ชวนนักชิมขนมหวานไทยโบราณ ปักหมุด…ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชวนนักชิมขนมหวานไทยโบราณ ปักหมุด…ร้าน “ขนมหวาน อ่างทอง” ตลาดบางเขน

ความก้าวหน้าของยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของวัฒนธรรมต่างประเทศ ทำให้ขนมไทยโบราณแบบเดิมที่คุ้นเคยกันในอดีต อย่าง กล้วยบวชชี ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สาคูถั่วดำ ขนมชั้น ขนมเปียกปูน และอื่นๆ อีกหลายชนิดกำลังหายไป!!

ฉะนั้น ตอนนี้หากต้องการทานขนมไทย อาจต้องเสาะหาตามแต่ละจังหวัดที่ชาวบ้านอาจยังคงทำกัน แต่ในอนาคตยังไม่ทราบแน่ว่าจะยังคงมีขนมไทยแบบโบราณหลงเหลือให้คนรุ่นหลังทานกันหรือไม่?

ตลาดบางเขน ซึ่งอยู่ใกล้กับซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน มีร้านขนมไทยสูตรโบราณอร่อยอยู่เจ้าหนึ่ง ชื่อ “ขนมหวาน อ่างทอง” เป็นร้านที่เจ้าของและครอบครัวอพยพมาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

ร้านแห่งนี้มีขนมไทยกว่า 10 อย่างไว้ให้ลูกค้าเลือกตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมชั้น ถั่วกวน เผือกกวน ขนมตาล ขนมต้ม ถั่วแปบ วุ้น ข้าวต้มจิ้ม หรือแม้กระทั่งไข่หงส์ โดยทุกรายการขายในราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับความอร่อยแบบเข้มข้นอย่างที่คุณไม่เคยเจอ

เริ่มทำขนมไทย คือ ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาลก่อน

คุณดารา จันทร ผู้ที่มีบทบาทในฐานะคนทำขนมมือ 1 และเป็นเจ้าของร้านนี้ บอกว่า ความลำบากยากเข็ญในการทำนาจนแทบไม่มีกำไร คือเหตุผลที่ถูกผลักดันเข้ามาหาอาชีพอื่นทำในกรุงเทพฯ เธอบอกว่าตอนนั้นอายุเพียง 18 ปี แล้วมาเช่าบ้านเลขที่ 2008/89 ซอยเสนานิคม 1 พหลโยธิน ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลังเดียวกับที่อยู่ในปัจจุบัน แล้วเริ่มต้นทำคือขนมไทย เพราะแม่พอมีวิชาความรู้ด้านนี้อยู่

ขนมถ้วย ขนมกล้วย และขนมตาล คือขนมไทยรุ่นแรกที่คุณดาราทำร่วมกับแม่ของเธอ และทันทีที่ได้รับการต้อนรับจากลูกค้า นั่นแสดงว่าคุณภาพและรสชาติขนมที่ทำออกขายถูกลิ้นลูกค้า ไม่นานจึงทำขนมอย่างอื่นเพิ่มอีก ด้วยการขวนขวายหาความรู้จากตำราเอกสารการทำขนมอีกหลายชนิด แล้วนำมาควบรวมกับความรู้การทำขนมของแม่ จนได้มาเป็นขนมฟักทอง ขนมมัน และอื่นๆ ที่ทยอยเพิ่มตามมารวมไปถึงข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี

ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะคุณภาพดี

เจ้าของร้าน ยกตัวอย่างขนมไทยบางชนิด อย่างเช่น ข้าวต้มมัด ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตของร้าน บอกว่า ใช้กล้วยวันละ 5 หวี ส่วนขนมกล้วยใช้วันละ 5 หวีเท่ากัน สำหรับใบตองสั่งมาจากอ่างทอง ครั้งละ 20 กิโลกรัม สั่งวันเว้นวัน ใช้ 2 วันหมด

คุณดาราให้รายละเอียดต่ออีกว่า ในแต่ละครั้งที่ทำข้าวต้มมัดจะใช้ข้าวเหนียวปริมาณ 3 กิโลกรัม เป็นข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่สามารถทำข้าวต้มมัดได้จำนวน 70-80 มัด

