“WALRUS” บ้าน DIY สร้างง่าย เสร็จเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

“WALRUS” บ้าน DIY สร้างง่าย เสร็จเร็ว

เติบโตอยู่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างมานานกว่า 30 ปี แต่ต้องประสบปัญหาโมเดิร์นเทรดรุกตลาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กิจการเริ่มสั่นคลอน ธุรกิจที่เคยรุ่งเรือง จึงเริ่มร่วงโรย ในทัศนะของ คุณพงษ์ธร ปัทมจินตธำรง จึงเลือกที่จะหยุดกิจการ แล้วหันมาสร้างหนทางสู่อาชีพใหม่ และนี่จึงเป็นที่มาของการผลิตวัสดุก่อสร้างที่สามารถนำมาสร้างบ้านได้ด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

วัสดุที่ว่านี้คือ “ผนังสำเร็จรูป” นวัตกรรมที่คนไทยมีโอกาสสร้างบ้านได้โดย ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องมีเงินหนา และไม่ต้องง้อช่าง

โมเดิร์นเทรดรุก

ปลุกสินค้าใหม่

ทั้งนี้ คุณพงษ์ธร กล่าวถึงความเป็นมาในการก้าวสู่ธุรกิจ กับการเปิด บริษัท วอลรัส โฮม จำกัด ว่า

“ธุรกิจของครอบครัวเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างอยู่จังหวัดราชบุรี โดยขายสินค้าทั้งปลีกและส่งมากว่า 30 ปีแล้ว โดยผมเข้ามารับช่วงต่อกิจการเมื่อปี 2546 ถือเป็นรุ่นที่ 3 โดยรับผิดชอบการดูแลสาขาแห่งหนึ่งของธุรกิจ แต่ทว่าช่วงที่ก้าวเข้ามาดูแล ภาวะการแข่งขันเริ่มรุนแรง ร้านวัสดุก่อสร้างจะประสบปัญหากันหมด อย่างเพื่อนหุ้นส่วน (คุณณัฏฐพัชร์ คุณัชญ์วุฒิกุล) ที่เปิดธุรกิจค้าไม้ก็เจอปัญหาวัสดุทดแทน อย่างไม้เทียม ตอนนั้นเราจึงเหมือนกำลังดิ่งลง

อีกปัญหาหนึ่งที่ถือเป็นปัญหาใหญ่คือ โมเดิร์นเทรดขายวัสดุก่อสร้างเริ่มเข้ามา และเปิดกันเร็วมาก อำนาจการต่อรองเขาสูง ต้นทุนสินค้าจึงต่ำ ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้ ยอดขายจึงลดฮวบ จากปีละ 80 ล้านบาท เหลือ 35 ล้านบาท และไหนจะเจอภาวะค่าแรง 300 บาท”

ฉะนั้น การสร้างบ้านแต่ละหลัง ผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้าน จึงเริ่มหันมามองถึงการลดต้นทุนในส่วนของวัสดุก่อสร้าง เพื่อชดเชยค่าแรงที่ต้องจ่ายเพิ่ม

“ผมในฐานะผู้ค้าขายวัสดุก่อสร้าง ก็ย่อมเจอผลกระทบ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีแน่ แต่มีหลายคนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ใช้วิธีกู้เงินมาลงทุนเพื่อปรับปรุงหน้าตาของร้านให้ทันสมัย หวังแข่งกับโมเดิร์นเทรด แต่ผมว่า นี่คือกับดักทางธุรกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าไม่ได้ซื้อความสวยแต่ซื้อเพราะถูก ผมจึงมองว่าธุรกิจนี้คงเดินต่อลำบาก เพราะคนที่เข้มแข็งก็ย่อมอยู่ในตลาด”

นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณพงษ์ธร คิดหาทางสร้างอาชีพอื่นแทนที่ โดยร่วมหุ้นกับเพื่อน 4 คน เปิดบริษัท วอลรัส โฮม จำกัด ซึ่งมีสินค้านวัตกรรม ได้แก่ “ผนังฉนวนสำเร็จรูป”

“คนที่ต้องการบ้าน 1 หลัง ถามว่าต้องการ อิฐ หิน ปูน ทราย จากเราหรือเปล่า คำตอบอาจไม่ต้องการ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ บ้าน ผมจึงคุยกับหุ้นส่วนว่า ฉะนั้น บ้านที่จะตอบโจทย์ลูกค้าควรเป็น กึ่งสำเร็จรูป นั่นหมายถึง เมื่อลูกค้าต้องการบ้าน ก็ขายบ้านให้เขาไปเลย ถือว่าหนีจากปัญหาค่าแรง ซึ่งตอนแรกเราคิดถึงการประกอบเอง เป็นงาน DIY ที่ลูกค้าสามารถนำไปทำเองได้ ด้วยระบบสร้างบ้านที่เรียกว่า PRE-FAB (Prefabricated Building System ระบบการก่อสร้างที่วางแผนการสร้างไว้ล่วงหน้า โดยลดขั้นตอน เพื่อให้การทำงานเร็วขึ้น) แต่ด้วยเพราะลูกค้ายังไม่คุ้นเคย เราจึงต้องปรับให้มีทีมช่างไว้รองรับก่อน”

ตอบความทันสมัย

ปลอดภัย เร็ว รัก(ษ์)โลก

คุณพงษ์ธร ยังกล่าวถึงจุดแข็งกับการก้าวสู่ธุรกิจนี้ โดยอาศัยการคลุกคลีอยู่ในวงการวัสดุก่อสร้าง ควบคู่กับมองเทรนด์สร้างบ้านทั่วโลก มุ่งตรงไปที่ความสะดวกรวดเร็ว แข็งแรงปลอดภัย ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แนวคิดธุรกิจใหม่จึงมุ่งตรงตอบเทรนด์ดังกล่าว

สำหรับการวิจัยและพัฒนาสินค้ากว่าจะมาเป็น ผนังฉนวนสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ตนเอง ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี โดยหมดงบการลงทุนเบื้องต้นไปกว่า 10 ล้านบาท มีส่วนประกอบหลักของโฟม EPS ที่มีความหนาแน่นสูง ป้องกันไฟลาม คงทน ส่วนผิวนอกเคลือบด้วยซีเมนต์เสริมแรง ป้องกันปลวกแมลง ทนต่อฝน และอากาศที่ร้อนจัด

ส่วนน้ำหนักเบากว่าการก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐฉาบปูน 5-14 เท่า (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุอิฐนำมาใช้ก่อสร้าง) หรือเท่ากับ 25 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร จึงตัดปัญหาเรื่องแรงงานการขนย้าย เพราะช่วยให้ง่ายและรวดเร็วต่อการทำงาน

คุณพงษ์ธร ยังกล่าวถึงข้อดีของระบบการสร้างบ้านด้วยวิธีนี้ว่า สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน “หากชีวิตเพิ่งเริ่มต้นการแต่งงาน อยู่แค่ 2 คน เขาต้องการบ้าน ฉะนั้น แม้มีเงินไม่มาก ก็สามารถนำมาสร้างบ้านในรูปแบบนี้ได้ แต่เมื่อถึงคราวต้องการขยับขยายเนื่องด้วยสมาชิกเพิ่มขึ้นก็สามารถต่อเติมได้ตลอด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างบ้านเดิม”

ผู้ประกอบการเจ้าของความคิด ยังกล่าวอีกว่า “การสร้างบ้านของ วอลรัส คือการนำฟังก์ชั่นของผู้ซื้อมาเป็นหัวใจในการขาย รวมไปถึงกำหนดให้ประตูหน้าต่างอยู่ในทิศทางแสงลมตามสภาพพื้นที่ติดตั้งจริง “เหมือนกับการตัดชุด ที่เราทำหน้าที่เป็นช่าง ต้องตัดให้พอดีกับลูกค้า วัสดุของเราเป็นได้ทุกส่วนของตัวบ้าน ไม่ว่าจะ พื้น ผนัง หลังคา โดยขณะนี้ออกแบบต้นแบบบ้านให้ลูกค้าเลือก 6 รูปแบบ เราเรียกการประกอบบ้านแบบนี้ว่า MODULE ซึ่งนวัตกรรมนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่แพร่หลาย”

จากจุดเริ่มต้นต้องการให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องง่าย ผู้อยู่อาศัยสามารถนำไปประกอบใช้ได้เอง เป็นงาน DIY เช่นเดียวกับในต่างประเทศ จึงคิดกำหนดการขายตัววัสดุผนังสำเร็จรูปเป็นหลัก แต่ด้วยคนไทยและรวมถึงชาวเอเชียไม่ชอบใช้เครื่องมือ ไม่ชอบศึกษารายละเอียด กลัวว่าจะผิดพลาด และยังติดยึดต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้น วอลรัส จึงมีทีมช่างรับเหมาก่อสร้างไว้รองรับ แต่ทว่าหากทำตลาดจนเป็นที่รู้จักแล้ว อนาคตวางแผนจำหน่ายในส่วนของวัสดุอุปกรณ์อย่างเดียว

ทำงานได้ง่าย

ไม่กี่นาทีเสร็จ

แม้ระบบการสร้างบ้านของวอลรัสจะเป็นนวัตกรรมที่ผู้รับเหมา หรือผู้ก่อสร้างบ้าน ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่กับกระบวนการติดตั้งไม่ยุ่งยาก “เจตนาของเราคือทำไว้รองรับเจ้าของบ้านที่จะสร้างบ้านด้วยตัวเอง ฉะนั้น การทำงานจะง่ายมาก ผมเคยไปสอนเด็ก ป.4 ให้สร้าง เขาก็ยังทำได้ แต่อย่างได้บอกครับ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ถนัดการใช้เครื่องมือช่าง แต่ในอนาคตเมื่อค่าแรงสูงไปกว่านี้ ถึงวันนั้นผมว่าคนไทยจะหันมาทำอะไรเองมากขึ้น”

สำหรับขนาดของผนังสำเร็จรูป 1.20×3 เมตร ความหนามาตรฐาน 10 เซนติเมตร ส่วนการนำมาประกอบสามารถทำได้ง่าย ให้ได้ขนาดบ้านกว้างใหญ่ตามความต้องการ ในส่วนของความแข็งแรง จากการทดสอบสถาบันยานยนต์ เรียกว่าทดสอบแรงเฉือน สามารถรับน้ำหนักต่อจุดได้กว่า 1.5 ตัน ต่อตารางเมตร และกับความแข็งแรงนี้สามารถรับปัญหาการเกิดแผ่นดินไหว และน้ำท่วมได้ อีกทั้งยังลดความร้อนจากภายนอกได้ราว 10 องศาเซลเซียส

“ผนังของวอลรัสจะเหมาะกับการสร้างที่อยู่อาศัย แต่ว่ามีผู้นำไปสร้างตึก 5 ชั้น แต่ว่าเขาจะขึ้นโครงสร้างไว้ก่อน แล้วนำผนังไปเป็นวัสดุ ซึ่งนี่ก็ถือว่าตอบโจทย์อาคาร คอนโดมิเนียม งานต่อเติมต่างๆ เพราะจะช่วยประหยัดพลังงานด้วย”

สำหรับการติดตั้ง คุณพงษ์ธร ว่า จะเริ่มต้นสร้างโครงจากเหล็กเป็นตัวรางก่อน เพื่อเสริมความแข็งแรง จากนั้น จึงนำผนังสำเร็จรูปสไลด์ติดตั้งตามรางเหล็กประกบติดง่ายดาย เพราะแต่ละแผ่นออกแบบให้มีสลักเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งกับนวัตกรรมนี้ได้จดสิทธิบัตรด้านการประกอบไว้เรียบร้อยแล้ว

ส่วนระยะเวลาติดตั้งก็รวดเร็ว อาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง จนถึงราว 7 วัน สำหรับบ้านทั่วไป ซึ่งถือว่าประหยัดเวลากว่าการสร้างบ้านในรูปแบบเดิมๆ หลายเท่า

ต่อเมื่อสอบถามถึงราคาวัสดุ คุณพงษ์ธร ว่า โดยเฉลี่ย 12,000-15,000 กว่าบาท ต่อตารางเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในระบบเดิม อาจเทียบเท่า หรือสูงกว่าไม่มากนัก แต่สิ่งที่ประหยัดกว่าแน่นอนคือส่วนของค่าแรงช่าง และเวลา

กับกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมาย ผู้ประกอบการหัวคิดทันสมัยวางไว้ ได้แก่ เจ้าของบ้านที่มีที่ดินอยู่ในต่างจังหวัด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ จะมุ่งเน้นกลุ่มต่อเติมที่พักอาศัยเดิม นอกจากนี้ ยังมุ่งไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านกาแฟ

