พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

นักธุรกิจข้างถนนพูดกันให้แซดว่า ไม่ว่า “หม่อมอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะพ้นจากตำแหน่งไปในลักษณะไหน? อย่างไร? และมี “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เข้ามาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกระทรวงการคลังแทน

เชื่อขนมกินได้เลยว่า เศรษฐกิจคงยังตกสะเก็ดอย่างนี้อีกนานแสนนาน

ถามว่าทำไมเป็นเช่นนั้น?

นักธุรกิจข้างถนนคนนั้นตอบแบบอิงแอบความรู้สึกส่วนตัว โดยไม่เกี่ยวกับทฤษฎีทางเศรษฐกิจของสำนักไหนใดๆ ทั้งสิ้นว่า…ก็ในเมื่อคนยังไม่ใช้เงิน

“ต่อให้สินค้าลดราคาต่ำลงสุดๆ คนก็ไม่ซื้อ ไม่ใช่เพราะไม่มีกำลังซื้อนะ มีกำลังซื้อ แต่ขอเลือกซื้อของที่จำเป็นมากกว่า เช่น ข้าว ปลา อาหาร เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ แต่ประเภทเครื่องแต่งกายขอผลัดไปก่อน ยอมใส่ของที่มีอยู่เดิมๆ ก่อน ไว้เศรษฐกิจดีเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกที”

จากนั้น เขายกตัวอย่างสมทบให้ฟังถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ขณะนี้ว่า มีแต่คนเลือก แต่ไม่ค่อยมีใครซื้อ ยกเว้นสินค้านั้นดีจริงๆ หรือลดราคาถูกลงอย่างน่าจูงใจจริงๆ ลูกค้าถึงจะยอมควักกระเป๋า

ไม่นับผับ คลับ บาร์

แถวถนนเกษตร-นวมินทร์

รัชดาภิเษก อาร์ซีเอ

ทองหล่อ เอกมัย สุขุมวิท

ที่แทบจะหาคนเที่ยวไม่ได้เลย

จนทำให้พริตตี้ที่เคยเชียร์เบียร์ยี่ห้อต่างๆ อย่างเมามันส์ในอดีต ค่อยๆ ถูกเลิกจ้างไปทีละคนๆ ที่สุดไม่เหลือให้เห็นร่างเงาของพวกเธอเลย

ผมค่อยๆ นึกตามคำพูดของเขา ก็พบว่าสิ่งที่เขาพูดมีความเป็นจริงทั้งสิ้น และขณะที่นึกตามอยู่นั้น เขายกตัวอย่าง ร้านข้าวต้มสมพงษ์ที่อยู่ตามถนนเส้นต่างๆ ที่เมื่อก่อนต่างคลาคล่ำไปด้วยนักท่องราตรีที่ชอบหาข้าวต้มกินก่อนกลับบ้าน

ผ่านไปเมื่อไหร่ก็แน่น

ผ่านไปเมื่อไหร่ก็มีคนนั่งอยู่หลายโต๊ะ

แต่เดี๋ยวนี้ไปดูสิ

มีแต่ลูกจ้าง CLMV (กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม) เอาแต่นั่งแชทไลน์บนสมาร์ตโฟนอย่างสนุกสนาน

ไม่เท่านั้นนะ…เขาสำทับต่อ ขนาดร้านลาบ ส้มตำที่ขายตอนกลางคืนยังบ่นเลย เพราะเมื่อก่อนพวกแท็กซี่ที่เสร็จจากวิ่งกะกลางคืนจะมานั่งกินเป็นประจำ แต่เดี๋ยวนี้ไปดูสิ มาสักคนสองคนพ่อค้าแม่ค้าก็ดีใจแล้ว

ผมเริ่มมองเห็นความโหดร้ายของเศรษฐกิจตกสะเก็ดขณะนี้

จนรู้สึกว่าหากขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปคงแย่แน่ เพราะอย่าลืมว่าในความเป็นจริง คนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าก็คือพ่อค้าแม่ขาย คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เอง

คนชั้นบนเรียกคนเหล่านี้ว่า คนรากหญ้า

คนรากหญ้าที่มีอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดของสังคม ดังนั้น หากรัฐบาลใดเอาเงินของรัฐใส่ไปที่คนรากหญ้า ก็เชื่อแน่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเกิดแรงสั่นกระเพื่อม จนทำให้วงจรเศรษฐกิจขยับตัวได้

ผ่านมาแม้ “หม่อมอุ๋ย” จะพยายามทำอยู่บ้าง

แต่ด้วยเศรษฐกิจโดยรวมของเอเชีย และของโลกประสบปัญหา บวกกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าเร่งเครื่องเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการปักหมุดรถไฟฟ้าความเร็วสูง-ทางคู่ให้ได้สักสายไม่สัมฤทธิผล ที่สุดเศรษฐกิจของประเทศไทยก็เป็นดั่งที่เห็น

กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก

กระทั่ง “ดร.สมคิด” เข้ามานั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในการปรับคณะรัฐมนตรีไม่นานผ่านมา พร้อมกับชูนโยบาย 3 ด้านในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ประกอบด้วย

หนึ่ง ต้องการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรม เหมือนอีสเทิร์นซีบอร์ด เพื่อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนไทย ต่างชาติ ต่อยอดเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

สอง เร่งมาตรการช่วยเหลือ SMEs ในการช่วยด้านสินเชื่อ เช่น ช่วยค้ำประกัน และปล่อยกู้เพื่อประคองเศรษฐกิจ

สาม หาวิธีใส่เงินงบประมาณเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระดับล่าง หรือรากหญ้า ทั้งนั้นเพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

กล่าวกันว่า สาเหตุหลักที่ “ดร.สมคิด” ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ด้านดังกล่าว เพราะเขาต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจรู้สึกว่าสถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในระดับนิ่ง ที่สำคัญ เขาต้องการแยกระหว่างประชานิยม กับการช่วยเหลือคนจนให้ออกจากกัน ด้วยการออกแบบมาตรการต่างๆ ของรัฐเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

ซึ่งเราๆ ท่านๆ คงต้องมาดูกันอีกทีว่าสิ่งที่ “ดร.สมคิด” และทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คิดนั้นจะเป็นจริงในเร็ววันหรือไม่

แต่อย่างที่ทุกคนทราบ

ชั่วโมงนี้เราๆ ท่านๆ คงต้องเอาตัวให้รอดก่อน

เหมือนอย่างกับ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์มาม่า และสินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ รวมถึงร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์อย่าง 108 ช็อป ที่ขณะนี้หันไปจับมือกับบริษัท เมียนมาร์ คอนวีเนียนสโตร์ จำกัด เพื่อเปิด 108 ช็อปในพม่ามาระยะหนึ่ง

ล่าสุดเขาขยายธุรกิจร้านสะดวกซื้อในพม่าเพิ่มขึ้น ด้วยการจับมือเป็นพาร์ตเนอร์กับซิตี้มาร์ท กลุ่มค้าปลีกรายใหญ่ของพม่า ทั้งยังเปลี่ยนชื่อร้าน จาก 108 ช็อปที่มีอยู่ 20 สาขา มาเป็น “ซิตี้ เอ็กซเพรส” พร้อมขยายสาขาเป็น 60 สาขาในเมืองย่างกุ้ง

ถือเป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่าง และโดดเด่นในธุรกิจค้าปลีก ในขณะที่ร้านค้าปลีกรายอื่นๆ ยังสนุกสนานอยู่กับการลงทุนในประเทศ

แต่สหพัฒน์มาก่อนแล้ว

ผมถึงมีความเชื่อว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะตกสะเก็ดนานแค่ไหน เราต้องพยายามหาทางปรับตัวกับวิกฤตเช่นนี้ให้ได้ ที่สำคัญ จะต้องสร้างความแตกต่างในธุรกิจให้ได้เช่นกัน

ยักษ์ใหญ่บางทีทำอะไรอาจขยับยาก

แต่ยักษ์เล็กๆ อย่างเราๆ คิดจะทำอะไรแล้ว ลงมือทำทันที

บางทีวิกฤตที่เป็นอยู่จะกลับกลายเป็นโอกาสในวันหนึ่งก็ได้

ใครจะไปรู้?

เรื่องถ่าย ไม่ง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

เรื่องถ่าย ไม่ง่าย

ถ้าเรียกตามภาษาชาวบ้าน คำว่า “ถ่ายไม่ง่าย” ก็น่าจะหมายถึง “ท้องผูก” นั่นเอง สำหรับคนทั่วไป ปัญหาท้องร่วง ท้องเดิน ถ่ายเหลว เป็นปัญหาที่รักษาไม่ยากนัก แต่ปัญหาท้องผูก กลับเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ตามคำจำกัดความ ภาวะท้องผูก หมายถึง การที่ลำไส้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระได้ง่ายและสม่ำเสมอ มีการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ร่วมกับก้อนอุจจาระมีลักษณะแข็ง และยากต่อการขับถ่ายออกมา คนที่มีท้องผูกอาจต้องออกแรงเบ่ง ทำให้รู้สึกเจ็บปวดเวลาถ่ายอุจจาระ ท้องอืด มีลมเยอะ แน่นท้อง ต้องใช้เวลาถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน

ลำไส้ของคนเรายาวประมาณ 20 ฟุต เป็นลำไส้เล็ก 15 ฟุต และลำไส้ใหญ่ 5 ฟุต อาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้วจะผ่านลำไส้เพื่อได้รับการดูดซึม เหลือส่วนที่ไม่ย่อยและไม่ดูดซึม ซึ่งจะถูกถ่ายออกมาเป็นอุจจาระ ถ้าไม่ถ่ายออกมา อุจจาระที่ตกค้างจะเป็นของเสียที่เกาะตัวกัน รวมทั้งเกาะสะสมกับผนังลำไส้ได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะท้องผูก มีหลายสาเหตุ ได้แก่

1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด

2. ทานอาหารที่มีกากใย (fiber) น้อย

3. ดื่มน้ำน้อย

4. ระบบดูดซึมผิดปกติ เช่น มีน้ำมันเคลือบอยู่มากทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไปไม่หมุนเวียน

5. ถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะไม่ถ่ายช่วงเช้าระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.