เธอให้เหตุผลที่ต้องใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงู เพราะต้องการรักษาคุณภาพและความอร่อย แม้จะเป็นข้าวเหนียวที่มีราคาสูง เนื่องจากเมื่อก่อนเคยทดลองใช้ข้าวเหนียวที่มีคุณภาพรองลงมาเหมือนกันเพื่อจะได้ลดต้นทุน ปรากฏว่าเละ ข้าวเมล็ดไม่สวยและไม่ดีเท่ากับข้าวเหนียวเขี้ยวงู แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งข้าวเหนียวและวัตถุดิบหลายอย่างจะซื้อมาครั้งเดียวสามารถใช้ทำขนมได้หลายชนิด

สำหรับน้ำกะทิที่ใช้ผัดข้าวเหนียว มีส่วนผสมได้แก่ใช้หัวกะทิ 3 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1.2 กิโลกรัม เกลือ 3 ช้อน ใช้เวลานึ่ง 2 ชั่วโมง ทั้งนี้ในทุกวันจะห่อข้าวต้มเตรียมไว้ก่อนตอนช่วงบ่าย แล้วจะนำไปนึ่งในตอน 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะต้องทำขนมหลายอย่างพร้อมกัน ส่วนราคาขายข้าวต้มมัดละ 15 บาท หากรับไปขายจะส่งในราคา 12 บาท ต่อมัด

เมนูถัดมาเป็นขนมกล้วย เหตุผลที่ทำออกมาเป็นถ้วยเพราะจะสะดวกกับคนทานไม่ต้องแกะใบตองให้เปื้อนมือ อีกทั้งขนาดของชิ้นมีความเหมาะสมต่อการทาน

ส่วนวิธีทำขนมกล้วย คุณดาราอธิบายคร่าวๆ ว่า ใช้กล้วยจำนวน 5 หวี แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม แป้งเท้ายายม่อมครึ่งกิโลกรัม แป้งมัน 1 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 2 กิโลกรัม หัวกะทิ และเกลือ 3 ช้อน จากนั้นนำมากวนด้วยกันให้เหนียวแล้วนำไปใส่ในถ้วยที่มีมะพร้าวอ่อนเป็นทีเด็ดเพื่อความอร่อย

จุดเด่นขนมร้านนี้….ต้องมันกะทิเป็นหลัก

ขนมหวานของร้านอ่างทอง โดยเฉพาะขนมประเภทที่ต้องใช้กะทิเป็นส่วนผสมหลักนั้น ทางร้านจะเน้นความมันเป็นหลัก เธอเห็นว่าเสน่ห์ของขนมแบบไทยโบราณจะต้องให้ความสำคัญกับความมันของกะทิเป็นตัวนำ มิเช่นนั้นแล้วรสชาติจะไม่อร่อย เสียชื่อคนทำ และถือเป็นจุดเด่นของขนมที่ร้านขนมหวานอ่างทองที่ทำให้ลูกค้าติดใจ

ปัจจุบัน กิจการขายขนมของร้านขนมอ่างทอง ทำกันในระบบครอบครัว โดยมีคุณดาราทำหน้าที่ผู้ผลิต และมีคุณวันเพ็ญน้องสาวทำหน้าที่ฝ่ายขาย โดยชี้ว่าเป็นการทำอาชีพแบบพอเพียง ไม่เน้นขายแพง แม้จะได้กำไรเพียงเล็กน้อยก็ตาม ต้องการเพียงเพื่อเลี้ยงครอบครัว อีกทั้งขนมทุกชนิดจะทำอย่างมีคุณภาพ เพราะมีเจตนาต้องการให้ลูกค้าได้ทานของดีที่นับวันจะหายาก

ใครที่กำลังมองหาขนมไทยแบบรสชาติเข้มข้น ลองแวะชิมขนมหวานร้านอ่างทอง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตลาดบางเขน ปากซอยเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร เพราะมีขนมหวานให้เลือกหลายชนิดหลายประเภท ให้ทานได้อย่างถูกใจ แถมรสชาติอร่อยแบบไทยๆ อีกด้วย หรือสนใจต้องการสั่งทำสำหรับใช้ในงานสำคัญต่างๆ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณดารา โทรศัพท์ (089) 789-4550

“ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน” ต้นตำรับไอศกรีมผลไม้ตามฤดูกาล ของ “มานะ พชนะโชติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07053010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

เปรี้ยวปาก

พนิดา สงวนเสรีวานิช

“ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน” ต้นตำรับไอศกรีมผลไม้ตามฤดูกาล ของ “มานะ พชนะโชติ”