“เปิดธุรกิจมาได้ 2 ปี ถ้าพูดถึงรายได้ต้องบอกว่าตอนนี้ยังไม่มาก และกลุ่มผู้ซื้อยังอยู่ในระดับบน คนที่ต้องมีความเข้าใจพอสมควร เราจึงต้องให้ข้อมูล อยู่ในช่วงสร้างการรับรู้ เพราะนี่คือนวัตกรรม โดยเข้าไปเจาะตามพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนกรุงเทพฯ อาศัยเพื่อนพ้องช่วยเป็นกระบอกเสียง ในขณะเดียวกัน ก็วางแผนสู่การออกงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับบ้าน โดยจุดมุ่งหมายคือเราอยากให้คนไทยและหมายรวมถึงตลาดอาเซียน มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งถ้ารุ่นเราสามารถมีบ้านได้ ต่อไปในรุ่นลูกก็ไม่ต้องมานั่งผ่อนบ้าน”

สนใจติดต่อ บริษัท วอลรัส โฮม จำกัด เลขที่ 88/146 หมู่ 6 ถนนนครอินทร์ ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (081) 870-4706, (080) 222-4114

แผ่นยางสนามฟุตซอล-ถุงมือ เพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

แผ่นยางสนามฟุตซอล-ถุงมือ เพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา

รู้กันดีว่า “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แถมยังสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ชาวสวนยางต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ปัญหาราคา” ที่ผันผวน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางต้องดิ้นรนหาทางออก บางรายก็ขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ บางส่วนก็หันไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ยางประเภทต่างๆ

เมื่อไม่นานมานี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมความสำเร็จโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางที่ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดสตูล ตามโครงการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราผู้ประกอบการภาคใต้ โดยมี ดร.อดิทัต วะสีนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราว่า ประเทศไทยผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ผลิตยางพาราได้เฉลี่ย 4.2 ล้านตัน ต่อปี จัดเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก เป็นยางพาราที่ผลิตจากภาคใต้ 1.63 ล้านตัน โดยร้อยละ 87 นำมาแปรรูปขั้นต้นเพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ร้อยละ 13 แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่า 2 แสนล้านบาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นว่า หากผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตและส่งออกยางพาราแปรรูปได้มากขึ้น ก็จะสามารถทำรายได้เข้าสู่ประเทศได้เพิ่มมากขึ้น กสอ. มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางพาราขั้นต้นเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มยอดขาย อาทิ แผ่นยางปูสนามฟุตซอล ถุงมือผ้าเคลือบยางพารา ท่อยางสำหรับใช้ในการผลิต และอุปกรณ์ช่วยสอนทางการแพทย์ เป็นต้น

16 ชุมนุมสหกรณ์สตูล

รวมตัวผลิตแผ่นยาง

สำหรับ ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย คือ คุณชำนาญ เมฆตรง เป็นอีกหนึ่งชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการกับทางภาครัฐ หวังหาทางออกปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ด้วยการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์พื้นสนามฟุตซอล ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการร่วมด้วย

“วิกฤตราคายางตกต่ำ ทำให้ชาวสวนยางต้องปรับตัว ซึ่งผมตัดสินใจเลือกแปรรูปเป็นพื้นสนามฟุตซอล เพราะมองว่าตลาดนี้มีอนาคต เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างสนามหญ้าเทียม ถือว่าแข่งกันได้ โดยพื้นยางพารา ตารางเมตรละ 1,500-1,700 บาท ส่วนพื้นหญ้าเทียม ตารางเมตรละประมาณ 1,800 บาท ขณะที่อนาคตก็สามารถขยายตลาดไปปูพื้นโรงพยาบาล หรือสนามเด็กเล่นก็ได้”

สำหรับโรงงานแปรรูปยางพาราเป็นยางแผ่นปูสนามฟุตซอลนั้น เกิดขึ้นจากราคายางพาราตกต่ำ ชุมนุมสหกรณ์สตูลจึงรวมตัวกัน 16 สหกรณ์ เพื่อระดมเงินทุนแปรรูปยางพาราเป็นยางแผ่นปูสนามฟุตซอล ซึ่งในปี 58 ทาง ศอ.บต. สั่งซื้อ 50 สนาม นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายยังมีสนามเด็กเล่น และ โรงพยาบาล ซึ่งเป็นการนำยางแผ่นมาผสมสารเคมีและแปรรูปทำเป็นพื้นที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความทนทานอย่างน้อย 10 ปี เป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราที่มีอยู่

คุณชำนาญ เล่าต่อว่า ชุมนุมสหกรณ์สตูล 16 สหกรณ์ แต่ละปีมีน้ำยางพารา 3 ล้านกิโลกรัม เมื่อเจอวิกฤตราคายางตกต่ำ จึงหาทางรอดด้วยวิธีแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ายาง เแรกๆ อัดก้อนยางเป็นยางลูกขุนส่งออกไปจีน ต่อมามีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ มาช่วยเหลือเรื่องความรู้และเทคโนโลยี เลยสนใจผลิตแผ่นยางปูพื้นสนามฟุตซอลเพราะเห็นว่าตลาดนี้มีอนาคต

“ผมคิดว่า การนำยางพารามาแปรรูปเป็นแผ่นพื้นสนามฟุตซอล ยังมีโอกาสเติบโตในตลาดได้อีกมาก ซึ่งคุณสมบัติของแผ่นยางปูสนามฟุตซอล มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง ปลอดภัย ลูกบอลเด้งพื้น และราคาไม่สูงจนเกินไปนัก หากเทียบกับสนามหญ้าเทียม ขณะนี้มีออร์เดอร์ของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล โรงเรียนนำไปทำสนามเด็กเล่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ สามารถเพิ่มมูลค่าน้ำยางดิบได้หลายเท่าตัว”

แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ออร์เดอร์ก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เลยเกิดปัญหากำลังการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ประธานชุมนุมสหกรณ์ บอกว่า ปัจจุบัน ชุมนุมสหกรณ์สตูลผลิตแผ่นยางได้เพียงวันละ 50 ตารางเมตรเท่านั้น จึงได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 เข้ามาดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยให้การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมระบบการผลิต เครื่องโม่ และเครื่องอัดยาง เพื่อรองรับยอดการสั่งซื้อในอนาคต

“ขณะนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น กำลังการผลิตค่อนข้างจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ทาง กสอ. จึงให้การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ให้มีศักยภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นรองรับยอดการสั่งซื้อได้”

เพิ่มมูลค่ายางได้ 5 เท่าตัว

ผลิตปีละ 2 หมื่นคู่ ส่งออก AEC

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีภาคเอกชนอีกรายที่นำยางพารามาผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางพารา เจ้าของกิจการ ชื่อ คุณคุณัญญา แก้วหนู หรือ คุณตู่ ผู้บริหาร บริษัท 42 เนอเจอรัลรับเบอร์ จำกัด จังหวัดสงขลา

คุณตู่ บอกว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2551 เดิมรับซื้อน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบส่งตามโรงงาน ทว่าประสบปัญหาราคายางผันผวนมาโดยตลอด เลยเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วยการหันมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือผ้าเคลือบยางพารา โดยมี รศ.อาซีซัน แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ช่วยพัฒนาทั้งกระบวนการ

“ดิฉันได้แรงบันดาลใจมาจาก ได้เห็นถุงผ้าเคลือบยางพาราจากประเทศไต้หวัน เลยลองผิดลองถูกมาทำถุงมือ ใช้เวลาพัฒนาสินค้าและทดสอบราว 1 ปี จุดเด่นคือ กันลื่น กันน้ำ ใช้ได้ราว 300,000 ครั้ง สามารถกันการทะลุของเข็มขนาด 4 มิลลิเมตรได้ ตอบโจทย์บรรดาเกษตรกรที่ต้องการถุงมือจับถนัด และทนทาน”

สำหรับกรรมวิธีผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางพารา เจ้าของกิจการจะซื้อถุงมือผ้าสำเร็จรูป จากนั้นนำมาเคลือบด้วยยางพาราสูตรเฉพาะที่คิดค้นขึ้นเอง โดยจะบ่มน้ำยางพาราข้น 60 เปอร์เซ็นต์ กับสารเคมี นาน 16 ชั่วโมง จากนั้นเทลงแม่พิมพ์ นำไปอบด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 นาที เพื่อให้น้ำยางเซตตัว จากนั้นนำไปล้าง และผึ่งด้วยลมร้อน ขั้นตอนสุดท้ายนำไปเคลือบบนถุงมือ

วิธีการเพิ่มมูลค่ายางพาราดังกล่าว เจ้าของกิจการ บอกว่า สามารถเพิ่มมูลค่าได้เกือบ 5 เท่าตัว ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตถุงมือปีละ 20,000 คู่ ทำการตลาดด้วยการออกบู๊ธ ร่วมงานแฟร์กับภาครัฐ และมีตัวแทนจำหน่าย มีส่งออกไปที่ประเทศออสเตรเลียบ้าง ตามมาด้วย อิหร่าน และตุรกี

เจ้าของกิจการ บอกต่อว่า บริษัท 42 เนอเจอรัลรับเบอร์ จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือผ้าเคลือบยางพาราในปี 2555 ปัจจุบัน น้ำยางพารารับซื้อจากชาวสวนยางและปลูกเองในจังหวัดสตูล เฉลี่ยวันละ 500-1,000 กิโลกรัม แรงงานหลักเป็นกลุ่มแม่บ้านราว 7-8 คน

นอกจาก ถุงมือผ้าเคลือบยางพารา ทางบริษัทดังกล่าวยังมีสินค้าที่ทำจากยางพารา อาทิ ที่บีบมือ ไว้บริหารข้อมือกันนิ้วล็อก เบาะรองนั่ง เบาะรองหลัง และที่นอน

บ้านรักภาษา เจ้าของรางวัล…ดาวเด่นแฟรนไชส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แฟรนไชส์โซน

พารนี

บ้านรักภาษา เจ้าของรางวัล…ดาวเด่นแฟรนไชส์

“…ธุรกิจนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่รวยเร็วเหมือนซื้อขายหุ้น แต่ถามว่ายั่งยืนมั้ย ขอบอกว่ากราฟเกี่ยวกับธุรกิจการศึกษาไม่เคยตก ขอแค่จุดไฟติดเถอะ ผู้เรียนจะซื้อซ้ำบอกต่อแน่นอน”

โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน “บ้านรักภาษา” เกิดขึ้นมาภายใต้แนวคิดแนวการเรียนสมัยใหม่ เรียนสนุก ได้ความรู้ บูรณาการ มีจุดเด่นตรงที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 12 ปี ในฐานะโรงเรียนสอนภาษาแบบครบวงจรคุณภาพ

เมื่อเปิดทำแฟรนไชส์ได้เพียง 2 เดือน สามารถขยายได้ถึง 10 สาขา จนได้รับการจดทะเบียนในสมาคมแฟรนไชส์ และขึ้นเป็นดาวเด่นแฟรนไชส์ ปี พ.ศ. 2557 มอบให้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ดร.มุขรินทร์ หวง ประธานกรรมการบริหาร ในฐานะผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนสอนภาษา บ้านรักภาษา ให้ข้อมูลว่า ย้อนไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว เธอและ Mr.Jack Huang หรือ “ครูซุ่น” ผู้เป็นคู่ชีวิต ได้ร่วมกันเปิดบ้านพักย่านไทรม้า รัตนาธิเบศร์ สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีนให้เด็กๆ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เปิดสอนได้ไม่นาน มีนักเรียนมากขึ้น จนบ้านพักรองรับไม่ไหว จึงต้องย้ายไปเปิดสอนกันที่สโมสรของหมู่บ้าน จากนั้นชื่อเสียงของบ้านรักภาษาจึงกลายเป็นที่ยอมรับเรื่อยมา

เกี่ยวกับเทคนิคที่ดึงดูดทำให้มีเด็กมาเรียนกันเป็นจำนวนมากนั้น เจ้าของกิจการท่านนี้ กล่าวว่า น่าจะเป็นเพราะ บ้านรักภาษา เน้นการเรียนรูปแบบสมัยใหม่ ไม่เน้นการท่องจำ จะประยุกต์และให้นักเรียนสามารถสื่อสารและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เสริมให้นักเรียนศึกษาทั้งในและนอกห้องเรียน นำภาษาไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์

นอกจากนี้ บ้านรักภาษา ยังใช้หลักการและทฤษฎีการสอนภาษาแบบ TPR (Total Physical Response) โดยใช้ท่าทางผู้เรียนฟังคำสั่ง แล้วทำตาม เป็นการประสานงานระหว่างการเคลื่อนไหวของร่างกายและตอบรับ ผู้เรียนอาจไม่ต้องพูด เป็นวิธีการเรียนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนในช่วงแรกได้ดี ดึงดูดความสนใจ ทั้งยังส่งผลให้เด็กนักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ที่ยาวนาน

ดังนั้น ครูจะเป็นต้นแบบในการพูดและการสาธิต นักเรียนจะเคลื่อนไหวประกอบกับการโต้ตอบ ทั้งนี้ จะเป็นการสร้างความสมดุลในการเรียนภาษา นักเรียนได้ใช้ทักษะของการบริหารสมองซีกซ้ายและซีกขวาไปพร้อมกัน นอกจากนั้น การใช้ TPR-S (Story Telling) เป็นการเรียนรู้โดยท่าทางประกอบกับการสื่อให้นักเรียนเข้าใจเรื่องราว มีความคิดรวบยอดที่ดีในการสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจถึงเหตุการณ์ต่างๆ ว่า ใครทำอะไร ที่ไหน ทำอย่างไร เป็นบ่อเกิดให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดในการเรียนภาษา

