ว ไม่มีสารปรอท ปราศจากโลหะหนัก”

การออกแบบสินค้าใหม่ๆ คืออีกหนึ่งความตั้งใจที่ทั้ง 2 นักออกแบบให้ความสำคัญ โดยกำหนดไว้ว่าใน 3-4 เดือนจะออกแบบสินค้า 1-2 รายการ เพื่อตอบโจทย์ตลาดสัตว์เลี้ยงที่ปรับเปลี่ยนเร็ว

ส่วนช่องทางจัดจำหน่าย ยังคงให้ความสำคัญกับการขายผ่านโลกออนไลน์ และหน้าเว็บไซต์ ซึ่งถือเป็นช่องทางที่สะดวกรวดเร็วต่อผู้บริโภค

ณ วันนี้ถ้าพูดถึงตลาดสัตว์เลี้ยง ถือว่าได้รับความนิยมมาก จนหลายคนมุ่งหวังสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งทั้ง 2 ผู้ประกอบการให้แนวคิดกับจุดเริ่มต้นว่า อันดับแรก ต้องเป็นคนรักสัตว์ “อาชีพนี้ต้องสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง และเท่าที่ผมทำธุรกิจมา พบเห็นเพื่อนร่วมทางเดียวกัน ตอบได้เลยว่า 100 เปอร์เซ็นต์เขาเลี้ยงสัตว์ และจุดเริ่มต้นการผลิตสินค้าก็มาจากสัตว์เลี้ยงของเขา ส่วนในมุมของผู้ซื้อ ผมมองว่า คนที่เลี้ยงและรักสัตว์จะมองว่านี่คือสิ่งจำเป็น ฉะนั้น ถ้าเขาพอใจในผลิตภัณฑ์ก็จะยอมจ่าย แม้เศรษฐกิจจะตก แต่สินค้าประเภทนี้ก็จะยังคงขายได้”

สนใจติดต่อ “Daddy pet” คลิก http://www.daddypetshop.com, Facebook:daddypetshop, LINE ID:daddypet และ IG:daddypet หรือโทรศัพท์ (083) 714-9900

ขนมผักกาดทรงเครื่อง หอยทอดแป้งกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ตู้จดหมายพลศรี

ยศพิชา คชาชีวะ

ขนมผักกาดทรงเครื่อง หอยทอดแป้งกรอบ

“ขนมผักกาดทำไมถึงชื่อ ขนมผักกาด คะ ไม่เห็นเป็นขนมตรงไหน” นักเรียนสาวใหญ่ตีหน้าเป๋อเหลอถามผม (มีคนถามผมว่า ทำไมเขียนถึงมีแต่นักเรียนสาวๆ นักเรียนไม่สาวไม่มีเหรอ คราวนี้ผมเลยคัดเลือกเป็นนักเรียนสาวใหญ่ ซึ่งยังดีกว่าสาวแก่)

“น่าน…น่ะซิ” ผมก็เห็นควรด้วยว่า ขนมผักกาดไม่เห็นจะเป็นขนมตรงไหน ทั้งใส่ไข่ ใส่เค็ม เหมือนกับ ขนมจีน ไม่ได้กินเป็นขนมสักหน่อย

ส.พลายน้อย เคยเขียนถึงขนมจีนว่า อาจจะมาจากคำมอญ “คะนอม” แปลว่า ทำจากข้าว “จิน” แปลว่า “สุก” หลายคนเลยไปสรุปเอาว่า ขนมจีนมาจากมอญ นักเขียนอีกท่านหนึ่ง นพพร สุวรรณพานิช ท่านเชี่ยวชาญเรื่องการเขียนสารคดี เคยเขียนถึงขนมจีนว่ามาจากคำ “คะนอมตรุก” แปลว่า เส้นหมี่หรือเส้นแป้งของจีน

ผมเองไปเที่ยวเมืองจีน เวียดนาม ลาว ก็เจอเส้นที่เหมือนขนมจีนทุกที่ จึงออกจะเชื่อว่า ขนมจีนกำเนิดจากจีน แต่อาจจะไปแพร่หลายที่เมืองมอญก่อน แล้วไทยค่อยไปรับมา เลยเรียกด้วยชื่อของมอญ

ส่วนขนมผักกาด ทำไมได้ชื่อว่าขนมด้วย ก็จนปัญญาจริงๆ จะลากข้างเข้าของมอญเห็นทีจะไม่ใช่ ขนมที่ไม่ใช่ขนม ก็มีแต่ขนมจีนกับขนมผักกาดนี่แหละ อ้อ…อีกอย่างคือ ขนมจีบ มีที่เป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ ขนมผักกาด แรกเริ่มอยู่ในสำรับของติ่มซำกวางตุ้ง เป็นแบบนึ่ง หรือจี่พอเกรียม จิ้มกับน้ำจิ้มซีอิ๊วดำหวาน หรือกินเปล่าๆ ในเนื้อใส่กุ้งแห้ง กับถั่วลิสงต้มด้วย จีนเรียก “ไชเท้าก้วย” (จีนแต่ละสำเนียงออกเสียงต่างกันไปหน่อย) พออยู่ในสำรับติ่มซำ เลยเรียกเป็น ขนมผักกาด เหมือนกับ ขนมจีบ ไปซะเลย ใช่หรือเปล่าไม่รู้

ขนมผักกาดที่เราชินๆ กันคือ พ่อค้าตัดเป็นชิ้นๆ แล้วผัดใส่ไข่ ใส่ถั่วงอก จิ้มกับซอสพริกหวานๆ เปรี้ยวๆ ส่วนใหญ่มักจะใส่น้ำมันทอดกันนองแบบเดียวกับหอยทอด เพื่อให้ผิวขนมผักกาดเกรียม กินขนมผักกาดผัดจึงได้น้ำมันค่อนข้างเกินจนเลี่ยน

ขนมผักกาดทำไง เป็นอาหารที่ทำไม่ยาก เพราะขนมผักกาดน่าจะเป็นอาหารพื้นบ้านของคนจีน ที่ดัดแปลงพืชผักในท้องถิ่น มาผสมกับแป้ง ออกมาเป็นอาหารชนิดใหม่ หัวไช้เท้าเป็นผักที่หาง่าย เอามาผสมแป้งได้ของกินอีกแบบ ให้รสชาติแตกต่างจากกินแป้งนึ่งเฉยๆ

วิธีการทำขนมผักกาดจึงไม่มีอะไรยุ่งยากประการใด เตรียมของดังนี้

ขนมผักกาดทรงเครื่อง

หัวไช้เท้าขูดคั้นน้ำออกแล้ว

2 ถ้วย

น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 1 ช้อนชา

พริกไทย 1 ช้อนชา

กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ

ถั่วลิสงต้ม 3 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวเจ้า 200 กรัม

แป้งมันสำปะหลัง 50 กรัม

น้ำเดือด 1-2 ถ้วย

หัวไช้เท้าบีบน้ำแล้ว 2 ถ้วย ต้องใช้หัวไช้เท้าสดหัวใหญ่ประมาณ 2 หัว บีบน้ำออกแล้วเหลือนิดเดียว เอาหัวไช้เท้ามาปอกเปลือก ใช้ที่ขูดขูดเป็นเส้นๆ แล้วโรยเกลือลงไปขยำๆ สักพัก น้ำหัวไช้เท้าจะออกมานอง บีบน้ำออก ถ้าอยากให้มีรสขื่นๆ เผ็ดๆ อยู่บ้างขยำเกลือเที่ยวเดียวพอ แต่ถ้าไม่อยากให้มีรสขื่นเลย ขยำเกลืออีกเที่ยว บีบน้ำออกอีก แล้วนำไปล้างน้ำให้คลายเค็มไปบ้าง ขยำบีบน้ำออกให้หมด ตวงใส่กะละมังไป 2 ถ้วย โรยน้ำตาล เกลือ พริกไทย กุ้งแห้ง กลัวเค็มล้างน้ำหน่อย ถั่วต้ม ขี้เกียจต้มเองไปซื้อถั่วต้มรถเข็นมา ขยันทำเองใช้ถั่วเม็ดแห้งแช่น้ำค้างคืน ค่อยมาต้ม ต้มนานกว่าจะนิ่ม คลุกเคล้าให้ดี