ยี่ห้อ “ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน (อาจารย์มานะ)” อาจดูไม่เป็นที่สะดุดหูสะดุดตา แต่ถ้าได้ลิ้มลองรสชาติเข้าสักคำ จะตาวาว จำรสชาตินี้ได้ไม่ลืม เพราะเนื้อไอศกรีมที่เนียน หอมหวานด้วยมะพร้าวสดไม่เหมือนใคร

“ผมมาจากชาวบ้าน เลยตั้งชื่อ ไอศกรีมชาวบ้าน” อาจารย์มานะ บอกพร้อมกับหัวเราะเสียงดังเมื่อถามถึงชื่อแบรนด์ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ที่มีลูกค้าแอบติดใจไปทั้งบ้านทั้งเมือง

อาจารย์มานะ พชนะโชติ เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นลูกคนที่ 5 ในพี่น้อง 7 คน ตั้งแต่เกิดก็ได้เห็นที่บ้านทำไอติมหลอดขายตามโรงเรียน ตัวอาจารย์เองเมื่อย้ายมาอยู่กับลุงที่จังหวัดระยองในปี 2527 ลุงก็ทำไอติมหลอดเหมือนกัน แต่มีไอศกรีมนมตัดเสียบไม้เพิ่มมาอีกอย่าง ทำให้มีความคุ้นเคยกับการทำไอศกรีม เรียกว่าหลับตาก็เห็นในทุกกระบวนการผลิต และทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายไอศกรีมนมตัดเสียบไม้และไอติมหลอดไม้แดง

ปี 2534 เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติอยู่ 2 ปี หลังจากนั้นกลับมาค้าขายไอศกรีมประมาณ 2 ปี รู้สึกเบื่อจึงหันไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนที่บริษัทแห่งหนึ่ง หลังแต่งงาน…ก็ผันชีวิตมารับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะกลับมายึดอาชีพทำไอศกรีมกะทิสดส่งขายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งส่งตามงานเลี้ยงต่างๆ ขณะเดียวกัน ก็พัฒนาเครื่องปั่นไอศกรีมเอง โดยใช้หลักระบบเครื่องทำความเย็นที่ไม่ต้องใช้น้ำแข็งและเกลือ ทำให้ช่วยลดต้นทุนในส่วนวัตถุดิบลงไปได้อีก

“ตอนที่รับเหมาก่อสร้าง พอดีกิจการซบเซา ไม่มีลูกน้องบ้าง เลยคิดถึงไอศกรีมเพราะเป็นอาชีพที่มีรายได้เป็นรายวัน และยังสามารถทำให้คนอื่นรับไปขายอีกทอดหนึ่งได้ จึงนำสูตรไอศกรีมของลุงมาปรับปรุงต่อยอดไปเรื่อยๆ”

จากไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอมสูตรของคุณลุง เพิ่มเป็นไอศกรีมผลไม้ตามฤดูกาล เติมทุเรียนบ้าง มังคุดบ้าง ส้มเขียวหวาน มะม่วง ฯลฯ เข้าไปในเนื้อไอศกรีม ยังมีไอศกรีมนมสด ไอศกรีมรวมมิตร ขายดิบขายดี วันหนึ่งผลิตจำหน่ายเป็นร้อยกิโลกรัม ไม่นับรวมหน้าร้อนที่ไอศกรีมยิ่งขายดีมากขึ้นไปอีก

โดยฐานที่มั่นของ “ไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน (อาจารย์มานะ)” อยู่ย่านตลาดสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตรงแยกบางคูวัด ใกล้สะพานนวลฉวี จำหน่ายทั้งไอศกรีมกะทิสด และไอศกรีมกะทิสดรวมมิตร

ทว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในการทดลองครั้งแรก ถ้าไม่ดีก็เททิ้ง ไม่ฝืนนำไปขายเด็ดขาด จนกว่าจะได้รสชาติที่แน่นอน ด้วยมองว่าอยากจะสร้างชื่อให้คนรู้จักมากกว่า ซึ่งจะสร้างชื่อได้ก็ต้องมาจากการทำสินค้าที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคเท่านั้น รวมทั้งรับฟังคำติชมจากทุกคนเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้รสชาติดีขึ้นเรื่อยๆ

ไม่เพียงแต่พัฒนาสูตรไอศกรีม ความที่มีวิชาช่าง เรียนเพิ่มเติมทางด้านช่างเชื่อมตั้งแต่เมื่อครั้งที่อยู่จังหวัดระยอง ประกอบกับเป็นคนไม่หยุดนิ่ง ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา เมื่อมีงานจัดแสดงเทคโนโลยีด้านเครื่องกล อาจารย์มานะจะแวะเข้าไปดูงานขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและนำกลับมาปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ของตนเอง