ส่วนระบบการเรียนการสอนภาษาจีนนั้น ดร.มุขรินทร์ กล่าวว่า ภาษาจีนเป็นภาษาที่มีรากฐานมายาวนานกว่า 2,000 ปี และเป็นภาษาที่มีลักษณะเหมือนรูปภาพ ดังนั้น บ้านรักภาษา จึงใช้ระบบการเรียนการสอนผ่านสื่อต่างๆ โดยให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลาง อาทิ สื่อวีดิทัศน์ บัตรคำ ฯลฯ ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถจำคำศัพท์ภาษาจีนได้ การเล่านิทานเกี่ยวกับตัวอักษรจีนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถจดจำคำศัพท์ภาษาจีนได้ การเล่านิทานเป็นภาษาจีนโดยให้เด็กแสดงท่าทางประกอบตามคำศัพท์หรือตามรูปประโยคต่างๆ เพื่อให้เด็กสามารถจำรูปประโยคและนำไปใช้ในการสนทนาในชีวิตประจำวันได้

สำหรับการขยายกิจการในรูปแบบของแฟรนไชส์นั้น เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อปี 2557 โดยผู้ปกครองของนักเรียนบ้านรักภาษากลุ่มหนึ่ง เล็งเห็นถึงความสำคัญของภาษาที่สอง-ที่สาม ในยุค AEC ประกอบกับเคยสัมผัสประสบการณ์การดำเนินงานของบ้านรักภาษามาก่อน จึงชวนกันลงทุนเพื่อต่อยอดความสำเร็จ

ตัวเธอเองและครูซุ่น ในฐานะแฟรนไชซอร์ จึงพยายามนำสิ่งที่เคย “อาบน้ำร้อนมาก่อน” มาถ่ายทอดให้ฟังกัน เพื่อที่แฟรนไชซี จะได้ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกให้เสียเวลา

“บ้านรักภาษา มีแนวทางบริหารจัดการยังไง เราต้องสื่อสารให้แฟรนไชซีทราบ เพื่อจะได้เรียนรู้ในทุกกระบวนการ นับตั้งแต่การอบรมผู้ประกอบการ การจัดตั้งโรงเรียน การบริหารงานเรื่องครูและหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วยการประเมินผล แบบฝึกหัดวัดเด็ก การพาเด็กไปใช้ภาษาจริงในโครงการทัศนศึกษาต่างๆ” ดร.มุขรินทร์ บอกอย่างนั้น

และว่า คนที่จะมาเป็นแฟรนไชซีของบ้านรักภาษา ไม่ต้องมีประสบการณ์ด้านการสอน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีใจรักด้านการศึกษาและพร้อมจะนำประสบการณ์ดังกล่าวไปใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“แฟรนไชซีบ้านรักภาษา ต้องมีใจรักด้านการศึกษา มีเมตตาสูง ไม่ต้องมีความรู้สูงแต่ต้องรักและเมตตาผู้เรียน มีความอดทนความมุ่งมั่น เพราะธุรกิจนี้ทำแล้วสิ่งที่ได้รับกลับมาอาจไม่ใช่ตัวเงินอย่างเดียว แต่ได้อนาคตของตัวผู้เรียนด้วย” ดร.มุขรินทร์ บอกจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจก็คือการดำเนินกิจการที่ต้องคำนึงในแง่ผลตอบแทนบ้าง ประเด็นนี้ เจ้าของสถาบันบ้านรักภาษา เผยตรงไปตรงมา

“บอกเลยว่า 6 เดือนแรกขาดทุนแน่นอน จะอยู่ได้ก็ตั้งแต่เดือนที่ 7-12 พอเข้าปีที่ 2 เริ่มมีกำไร โดยปกติแล้วถ้ามีนักเรียน 50 คนขึ้นไป ผู้ประกอบการจะอยู่ได้ด้วยเงินเดือน 40,000 บาท ธุรกิจนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่รวยเร็วเหมือนซื้อขายหุ้น แต่ถามว่ายั่งยืนมั้ย ขอบอกว่ากราฟเกี่ยวกับธุรกิจการศึกษาไม่เคยตก ขอแค่จุดไฟติดเถอะ ผู้เรียนจะซื้อซ้ำบอกต่อแน่นอน”

เมื่อถามถึงการแข่งขันในตลาดปัจจุบัน ที่ดูจะรุนแรงไม่น้อย ดร.มุขรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า โรงเรียนสอนภาษามีหลายแบรนด์ทั้งของคนไทยและต่างประเทศ แต่เชื่อว่าบ้านรักภาษามีการบริการที่โดดเด่นด้านสภาพแวดล้อม ส่วนครูผู้สอน ก็มีเทคนิคน่าสนใจ ระบบการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนใคร ตรงตามบุคลิกนิสัยของเด็กไทยแน่นอน

แฟรนไชส์ บ้านรักภาษา

ค่าแฟรนไชส์ หลักสูตรละ 290,000 บาท

มี 3 หลักสูตรให้เลือก ได้แก่

– หลักสูตรภาษาจีน

– หลักสูตรภาษาอังกฤษ

– หลักสูตรภาษาไทยสำหรับชาวต่างชาติ

สิทธิประโยชน์

1. สิทธิในการใช้ชื่อและเครื่องหมายการค้า (โลโก้)

2. สิทธิในการใช้หลักสูตร ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และกิจกรรมบูรณาการต่างๆ

3. หนังสือหลักสูตรภาษาจีน และภาษาอังกฤษแสนสนุก สำหรับนักเรียน 1 ชุด และสำหรับครู 1 ชุด

4. จัดผู้บริหาร ผู้มีประสบการณ์การสอน และประสบการณ์การบริหาร

5. ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ ฟรี ตลอดอายุสัญญา

6. อุปกรณ์ Multimedia

7. Job Description พนักงาน และอบรม ให้คำปรึกษา

8. ให้คำปรึกษา วางแผน และออกแบบการเรียนการสอนในกรณีจัดการเรียนการสอนนอกสถานที่

9. สิทธิในการใช้ภาพกิจกรรมต่างๆ ของบ้านรักภาษา (Banrakpasa)

10. รูปแบบการจัดการ Course Summer, Course October Camp

11. หลักสูตรการสอน Language Training ให้กับสถาบัน โรงเรียน และองค์กร

12. โบรชัวร์ 2,000 แผ่น

13. โปสเตอร์โฆษณาหลักสูตรต่างๆ 2 ชุด

14. โปสเตอร์ผลงานของสถาบัน 5 ชุด

15. โปรแกรมบริหารจัดการสถาบันสอนภาษา ที่จะช่วยให้ระบบการจัดการต่างๆ เป็นเรื่องง่ายๆ

16. ป้ายสถาบันติดหน้าอาคาร ขนาด 4×1.5 เมตร

17. ป้ายญี่ปุ่น ตั้งหน้าร้าน 2 อัน

18. เว็บไซต์ของสาขา และโฆษณาทาง Google Adword, Facebook และเว็บไซต์อื่นๆ ฟรี

19. เสื้อ Banrakpasa สำหรับผู้ใหญ่-ครู 5 ตัว

20. สมุดคัดภาษาจีน-สมุดโน้ต Banrakpasa 50 เล่ม

21. ช่วยจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด

สนใจติดต่อแฟรนไชส์ บ้านรักภาษา ติดต่อสำนักงานใหญ่ เลขที่ 1131 อาคารไวท์มอลล์ ชั้น 2 (ข้างวัดสร้อยทอง) ถนนประชาราษฎร์ แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

โทรศัพท์ (02) 912-8866, (083) 009-4999 เว็บไซต์ http://www.banrakpasa.com Facebook/Banrakpasa และ LINE : kaes19999

ผู้หญิงสำคัญสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้หญิงสำคัญสุด

ในแวดวงการตลาด ผู้หญิงคือเพศที่สำคัญที่สุด เป็นกลุ่มที่มีอำนาจซื้อสูงสุด โดยทั่วๆ ไป ผู้หญิงครองอำนาจประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่าย ในบางประเทศที่ผู้หญิงเป็นแม่บ้าน การใช้จ่ายอาจจะมากถึง 85 เปอร์เซ็นต์ นี่ไม่รวมสินค้าแพงๆ ไม่ว่าจะเป็น เพชร น้ำหอม ของขวัญที่ผู้ชายซื้อให้ผู้หญิง

เพศ เป็นเรื่องที่มีการแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจนมาแต่สมัยโบราณกาล คนมักคิดว่าผู้ชายสำคัญ แต่จริงๆ แล้ว การใช้จ่ายในบ้าน เป็นสัดส่วนที่มากกว่าการใช้จ่ายส่วนอื่น ผู้หญิงจำนวนมากจึงเป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายเหล่านั้น ตั้งแต่ อาหาร เครื่องใช้ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือแม้กระทั่ง สีสันของกระเบื้องในครัว ในห้องน้ำ การออกแบบภายในบ้าน รวมไปถึง การท่องเที่ยวที่ผู้หญิงมีบทบาทด้านความคิดว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี เลือกสายการบิน เลือกที่พักอย่างไร ในปัจจุบันนี้ สินค้าที่ผู้หญิงเคยมีอิทธิพลน้อย เช่น รถ เครื่องไฟฟ้าต่างๆ ผู้หญิงก็กลับมีอิทธิพลมากขึ้นอย่างมากมาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ครอบครัวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นครอบครัวที่มีรายได้มาจากทั้ง 2 ทาง คือทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

การเข้าถึงผู้หญิง แตกต่างไปจากการทำการตลาดไปยังผู้ชาย สิ่งแรกเลยก็คือ ใช้สังคมออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ผู้หญิงอยู่บนสังคมออนไลน์เช่นเฟซบุ๊กมากกว่าผู้ชาย เรียกว่าในหลายๆ เรื่องของชีวิตทีเดียว ตั้งแต่ เรื่องความรัก การแต่งตัว เครื่องสำอาง การงาน ไปจนถึงเรื่องของครอบครัว เรื่องลูก หรือแม้กระทั่งเรื่องกิน การทำกับข้าว ผู้หญิงเห็นว่าการใช้ออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่สามารถติดต่อกับเพื่อนกับครอบครัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น ผู้หญิงก็คิดเสมอว่า เป็นหนทางที่จะรู้ถึงแบรนด์ต่างๆ เวลามีการส่งเสริมการขาย เช่น ลดราคา แจกของ ชิงโชคต่างๆ ใช้โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมให้ถูกต้องก็สร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มผู้หญิงได้เป็นอย่างดี เพราะเธอมีแนวโน้มที่จะชอบและซื้อแบรนด์ที่เธอตาม หรือพูดคุยบนออนไลน์

สิ่งสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มผู้หญิงเลยก็คือ ต้องเข้าใจและรู้ว่าผู้หญิงคิดอย่างไร ที่สำคัญ ผู้หญิงที่อายุต่างกัน มีรายได้ที่ไม่เหมือนกัน ก็ต้องใช้การสื่อสารที่แตกต่าง กลุ่มแรกคือ กลุ่มคุณยายคุณย่า หรือคุณป้าอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป จริงๆ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีเงินมากที่สุด ถ้าจับกลุ่มนี้ได้ ก็สามารถที่จะอยู่รอดยาวไปอีกอย่างน้อย 20 ปี เพราะผู้หญิงมีอายุมากกว่ากลุ่มผู้ชาย และที่สำคัญมากที่สุดก็คือ นักการตลาดกลับไม่มีสักกี่คนหรือสักกี่แบรนด์ ที่ผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อจะจับกลุ่มนี้ แต่กลับไปจับ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มทำงานอายุน้อย ซึ่งมีกำลังซื้อไม่ได้มากมายอะไร และอย่างมากที่สุดก็อีกกลุ่มคือ คุณแม่ที่เพิ่งจะมีลูก ซึ่งกลุ่มเหล่านี้คือกลุ่มที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี สินค้ามากมายที่ถูกใช้โดยคนกลุ่มนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็เริ่มที่จะถูกหลงลืมเพราะถูกละเลยไป

กลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนแปลง จากกลุ่มแม่ กลายเป็นตัวเองมากขึ้น เพราะเริ่มมีเวลากับลูกน้อยลง ลูกๆ เริ่มโตขึ้น เริ่มมีชีวิตของตัวเอง แล้วก็เริ่มเหงา เริ่มรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งไปบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงที่มีความสุขมากที่สุดเพราะมีความรับผิดชอบน้อยลง มีเงินมากขึ้น ยิ่งปัจจุบัน ปริมาณผู้หญิงที่ไม่แต่งงานมีจำนวนมากขึ้น เมื่อมีอายุก้าวสู่วัยนี้ ผู้หญิงอายุเท่านี้ ยิ่งแสวงหาความสุขมากขึ้น เข้าสังคมมากขึ้น เจอเพื่อนฝูง ท่องเที่ยวในที่ต่างๆ อย่างมีอิสรเสรี