แป้ง 2 อย่างผสมกัน ในอีกกะละมัง ตั้งน้ำเดือดๆ เทลงไปในแป้ง ใช้ไม้พายกวนเร็วๆ ให้แป้งสุกพอใสหน่อยๆ ดูให้จับเป็นก้อนเหนียว ก็หยุดน้ำได้ ขนมกุยช่ายก็ทำแบบนี้ พอได้แป้งแล้ว เอาหัวไช้เท้าที่ขูดผสมไว้ เทลงไปขยำให้เข้ากัน ก่อนผสมแป้งให้ตั้งลังถึง ใส่ถาดทาน้ำมันไว้ นึ่งให้ถาดร้อน ไม่งั้นขนมไม่ล่อน พอขยำเสร็จ ถึงเทใส่ถาด เกลี่ยให้เรียบ ใช้มือแตะน้ำมันนิดหน่อย นึ่ง 20 นาที ขนมจะสุกใส รอเย็น (ขนมเย็นนะ ไม่ใช่ตอนเย็นโพล้เพล้) คว่ำถาดเคาะขนมออกมา ใช้มีดช่วยแคะหน่อย ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมยาว หยิบชิมกินตอนนี้ก็อร่อยแล้ว อร่อยเค็มๆ มันๆ หนืดๆ ดี ตัดเป็นชิ้นเล็กหน่อย ขึ้นโต๊ะติ่มซำได้เลย

ทีนี้ถ้าจะทอดให้ตัดขนมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมยาวหน่อย แล้วค่อยมาตัดเป็นชิ้นเล็กอีกที ขนมจะได้ไม่ติดกัน ลงจี่ในกระทะใส่น้ำมัน จี่ให้เกรียม เตรียมไว้

เครื่องผัด มีกระเทียมสับ ถั่วงอก ใบกุยช่ายหั่นท่อน หรือใบต้นหอม ก็ได้ ไข่ไก่

ส่วนเครื่องปรุง ใช้สูตรน้ำซอสมาตรฐานครอบจักรวาลคือ น้ำมันหอย 2 ซอสปรุงรส 1 ซีอิ๊วขาว 1 และน้ำตาลทราย 1/2 ส่วน ผสมไว้เป็นถ้วย หรือทำน้อยๆ ก็ผสมเป็นช้อนๆ ออกมารสพอดีทุกครั้ง

การผัดขนมผักกาด เราไม่ต้องผัดน้ำมันมากเหมือนที่เขาขาย เพราะเราทอดขนมผักกาดรอไว้แล้ว แค่ใส่น้ำมันพอผัดกับกระเทียมสับให้หอม ใส่ขนมผักกาดหั่นลงไป ผัดให้เข้ากัน เขี่ยไว้ข้างกระทะ เติมน้ำมันนิดหนึ่ง ต่อยไข่ใส่ ตีให้แตก รอไข่เริ่มสุก ค่อยกลับขนมผักกาดลงทับ ตักซอสใส่สัก 1-2 ช้อนโต๊ะ เป็นอร่อย โปะด้วยถั่วงอก 1 ฟายมือ (ภาษาชั่งตวงวัดโบราณ 1 กำมือนั่นแหละครับ) กุยช่ายอีก 1 หยิบ ผัดตลบโปะทับ 1 ที ใส่จานได้เลย กินกับซอสพริกผสมให้ออกเปรี้ยวหวาน

น้ำจิ้มซอสพริก

น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย

น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วย

น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย

เกลือ 1 ช้อนชา

ซอสพริก 1 ถ้วย

ผสมน้ำตาลทราย น้ำส้ม น้ำเปล่า เกลือ ตั้งไฟให้ละลาย พอเหนียวเล็กน้อย ยกลงมาผสมซอสพริก จะได้ซอสพริกอมเปรี้ยวอมหวานเค็มอร่อยเข้าคู่กับ ขนมผักกาดผัด และ หอยทอด

ไหนๆ เอ่ยถึงหอยทอดแล้ว ไม่ลงสูตรให้เดี๋ยวจะตะขิดตะขวงใจ รับรองสูตรนี้แป้งเหนียว กรอบ อร่อย ไม่ต้องไปซื้อแป้งหอยทอดสำเร็จที่ไหน

หอยทอด

ส่วนผสมแป้งหอยทอด

แป้งมันสำปะหลัง 2 ช้อนโต๊ะ

แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย

แป้งสาลีอเนกประสงค์

2 ช้อนโต๊ะ

น้ำปูนใส 1/4 ถ้วย

น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย+2 ช้อนโต๊ะ

ผสมแป้งละลายให้เข้ากัน รอหอย

ส่วนผสมอื่น

หอยแมลงภู่สด

ไข่ไก่

กระเทียมสับ

ถั่วงอก

ต้นหอมหั่นท่อน

น้ำส้มสายชู

น้ำปลา

ผักชี

วิธีการ ตักแป้ง 1 กระบวย ใส่หอยนับตัว เทใส่กระทะน้ำมันร้อนๆ คอยหยอดน้ำมันให้แป้งกรอบ พอด้านล่างเริ่มเหลืองกรอบ ต่อยไข่ใส่ ฉีกๆ แป้งกับหอย กลับแป้งให้ไข่เกรียมกรอบ กันไว้ข้างกระทะ ใส่กระเทียมสับ ถั่วงอก 1 ฟายมืออีกแล้ว ต้นหอม ลงผัด โรยน้ำส้มนิด น้ำปลาหน่อย พอผักสลด ตักหอยทอดทับ ใส่จานเลย โรยผักชี พริกไทยป่น กินกับซอสพริกตัวเดิม

ขายขนมผักกาด ก็ต้องมีหอยทอด ยังขาดผัดไทยอีกอย่าง เอาไว้ก่อนนะครับ ทำกิน ทำขายแค่ หอยทอด ขนมผักกาดไปก่อน ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแล้วครับ

“มติชน อคาเดมี” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดหลักสูตร “999” เสริมความรู้…สร้างรายได้ ให้กลายเป็น “อาชีพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เปรี้ยวปาก

โดย อนุภาค ชัยชนะดารา

“มติชน อคาเดมี” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 เปิดหลักสูตร “999” เสริมความรู้…สร้างรายได้ ให้กลายเป็น “อาชีพ”

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วสำหรับ “ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี)” ผู้นำด้านการฝึกอาชีพของเมืองไทย ที่ได้สร้างอาชีพให้กับผู้เรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่าหมื่นราย สามารถพลิกผันให้ผู้เรียนนับพันมีรายได้ และก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจอย่างเต็มตัว และหลังจากเจอกระแสวิกฤตเศรษฐกิจมาได้พักใหญ่ มติชน อคาเดมี จึงเตรียมพร้อมรับมืออย่างทันควัน ด้วยการ เปิดตัว 20 หลักสูตรทำเงิน ที่อาจจะทำให้คุณพลิกผันชีวิตได้ ด้วยเงินลงทุนเพียง 999 บาทเท่านั้น!!!

