ยิ้ม ห้วยขวาง โฮสเทล เล็งขยายไป “เชียงใหม่-ภูเก็ต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ยิ้ม ห้วยขวาง โฮสเทล เล็งขยายไป “เชียงใหม่-ภูเก็ต”

โรงแรม รีสอร์ต เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยสนใจจะทำกัน ส่วนหนึ่งเพราะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสทำกำไรได้ไม่ยาก หากอยู่ในทำเลท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งจะมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“คุณโชติรัตน์ อภิวัฒนาพงศ์” หรือ คุณเต็ม เป็นคนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งที่ตั้งใจเข้ามาทำธุรกิจโรงแรม โดยเพิ่งเปิดโรงแรมยิ้ม ห้วยขวาง (Yim Huai Khwang Hostel) เมื่อปีที่แล้ว บริเวณแยกห้วยขวาง ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวาง เรียกว่าอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่เป็นโฮสเทลแบบกะทัดรัด ตกแต่งแบบเก๋ไก๋สไตล์ป๊อปอาร์ต ค่าห้องพักก็ไม่แพง เริ่มต้นกันที่คนละ 450 บาท ต่อคืน

ลงทุน 10 ล้าน คาดคืนทุน 3-4 ปี

ก่อนจะไปพูดถึงโฮสเทลชื่อจำง่ายแห่งนี้ มาทำความรู้จักความเป็นมาของคุณเต็มกันเสียหน่อย ซึ่งเขาเองมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์แถวสถานทูตจีน ย่านรัชดาภิเษก ฉะนั้น ธุรกิจโรงแรมก็เท่ากับเป็นการต่อยอด ซึ่งพอเขาเรียนจบวิศวะด้านอุตสาหการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ต่อปริญญาโทสาขาผู้ประกอบการที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเคยทำงานที่ SCG สักพักก่อนจะออกมาช่วยกิจการครอบครัว และพอเห็นอาคารเก่าก็มีความคิดว่าน่าจะทำโฮสเทลเพราะห้วยขวางเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ โดยเฉพาะชาวจีน

“เงินลงทุนทั้งโปรเจ็กต์นี้ประมาณ 10 ล้านบาท ไม่ได้กู้ธนาคาร เป็นเงินที่เราระดมทุนจากครอบครัว ผมตั้งเป้าคืนทุนประมาณ 3-4 ปี เราใช้คำว่า โฮสเทล ซึ่งในความเข้าใจของหลายๆ คน จะคิดว่า เป็นบ้านพักเยาวชน แต่ของเรารับลูกค้าทั่วไป ถ้าพูดถึงโรงแรมจะอยู่ประมาณ 3 ดาว เพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น และมี WiFi แต่ไม่มีที่จอดรถ”

โฮสเทลแห่งนี้ปรับปรุงมาจากอาคารที่อยู่อาศัย สร้างขึ้นในปี 2523 สูง 3 ชั้น โดยคุณเต็มเช่าสถานที่จากญาติที่เป็นเจ้าของ เริ่มก่อสร้างปี 2556 เปิดบริการปีที่แล้ว มีทั้งหมด 15 ห้อง ห้องพัก 2 แบบ แบบแรกเป็นพักรวม มี 6 เตียง ราคา 450 บาท ต่อคืน ส่วนห้องรวม 4 เตียง ราคาคนละ 550 บาท ต่อคืน เป็นเตียง 2 ชั้น ห้อง 4 เตียง ก็จะใช้เป็นเตียง 2 ชั้นเช่นกัน แต่ทุกห้องจะมีห้องน้ำส่วนตัว

ห้องรวมทั้ง 2 แบบไม่รวมอาหารเช้า นอกนั้นเป็นห้องส่วนตัว คืนละ 1,560 บาท (รวมอาหารเช้า) มีทั้งที่เป็นเตียงดับเบิ้ลที่เป็นเตียงใหญ่เตียงเดียวกับเตียงคู่ และจะมีห้องจูเนียร์ สวีท มากสุดพักได้ 4 คน คือมีห้องนอน 1 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง โดยห้องที่ราคาสูงสุดอยู่ที่คืนละ 3,900 บาท (รวมอาหารเช้า)

รวมทั้งหมด 15 ห้อง สามารถจุลูกค้าได้ประมาณ 48 คน และสำหรับแขกที่ไม่ได้เข้ามาพักก็สามารถสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มได้ เนื่องจากที่นี่เปิดคาเฟ่ไว้บริการด้วย ประเภทแซนด์วิช สปาเกตตี ชาหรือกาแฟ

สาเหตุที่ต้องเปิดคาเฟ่ คุณเต็ม อธิบายว่า เริ่มมาจากว่า ย่านนี้หาร้านกาแฟดีๆ ทานไม่ได้ เลยทำเคาน์เตอร์เป็นคอฟฟี่บาร์ ถ้าใครชอบดื่มกาแฟ แนะนำเป็นกาแฟร้อน ลาเต้ร้อน ราคาแก้วละ 70 บาท อาหารทานเล่นก็มีหลายอย่าง เช่น ไก่คาราเกะ หรือว่า สปาเกตตีพริกเบคอน ซึ่งเป็นเมนูแนะนำ ราคาอยู่ที่ 150 บาท ที่สำคัญ บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างรีแลกซ์ สามารถนั่งทานได้เป็นเวลานาน และมีไว-ไฟด้วย

เขาเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อโรงแรมแห่งนี้ว่า ยิ้มเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ฝรั่งก็พูดได้ เรียกได้ง่าย เลยใช้คำนี้ในการสื่อสารตัวตนในลักษณะความเป็นไทย แต่อยู่ในเมือง รูปแบบเป็นโมเดิร์นหน่อย

ใครเห็นการตกแต่งของโฮสเทลแห่งนี้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเจ้าตัวได้ไอเดียมาจากการเดินทางไปตามประเทศต่างๆ จึงให้สถาปนิกออกแบบในสไตล์ที่ต้องการ ซึ่งลูกค้าที่มาพักหรือแขกที่มาตรงล็อบบี้ของโรงแรม มักชอบถ่ายรูปตรงมุมนาฬิกาอันใหญ่ที่ตกแต่งด้วยศิลปะงานภาพปะติด

เจ้าของโรงแรมยิ้ม ห้วยขวาง ระบุถึงจุดเด่นของที่นี่ มี 2 จุดคือ ดีไซน์ การออกแบบตกแต่งภายใน การใช้วัสดุในห้องพัก หรือส่วนกลางเน้นดีไซน์มากหน่อย ทำให้มีสีสันสดใส แปลกตา อีกอย่างคือ เรื่องบริการ ซึ่งบริการแบบเพื่อน เน้นความเป็นกันเอง ลูกค้าที่เคยใช้บริการไปแล้ว ต่างกลับมาพักที่โรงแรมอีกหลายครั้ง แล้วก็มีการแนะนำเพื่อนๆ ให้มาพัก

คนจีนลูกค้ารายใหญ่

สำหรับกลุ่มลูกค้าของโฮสเทลแห่งนี้ คุณเต็ม บอก กลุ่มลูกค้าเป็นคนเอเชีย ส่วนใหญ่เป็นคนจีนประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นมีฝรั่งบ้าง 20-30 เปอร์เซ็นต์ คนไทยแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งทางโรงแรมเองก็เน้นไปที่ลูกค้าต่างชาติอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าช่วงแรกที่เปิดให้บริการเจอวิกฤตการเมืองในบ้านเรา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมา ดีที่ว่าปีนี้สถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ และมีเสียงตอบรับดี

“นักท่องเที่ยวในเอเชีย อย่างจีนและไต้หวัน จะเข้ามาตลอด โดยจะเยอะในวันเสาร์-อาทิตย์เพราะเวลาที่คนเอเชียเที่ยวมักเป็น ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ดังนั้น แขกมาพักจำนวนมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับช่วงเวลา หลักๆ แล้วลูกค้านิยมจองห้องไพรเวต กับห้องดับเบิ้ล ส่วนห้องดอม (Mixed Dormitory) หรือห้องพักรวมเป็นบางช่วงที่ค่อนข้างแน่น อย่างเช่นถ้ามีลูกค้าเหมาห้อง 4 เตียง หรือ 6 เตียงด้วยจะแน่นช่วงนั้น”

ชี้ทำโรงแรมยากกว่าอพาร์ตเมนต์

คุณเต็ม แจงว่า ลูกค้าคนไทยที่มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์นั้น ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ขับรถมา และมีงานอีเว้นต์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะมาพัก เพราะโรงแรมอยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีห้วยขวาง

แม้จะเป็นโรงแรมที่สร้างใหม่ได้ไม่นาน แต่ถือว่าไปได้ดีเพราะนอกจากจะมีการโปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ยังมีสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจมาทำข่าวเผยแพร่ให้ เนื่องจากเป็นห้องพักใหม่ใจกลางเมืองที่ราคาไม่แพงและตกแต่งสวยงาม

เห็นทำโรงแรมสวยๆ และราคาไม่แพง หลายคนคงอยากรู้ว่าจะขยายเพิ่มห้อง หรือไปสร้างในพื้นที่อื่นๆ อีกหรือเปล่า ประเด็นนี้ คุณเต็ม ให้ข้อมูลว่า อยากจะขยายในรูปแบบสาขามากกว่า เพราะพื้นที่ตรงห้วยขวางนี้แน่นแล้ว แต่กำลังพิจารณาพื้นที่กันอยู่ว่าจะไปที่ไหนดี อาจจะเป็นต่างจังหวัดหรือว่ากรุงเทพฯ ดี ที่ดูไว้จะขยายเป็นสาขามีที่เชียงใหม่ ภูเก็ต โดยจะขยายขนาดโรงแรมให้ใหญ่ขึ้นด้วย แต่คอนเซ็ปต์ยังคงเป็น ยิ้ม อาจจะเป็น ยิ้ม เชียงใหม่ และ ยิ้ม ภูเก็ต

คุณเต็ม เล่าถึงปัญหาอุปสรรคของการทำธุรกิจโรงแรมว่า ปัญหาหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่องคือ เรื่องการเมือง ความไม่สงบในบ้านเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทาง ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจโรงแรมทุกที่ อีกอย่างเรื่องของทีมงานและพนักงาน เนื่องจากอยู่ในธุรกิจบริการ หาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดียากหน่อย

ส่วนเรื่องคู่แข่งทางการตลาดนั้น เจ้าของยิ้ม ห้วยขวาง แจง การทำโฮสเทลในย่านนี้ไม่มีคู่แข่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงแรม ไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรง เพราะกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกัน แต่ในส่วนที่ขายเป็นห้องเดี่ยว อาจจะมีบ้างที่จะต้องแข่งขันกัน

ในฐานะที่ครอบครัวทำกิจการอพาร์ตเมนต์และเขาเองมาทำธุรกิจโรงแรม ซึ่งดูเหมือนมีความต่างกันอยู่บ้าง อย่างที่คุณเต็ม กล่าวว่า ที่มาทำเป็นโฮสเทลถือเป็นไอเดียของตัวเอง คือที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว วิธีการให้บริการก็จะแตกต่างกันมากกับอพาร์ตเมนต์ที่จะเน้นเป็นคนไทย ส่วนโฮสเทลเป็นลูกค้าต่างชาติ อีกทั้งวิธีการหาลูกค้าก็จะต่างกัน มีความยากกว่าเยอะเลย เพราะต้องให้บริการ 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ จะจุกจิกกว่า

ก่อนจบบทสนทนากันในวันนั้น คุณเต็ม ฝากบอกไปยังลูกค้าผ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐีว่า หากท่านใดต้องการใช้บริการยิ้ม ห้วยขวาง ทางโรงแรมมีโปรโมชั่นพิเศษให้ เป็นส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (02) 118-6038 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.yimhuaikhwang.com

SHUBERRY รองเท้าโซฟาแฟชั่น รับสรีระเท้าคุณผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

SHUBERRY รองเท้าโซฟาแฟชั่น รับสรีระเท้าคุณผู้หญิง

นอกจากจุดแข็งเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ SHUBERRY ยังเด่นเรื่องแฟชั่น นักธุรกิจสาว บอกต่อว่า แต่ละสัปดาห์จะมีรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมามากถึง 10 แบบ แต่ละคอลเล็กชั่นผลิตไม่มาก ดังนั้น รองเท้าจึงไม่ค่อยมีค้างสต๊อก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตเร็วมาก การแข่งขันก็สูงมาก