ผู้หญิงกลุ่มนี้สนใจเรื่องสุขภาพ การเงิน การท่องเที่ยว มีความต้องการที่จะช่วยเหลือผู้อื่น สิ่งที่สำคัญในชีวิตก็คือ การเงิน ครอบครัว สุขภาพ บ้าน และที่ขาดไม่ได้คือ การเลี้ยงดูลูกหลาน มีสินค้ามากมายที่สามารถเข้าถึงกลุ่มนี้ได้

กลุ่มแรกคือ อาหาร ผู้หญิงกลุ่มนี้พร้อมที่จะจับจ่ายซื้ออาหารที่แพงขึ้น ยิ่งอาหารปลอดเชื้อ ออร์แกนิก หรือไม่มีสารตกค้างหรือสารอันตราย กลุ่มนี้เริ่มมีเวลามากขึ้น ถ้าอยู่กับลูกหลาน ก็พร้อมที่จะไปเดินช็อปปิ้งเพื่อซื้ออาหารที่มีคุณค่ามาให้กับครอบครัว เธอพร้อมที่จะจับจ่ายด้วยเงินที่สูงกว่าปกติ พร้อมที่จะซื้อหาในปริมาณที่มากขึ้น เมื่อออกสังคมกับเพื่อน ร้านอาหารที่มีบรรยากาศดีๆ อาหาร เครื่องดื่มที่ดี ผู้หญิงกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะจับจ่าย ทั้งการไปกับกลุ่มเพื่อน หรือไปกับครอบครัว

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มอาหารเสริมและความงาม เพื่อสุขภาพที่ดีและการคงอยู่ของความงามแล้วละก็ ผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พร้อมจะจ่าย ถึงแม้ว่าจะมีคลินิกเพื่อความงามจำนวนมาก ที่มีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปใช้บริการ แต่ผู้หญิงกลุ่มนี้กลับเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายมากกว่า การทำความงาม มีตั้งแต่ อาหารเสริม เครื่องสำอาง การแพทย์ต่างๆ กลุ่มนี้ยังรวมถึง กลุ่มรักษาสุขภาพด้วย การออกกำลังกายแบบต่างๆ ไปจนถึงโยคะ

กลุ่มที่สามคือ กลุ่มการเงิน ผู้หญิงกลุ่มนี้พร้อมที่จะจ่ายเพื่อการลงทุน หรือเพื่อผลประโยชน์ให้ตัวเอง ซึ่งรวมไปถึงประกันชีวิต ประกันภัยทั้งหลายด้วย

กลุ่มที่สี่คือ กลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้คือ ลูก หลาน ซึ่งผู้หญิงกลุ่มนี้พร้อมที่จะจับจ่าย เพื่อให้คนที่ตนรักมีความสุข

โอกาสมากมายพร้อมที่จะให้เข้าถึงความต้องการของผู้หญิงกลุ่มนี้ เพราะมีแบรนด์จำนวนไม่มากนัก ที่เน้นการเข้าถึงกลุ่มนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เทพช็อปดอทคอม www.LnwShop.com เว็บช็อปปิ้งออนไลน์ฝีมือคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เสริมไอเดีย

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

เทพช็อปดอทคอม http://www.LnwShop.com เว็บช็อปปิ้งออนไลน์ฝีมือคนรุ่นใหม่

การตั้งชื่อร้านค้าออนไลน์สั้นๆ ด้วยภาษาอังกฤษ 3 ตัว “lnw” (แอล เอ็น ดับเบิ้ลยู) แต่หักมุมให้คนเปิดเว็บ อ่านภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยได้คำใหม่ว่า “เทพ” แค่เปิดฉากด้วยชื่อเว็บก็บอกเป็นนัยได้ทันทีว่า คนคิดไอเดียได้เช่นนี้ ต้องมีแนวคิดขั้นเทพทีเดียว

เทพช็อป กับแนวคิดขั้นเทพ

ณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ฟรีในชื่อ LnwShop (แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป หรือ เทพช็อป) เล่าว่า เทพช็อปเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเพื่อนวัยไล่เลี่ยกัน 6-7 คน ที่ถูกเพาะเชื้อไอทีมาจากคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวสู่โลกไซเบอร์ด้วยรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ประเภท Information Application จากเวที Samart Innovation Award 2007 เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาลงทุนทำธุรกิจออนไลน์ร่วมกัน เขาคิดแบบไหน เขาทำอย่างไร ทำไมธุรกิจภายใต้ชื่อ “เทพช็อป” จึงเติบโตแบบก้าวกระโดด รายได้หลักล้านถือเป็นเรื่องจิ๊บๆ สำหรับสาวกไอทีกลุ่มนี้

ณัฐวิทย์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นมาจากผู้นำในกลุ่มของเขา มองเห็นลู่ทางและโอกาสว่าสามารถทำร้านออนไลน์ได้ โดยผู้นำที่เขาเรียกว่าผู้บริหารเว็บไซต์เทพช็อปนี้จะเก่งด้านการคิดค้นและพัฒนาระบบ ส่วนตัวณัฐวิทย์เองจะถนัดด้านการสื่อสารเพื่อให้ผู้ใช้ระบบเข้าใจวิธีใช้ได้ง่ายขึ้น เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ของเทพช็อปจึงถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย การทำธุรกิจของสาวกไอทีกลุ่มนี้เกิดจากความสนุกในการทำเว็บออนไลน์ของตัวเอง จากความสนุกกลายเป็นรายได้ที่ขยับตัวเลขขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด กลายเป็นความสำเร็จที่ท้าทายความรู้ความสามารถที่ฝังอยู่ในตัวกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่กลุ่มนี้

เจ้าของธุรกิจออนไลน์วัย 28 ปี กล่าวถึงสถานการณ์การค้าออนไลน์ก่อนหน้าตั้งบริษัทว่า เมื่อก่อนตลาดนัดออนไลน์ในเมืองไทย นักช็อปบนโลกไซเบอร์จะรู้จักแค่เว็บไซต์ออนไลน์ 2 เจ้าใหญ่ๆ ซึ่งณัฐวิทย์มองว่าระบบการซื้อขายแบบเดิมที่มีอยู่ขณะนั้น ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัวทั้งด้านเทคโนโลยีและรูปแบบการนำเสนอที่สร้างมานานแล้ว บางรายให้เวลากับการบริหารจัดการภายในองค์กร จึงไม่สามารถสร้างรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาป้อนตลาดร้านค้าออนไลน์ได้

“เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ ตอนนั้นมองว่า E-Commerce น่าจะเติบโตเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดและขยายตัวอย่างมาก ทั้งจากอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมและรวดเร็วมากขึ้น คนเริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้น และนับเป็นโชคดีที่เราพัฒนาระบบรองรับไว้แล้ว และเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน เพราะเราทำหน้าร้านไม่เหมือนใคร ผู้ค้าสามารถเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ แค่คลิก-ลาก-วาง แล้วใส่ข้อมูล/รายละเอียดสินค้าได้เลยทันที ในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ค้าไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเขียนโปรแกรม คือทุกอย่างง่ายเหมือนเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก เรากำหนดคอนเซ็ปต์หน้าเว็บไซต์ของเราว่า “You See What You Get” คือเห็นอย่างไรได้อย่างนั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องเข้าไปในระบบจัดการ ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ความง่ายและเร็ว ทำให้เรามั่นใจว่าสามารถสร้างสรรค์ระบบที่ครอบคลุมการสั่งซื้อได้ทั้งหมด ทั้งสมัครสมาชิก เว็บบอร์ด ขนส่ง การชำระเงิน และการตลาด เรามุ่งให้ผู้ขายสร้างธุรกิจของตัวเองได้มากกว่าสร้างระบบ ให้คนที่เข้ามาใช้เว็บต้องพึ่งพิงเราเพียงอย่างเดียวคือ เราทำหน้าที่แค่เพียง “ผู้ช่วย” ซึ่งรูปแบบสิ่งนี้ทำให้เทพช็อปก้าวมาถึงจุดนี้ได้”

กล้าให้ฟรี คือจุดขายสำคัญ

ไม่ว่าจะวางระบบหรือวางแผนภายในองค์กรดีอย่างไร ต้องยอมรับว่า “การเปิดให้ใช้บริการฟรี” คือจุดขายสำคัญของเทพช็อปดอทคอม ซึ่งณัฐวิทย์ เผยเหตุผลตามสไตล์ของคนรุ่นใหม่ว่า ต้องการฉีกความคุ้นเคยเดิมๆ ที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องชำระค่าแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียม รวมทั้งต้องต่อสมาชิกรายปีให้กับผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม เมื่อเปลี่ยนแนวคิดให้ผู้ค้าเข้ามาเป็นผู้ใช้บริการได้ฟรี มีทั้งบริการสั่งซื้อ ตะกร้าสินค้า เว็บบอร์ด และระบบสมาชิก หากผู้ค้ามีความต้องการฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น ร้านค้าบนเฟซบุ๊ก หรือต้องการแอพพลิเคชั่นร้านค้าเฉพาะตัวให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดจากสมาร์ตโฟน ก็สามารถซื้อบริการเสริมเพิ่มเติมจากเทพช็อปได้ นั่นจึงกลายเป็นรายได้หลักของบริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด

“พอเราเปิดให้ใช้พื้นที่ฟรี ก็เกิดการบอกต่อ ซึ่งกลุ่มลูกค้าช่วงแรกของเรากว้างมากครับ มีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ค้าที่ทำการตลาดแบบออฟไลน์ คือมีหน้าร้านอยู่แล้ว แต่ต้องการเพิ่มช่องทางออนไลน์ด้วย เราเองก็เดินหน้าหาลูกค้าด้วยการ Knock Door แนะนำตัวเองตามร้านค้าต่างๆ แต่ผลตอบรับไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะเขาก็ขายหน้าร้านดีอยู่แล้ว จึงหันมาคุยกับคนออนไลน์ที่เปิดร้านในเว็บไซต์อื่นๆ แล้วชักชวนให้ลองมาเปิดสาขา 2 ที่ใช้งานฟรี พอมีผู้ค้าเข้ามาเป็นลูกค้าเรามากขึ้นก็สามารถจัดกลุ่มได้แล้วว่า อันดับแรกคือกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่น ต่อด้วยสินค้า Gadget (สินค้านำสมัยในกลุ่มไอที) หนังสือเป็นที่นิยมรองลงมา ส่วนผู้ซื้อสินค้าจะเป็นลูกค้าประจำที่เคยซื้อสินค้าร้านเดิมอยู่แล้ว แต่อาจจะเข้ามาที่เว็บไซต์เรามากขึ้นเพราะโปรโมชั่นต่างๆ แต่สำหรับผู้ซื้อหน้าใหม่ น่าจะเป็นเพราะเสิร์ชเอนจิ้นมากกว่า ซึ่งเราเชี่ยวชาญด้าน SCO (การสร้างโค้ดให้ติดอันดับการค้นหาในกูเกิ้ล) อยู่แล้วด้วย ทำให้เราเป็นที่รู้จัก และทำให้นักช็อปสนใจเข้ามาที่เว็บเรามากขึ้น”

ครบวงจรเทพมอลล์/เทพมาร์เก็ต/เทพเพย์

ณัฐวิทย์ กล่าวอธิบายว่า หลังจากเปิดตลาดร้านค้าออนไลน์แล้ว เกิดความคิดอยากสร้างระบบให้ครบวงจรของอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยนำข้อเสนอแนะของผู้ค้ามาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จึงสร้างเว็บไซต์รวบรวมทุกเว็บไซต์บนหน้าร้านผู้ค้าไว้ในที่เดียวกัน ใช้ชื่อเว็บว่า เทพมอลล์ (LnwMall) คัดเลือกร้านค้าพรีเมี่ยม จำหน่ายสินค้าคุณภาพ และมียอดขายสูงในเทพช็อป โดยบริษัทจะเรียกเก็บค่าบริการ พร้อมช่วยทำการตลาดและขายให้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ได้เลย ขณะเดียวกัน ผู้ค้าสามารถแชร์ข้อมูลเดิมที่มีอยู่ในเทพช็อปได้ทันที

หลังจากที่เทพมอลล์ประสบความสำเร็จ จึงปล่อยเว็บ เทพมาร์เก็ต (LnwMarket) เป็นเว็บไซต์รองรับผู้ค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เปิดให้ใช้บริการฟรี เปรียบเหมือนตลาดนัดให้ผู้ค้าเข้าเปิดร้านขายของในที่เดียวกัน สามารถจำหน่ายสินค้าจำนวนน้อยชิ้นได้ เหมือนเป็นการโพสต์ประกาศ เพื่อให้เชื่อมโยงกลับไปยังเทพช็อปได้อีกด้วย