6. มีพยาธิหรือเชื้อราทำให้การย่อยอาหารผิดปกติ

บริเวณปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวมาจ่อปลายทวาร ประสาทปลายทวารจะส่งสัญญาณบอกสมองให้รู้สึกปวดอยากถ่ายหนัก แปลกมากที่เวลาหลัง 7 โมงเช้าไปแล้ว ลำไส้จะทำงานไม่ปกติ จะบีบอุจจาระให้ขาดเป็นช่วงๆ เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราจะหยุด แต่ความจริงอุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก พอเหลือค้างอยู่ แทนที่จะอยู่ที่เดิม มันกลับถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อที่ปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอยากจะถ่ายอีก อุจจาระที่ค้างไว้นี้จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามา ก็จะแซงหน้าออกไปก่อน ไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งอยู่ก็จะเกาะผนังลำไส้ติดแน่นขึ้น ดังนั้น ทุกวันที่ถ่ายก็ถ่ายเฉพาะอุจจาระที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือค้างก็เกาะไปเรื่อยๆ จนใหญ่พอจะไปกดทับเส้นเลือดต่างๆ ในช่องท้อง กดทับกระดูกสันหลังทำให้เกิดอาการ เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดไหล่ และสะบัก เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ มีฝ้าขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้น เคยมีการชันสูตรศพผู้ที่เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น แล้วพบมีอุจจาระตกค้างในลำไส้หนักถึง 10 กิโลกรัม บางทีการที่เราลดน้ำหนักไม่ลง อาจเนื่องมาจากมีอุจจาระตกค้างในลำไส้อยู่หลายกิโลกรัมก็ได้ ถ้าเอาออกไปได้คงผอมลงไม่น้อย ทำอย่างไรจะล้างลำไส้ เอาอุจจาระตกค้างออกไปได้ ให้ลองทำดังนี้

1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานได้ทุกวัน หรือ 3-4 วัน ต่อสัปดาห์

2. นมสด 2 กล่อง (รวมได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร) และกล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า ช่วงแรกทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติแล้ว ลดเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา

ทานจนกว่าอุจจาระจะออกมาหมด ถ้าออกมาหมดแล้ว จะรู้สึกได้ว่า โล่งท้อง ตัวเบาขึ้น บางครั้งอาจต้องทำหลายครั้ง เพราะภาวะนี้จะเกิดขึ้นอีกถ้าไม่ได้ปรับการทานอาหาร ไม่ดูแลเรื่องการดื่มน้ำ ถ้าดูแลเรื่องลำไส้ได้ดีแล้ว น้ำหนักจะลด ผิวพรรณจะดี

บางครั้งก็ต้องมีการล้างลำไส้เป็นระยะ เพราะถ้าระบบดูดซึมสารอาหารของลำไส้ถูกชั้นไขมันปกคลุมจนเสียหน้าที่ไป การดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เช่น ธาตุเหล็กไปสร้างเม็ดเลือดก็ไม่ได้ การทานยาหรือวิตามินต่างๆ ก็ไม่ถูกดูดซึมหรือไปได้น้อย ทำให้เกิดการเจ็บป่วย เกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนั้น ผู้ที่ทานอาหารที่ผัดด้วยน้ำมันหรือของทอดน้ำมันบ่อยๆ ควรล้างลำไส้เพื่อให้ระบบดูดซึมทำงานได้ดีขึ้น เปรียบเสมือนการทานข้าวแล้วไม่ล้างจาน มื้อต่อไปก็ใช้จานใบเก่ามาใช้ทานข้าวอีก ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย

การล้างลำไส้ ทำได้โดยใช้โยเกิร์ต (yogurt) ธรรมชาติครึ่งถ้วย นมสด 1 กล่อง (250 ซีซี) น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ มะนาวครึ่งลูก มาผสมรวมกัน ตั้งไว้สักพักจึงทาน รสชาติปรับได้ตามใจชอบ ถ้าทานตอนเช้า จะช่วยลดน้ำหนัก ทำทานตอนบ่าย จะช่วยล้างลำไส้เล็ก จะช่วยให้มีการขับถ่ายดีขึ้น

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเข้าห้องน้ำคือช่วงเช้า เวลา 05.00-07.00 น. สำหรับคนที่ไม่ชิน อาจจะต้องเริ่มฝึก แต่ถ้าไม่ปวดก็ไม่ต้องเบ่ง ปกติแล้วลำไส้จะมีการบีบตัวเป็นพักๆ ทำให้ปวดเป็นช่วงๆ ถ้าช่วงไหนปวดก็เบ่งตามออกมาเลย ที่สำคัญ อย่าอั้นการถ่ายตอนเช้า เพราะนาทีทองของการถ่ายอยู่ที่ช่วงเวลาเช้านี้เท่านั้น ถ้าอั้นจนเลยเวลาไปแล้ว จะไม่ปวดเลยทั้งวัน หากใน 1 วันจะเข้าห้องน้ำ 1-3 ครั้งเป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญ คือถ้าไม่จำเป็นอย่าทานยาถ่ายบ่อย เพราะการใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะมีผลทำให้เกิดภาวะขาดวิตามินได้ หากเกิดภาวะท้องผูกแบบหนักๆ ควรปรึกษาแพทย์ดีที่สุด

เรื่องไม่ง่าย ถ่ายลำบาก ยากบอกกล่าว

เพราะคนเรา เอาเก็บไว้ ไม่เปิดเผย

แม้นกินถูก ผูกก็คลาย ง่ายจริงเอย

อย่าละเลย เคยเวลา พารื่นรมย์

Table Set

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07069150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่างคิดช่างทำ

กิ่งกมล เพชรพิมล

Table Set

วันนี้เราจะมาจัดดอกไม้สำหรับโต๊ะอาหารแบบง่ายๆ โดยใช้อุปกรณ์ภายในบ้านได้เลยค่ะ

อุปกรณ์

1. เปลือกไข่

2. ดอกไม้ประดิษฐ์หลายๆ แบบ

3. แอปเปิ้ลสีทอง

4. จานเปลสี่เหลี่ยม

ขั้นตอนการทำ

1. เริ่มจากนำจานเปลสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะกับโต๊ะอาหาร หรือสถานที่ที่ต้องการนำไปวาง นำแอปเปิ้ลสีทอง 3 ลูก มาวางเรียงในจาน

2. จากนั้นนำแอปเปิ้ลสีทองมาวางเพิ่มอีก 2 ลูก นำเปลือกไข่ 4 ใบ วางสลับกับแอปเปิ้ลสีทอง

3. จากนั้นนำใบไม้ประดิษฐ์ 2 ใบมาประดับที่ชิ้นงาน 2 มุม นำดอกไม้ประดิษฐ์ดอกเล็กๆ ใส่ลงในเปลือกไข่

4. สุดท้ายนำดอกไม้ประดิษฐ์อีก 1 ชุด ใส่ลงในเปลือกไข่ที่เหลือ

เพียงเท่านี้ เราก็จะได้ Table Set ดอกไม้ประดับโต๊ะอาหารแบบง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ภายในบ้านเลยค่ะ ผู้อ่านจะนำไปประยุกต์โดยใช้ผักหรือผลไม้อย่างอื่น ที่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์และสีสันสดใส เช่น ฟักทองสี ส้มแมนดาริน มาใช้แทนแอปเปิ้ลก็ได้นะคะ

ส่องโปรดักต์ไอเดียเลิศ งาน “T.I.D.E.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เสริมไอเดีย

ศีล มติธรรม srangbun@hotmail.com

ส่องโปรดักต์ไอเดียเลิศ งาน “T.I.D.E.”

“แจ่ม บรรเจิด เลิศล้ำ นวัตกรรมเบ่งบานที่งาน T.I.D.E.” เป็นแนวคิดในการจัดงาน THAILAND INNOVATION AND DESIGN EXPO 2015 ของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในปีนี้ ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจอยากรู้รายละเอียดต่างๆ ติดตามได้ทางเว็บไซต์ http://www.thailandinnodesign.com หรือ โทรศัพท์ (02) 507-8270

ร้อยเอก สุวิพันธุ์ ดิษยมณฑล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาการพาณิชย์ กล่าวว่า งานจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นงานจัดแสดงผลงานด้านการออกแบบ ผลงานด้านนวัตกรรมของไทย ผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลงานที่ได้รับรางวัลเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงผลงานด้านการออกแบบของไทยที่ได้รับรางวัลจากต่างประเทศ

ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง

ร้อยเอก สุวิพันธุ์ บอกด้วยว่า ผลงานที่ผ่านมาได้มีการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนไป โดยมีแนวโน้มพัฒนานวัตกรรมให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนเมืองมากขึ้น จะเห็นได้ชัดจากนวัตกรรมด้านอาหาร มีการพัฒนาจัดทำในรูปแบบของอาหารเพื่อพร้อมรับประทาน Ready to Eat มีความสะดวก รวดเร็ว แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์ อาทิ ข้าวลดความอ้วน ข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น การหันมาคำนึงถึงผลทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการใช้วัสดุเหลือใช้เพื่อพัฒนานวัตกรรม อาทิ การใช้ขี้เลื่อยจากยางพารามาทำก้อนเห็ด การพัฒนาชิ้นงานในลักษณะ Multi-Purpose เช่น การออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพองค์รวม ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีและดีต่อสุขภาพด้วย

สำหรับผลงานและผลิตภัณฑ์ที่ทางกรมได้นำมาเสนอในวันแถลงข่าวมี 28 ผลงาน อาทิ ชุดปลูกเห็ดสำเร็จรูป “Mush Boom” ของ คุณพิศมัย ธรรมรับเจริญ ที่ประกอบด้วยก้อนเห็ดทำจากขี้เลื่อยยางพารา และใส่เชื้อเห็ดแบบพิเศษ สามารถออกดอกได้ถึง 4 เดือน ปลูกและดูแลได้ง่ายเพียงรดน้ำวันละ 2-3 ครั้ง ภายใน 10 วัน สวยงาม สะอาดปลอดภัย และสามารถทานได้จริง

เครื่องหยอดข้าว (Rice Drum Seeder) ของ บริษัท แกตต์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นเครื่องหยอดข้าวนาตมและข้าวนาแห้ง ทำจากวัสดุพลาสติกที่แข็งแรงทนทานและน้ำหนักเบา ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อให้ใช้งานง่าย โดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงแค่ 6 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้การปลูกข้าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แอพพลิเคชั่น อีโคไลฟ์ (Ecolife : Eco Mobile Application) ของ บริษัท คิดคิด จำกัด (KID KID Co., Ltd.) เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยเปลี่ยนแปลงการเดินทางในทุกครั้งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการเปิดใช้ Ecolife ขณะเดิน ปั่น หรือขับ (ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง) เพื่อสะสมเป็น Ecopoint สำหรับแปลงเป็นสิทธิประโยชน์มากมายจากร้านค้าต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมสนับสนุนการปลูกต้นไม้จริงตามพื้นที่ต่างๆ ผ่านการคำนวณเปรียบเทียบค่าการลดคาร์บอนในอากาศ ที่จะนำไปสู่การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ

อากาศยานไร้คนขับควบคุมด้วยคลื่นไฟฟ้าสมอง (Fly out your mind) ของ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) ควบคุมด้วยระดับแอตเทนชั่นของสัญญาณสมอง เป็นเกมที่สามารถเล่นได้หลายคนพร้อมกันผ่านเทคโนโลยี BCI ที่นำสัญญาณสมองมาประมวลผลเป็นระดับในการควบคุมระดับความสูงในการบินของโดรน

หนังชีวภาพผลิตได้หลากหลาย

ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสีเขียวจากไหมอีรี่ (Green Textile Products from Eri Silk) ของ ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้น ที่มีคุณสมบัติเนื้อฟู มีความนุ่ม สามารถย้อมติดสีธรรมชาติได้ดี และปั่นเป็นเส้นด้ายได้ทั้งวิธีการปั่นมือและเครื่องจักร นอกจากนี้ การที่เส้นใยไหมอีรี่เกิดจากหนอนไหมอีรี่ที่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร จึงสามารถส่งเสริมเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังได้อีกทางด้วย

แองเจิล ไบค์ (ANGLE BIKE) บริษัท แองเจิล ไบค์ จำกัด (ANGLE BIKE CO., LTD.) จักรยานที่ออกแบบมาเพื่อการปั่นในชีวิตประจำวันของคนเมือง ด้วยฐานล้อสั้น มีวงเลี้ยวแคบแต่มั่นคง และดีไซน์ท่อด้านบนที่กดต่ำทำให้ผู้ปั่นสามารถขึ้นลงสะดวก ซึ่งปั่นทางเรียบตรงยาวๆ สามารถทำความเร็วทางตรงได้ถึง 50 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

หนังชีวภาพ (BIO LEATHER) ของ ดร.กฤษณ์ เย็นสุดใจ นับเป็นครั้งแรกกับการนำแผ่นเซลลูโลสชีวภาพที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเลี้ยงแบคทีเรียในน้ำข้าว จนแปรเปลี่ยนเป็นแผ่นวุ้นสีขาวโปร่งแสงพร้อมเส้นใยขนาดเล็กเชื่อมกันเป็นร่างแห ซึ่งเดิมทีใช้ประโยชน์สำหรับสมานแผลหรือเป็นมาส์กบำรุงผิว นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องแต่งกายนวัตกรรมที่ให้รูปลักษณ์แปลกตา

กระเป๋าเป้ยังชีพ (SURVIVAL BACKPACK) ม.ล.อรณิชา จักรพันธุ์, น.ส.บุรฉัตร มณีวรรณ โดยบรรจุอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ภายใน เช่น อาหารแห้ง เสื้อผ้า ไฟฉาย ไว้ในกระเป๋า เพื่อยังชีพได้ 3-5 วันในป่าหรือพื้นที่หลบภัย สามารถกางออกเป็นเปลและมีถุงนอนภายในหรือแขวนเป็นชิงช้าได้

BRACE STOOL (With Cushion) ฝีมือ คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ บริษัท อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ จำกัด เป็นไอเดียการออกแบบม้านั่งยาวที่สลักอักษรเบรลล์บนพนักพิงว่า “หากคุณต้องนั่งเหงาเพียงคนเดียว ลองขยับไปข้างๆ และปล่อยพื้นที่ว่างให้ใครสักคนมานั่งข้างๆ เป็นเพื่อนคุณ” นอกจากอักษรเบรลล์จะเป็นตัวแทนสำหรับสื่อสารกับผู้พิการทางสายตาแล้ว ยังสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ด้านดีไซน์ และความใส่ใจต่อคนรอบข้าง

เฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพองค์รวม (Holistic Health & Wellness Furniture) ของ บริษัท ไดรฟ์บอท จำกัด (Drivebot Co., Ltd.) เป็นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่นำศาสตร์ตะวันออก ประกอบด้วย อายุรเวท จักระ ปราณ พลังออร่า และสีเพื่อการบำบัด มาตีความใหม่และสร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพองค์รวม

ข้าวลดความอ้วน-น้ำตาลต่ำ

ไดรฟ์บอท (Drivebot) ของ บริษัท ไดรฟ์บอท จำกัด (Drivebot Co., Ltd.) เป็นอุปกรณ์ที่ต่อกับรถยนต์และโมบายแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ตนเองได้อย่างง่ายดาย

ชุดช่วยหายใจหนีไฟ (Urgent Fire-Pak) ของ บริษัท นิรินธน์ดีไซน์ จำกัด เป็นนวัตกรรมของการพัฒนาชุดช่วยหนีไฟแห่งเดียวในโลก ที่มีระบบถังอากาศน้ำหนักเบา ใช้แล้วทิ้ง ทำจากผ้ากันลามไฟ โดยนำกระดาษสามาเคลือบสารกันลามไฟเพื่อประดิษฐ์เป็นชุด

เครื่องวัดความง่วงแบบอัตโนมัติ Alertz (Sleep Alarm) ของ ศูนย์ปฏิบัติการเชื่อมต่อสัญญาณสมองกับคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้เทคโนโลยีการตรวจวัดคลื่นสมอง ความแม่นยำสูง ที่เครื่องจะเตือนเมื่อเกิดอาการง่วง

หมวกนิรภัยหายใจสะอาด (Air Purified Helmet) เป็นการออกแบบเครื่องฟอกอากาศพลังแสงอาทิตย์ขนาดเล็กติดตั้งเข้ากับหมวกนิรภัย เพื่อทำการฟอกอากาศให้กับผู้สวมใส่หมวกนิรภัย เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีราคาถูก ขนาดกะทัดรัด มีสมรรถนะสูงในการกำจัดฝุ่นละออง ควัน เขม่า และมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่มีต่อผู้สวมใส่หมวกนิรภัยด้วย

ข้าวลดความอ้วน (Smart Diet Rice) ของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนเจอร์ฟู้ดโปร์ดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยเทคโนโลยีการผลิตข้าวกล้องกึ่งสำเร็จรูปร่วมกับการเสริมแอลคาร์นิทีนเข้ามาแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จึงสามารถผลิตข้าวลดความอ้วนที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเฉลี่ย 50-52 โดยข้าว 1 หน่วยบริโภค (1 จาน) ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี และมีใยอาหารสูงถึง 5,000 มิลลิกรัม (หรือ 60,000 มิลลิกรัม ต่อ 1 ถุง) พร้อมเสริมคุณค่าจากสารแอลคาร์นิทีนในปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายต้องการต่อวัน (300 มิลลิกรัม ต่อวัน) นอกจากนี้ ยังเป็นข้าวกึ่งสำเร็จรูปที่หุงสุกไวกว่าข้าวกล้องธรรมดา และสามารถหุงด้วยเครื่องไมโครเวฟใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที จึงเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ เพิ่มใยอาหาร กระตุ้นระบบขับถ่าย และช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สะดวกรวดเร็วขึ้น

มะม่วงกวนรสน้ำปลาหวาน MANGO SHEET (Sweet Fish Sauce Flavor) ของ บริษัท ไทย พาราดิโซ ฟู๊ดส์ จำกัด เป็นการผสมผสานระหว่างมะม่วงกวนกับน้ำปลาหวานรสชาติกลมกล่อม เกิดเป็นมะม่วงกวนรสน้ำปลาหวานที่อร่อยเข้มข้น แซบถึงเครื่อง อีกทั้งยังสะอาดปลอดภัยและสามารถเก็บได้นานโดยไม่ใช้สารกันเสีย ใครที่ได้ลองรับรองติดใจ

ข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูป (Instant Sticky Rice Pudding) และข้าวเหนียวมูนกึ่งสำเร็จรูป (Instant Sticky Rice in Coconut Sauce) ของ บริษัท ซีโอ สวนสระแก้ว จำกัด แบรนด์ FRICE โดยข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมการผลิตเป็นข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูปผสมผลไม้ ได้แก่ ลำไย เผือก ถั่วดำ ถั่วแดง และขนุน เป็นต้น ส่วนข้าวเหนียวมูนกึ่งสำเร็จรูป แค่เพียงเติมน้ำและอุ่นในไมโครเวฟไม่เกิน 4 นาที ก็จะได้ข้าวเหนียวมูนที่มีคุณภาพเหมือนปรุงสดใหม่ทุกประการ

เครื่องดื่ม อิบิซ่า ฟันดริ๊งก์ รสเบียร์ EBIZA FUN DRINK (Beer Flavor) ของ บริษัท บราโวมิโตะ อินเตอร์ฟู้ด จำกัด เป็นเครื่องดื่มกลิ่นรสเบียร์แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่รักการสังสรรค์โดยไม่ทำลายสุขภาพ

เล็งขายให้ร้านอาหารไทยในต่างแดน

ผงถั่วลูกชุบสำเร็จรูปของ คุณนพวรรณ จงสุขสันติกุล เป็นการทำลูกชุบให้ง่ายขึ้น ด้วยการผลิตผงถั่วลูกชุบสำเร็จรูป ที่แค่เพียงเติมน้ำผสมลงไปก็สามารถปั้นลูกชุบได้ทันทีภายใน 10 นาที ถือเป็นเจ้าแรกเจ้าเดียวในเมืองไทย

คุณนพวรรณ เล่าว่า หลังจากได้รับเชิญจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนหลายแห่งให้นำขนมไทยไปโชว์ในต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลา จึงคิดค้นผงถั่วลูกชุบสำเร็จรูปเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำ และเมื่อทดลองนำไปขายในงานไทยเฟ็กซ์ที่ผ่านมาก็มีเสียงตอบรับอย่างดี เพราะสามารถทำทานได้เลยเพียงแค่เติมน้ำเข้าไปเท่านั้น ใครๆ ก็ทำได้เพราะมีวิธีทำไว้เรียบร้อย โดยผงถั่วครึ่งกิโลสามารถทำลูกชุบได้ถึง 200 ลูก

ช่วงแรกนี้ คุณนพวรรณ ระบุว่า คงทำขายเฉพาะในร้านอาหารไทยในต่างประเทศก่อน คงไม่ขายปลีกทั่วไป หรืออาจจะมีตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ ยังทำขนมไทยกึ่งสำเร็จรูปอีกหลายอย่าง เช่น ช่อม่วง ปั้นสิบไส้ปลา และขนมจีบตัวนก