คนไทยเวลานึกถึงรองเท้าเพื่อสุขภาพ มักคิดถึงแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศเป็นลำดับต้นๆ แต่อันที่จริงแล้วรองเท้าแบรนด์ไทยอย่าง “SHUBERRY” (ชูเบอร์รี่) หรือที่รู้จักกันดีในนามว่า “รองเท้าโซฟา” กลับเป็นรองเท้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสุขภาพเท้าอย่างแท้จริง มีคุณสมบัติช่วยนวดจุดสำคัญของฝ่าเท้า สวมใส่แล้วผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นอวัยวะภายใน พร้อมปรับสมดุลของร่างกาย เหมาะกับสุภาพสตรีทุกวัย

จากปัญหาชีวิต

ต่อยอดกลายเป็นธุรกิจ

คุณกรกนก สว่างรวมโชค หรือ คุณป้อ เจ้าของธุรกิจรองเท้าโซฟา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจาก ครั้งหนึ่งเคยประสบอุบัติเหตุที่เท้า ทำให้ไม่สามารถเดินได้ปกตินานหลายเดือน ช่วงนั้นเฟ้นหารองเท้าดีๆ มาสวมใส่หวังเพื่อบรรเทาอาการเดินให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่มีที่ถูกใจ จึงเกิดความคิดอยากทำรองเท้าใส่เอง โดยอาศัยหลักการนวดฝ่าเท้าและโซฟา มีความแน่น นุ่ม สปริงตัวได้ดี เกิดความสมดุลขณะเดิน

“ย้อนกลับไปตอนที่ดิฉันหารองเท้าเพื่อสุขภาพมาใส่ตอนที่ข้อเท้าบาดเจ็บ พบว่า รองเท้าเหล่านี้ส่วนใหญ่พื้นแข็ง ดีไซน์ไม่ทันสมัย เลยอยากจะทำรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ทั้งสวยงามและมีคุณสมบัติในการนวดฝ่าเท้าในขณะใส่เดินได้ด้วย” หญิงสาว อธิบาย

กว่าจะกลายเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง คุณป้อใช้เวลาการหาชิ้นส่วนประกอบ ลองผิดลองถูก พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบรองเท้าจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นที่ปรึกษา กว่าจะลงตัวใช้เวลานาน 1 ปีเต็ม

สำหรับจุดเด่นรองเท้าดังกล่าว เจ้าของบอกว่า อยู่ที่การออกแบบพื้นรองเท้า โดยจะใช้ฟองน้ำทำที่นอน แทนฟองน้ำทำรองเท้าทั่วไปเพื่อลดแรงสัมผัสและการเสียดสี เสริมด้วยซิลิโคนอีกชั้นเพื่อไม่ให้ยุบง่าย ภายในเสริมด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอีก 5 ชิ้น วางตามตำแหน่งกระดูกฝ่าเท้า ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายในขณะเดิน

นอกจากนั้น บริเวณส้นเท้าเสริมด้วยสปริงขนาดสั่งทำพิเศษ วางตรงจุดกระดูกชิ้นใหญ่ที่รองรับน้ำหนักของผู้สวมใส่ เป็นการลดแรงกระแทก ช่วยเป็นแรงส่งขณะก้าวเดิน เพื่อช่วยนวดฝ่าเท้าด้านหน้าให้ดียิ่งขึ้น ตัวรองเท้าเป็น PVC คุณสมบัติพิเศษ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และยึดเกาะกับพื้นในขณะที่เดิน

รองเท้าเพื่อสุขภาพก็สวยเจิดได้

3 ปี ขยาย 13 สาขา

ด้านกระบวนการผลิตรองเท้า เริ่มจากการวางแผนเตรียมวัตถุดิบ ออกแบบและสร้างแพตเทิร์นรองเท้า ก่อนนำไปเสริมด้วยวัสดุนวดเท้าตามจุดต่างๆ จากนั้น นำมาประกอบเป็นรองเท้าสำเร็จรูป โดยใช้แรงงานคนที่มีฝีมือ กึ่งๆ เป็นรองเท้าแฮนด์เมดด้วยซ้ำ

นอกจากเป็นรองเท้านวดฝ่าเท้าแล้ว หญิงสาวยังต่อยอดโดยประยุกต์เทคนิคไปใช้กับรองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพ เช่น รองเท้าส้นสูง รองเท้าคัตชู เพื่อสวมใส่ทำงาน ออกงานสังคมเป็นแฟชั่นลักษณะสวยเรียบ ใส่ได้ทุกโอกาส ภายใต้อีกแบรนด์นั่นคือ “ชูเบอร์รี่คอมฟี่ชู” (SHUBERRY Comfy Shoes)

ธุรกิจรองเท้า “SHUBERRY” ถือกำเนิดขึ้นในปี 2555 ปัจจุบัน ทำตลาดทั้งนำสินค้าไปลงประกาศขายตามเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าชื่อดัง และเปิดสาขาเองมี 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ อาทิ เซ็นทรัล พระราม 2 เซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล ลาดพร้าว เดอะมอลล์ บางกะปิและบางแค ห้างซีคอนสแควร์ เมกา บางนา สยามสแควร์ วัน แฟชั่น ไอส์แลนด์ เป็นต้น

นอกจากจำหน่ายในประเทศ SHUBERRY ยังส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ ลาว พม่า เวียดนาม มียอดขายปีละ 100,000 คู่ สร้างรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ปัจจุบัน SHUBERRY มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง นอกจากรองเท้า ยังทำกระเป๋าที่สามารถสั่งผลิตแผ่นเหล็กติดชื่อตัวเองบนกระเป๋าได้

นอกจากจุดแข็งเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ SHUBERRY ยังเด่นเรื่องแฟชั่น นักธุรกิจสาว บอกต่อว่า แต่ละสัปดาห์จะมีรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมามากถึง 10 แบบ แต่ละคอลเล็กชั่นผลิตไม่มาก ดังนั้น รองเท้าจึงไม่ค่อยมีค้างสต๊อก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตเร็วมาก การแข่งขันก็สูงมาก ดังนั้น ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่ในตลาดรองเท้าที่มีแรงกดดันและการแข่งขันที่ดุเดือด ด้วยการเข้าร่วมหลายโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ การฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมเครื่องหนัง โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การผลิตรองเท้าเพื่อเข้าสู่ตลาด AEC

เริ่มต้นจากศูนย์

ปัจจุบัน โกยปีละ 100 ล้าน

สำหรับประวัติ คุณป้อ-กรกนก สว่างรวมโชค เธอเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ ครอบครัวค่อนข้างลำบาก เคยขายขนมปังริมถนน เคยขอข้าววัดกิน แต่มีใจรักด้านแฟชั่น พยายามเก็บหอมรอมริบ ขวนขวายหาโอกาส ใช้เงินต่อเงิน กระทั่งกลายเป็นผู้ประกอบการร้อยล้านในทุกวันนี้

“ฐานะทางบ้านไม่ดี คุณพ่อเสียตอนอยู่มัธยมปีที่ 1 มีแม่เป็นเสาหลัก ด้วยความที่ชอบค้าขาย ตอนเด็กขายตุ๊กตากระดาษ เก็บเปลือกหอยมาระบายสีแล้วเอาไปขายที่ตลาด จนกระทั่ง คุณแม่เริ่มหันมาทำขนมปัง ก็นำขนมปังไปขายริมถนน ขายเรื่อยมา ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปี 4 ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง นั่นคือ กระเป๋า และเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ Sexy de Cute ด้วยความที่ไม่มีเงินลงทุน ใช้วิธีออกแบบแล้วให้โรงงานผลิต จากนั้นแบ่งรายได้กัน ขายส่งย่านประตูน้ำและสำเพ็ง”

เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ จับพลัดจับผลู กลายเป็น SHUBERRY ได้เพราะ คุณป้อ มองว่า กระเป๋าเริ่มบูม เสื้อผ้าก็ขายดี ทว่าไม่ครบวงจร มองว่ายังขาดรองเท้า เลยเอาเงินจากการขายกระเป๋า เสื้อผ้า มาทุ่มกับการเปิดร้านรองเท้า ประกอบกับตอนนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ เลยกลายเป็นที่มาของรองเท้าเพื่อสุขภาพ หรือรองเท้าโซฟา แบรนด์ SHUBERRY

สุภาพสตรีที่มองหารองเท้าเพื่อสุขภาพ สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน SHUBERRY ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือดูแบบเพิ่มเติมที่ http://www.facebook/Shuberry shoe หรือ http://www.shuberry.com

“เอ้ นนทวัชร์” เปิด “ภูจินดา” รีสอร์ตของคนรักสุขภาพกลางหุบเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“เอ้ นนทวัชร์” เปิด “ภูจินดา” รีสอร์ตของคนรักสุขภาพกลางหุบเขา

ดร.เอ้-นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ก่อนจะหันไปทำธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพร M Herb จนกระทั่งเจอวิกฤตน้ำท่วมส่งผลให้ธุรกิจเสียหายนับสิบล้าน จากนั้นครอบครัวจึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเขาเองประสบภาวะเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาตัววิธีธรรมชาติบำบัดล้างสารพิษจนหายขาด และควักกระเป๋าลงทุนเปิดรีสอร์ต ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ของคนรักสุขภาพท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นหุบเขา พร้อมกลับคืนสู่บทบาทพิธีกรรายการ สดใหม่ไทยแลนด์ ทางช่อง 2

จุดเริ่มต้นจากสุขภาพ

ดร.เอ้ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำ ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 เนื่องจากตนเองประสบภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จึงเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง และรักษาโดยธรรมชาติบำบัด และเมื่อหายดีแล้วจึงอยากจะส่งต่อการดูแลสุขภาพที่ดีให้กับคนที่อยู่ในภาวะเหมือนตนเอง

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ คือมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ เลยคิดว่าจะหาทางออกยังไงในเรื่องของการดูแลสุขภาพโดยการใช้ธรรมชาติบำบัด คือปัจจุบันเราก็หาหมอแล้วก็ดูแลตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือการปรับวิถีชีวิต เลยหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ธรรมชาติบำบัด การเลือกกิน การเลือกอยู่ การเลือกหายใจ การเลือกใช้ชีวิต รวมถึงการเลือกคิด มันก็เลยเป็นที่มาของการทำโครงการ ก็คือศูนย์การเรียนรู้วิถีธรรมชาติ ชื่อ ภูจินดา 108 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

ผมเลือกที่นี่ เหตุจากน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่บ้านผมน้ำท่วมหนักและไม่มีทีท่าว่าจะลด จึงย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ผมได้สัมผัสธรรมชาติที่มันทำให้รู้ว่าสามารถเติมเต็มชีวิตผม ซึ่งขณะนั้นผมก็ยังทำงานในวงการบันเทิงอยู่ และทำมันมาตลอดระยะเวลา 20 ปี ทำให้ผมไม่ได้มีเวลาดูแลสุขภาพ มันส่งผลตอนที่ผมอายุมากขึ้น พอเข้าสู่อายุเลขหลัก 4 โรคร้ายก็ประดังเข้ามา ประกอบกับความเครียดก็เสี่ยงกับการเป็นโรค ทั้งปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด เดี๋ยวอิ่ม เดี๋ยวหิว น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งเรียกว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือน พอขึ้นปี 2555 ที่อยู่เชียงใหม่ ผมมานั่งคิดว่าตัวเราเองได้อะไรจากสังคมมาเยอะ อยากทำอะไรคืนให้กับสังคมบ้าง ก็เริ่มศึกษาศาสตร์ทางด้านการล้างพิษ ศาสตร์ด้านการใช้สมาธิในการบำบัด ศาสตร์ในเรื่องของการบริหารจิต การรักษาสุขภาพด้านการกิน และสภาวะอารมณ์ควบคู่กับการใช้ชีวิต จึงเป็นที่มาของ ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 ที่นี่ก็จะเน้นเรื่องของธรรมชาติ เราปลูกผักกินเอง ผักไร้สาร 100 เปอร์เซ็นต์ ดินที่ปลูกก็ต้องเป็นดินที่ถูกเก็บและกันไว้ไม่ให้มีเคมีโดน ไม่ต่ำกว่า 3 ปี”

ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ

เจ้าของรีสอร์ตเพื่อการเรียนรู้ แจกแจงให้ฟังถึงโครงการ ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ มีเป้าหมายของการเปิดอย่างชัดเจน นั่นคือ การได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม แม้รายได้ไม่ได้มากมาย แต่ยังต่อยอดด้วยการนำรายได้จากศูนย์การเรียนรู้ไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์อีกด้วย

“เป้าหมายก็คือทำให้คนเห็นความสำคัญในการใช้ชีวิต กับการใช้ธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหายใจ เรื่องของการบริโภค การใช้ชีวิต และการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม ส่วนหนึ่งเราพอมีรายได้มาบ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะ เราก็นำรายได้ไปให้กับบ้านเด็กดี ซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์ดูแลเด็กในพื้นที่สูง

ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ผมเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งและหายได้ กับการใช้ธรรมชาติบำบัดและปรับร่างกายให้ไม่เครียด ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปกติคนเราจะเครียดกับอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น พอเราปรับตัวเองได้ มันก็จะเป็นจุดจุดหนึ่งที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็เริ่มโครงการ ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ ให้กับคนรักสุขภาพ เป็นคอร์สในการใช้สุขภาพรอบตัวบำบัดตัวเอง ไม่ว่าศาสตร์ที่เรียกว่าการล้างพิษ การขับของเสีย การทานน้ำมันมะกอก การทำดีท็อกซ์ การทานน้ำผลไม้สูตรต่างๆ เพื่อที่จะล้างความสกปรกภายใน สารพิษที่ตกค้างในส่วนต่างๆ บางส่วน อย่างเช่น ผนังลำไส้ ตับ ไต ล้างสิ่งที่มันเกาะติดออกมา เพื่อให้ระบบการทำงานดี ระบบดูดซึมดี ชีวิตก็จะดี ปกติในร่างกายเรามันสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเองได้ ถ้าร่างกายพร้อม

แต่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด อากาศ อาหาร มันก็ทำให้ระบบดูดซึมเราไม่ดี แทนที่จะได้ซึมซับเอาสารอาหาร หรือยาที่กิน รวมทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ พอมันดูดซึมไม่ดีมันก็ไม่มีประสิทธิภาพกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อระบบเหล่านี้มันถูกล้างออกไป ระบบดูดซึม ก็ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้น กินดีก็ได้ดี กินวิตามินซีก็สดชื่น กินเบียร์ก็มึนเมา บางคนบอกทานอันนี้เข้าไปไม่เห็นดีเลย นั่นเป็นเพราะระบบดูดซึมเราไม่ดี เมื่อระบบดูดซึมดีร่างกายก็ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะร่างกายมันสามารถซ่อมแซมตัวมันเองได้ มันก็มีกำลังไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ไม่ว่าจะเป็นการปวดตามจุดต่างๆ ไมเกรน มะเร็งตามจุดต่างๆ เป็นหวัดก็หายง่าย หรือไม่เป็นเลย นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมทำตรงนี้ขึ้นมาเพื่อส่งต่อความมีสุขภาพดี”

ส่งต่อสุขภาพดี

สิ่งที่โดดเด่นของภูจินดาคือการมีสุขภาพที่ดี และเน้นให้ทุกคนสามารถทำเป็นและทำได้เอง และสามารถส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปอีก 1 คนได้ โดยสามารถเปิดรับได้แค่เดือนละรอบ และหลังจากเดือนเมษายนจะเปิดรับได้ 2 รอบ ต่อเดือน รอบละ 30 คน โดยมีกลุ่มคนที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเจ้าของภูจินดาเปิดโอกาสให้กับคนในสังคมมาใช้บริการฟรี อาทิ พระ ทหาร หรือครูอาจารย์

“หลักๆ ผมดูการล้างพิษในที่ต่างๆ แล้วก็เอามาปรับใช้ที่ภูจินดา ที่นี่อยู่พื้นที่สูง จะมีในเรื่องของความกดอากาศ มันจะทำให้ออกซิเจนที่เตรียมการขับพิษมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เพราะฉะนั้น คนที่มาล้างพิษสิ่งที่เขาจะได้คือ ระบบภายในดีขึ้น ระบบจัดการปัญหาต่างๆ ของร่างกายสะดวก เห็นผลชัดเจน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันผมจะต้องมาดูของเสียของผู้ที่เข้าคอร์สเอง บางคนบอกว่าจบด๊อกเตอร์มาไม่ทำอะไร เช้ามาดูฉี่ ตอนสายดูขี้ ก่อนหน้านี้ที่ผมทำของตัวเองยังไม่อยากดูเลย แต่พอมาคิด ใช้ธรรมะ มันก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ที่เราต้องพินิจพิจารณาก่อนกิน ว่าอันนี้ดี อันนี้อร่อย อันนี้หายาก อันนี้แพง แล้วตัดสินใจกลืนเข้าปาก เมื่อมันออกมา ผ่านกระบวนการต่างๆ แล้ว มันก็ยังเป็นของมีค่าอยู่ แต่ของเสียเหล่านั้นสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งสุขภาพจะดีหรือไม่ดีเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง และที่นี่เรามีห้องพัก ที่จัดเตรียมไว้สำหรับการล้างพิษโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น เราจะพัฒนาในเรื่องของการปรับตัว ปรับใจให้พร้อม และจัดสถานที่เพื่อรองรับผู้ที่จะเดินทางมาล้างพิษให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

การล้างพิษภายนอก คือการอบ การผลัดผิว ขัดผิว ส่วนการล้างพิษภายในคือการกินสมุนไพร การกินต่างๆ แล้วขับออกมา ไม่ว่าจะกินดีท็อกซ์ การกินน้ำมันมะกอก และการล้างพิษจิตใจ ไม่ว่าจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ ซึ่งตอนนี้ทางภูจินดาเปิดมาครบ 1 ปีพอดี ผมเลยคิดว่าในเดือนเมษายน ผมเลยทำโครงการเพื่อให้คนมีสุขภาพดี สำหรับคนทั่วไปที่มาในคอร์ส 4 วัน 3 คืน ในคอร์สนอกจากจะมีการล้างพิษแล้ว ยังมีการจัดกระดูก มีการล้างตาให้สะอาด ยังมีการกัวซาหน้า มีการฝังเข็ม การตรวจสุขภาพจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก คนที่มาใช้เวลาอยู่กับเราที่เชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน ไม่รวมค่าเดินทางมา เราจะคิดเขา 4,500 บาท รวมค่าอาหาร รวมทุกอย่าง รายได้ส่วนหนึ่งเป็นทุนอาหารกลางวันให้กับเด็กในพื้นที่สูง และพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี ฟรี สามารถมาใช้บริการได้ฟรี ใน 1 ครั้งที่จัดรับแค่ 30 คน เราจะกันกลุ่มพระ 10 และกลุ่มคนทั่วไป 20 และถ้าเกิดว่าเป็นครู อาจารย์ วัยเกษียณ ทางภูจินดาออกให้ครึ่งหนึ่ง ก็จะจ่ายเพียง 2,250 บาท หลายคนถามว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ผมคิดว่าในชีวิตคนคนหนึ่งจะมี 2 สิ่งที่ต้องทำกับชีวิตเรา คือสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำ อย่างงานพิธีกร งานในวงการก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่มันก็มีสิ่งที่อยากทำด้วย”

ภูจินดา คือทั้งหมดของชีวิต

ดร.เอ้ บอกว่า ภูจินดา คือสิ่งที่อยากทำ นอกจากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการก่อร่างสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาแล้ว ในด้านการลงทุนคือ มีเท่าไหร่ก็ลงไปหมด เพราะจากการเรียนรู้ชีวิต ว่าในวันที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ เงินไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า การได้เป็นผู้ให้

“เงินลงทุน เอาง่ายๆ ว่า มีทุกอย่างขายหมดเลยครับ ในพื้นที่ของตัวโครงการ บริเวณด้านหน้า 30 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ทำขึ้นมาคือส่วนของไร้สารเคมี และยังมีในส่วนของไร่อีกด้านที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตร แล้วก็เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สามารถเห็นการทำเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชไร้สาร การใช้ชีวิตกับธรรมชาติ การพึ่งพิงกันโดยไม่ต้องเผา ไม่ต้องทำลาย ไม่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีเข้าไปในพืชผัก มันไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ที่ต้องทำปริมาณให้เยอะ แต่มันเป็นเรื่องของสุขภาพ

เรื่องเงิน ครั้งหนึ่งที่คิดว่าจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว เพราะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เงินไม่มีความหมายเลยครับ เงินเป็นส่วนหนึ่งที่เราเคยคิดในอดีตว่าอยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากเยอะ อยากสำเร็จ อยากมีไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักพอ แต่ว่าพอมารู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ บ้าน รถ อุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ ไม่ได้มีความสำคัญ เพราะเราคิดว่าพรุ่งนี้เราจะได้ตื่นหรือเปล่า ถ้าเราไม่ตื่นวันนี้เราจะทำอะไร ผมจะคิดแค่ว่าอยากจะทำตรงนี้ให้มันเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้กับธรรมชาติ ตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถ้าเราทำงานคนก็จะจำเราได้จากสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเราทำศูนย์เรียนรู้ที่เริ่มจากการเป็นผู้ให้ กับกำลังที่เราพอทำได้ ภูจินดาไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ใด ใช้เงินส่วนตัวในการทำ และภูจินดาเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนครับ”

ความสุขคือการได้เป็นผู้ให้

สำหรับภูจินดา มีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่จำนวน 10 คน ที่ดูแลโครงการ ซึ่งถ้าคำนวณรายได้ 4,500 บาท ต่อคน จำนวน 10-20 คน และอีก 10 คนไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกจำนวนหนึ่งก็เสียเพียงครึ่งราคา เพราะฉะนั้น รายได้อันนี้ ไม่ได้เหลือมากมาย ถ้าเทียบภาระรายเดือน อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าวิทยากร ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้คือ ความสุขของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้

“เรามีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่ประมาณ 10 คนในการดูแลโครงการ ทุกคนที่ทำก็มีหลายหน้าที่ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่มีงาน จริงๆ แล้วเก็บ 4,500 บาท แล้วรับแค่ครั้งละ 10-20 คน เพราะอีก 10 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และเสียครึ่งหนึ่ง แต่ทางภูจินดามีภาระที่จะต้องจ่ายค่าไฟ ค่าวิทยากร ค่าอาหาร ค่าโน่นค่านี่ ลองคูณตัวเลขดูจะรู้ว่าเราไม่ได้เหลืออะไร แต่มันเป็นความสุข เมื่อเราส่งความสุข เราได้เป็นผู้ให้ แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว

ซึ่งกลุ่มคนที่มาที่ภูจินดาจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แล้วอีก 1 กลุ่มคือกลุ่มที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือมีปัญหาในเรื่องของลำไส้ ในเรื่องของสุขภาพต่างๆ ต้องบอกว่าคนเราจะเห็นความสำคัญของสุขภาพ ต่อเมื่อกำลังจะป่วย กำลังจะเป็นโรค แล้วผมเคยเป็นแล้ว และไม่อยากเป็นอีก เลยอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ จริงๆ แล้วทุกคนมีพิษอยู่ในตัวเยอะ ถ้าวันใดก็ตามเรายังหายใจ ทุกวันเราสามารถสูดเอาพิษเข้าสู่ร่างกายได้ ไม่ว่าจะหายใจ หรือทานอาหาร เราต้องเจอภาวะเครียด แรงกดดัน เราสามารถเอาความเครียดมาบั่นทอนจิตใจเราได้”

สิ่งที่ต้องทำ ได้เงิน

สิ่งที่อยากทำ ได้ความสุข

ดร.เอ้ บอกเล่าอย่างมีความสุขว่า สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจทำภูจินดาคือ การตอบแทนสังคม เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวได้รับโอกาสจากสังคมมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ชีวิตในวันนี้ กับสิ่งที่ต้องทำ คืองานในวงการบันเทิง ที่ทำแล้วได้เงิน แต่สิ่งที่อยากทำ ได้ทำแล้วมีความสุข