“เรากำลังจะไปถึงจุดที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ เทพเพย์ (LnwPay) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนของอีคอมเมิร์ซในบ้านเรา เนื่องจากปัญหาการซื้อขายออนไลน์ ยังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้รับสินค้า พบว่าสาเหตุมาจากพวกเขาซื้อขายกันเอง ไม่มีใครดูแล แต่เทพเพย์ จะเข้ามาเป็นตัวกลางรับเงินแทน โดยลูกค้าจะจ่ายเงินมาที่เทพเพย์ โดยเจ้าของร้านจำเป็นต้องส่งสินค้าให้ก่อน ต่างฝ่ายต่างยอมเสียก่อน เราจะเสียสละเก็บเงินไว้ให้ แต่เราทำอะไรกับเงินนั้นไม่ได้ แล้วเมื่อไรที่สินค้าถึงมือผู้ซื้อ เราก็จะโอนเงินจำนวนนั้นให้กับผู้ขาย เพราะนี่คือเงินของเขา ถึงแม้ผู้ค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้เรา แต่ข้อดีที่เขาจะได้รับคือ ผู้ซื้อจะมีความเชื่อมั่น และมีแนวโน้มสั่งซื้อสินค้ามากขึ้นด้วย ต่อไปคาดว่าอีคอมเมิร์ซในเมืองไทยจะเติบโตได้ด้วยระบบนี้”

ออกหน้ารับจ่ายเงินจากผู้ซื้อกับผู้ขาย

ณัฐวิทย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ LnwPay แตกต่างจากระบบการจ่ายเงินแบบอื่น ตรงที่ระบบทั่วไปที่มีอยู่ อย่างบัตรเครดิตเองก็มุ่งความสำคัญไปที่ลูกค้าเจ้าของบัญชี ในขณะที่ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ สามารถคืนเงินหากผู้ซื้อไม่พอใจในสินค้า จึงไม่มีคนกลางที่จะตัดสินว่าใครผิดใครถูก และอาจไม่รับรู้ถึงการซื้อขายนั้นเลย แต่สำหรับเทพเพย์สามารถตรวจสอบการ Transfer ทั้งส่ง-รับสินค้าและการโอนเงินได้จริง เมื่อถามว่าแล้วตลาดออนไลน์เจ้าใหญ่ไม่สนใจพัฒนาระบบการชำระเงินแบบนี้บ้างหรือ ผู้บริหารเทพช็อป กล่าวว่า รายอื่นๆ นั้นหันไปพัฒนาเรื่อง Market place เน้นเพิ่มช่องทางการขาย เอื้อโอกาสให้ผู้ซื้อเข้ามาซื้อขาย ในขณะที่เทพช็อป วางตำแหน่งการตลาดให้ผู้ซื้อติดต่อกับผู้ค้าได้โดยตรง แต่ถ้าต้องการความมั่นใจในการซื้อขาย ก็สามารถใช้ระบบเทพเพย์ได้นั่นเอง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเว็บออนไลน์ระดับโลกอย่าง Alibaba เช่นกัน

“เราคาดว่าจะเริ่มระบบปฏิบัติการจริงจัง โดยผู้ซื้อต้องสมัครสมาชิกของเทพช็อปก่อน ซึ่งกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว ดาต้าเบสของผู้ซื้อสามารถใช้ได้กับทุกแบรนด์การค้าของเราไม่ว่าจะเป็นเทพช็อป เทพมอลล์ เทพมาร์เก็ต รวมทั้งระบบการจ่ายเงินแบบใหม่นี้ด้วย ซึ่งรายรับที่บริษัทจะได้คือ ค่าธรรมเนียม 5 เปอร์เซ็นต์ จากราคาขาย โดยเรียกเก็บจากผู้ค้าเท่านั้น ซึ่งผลประโยชน์ที่ผู้ขายจะได้คือความน่าเชื่อถือจากผู้ซื้อ และรับรีวิวการซื้อขายจากเรา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอีกระดับหนึ่ง คาดว่าจะมีผู้ค้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จากเทพช็อปเข้าร่วมระบบนี้ แต่สำหรับช่วงแรกน่าจะมีผู้ค้าที่สนใจระบบอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นสิ่งใหม่ยังไม่คุ้น ทำให้เราต้องเน้นทำการตลาดและโปรโมตด้วย รวมทั้งกระตุ้นความพึงพอใจแรกให้เกิดขึ้น”

เทพช็อปเดินหน้าวางแผนเชื่อมโยงเทพช็อปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเฟซบุ๊กได้ รวมทั้งสร้างระบบที่ผู้ค้าสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรงผ่านเว็บเทพช็อป โดยให้ข้อความไปปรากฏบนเฟซบุ๊กได้ด้วย หรือปรากฏในไลน์ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์ยอดฮิตในเมืองไทยขณะนี้ เทพช็อปเป็นเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ที่พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าอยากเป็นอาลีบาบาของเมืองไทย (Alibaba.com คือเว็บไซต์ขายส่งสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเว็บไซต์สัญชาติจีนที่คนทั่วโลกยอมรับ)

บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด

เลขที่ 140/51-52 อาคารไอทีเอฟ (ชั้น 22) ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทรศัพท์ (02) 634-4518 http://www.lnwshop.com

TMB จัดโครงการ “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์” ส่งต่อการ “ให้คืน” ที่ยั่งยืนสู่ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

TMB จัดโครงการ “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์” ส่งต่อการ “ให้คืน” ที่ยั่งยืนสู่ชุมชน

สานต่อความต้องการชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็ง และสร้างชาติมั่นคง กับกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงชุมชน โดยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี จัดกิจกรรมร่วมแรงร่วมใจ พลพรรคจิตอาสา ทั้งอาสาสมัครทีเอ็มบี เยาวชนไฟ ฟ้า และชาวชุมชนคลองยายจิ๋ว ส่งมอบโปรเจ็กต์ “บางปูแลนด์ พื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งชุมชนคลองยายจิ๋ว” ภายใต้โครงการ “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ 2015” (FAI-FAH IN A BOX 2015) การแสดงพลังสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน พร้อมจุดประกายชุมชนให้ร่วมกัน “เปลี่ยน” เพื่อให้ชีวิตดีขึ้น ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference หรือ เปลี่ยน…เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น โดยการส่งมอบโครงการพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางปูแลนด์ จัดขึ้น ณ บริเวณเขื่อนกั้นน้ำชุมชนคลองยายจิ๋ว จังหวัดสมุทรปราการ

คุณชมภูนุช ปฐมพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสาขา ทีเอ็มบี เผยว่า “ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์” เป็นการส่งต่อพลังการ “ให้คืน” ที่ทีเอ็มบีจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เริ่มต้นจากกล่องอุปกรณ์กิจกรรม เพื่อจุดประกายความคิดสร้างสรรค์กับสาขาที่สนใจและส่งต่อไปยังชุมชน ในปีที่ผ่านมา ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ เฟส 2 เริ่มเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชุมชนอย่างแท้จริง โดยมีอาสาสมัครทีเอ็มบีสำนักงานภาคธุรกิจสาขา 4 มุมเมืองทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 692 คน ลงมือทำงานเชิงลึกร่วมกับชุมชน รวม 4 โครงการ ใช้เวลาทำงานกว่า 2,000 ชั่วโมง ช่วยจุดประกายคนในชุมชนให้ร่วมกัน “เปลี่ยน” เพื่อคืนความสุข สร้างอาชีพ สร้างความรู้และรายได้แก่ชาวชุมชน

ปีนี้ ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ ส่งต่อพลังการ “ให้คืน” ทั่วประเทศรวม 18 โครงการ โดยพนักงานสาขาทั่วประเทศเป็นพลังขับเคลื่อน เพื่อแก้ปัญหาชุมชน ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อการต่อยอดและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พนักงานสาขาส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นลูกเป็นหลานอยู่แล้ว ดังนั้น การเข้าไปสำรวจ ช่วยคิด ช่วยวางแผน จุดประกายให้ชาวชุมชนรู้จักตัวเอง รู้ปัญหา ก็ถือเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี

คุณอิสสระ บุปผเวส ผู้ใหญ่บ้านตำบลบางปูใหม่ หัวเรือใหญ่ที่กอบกู้ระบบนิเวศกลับคืนสู่ชุมชน เผยว่า “ผมมาอยู่ที่บางปูตั้งแต่ พ.ศ. 2528 และเป็นผู้ใหญ่บ้านตำบลบางปูใหม่วาระที่ 2 ปัจจุบันมีประชาชนอาศัยกว่า 4,000 ครัวเรือน หรือกว่า 15,000 คน โดยส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไปและทำงานโรงงาน อย่างที่ทราบกันว่า ชายฝั่งของบางปู มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมอยู่ตลอด แทบจะทุกวัน เรียกว่าเข้าขั้นวิกฤต เป็นปัญหาใหญ่สุดของชาวบ้าน ซึ่งไม่เหมือนน้ำท่วมทั่วไป ที่จะเกิดขึ้นช่วงน้ำหลาก แต่ที่นี่เพียงแค่น้ำทะเลหนุนสูง น้ำทะเลก็จะซัดเข้ามาอย่างแรง ท่วมข้าวของเสียหาย ชาวบ้านแถวนี้ เคยว่าผมบ้า เพราะเช้ามาก็ต้องลงไปยกหินเรียงไว้ ป้องกันน้ำทะเล เรียงไว้อย่างดี พออีกวัน ความแรงของน้ำ ก็ทำหินพังทลาย กลับสู่สภาพเดิม เราต่อสู้กับน้ำทะเลหนุนกว่า 4-5 ปี จนบางคนล้มหายตายจาก ถึงจะได้งบประมาณสร้างเขื่อนนี้ ปัญหาอีกอย่าง ในเรื่องของระบบนิเวศ ที่มีการปล่อยน้ำเสีย ชาวบ้านรวมตัวกัน เข้าไปพูดคุยระบบประชาคม ใช้หลักการและเหตุผล ว่าต้องรักษาระบบนิเวศเพื่ออนาคตของลูกหลาน จนกระทั่งได้ความสมบูรณ์กลับคืนมา วันนี้เรามีเขื่อนกั้นน้ำ ที่ช่วยกันสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่น้ำทะเลพัดพา เรามีทีมงานคอยเก็บขยะทิ้งสม่ำเสมอ เลยคิดอยากจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของบางปู ที่คงความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ขายความเป็นตัวตนของชาวบางปู ที่มีเขื่อนกั้นน้ำที่ออกแบบเอง เขื่อนที่หันหลังลงทะเล พอคลื่นมา แล้วม้วนออก เป็นเขื่อนต้นแบบให้คนมาชม มากินลม ชมวิว ขี่จักรยาน สูดอากาศบริสุทธิ์ กินอาหารทะเลสดๆ และศึกษาธรรมชาติ วันนี้ดีใจที่ความฝันของชาวชุมชนใกล้ความจริง และรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ที่มีอาสาสมัครทีเอ็มบี มากันเยอะมาก ขนาดคนนอกบ้าน ยังมาช่วยเราฟื้นฟูบ้านเรา”

คุณวันดี วิสุทธิ์มิตรนาคร ผู้จัดการเขตธุรกิจสาขา สมุทรปราการ สำนักงานภาคธุรกิจสาขา 4 ผู้นำทีมโครงการบางปูแลนด์ฯ เผยว่า “อยู่ที่สมุทรปราการตั้งแต่เรียนจบมาใหม่ๆ จนกลายเป็นภูมิลำเนาไปแล้ว เดิมได้เสนอแผนการปลูกป่าชายเลน แต่เมื่อพูดคุยกับชุมชนแล้วพบว่า ป่าชายเลนส่วนมากจะมีปัญหาขาดการดูแลหลังการปลูก และไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และจากการสำรวจ พบว่า พื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจในความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อีกอย่างสิ่งที่ชาวชุมชนต้องการเป็นอันดับแรกคือ ต้องการมีรายได้เพิ่ม ถ้าเราช่วยกันปรับเปลี่ยนเขื่อนกั้นน้ำซีเมนต์ความยาว 800 เมตร ยาวที่สุดในสมุทรปราการให้เป็นแลนด์มาร์กที่สวยงามของท้องถิ่น ชาวบ้านก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากนักท่องเที่ยวที่มาชม เราจะต้องช่วยสนับสนุนความรู้พื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยว ช่วยสนับสนุนสัญลักษณ์ป้ายต่างๆ พอดีว่า เยาวชนไฟ ฟ้า มีทักษะในเรื่องศิลปะ เราเลยมาวาดภาพ ระบายสีสัน กุ้ง หอย ปู ปลา กันบนเขื่อนซีเมนต์ เพื่อสร้างจิตสำนึกในเชิงอนุรักษ์ สำหรับนักท่องเที่ยว เพื่อการดูแลรักษาพื้นที่ ตัดสินใจเลือกทำโครงการนี้ เพราะเราเห็นถึงความมุ่งมั่นของชาวชุมชน ที่ตั้งใจดูแลพื้นที่อย่างดี อย่างช่วงเช้าๆ ภารกิจของชาวบ้านขณะเดินออกกำลังกายก็คือ เก็บขยะไปด้วย ช่วยกันรักษาความสะอาด วันนี้เราได้เห็นชาวบ้านเก็บหอย กางอวนจับปู เป็นสัญญาณวัดได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนน้ำ ก็เชื่อมั่นว่าชุมชนจะรักษาและดูแลพื้นที่ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี”