ทั้งนี้ ในงาน T.I.D.E. ยังมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ดังเช่น น้ำมันรำข้าว KING ชนิดโอรีซานอลสูง, ชอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวคิง, ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวคิง, แป้งรำข้าวคิง ของ บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ซึ่งน้ำมันรำข้าวอุดมด้วยโอรีซานอล เป็นสารธรรมชาติที่พบได้เฉพาะในน้ำมันรำข้าว และมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ (สูงกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า) ทั้งยังมีไฟโตสเตอรอล ที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอก เป็นน้ำมันพืชที่มีจุดเกิดควันสูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไป จึงเหมาะกับการประกอบอาหารทุกประเภท

บ้านสำเร็จรูปที่สร้างจากแผงโครงสร้างเหล็ก (Panelized Home System) ของ คุณบัญชา กัมปนาทแสนยากร ในนามบริษัท นิวโฮม คอนเซ็ปท์ จำกัด อันเป็นบ้านสำเร็จรูปสร้างจากแผงโครงสร้างเหล็ก ที่ใช้กรรมวิธีก่อสร้างแบบงานประกอบ ไม่ซับซ้อน รวดเร็ว ใช้แรงงานน้อย และได้มาตรฐาน

บาลันช์-บรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ของ คุณโศภิษฐา ธัญประทีป ร่วมกับ สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถยกชั้นไขมันที่มีอยู่มากในอาหารประเภทผัดหรือแกงกะทิ และจัดการเททิ้งออกได้อย่างง่ายดาย จึงช่วยลดปริมาณพลังงาน (แคลอรี) ในอาหารลงได้ และทำให้การรับประทานอาหารเมนูเหล่านั้นดีต่อสุขภาพมากขึ้น

รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับ (Foldable Electric Scooter) ของ คุณศราวุธ คุณความดี จาก บริษัท เอ็ม เทค กรีน เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สำหรับการเดินทางระยะทางใกล้ในเมือง โดยตัวรถมีความแข็งแรงและสามารถพับเก็บได้จึงประหยัดพื้นที่ ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าเดินทางด้วย

เครื่องฆ่าเชื้อช้อน-ส้อมระบบอัลตราไวโอเลต (Utensil Sterilization) ไอเดียของ ดีเอ็นเอ เคมีคอลเฮ้าส์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเครื่องฆ่าเชื้อที่พัฒนาขึ้นทดแทนการใช้หม้อต้มน้ำร้อนลวกช้อน-ส้อมแบบเดิม โดยการนำยูวีซีมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดการติดต่อของเชื้อโรค ลดการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบ และสามารถลดปริมาณเชื้อโรคต่างๆ ถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังปราศจากสารเคมีและสารพิษตกค้าง

รู้ทันก่อนศัลยกรรมทำพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07073150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

รู้ลึกรู้จริงก่อนสวย

นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมความงามกรุงเทพ AIC

รู้ทันก่อนศัลยกรรมทำพิษ

ในช่วงปีที่ผ่านมา มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่เกิดจากการทำศัลยกรรมความงามเป็นระยะๆ หลายครั้งถึงขั้นเสียชีวิต เสียโฉม ตาบอด เป็นต้น

และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวพบหญิงสาวเสียชีวิตในห้องพัก แล้วสงสัยว่าจะมีสาเหตุมาจากการไปทำศัลยกรรมคางมาเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ซึ่งในความจริงแล้ว มันแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่เนื่องจากผู้คนในสังคมมีทัศนคติที่ไม่สู้ดีนักต่อการทำศัลยกรรม ทำให้การทำศัลยกรรมความงามกลายเป็นแพะรับบาปไป อันที่จริงเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำศัลยกรรมความงามนั้นย่อมมีความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง แต่ผลดีของศัลยกรรมความงามก็มีอยู่ไม่น้อย มิฉะนั้นหลายๆ คนคงไม่ยอมเจ็บตัว และเสียเงินไปทำศัลยกรรมเสริมความหล่อ ความสวยกัน จริงมั้ยครับ ผมว่าหากเรามีความรู้ และเข้าใจในสิ่งที่เราจะทำ เราก็จะสามารถจำกัด หรือลดความเสี่ยงต่างๆ ลงไปได้เกือบหมด

ข้อควรรู้ และควรปฏิบัติก่อน และหลังทำศัลยกรรมความงามมีอะไรบ้าง แต่ก่อนอื่นผมขออธิบายก่อนว่า การทำศัลยกรรมความงาม ปกติเราสามารถแบ่งง่ายๆ เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผ่าตัดใหญ่ คือลงมีดและวางยาสลบ เช่น ผ่าตัดดึงหน้า ผ่าตัดแก้รูปกระดูกใบหน้า แปลงเพศ การเสริมหน้าอก การดูดไขมัน 2) กลุ่มผ่าตัดเล็ก คือลงมีดแต่ไม่ต้องวางยาสลบ เช่น เสริมจมูก ทำตา 2 ชั้น เสริมคาง 3) กลุ่มที่เรียกว่า กึ่งศัลยกรรม เช่น ร้อยไหม ฉีดฟิลเลอร์ เป็นต้น ทั้งนี้ การรักษาบางอย่าง เช่น การดูดไขมัน บางครั้งอาจวางยาสลบ บางครั้งก็แค่ใช้ยาชาเฉพาะที่ แต่การวางยาสลบคนไข้จะสบายกว่า ไม่เจ็บ และแพทย์สามารถให้การรักษาดูดไขมันได้เต็มที่ แต่หากไม่วางยาสลบ การดูดไขมันจะเจ็บกว่ามาก และแพทย์ก็ไม่อาจดูดไขมันได้มาก หรือทำได้เต็มที่

ข้อควรรู้ก่อนไปทำศัลยกรรมความงามคือ หากการรักษาอยู่ในกลุ่มที่ต้องวางยาสลบ จะมีความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้มากกว่า ร่างกายต้องแข็งแรงทนทานต่อการวางยาสลบได้ และควรทำในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะต้องใช้วิสัญญีแพทย์ในการดูแลช่วงวางยาสลบถึงจะปลอดภัย ปัจจุบัน คลินิกบางแห่งก็มีอุปกรณ์พร้อมไม่แพ้โรงพยาบาล และใช้วิสัญญีแพทย์วางยาสลบเช่นกัน แบบนี้ก็ปลอดภัยครับ แต่ที่พบโดยมากจะเป็นเพียงแค่วิสัญญีพยาบาลเท่านั้น เพราะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า สำหรับการรักษาที่ไม่ได้วางยาสลบ โดยมากจะปลอดภัย แต่ให้ดูคลินิกที่ได้มาตรฐาน ไม่ควรไปรับบริการในคลินิกเล็กๆ ตามใต้ถุนคอนโดฯ ครับ แม้ราคาถูก แต่อุปกรณ์ไม่มาตรฐาน และส่วนใหญ่ยาปลอมครับ โดยเฉพาะยาฟิลเลอร์ นอกจากนี้ ที่สำคัญคือต้องเลือกแพทย์ที่จะรักษา ปัจจุบันแพทย์แต่ละท่านมักเชี่ยวชาญคนละด้าน เช่น เชี่ยวชาญผ่าตัดจมูก หรือเสริมหน้าอก หรือร้อยไหม-ฉีดฟิลเลอร์ เป็นต้น แพทย์จะไม่ชำนาญทุกเรื่องครับ ต้องเลือกแพทย์ดีๆ แพทย์เฉพาะทางแบบนี้มักมีราคาแพงกว่าปกติ แต่ก็จะปลอดภัย และได้ผลการรักษาดีกว่า ส่วนข้อปฏิบัติหลังการรักษาก็คือ หลังผ่าตัดให้ระวังการติดเชื้อ แผลอักเสบ เลือดไม่หยุด เป็นต้น รับประทานยาแก้อักเสบให้ครบ หากมีอะไรผิดปกติต้องรีบกลับไปพบแพทย์ทันที โดยมากผลข้างเคียงรุนแรงจะเกิดภายใน 3-5 วันหลังการรักษา

อันที่จริงอัตราการเสียชีวิต พิการ หรือการเกิดผลข้างเคียงจากการทำศัลยกรรมความงามมีน้อยมาก และแทบไม่พบเลยหากรักษากับแพทย์ที่เชี่ยวชาญจริง ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สังเกตดูจะพบว่าข่าวที่ไม่ดีต่างๆ จากการทำศัลยกรรมนั้นเกิดจากแพทย์ที่ไม่ชำนาญหรือไม่ใช่แพทย์ และในสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐานทั้งสิ้นครับ

เที่ยวปราสาทหิน ในดินแดนเขมร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

หมุดไมล์

โดย คณินพงศ์ บัวชาติ

เที่ยวปราสาทหิน ในดินแดนเขมร

สวัสดีท่านผู้อ่านหมุดไมล์ทุกท่านครับ เมื่อฉบับที่แล้ว เราไปเลาะริมโขงตามรอยนิทานอุรังคธาตุ พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตของวัฒนธรรมของแอ่งอีสานเหนือกันมาที่สกลนครและนครพนม ฉบับนี้เราจะพาไปเที่ยวต่างประเทศกันครับ แต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรานี้เอง นั่นคือ ประเทศกัมพูชา หรือที่เรามักเรียกประเทศนั้นกันจนติดปากว่า “เขมร” ครับ หลายท่านอาจบอกว่าเคยไปมาหลายครั้งแล้ว แต่การเดินทางครั้งนี้เราจะไปเพื่อชมงานศิลปะและเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเขมรโบราณกันครับ

รับรองได้ว่าหลายท่านอาจจะอุทานออกมาว่า “เป็นแบบนี้จริงหรือ???”