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ หลายแห่ง ล้วนประสบปัญหาทั้งสิ้น ในขณะที่หลายคนเองก็ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน แต่จะทำอย่างไร? หรือมีวิธีไหนบ้าง? จึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริมสามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย

การเปิดคอร์สอบรม 999 จึงเกิดขึ้น โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้นจะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อทานได้ไม่ยาก ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 20 หลักสูตรนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียงคอร์สละ 999 บาทเท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้อีกด้วย

ว่าแล้ว…อย่ารอช้า ไปดูหลักสูตรอาหารทั้ง 20 วิชา ที่จะเปิดสอนตลอดเดือนตุลาคมนี้กันดีกว่า

เริ่มกันที่ ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณ จากจังหวัดนนทบุรี ของ คุณประนอม โตจันทร์ (ป้านอม) ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ถ้าอยากทานต้องสั่งล่วงหน้า เพราะว่าเขามีออร์เดอร์เต็มกันทุกวัน เคล็ดลับความอร่อยนั้นก็คือ การเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูคุณภาพดี, หัวกะทิสดใหม่ และกล้วยน้ำว้าที่ลูกโต ที่จะทำให้ได้อรรถรสเวลาทาน ใครอยากเรียนรู้ป้านอมก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำชั่ง ตวง เองทุกขั้นตอน พร้อมสอนเทคนิคที่ควรรู้ เช่น การมัดข้าวต้มมัด ให้มีลักษณะแน่น พอดีคำ ออกมาสวยงามน่าทาน ไปจนถึงขั้นตอนการนึ่งเลยทีเดียว ถ่ายทอดสูตรเด็ดพร้อมกัน ทั้ง 2 รอบ ในวันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 16 ตุลาคม 2558

นอกจากนี้ ป้านอมยังมีสูตรเด็ดเคล็ดลับในการทำ วุ้นเป็ด (วุ้นมะพร้าวน้ำหอม) หนึ่งในเมนูยอดฮิตในปัจจุบัน ที่ขายกันมาตั้งแต่เป็นวุ้นมะพร้าวน้ำหอมธรรมดากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยเทคนิคการขูดเฉพาะเนื้อมะพร้าวเลยไม่ติดเยื่อมะพร้าว แล้วนำมาสับอย่างละเอียดเพื่อนำไปผสมในวุ้นก่อนนำมาหยอดลงพิมพ์ ทำให้เมนูนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย อยากรู้เทคนิคการทำ มีให้เรียน 2 รอบ วันที่ 16 ตุลาคม และวันที่ 30 ตุลาคมนี้

ตามติดมาด้วยความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลค์เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) เค้กชิฟฟ่อนสไตล์ญี่ปุ่น เนื้อเค้กละเอียด เบา และนุ่มกว่าเค้กชิฟฟ่อนทั่วๆ ไป ชูรสชาติความอร่อยด้วยเค้กเนื้อละเอียด เบา นุ่ม ฉีดไส้ครีมสด มีกลิ่นหอมของนมเหมือนกลิ่นไอศกรีม ที่สำคัญ มิลค์เค้กครีมสดยังเก็บไว้ได้นานนับเดือนในตู้เย็นอีกด้วย เรียนรู้ขั้นตอนการทำ โดย อาจารย์เกษราภรณ์ รอดไหม (คุณหญิง) วิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเบเกอรี่มานานกว่า 12 ปี ปัจจุบันทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตเบเกอรี่ของโรงเรียนการอาหารนานาชาติสวนดุสิต และมีธุรกิจเบเกอรี่เป็นของตัวเอง ในย่านตลาดอโศกอีกด้วย เปิดสอน 2 รอบ วันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 16 ตุลาคมนี้

อีกหนึ่งเมนูแนะนำอย่าง ขนมถ้วยตะไล เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ของ คุณจิราพรรณ คงเทียน (คุณนก) ที่ทำขายมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว เป็นสูตรของคุณยายที่ได้มาจากวังหลัง ในตระกูลปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา สืบทอดต่อมาถึง คุณมณฑา คงเทียน (คุณแม่) แล้วนำมาทำขายที่ตลาดนางเลิ้ง เป็นเวลากว่า 10-20 ปี ซึ่งปัจจุบันคุณนกมารับช่วงต่อ 15 ปีแล้ว และได้ปรับสูตรให้นิ่มลง และน่าทานมากยิ่งขึ้น ส่วนในเรื่องของรสชาติขนมถ้วยตะไลของคุณนกนี้ได้รสชาติเหมือนทานเนื้อมะพร้าว ตัวขนมถ้วยรสนุ่มนวล หอมกลิ่นมะพร้าวและใบเตย นอกจากนี้ คุณนกยังใช้เทคนิคการหยอดแบบกะลาตาเดียว เพราะจะทำให้ขนมสวยน่าทาน สำหรับใครที่อยากรู้เทคนิค-เคล็ดลับ มีเปิดสอน 2 รอบ วันที่ 2 ตุลาคม และวันที่ 9 ตุลาคมนี้

นอกเหนือจากนี้ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอื่นๆ รวมแล้วถึง 20 หลักสูตร อาทิเช่น ครองแครงพริกไทยดำ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม), กล้วยปิ้ง (วันที่ 2 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม), ไก่ทอดสมุนไพร (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม), สลัดแขก (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม), เต้าหู้ทอด (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม), ทองม้วนกรอบ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 16 ตุลาคม), มันโบราณ (วันที่ 2 ตุลาคม และ 9 ตุลาคม), หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), ไก่ทอดหาดใหญ่ (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม) ปั้นสิบไส้ปลา (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), หมูอบโอ่ง (วันที่ 9 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), คุกกี้อัลมอนด์สไลซ์ (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม), ขนมเปี๊ยะไข่เค็ม (วันที่ 16 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม)

ซึ่งต้องบอกว่า 20 หลักสูตรที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขาย สร้างรายได้ก็ไม่ยากเย็นเท่าใดนัก ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน โดยผู้เรียนสามารถเลือกหลักสูตรอบรมที่มีทั้งภาคเช้า และภาคบ่าย สะดวกช่วงไหนก็เลือกเรียนได้ไม่ยาก เพราะไม่เสียเวลาอบรมตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังใช้เงินลงทุนในการอบรมไม่มากอีกด้วย นอกจากนี้ เมนูอาหารที่นำมาสอนนั้น ยังซื้อง่ายขายคล่อง ถ้านำไปทำขายกลุ่มลูกค้าก็สามารถตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก เพราะเป็นสินค้าราคาไม่แพง ซื้อได้ตั้งแต่พนักงานทั่วไป ไปจนถึงพนักงานออฟฟิศเลยทีเดียว ถ้าคุณมุ่งมั่นตั้งใจในห้องเรียน และเก็บความรู้เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้อย่างครบถ้วน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกสักนิด รับรองว่า ท่านก็อาจเปิดร้านขายอาหารได้ไม่ยากเย็นแน่นอน

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เทคนิค-เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพทั้ง 20 หลักสูตร ตลอดเดือนตุลาคม 2558 นี้หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

“ฟารีดา ดราย ฟรุตส์” อินทผลัมคัดคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ฟารีดา ดราย ฟรุตส์” อินทผลัมคัดคุณภาพ

“ลูกค้ากลุ่มใหญ่เป็นคนจีน ตามด้วยคนไทยนับถือศาสนาพุทธ และชาวมุสลิม กลุ่มอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพ”

นอกจากชาวมุสลิมจะนิยมทาน “อินทผลัม” เพื่อช่วยบรรเทาความอยากอาหาร และบำรุงร่างกายในเดือนรอมฎอน หรือการถือศีลอด พิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม

“อินทผลัม” ยังเป็นผลไม้ทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพราะมีให้ทานทั้งแบบสดและอบแห้ง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่มีคอเลสเตอรอล ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ว่ากันว่า การทานอินทผลัมจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า ช่วยเพิ่มสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ชาวมุสลิมเชื่อกันว่า อินทผลัมเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็นเจ้า ประทานให้เลยทีเดียว