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของพลังแห่งการ “เปลี่ยน” เพื่อให้ชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference หรือ ทีเอ็มบี เปลี่ยน…เพื่อให้ชีวิตคุณดีขึ้น โดยในปีนี้ โดยโครงการ ไฟ ฟ้า อิน อะ บ็อกซ์ มีเป้าหมายรวม 18 โครงการทั่วประเทศ อาทิ โครงการสหกรณ์เห็ดเพื่อเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนวัดบึงทองหลาง, โครงการคลองสวยน้ำใส เคหะชุมชนรังสิต, โครงการเมจิกมัชรูม ชุมชนราชทรัพย์, โครงการรายได้ที่ยั่งยืน กลุ่มแม่บ้านสร้างได้ ชุมชนสุเหร่าบ้านดอน, โครงการสืบสานวิถีชุมชนผ้าทอไทยวน จังหวัดสระบุรี, โครงการสันลมจอย ชุมชนคนรักษ์ป่า จังหวัดเชียงใหม่, โครงการโฮมสเตย์ บ้านร่องปลายนา จังหวัดเชียงราย ฯลฯ

“ปรุง” รุก 2 ช่องทาง ดีลิเวอรี่ + หน้าร้าน เข้าถึง “คนเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ปรุง” รุก 2 ช่องทาง ดีลิเวอรี่ + หน้าร้าน เข้าถึง “คนเมือง”

“ตอนนั้นเรามองว่าฐานลูกค้าเริ่มกว้างขึ้น และตั้งแต่เริ่มต้น ภรรยาก็เป็นคนลงมือทำเอง เขาชอบทำอาหารมาก การขยายร้านจะทำให้เกิดพื้นที่พบปะลูกค้า ทั้งยังให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศที่บ่งบอกถึงความเป็นเรา ส่วนแนวทางของรสชาติอาหารไม่ได้มีอะไรมากเลยครับ แค่ทำทานอย่างไร ก็ทำขายอย่างนั้น”

ประสบผลสำเร็จกับการทำธุรกิจอาหารผ่านช่องทางจำหน่ายในโลกออนไลน์มาแล้ว การต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไปสู่หน้าร้าน จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ คุณปิยะ ศาสตรวาหา และ คุณอภิชนา ศาสตรวาหา ลงมือทำ

จนเกิดเป็นร้าน “ปรุง” ครัวของชุมชน โดยมีระบบการขายผ่าน 2 ช่องทาง ดีลิเวอรี่ + หน้าร้าน ที่สามารถเข้าถึงเป้าหมาย “คนเมือง”

ดีลิเวอรี่สู่หน้าร้าน

ปรุงจากใจ ใส่รสมือ

คุณปิยะ ศาสตรวาหา หรือ “โป้ โยคีเพลย์บอย” ชายหนุ่มน้ำเสียงดี (อัธยาศัยดี) บอกเล่าเรื่องราวถึงบทบาทใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตกับการทำธุรกิจร้านอาหารว่า เกิดจากตนเองและภรรยาได้วางแผนเติมเต็มชีวิตคู่โดยมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ด้วยขณะนั้นทั้งสองยังรับบทบาททำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่

ฉะนั้น ถ้าจะมีลูก จึงต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ก้าวเข้ามารับหน้าที่นี้แบบเต็มร้อย และว่าที่คุณแม่ คุณอภิชนา ศาสตรวาหา หรือ คุณหนูเล็ก คือผู้เสียสละอย่างเต็มใจ

“เรา 2 คนมีความคิดเห็นตรงกันว่า ถ้ามีลูกก็ต้องการเลี้ยงเอง กระทั่งตั้งท้อง จึงสรุปว่า ภรรยายอมออกจากงาน แต่เราก็มองหาธุรกิจเล็กๆ ที่สามารถจะทำควบคู่ไปกับการดูแลลูกได้”

ด้วยเพราะคุณแม่ของคุณหนูเล็กมีพรสวรรค์ ถนัดปรุงรสอาหาร โดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้ โดยมีสูตรทำทานมากมาย จนเมื่อเห็นว่าบุตรสาวต้องการสร้างอาชีพ จึงหยิบยื่นสูตรพร้อมสอนการปรุงรสให้อย่างเต็มอกเต็มใจ

“เมื่อประมาณ 3 ปี เรามองว่า จะทำอาหารผ่านช่องทางจำหน่ายด้วยระบบออนไลน์ ทำเป็นดีลิเวอรี่ แต่ว่าขณะนั้น คุณแม่และผู้ใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าจะไปรอดได้อย่างไร เพราะดีลิเวอรี่เป็นอะไรที่ใหม่มาก แต่ก็ขอโอกาสท่านในการลองทำ ซึ่งคุณแม่บอกว่า ถ้าอย่างนั้นสอนให้สูตรเดียวก่อน คือขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้” คุณหนูเล็ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับการขายอาหารผ่านช่องทางดีลิเวอรี่

หลังเปิดโลกออนไลน์ ปรากฏว่าเสียงตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ผู้ใหญ่จึงเห็นเป็นว่าช่องทางนี้สามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ครอบครัวบุตรสาว จึงสอนเพิ่มเติมเมนูต่างๆ ให้

ร้านปรุง ในรูปแบบดีลิเวอรี่ จึงมีชื่อเสียง ส่งผลให้คุณโป้ และคุณหนูเล็ก ต้องหันหน้ามาคุยถึงการต่อยอดสร้างหน้าร้านเป็นของตนเอง เพราะเชื่อว่ายังมีกลุ่มเป้าหมายที่หวังนั่งทานอาหารนอกบ้าน ภายใต้บรรยากาศอบอุ่น

โชว์อาหารปักษ์ใต้

ตั้งไว้เป็นครัวชุมชน

บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านชลนิเวศน์ ย่านถนนประชาชื่น จึงเป็นทำเลที่คุณโป้ และคุณหนูเล็ก เลือกลงทุนสร้างร้านอาหารขนาด 40 ที่นั่ง โดยมีเมนูอาหารให้ลูกค้าเลือกกว่า 30 รายการ แต่เมนูฮิตติดลมบนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ราว 10 รายการ อาทิ ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ ขาหมูน้ำแดงสูตรโบราณทานคู่หมั่นโถว ก๋วยเตี๋ยวบกชาววัง ผัดสะตอกะปิกุ้งหมูสับ แกงเหลืองคูนปลากะพง สะโพกไก่อบราดซอสเกรวี่ เต้าหู้ทอดเกลือ เชิงปลากรายทอดกรอบ

ส่วนราคาขายตั้งไว้ปานกลาง โดยเริ่มต้นประมาณ 80-240 บาท (สำหรับอาหารจานปกติ) ซึ่งคุณหนูเล็ก ว่า กับราคาอาหารตั้งไว้ไม่ต่างจากดีลิเวอรี่

“ตอนนั้นเรามองว่า ฐานลูกค้าเริ่มกว้างขึ้น และตั้งแต่เริ่มต้น ภรรยาก็เป็นคนลงมือทำเอง เขาชอบทำอาหารมาก การขยายร้านจะทำให้เกิดพื้นที่พบปะลูกค้า ทั้งยังให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศที่บ่งบอกถึงความเป็นเรา ส่วนแนวทางของรสชาติอาหารไม่ได้มีอะไรมากเลยครับ แค่ทำทานอย่างไร ก็ทำขายอย่างนั้น”

ครัวของชุมชน คือสิ่งที่ทั้ง 2 ผู้ประกอบการวางแนวทางไว้ ซึ่งกับการเปิดตัวมาได้ 1 ปีเต็ม ก็ถือว่ามีทิศทางเป็นเช่นนั้นจริง เพียงแต่อาจเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจ ยอดขายจึงไม่เป็นไปตามควร แต่ทว่ากับตัวเลขแตะหลักแสนบาทต่อเดือน ก็ถือเป็นตัวเลขอยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ

“ผมต้องการให้ร้านปรุงเป็นครัวของชุมชน และสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ฉะนั้น ในส่วนของเราฐานะผู้เริ่มต้น การเจอปัญหาไม่ว่าจะพิษเศรษฐกิจ คู่แข่งขัน หรือใดๆ ก็ตาม เรามองว่านั่นคือสิ่งที่ต้องเจอ และยิ่งถ้าเจอเร็วก็ยิ่งตั้งรับได้เร็ว ฉะนั้น กับ 1 ปีที่ดำเนินการมา แม้จุดเริ่มต้นขรุขระ แต่ก็มองว่าร้านยังคงก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ ฐานลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้น”

คุณโป้ และคุณหนูเล็ก ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้า พบว่าแยกส่วนกับดีลิเวอรี่ โดยลูกค้าหน้าร้านจะได้คนใกล้ ส่วนดีลิเวอรี่จะกินพื้นที่กว้างออกไป

“อย่างคนอยู่ไกล หรือเดินทางมาร้านไม่สะดวก ดีลิเวอรี่จึงเป็นช่องทางที่เขาเลือก แต่ว่าคนในละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าจะกลุ่มครอบครัว คนทำงาน จัดเลี้ยง จะมาที่ร้าน ซึ่งการออกแบบร้านของเราจะเน้นให้อยู่ในบรรยากาศเป็นกันเอง จัดวางโต๊ะให้ห่างกัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้เหมือนบ้านตัวเอง”

ดีลิเวอรี่ไปได้ไกล

ตอบไลฟ์สไตล์คนเมือง

ด้วยเพราะทำเลตั้งร้าน ต้องบอกว่าไม่ใช่ทำเลธุรกิจ ในขณะคู่แข่งขันสูง แต่กระนั้นก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดช่วง ทั้ง 2 ผู้ประกอบการ ว่า ต้องอาศัยประชาสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ซึ่งเป็นช่องทางเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากนั้น ยังวางแผนกับการลงพื้นที่โฆษณา

แต่เหนืออื่นใด และถือเป็นช่องทางส่งผลให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนคือ การบอกต่อ ฉะนั้น คุณภาพ รสชาติ การบริการ ต้องอยู่บนพื้นฐานความพึงพอใจ

“ด้วยเพราะที่ผ่านมา ปรุงประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์มาตลอด จึงไม่เฉพาะลูกค้าที่รู้จักเรา แต่สื่อก็รู้จักเราไปด้วย ทำให้ร้านได้รับโอกาสในการบอกเล่าผ่านสื่อหลายแขนง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ต้องขึ้นกับความพึงพอใจของลูกค้า ผมว่า การบอกต่อ เป็นกระบอกเสียงสำคัญมาก”

กับการขยายธุรกิจมาสู่หน้าร้าน ซึ่งกำลังซื้อมากขึ้น ลำพังคุณหนูเล็กคงรับมืองานปรุงรสและงานบริการได้ไม่ทั่วถึง จึงต้องอาศัยกำลังคนเข้ามาเสริมให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้จ้างแรงงาน 5 คน โดยอยู่ฝ่ายครัว 3 คน และฝ่ายบริการ 2 คน

“ร้านอาหารขนาดนี้ฝ่ายครัวควรมี 4 คน เราจึงรับเข้ามาเสริม 3 คน โดยหนูเล็กยังคงทำหน้าที่และคอยตรวจเช็กอาหารอยู่เช่นเดิม ส่วนบริการก็ควรมี 4 คน ซึ่งผมอาจไม่ได้เข้ามาเต็มตัว เพราะมีงานหลักต้องรับผิดชอบ แต่จะดูแลด้านเงินทุนและการบริหาร ตำแหน่งดูแลจึงมีหุ้นส่วนอีกคนเข้ามาประจำ ทำให้ตอนนี้การทำงานไม่ได้รับผลกระทบอะไร”

แม้จะมีหน้าร้านเป็นของตนเองแล้ว แต่ในส่วนของดีลิเวอรี่ ทั้ง 2 ผู้ประกอบการ ว่า ไม่ละทิ้งอย่างแน่นอน เพราะเชื่อว่าจะเป็นส่วนส่งเสริมรายได้ดีกว่า

“รายได้ตอนนี้จะมาจาก 2 ทางคือ หน้าร้านเป็นหลักราว 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย และดีลิเวอรี่ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่เรามองว่า ดีลิเวอรี่คือตลาดที่สามารถขยายได้อีกกว้าง โดยดูจากการใช้ชีวิตของคนเมือง แต่ละคนทำงานนอกบ้าน เวลาส่วนตัวเหลือน้อยมาก อีกทั้งสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ถือว่าติดขัด ลำบากต่อการเดินทางไปทานอาหารนอกบ้าน ฉะนั้น ดีลิเวอรี่จึงเป็นทางออก และเราก็มองเห็นโอกาสตรงนี้ จึงวางแผนไว้ว่าจะเพิ่มช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ในส่วนของดีลิเวอรี่ให้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเห็นและรู้จักเรามากกว่าที่เป็นอยู่”