การเดินทางไปเขมรครั้งนี้เอาใจผู้ชื่นชอบฟังประวัติศาสตร์และศิลปะเขมรครับ เพราะเราจะไปทำความรู้จักกับอดีตเมืองหลวง หรือหากใช้คำพูดสวยๆ ก็คือ “ราชธานี” ของเขมรถึง 2 แห่งด้วยกัน แต่ละแห่งมีกลุ่มปราสาทที่งดงามมากหลายหลังด้วยกันครับ และบางหลังเองก็มีเอกลักษณ์จนกลายเป็นชื่อรูปแบบศิลปะที่เราเรียกกันมาจนทุกวันนี้

เริ่มจากจุดแรกที่ เมืองหริหราลัย ซึ่งแปลว่า ที่อยู่ของพระวิษณุ (หริ) + พระศิวะ (หระ) ครับ ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูหลายๆ ท่านมากนัก แต่ที่นี่เคยเป็นราชธานีในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 และมีกษัตริย์สืบมาอีกหลายรัชกาล ก่อนจะย้ายมาตั้งเมืองใหม่ที่เมืองพระนครแทน

ภายในเมืองนั้นประกอบด้วยปราสาทสำคัญ 3 หลังคือ ปราสาทพระโค ซึ่งเป็นปราสาทที่พระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ทรงดำริให้สร้างขึ้น เพื่ออุทิศถวายแก่บรรพบุรุษและบรรพสตรีครับ ส่วนสาเหตุที่เรียกชื่อนี้คงเป็นเพราะมี รูปสลักโคนนทิ ซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ ทำจากหินตั้งอยู่ด้านหน้าของปราสาท

ถัดไปไม่ไกลกันนักเป็นที่ตั้งของ ปราสาทบากอง ครับ ปราสาทหลังนี้เป็นศาสนสถานประจำรัชกาลของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 1 ครับ โดยสร้างตามคติเกี่ยวกับจักรวาล ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางจักรวาล เพื่อประดิษฐานเทวราชหรือเทพเจ้าประจำพระองค์ เช่น ศิวลึงค์ หรือ เทวรูปของพระวิษณุ นั่นเอง และปราสาทหลังสุดท้ายคือ ปราสาทโลเลย ปราสาทอิฐที่ตั้งอยู่กลางบารายของเมืองหริหราลัยที่มีชื่อว่า “อินทรตฏากะ” ปราสาทหลังนี้สร้างในรัชสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เพื่ออุทิศให้กับพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระองค์ ก่อนจะทรงย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองพระนคร อันเป็นต้นกำเนิดของยุคพระนครในเวลาต่อมา

นอกจากประเด็นนี้แล้ว เรายังจะพาท่านเดินทางไปชมปราสาทที่เรียกได้ว่าเป็น “แก้วประดับเรือนแหวนแห่งเมืองพระนคร” ครับ นั่นคือ ปราสาทบันทายสรี หรือในภาษาเขมรออกเสียงว่า บันเตียยเสร็ย ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นโดยพราหมณ์ยัชญวราหะ พระราชครูปุโรหิตในรัชกาลของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 แม้จะเป็นปราสาทหลังเล็กๆ แต่ที่นี่กลับมีภาพสลักที่ประณีตงดงามมากประดุจว่ามีชีวิตขึ้นมาเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นภาพของตรีมูรติ หรือมหากาพย์รามายณะและมหาภารตะตอนต่างๆ ที่อาจทำให้เพลินตาจนลืมเวลากันเลยทีเดียว

ส่วนระหว่างทางกลับนั้น ถ้ามีเวลาก็สามารถแวะซื้อน้ำตาลโตนดไม่ใส่สาร ที่ยังคงมีกรรมวิธีทำแบบโบราณดั้งเดิม รวมทั้งยังมีเครื่องจักสานจากไม้ตาลและไม้ไผ่ ให้ได้เลือกซื้อกันในราคาสบายกระเป๋ากันอีกด้วย

มาเขมรกันทั้งทีหากพลาดจุดสำคัญอย่าง นครวัด ไปก็เหมือนมาไม่ถึงครับ ปราสาทหลังนี้สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เพื่อใช้เป็นที่บูชาพระวิษณุและบรรจุพระอัฐิของพระองค์ โดยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกครั้งแรกเมื่อ อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ที่เขียนหนังสือชื่อ Voyage dans les royaumes de Siam, de Cambodge, de Laos et autres parties centrales de l”Indochine และจากวลีอมตะของ อาร์โนลด์ โจเซฟ ทอยน์บี (Arnold Joseph Toynbee) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่แปลเป็นภาษาไทยไว้ว่า “ยลนครวัดแล้วตายตาหลับ” ครับ

นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการของตัวปราสาทและภาพแกะสลักของนางอัปสรานับหมื่นองค์แล้ว ด้านในระเบียงคตยังมีภาพสลักของฉากสงครามทุ่งกุรุเกษตร จากมหากาพย์มหาภารตะ, รามายณะ, การกวนเกษียรสมุทร ยังมีภาพของกองทัพละโว้ หรือ ลพบุรี และกองทัพสยาม หรือ เสียมกุก อีกด้วย แบบนี้จะไม่เข้าไปชมได้อย่างไร

จากนครวัดเรามุ่งหน้าสู่ นครธม ครับ ที่นี่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “เมืองพระนครศรียโสธรปุระที่ 2” สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรเขมรโบราณ เมื่อครั้งพระองค์มีชัยชนะเด็ดขาดเหนือจามปาที่เข้ามายึดเมืองพระนครเดิม จุดที่น่าชมเห็นจะเป็นประตูเมืองด้านทิศใต้ครับ เพราะนอกจากสะพานนาคที่มีเทวดาและอสูรดึงอยู่ 2 ข้างแล้ว ยอดของประตูยังมีส่วนที่เรียกว่า “พรหมพักตร์” ด้านบนครับ ส่วนจะเป็นใบหน้าของเทพองค์ไหนนั้นต้องลองหาคำตอบกันเองครับ

ถ่ายภาพสวยๆ เสร็จแล้ว เราจะมุ่งสู่ ปราสาทบายน ศูนย์กลางของเมืองพระนคร และเป็นจุดที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า นครธม ครับ สิ่งที่น่าสนใจของปราสาทหลังนี้คงหนีไม่พ้นยอดปราสาทที่มีใบหน้าและรอยยิ้มที่คอยจ้องมองผู้คนอยู่ตลอดเวลา ใบหน้านี้มีการตีความกันไปว่าเป็นหน้าของพระพรหมบ้าง พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบ้าง พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 บ้าง ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของท่านแล้วล่ะครับ

นอกจากรอยยิ้มแห่งบายนแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่น่าดูชมคือ ภาพแกะสลักที่ระเบียงปราสาทครับ เพราะมีภาพเรื่องราวสงครามระหว่างเขมรกับจามปา ที่สู้กันทั้งทัพบกและทัพเรือ หากลองสังเกตดีๆ จะเห็นวิถีชีวิตของชาวเขมรแทรกอยู่ เช่น การหุงหาอาหาร และการละเล่นต่างๆ ทั้งชนหมู, ชนไก่ และหัวล้านชนกัน

ปิดท้ายการเดินทางด้วย 2 ปราสาทในยุคเดียวกันครับ ระหว่างทางยังมี ปราสาทบาปวน, ปราสาทพิมานอากาศ, ลานช้าง ลานครุฑ, สนามหลวง ที่ตั้ง 12 ศาลา, ลานพระเจ้าขี้เรื้อน ให้ได้เก็บภาพสวยๆ และให้ทำความรู้จักอีกด้วย

ปราสาทหลังแรกคือ ปราสาทตาพรหม ครับ นอกจากจะเคยใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Tomb Raider แล้ว ปราสาทหลังใหญ่หลังนี้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระราชมารดาของพระองค์ในรูปฉลองพระองค์ของพระนางปรัชญาปรมิตา ตามความเชื่อในพุทธศาสนานิกายมหายานนั่นเอง ส่วนอีกหลังคือ ปราสาทพระขรรค์ ที่สร้างเพื่ออุทิศถวายให้กับพระราชบิดาของพระองค์ ภายในนอกจากจะมีบรรณาลัยเสากลมและสถูปทรงลังกาแล้ว ยังมีเรื่องของจารึกปราสาทพระขรรค์ที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันเรื่องอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ว่าแผ่ขยายไปถึงตรงไหนแน่ เพราะในจารึกปรากฏชื่อเมืองต่างๆ ที่สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศไทยครับ

ปูพรมแนะนำแหล่งท่องเที่ยวในเขมรมาพอหอมปากหอมคอแล้วนะครับ ลองเช็กตารางเวลาของท่านและนัดเพื่อนร่วมเดินทาง เก็บกระเป๋าแล้วไปกันได้เลย

เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เที่ยวปราสาทหิน ในดินแดนเขมร” ประเทศกัมพูชา ที่มติชน อคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ช่างซ่อมกล้องถ่ายรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

ช่างซ่อมกล้องถ่ายรูป

ปลายเดือนที่แล้วผมไปเที่ยวเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

ทุกครั้งที่ผมไปเที่ยวต่างประเทศ ผมจะต้องนำเรื่องที่ได้พบเห็นมาเขียนเป็นสารคดีท่องเที่ยวเพื่อถอนทุน

การจะนำเรื่องที่พบเห็นมาเขียน สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ต้องถ่ายรูปไว้ประกอบเรื่อง

ไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ ผมประมาทไปหน่อยคือไม่ได้เตรียมกล้องถ่ายรูปสำรองไปด้วยเหมือนทุกครั้ง

เพียงลงจากเครื่องบิน ถ่ายรูปได้แค่สองสามรูป กล้องถ่ายรูปคู่ชีพก็ขัดข้อง

ผมต้องให้ผู้ร่วมเดินทางที่มีความรู้เรื่องกล้องช่วยแก้ไขให้แต่ไม่สำเร็จ

มีทางเดียวจะต้องซื้อกล้องถ่ายรูปใหม่ แต่มีปัญหาอยู่ว่า โปรแกรมท่องเที่ยวตั้งแต่วันแรกต้องตะลอนอยู่ตามชนบทและเมืองเล็กๆ ชายทะเล ไม่มีกล้องถ่ายรูปขาย

ต้องรอถึงวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องบินกลับจึงจะหาซื้อได้เพราะได้เข้าไปพักในตัวเมืองซัปโปโร ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเกาะฮอกไกโด

แต่ในความโชคร้าย ผมก็โชคดีครับ เพราะผู้ร่วมเดินทางคนหนึ่งเป็นนักเล่นกล้อง ได้พกกล้องติดตัวไปถึง 3 กล้อง จึงแบ่งมาให้ผมใช้ 1 กล้อง

ให้บังเอิญเป็นกล้องยี่ห้อเดียวกันและรุ่นเดียวกับที่ผมใช้อยู่ด้วย

อะไรจะโชคดีขนาดนั้น ผมคิดในใจ

เขาผู้นี้ไม่ได้ให้กล้องผมยืมอย่างเดียว ยังแนะนำว่า เวลากลับเมืองไทยไม่จำเป็นต้องไปซ่อมกล้องที่บริษัทขายกล้องเพราะจะแพง ให้ไปซ่อมกับร้านซ่อมโดยเฉพาะ

ราคาจะถูกและเร็ว ถ้ากล้องไม่เสียอะไรมาก นั่งรอรับได้เลย

พร้อมกับบอกร้านซ่อมกล้องให้รู้ด้วยว่าตั้งอยู่ที่ เลขที่ 704/10 ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ร้านตั้งอยู่ปากซอย 20 ถนนพัฒนาการ จึงหาไม่ยาก