เจ้าตลาดในไทย

ขายดี ไปต่างประเทศ

ในเมืองไทยผู้นำตลาดอินทผลัมรายใหญ่คือ บริษัท ฟารีดา เดทส์ แอนด์ นัทส์ จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายอินทผลัมและผลไม้อบแห้งหลากชนิด บริหารงานโดยสองสามีภรรยา คุณเราะห์หมัด-คุณไลลา เรืองปราชญ์

คุณไลลา เท้าความว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คุณแม่นำเข้าอินทผลัมหลายเกรดจากประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยลักษณะสั่งซื้อแล้วนำมาบรรจุถุงขาย เน้นขายลูกค้าชาวมุสลิมด้วยกัน แต่หลังจากตนเข้ามาสืบทอดกิจการต่อ ได้ปรับแนวทางการตลาดใหม่ หันมานำเข้าอินทผลัมสดคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำจอร์แดนที่ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งผลิตอินทผลัมคุณภาพดี รสชาติอร่อยเข้ามาจำหน่าย

หลังจากที่คุณไลลาเข้ามาสานต่อกิจการครอบครัว เธอและเครือญาติเริ่มทำการตลาดด้วยการนำอินทผลัม และบรรดาผลไม้อบแห้ง อาทิ แอพริคอต ลูกเกด ผลฟิกซ์ ถั่วพิสตาชิโอ ไปออกบู๊ธจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงเข้าห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 60 จุด เช่น ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน เดอะมอลล์ ฯลฯ ใช้เครื่องหมายการค้า “ฟารีดา ดราย ฟรุตส์”

“ฟารีดาคือ ชื่อแม่ ผู้ก่อตั้งกิจการ แต่ภายหลังที่ดิฉันเข้ามาบริหารได้จดทะเบียนรูปแบบบริษัท และใช้เครื่องหมายการค้าว่า ฟารีดา ดราย ฟรุตส์ เริ่มมีการนำสินค้าไปออกร้านจำหน่ายตามหน่วยงาน ย่านธุรกิจใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนเมืองที่รักสุขภาพ ได้พบปะลูกค้าโดยตรง กิจกรรมการตลาดนี้ประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก”

คุณไลลา บอกต่อว่า ปัจจุบัน ทางบริษัทเริ่มขยายตลาดไปยังสมาชิกกลุ่มประชาคมอาเซียน เช่น นำสินค้าไปออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ประเทศกัมพูชา มาเลเซีย ปรากฏว่าสินค้าขายดี เพราะคนกัมพูชาและมาเลเซียให้ความสนใจบริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพเช่นเดียวกัน

แจกแจงแต่ละสายพันธุ์

นำเข้าปีละ 2,000 ลัง

สำหรับที่มาของบรรดาอินทผลัมคุณภาพคัดเกรด และผลไม้อบแห้ง หญิงสาวระบุว่า นำเข้าจากหลายๆ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย โมร็อกโก อิหร่าน ตุรกี แถบลุ่มแม่น้ำจอร์แดน ญี่ปุ่น ซึ่งสายพันธุ์อินทผลัมที่บริษัทนำเข้า ยกตัวอย่าง “อัจวะ” (Ajwa) หรือ “อัจวะห์” (Ajwah) อินทผลัมสุดยอดปรารถนาของชาวมุสลิมทั่วโลก “เมดจูล” (Medjool) มีผลขนาดใหญ่ที่สุด เป็นพันธุ์ที่นิยมทานผลแห้ง “มับรูม” (Mabroom) ลักษณะเด่นคือ เนื้อเหนียว หนึบ หวาน ไม่เหนอะหนะ

เจ้าของกิจการ อธิบายสายพันธุ์อินทผลัมคร่าวๆ ว่า “อัจวะ” มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ปลูกมากในแถบมาดีนะ เป็นเมืองสำคัญทางศาสนาอิสลาม ลักษณะเด่นของอินทผลัมพันธุ์นี้คือ ผลมีขนาดเล็ก ถึงปานกลาง ผลแก่จะแห้งและมีสีดำ รสชาติหวานฉ่ำ แตกต่างจากพันธุ์อื่น เนื้อกึ่งแห้งละเอียด เหนียวนุ่มและมีเส้นใยมาก ผู้คนทั่วโลกนิยมบริโภคอัจวะเพื่อบำรุงร่างกาย ราคาอินทผลัมพันธุ์นี้ในตลาดโลกอยู่ในเกณฑ์ที่สูง ปัจจุบันบริษัทนำเข้าอัจวะเข้ามาขายในราคากิโลกรัมละ 1,500 บาท

ส่วนราชาแห่งอินทผลัมคือ เมดจูล (Medjool) ขนาดผลใหญ่ที่สุด เป็นพันธุ์ที่นิยมทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศโมร็อกโก อินทผลัมพันธุ์นี้มีเนื้อนุ่ม เนื้อทราย ไม่เหนียวหนึบมาก รสชาติหวานฉ่ำมากๆ ปัจจุบัน บริษัทนำเข้าอินทผลัมพันธุ์นี้มาจากประเทศจอร์แดน เข้ามาขายตลอดทั้งปี ในราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์ มับรูม (Mabroom) เป็นอินทผลัมที่นำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ลักษณะเด่นคือ เนื้อเหนียว หนึบ หวาน ไม่เหนอะหนะ ในต่างประเทศนิยมนำอินทผลัมพันธุ์นี้มาแกะเมล็ดออก แล้วนำมะม่วงหิมพานต์ ถั่วอัลมอนด์มาสอดไส้ ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในวงกว้าง

มีอินทผลัมที่ขายดีมากในช่วงฤดูถือศีลอดคือ อินทผลัมพันธุ์อียิปต์ (Egypt) มีลักษณะเด่นคือ ผลโต รสหวานมากๆ เก็บได้นาน ราคาไม่แพง และพันธุ์บาร์ฮี (Barhee/Barhi) จากประเทศจอร์แดน เข้ามาขายในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มในช่วงฤดูถือศีลอด ซึ่งอินทผลัมพันธุ์นี้จะมีรสชาติกรอบอร่อย หวานมัน หากยังไม่แก่เต็มที่จะมีรสฝาดปนเล็กน้อย หากทานไปเรื่อยๆ จะมีรสหวานไม่มีรสฝาดเลย

เข้าห้างดัง 60 แห่ง

แบ่งการตลาด 2 ทีม

เนื่องจากอินทผลัมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก ให้พลังงานสูง มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ตรงนี้นับเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้เข้ามาซื้ออินทผลัมของบริษัทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพตลอดทั้งปีคือ คนจีน คนไทย และชาวมุสลิม

“ลูกค้ากลุ่มใหญ่เป็นคนจีน ตามด้วยคนไทยนับถือศาสนาพุทธ และชาวมุสลิม กลุ่มอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพ โดยนิยมทานอินทผลัมประมาณ 5-7 ผลในช่วงเช้า ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มนิยมซื้อผลไม้อบแห้งอื่นๆ เช่น แอพริคอต ลูกเกด ผลฟิกซ์ ถั่วพิสตาชิโอ เพื่อเป็นของขวัญของฝากตามเทศกาลสำคัญต่างๆ ตลอดทั้งปี”

คุณไลลา บอกต่อว่า สำหรับช่วงที่ชาวมุสลิมถือศีลอดจะขายดีเป็นพิเศษ เพราะชาวมุสลิมจะนิยมทานอินทผลัมเป็นอาหารมื้อแรก ตามคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด พระศาสดาของศาสนาอิสลาม เพราะอินทผลัมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน โปรตีน และวิตามินสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเมื่อทานเข้าไปแล้วจะดูดซึมเข้าตับอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยบำรุงร่างกายที่อ่อนเพลียให้มีกำลัง