สนใจเดินทางมา ร้าน “ปรุง” ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่บ้านชลนิเวศน์ ถนนประชาชื่น ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (087) 352-3566 หรือคลิก http://www.facebook.com/prung.thai.recipes, Instagram : @prungkitchen, Line : apiyashina

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ร้านอาหาร

เจ้าของกิจการ คุณปิยะ ศาสตรวาหา และ คุณอภิชนา ศาสตรวาหา

ชื่อกิจการ ร้าน “ปรุง”

เงินลงทุน หลักล้านบาท

ยอดขาย หลักแสนบาท ต่อเดือน

ระยะเวลาคืนทุน วางไว้ 2 ปี

ช่องทางจำหน่าย หน้าร้าน + ดีลิเวอรี่

กลุ่มเป้าหมาย คนเมือง

ประเภทอาหาร อาหารไทย อาหารใต้ อาหารฝรั่ง

กำลังผลิต รวม 7 คน

ปัญหาอุปสรรค ภาวะเศรษฐกิจ ทำเลที่ตั้งไม่ใช่ย่านธุรกิจ (อาศัยการประชาสัมพันธ์)

เป้าหมายในอนาคต วางแผนให้ร้านเป็นครัวของชุมชน, มุ่งประชาสัมพันธ์ส่วนดีลิเวอรี่

ติดต่อ หน้าร้าน ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่บ้านชลนิเวศน์ ถนนประชาชื่น ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900

หรือคลิก http://www.facebook.com/prung.thai.recipes,

Instagram : @prungkitchen, Line : apiyashina

โทรศัพท์ (087) 352-3566

เซาไม ติ่มซำอินโดนีเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07055010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ครัวอาเซียน

เรื่องและภาพโดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

เซาไม ติ่มซำอินโดนีเซีย

“เซาไม” (Siomay/Somay) เป็นอาหารว่างของชาวอินโดนีเซียที่พ่อค้ามักเข็นรถเข็นหรือขี่รถถีบมาขายกันข้างถนนโดยเฉพาะแถวๆ โรงเรียน เป็นของโปรดของนักเรียนให้ซื้อกินยามหิวหลังเลิกเรียน ต้นกำเนิดของเซาไมนั้นดัดแปลงมาจากขนมจีบของจีน โดยทำเป็นไส้ปลา กุ้ง หรือไก่ หรือจะผสมกันทั้ง 3 อย่างก็ได้

นอกจากนี้ ยังสามารถใส่มันแกวขูดผสมลงไปได้ด้วย โดยจะยัดไส้ที่ผสมไว้นี้ในผักต่างๆ ทั้งมะระ กะหล่ำปลี และเต้าหู้ พร้อมไข่ต้ม และมันฝรั่ง นึ่งร้อนๆ อยู่ในลังถึง อยากกินแบบไหนก็ชี้เอา พ่อค้าก็จะคีบใส่จาน หั่นเป็นชิ้นๆ ตักน้ำจิ้มถั่วลิสงราด ใส่ซีอิ๊วหวาน ซอสพริก และบีบส้มจี๊ดหรือมะนาวลงไปสักเสี้ยว

เซาไมนี้ดูไปก็เหมือนกับเครื่องยงโต่วฝุของสิงคโปร์ที่เป็นบรรพบุรุษของเย็นตาโฟในบ้านเรา ที่ทำจากเนื้อปลานวดผสมแป้งแล้วนำไปสอดไส้เต้าหู้ หรือผักต่างๆ ทำนองเดียวกับลูกชิ้นแคะ เพียงแต่หลากหลายกว่าตรงที่มีการสอดไส้ในผักต่างๆ นอกจากเต้าหู้ โดยเฉพาะเซาไมของบันดุง (Bandung) ที่มีหลายชนิดมาก นอกจากแบบนึ่งแล้วยังมีแบบทอดที่เรียกว่า “บาตากอร์” (Batagor) ซึ่งก็คือ เกี๊ยวกรอบนั่นเอง

ปกติแล้วเซาไมจะทำมาจากปลาอินทรี (Ikan tenggiri) เพราะประเทศที่เป็นเกาะมีทรัพยากรทางทะเลอุดมสมบูรณ์ เซาไมของอินโดนีเซียนี้จะใส่แป้งมากพอๆ กับเนื้อปลา ดังนั้น เนื้อจึงเหนียวแน่นกว่าลูกชิ้นแคะหรือขนมจีบ แต่เราก็สามารถลดแป้งได้ตามชอบ

ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมไส้กันก่อน โดยผสมเนื้อปลากับหอมแดงสับ กระเทียมสับ พริกไทยป่น กุ้งแห้งป่น น้ำตาลทราย เกลือ น้ำปลา น้ำมันงา ไข่ไก่ และแป้งมันสำปะหลัง เติมน้ำทีละนิด แล้วนวดให้เนียนดี แล้วนำมาห่อด้วยแผ่นเกี๊ยวเป็นขนมจีบ ที่เหลือก็จะยัดไส้เต้าหู้ และผักต่างๆ เช่น มะระ กะหล่ำปลี ฟักแม้ว แตงกวา เป็นต้น นำไปนึ่งพร้อมมันฝรั่งปอกเปลือก

ทำน้ำจิ้มถั่วลิสงโดยผสมถั่วลิสงที่ทอดแล้วบด พริกแดง และกระเทียมสับ เติมน้ำแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชู เกลือ และน้ำตาลปี๊บ เคี่ยวสักพักให้ข้นดี ดูแล้วคล้ายน้ำจิ้มสะเต๊ะ

เมื่อของที่นึ่งสุกแล้วก็คีบใส่จาน ใส่ไข่ต้มลงไปด้วยสักฟอง แล้วหั่นทุกอย่างเป็นชิ้นพอคำ ราดน้ำซอสถั่วลิสง เหยาะซีอิ๊วหวานลงไปอีกนิด ใครชอบเผ็ดก็ใส่ซอสพริกศรีราชาลงไปด้วย บีบส้มจี๊ดหรือมะนาวลงไปอีกหน่อย ปรุงรสกันเต็มที่แบบนี้ทำให้ติ่มซำแบบชวานี้มีรสชาติเข้มข้นครบรสถูกปากชาวไทย

เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เปรี้ยวปาก

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

สมุทรสงคราม ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคกลาง ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นิดเดียว แต่มีที่เที่ยวให้ไปเยือนมากมาย อาทิเช่น ตลาดน้ำอัมพวา, ดอนหอยหลอด, ตลาดน้ำบางน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักชิม เพราะมีสารพัดเมนูอร่อยมากมายที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น อาหารทะเลนานาชนิด, ปลาทูสดจากแม่กลอง, กะปิคลองโคน อีกทั้ง ลำไยบ้านแพ้ว, ข้าวเหนียวมะม่วง และลอดช่องวัดเจษฯ ของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นหลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ในฉบับนี้ เราไม่ได้พาทุกคนไปลิ้มลองเมนูเหล่านี้หรอกครับ…แต่เราจะแวะเวียนไปลองชิมอาหารจานเด็ดจากร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภออัมพวา ที่มีชื่อว่า “ร้านครัวคุณจ๋า” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในร้านอร่อยของคนรักอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ซึ่งใครหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน

“ครัวคุณจ๋า” ความอร่อยนี้มีที่มา…

คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม หรือ คุณจ๋า เจ้าของร้าน ครัวคุณจ๋า เล่าว่า “เมื่อก่อนขายก๋วยเตี๋ยว-ผัดไทย-ผัดซีอิ๊ว-ราดหน้า และขายอาหารตามสั่งให้ชาวบ้านย่านนั้น และคนที่มาเที่ยวทำบุญที่วัดเขายี่สาร เนื่องจากร้านตั้งอยู่ติดวัด แต่ในตอนหลังเริ่มมีคนติดใจในรสชาติอาหาร จึงขยับขยายร้านเปลี่ยนมาเป็นร้านขายอาหารพื้นบ้าน เน้น ผักชะคราม เป็นเครื่องเคียง แต่ก็ยังไม่วายทำร้านกาแฟบริการคอกาแฟตั้งแต่ตอน 6 โมงเช้าเป็นต้นไป และจะเริ่มขายอาหารแบบครบเครื่องอีกที ก็ตอนสายช่วงประมาณ 3 โมงเช้า เลิกขายประมาณ 4 โมงเย็น

คุณจ๋า ยังเล่าถึงความประทับใจถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งว่า “ครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร ก็จะมีสำนักพระราชวังเข้ามาตรวจเส้นทางก่อนจะเสด็จฯ แล้วอาของตนเองเป็นประธานพิพิธภัณฑ์ จึงให้ดิฉันทำอาหารต้อนรับสำนักพระราชวัง ซึ่งตอนนั้นเราก็พอทำกับข้าวเป็นอยู่แล้ว โดยมีเมนูตามสั่งคือ น้ำพริกชะคราม, กุ้งต้มเค็ม, ผัดชะคราม, แกงส้มชะคราม และก็ปลาแดดเดียวทอด เป็นเมนูที่เราทำกินกันในหมู่บ้าน พอถึงวันสำนักพระราชวังแวะมาทานอาหารที่ร้าน แล้วก็ติดใจในรสชาติ จึงได้ถามว่า “อร่อยมาก ผักอะไร สนใจผักชะครามมาก” ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าน่าจะทำขายได้นะ และทางสำนักพระราชวังก็เห็นช่องทาง แล้วบอกว่า ถ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปที่ไหนความเจริญจะไปถึงที่นั้น ให้ทำขายแล้วเดี๋ยวเขาจะสั่งนายอำเภอ และผู้ว่าฯ ที่มาร่วมงานด้วย ให้โปรโมตร้านให้ และจะแนะนำคนให้มากิน ซึ่งวันนั้นเองเขาก็บอกว่าให้พิมพ์นามบัตรเอาไว้เลย ไว้สำหรับแจกวันที่พระองค์ท่านเสด็จฯ แล้ววันนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จฯ มาบ้านคุณอา คุณอาก็เฝ้าฯ รับเสด็จ พระองค์ท่านก็เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารที่บ้านคุณอา ซึ่งเราได้ทำน้ำพริกชะครามถวายด้วย แล้วพระองค์ท่านก็ตรัสว่า “ผักอะไร อร่อยนะ น่าจะทำขายได้”

“เราก็เลยเริ่มทำขาย โดยคาดหวังว่าวันหนึ่งขายได้วันละโต๊ะ 2 โต๊ะก็น่าจะพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าพอเราทำขายจริง ก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเราจะแนะนำลูกค้าที่มากินก๋วยเตี๋ยวว่า เรามีเมนูเสริมแนะนำด้วย ซึ่งลูกค้าก็สนใจและสั่งมาทานอยู่เป็นประจำ เราจึงทำควบคู่ไปกับการขายก๋วยเตี๋ยวด้วยแต่ให้ลูกค้าเลือก อย่างวันนี้เรามี แกงส้ม ปลาแดดเดียวนะ มีน้ำพริกนะ ลูกค้าก็ลอง พอลองแล้วลูกค้าบอกว่าอร่อยให้ทำขายสิ เดี๋ยววันหลังจะแนะนำลูกค้ามาให้ ก็เริ่มจากปากต่อปากไปเรื่อยๆ จากวันละโต๊ะ 2 โต๊ะ ก็เป็น 5-6 โต๊ะ แล้วก็เพิ่มขึ้นๆ จนเราต้องเอาอาหารมาเพิ่มหลายๆ อย่าง ก็เริ่มจะมี กุ้งสามรส อะไรแบบนี้ เพิ่มเมนูจนต้องเลิกขายก๋วยเตี๋ยว แต่ร้านเราจะปิด 16.00 น. เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนทางวัดด้วย” คุณจ๋า กล่าว

“ครั้งหนึ่งเราได้มีโอกาสไปแข่งที่ อบจ.สมุทรสงคราม ที่อุทยาน ร.2 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงมอบรางวัลให้ ทางจังหวัดประกาศมาว่าให้ไปร่วมแข่งขัน ใครจะร่วมให้ไปสมัคร เราก็ไปสมัคร ทั้งหมด 12 ทีม เราก็ตื่นเต้นมากเลยเพราะไม่เคยออกสนาม แล้วเราก็ลองไปแข่งดูเพราะเราก็ทำอาหารได้ เมนูที่ไปแข่งคือ กุ้งฉู่ฉี่ ปลาทูต้มส้ม ยำหัวปลี ขนมเบื้องโบราณ แล้วก็มีน้ำพริกปลาทู ซึ่งเป็นอาหารที่เราทำทุกวันอยู่แล้ว น่าจะพอมีฝีมือสู้คู่ต่อสู้ได้ แต่ก็คิดว่าเราคงแพ้เพราะไม่เคย ประหม่า พอประกาศผลออกมาแล้วเราชนะ ได้ที่ 1 ได้รับรางวัลจากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเราโชคดีมากๆ”