ผมกลับจากญี่ปุ่นจึงได้นำกล้องไปซ่อมตามคำแนะนำโดยไม่รอช้า

ภายในร้านมีกล้องถ่ายรูปเกือบทุกรุ่นและมีหลายยี่ห้อวางโชว์อยู่ในตู้หลายสิบตัว

มองสภาพพอรู้ว่าเป็นกล้องที่ใช้แล้ว แต่ได้ซ่อมขึ้นใหม่

คงเป็นกล้องที่กำลังรอให้เจ้าของมารับ และอีกจำนวนหนึ่งอาจเป็นกล้องที่เจ้าของร้านซ่อมไว้ขายก็เป็นได้

เจ้าของร้านซึ่งเป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปด้วย อยู่ในวัยกลางคนมีชื่อว่า สันติ ชบางาม

ผมเอากล้องให้ช่างสันติดูพร้อมบอกถึงข้อบกพร่องของกล้องว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง จนทำให้ใช้งานไม่ได้

ช่างสันติรับไปดูแล้วกดโน่นกดนี่ พร้อมพลิกกล้องดูอย่างชำนาญ

“พรุ่งนี้มารับได้” ช่างสันติ บอก

จริงๆ แล้ว การซ่อมกล้องถ่ายรูป ถ้าเราส่งบริษัท จะซ่อมมากหรือน้อยจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 วัน แต่พอมาซ่อมที่นี่ใช้เวลาเพียงวันเดียว ถือว่าซ่อมได้เร็วมาก

แต่ก็ยังไม่ทันใจ เพราะผมจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดในวันรุ่งขึ้น ผมจึงขอต่อรองว่า

“ขอรับวันนี้เลยได้ไหม เพราะจะต้องใช้กล้อง”

ช่างสันติกดโน่นกดนี่และเปิดกล้องบางจุดดูอีกครั้ง ก่อนตอบว่า

“ได้ครับ”

เมื่อผมถามถึงราคาค่าซ่อม ช่างสันติไม่ตอบ เพียงแต่บอกว่าขอตรวจเช็กให้แน่ชัดเสียก่อนแล้วจะบอกราคา

พูดง่ายๆ ก็คือ ช่างสันติจะบอกราคาให้รู้ก่อนว่าเท่าไร เพื่อต้องการให้ลูกค้าคือผม ตัดสินใจว่าควรให้ซ่อมหรือไม่

ผมนำกล้องไปซ่อมในเวลาก่อนเที่ยง ผมไม่อยากนั่งรอที่ร้าน จึงได้ออกจากร้านไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อรอกล้อง จะได้ถือโอกาสนั่งเขียนหนังสือได้ด้วย โดยช่างสันติ บอกว่า ผมจะไปนั่งรอที่ไหนก็ตาม เขาจะใช้โทรศัพท์บอกราคาค่าซ่อมไปให้ผมทราบ

ขณะที่ผมนั่งอยู่ที่ร้านอาหารไม่ถึงชั่วโมง ช่างสันติได้โทรศัพท์มาบอกราคาให้ผมทราบ ซึ่งไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับราคากล้อง

ผมไปรับกล้องตามเวลานัดคือ 5 โมงเย็น

ทุกอย่างเรียบร้อย กล้องสามารถกลับมาใช้ได้ดีเหมือนเดิม

ขณะที่ผมไปรับกล้องถ่ายรูปนั้น มีคนอื่นนำกล้องถ่ายรูปมาให้เขาซ่อม 2 ราย

ผมขอเดาว่า วันหนึ่งๆ เขาจะต้องมีกล้องให้ซ่อมไม่น่าจะต่ำกว่า 5 ราย

มีรายได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว เพียงรายละพันบาท ก็จะได้เงินเดือนละเป็นแสนบาท

ต้องยอมรับว่าอาชีพซ่อมกล้องถ่ายรูปอิสระในเมืองไทยมีน้อย หายากด้วย ที่มีก็มักจะเป็นช่างซ่อมของบริษัทขายกล้อง

ที่มีช่างซ่อมน้อยเมื่อเทียบกับช่างซ่อมรถหรือซ่อมอย่างอื่นๆ เป็นเพราะไม่มีโรงเรียนสอนนั่นเอง

ช่างสันติ เล่าให้ผมฟังว่า ตั้งแต่เริ่มประกอบอาชีพได้มีอาชีพซ่อมกล้องมาโดยตลอด

เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปมาตั้งแต่หนุ่มว่างั้นเถอะ

ปัจจุบันอายุ 42 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่อยากเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่น

ที่เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปได้ก็เพราะได้รับการถ่ายทอดวิชาช่างซ่อมมาจากพ่อ

พ่อมีร้านซ่อมกล้องถ่ายรูปที่สนามเป้า ปัจจุบันก็ยังรับซ่อมอยู่เหมือนเดิม

ตอนนี้ได้แยกเป็นสาขาออกไป โดยมีลูกๆ ออกไปเปิดร้าน มีทั้งที่สุขุมวิท ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ และถนนพัฒนาการ

ถึงอย่างไรเมืองไทยก็ยังมีร้านรับซ่อมน้อยอยู่ดี ถ้าเทียบกับช่างซ่อมอย่างอื่นๆ

ทุกคนที่เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปจะต้องเรียนรู้จากพ่อ คือสอนกันเองในครอบครัว

ช่างสันติ บอกว่า ก็เหมือนกับรับซ่อมโทรศัพท์มือถือนั้นแหละ ไม่มีโรงเรียนสอนต้องเรียนรู้จากผู้รู้เอาเอง

เป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปมีดีอยู่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นงานอิสระ เพราะจะทำงานเวลาไหนก็ได้ อีกทั้งไม่ต้องเดินทางด้วย

ตื่นขึ้นมาก็ทำงานได้เลย เพราะช่างสันติพักอยู่ชั้นบนของร้านรับซ่อม

ปัญหาใหญ่ของการเป็นช่างซ่อมกล้องถ่ายรูปก็คือ จะต้องตามเทคนิคกล้องรุ่นใหม่ๆ ให้ทัน

ถูกแล้ว กล้องแต่ละยี่ห้อ แต่ละชนิดจะมีออกมาใหม่ๆ เสมอ

ดูได้จากสมัยหนึ่งมีแต่กล้องที่ต้องใช้ฟิล์ม ปัจจุบันเป็นกล้องดิจิตอลไปหมดแล้ว

ถ้าหยุดสนใจ หยุดหาความรู้จากกล้องรุ่นใหม่ๆ เมื่อไรก็จะเป็นคนล้าสมัย จนที่สุดไม่สามารถยึดอาชีพนี้ได้อีก เพราะตามความก้าวหน้าของกล้องไม่ทัน แต่ก็ไม่ยากเกินไปเพราะพอจับทางได้ กล้องรุ่นไหนๆ ก็เหมือนกัน

วันนั้นผมจ่ายค่าซ่อมกล้องไปเท่าๆ กับค่าเรื่องที่ได้จากเส้นทางเศรษฐี ก็เท่ากับเหมือนได้ซ่อมกล้องฟรี

ผู้ใดมีกล้องถ่ายรูปชำรุด ก่อนตัดสินใจซื้อกล้องใหม่ ควรเอาของเก่าไปถามช่างดูว่าซ่อมได้หรือไม่ ถ้าซ่อมได้ ก็จะประหยัดเงิน ไปได้เยอะ หากไปที่ร้านซ่อมกล้องแห่งนี้ไม่ถูกให้โทรศัพท์ไปถามที่ (082) 485-3752 ได้

“ตราด-มุกดาหาร” ฉลุยก่อนใคร นำร่องพร้อมลุยเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

“ตราด-มุกดาหาร” ฉลุยก่อนใคร นำร่องพร้อมลุยเขตเศรษฐกิจพิเศษ

แม้ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีการอนุมัติการดำเนินการโครงการต่างๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้การดำเนินโครงการเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ทั้งการจัดหาที่ดิน การประกาศโอนสิทธิ์ที่ดิน รวมทั้งการประกาศราคาเช่าและการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุน หรือการใส่งบประมาณเพื่อดำเนินการไปแล้ว

แต่การดำเนินการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมยังมีความเลือนรางอยู่!!

เพราะการที่จะลงพื้นที่ปฏิบัติงานและให้โครงการเดินหน้าได้จริง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่กำหนดไว้ ซึ่งหากในส่วนนี้ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จการพัฒนาก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างเต็มที่

โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องนี้คือ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่นอกจากจะต้องจัดทำผังและกำหนดการใช้ประโยชน์บนที่ดินบริเวณดังกล่าวว่า ในแต่ละเขตแต่ละพื้นที่จะต้องประกอบไปด้วยอะไรแล้วนั้น ก็จะต้องออกประกาศกฎหมายเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย

คุณมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า ล่าสุดได้มีการจัดทำผังเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก 6 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก มุกดาหาร สงขลา ตราด สระแก้ว และหนองคาย เสร็จแล้ว ซึ่งระยะเวลาการดำเนินงานเป็นไปตามแผนหรือกรอบเวลาที่ได้วางไว้คือ ต้องดำเนินการผังให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นทางกรมโยธาฯ ก็จะเร่งจัดทำร่างประกาศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2558 จากนั้นก็จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเพื่อให้การดำเนินการในเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรกทั้ง 6 จังหวัดมีผลในทางปฏิบัติคือ สามารถเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2558

โดยผังดังกล่าวจะเป็นผังพื้นที่ที่ต้องใช้กฎหมาย 2 ฉบับในการควบคุมดูแล แทนการใช้พระราชบัญญัติผังพื้นที่เฉพาะ คือ พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยหากจังหวัดใดมีผังเมืองรวมอยู่แล้ว ก็จะร่างประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อผลักดันให้สามารถใช้ประโยชน์บนพื้นที่ได้ตามกฎหมาย ซึ่งประกาศดังกล่าวจะมีอายุ 1 ปี ระหว่างนั้นก็จะออกกฎกระทรวงผังเมืองรวมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้ใช้ได้อย่างถาวร ซึ่งจังหวัดตาก มุกดาหาร และหนองคาย จะใช้ประกาศดังกล่าว