“ตอนที่เริ่มทำภูจินดาไม่ได้คิดถึงชื่อเสียง คิดแค่ว่าอยากทำอะไรสักอย่าง เพราะผมได้รับโอกาสจากสังคมมา ก็เลยทำ เคยมีคนถามว่าทำไมไม่เอาเงินเก็บไปใช้ชีวิตสบายๆ ทำไมต้องเหนื่อยไปดูอุจจาระ ไปดูของเสีย ได้เงินมายังไม่ถึงหมื่นบาทเลยสำหรับ 1 คอร์ส แต่ทำพิธีกรชั่วโมงเดียวได้หลายหมื่น แต่อันนี้มันเป็นความสุข ผมเน้นให้คนมาดูแลสุขภาพ มีเมล็ดผักให้ ก็เอาไปปลูก จะที่คอนโดฯ ที่บ้านก็ได้

สิ่งที่ได้ก็คือเงิน ซึ่งได้มาจากที่ที่เราต้องทำ แต่สิ่งที่อยากทำ มันได้ความสุข เพราะฉะนั้น บางคนได้เงินมาทั้งชีวิตแต่อาจจะไม่มีความสุข แต่ความสุขของผม ผมไม่ได้เล่นการพนัน ผมไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้ใช้อะไรฟุ่มเฟือย ผมเลยเอาเงินจากตรงนั้นมาซัพพอร์ตตรงนี้ คนคนหนึ่งเมื่อได้โอกาสจากสังคมมาแล้ว เราก็ได้คืนให้เขาบ้าง ภูจินดาเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุข สุขที่แท้จริงเริ่มต้นจากการให้

และผมกำลังทำหนังสือปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ ออกมา แต่ตอนนี้ผมก็ไปซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล้างพิษโดยเฉพาะ ก็แจกให้คนที่มาใช้บริการที่ภูจินดาด้วย ไม่ว่าจะทานผักยังไง ล้างสารพิษยังไง แต่การเรียนรู้ต้องมีสติ ต้องฝึกให้รู้ ให้เข้าใจ ให้รู้ว่าร่างกายเราใช้เขามาเยอะ ได้แต่แต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้าแพงๆ แต่ภายในเราแทบไม่ได้สนใจเลย จะมาดูแลก็ต่อเมื่อป่วยไม่สบาย บางทีไม่สบายก็ฝืนทำอีก เพราะฉะนั้น ต้องดูแลจากภายใน ผมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ ให้คนมาเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ครับ”

ใครที่กำลังเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ให้ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สนใจสามารถติดต่อได้ที่ เลขที่ 108 หมู่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 047-918 จองห้องพัก โทรศัพท์ (081) 568-9124, (053) 047-918 คอร์สสุขภาพ โทรศัพท์ (081) 699-3945, (081) 568-9124 E-mail : phuchinda@gmail.com http://www.facebook.com/phuchinda http://www.phuchinda.com/healthypackage.html

ม่วนหลายสไตล์อีสานใต้ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

หมุดไมล์

โดย ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ม่วนหลายสไตล์อีสานใต้ ตอนที่ 2

สวัสดีครับแฟนานุแฟน หวังว่าทุกท่านสบายดีนะครับ

หมุดไมล์ฉบับนี้ ยังคงพาท่านไปเที่ยวแบบม่วนหลายที่อีสานใต้กันต่อนะครับ เช้าตรู่ที่เมืองสุรินทร์ (เรามาจากศรีสะเกษครับ มานอนที่สุรินทร์) เราก็ออกไปใส่บาตรที่ตลาดใกล้โรงแรมกันครับ แล้วก็จะได้เที่ยวสุรินทร์ให้หนำใจครับ

เมืองสุรินทร์ เป็นเมืองช้างครับ ในอดีตนั้นกลุ่มบรรพชนคนสุรินทร์เรียกกันว่าพวกส่วย ซึ่งอพยพข้ามลำน้ำโขงมาตั้งชุมชนที่เมืองต่างๆ ในแถบภูมิภาคนี้ รวมถึงที่บ้านอัจจะปะนึ่งและบ้านกุดปะไท ในเขตอำเภอสังขะและอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ คนเหล่านี้มีความสามารถในการจับช้างป่าและนำมาฝึกฝนไว้ใช้งานเป็นอย่างมาก ในปี พ.ศ. 2306 หลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ย้ายหมู่บ้านมาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น และมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองประทายสมันต์” และหลวงสุรินทร์ภักดีได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองประทายสมันต์ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองในขณะนั้น เมืองสุรินทร์มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน จนถึงปี พ.ศ. 2451 มีการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองสุรินทร์ จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดสุรินทร์และทางกรุงเทพฯ ได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมานนท์) มาดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนแรก

นี่เป็นประวัติเมืองคร่าวๆ ครับ เพราะเราต้องรู้ที่มาที่ไปของตนเองก่อน มาจากไหนและจะไปไหนกันบ้าง

แต่สำหรับที่เที่ยวแล้ว สุรินทร์มีแหล่งศึกษาเรียนรู้มากมายครับ ทั้งที่ ปราสาทยายเหงา ปราสาทซึ่งเป็นปราสาทอิฐ 2 หลัง หน้าบันของปราสาทหลังใต้มีลวดลายกรอบหน้าบันและปลายกรอบซุ้มรูปนาคมีกระบังหน้า ทำให้สามารถกำหนดอายุได้ว่าควรมีอายุอยู่ในสมัยนครวัด และปราสาทแห่งนี้ยังแสดงความเป็นศิลปะขอมแบบพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแท้จริง เพราะยังคงก่อสร้างด้วยอิฐอยู่นั่นเอง จากนั้นไปต่อกันที่ ปราสาทภูมิโปน เป็นปราสาทอิฐ 3 หลัง ที่ปัจจุบันยังหลงเหลือร่องรอยทับหลังศิลปะแบบไพรกเมงให้เห็นบ้าง สันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่รับวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่เรียกว่าเจนละบก ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดในสุรินทร์และของภาคอีสาน

ปิดท้ายกันที่ ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง ปราสาทที่งดงามที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ มีลักษณะเป็นปราสาทอิฐจำนวน 5 หลัง มีการสันนิษฐานว่าได้มีการบูรณะในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง เนื่องจากได้พบจารึกอักษรธรรมอีสานที่กรอบประตู และส่วนยอดที่คล้ายกับเจดีย์ในศิลปะลาว พร้อมชมทับหลังรูปศิวนาฏราชและเสาหินทรายจำหลักสลักเป็นรูปนางอัปสราถือดอกบัว 2 ตน ที่พบเห็นได้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

กลางวันนี้จะได้ทานไก่ย่างไม้มะดันครับ ไก่ย่างรสเด็ด ขนานแท้ ที่ต้องใช้ไม้มะดันก็เพราะว่าเนื้อไม้มะดันมีความเหนียว ไม่ไหม้ไฟง่าย เมื่อย่างแล้วจะให้กลิ่นหอม ไก่ที่คลุกเคล้าเครื่องเทศแบบ “บ้านๆ” ผนวกกับการปิ้งเตาผ่าน ยิ่งขจรกลิ่นไปไกลหลายร้อยโยชน์ ถ้าได้ทานกับแจ่วอีสานใส่ข้าวคั่วใหม่ๆ พริกป่นรสแซบ ก็ต้องบอกว่าแซบหลายสไตล์อีสานละครับ

จังหวัดในอีสานใต้นั้นมักถูกค่อนขอดว่าแห้งแล้งบ้าง ยากจนบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพราะสายตาคนที่มักมองว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นครับ เพราะเท่าที่ดูก็มีความอุดมสมบูรณ์เหลือคณานับ ที่สำคัญคือรวยน้ำใจเหลือเกินครับ ขอให้ลองมาเที่ยว ชม ชิมกัน แล้วจะประทับใจในถิ่นอีสานใต้ครับ ร้านของฝาก เช่น ร้าน 5 ดาวในเมืองนั้น มีสรรพสินค้าให้ท่านเลือกชมได้อย่างจุใจ ไม่รีบครับ ทั้งกุนเชียง หมูแปรรูป ข้าวสาร และขนมอีกมากมาย แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเรากลับเครื่องบินกันนะครับ

โปรแกรมทัวร์ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะมติชน อคาเดมี จะพาท่านไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เพื่อชมประวัติความเป็นมาของเมือง เรื่องราววัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของผู้คนในบริเวณอีสานใต้ และจะได้ไปเลือกซื้อผ้าไหมราคางามที่หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง หรือ กลุ่มทอผ้าไหมจันทร์โสมา ดูแลและสร้างสรรค์โดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เลือกชมและเลือกซื้อในราคาแบบกันเองได้ตามอัธยาศัย

นอกจากนี้ ยังจะแวะไปสักการะ ปราสาทจอมพระ ปราสาทขนาดกลางที่สันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบมหายาน และยังเคยเป็นอโรคยศาลาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และปิดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ด้วยการไปชมความน่ารักของช้างที่ ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง พื้นที่ที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุดในโลก ร่วมพิธีบวงสรวง ศาลปะกำ ของหมอช้างชาวกูย กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความรู้ทางด้านคชศาสตร์เป็นอย่างดี จากนั้นร่วมเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากที่อื่นของคนและช้าง

ท่านใดจะนอนให้ช้างเหยียบ ช้างนวด ก็ตามอัธยาศัยครับ ส่วนผมจะเป็นตากล้องให้ด้วยความยินดี

ในวันที่ 28-30 สิงหาคม 2558 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เที่ยวปราสาทหินถิ่นอีสานใต้ 3 จ.สุรินทร์-ศรีสะเกษ” ที่มติชน อคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

แท็กซี่ในฝัน : ALL THAI TAXI จากนครชัยแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

แท็กซี่ในฝัน : ALL THAI TAXI จากนครชัยแอร์

เขียนเรื่องต่างประเทศมาเยอะแล้ว ฉบับนี้ชวนมาฟังเรื่องราวดีๆ ของบ้านเมืองเรากันบ้าง

เรื่องที่ต้องอัพเดตกันให้ทันการณ์คือสิ่งที่เกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องการคมนาคมขนส่งที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จำเป็นต้องใช้เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำกันได้ว่าเมื่อตอนต้นปีนี้ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดทำโครงการบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ ALL THAI TAXI โดยได้เปิดใช้บริการสมาร์ตแท็กซี่อย่างเต็มรูปแบบในล็อตแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งจะใช้รถ TOYOTA PRIUS Hybrid จำนวน 500 คัน ให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับการบริการใช้สะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อ ALL THAI TAXI สามารถดาวน์โหลดได้ทางสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ โดยเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 20 บาท

ความแตกต่างของ ALL THAI TAXI กับ อูเบอร์แท็กซี่ และ แกร็บแท็กซี่ อยู่ที่การบริการติดตามผลตลอดระยะเวลาการใช้บริการรถแท็กซี่ของผู้โดยสาร ซึ่งจะไม่มีกรณีการปฏิเสธลูกค้า หรือไม่กดมิเตอร์ เนื่องจากมีระบบ GPS และ CCTV จับตาดูตลอดทุกคัน

ในข่าวบอกว่า อุปกรณ์ภายในรถจะใช้ระบบสมาร์ตแท็กซี่ทั้งหมด สามารถจ่ายค่ามิเตอร์ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต เงินสด และเอทีเอ็ม พร้อมใช้อัตราค่าโดยสารตามที่ราชการกำหนดไว้ เริ่มต้นที่ 35 บาท เมื่อถึงปลายทางจะออกใบเสร็จระบุระยะทาง, เวลา, ราคาที่ใช้บริการ รวมถึงสถานที่จากต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับเงินลงทุนในโครงการนี้ นครชัยแอร์ควักกระเป๋าไปเบาะๆ 700 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 5-7 ปี

ส่วนผู้ใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI สามารถใช้บริการแท็กซี่ในระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที ด้วยระบบติดตามรถ GPS Tracking เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น