ด้านปริมาณนำเข้าอินทผลัมและผลไม้อบแห้ง แต่ละปีบริษัทฟารีดาฯ จะนำเข้าราว 1,000-2,000 ลัง หรือราว 10,000-20,000 กิโลกรัม แล้วแต่ออร์เดอร์และความต้องการของลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นอินทผลัม 20 เปอร์เซ็นต์เป็นผลไม้อบแห้ง

ในส่วนของวิธีการเก็บรักษา เจ้าของกิจการ เผยว่า ทั้งอินทผลัมและผลไม้อบแห้งเก็บเข้าห้องทำความเย็น -10 องศา จะสามารถคงสภาพกึ่งสดกึ่งแห้งไว้ได้นานที่สุด หากเก็บช่องฟรีซจะมีอายุ 1 ปี เก็บอุณหภูมิปกติมีอายุอยู่ได้ 3 วัน กรณีสินค้าไม่ผ่าน QC จะใช้วิธีนำไปบริจาค

ปัจจุบัน ทีมการตลาดของบริษัทดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมของคุณไลลา และทีมของน้องสาวและน้องชายของคุณเราะห์หมัด (สามี) ซึ่งทีมของคุณไลลาจะเน้นป้อนวัตถุดิบ และออกบู๊ธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ส่วนอีกทีมเจาะตลาดห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน เดอะมอลล์ บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ “ฟารีดา ดราย ฟรุตส์” สั่งสมชื่อเสียงมาไม่ใช่เรื่องง่าย คุณไลลาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณภาพ ความซื่อสัตย์กับลูกค้า และราคายุติธรรม

ใครสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสั่งซื้อสินค้าอินทผลัมของบริษัทฟารีดาฯ ต้องสั่งจำนวนขั้นต่ำ 10 กิโลกรัม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ เลขที่ 50/105 ซอยลาดพร้าว 114 (สันต์ประเสริฐ) ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (081) 819-2624

ร้านอาหารไฮเทคบูม สะดวกอิ่มแบบไม่ง้อพนักงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ร้านอาหารไฮเทคบูม สะดวกอิ่มแบบไม่ง้อพนักงาน

ร้านอาหารแบบไฮเทคกำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงในทุกมุมของโลก บางร้านก็ใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า บ้างก็ใช้ความแปลกแหวกแนวกว่าร้านอื่นๆ เป็นจุดขาย

แต่จุดร่วมประการหนึ่งของร้านอาหารแนวไฮเทคเหล่านี้คือ ลูกค้าสามารถสั่ง-เสิร์ฟ-เปิบ-จ่าย ได้ง่ายๆ แทบไม่ต้องง้อพนักงาน

ร้านอาหารหลายแห่งเลือกใช้หุ่นยนต์เป็นตัวชูโรง เพื่อดึงดูดลูกค้าให้อยากเข้ามาอุดหนุน และเจ้าหุ่นยนต์เหล่านี้ก็ไม่ใช่แค่ยืนต้อนรับเหมือนเมื่อก่อน แต่ยังช่วยเสิร์ฟ และเป็นผู้ช่วยเชฟในครัวได้ด้วย

อย่างร้านอาหารในกรุงปักกิ่งของจีน ใช้บริการหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า “นูเดิลบอต” ที่ทำหน้าที่พ่อครัวผลิตเส้นหมี่ ผลงานการประดิษฐ์ของเชฟคุ่ย หรุนกวน ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2555

เจ้านูเดิลบอตมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับค่าแรงของพนักงานที่เป็นมนุษย์ โดยมีราคาตัวละราว 1,500 ดอลลาร์ ขณะที่การจ้างพนักงานตัวเป็นๆ มีต้นทุนอยู่ที่ปีละ 4,700 ดอลลาร์ แถมหุ่นยนต์ยังไม่ซับซ้อน และแทบไม่ต้องการหยุดพัก

หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถหั่นเส้นหมี่ได้ 150 เส้น ต่อนาที และยังปรับความกว้างของเส้นได้ตามความต้องการ

สำหรับหุ่นยนต์ช่วยเสิร์ฟก็มีให้เห็นมากมาย ทั้งในจีนและญี่ปุ่น ในเมืองไทยก็มีหลายร้านที่ใช้หุ่นยนต์มาทำหน้าที่นี้

ขณะที่บางร้านก็มีไอเดียแหวกแนวกว่านั้น อย่างเชนร้านอาหาร “ทิมเบอร์ กรุ๊ป” ในสิงคโปร์ที่ใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ทำหน้าที่พนักงานเสิร์ฟ

โดรนนักเสิร์ฟเหล่านี้ผลิตโดย บริษัท อินฟิเนียม โรโบติกส์ สามารถรองรับอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำหนักราว 2 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับเบียร์ 1 เหยือก ไวน์ 2 แก้ว และพิซซ่า 1 ถาด

พนักงานเสิร์ฟลอยฟ้าทั้งหลายจะใช้เส้นทางเหนือศีรษะของคนในร้าน โดยใช้การสั่งการด้วยคอมพิวเตอร์ รวมทั้งติดตั้งกล้องและระบบเซ็นเซอร์แบบอินฟราเรดอยู่ทั่วทั้งร้าน ทำให้โดรนบินเสิร์ฟได้แบบไม่ชนสิ่งกีดขวาง

กองทัพโดรนพร้อมเสิร์ฟเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ที่ต้องการพนักงานเพิ่มราวๆ 7,000 คน

ทิมเบอร์ กรุ๊ป จ้างพนักงานราวๆ 90 คน ให้บริการใน 6 สาขา ทั่วสิงคโปร์ แต่หากใช้โดรนเสิร์ฟอาหาร ร้านก็อาจจะจ้างพนักงานแค่ 40 คน

แต่ทางร้านก็ยอมรับว่า โดรนไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้เท่ากับพนักงานเสิร์ฟตัวเป็นๆ จึงอาจใช้พนักงานทั้ง 2 แบบ เพื่อทำงานเสริมกันและกัน

ส่วนร้านอาหารอีกหลายแห่งใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า อย่างร้าน “อินาโม เรสเตอรองต์” ในย่านโซโหของกรุงลอนดอน

“โนเอล ฮันวิก” เจ้าของร่วมของร้าน ได้ไอเดียนำเทคโนโลยีมาใช้ หลังจากไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ แล้วอยากได้เบียร์เพิ่มอีกสักหน่อย แต่พนักงานก็เชื่องช้าเหลือเกิน เขากับเพื่อนเลยอยากพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหานี้ เรียกว่า “อี-เทเบิล” ที่จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

อี-เทเบิล ก็คือ โต๊ะไฮเทค ที่พื้นผิวของโต๊ะทำหน้าที่เหมือนจอทัชสกรีน ลูกค้าสามารถสั่งอาหารผ่านหน้าจอได้เลย รวมทั้งปรับแสงไฟที่โต๊ะ และเล่นเกมแก้เบื่อระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟ

นอกจากนี้ เมื่ออิ่มหนำเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถจ่ายเงินได้เลย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาแค่ 30 วินาที แทนที่จะต้องนั่งรอพนักงานมาตรวจสอบและคิดเงิน ที่อาจใช้เวลา 5 นาที หรือนานกว่านั้น

ร้านนี้ได้รับการโหวตจากเว็บไซต์ match.com ให้เป็นสถานที่เหมาะสำหรับนัดเดตครั้งแรกของคู่รักในลอนดอน ถ้าถูกอกถูกใจกันก็นั่งอ้อยอิ่งทำความรู้จักกันแบบนานๆ แต่ถ้าไม่ประทับใจเดตครั้งนี้ ก็รีบกินรีบกลับได้เลย