ที่สุดประสบความสำเร็จเป็น “เครื่องปั่นไอศกรีม” ที่ใช้ระบบไฟฟ้าและหล่อเย็นด้วยระบบคอมเพรสเซอร์ เป็นอีกผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาวิชาช่างของตนโดยแท้ และมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อเป็นประจำ

ปัจจุบัน อาจารย์มานะรับเชิญมาเป็นวิทยากรสอนอาชีพให้กับหน่วยงานราชการเป็นบางครั้ง รวมทั้งเป็นวิทยากร อบรมการทำไอศกรีมกะทิสดสูตรโบราณ ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี)

“เมื่อก่อนรับเชิญหน่วยงานราชการไปสอนอยู่บ้าง เช่น ที่มูลนิธิกำลังใจ หรือกับทาง อบต. สอนเป็นอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านได้มีงานทำ คือสอนเป็นวิทยาทานให้คนได้มีอาชีพไปทำมาหากิน ไปต่อยอด ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคู่แข่ง เพราะแต่ละคนเมื่อมาทำก็ทำไม่เหมือนกัน อย่างวัตถุดิบที่ใช้ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ถือว่าแบ่งๆ อาชีพกันไป”

อาจารย์มานะ บอกอย่างอารมณ์ดีและว่า ยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงที่สั่งสมมาเกือบ 30 ปี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนที่เข้ารับการอบรมจะสามารถนำความรู้กลับไปประยุกต์พัฒนาและต่อยอดเป็นผู้ประกอบการผลิตไอศกรีมที่ยั่งยืน จะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูก และสามารถปรึกษาได้ตลอดเวลา

โดยใน วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 อาจารย์มานะ พชนะโชติ เจ้าของร้านไอศกรีมกะทิสดชาวบ้าน จากย่านปทุมธานี ที่จะมาเปิดเผยการทำไอศกรีมกะทิสด ไอศกรีมมะพร้าวอ่อน ไอศกรีมแต่งกลิ่นผลไม้ พร้อมแนะนำตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การทำไอศกรีมสูตรเด็ด เทคนิคการใช้เครื่องทำไอศกรีมแบบมืออาชีพ พร้อมแนะนำการซื้อ และปิดท้ายด้วยการแนะนำแนวทางการทำการตลาด และการจัดจำหน่ายให้กับผู้เรียนทุกคน

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) ID LINE : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“พร้อมเพย์” หรือ พร้อม…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

“พร้อมเพย์” หรือ พร้อม…

เดือนกรกฎาคมนี้จะมีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่เชื่อว่า น่าจะมีผลกระทบต่อคนทั่วไปค่อนข้างสูง ซึ่งเราๆ ท่านๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

นั่นก็คือ โครงการหลักของรัฐบาลในการผลักดันยุทธศาสตร์ National e-payment ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล หรือที่เราเรียกขานกันว่า Any ID จะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลัก มีการแถลงเปิดตัวบริการโอนและรับโอนเงินแบบใหม่ ในนาม “พร้อมเพย์-PromptPay” เริ่มให้ธนาคารแต่ละแห่งที่มีความพร้อมสามารถเปิดให้บริการกับลูกค้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 แต่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559

เจ้าพร้อมเพย์ที่ว่านี้ มีหลักการสำคัญ อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ ต่อจากนี้ไปบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝากธนาคาร โดยเฉพาะการโอนเงินจะไม่ต้องมีการกรอกเลขที่บัญชีให้ยุ่งยากอีกต่อไป และที่สำคัญคือ จะไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนเงินในกรณีการโอนที่ไม่ถึง 5,000 บาท ต่อรายการ ส่วนวงเงินที่มากกว่านั้น ก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราที่ถูกลงมาก ไม่ใช่หมื่นละ 25-30 บาท อย่างเช่นที่ผ่านมา

วิธีการก็คือ ข้อมูลบัญชีเงินฝากของเราจะถูกจัดเก็บด้วยระบบข้อมูลกลาง หรือถังข้อมูล ที่ให้เราลงทะเบียนเชื่อมเลขบัญชีเงินฝากของเราเข้ากับเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือเชื่อมกับเลขโทรศัพท์มือถือ เพื่อที่ว่า ต่อไปใครจะโอนเงินมาให้เรา สามารถใช้อ้างอิงจากหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนหรือเบอร์มือถือของเราก็ได้ และโอนกับแบงก์ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้ว่า บัญชีเงินฝากของเราเป็นของแบงก์ไหน