ทั้งนี้ ในส่วนของความปลอดภัยในการใช้บริการ มีมาตรฐานในการคัดเลือกพนักงานให้บริการรถแท็กซี่ จัดอบรมและปลูกจิตสำนึกให้รับในการบริการ มีฐานเงินเดือนและให้รางวัลกับพนักงานที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน ซึ่งผู้โดยสารสามารถแจ้งพฤติกรรมพนักงานผ่านแอพพลิเคชั่นได้ อีกทั้งได้ติดตั้งระบบ CCTV จับตาดูพฤติกรรมของพนักงานทุกคัน

ALL THAI TAXI เริ่มทดลองให้บริการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการทดสอบระบบการเรียกแท็กซี่ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI ในระบบปฏิบัติการ Android ส่วน iOS ยังต้องรอต่อไปอยู่ในระหว่างการพัฒนา ต้องรออีกสักหน่อยนะคะ

การสมัครสมาชิกแอพ ALL THAI TAXI สามารถสมัครได้ผ่านทางแอพเลย โดยกรอกชื่ออีเมลแล้วตั้งรหัสผ่าน และใส่เบอร์โทรศัพท์สำหรับการสมัครสมาชิกครั้งแรก และเมื่อ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ให้เลือกที่ บัญชีผู้ใช้งาน สามารถใส่ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วันเกิด ใส่รูปภาพ หมายเลขบัตรเครดิตในกรณีมีบัตรเครดิต เมื่อตั้งค่าบัญชีผู้ใช้งานแล้ว เลือกที่ เรียกแท็กซี่ เพื่อไประบุพิกัดรับผู้โดยสาร และระบุพิกัดปลายทางที่จะไป แล้วแตะที่เรียกแท็กซี่ แอพ ALL THAI TAXI ก็จะทำการเรียกแท็กซี่มารับตามที่คุณระบุในแผนที่ แล้วไปส่งคุณ ตามที่คุณระบุปลายทาง

เงื่อนไขในการใช้งานแอพ ALL THAI TAXI ในการเรียกแท็กซี่คือ ค่าเรียกใช้บริการครั้งละ 20 บาท + ค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ (กรณีโบกเรียก ซึ่งรถขึ้นสถานะ “ว่าง” จะไม่เสียค่าบริการ 20 บาท ชำระเฉพาะค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ) ในกรณีหากเรียกแล้วแต่ต้องการยกเลิก ต้องกดยกเลิกภายใน 5 นาทีหลังจากเรียกใช้ ถึงจะไม่คิดค่าบริการ ซึ่งถ้ายกเลิกบริการช้ากว่า 5 นาทีหลังจากเรียกใช้แล้ว หรือผู้โดยสารไม่อยู่ที่จุดนัดเกินกว่า 5 นาที คิดค่าบริการครั้งละ 100 บาท

ถ้าใครดาวน์โหลดและติดตั้งแอพ “ALL THAI TAXI” แล้ว เมื่อเปิดแอพขึ้นมาจะพบกับหน้า Login สำหรับท่านที่ยังไม่มีข้อมูลในระบบก็กดสมัครสมาชิก แล้วก็กรอกข้อมูลต่างๆ แล้วก็ Login เข้าสู่ระบบได้เลย

จากนั้นจะมีเมนูต่างๆ ขึ้นมาให้เลือก หากเราต้องการเรียกรถก็กด “เรียกแท็กซี่” และที่พิเศษกว่านั้นคือหากเป็นลูกค้าผู้หญิงต้องการความปลอดภัยในการเดินทาง สามารถกดเรียก “แท็กซี่สำหรับสุภาพสตรี” ซึ่งพนักงานขับรถจะเป็นผู้หญิง

เมื่อเดินทางถึงจุดหมายแล้ว พนักงานขับรถจะให้ใบแสดงข้อมูลค่าโดยสารกับเรา ซึ่งในนั้นจะมีรายละเอียดข้อมูลการเดินทางของเราว่าขึ้นรถกี่โมงถึงกี่โมง ระยะทางเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเดินทางเท่าไหร่ ค่าโดยสารกี่บาท

สรุปแล้ว ALL THAI TAXI น่าจะเป็นตัวเลือกให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ดีทีเดียว รูปแบบการให้บริการเหมาะกับคนเมืองในสมัยนี้เป็นอย่างมาก เราไม่ต้องหัวเสียกับการเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป สภาพรถเก่าแอร์ไม่เย็น คนขับรถไม่สุภาพ กันอีกต่อไปแล้วค่ะ ค่าโดยสารก็เป็นอัตราปกติของรถแท็กซี่ทั่วไป เพียงแต่จะต้องจ่ายค่าเรียกรถเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเพียง 20 บาท ซึ่งสามารถจ่ายได้ทั้งแบบเงินสด และบัตรเครดิต/เดบิต

สำหรับท่านที่ต้องการติดตามข่าวสารของ ALL THAI TAXI ทางเฟซบุ๊กให้เข้าไปที่เพจนี้นะคะ https://www.facebook.com/allthaitaxi

ส่วนคนขับรถที่กำลังมองหางานอยู่ ทางนครชัยแอร์กำลังรับสมัครพนักงานขับรถแท็กซี่ เงินเดือน 18,000 บาท ขึ้นไป สามารถสมัครงานได้ที่ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เลขที่ 109 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 939-4999 ต่อ 1173, 1174 จันทร์-เสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. เมื่อสมัครแล้วจะมีการสัมภาษณ์ทันที

จุดเด่นของการเป็นพนักงาน ALL THAI TAXI คือ ทุกคนเป็นพนักงานของบริษัท รับเงินเดือนพร้อมสวัสดิการ ตามนโยบาย “สร้างความสุข” ในที่ทำงาน อยู่ในองค์กรที่สังคมยอมรับ มีระบบการทำงานที่แน่นอน เป็นธรรม กำหนดหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ได้รับเงินค่าตอบแทนตรงตามกำหนด และดูแลเอาใจใส่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ร่วมงาน อยู่ร่วมกันดังครอบครัว

สำหรับเอกลักษณ์ของ ALL THAI TAXI ที่แตกต่างจากแท็กซี่ทั่วไปคือ

1. รถทุกคันใช้ TOYOTA PRIUS Hybrid

2. รถสีเหลือง ตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก

3. ติดสติ๊กเกอร์ “ทรงพระเจริญ” สีชมพูที่กระจกหน้ารถ

4. ป้ายไฟ LED บนหลังคารถ แสดงสถานะการให้บริการทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

5. พนักงานขับรถสวมเสื้อชุดสีชมพู

พบรถแท็กซี่หน้าตาแบบนี้…ใช่เลย ALL THAI TAXI

คนเลี้ยงม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

คนเลี้ยงม้า

ฟาร์มหมอปอ คือชื่อของฟาร์มเลี้ยงม้า

ที่มีชื่ออย่างนี้ก็เพราะ เจ้าของฟาร์มคือ นายแพทย์นภดล สโรบล มีชื่อเล่นว่า ปอ

ผมโชคดีที่ตอนไปชมฟาร์มหมอปอ มีโอกาสได้พบกับหมอปอ ที่กำลังรับรองแขกต่างประเทศขณะเข้าชมฟาร์มอยู่พอดี

เพราะตรงกับวันอาทิตย์ที่หมอปอไม่ต้องไปรักษาคนป่วยที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นงานประจำของหมอ

ผมจึงได้สอบถามโน่น นี่ นั่น เกี่ยวกับการเลี้ยงม้าได้อย่างค่อนข้างละเอียดพอสมควร เพียงแต่ผมคงนำมาเขียนให้ละเอียดตามไม่ได้ เพราะยาวมาก เขียนเล่าได้เพียงคร่าวๆ ว่า

เริ่มต้นเดิมทีหมอปอได้เลี้ยงม้าด้วยใจรัก เป็นความรักม้ามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด พ่อของหมอปอก็ชอบม้า มาถึงหมอปอก็ชอบ เพื่อสนองความชอบจึงเลี้ยงม้าเสียเลย ทว่ามัวเป็นหมอเสียเพลิน จนอายุผ่านเข้า 57 ปี เพิ่งมาเริ่มเลี้ยงม้าเมื่อ 4 ปีมานี้เอง

เดิมทีหมอปอเลี้ยงม้าเพียงไม่กี่ตัว เป็นม้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ราคาตัวละเฉลี่ยประมาณ 600,000 บาท

เลี้ยงไปเลี้ยงมา ม้าช่วยกันออกลูกออกหลาน อีกทั้งยังได้ซื้อม้ามาเพิ่มใหม่บ้างจนปัจจุบันมีเกือบร้อยตัว

ประสบการณ์ของหมอปอจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องม้า เพราะจะมีคนเอาม้ามาขอผสมพันธุ์บ้าง มาให้หมอปอช่วยดูแลรักษาบ้าง หมอปอสามารถรักษาดูแลม้าได้เป็นอย่างดีทั้งๆ ที่เป็นหมอรักษาคน

ราคาซื้อขายม้าพูดให้ชัดไม่ได้เพราะม้าที่เลี้ยงไว้มีหลายสายพันธุ์ เช่น

สายพันธุ์ม้าที่สวยที่สุดในโลก

สายพันธุ์ม้าที่เล็กที่สุดในโลก

ขณะที่ผมยืนพูดคุยกับหมอปอ ผมยังได้เห็นม้าตัวใหญ่มาก มีทั้งสีขาวทั้งตัว และดำสนิททั้งตัว

“ทั้ง 2 ตัวนี้ถือว่าเป็นม้าที่มีราคาแพง ตัวหนึ่งๆ มีราคาเป็นล้านบาทขาดตัว” หมอปอ บอกให้ผมรู้

ระยะแรกๆ หมอปอเลี้ยงม้าด้วยความรักก็จริง แต่พอมีม้ามากขึ้นก็ได้เปลี่ยนจากความรักเป็นธุรกิจเสียเลย โดยเปลี่ยนจากฟาร์มเลี้ยงม้าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ที่นิยมทำกันในต่างประเทศทั่วโลก

ฟาร์มหมอปอเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น แต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างน่าพอใจ

ขณะที่ผมกำลังสัมภาษณ์หมอปอ มีผู้ปกครองพาเด็กกลับมาจากการเก็บไข่ไก่หลายคน

เด็กอีกจำนวนหนึ่งกำลังเดินไปขี่ม้าและทำกิจกรรมที่ฟาร์มหมอปอจัดไว้ให้ เช่น

ควบม้าออกทุ่งกว้างสำหรับคนที่ขี่ม้าเป็นแล้ว

ส่วนคนที่ยังขี่ม้าไม่เป็นก็จะใช้วิธีนั่งบนหลังม้า แล้วให้คนเลี้ยงจูงเข้าป่าและท้องทุ่งที่สวยงามของเขาใหญ่ ทำให้ผู้ขี่ม้าได้ตื่นเต้นกับการนั่งหลังม้าและบรรยากาศของเขาใหญ่

นอกจากนี้ ก็ยังจัดให้นักท่องเที่ยวได้ฝึกเลี้ยงม้าด้วยการป้อนหญ้าให้ม้ากิน อาบน้ำม้า และที่น่าสนใจก็คือ การเรียนขี่ม้า ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็จะขี่เป็น แต่จะให้ชำนาญเหมือนพระเอกคาวบอยต้องใช้เวลานาน จะนานเท่าไรอยู่ที่คนขี่แต่ละคน

นอกเหนือจากนี้ก็จะมีกิจกรรมขับรถแทรกเตอร์ และลงเล่นน้ำที่ลำตะคอง

เพื่อให้ความสะดวกกับนักท่องเที่ยวเพราะส่วนใหญ่จะพาบุตรหลานมาด้วย ฟาร์มหมอปอจึงได้จัดทำที่พักไว้ให้เช่าพักด้วย

สถานที่พักตั้งอยู่ในทำเลเหมาะ เพราะใกล้น้ำ ใกล้ป่า

ขณะพักอยู่ที่นี่พอตื่นนอนตอนเช้าเปิดหน้าต่างออกไปก็จะได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ แล้วยังจะได้ทักทายกับม้าตัวโปรดได้ด้วย เด็กบางคนสามารถไปที่เล้าไก่เพื่อเก็บไข่ไก่ได้ด้วย

ผมฟังหมอปอพูดแล้วทำให้อยากพาลูกหลานมาพัก เพราะจะได้รับรสชาติที่แปลกใหม่จากที่เคยเที่ยวทั่วไป และเชื่อว่าเด็กๆ คงจะชอบ