คุณมณฑล บอกอีกว่า ในส่วนพื้นที่หรือจังหวัดที่ยังไม่มีกฎหมายผังเมืองบังคับใช้ ก็จะใช้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ด้วยการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นออกมาใช้เพื่อกำหนดแนวทางการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย 3 จังหวัดที่จะต้องออกประกาศกระทรวงมหาดไทยคือ จังหวัดสงขลา ตราด และสระแก้ว และหากในจังหวัดเหล่านี้มีผังเมืองรวมในภายหลังก็จะต้องจัดทำผังเมืองให้สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความขัดแย้งของพื้นที่

“เราไม่ใช้กฎหมายเฉพาะ เนื่องจากจะต้องออกกฎหมายใหม่ ซึ่งจะทำให้มีความล่าช้า และไม่ทันเหตุการณ์ ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษให้มีความคืบหน้าโดยเร็วเพื่อผลักดันเศรษฐกิจและรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” คุณมณฑล กล่าว

คุณมณฑล กล่าวว่า จากการศึกษาในช่วงที่ผ่านมาถึงศักยภาพของแต่ละจังหวัดใน 6 เขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก เพื่อกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะรองรับการพัฒนานั้น พบว่า จังหวัดที่มีศักยภาพสามารถดำเนินการพัฒนาและเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ก่อนใน 2 จังหวัดคือ จังหวัดตราดและมุกดาหาร เพราะความขัดแย้งในพื้นที่ค่อนข้างน้อย

โดยจังหวัดตราดซึ่งได้มีการกำหนดเนื้อที่ไว้รวมกว่า 888 ไร่ ซึ่งกรมโยธาฯ ได้กำหนดให้เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือโลจิสติกส์ เพราะปัจจุบันมีการขนถ่ายสินค้าข้ามแดนไปกัมพูชาผ่านด่านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ ซึ่งเป็นด่านถาวรเพียงแห่งเดียวของจังหวัดตราด เป็นจำนวนมาก และหากกรมเจ้าท่าก่อสร้างท่าเทียบเรือแล้วเสร็จเชื่อว่าตราดจะเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศได้อย่างแท้จริง เพราะจะทำให้ตราดมีความพร้อมในเรื่องการขนส่งในทุกๆ ด้าน ทั้งถนน อากาศ และทางทะเล

ในส่วนของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีเนื้อที่พัฒนาจำนวน 2 แปลงตามแนวถนนหมายเลข 3019 (บ้านโคกสูง-บางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร) รวมทั้งหมดกว่า 1,085 ไร่ ตามแผนนั้นจะให้เอกชนเช่า ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวนั้นประเทศไทยไม่ต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ในฝั่งไทย เนื่องจากใน สปป.ลาว นั้นมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ไทยจะต้องดำเนินการในลักษณะการประสานประโยชน์กับเพื่อนบ้านในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร เส้นทางโลจิสติกส์หรือการขนส่งและคลังสินค้า ระหว่างผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเป็นหลัก และจะต้องส่งเสริมให้นักลงทุนจากฝั่งลาวมาใช้ชีวิตหรือมาใช้บริการในฝั่งไทยจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งไทยจะต้องมีโรงแรม ที่พักอาศัยชั้นดี ศูนย์การประชุม โรงพยาบาล เพราะฝั่งไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับและสนองความต้องการของนักลงทุนจากฝั่งลาวอยู่แล้ว

“เราต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับฝั่งลาว ที่ระบบสาธารณูปโภคยังไม่พร้อมมากนัก เพราะไม่ควรจะไปพัฒนาอุตสาหกรรมแข่งกับเขาที่มุกดาหาร เพราะเขามีอยู่แล้ว แต่เราควรเข้าไปต่อยอดและประสานประโยชน์จากสิ่งที่ทางฝั่งลาวมีจะดีกว่า เพื่อเป็นการพึ่งพาพึ่งพิงกันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ด้วยกันในทุกๆ ฝ่ายตามแผนและการมุ่งหวังในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คุณมณฑล กล่าว

เชื่อว่าอีกไม่กี่อึดใจเราจะได้เห็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 เขตดังกล่าวเกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และหากจะยกให้พื้นที่ 2 จังหวัดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องก็คงไม่ไกลจากความเป็นจริงนัก ส่วนในอีก 4 จังหวัดที่เหลือ ก็ควรต้องรีบมาดูศักยภาพของ 2 พื้นที่ดังกล่าวว่าความพร้อมเขาเป็นอย่างไร เพื่อกลับไปผลักดันให้เขตของตัวเองเดินหน้าได้ทันท่วงทีสอดคล้องกับกฎหมายผังเมืองที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้!!

อาชีพอิสระทั้งก่อนและหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

อาชีพอิสระทั้งก่อนและหลังเกษียณ

ครึ่งหลังเดือนกันยายน ดังทราบดีแล้วว่า สำหรับผู้ที่ทำงานรับราชการ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือแม้แต่หน่วยงานเอกชนบางแห่ง ที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 30 กันยายน ต้องเกษียณจากงาน เว้นแต่บางหน่วยงานหรือบางหน้าที่การงาน เช่น ตุลาการ อัยการ และคณาจารย์บางคนที่ได้ต่ออายุราชการ จะยังปฏิบัติหน้าที่ไปถึงอายุ 70 ปีบริบูรณ์สำหรับตุลาการและอัยการ

ส่วนคณาจารย์ที่มีตำแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไป และได้รับการอนุมัติต่ออายุราชการจะอยู่ได้ถึง 65 ปี จากนั้นในบางตำแหน่งเช่นผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ชำนาญการซึ่งเป็นตำแหน่งที่หาผู้ปฏิบัติงานได้ยากจะมีโอกาสต่ออายุไปอีก ปีต่อปี อาจจะถึงอายุ 70 ปี หรือได้รับการว่าจ้างต่อไปอีกก็ได้

ว่าถึงอาชีพการงาน หลายคนเคยทำงานทั้งในราชการและเอกชนได้ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งมีขึ้นเป็นครั้งคราว หลายคนในจำนวนนั้นเมื่อหน่วยงานเปิดโอกาสให้ลาออกก่อนเกษียณ และให้เงินเป็นการตอบแทนล่วงหน้าจึงหันไปหาอาชีพอื่น

กรณีนี้น่าจะเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็น SCG มีพนักงานที่มีตำแหน่งงานปฏิบัติการจำนวนมาก และไม่มีโอกาสปรับเปลี่ยนตำแหน่งขึ้นไปเป็นฝ่ายบริหาร มีอายุมากขึ้นขณะที่อายุงานเพิ่มมากขึ้น เงินเดือนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ทำให้บริษัทต้องจ่ายเงินเดือนให้กับผู้ปฏิบัติงานเหล่านั้นมากกว่าผู้บริหารหลายคนที่มีอายุงานน้อยกว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการลดพนักงานปฏิบัติการระดับสูงลง และเปิดรับสมัครพนักงานระดับล่างเพิ่มขึ้น หรือพนักงานสายบริหารรุ่นใหม่ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่อายุงานมากและมีอายุครบ 55 ปีออกจากงานก่อนครบ 60 ปีได้ ด้วยการจ่ายเงินล่วงหน้าตามกฎหมายแรงงานและอายุงานที่เหลือ เรียกว่า เออร์ลี่รีไทร์

เป็นเหตุให้หลายบริษัทต่อมา เมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ เช่นเมื่อ พ.ศ. 2540 หลายบริษัทจึงใช้วิธีนี้ลดจำนวนพนักงานลง เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย

แม้ในระยะหลัง หลายบริษัทที่ต้องการลดรายจ่าย ด้วยเหตุที่รายได้ไม่เพิ่มขึ้น หรือลดลง ไม่ว่าจะเกิดจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมหดตัว หรือกิจการของบริษัทถดถอย การลดจำนวนพนักงานจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ต้องทำ หลังจากลดรายจ่าย ลดต้นทุนด้านอื่นไปแล้ว

ผู้ที่ต้องการออกจากงานเดิม ไม่ว่าจะเป็นการเออร์ลี่รีไทร์ หรือขอลาออกเพื่อไปหางานใหม่ทำ งานแรกที่ดูเหมือนว่าเป็นที่นิยมในขณะนี้คืออาชีพอิสระ

เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนร่วมงานของมติชน ขอลาออกเพื่อไปประกอบอาชีพส่วนตัว ด้วยเห็นโอกาสการทำงานอิสระงานหนึ่ง ทั้งขณะที่ทำงานกับหน่วยงานหนึ่งในมติชน เห็นช่องทางที่จะไปทำงานด้วยตัวเองได้

คนหนึ่งชื่อ ศุภชัย นิลวานิช มองเห็นธุรกิจบริการถ่ายเอกสาร รับฝากโอนเงินเข้าบัญชี ชำระค่าบริการ ค่าน้ำประปา ค่าโทรศัพท์ ค่าไฟฟ้า สินเชื่อ ค่างวดผ่อนรถ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อแรกเปิดกิจการที่บ้านในหมู่บ้านตะวันนา บางกระสอ นนทบุรี ยังทำแค่รับถ่ายเอกสาร แล้วค่อยขยับขยายกิจการเพิ่มขึ้น ด้วยเงินทุนไม่มากนัก ทั้งในบริเวณนั้นเป็นหมู่บ้านที่มีผู้อาศัยจำนวนไม่น้อย จึงลองขยับขยายกิจการขึ้นทีละอย่างสองอย่าง จนทุกวันนี้ ยังรับบริการรวบรวมงานไปรษณีย์ และเติมเงินมือถือในทุกระบบ กับเปิดอบรมแฟรนไชส์ในอาชีพเดียวกันด้วย

งานที่เกี่ยวกับบริการทางไปรษณีย์ ทุกวันนี้ไม่ใช่งานที่ยากอีกต่อไป ทั้งยังมีผู้ใช้บริการหลากหลาย เช่น รับส่งเอกสาร และบริการอื่นตามที่ลูกค้าต้องการ

คุณศุภชัยกับภริยาเปิดบริการที่ว่าในชื่อ “Super S.” เปิดการเสวนาปฏิบัติการจริงทุกวันเสาร์ที่สองของเดือน ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ลงทะเบียน

13.30 น. เริ่มพิสูจน์งานธุรกรรมออนไลน์ 40 บาท ต่อรายการ ที่สำนักงาน

15.00 น. หยุดพักดื่มกาแฟและรับประทานอาหารว่าง

15.30 น. ดูงาน ณ จุดชำระเงิน-โอนเงินเข้าบัญชี-ไปรษณีย์ ที่สาขาข้างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

16.30 น. สรุปข้อซักถาม เป็นอันเสร็จการเสวนา

กิจการนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหนังสือรับรองมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ให้กับ Super S. ในฐานะแฟรนไชส์มาตรฐานกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มอบกำไรสูงสุดให้กับผู้เข้าร่วมเสวนา