หน้าจอไฮเทคแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น บริษัทน้องใหม่ “อี ลา คาร์ต” ในสหรัฐ ก็คิดค้นหน้าจอที่เรียกว่า เพรสโต ซึ่งเป็นเหมือนแท็บเลตติดตั้งไว้ที่โต๊ะ สำหรับให้ลูกค้าสั่งอาหารและคิดเงินได้อย่างสะดวก ช่วยประหยัดเวลาให้ร้านสามารถรับลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เชนร้านอาหารชื่อดังอย่าง “แอปเปิลบีส์” ก็ใช้หน้าจอแบบนี้ในสาขาที่มีอยู่ราว 1,800 แห่งทั่วสหรัฐ

เช่นเดียวกับ “ซิออสก์” ที่มีแนวคิดใกล้เคียงกัน ก็มีร้านอาหารนำไปใช้ราวๆ 1,500 แห่ง สะท้อนถึงการใช้งานหน้าจอที่ 5 ที่มีความสำคัญในชีวิตมากขึ้น นอกเหนือจากโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และแท็บเลต

ขณะที่ร้านซูชิ หนึ่งในเมนูจานด่วนสไตล์ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเสิร์ฟอาหารบนสายพานเท่านั้น โดยล่าสุด “เกนคิ ซูชิ” เชนร้านซูชิที่เป็นเจ้าแรกๆ ที่นำสายพานมาใช้เสิร์ฟซูชิ เพิ่งไปเปิดสาขาในฮ่องกง พร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ “กินง่ายไม่ต้องวุ่นวายกับใคร”

เพราะร้านนี้เปิดให้บริการอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากหน้าจอแท็บเลต จากนั้นก็รอเสิร์ฟจากขบวนรถไฟลำน้อยที่ส่งตรงจากในครัวถึงหน้าลูกค้า และเมื่ออิ่มแล้ว ก็จ่ายเงินผ่านหน้าจอทัชสกรีน โดยมื้อนี้ลูกค้าไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์เลย

สาวโสด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07063150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาวโสด

สมัยก่อน การแต่งงานเป็นสิ่งสำคัญ สมัยโบราณครอบครัวต้องการแรงงานเพื่อช่วยทำงานในบ้าน ยิ่งสังคมเกษตรแบบเมืองไทยแบบดั้งเดิม แรงงานยิ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ครอบครัวควรจะมีลูกมาก

สังคมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงมากมาย สังคมเกษตรเริ่มหดหาย สังคมใหม่ด้านอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เข้ามามีบทบาทสำคัญ การศึกษาเริ่มเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นในค่านิยมของครอบครัวต่างๆ คนเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ครอบครัวก็ยังเป็นส่วนสำคัญ สังคมไทยไม่เหมือนสังคมตะวันตก ความผูกพันของคนในครอบครัวยังมีสูงมาก ลูกๆ หลายคนยังคงแสดงความกตัญญู ความรับผิดชอบในการดูแลคุณพ่อ คุณแม่ หรือคนในครอบครัวด้วยความเต็มใจ ยิ่งปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจที่รัดตัว ทำให้ทุกคนต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด ในสังคมเมืองสมัยใหม่ ยิ่งทำให้เกิดการแต่งงานช้าลง จนกระทั่งลืมไปที่จะแต่ง หรือรวมไปถึงความไม่อยากแต่งงาน ยิ่งผู้หญิงแล้วละก็ โอกาสที่จะไม่แต่งงานก็กลับมีสูงมากกว่าผู้ชาย ที่กรุงเทพฯ ผู้หญิงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ที่มีอายุมากถึง 40-44 ปี กลับไม่แต่งงานเลย

สำหรับผู้หญิง บางครั้งการไม่แต่งงานก็กลับเป็นสิ่งที่มีความสุขด้วยซ้ำไป ยิ่งผู้หญิงเอเชียด้วยแล้ว ยิ่งถูกกำหนดโดยวัฒนธรรม ถ้าแต่งงานผู้หญิงเอเชียยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ต้องดูแลสามี ลูก บางครั้งรวมไปถึงครอบครัวสามี หรือแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง สังคมปัจจุบันทั้ง 2 เพศต้องเป็นผู้สร้างรายได้ทั้ง 2 ด้าน ผู้หญิงยิ่งต้องทำงานหนักมากขึ้น นอกจากงานที่ทำงานแล้วยังรวมไปถึงงานบ้าน ดูแลลูก การแต่งงาน การมีลูกอาจเป็นด้านลบด้วยซ้ำไป ยิ่งผู้หญิงปัจจุบันมีทางเลือก และมีอิสระมากขึ้นจากการศึกษาที่สูงขึ้น การทำงานที่ดี และรายได้ที่สูง ยิ่งทำให้ผู้หญิงเลือกที่จะแต่งงานน้อยลง ยิ่งไม่แต่งงาน ก็ยิ่งไม่มีลูก ซึ่งทำให้ประชากรการเกิดมีเปอร์เซ็นต์ที่น้อยลงเรื่อยๆ กลุ่มหญิงโสดกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มที่นักการตลาดไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองข้าม

กลุ่มหญิงโสดเมื่อไม่แต่งงานก็ไม่มีลูก เมื่อไม่มีลูกก็ยิ่งสามารถมีรายได้ที่สามารถจับจ่ายใช้สอย มีเวลาและมีอิสระในการจะทำอะไรมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ยิ่งเปิดโอกาสในการสร้างแบรนด์ที่มากขึ้นทีเดียว

เรื่องแรกก็คือ บ้าน สังคมไทยยังมีส่วนน้อยที่ผู้หญิงจะใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ส่วนใหญ่ก็จะใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่ หรือพี่น้องที่อาจแต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่งงาน ถึงแม้จะไม่ซื้อบ้านหรืออพาร์ตเมนต์เพื่ออยู่เอง แต่ก็ซื้อเพื่อเป็นการลงทุน ระบบสังคมไทย ไม่มีเบี้ยบำนาญที่เป็นเรื่องเป็นราวให้กับพนักงานเอกชนเมื่อเกษียณ ที่อยู่อาศัยก็เหมือนการลงทุนที่หญิงโสดพร้อมที่จะจ่าย นอกจากนั้น ผู้หญิงก็พร้อมที่จะจับจ่ายเพื่อซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่สวยงาม และใช้ประโยชน์ในการเก็บสิ่งของต่างๆ มากมายที่ผู้หญิงชอบซื้อและเก็บเพราะไม่ชอบทิ้ง

เครื่องแต่งตัว หญิงโสดมีความมั่นใจในการแต่งตัวมาก พร้อมที่จะจับจ่ายซื้อของที่มีราคาเพื่อให้ตัวเองดูสง่า สวยงาม เครื่องแต่งตัวที่ออกแบบดีไซน์ใหม่ๆ เครื่องสำอาง กระตุ้นการซื้อได้เป็นอย่างดี

การท่องเที่ยว หลายๆ ประเทศในตะวันตก หรือแม้กระทั่งญี่ปุ่น หญิงโสดมีความกล้า และตั้งใจที่จะเที่ยวคนเดียว แต่หญิงไทยยังไม่ถึงขนาดนั้น ยังคงท่องเที่ยวเป็นกลุ่ม การจัดทัวร์สำหรับกลุ่มหญิงโสดโดยรวบรวมสิ่งที่พวกเธอสนใจเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว

ความรัก เมื่อไม่แต่งงานก็ไม่มีลูก แต่หญิงโสดก็ยังคงต้องการแสดงความรัก หญิงโสดใช้จ่าย หรือยอมทุ่มเทเวลาให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างมหาศาล สัตว์เล็กๆ เช่น สุนัข แมว เป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ทุกสิ่งที่สามารถขายให้เด็ก ไม่ว่าจะเป็นอาหารดีๆ อาหารเสริม เครื่องแต่งตัว หรือแม้กระทั่งสถานที่ออกกำลังกาย ก็สามารถขายให้กับความรักที่เธอมีต่อสัตว์เลี้ยงของเธอ

สุขภาพ หญิงโสดพร้อมที่จะจ่ายเพื่อรักษาสุขภาพ ความงาม เพราะเป็นสิ่งที่ยึดถือเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุด อาหารเสริม วิตามิน รวมไปถึง การออกกำลังกายที่ยิม หรือโยคะเพื่อรักษาความงาม ผู้หญิงก็พร้อมที่จะจ่ายเพื่อรักษาสุขภาพที่ดีเอาไว้

อย่าลืมว่า ผู้หญิงมักใช้เวลาในการซื้อ และเลือกในที่ต่างๆ ก่อนที่จะซื้อจริง ควรให้รายละเอียดที่ชัดเจน เกี่ยวกับสินค้า การขาย สุดท้ายอย่าลืมว่า หญิงโสดมีความแตกต่างจากชายโสด เมื่อก่อนการเป็นโสดคือการไม่มีโอกาส เดี๋ยวนี้การเป็นโสดคือทางเลือก การสร้างแบรนด์จะต้องเคารพในสิ่งที่เธอเลือก ข้อความคำพูดที่ใช้ควรเป็นสิ่งที่เฉลิมฉลองความโสด เพชรไม่ได้มีไว้ใส่บนนิ้วนางมือซ้ายสำหรับการแต่งงานเพียงอย่างเดียว แต่ก็สามารถใส่ที่มือขวาเพื่อความงามของการเป็นโสด

สวนผักปากช่อง พลิกโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สวนผักปากช่อง พลิกโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ว่าไปแล้วเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนมักชอบไปเที่ยวต่างจังหวัดตอนปลายฝนต้นหนาว หลายคนไม่ชอบไปเที่ยวตอนหน้าฝน แต่ในความเป็นจริงการไปสัมผัสสถานที่ต่างๆ ในหน้าฝนก็ให้ความรู้สึกไปอีกแบบ โดยเฉพาะการไปในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งหลาย อย่างเช่นในป่าดงพงไพร หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร มองไปที่ไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจี ให้ความรู้สึกสดชื่นตลอดเวลา แม้บางช่วงบางตอนจะมีฝนโปรยปรายมาบ้างก็ตาม

อย่างเมื่อไม่นานมานี้ “คุณสมฤดี จิตรจง” ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด ได้เชิญนักข่าวจากส่วนกลางกลุ่มหนึ่งไปร่วมโครงการ “เที่ยวอีสาน ยามฝนพรำ” โดยเลือกเส้นทางปากช่อง-เขาใหญ่ ซึ่งทาง ททท.อีสาน ต้องการจะโปรโมตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยวของคนในยุคนี้ที่หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น

จากวิกฤตเปลี่ยนเป็นโอกาส

จุดหนึ่งที่ไปเยี่ยมชมกันคือ “สวนผักปากช่อง” ของ คุณเสก-ชยพล กลมกล่อม ในตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นฟาร์มใหญ่ทีเดียวมีพื้นที่ถึง 600 ไร่ มองไปสุดลูกหูลูกตา หากใครได้คุยกับหนุ่มใหญ่ผู้นี้แล้วจะรับรู้ได้ทันที เขาเป็นเกษตรกรที่ไม่ธรรมดาเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะกว่าจะก้าวมาเป็นเกษตรกรอย่างเช่นทุกวันนี้เขาเคยทำธุรกิจบ้านจัดสรรมาก่อน แต่พอเจอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุคต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ชีวิตของเขาจำเป็นต้องพลิกผัน เนื่องจากเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง สุดท้ายคนกรุงเทพฯ อย่างเขา ตัดสินใจเข้ามาทำอาชีพเกษตรที่ปากช่อง

5 ปีที่ผ่านมา สวนผักของเขาก็ปลูกผักเพื่อขายอย่างเดียว แต่ในปีนี้เขาวางแผนทำในรูปเกษตรเชิงท่องเที่ยว เพราะมองว่าน่าจะไปได้ดี สาเหตุหนึ่งคือ ผู้คนหันมานิยมการท่องเที่ยวแบบนี้มากขึ้น และพื้นที่ของสวนก็กว้างใหญ่ ที่สำคัญ มีหลายจุดที่ผู้มาเยือนจะได้ข้อมูลความรู้กลับไป โดยเฉพาะขั้นตอนวิธีการปลูกผักที่ทำรายได้ดี อย่างกุยช่ายขาว ซึ่งปลูกเป็นจำนวนมาก การปลูกขึ้นฉ่ายแบบไฮโดรโปนิกส์ในโรงเรือน นอกจากนี้ ยังมีผักกาดหอมและผักสลัดอีกด้วย

“ผมเรียนจบด้านบริหารมา ไม่ได้เรียนมาทางเกษตร ค่อยๆ พัฒนาเรียนรู้มาเรื่อย ที่ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยวเพราะต้องการลดปริมาณการผลิตให้น้อยลง แต่เพิ่มมูลค่าขึ้น ผมต้องการให้ประชาชนเข้ามาสัมผัสวิถีเกษตรกรว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ทำแล้วได้ประโยชน์แค่ไหน แล้วรายได้ที่เกิดจากการเกษตร ความจริงแล้วมันอยู่ได้ ทำเป็นอาชีพได้ บางคนปลดเกษียณ หรือแม้มีงานประจำแล้วก็สามารถที่จะได้อยู่กับสภาพอากาศดีๆ อีกทั้งได้ออกกำลังด้วย”

“เราเริ่มธุรกิจจากศูนย์ ตอนนี้มีที่ดิน 120 ไร่เป็นของตัวเอง แต่เพิ่งจะมาซื้อได้ไม่กี่ปี นอกนั้นเป็นพื้นที่เช่า ในเรื่องการปลูกพืชชนิดต่างๆ ผมใช้วิธีศึกษาหาข้อมูลจากหนังสือ จากการถาม แล้วเข้าไปเรียนรู้ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ใหม่ๆ ก็น้ำตาตก ปลูกไปก็ไม่ได้เก็บ ปลูกไปหนอนก็กิน ใบเป็นโรค แต่มาคิดว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้”

ทำไมต้องเป็นกุยช่ายขาว ประเด็นนี้ คุณเสก อธิบายว่า ที่เลือกกุยช่ายขาวเพราะว่าราคาดี อีกอย่างคู่แข่งด้านการตลาดน้อย โอกาสที่จะปลูกเป็นฟาร์มใหญ่ทำได้ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีคู่แข่งที่พยายามจะตีราคา ขายสินค้าให้ถูกลง อย่างที่สวนส่งขายเข้าเทสโก้ โลตัส กิโลกรัมละ 100 บาท คู่แข่งก็มาตัดราคาเหลือกิโลกรัมละ 80 บาท เพื่อที่จะดึงลูกค้าไป ซึ่งก็มีหายไปบ้างแต่ไม่เยอะ