หมอปออธิบายถึงการเลี้ยงม้าอย่างคร่าวๆ ว่า

ม้าออกจากท้องแม่ได้ประมาณ 15 วันก็จะเดินได้ ระยะแรกจะกินนมแม่ หลังผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนก็จะกินหญ้า

ม้าตัวเมียมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไปจึงจะเป็นสาว สามารถมีสามี มีลูกได้ ม้าตั้งท้องใช้เวลา 11 เดือน ออกลูกครั้งละตัว ถ้าตรวจพบว่าจะมีลูก 2 ตัว จะต้องทำให้ลูกตัวหนึ่งตาย

ม้าตัวผู้สามารถผสมพันธุ์กับม้าตัวเมียได้หลายตัว มีเมียได้หลายตัวว่างั้นเถอะ

ถ้าผู้ใดจะเอาม้าตัวเมียมาผสมกับม้าตัวผู้ที่เป็นพันธุ์ดีๆ จะต้องจองล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าผสมพันธุ์ให้ครั้งละประมาณ 30,000 บาท

มาถึงตรงนี้ ผู้ชายหลายคนคงอิจฉาม้าตัวผู้ ไปตามๆ กัน

ม้าตัวผู้กับม้าตัวเมียมีความแข็งแรงใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ วัดจากการวิ่ง แต่สำหรับม้าแข่งจะใช้ม้าตัวเมียมากกว่าม้าตัวผู้

เมื่อผมถามด้วยความอยากรู้ต่อว่า ม้าที่เลี้ยงไว้เคยตายบ้างไหม ได้รับคำตอบว่า

ม้าที่เลี้ยงไว้มีทั้งเกิดและตาย ตายแล้วก็ฝัง ไม่เคยคิดที่จะกินเนื้อม้าเหมือนต่างประเทศบางแห่ง โดยเฉพาะชาวสวิสนิยมกินเนื้อม้ากันมาก

เหตุที่ไม่กินเนื้อม้าก็เพราะเมื่อเลี้ยงมันแล้วก็จะรู้สึกผูกพันกินไม่ลง

อายุของม้าโดยเฉลี่ยมีชีวิตอยู่ประมาณ 25 ปี

ม้าตัวที่แก่ที่สุดในฟาร์มแห่งนี้มีอายุ 13 ปี ถือว่ายังเป็นม้าหนุ่มสาว ยังไม่แก่

เมื่อผมถามว่า ถ้าม้าที่เลี้ยงไว้มีอายุมากจนถึงเวลาต้องตายจะทำอย่างไร

หมอปอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า

“ยังไม่คิดถึงเวลานั้นครับ เพราะผมอาจจะตายก่อนม้าก็ได้ แต่ที่แน่ๆ จะไม่ฆ่าม้าแก่เพื่อนำมาเป็นอาหารเด็ดขาด”

ผมยอมรับว่า การได้ไปชมฟาร์มม้าแห่งนี้แล้ว ทำให้ชอบมาก น่าเสียดายที่ผมขี่ม้าไม่เป็น ไม่นั้นจะขอขี่ม้าชมทุ่งเขาใหญ่ให้ได้สนุกไปเลย

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ใดอยากพาลูกหลานไปสนุกสนานกับฟาร์มหมอปอ ติดต่อโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณศรีไพร โทรศัพท์ (093) 529-1919

เกือบลืมบอกไปว่า ฟาร์มหมอปอตั้งอยู่บนเนื้อที่ 16 ไร่ บ้านคลองเสือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

จุฬาฯ ปรับแผนพัฒนาใหม่ แก้ “สามย่าน-สวนหลวง” เงียบเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เล็งทำเลธุรกิจ

PENNY

จุฬาฯ ปรับแผนพัฒนาใหม่ แก้ “สามย่าน-สวนหลวง” เงียบเหงา

เป็นที่รู้กันว่า ที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ย่านธุรกิจที่มีศักยภาพสูง มีระบบสาธารณูปโภค ระบบโครงข่ายคมนาคมทางรางที่ครบครัน จึงทำให้ที่ดินในย่านดังกล่าว ซึ่งแวดล้อมด้วยถนนพระรามที่ 4 ถนนพระรามที่ 1 ถนนบรรทัดทอง และถนนอังรีดูนังต์ ล้วนแต่เป็นถนนรายล้อมใจกลางเมืองเอาไว้ ทำให้ที่ดินย่านนี้มีมูลค่าเพิ่มสูง

ปัจจุบัน สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นทั้งเขตการศึกษา และเขตพาณิชยกรรม เช่น บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ แต่การใช้ประโยชน์จากที่ดินย่านดังกล่าวยังไม่เต็มศักยภาพของพื้นที่ เพราะแม้จะมีโครงการใหม่มาทดแทนโครงการเดิมที่ถูกรื้อไปแล้ว แต่ของใหม่ที่มาทดแทนก็ยังไม่สามารถสนองตอบความต้องการของคนที่เข้าไปใช้พื้นที่ได้ จากอดีตที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา ร้างไร้ผู้คนเข้าไปใช้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนอย่างบริเวณย่านสวนหลวงเดิมนั้น ที่เคยมีของกินอร่อยให้เลือกล้นหลาม แต่บรรยากาศดังกล่าวกลับไม่มีให้เห็นเลยในปัจจุบัน

ทำให้สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ จึงต้องทบทวนแผนแม่บท หรือ มาสเตอร์แพลน ที่ได้เคยศึกษาไว้ใหม่อีกครั้ง เพราะเมื่อดูในองค์รวมแล้ว กลายเป็นว่าส่วนใหญ่จะเน้นเขตพาณิชยกรรมมากกว่าที่อยู่อาศัยและพื้นที่สันทนาการอย่างอื่น จนทำให้ในเวลากลางคืนพื้นที่เหล่านี้เป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คน เมืองขาดความมีชีวิตชีวา จึงได้มอบหมายให้ คณะกรรมการพิจารณาการปรับรายละเอียดแผนแม่บท ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ไปศึกษาทบทวนแผนแม่บทด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินอีกครั้ง เพราะขัดแย้งกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่มีเป้าหมายในการสร้างสังคมและนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ เพื่อยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาเมืองที่สมดุลและยั่งยืน

รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ได้ทำการทบทวนโครงการพัฒนาที่ดินย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนทำให้เกิดเป็นเมืองร้างในเวลากลางคืนและไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ เพราะเป้าหมายของจุฬาฯ ก็คือ University Town คือต้องเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน

ดังนั้น การไปสู่จุดหมายดังกล่าวก็จำเป็นจะต้องเพิ่มที่อยู่อาศัยเข้าไปในพื้นที่ด้วย โดยจุฬาฯ มีที่ดินอยู่ประมาณ 1,200 ไร่ ตั้งเป้าที่จะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ประมาณ 400 ไร่ ปัจจุบัน มีการพัฒนาพื้นที่ไปแล้วประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์

รศ.มานพ กล่าวว่า ของเดิมนั้นจะกำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมสูงมาก และไม่สมดุลกับการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่น อาทิ ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ตลอดจนพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพื้นที่ที่สามารถยกระดับการศึกษา ทำให้ขาดความหลากหลายของการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง จึงเกิดเป็นคำถามว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะแนวทางการพัฒนาได้เน้นการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยการรวมแปลงที่ดินให้เกิดเป็นแปลงขนาดใหญ่เพื่อสามารถสร้างอาคารใหญ่ได้เต็มพื้นที่ แต่ไม่คำนึงถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพของพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น พื้นที่โล่ง พื้นที่สีเขียว การถ่ายเทอากาศและคุณภาพแสงในพื้นที่ และขาดความชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ให้สามารถปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และขาดการนำเสนอข้อกำหนดภูมิทัศน์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ เพื่อเป็นกลไกของโครงการพัฒนาที่จะเกิดในอนาคตให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีเอกลักษณ์โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษ อาทิ 1. พื้นที่รอบอุทยาน 100 ปี ซึ่งจะสร้างเป็นสวนสาธารณะ 20 ไร่ และถนนความกว้าง 30 เมตรโดยขยายถนนซอยจุฬา 5 หรือตั้งแต่ถนนพระรามที่ 1 ไปจนถึงถนนพระรามที่ 4 (ขนานไปตามถนนบรรทัดทอง) 2. โรงภาพยนตร์สกาลา

“มาสเตอร์แพลนที่อยู่ระหว่างการทบทวนดังกล่าว จะต้องรอให้อธิการบดีคนใหม่เป็นผู้ตัดสินว่าจะทำอะไรบ้าง เพราะ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีคนปัจจุบันจะหมดวาระในช่วงประมาณ 1 ปี”

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกรณีพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน ได้มีการกำหนดให้การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม (อาทิ พื้นที่ร้านค้า สำนักงาน) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 93 โดยวางแผนให้มีร้านค้าและสำนักงานกระจายเต็มพื้นที่ ทั้งๆ ที่บางพื้นที่ขาดศักยภาพจากการเข้าถึงของถนนสายหลักและรถไฟฟ้า ในขณะที่การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่อยู่อาศัย เช่น อพาร์ตเมนต์ โรงแรม มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7 ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีพื้นที่สยามสแควร์ ที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยเพียงร้อยละ 17 ไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการใช้พื้นที่เพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง รวมทั้งปัญหาเมืองร้างในเวลากลางคืน

ข้อเสนอเบื้องต้นของคณะกรรมการพิจารณาการปรับรายละเอียดแผนแม่บทได้เสนอแนวทางใน 4 ประเด็น คือ 1. แนวทางการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเป้าหมายรายได้ปัจจุบันที่ 4,232 ล้านบาท ไปสู่เป้าหมายรายได้ที่ระดับ 9,200 ล้านบาทในช่วงปี 2570 หรือเท่ากับต้องหารายได้เพิ่มจากปัจจุบันอีก 4,232 ล้านบาท กับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมความหนาแน่นสูงในแปลงที่ดินที่มีศักยภาพสูงให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและนวัตกรรมทางสังคมในพื้นที่ส่วนที่เหลือ

2. ลำดับการพัฒนาที่พิจารณาจากศักยภาพการพัฒนา ระยะเวลาการหมดสัญญาและต้นทุนการเสียโอกาส โดยส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงศักยภาพการพัฒนาและระยะเวลาการหมดสัญญาเดิม เนื่องจากที่ดินทุกแปลงมีศักยภาพ โดยได้มีการเสนอให้เริ่มลงทุนในปี 2561 เป็นต้นไป ประกอบด้วย พื้นที่บริเวณสามย่าน บริเวณแนวถนนพระรามที่ 4 พื้นที่บริเวณสยามสแควร์ จากนั้นก็จะให้พัฒนาที่ดินย่านแนวถนนบรรทัดทอง เป็นต้น

3. งบประมาณการลงทุนและแหล่งทุน โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะต้องใช้งบลงทุนกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างสูง จุฬาฯ คงไม่มีเงินเพียงพอ ต้องหาแหล่งทุนอื่นเข้ามาเสริม เช่น การจัดการแหล่งทุนจากภายนอกด้วยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและการออกหุ้นกู้ขายให้กับนักลงทุน หรือการออกกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือการจัดหาเงินทุนภายในมหาวิทยาลัย

4. แนวทางการส่งเสริมภูมิทัศน์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ โดยมีข้อกำหนดประเภทของหมวดมาตรฐาน เพื่อเป็นกลไกให้การพัฒนาในอนาคตเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สอดคล้องกลมกลืนและส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ของจุฬาฯ

ต้องติดตามกันว่า การปรับแผนจะสัมฤทธิผลหรือไม่?