คุณศุภชัย บอกว่า เริ่มธุรกิจกับมืออาชีพ…คุณคือเพื่อนคู่ค้าของเรา ดูจริง ทำจริง ได้จริง ก่อนตัดสินใจท้าพิสูจน์ 40 บาท ต่อรายการ เป็นการปฏิบัติฝึกงานด้วยความสะดวก รวดเร็ว ฝึกอบรมจนปฏิบัติงานได้จริง แนะนำและปรึกษาได้ตลอด รวมถึงพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจาก เอ็มเปย์ สเตชั่น ทรูมันนี่ เอ็กซ์เพรส สนใจธุรกิจจุดรับชำระเงิน เติมเงิน เกม งานรวบรวมไปรษณีย์ ในราคาเพียง 18,000-89,000 บาท ได้รับอุปกรณ์สำนักงานครบชุด

สนใจติดต่อที่ บริษัท ซุปเปอร์ เอส เซ็นเตอร์ จำกัด เลขที่ 5/12-13 หมู่บ้านตะวันนา หมู่ที่ 5 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ (086) 318-5789, (088) 318-2277, (02) 950-9837

อีกราย ชอบทำหนังสือ หลังจากที่มองเห็นลู่ทางการจัดทำหนังสือพัฒนาอาชีพซึ่งได้ความรู้จากศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน จึงขอลาออกไปทำหนังสือซึ่งเป็นอาชีพอิสระ

คุณพรศักดิ์ พงศาปาน ใช้ชื่อเขียนหนังสือว่า “ลุงพร สอนอาชีพ” และเป็นผู้อบรมอาชีพที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มากว่า 20 ปี

เมื่อออกไปประกอบอาชีพอิสระยังเจียดเวลาไปเข้าเรียนระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม) พร้อมทำเอกสารศึกษาค้นคว้าอิสระ เรื่อง ทัศนคติของนิสิตปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีต่อการประกอบอาชีพอิสระ เมื่อ พ.ศ. 2555

จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นชาย ร้อยละ 50.8 อายุเฉลี่ย 22.21 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง เกรดเฉลี่ย 2.77 อาชีพผู้ปกครองประกอบธุรกิจส่วนตัว มีรายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อเดือน 78,678 บาท มีความต้องการเลือกประกอบอาชีพอิสระประเภทค้าขายมากที่สุด มีแรงจูงใจในการเลือกประกอบอาชีพอิสระโดยรวมอยู่ในระดับมาก และมีทัศนคติต่อการประกอบอาชีพอิสระโดยรวมในระดับมาก

ข้อเสนอสำหรับแนวทางการเลือกประกอบอาชีพอิสระ คือทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากครอบครัวที่ต้องให้คำปรึกษา แนะนำ คอยเป็นกำลังใจให้ และต้องทราบความถนัด ความเชี่ยวชาญของผู้ที่จะประกอบอาชีพ

หนังสือเล่มหลังที่คุณพรศักดิ์ หรือ ลุงพร สอนอาชีพ จัดพิมพ์คือ ภูมิปัญญาอาหารไทยภาคใต้ ชุดเคล็ดลับจากแม่ ชื่อ หรอยจังฮู้ (อร่อยที่สุดในโลก)

เป็นหนังสือสำรับพื้นบ้านจากประสบการณ์จริงของสามพี่น้อง แม่ถิ้ง-พริ้มพร้อม พงศาปาน อาจารย์โสภา คงพูล และ อาจารย์สุดา เทพเกลี้ยง

หรอยจังฮู้ เป็นหนังสืออาหารปักษ์ใต้ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่มีผู้รวบรวมและเขียนถึง ทั้งยังนำเสนอสูตรอาหารปักษ์ใต้อย่างครบถ้วนในหลายสูตร จากผู้ที่รู้เรื่องอาหารระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น และอาจารย์ด้านคหกรรมศาสตร์ โดยลุงพร สอนอาชีพ เป็นผู้เรียบเรียงให้อ่านง่าย และเป็นหมวดหมู่ พร้อมภาพประกอบครบ

ลุงพร บอกว่า อยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้ บรรพบุรุษของเราได้สะสมภูมิปัญญาไว้มากมาย เรานำไปใช้ นำไปพัฒนาได้ไม่มีวันหมด รวมสูตรอาหารปักษ์ใต้กว่า 200 รายการ หากรายการไหนทำไม่ได้ หรือติดขัดประการใด โทรถามได้

หรอยจังฮู้ ราคา 320 บาท ไม่แพง

มีเวลาอีก 15 วันของผู้เกษียณจากหน้าที่การงาน ทั้งชายและหญิง เห็นช่องทางทำมาหากินหรือยัง ถ้ายัง ลองติดตามติดต่อที่ มติชน อคาเดมี ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มีอาชีพให้เรียนรู้และทำแน่นอน

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์

คนจำนวนมากมักเกิดความสับสนระหว่าง “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” และ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” เนื่องจากรูปแบบทางกายภาพเป็นสินทรัพย์ถาวรเหมือนๆ กัน และกิจการก็เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์เหล่านั้นเหมือนๆ กัน หากมองดูตัวสินทรัพย์แล้วก็แยกไม่ออกว่า อะไรเป็น ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อะไรเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

หากกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด ผมคิดว่า ความแตกต่างระหว่างสินทรัพย์ 2 ตัวนี้คือ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” เป็นสินทรัพย์ที่กิจการมีไว้และนำไปใช้ประโยชน์ในการหารายได้ได้อย่างอิสระจากสินทรัพย์ตัวอื่นๆ ในขณะที่ “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” กิจการจะใช้ในการผลิต ใช้ในการให้บริการ ใช้ในการบริหารงาน หรือมีไว้เพื่อขายเป็นสินค้าตามปกติ

ในงบการเงิน “ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์” และ “อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน” จะแสดงไว้เป็นรายการแยกจากกันคนละบัญชี แต่อยู่ภายใต้หัวข้อ “สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน” เช่นเดียวกัน ซึ่งหมายถึง เป็นสินทรัพย์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าหนึ่งรอบบัญชี

ในอดีตที่ยังไม่มีการแยกอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนออกจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์นั้น กิจการจะบันทึกสินทรัพย์ทุกรายการไว้ในที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เมื่อเริ่มมีมาตรฐานการบัญชีเรื่องอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเกิดขึ้น กิจการต้องนำรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ มาแยกออกเป็น 2 กอง กองหนึ่งคงไว้เป็นที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ อีกกองหนึ่งยกออกไปอยู่ในบัญชีใหม่ ที่ชื่อ อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน

โดยกิจการจะต้องบันทึกอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ได้มาด้วยราคาทุน หลังจากนั้น ให้กิจการเลือกว่าจะวัดมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนด้วย (1) วิธีมูลค่ายุติธรรม หรือ (2) วิธีราคาทุน แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องใช้วิธีเดียวกันสำหรับอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมดที่กิจการมีอยู่

ถ้ากิจการเลือกวัดมูลค่าด้วยวิธีมูลค่ายุติธรรม ณ วันสิ้นรอบบัญชี กิจการต้องรับรู้มูลค่าที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกำไรหรือขาดทุนในงบกำไรขาดทุน มาตรฐานการบัญชีไม่บังคับแต่สนับสนุนให้กิจการประเมินมูลค่ายุติธรรมโดยใช้ผู้ประเมินราคาอิสระ วิธีมูลค่ายุติธรรมนี้กิจการไม่ต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา

แต่หากกิจการเลือกวัดมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยวิธีราคาทุน กิจการต้องคำนวณค่าเสื่อมราคา ในลักษณะเดียวกันกับ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และแสดงมูลค่าด้วยราคาทุน หัก ค่าเสื่อมราคาสะสม และผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสม (ถ้ามี) และกิจการต้องเปิดเผยมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย

โดยสรุปแล้ว กิจการที่มีอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ไม่ว่าจะเลือกวัดมูลค่าด้วยวิธีราคายุติธรรมหรือวิธีราคาทุน ก็ต้องมีข้อมูลมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนนั้นเสมอ แต่การเลือกใช้วิธีราคาทุน มูลค่าจะถูกลดทอนลงด้วย ค่าเสื่อมราคาสะสม และผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสม ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนเช่นเดียวกัน แต่มูลค่าอาจแตกต่างกันกับผลกำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงในมูลค่ายุติธรรม และที่สำคัญ แม้กิจการจะเลือกใช้วิธีราคาทุน แต่กิจการยังต้องให้ข้อมูลมูลค่ายุติธรรมแก่ผู้อ่านงบการเงินผ่านหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ตัวนี้อยู่ดี

บางกิจการอาจไม่เก็บอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนไว้ภายใต้กรรมสิทธิ์ของกิจการอีกต่อไป อาจตัดขายออกไปหรือนำไปทำสัญญาในลักษณะเป็นสิทธิการเช่า เพื่อให้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust, REIT) ที่มักเรียกกันง่ายๆ ว่า “รีท” ซึ่งเป็นกองทุนที่เปิดขายหน่วยลงทุนให้แก่บุคคลทั่วไป ในลักษณะคล้ายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บางกองทุนจะระดมเงินจากหน่วยลงทุนที่เปิดขายไปซื้ออสังหาริมทรัพย์จากกิจการที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยมากเกี่ยวข้องกันในลักษณะเป็นผู้บริหารกองทุนด้วย แต่เท่ากับตัดขายอสังหาริมทรัพย์ออกมาจากกิจการ เพื่อนำมาบริหารในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ บางกองทุนอาจจะไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาโดยตรง แต่ใช้วิธีลงทุนในสิทธิการเช่าและหารายได้จากสิทธิการเช่านั้น โดยผู้ลงทุนซื้อหน่วยลงทุนและหวังผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปเงินปันผล โดยคาดว่า มูลค่าหน่วยลงทุนจะมีมูลค่าขึ้นลงตามอัตราผลตอบแทนและมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนนั้นลงทุนอยู่

อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เป็นการมองสินทรัพย์ของกิจการในรูปแบบใหม่ มองแยกออกจากสินทรัพย์ที่กิจการใช้ในการประกอบธุรกิจโดยทั่วไป โดยสินทรัพย์เหล่านั้นสามารถทำประโยชน์ได้ด้วยตัวของมันเอง ต่างจากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ที่กิจการนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เราอาจมองว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเป็นการมองสินทรัพย์ในมิติที่แตกต่างออกไป และเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งในการหาผลประโยชน์จากการลงทุนได้เช่นเดียวกัน