เน้นต้องใช้การตลาดนำ

อย่างที่บอก วิธีคิดของคุณเสกไม่ธรรมดา อย่างที่เจ้าตัวสาธยาย “ผมจะใช้การตลาดนำ เนื่องจากว่า ผมเห็นเกษตรกรส่วนใหญ่เอาผักไปขายในตลาด แม่ค้าคนกลางเข้ามาตีราคา แล้วถึงจะได้ขาย แต่ของผมไม่ทำแบบนั้น ผมจะเอาตัวเองเข้าไปหาตลาดก่อน ช่วงแรกเราจะเดินไปหาแม่ค้าในตลาดก่อน ถามว่า พี่ใช้กุยช่ายขาวกี่โล ซื้อไหม เพราะของผมมีคุณภาพ รับรองมาตรฐาน GMP ช่วงใหม่ๆ มาซื้อผม 5 กิโลกรัมบ้าง 10 กิโลกรัมบ้าง ผมพยายามรักษาคุณภาพ ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนหลังโลตัสเห็นสินค้าก็เข้ามาหาที่สวน จึงเริ่มทำสัญญากับห้าง โดยผ่านบริษัทอัลเฟรด ค้าขายกันมาตลอด แต่ทั้งหมดทั้งมวล ผมเน้นเรื่องคุณภาพ อย่างถ้าหนอนลง เราไม่ตัดขายแต่ตัดทิ้งเลย”

แม้สวนผักปากช่องแห่งนี้จะไม่ใช่ฟาร์มออร์แกนิก แต่เจ้าของฟาร์มยืนยันว่าเป็นเกษตรปลอดภัย

“ฟาร์มเรายังใช้สารเคมีอยู่ แต่อยู่ภายใต้ของมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร จะทำให้ไม่มีสารเคมีตกค้างไปถึงผู้บริโภค เรื่องพวกนี้ถ้าเราไม่รักษาคุณภาพ คงไม่สามารถดิวกับเทสโก้ โลตัส ได้ยืนยาวมาหลายปี ในส่วนของแมลงใช้ทั้งที่เป็นอินทรีย์ในส่วนที่ป้องกัน กับเคมีในเรื่องของการระบาด แต่ว่าก่อนที่จะเก็บเกี่ยวสารเคมีแต่ละตัวจะมีอายุการตกค้างที่ไม่เท่ากัน ฉะนั้น ยืนยันได้ว่าปลอดภัยแน่นอน”

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมาเป็นเกษตรกรว่า วิธีคิดในการปลูกพืช ต้องเลือกปลูกพืชที่มีคู่แข่งน้อย ในท้องที่นั้น ผักอะไรที่ปลูกได้และโดดเด่น ซึ่งบางครั้งไม่ต้องไปตามอย่างคนอื่น แต่ให้ดูว่าพื้นที่ที่อยู่ทำอะไรได้ อย่างมีผักโดดเด่น มีผักพื้นบ้าน เช่น ทุ่งกระเจียว ดอกขจร เป็นต้น

คุณเสก บอกด้วยว่า ตลาดกุยช่ายขาวกับขึ้นฉ่าย อัตราการเติบโตดีขึ้น แต่ไม่มาก ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี สำหรับเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกส่งห้าง โอกาสที่จะสร้างฐานะก็ทำได้ เพราะในภาพรวมตลาดผักทั่วประเทศปีละหลายหมื่นล้าน ไม่ว่าจะเป็น โหระพา ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด แต่ต้องเข้าไปหาตลาดให้ได้ คือต้องหาตลาดก่อน ไม่ใช่ปลูกก่อนแล้วค่อยหาตลาด เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกก่อน แล้วค่อยหาที่ขาย

น่าสนใจตรงที่ว่าคุณเสกทำอาชีพเกษตรแค่ 5 ปี แต่สามารถสร้างฐานะได้อย่างมั่นคง และขยายพื้นที่ปลูก เรื่องนี้เจ้าตัวให้ข้อมูลว่า “ทำเกษตรก็สามารถรวยเป็นเศรษฐีได้ อย่างตอนนี้ผมสามารถซื้อที่ได้เป็นร้อยไร่ก็มาจากผักทุกต้นที่เราปลูกขาย จุดสร้างความร่ำรวยของผม ประการแรกความใส่ใจต้องมาก่อน คุณต้องรู้จักเดินไปคุยกับผัก คุณต้องรู้ว่า ผักหิวไหม ป่วยไหม สิ่งเหล่านี้เกิดจากการสังเกต ถ้าใบเหลืองแสดงว่าขาดธาตุอาหาร ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังเจออยู่ในระบบในน้ำ แต่ในดินไม่ค่อยมีปัญหา”

เปิดให้บริการต้นเดือน ธ.ค. นี้

สวนผักปากช่องของคุณเสก นอกจากจะมีผักเด่นอย่างกุยช่ายขาวที่ต้องใช้ฝาครอบให้มิดชิดเพื่อให้เกิดสีขาวแล้ว ขึ้นฉ่ายไฮโดรโปนิกส์ก็เป็นผักเด่นอีกอย่างของสวนนี้ ซึ่งเกษตรกรทั่วไปมักปลูกในแปลงดิน

“ที่นี่เป็นแห่งแรกที่ปลูกขึ้นฉ่ายระบบไฮโดรฯ ผมพัฒนาโนว์ฮาวเอง ถ้าปลูกแบบไฮโดรฯ สามารถทำรอบได้เร็วกว่า ถ้าปลูกในดิน 70-80 วัน ต่อรอบ แต่ของเรา 35 วันก็เก็บขายได้แล้ว และสามารถปลูกต่อเนื่องได้ตลอด คุณภาพเหมือนกัน แต่ต้นทุนต่อหน่วยอาจจะสูงกว่าปลูกในดินหน่อย เพราะมีระบบน้ำ ระบบการจัดการ มีต้นทุนค่าโรงเรือนที่ค่อนข้างสูง”

ในการมาเที่ยวชมสวนผักแห่งนี้ คุณเสกประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจว่า จุดเด่นที่แตกต่างจากสวนอื่นคือ เรื่องของบรรยากาศ มีสถานที่ให้น่าเดิน น่าดู นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปปลูกผักขึ้นฉ่ายโดยที่ไม่ต้องเปื้อนเลย เพราะใช้ระบบโรงเรือน ในน้ำ เป็นระบบไฮโดรโปนิกส์

ในวันที่นักข่าวไปชมสวนดังกล่าว นอกจากจะได้ไปดูแปลงผักทั้งกลางแจ้งและในโรงเรือนแล้ว ยังได้ไปโรงเรือนแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งจะมีการล้างและบรรจุผักหลังการเก็บ โดยมีพนักงานกว่าร้อยคนช่วยกันทำ

ส่วนพื้นที่อีกหลายจุดอยู่ในระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้เสร็จทันในวันที่ 4 ธันวาคมที่จะถึงนี้เพื่อจะเปิดแบบไม่เป็นทางการก่อน โดยเฉพาะห้องน้ำ ร้านค้าขายสินค้าเกษตร สินค้าโอท็อปที่ผลิตในพื้นที่ และเวทีจัดแสดง รวมถึงจุดพักผ่อนของนักท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรีไม่ต้องเสียค่าบัตรผ่านประตู ทั้งนี้ ทางสวนจะมีรถไว้บริการนักท่องเที่ยว เพราะพื้นที่สวนกว้างใหญ่มาก

คุณเสก บอกด้วยว่า ในการมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ปากช่อง นอกจากจะมาที่สวนผักปากช่องแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่ได้มีการประสานงานกันไว้แล้ว อาทิ สวนทุเรียนซีต้า สวนผัก wp ออร์แกนิกฟาร์ม สวนมะยงชิด และสวนผักของเกษตรกรที่อยู่ในบริเวณนี้ หลังจากนั้นสามารถไปเที่ยวเขาใหญ่ หรือวังน้ำเขียวต่อไปอีกก็ได้ เพราะอยู่ไม่ไกลกัน

นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามคุณเสกได้ที่ โทรศัพท์ (081) 876-3388 พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เป็นเกษตรกรรวยได้ ถ้าใส่ใจ แล้วทำจริง และรักษาคุณภาพสม่ำเสมอ”