แม่เหล็กรวมตัวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

แม่เหล็กรวมตัวกัน

ตอนที่มีข่าว ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต กำลังจะไปปักหมุดแถวบางใหญ่เพื่อจับลูกค้าโซนตะวันตก เพราะในอนาคตอันใกล้นอกจากจะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการในปี 2559

หากยังมีถนนวงแหวนสายตะวันตกขนาด 12 เลน และถนนรัตนาธิเบศร์ 10 เลน เป็นจุดตัดกัน ที่สำคัญ อีกไม่นานนับจากนี้ยังมีการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์สายตะวันตก (บางใหญ่-บ้านโป่ง) อีกจึงทำให้ใครมีกิจการร้านค้า หมู่บ้านจัดสรร ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงร้านอาหารต่างๆ ที่อยู่ใกล้ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ต่างพากันชื่นมื่น

เพราะนอกจากจะเป็นทำเลทองแห่งใหม่

ยังกลายเป็นแหล่งลงทุนของกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กลาง เล็ก ที่พร้อมจะมาปักหมุดสร้างคอนโดมิเนียมอีกมากมาย

มิหนำซ้ำ เร็วๆ นี้ยังทราบข่าวว่า อิเกีย ยักษ์ใหญ่ทางด้านของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ยังจะมาลงทุนสร้างอิเกีย สาขาเวสต์เกต ใกล้กับเซ็นทรัลด้วย

จึงทำให้ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ยิ่งกลายเป็นพื้นที่แม่เหล็กที่ใครๆ พร้อมจะเข้ามาลงทุน เพราะเห็นตัวอย่างจากเซ็นทรัล ศาลายา ที่ขณะนี้บริเวณโดยรอบพื้นที่ใกล้เคียงกลายเป็นทำเลทองไปเรียบร้อยแล้ว

ตอนที่ผมทราบข่าวว่าเซ็นทรัลกำลังจะสยายปีกไปบางใหญ่ ตอนนั้นยังรู้สึกเฉยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าทุกครั้งที่เซ็นทรัลจะรุกธุรกิจไปทางไหน เขาต้องศึกษาข้อมูลเป็นอย่างดีแล้วว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

แต่ตอนหลังผมเริ่มเห็นข่าวว่าอิเกียเข้ามา

เห็นเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ไปด้วย

รวมถึงกลุ่มทุนอื่นๆ

ผมจึงมานั่งคิดว่าเห็นทีพื้นที่โซนตะวันตกคงร้อนแรงเป็นแน่ เพราะอีกไม่นานอินฟราสตักเจอร์ทั้งหลายจะถูกเปิดใช้ นั่นหมายความว่าการเดินทางโดยรถยนต์ รถไฟฟ้า รวมการเชื่อมโยงของเส้นทางสายคมนาคมต่างๆ คงทำให้พื้นที่แถบบางใหญ่ บางบัวทอง ต้องกลายเป็นทำเลทองแน่

ยิ่งมาอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ในเซ็กชั่นการตลาด ฉบับวันจันทร์ที่ 6-วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558 ผ่านมา สิ่งที่ผมแอบเชื่อลึกๆ ก็เป็นจริง

เหมือนอย่างที่ “วัลยา จิราธิวัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจออกแบบ และก่อสร้าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เวสต์เกต เป็นสาขาที่ 28 ที่เซ็นทรัลทุ่มสรรพกำลังเพื่อปั้นสาขานี้ให้ดีที่สุดในระดับภูมิภาค ด้วยงบลงทุน 14,000 ล้านบาท เพื่อให้สาขานี้เป็นแหล่งรวมซุปเปอร์แองเคอร์ โดยมีอิเกียเป็นจิ๊กซอว์ล่าสุดที่จะเข้ามาเติมเต็มโครงการให้สมบูรณ์

“จากที่ผ่านมา เจรจากับอิเกียมากว่า 5 ปี โดยจะเปิดเต็มรูปแบบ 40,000 ตารางเมตร คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่สำหรับเซ็นทรัล เวสต์เกต เราจะเปิดในวันที่ 28 สิงหาคมที่จะถึงนี้บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Have a Big Life โดยออกแบบทุกอย่างขนาดใหญ่ทั้งหมด”

“มีร้านค้าชั้นนำทั้งหมด 500 แบรนด์ ร้านอาหาร 200 แบรนด์ มีโรงหนังขนาด 3,000 ที่นั่ง มีฟิตเนสเวอร์จิ้น แอคทีฟ และอิเกีย”

ขณะที่ “คริสเตียน รอยเคียร์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิคาโน่ ไพรเวท ลิมิเต็ด จำกัด ผู้ดูแลแฟรนไชส์อิเกียในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ กล่าวว่า ศักยภาพของทำเลที่บางใหญ่ และประชากรในแถบนี้เหมาะกับอิเกียเป็นอย่างมาก และด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ที่จะถูกนำเสนอ จึงมั่นใจว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยดียิ่งขึ้น

“คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะแตกต่างจากที่เมกา บางนา และถือเป็นครั้งแรกที่เชื่อมระหว่างสโตร์กับศูนย์การค้าเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการทำพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน 3 ชั้น ทั้งนั้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และนำเสนอประสบการณ์การจับจ่ายแบบใหม่ให้กับผู้บริโภค”

“อีกอย่าง เรากับเซ็นทรัลรู้จักกันมากว่า 5 ปี ตั้งแต่เข้ามาลงทุนในไทยครั้งแรก ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของบริษัทที่ยังคงเปิดกว้าง ด้วยการเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด สิ่งสำคัญคือพื้นที่ เนื่องจากอิเกียต้องใช้พื้นที่จำนวนมากทั้งในส่วนของสโตร์ ลานจอดรถ จุดรับส่งสินค้า ดังนั้น พอมาเจอที่นี่ทุกอย่างจึงลงตัว”

อันไปสอดรับกับความคิดของ “วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่บอกว่า ความใหญ่ และความครบของโครงการเวสต์เกตจะเป็นตัวดูดลูกค้าให้มาใช้บริการมาก และเป็นผลดีต่อธุรกิจที่เข้ามาเปิดบริการในพื้นที่ รวมถึงธุรกิจโรงหนังของเมเจอร์ที่มาเต็มรูปแบบ 12 โรง 3,000 ที่นั่งในคอนเซ็ปต์เวสต์เกต ซีเนม่า

ดังนั้น การที่อิเกียมาเปิดสาขาร่วมกับเซ็นทรัล จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าต้องมาแข่งกันเอง โดยเฉพาะศูนย์การค้าที่มีพื้นที่เป็นแสนๆ ตารางเมตร คิดว่าคงไม่มีใครมาแข่งอีก เพราะต้องใหญ่จริงๆ ถึงจะสู้ได้

แต่กระนั้น ก็จะมีปัญหาตามมาอีก เพราะผู้เช่าพื้นที่ในศูนย์จะเลือกเปิดธุรกิจเพียงจุดเดียวเท่านั้น ต่างจากกลางเมืองที่เปิดได้หลายๆ จุด เพราะกำลังซื้อสูงกว่า และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง

อันเป็นมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ทั้งนั้น คงต้องยอมรับความจริงว่าการผนึกของยักษ์ใหญ่ทางด้านธุรกิจประเภทต่างๆ ที่มีจุดแข็งของตัวเองในแต่ละส่วน เวลาคิด เขาจะไม่คิดแข่งกันเอง

แต่กลับคิดในการประสานประโยชน์

เหมือนนำจุดแข็งของตนเองในแต่ละส่วนมาหลอมรวมกัน

ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ อานิสงส์จึงตกอยู่กับประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่แถบบางใหญ่ บางบัวทอง และละแวกใกล้เคียง เพราะนอกจากจะมีแม่เหล็กชั้นดีมาอยู่ในที่ที่เดียวกันแล้ว

ยังทำให้กิจการร้านค้าโดยรอบพลอยมีความสุขด้วย

เพราะนอกจากจะเกิดความคึกคักทางธุรกิจ บางทีอาจทำให้พ่อค้า แม่ค้ารายย่อยพลอยได้รับอานิสงส์ไปกับเกมรุกธุรกิจครั้งนี้ของกลุ่มเซ็นทรัลด้วย

ลองไปคิดดูนะครับว่าจะทำธุรกิจอะไรรองรับ

เพราะวันที่ 28 สิงหาคม 2558 นี้ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต เปิดทำการอย่างแน่นอนแล้ว

ส่วนอิเกียก็คงอีก 2 ปี

ซึ่งยังพอมีเวลาให้คิดอยู่พอสมควรว่า ท่านทั้งหลายจะทำธุรกิจอะไรรองรับดี

มาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการ SMEs ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

มาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการ SMEs ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ในบ้านเรามีการแยกมาตรฐานการบัญชีออกเป็น 2 ชุด คือ (1) มาตรฐานสำหรับกิจการขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บังคับกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกิจการบางประเภทที่มีการดำเนินการที่กระทบต่อสาธารณชน เช่น กิจการประกันภัย ลีสซิ่ง โรงรับจำนำ เป็นต้น และ (2) มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ซึ่งใช้กับกิจการที่ไม่มีการออกตราสารหนี้ตราสารทุนแก่สาธารณะ กิจการในครอบครัว กิจการที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว เป็นต้น

มาตรฐานทั้ง 2 ชุดดังกล่าวเรียกกันง่ายๆ ว่า มาตรฐานชุดใหญ่กับชุดเล็ก เราใช้กันมาหลายปีแล้ว มาตรฐานชุดใหญ่มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนมาตรฐานชุดเล็กออกมาเป็นฉบับรวมมาตรฐานการบัญชีหลายๆ เรื่องไว้ในเล่มเดียว มี 22 บท ยังไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2554

แต่ในช่วงนี้ สภาวิชาชีพบัญชี เริ่มที่จะมีการปัดฝุ่นปรับปรุงมาตรฐานการรายงานทางการเงินให้ทัดเทียมกับมาตรฐานการบัญชีสากล โดยจะมีการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2560 โดยเนื้อหาจะเปลี่ยนไปอ้างอิงจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศสำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ IFRS for SMEs แทน เท่ากับว่ามาตรฐานการบัญชีชุดเล็ก (TFRS for NPAEs) ในที่สุดก็อาจจะต้องถูกยกเลิกไป และเกิด TFRS for SMEs มาแทนที่

อธิบายง่ายๆ คือ เดิมเราเขียนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กโดยนำมาตรฐานสากลชุดใหญ่มาย่นย่อและทำให้ง่ายขึ้นเพื่อใช้กับกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยตัดส่วนของเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและไม่มีที่ใช้สำหรับกิจการขนาดเล็กออกไป (เช่น แนวคิดเรื่องมูลค่ายุติธรรม การตีราคามูลค่าสินทรัพย์เพิ่ม) แต่ก้าวต่อไปเราจะนำมาตรฐานสากลสำหรับชุดเล็กโดยเฉพาะมาจากต่างประเทศ มาบังคับใช้กับกิจการ SMEs โดยอ้างอิงฉบับปี 2013 ดังนั้น หากคุณต้องการศึกษาเนื้อหาก่อนก็สามารถหามาตรฐานสากลสำหรับกิจการเอสเอ็มอีมาอ่านก่อนได้ (IFRS for SMEs 2013)

ในมาตรฐานชุดเล็กใหม่นี้จะมีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมเนื้อหาที่มีความซับซ้อนที่เดิมเราเคยตัดออกในฉบับ NPAEs ออก เพื่อให้เนื้อหามีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ในท้ายที่สุดก็ยังน่าจะมีการผ่อนปรนข้อกำหนดบางบทที่อาจไม่เกี่ยวข้องหรือแม้เกี่ยวข้องแต่ก็มีความซับซ้อนยุ่งยากเกินไปในการนำมาปฏิบัติสำหรับกิจการที่มีขนาดเล็กมากๆ โดยจะใช้วิธีการกำหนดเงื่อนไขบางประการขึ้นมา เพื่อแยกกลุ่มกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีกิจการกลุ่มที่ต้องถูกบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีชุดเล็กอย่างเต็มรูปแบบ และอีกกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็จะได้รับผ่อนปรนไม่ต้องปฏิบัติในบางบท

แว่วมาว่า เกณฑ์ที่จะใช้ในการแยกกลุ่มกิจการ SMEs ให้ต้องใช้เต็มรูปหรือผ่อนปรนบางบทนั้น เขาจะใช้โครงสร้างการถือหุ้นสำหรับกิจการที่มีบริษัทใหญ่บริษัทย่อยและบริษัทร่วมเป็นเกณฑ์ โดยถือว่าหากมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในการถือหุ้นก็จะอยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตามมาตรฐานชุดเล็กเต็มรูปแบบ หากไม่มีการถือหุ้นแบบโยงใยแล้วก็จะผ่อนปรนการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีในเรื่อง การจัดทำงบการเงินรวม การเปิดเผยข้อมูลสำหรับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน การบัญชีภาษีเงินได้ เครื่องมือทางการเงิน เป็นต้น