ชูโรงความอร่อย ด้วยอาหารพื้นบ้าน…

พูดเกริ่นถึงที่มาของร้านแล้ว เราก็มาดูเมนูอร่อยของร้านครัวคุณจ๋า…กันบ้างดีกว่า เริ่มกันที่เมนู น้ำพริกใบชะคราม-ปลาหมอเทศแดดเดียว จุดเด่นความอร่อยของเมนูนี้อยู่ที่ ใบชะคราม ซึ่งเป็นผักพื้นบ้าน ซึ่งลูกค้าของร้านเราจะนิยมทานของพื้นบ้านที่หาได้ในท้องถิ่นของเรา ซึ่งเมนูนี้ตอบโจทย์ความอร่อยนั้นได้ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากใบชะคราม ที่มีธาตุเหล็ก และคลอโรฟิลล์ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิจัยมาแล้ว ส่วนเมนูน้ำพริกนั้นได้สูตรคุณแม่สอนมา เมื่อก่อนจะทำให้คุณแม่ลองชิมทุกเช้า จนตอนนี้มั่นใจแล้วก็ชิมเอง น้ำพริกของร้านเราจะมีรสชาติเข้มข้น เพราะใช้กะปิแท้จากท้องถิ่น และมีเนื้อสัมผัส ไม่เหลวเป็นน้ำ อีก 1 เมนูอย่าง ต้มส้มปลากระบอก ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน เป็นสูตรเด็ดจากคุณป้าที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

อีกหนึ่งความอร่อยที่พลาดไม่ได้ก็คือ ปลาทูทอดน้ำปลา จุดเด่นอยู่ที่เราจะทอดปลาด้วยน้ำมันใหม่ตลอด และทอดให้กรอบ โดยยังคงความสดของเนื้อปลาทูเอาไว้ และใช้น้ำปลาอย่างดีเคี่ยวให้หอม ซึ่งจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำปลาทั่วๆ ไป เพราะน้ำปลาทั่วๆ ไปจะมีกลิ่นฉุน เค็มจัด แต่น้ำปลาที่เราใช้จะมีรสชาติกลมกล่อม

ปิดท้ายกันด้วย 2 เมนูสุดอร่อย อย่าง ฉู่ฉี่กุ้ง ซึ่งเราจะไปเลือกซื้อกุ้งสดที่ตลาดทุกเช้า และใช้กะทิสดทุกวัน ซึ่งบางร้านเขาจะใช้นมสด แต่ของร้านเราใช้กะทิสดอย่างเดียว ทำให้รสชาติออกมากลมกล่อม ตามมาด้วยเมนู หลนปูม้า ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่วัตถุดิบที่ใช้ อย่าง ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย ซึ่งเราจะใส่วัตถุดิบสดใหม่ทุกวันไม่ค้างคืน และใช้กะทิสด เป็นวัตถุดิบหลักในการเสริมความอร่อยอีกด้วย

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) จึงไม่พลาดที่จะเชิญร้านดัง อย่าง “ร้านครัวคุณจ๋า” มาเปิดสูตรเด็ด-เคล็ดลับในการทำอาหารในหลักสูตร สูตรเด็ด-ร้านดัง ครัวคุณจ๋า วัดเขายี่สาร นำเสนอเทคนิคการทำเมนูขายประจำร้านอย่าง น้ำพริกชะครามปลาทอด, ต้มส้มปลากระบอก, หลนปูม้า และปลาหมึกผัดกะปิ สอนทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการปรุงทุกขั้นตอน โดยเจ้าของร้านตัวจริงอย่าง คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม (คุณจ๋า) เจ้าของร้านผู้มีฝีมือการทำอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ได้อร่อยไม่แพ้ใคร ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558 นี้ จัดเต็มทุกขั้นตอน…ตั้งแต่ต้นจนจบชั่วโมงเรียนเลยทีเดียว!!

“ในคอร์สเรียนนี้ผู้เรียนจะทำกับข้าวอร่อยขึ้น ถ้าเขาจะเอาไปค้าขาย แล้วตั้งใจจริงๆ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เมื่อก่อนพี่ก็ไม่ชอบทำอาหาร แต่พอมาทำแล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเราเอง ต้องตั้งใจทำ ต้องจริงจังกับมัน ทุ่มกำลังกายกำลังใจให้เต็มที่ ทำให้ลูกค้ามากินแล้วมากินอีก ต้องให้เขาชมเราแล้วชมเราอีก มาเรียนได้เลยคุณจ๋าไม่หวงสูตร เชื่อว่าถ้าเขาเอาไปทำขาย รายได้ดีเลยละ” คุณจ๋า กล่าว

คุณจ๋า ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“ลูกค้า คือ แรงบันดาลใจในการทำอาหาร ลูกค้าน่ารักมาก เวลามาทานจะเรียกพี่จ๋าไปแนะนำถ้าอาหารรสชาติยังไม่โอเค ลูกค้าไม่ตำหนิ วันนี้เขาชมว่าอร่อย พรุ่งนี้ก็ต้องทำให้เขาติดใจ มากินแล้วอยากให้มาอีก อยากเห็นหน้าเขาบ่อยๆ เวลายืนแอบดูแล้วมีความสุข”

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนอื่นๆ อาทิเช่น หลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

บ้านเรามีเกษตรกรปลูกข้าวหลายล้านราย ปัญหาหนึ่งที่เจอคือ ราคาข้าวไม่ได้ราคา ส่งผลให้เกิดปัญหามากมาย ที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งจึงช่วยกันเพื่อให้มีการแปรรูปข้าวเหล่านั้นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็มีการนำข้าวหลากหลายชนิดมาแปรรูป โดยเฉพาะข้าวที่มีสีสัน หรือเป็นข้าวที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นหูหรืออาจจะไม่เคยลิ้มลอง ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบพร้อมทาน “ไอ ไรซ์ (i Rice)” ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ที่มี คุณอุไรวรรณ ภู่วัตร นั่งเป็นประธาน และเป็นเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดข้าวสร้างสุข เนื่องจากยังไม่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับรางวัลมากมาย

ยันใช้ข้าวธรรมชาติ ไม่ใส่ผงชูรส

ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ MOST Innovation Award 2015 สาขานักธุรกิจนวัตกรรม ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2556 ได้รับรางวัลชมเชยระดับวิสาหกิจชุมชนในการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ที่จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

ปัจจุบัน คุณอุไรวรรณยังคงทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่จะใช้เวลาว่างในการทำธุรกิจนี้ ร่วมกับบรรดาญาติพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดพะเยา ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทว่าการได้รางวัลต่างๆ ก็ทำให้กิจการเติบโตเร็วๆ ขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ

“ผลจากที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมมีค่อนข้างเยอะ เพราะตอนแรกเราทำเป็นแค่ชุมชน แล้วก็ได้รับโอกาสในการพัฒนา ซึ่งพอได้รางวัลทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น”

เธอเล่าที่มาที่ไปของไอ ไรซ์ ว่า เป็นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยนำข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว อันเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองนำมาอบทำเป็นขนมขบเคี้ยวพร้อมทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 7 เท่า จากปกติมีราคาเพียง 5,500-12,000 บาท ต่อตันเท่านั้น ซึ่งในพื้นที่จังหวัดพะเยาและใกล้เคียงปลูกข้าวลืมผัวกันจำนวนมาก

อย่างครอบครัวที่จังหวัดพะเยาก็ปลูกข้าวหลายชนิดไว้ทั้งทานและขาย การเลือกข้าวชนิดนี้มาทำเพราะเป็นข้าวที่มีวิตามินสูง คือเป็นข้าวสายพันธุ์ข้าวเหนียว ปลูกบนภูเขา ปลูกตามธรรมชาติ เป็นข้าวสีม่วงเข้ม สารที่อยู่ในข้าวเป็นสารต้านมะเร็งสูง พอนำมาทำเป็นขนมแล้ว คุณค่ายังไม่ได้หายไปเยอะ เมื่อนำมาทำเป็นอาหารสุขภาพหรือสแน็กสามารถพกไปไหนก็ได้ ทานกับกาแฟ เป็นอาหารเช้า จะไปโรยใส่ไอศกรีม หรือใส่แทนขนมปังในสลัดก็ได้ แต่กับเด็กๆ อาจจะทานเป็นขนม เพราะไม่ใส่ผงชูรสเลย

มี 4 รสชาติให้เลือก

ขนมข้าวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เป็นการนำข้าวกล้องลืมผัวมาให้ความร้อนด้วยกรรมวิธีการนึ่งและทอดด้วยน้ำมันจนเม็ดข้าวสุกพอง จากนั้นปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสแล้วนำไปผ่านกระบวนการอบด้วยไมโครเวฟเพื่อไม่ให้ข้าวอมน้ำมัน จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวอบกรอบพร้อมทาน โดยขายปลีกที่ 35 บาท ต่อซอง มีต้นทุนการผลิต 15 บาท ต่อซอง ปัจจุบันมีให้เลือก 4 รสชาติคือ สาหร่าย ชีส บาร์บีคิว และต้มยำ

สำหรับคนที่กลัวเรื่องการทอดนั้น เธออธิบายว่า ไอ ไรซ์ เป็นข้าวกล้องที่มีไฟเบอร์ ทานได้ไม่เยอะ เพราะจะอิ่มเร็ว ในเรื่องของคอเลสเตอรอลก็ไม่ได้เยอะอะไร เพราะใน 1 ซอง บรรจุแค่ 20 กรัม

นอกจากข้าวกล้องอบกรอบไอ ไรซ์ แล้ว ทางกลุ่มยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย นั่นคือ ชาข้าว ซึ่งเป็นเครื่องดื่มข้าวลืมผัว โดยใช้ต้นอ่อนของข้าวลืมผัว

ที่ผ่านมา ไอ ไรซ์ จะออกบู๊ธตามงานต่างๆ ของหน่วยราชการที่เข้ามาสนับสนุน อาทิ กรมการข้าว สนช. ฯลฯ ซึ่งคุณอุไรวรรณ บอกว่า ผลตอบรับดี แต่ต้องให้ลูกค้าได้ชิมกันก่อน เพราะเป็นสินค้าใหม่ คนทั่วไปยังไม่เคยทาน โดยใช้วัตถุดิบเป็นข้าวลืมผัวที่ปลูกเอง 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ใช้วิธีการทอด แต่พอทานแล้วจะรู้สึกว่าไม่มีน้ำมัน ซึ่งกระบวนการที่ทำเป็นการใช้ภูมิปัญญาบวกกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่หาได้ทั่วไปเพื่อคงความกรอบความอร่อยไว้ ไม่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรเหมือนกับบริษัทใหญ่ๆ

ตั้งเป้าขายในโมเดิร์นเทรด

ถามถึงปัญหาอุปสรรค เธอว่า อุปสรรคเยอะ ตั้งแต่การเตรียมข้าว กระบวนการในการที่จะต้องมีการวัดอุณหภูมิ เพราะใช้วิธีทอด ไม่เช่นนั้นวิตามินจะสูญสลายไปหมด จึงต้องควบคุมทั้งหมด

ในการทำข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ถือว่าเป็นการทำแบบครบวงจรจริงๆ เพราะเริ่มจากการปลูกข้าวของสมาชิก แล้วนำข้าวนั้นมาแปรรูป และยังออกขายในงาน

สำหรับแผนการตลาดนั้น คุณอุไรวรรณ แจงว่า มีหลายรายที่ติดต่อเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย อยู่ในกระบวนการคัดเลือกว่าจะเป็นเจ้าไหนที่เหมาะกับโปรดักต์ และควรจะวางขายที่ไหนบ้าง

“เรายังไม่ได้ไปขายต่างประเทศโดยตรง แต่มีคนมาซื้อแล้วไปส่งขายที่จีน แบรนด์เราได้ อย. เรียบร้อย และจดอนุสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2556 ตอนนี้กำลังปรับเพื่อให้ได้ GMP และ HACCP จะได้ส่งออก ในส่วนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้นยังไม่ได้คิด เพราะตั้งเป้าจะทำตลาดในประเทศ ให้คนไทยได้ทานก่อน”

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) บอกว่า วางแผนทำตลาดระดับกลางเพราะอยากให้ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยได้ซื้อ หรือให้คนมารับเพื่อนำไปขายต่อตามร้าน ตามโรงเรียน ซึ่งถ้าขายปลีกตกห่อละ 10 บาท หากขายส่งลดราคาลงมาได้อีก และต่อไปถ้ากำลังการผลิตพอจะไปขายในโมเดิร์นเทรด

คุณอุไรวรรณ ระบุว่า เท่าที่ดูในท้องตลาดยังไม่มีผลิตภัณฑ์แบบนี้ น่าจะเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย ในส่วนของการเลียนแบบ ต้องคิดว่าจะหนีอย่างไรให้คนอื่นตามไม่ทัน เพราะว่ากลุ่มมาทำในแนวนวัตกรรม ดังนั้น จึงต้องคิดต่อยอดไปเรื่อยๆ ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะเขียนโครงการต่อเนื่องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนโปรดักต์ให้พัฒนาต่อไปอีก

นับเป็นผู้ประกอบการอีกรายที่นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อันเป็นการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าว ซึ่งนอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว ยังได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

สนใจผลผลิตของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 740-7822