เหตุผลหลักที่สภาวิชาชีพบัญชีต้องการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กนั้น มีเหตุมาจากกิจการที่เรียกว่า NPAEs นั้นมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่กิจการค่อนข้างใหญ่ไปจนถึงกิจการขนาดเล็กมากๆ ว่ากันว่า กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะบางกิจการมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บางแห่งเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะจำนวนมากก็เป็นแค่กิจการเจ้าของคนเดียว ทำให้การบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีค่อนข้างประสบปัญหา เนื่องด้วยขนาดที่แตกต่างกันมากนั่นเอง

ประเด็นที่เป็นปัญหาปวดหัวคือ แล้วจะแบ่งกลุ่มกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะด้วยกันออกเป็นกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดจิ๋ว อย่างไร เพื่อให้กิจการแต่ละขนาดประยุกต์ใช้มาตรฐานเหมาะสมแก่ฐานะและขนาดและความจำเป็นในการรายงานทางการเงินของตน

ใน IFRS for SMEs ที่จะเอามาใช้แทน TFRS for NPAEs นั้นดูเหมือนเขาจะไม่ใช้จำนวนเงินสูงหรือต่ำในงบการเงินมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกิจการเสียด้วย นัยว่า หากนำตัวเลขมาใช้แบ่งอาจเกิดปัญหาบางปีตัวเลขเลยเกณฑ์ที่ต้องใช้บังคับเต็มรูปแบบ แต่พอปีต่อมา ตัวเลขเด้งกลับมาเป็นกิจการขนาดเล็ก แล้วจะทำอย่างไร

IFRS for SMEs ที่จะถูกนำมาใช้แทน TFRS for NPAEs ในอนาคตนั้น ณ วันนี้ยังไม่บังคับใช้ และอยู่ในระหว่างการศึกษาโดยคณะทำงานของสภาวิชาชีพบัญชี คงจะมีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นในอนาคตอันใกล้ และคาดว่าจะนำมาใช้ในปี 2560 เท่ากับว่านักบัญชีและกิจการยังมีเวลาเตรียมตัวและทำความเข้าใจอยู่สักระยะหนึ่ง และสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสภาวิชาชีพบัญชี ในแง่ผลกระทบที่อาจมีต่อกิจการหากสภาวิชาชีพบัญชีนำ IFRS for SMEs มาใช้ เราจึงควรไป download มาตรฐานฉบับดังกล่าวที่เป็นภาษาอังกฤษมาศึกษาก่อน พร้อมๆ กับการนำ TFRS for NPAEs ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมาศึกษาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะต้องใช้มาตรฐานฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความซับซ้อนกว่า TFRS for NPAEs ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

“น่าน” ประสบการณ์ในเมืองเก่าที่มีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

“น่าน” ประสบการณ์ในเมืองเก่าที่มีชีวิต

ลักษณะการบินแบบเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย สลับกับการเร่งเครื่องยนต์แบบไม่เป็นจังหวะ ในช่วงสุดท้ายของการบิน ประกอบกับเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขณะที่ยางล้อของเครื่องบินกำลังบดไปบนพื้นคอนกรีต พร้อมๆ กับเสียงดังกึกบริเวณใต้ที่นั่ง บอกให้ทราบว่าโช้กอัพที่อยู่ติดกับแกนล้อใต้ท้องเครื่องบิน คงต้องจำใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระคนกันกับเสียงของจานเบรกที่ต้องรองรับการเสียดสีจากผ้าเบรกอย่างรุนแรง ปล่อยให้ผู้โดยสารบนเครื่องหลายคนบนที่นั่งถึงกับเซไป เหล่านี้บอกให้เราทราบว่า นักบินที่หนึ่งระดับครูการบิน คงจะปล่อยให้นักบินที่สอง ได้ทดลองนำเครื่องบินร่อนลงจอด เพื่อเพิ่มประสบการณ์การบินของนักบินมือใหม่บางคน ประสบการณ์ของผู้เขียนในฐานะนักเดินทาง ก็คงจะเพิ่มขึ้นไม่ต่างกันกับนักบินมือสองในเครื่องหางแดงลำนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจแบบฮาร์ดแลนดิ้งแบบนี้

โดยในคราวนี้ผู้เขียนบังอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองจากนักท่องเที่ยว กลายมาเป็นนักเดินทาง ซึ่งบอกตามตรง ไม่มีอะไรจะมาวัดให้ได้อย่างเป็นทางการ เพียงแค่ความรู้สึกที่พัฒนาไป ก็เท่านั้น เพราะการมา “จังหวัดน่าน” ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ความตื่นเต้นที่ได้รับจากความแปลกใหม่ของสภาพแวดล้อม บรรยากาศของการใช้ชีวิตแบบชาวเมืองเหนือ และสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดวันแบบนั้น จึงลดลง กลายมาเป็นความตื่นเต้นที่เกิดจากการที่ได้รับทราบข่าวว่า มีกลุ่มคนในชุมชนบางกลุ่ม พยายามที่จะพัฒนาตนเองให้สามารถทำมาหากินเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมันได้กลายมาเป็นความตื่นเต้น ที่น่าค้นหา น่ายกย่อง และน่าเอาเป็นตัวอย่าง สำหรับชุมชนเข้มแข็งอื่นๆ อีกนับหมื่นแห่งทั่วประเทศ รวมถึงบุคคลผู้แสวงหาตัวอย่างในการดำเนินชีวิตตามรอยเศรษฐกิจแบบพอเพียง

ตามคำขวัญของ อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบุรุษในใจตลอดกาลของผู้เขียน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” เมื่อปี พ.ศ. 2481 แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ ในปี พ.ศ. 2558 สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยการบริหารบ้านเมืองแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา นายทุนต่างชาติเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรแทบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ทรัพยากรการท่องเที่ยว มีการตั้งให้คนไทยเป็นตัวแทนในการทำธุรกรรมในเกือบทุกประเภท เพื่อหลบหนีกฎหมายอันคร่ำครึที่เคร่งครัดของบ้านเมือง สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยก็กลับกลายมาเป็น “ไทยทำ ไทยใช้ นายทุนเจริญ” แต่ก็ยังมีบางองค์กรที่มองเห็นส่วนเหลื่อมในด้านนี้ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” จึงเริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อให้ในท้ายที่สุด “ชุมชน” จะได้เป็นผู้เล่นสำคัญที่จะแย่งชิงรายได้มาจากเหล่าบรรดานายทุน และนอมินีทั้งหลายเหล่านั้น

สำหรับชุมชนทั้ง 28 ชุมชนในตัวเมืองน่านและที่ใกล้เคียง (ชุมชน ตำบลในเวียง และชุมชนบ้านหนองเต่า) กับอีก 1 ชุมชนของหมู่บ้านบ่อสวก ตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นี่จะเป็นการประเมินครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของ “โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 4 ปีที่จะต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ ปีละ 1 ครั้ง และผู้เขียนก็ได้กลายมาเป็นอาสาสมัครนักท่องเที่ยว อย่างเป็นทางการ ของโครงการนี้ ตลอดการเดินทางตามโปรแกรมทั้ง 4 วัน ร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกรวมทั้งหมด 7 ท่าน

ในโปรแกรมการเดินทาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดินทางไปเที่ยวชมยังโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ เช่น พระธาตุแช่แห้ง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ เตาเผาโบราณบ้านจ่ามนัส หอประวัติศาสตร์โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา และการฟ้อนล่องน่าน ณ วัดมหาโพธิ ซึ่งจัดการโดยชุมชนเองทั้งหมดแล้ว ยังเพิ่มขึ้นมาในเรื่องของการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการดำเนินกิจกรรมตามหลักวิชาการ ของส่วนผสมทางการตลาดในฐานะผู้ให้บริการ อันมีหลัก 4P (Product, Price, Place, Promotion) สำหรับสินค้าที่จับต้องได้ + 3P (People, Physical Evidence, Process) สำหรับงานด้านการบริการ เช่น การปั่นจักรยานชมตัวเมือง ชมวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน การใส่บาตรในตอนเช้า การเดินเลือกซื้อของในตลาดเช้า กิจกรรมการรำวงมะเก่า กิจกรรมการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ กิจกรรมการทอผ้าฝ้าย กิจกรรมการทำต้นดอก กิจกรรมการทำตุงค่าคิง กิจกรรมการปั้นหม้อดิน และกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงเพาะเห็ดภูฏานดำ เป็นต้น

โดยหลังจากที่กิจกรรมท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่มเสร็จสิ้นลง ก็จะมีการพูดคุยกันในเชิงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการถามตอบข้อสงสัย โดยเมื่อพูดถึงคณะกรรมการ ก็คือบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในด้านการจัดการชุมชน ซึ่งเป็นผู้ให้คะแนนในด้านต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่มาจากหลากหลายกิจการ กิจกรรมการท่องเที่ยว ทั้งแบบอินเซ็นทีฟ แบบท่องเที่ยวดูงาน และแบบเชิงนิเวศน์ รวมผู้เขียนอีก 1 หน่วย โดยสิ่งที่คณะกรรมการทั้ง 3 ท่านลงคะแนนก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ แต่ผู้เขียนจะยกเรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ ทั้ง 10 ข้อมาให้ดูกัน เผื่อมีท่านผู้อ่านที่เป็นสมาชิก อบต. อบจ. ที่ไหนจะสนใจ

คุณสมบัติของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มีดังนี้ 1. ผู้ท่องเที่ยวและเจ้าของบ้านมีความผูกพันระหว่างกัน 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม 3. มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของพื้นที่ท่องเที่ยว 4. ประสบการณ์จากการมีส่วนร่วม 5. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน/ส่งผ่าน-ส่งต่อประสบการณ์ 6. เป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าเป็นผู้ชม 7. นักท่องเที่ยวมีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์ของตนเองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 8. ความจริงแท้ทั้งในกระบวนการการผลิตและผลิตภัณฑ์, ประสบการณ์จริง 9. จดจำประทับใจ, เข้าใจ 10. การท่องเที่ยวแบบจำเพาะเจาะจง

และสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง หลังจากได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน กับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) ในครั้งนี้ ก็ค้นพบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะของ การสร้างความแตกต่างทางการตลาด (Differentiation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างมีประสิทธิผล ให้เป็นจุดเด่นเหนือชุมชนอื่น โดยในแก่นแกนของความรู้หลักที่อาจจะหลงลืมไปก็คือ ในเรื่องทางสายกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ ห่วงที่ 2 คือ ความมีเหตุผล ซึ่งทั้ง 2 ห่วงนี้ต้องใช้หลักการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มข้น ในการกำหนดคุณภาพ ขอบเขต และปริมาณ ของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ห่วงที่ 3 คือ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง ซึ่งก็คือการมีความรู้อย่างเท่าทันในศาสตร์ต่างๆ ของระบบทุนนิยม และต่อยอดด้วยการนำศาสตร์ต่างๆ เหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

แต่ไม่ว่าผลการประเมินจากคณะกรรมการทั้ง 3 ท่าน จะส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 กลุ่มอย่างไร ผู้เขียนก็เชื่อว่าผลสะท้อนที่ส่งกลับมายังแต่ละชุมชนเอง รวมถึงสังคมที่อยู่รอบด้าน ในด้านการพัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่รอด และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ในกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ประกอบกับนโยบายขององค์กรในรูปแบบของ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่กระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่ ย่อมเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ที่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และมีความยั่งยืน ยิ่งไปกว่าตัวเลขกลมๆ ที่ได้จากค่าจีดีพี ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดที่มีแต่ประสิทธิภาพ แต่ไร้ซึ่งประสิทธิผลของฝ่ายทุนนิยม เพียงแต่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องจะเลือกยืนอยู่ในฝั่งใด…ขอขอบคุณ คุณสุเทพ เกื้อสังข์ ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) และ คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ ที่ปรึกษาประธานด้านตลาดในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com