ส่วนขั้นตอนการเริ่มใช้บริการพร้อมเพย์ เราจะต้องเลือกบัญชีเงินฝากที่ต้องการใช้เป็นบัญชีหลักในการรับโอนเงินจากบุคคลอื่น จากนั้นแจ้งลงทะเบียนกับธนาคารเจ้าของบัญชี โดยจะลงทะเบียนผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือโมบายแบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ตแบงกิ้งก็ได้ หลังจากนั้น ข้อมูลจะถูกเก็บรวมเข้าไปอยู่ในระบบข้อมูลกลาง เพื่อนำไปใช้ในการรับโอนเงินได้กับทุกธนาคาร ส่วนผู้โอนเงินก็เพียงแค่แจ้งเลขมือถือหรือเลขบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับโอน ไม่ต้องยุ่งยากดำเนินการเข้าเงินให้ตรงกับแบงก์เจ้าของบัญชี และไม่ต้องกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมการโอนต่างแบงก์อีกต่อไป

ด้วยความที่เป็นคนมีธุระเยอะ จำเป็นต้องทำธุรกรรมโอนเงินไปให้ญาติคนโน้น เพื่อนพี่น้องคนนี้อยู่บ่อยๆ หรือบางทีโอนจ่ายค่าโน่นค่านี่ อยากทำบุญครั้งละ 500-1,000 บาท ทำให้มีกิจต้องโอนอยู่ออกบ่อย บางครั้งก็สะดวกหน่อยที่เป็นแบงก์เดียวกัน สาขาอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ทำให้หมดปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียม แต่พอเจอต่างแบงก์ ต่างเขต หรือต่อให้เป็นแบงก์เดียวกัน แต่อยู่คนละจังหวัด ก็ต้องยอมเสียค่าโอนทีละ 25-35 บาท แล้วแต่กรณี ยิ่งถ้าธุรกรรมโอนครั้งละไม่กี่ร้อยบาท น้ำตาแทบจะไหลด้วยความเสียดายเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับแบงก์

จึงไม่น่าแปลกใจที่แบงก์จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมเป็นกอบเป็นกำ บางแบงก์เป็นรายได้ในสัดส่วนถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ ดังนั้น ผลกระทบสำคัญจากการเริ่มให้บริการพร้อมเพย์ ก็คือ รายได้ส่วนนี้จะลดลงแบบฮวบฮาบกันเลย เป็นปัญหาสำคัญที่แต่ละแบงก์จำต้องเร่งขบคิด หาวิธีเพิ่มรายได้ชดเชยโดยด่วน นอกเหนือจากการเร่งระดมสมองคิดหากลยุทธ์ โปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าให้มาลงทะเบียนใช้พร้อมเพย์ ไม่งั้นโดนแย่งลูกค้าแน่

รับมือไม่ดี พร้อมเพย์ มีสิทธิ์กลายเป็น “พร้อมพัง” !!

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

รายงานพิเศษ

เรื่อง : พารนี รูป : พัทรยุทธ

ตัวแทนแว่นตาอินดี้-NATHALIE FORDEYN ธุรกิจแรกของ “ท็อป จรณ”

ลาจอแก้วไปแล้วพักใหญ่ แต่บทบาทของ “กล้า” ยังคงเป็นที่ชื่นชอบและประทับใจของใครหลายคน

เรียกว่ายามนี้ เป็นช่วง “ขาขึ้น” ของพระเอกหน้าเข้ม เจ้าของบทบาทนำใน “ชาติพยัคฆ์” ละครดังของวิกพระราม 4 เลยก็ว่าได้

และถึงแม้จะมีงานรัดตัวแทบทุกวัน แต่ “ท็อป-จรณ โสรัตน์” ดาราหนุ่มมาแรง ผู้ถูกเอ่ยถึง ยังกรุณาสละเวลามาให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐี” เกี่ยวกับธุรกิจตัวแรกของเขา ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น พื้นเพเป็นคนลพบุรี ปัจจุบันอายุ 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 1 ด้วยการเป็นนายแบบโฆษณาสินค้าและนิตยสาร จากนั้นไม่นานจึงได้เข้าเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3

หลังเรียนจบ เคยทำงานประจำช่วงสั้นๆ ราว 6 เดือน ในตำแหน่งเซอร์วิสเอนจิเนียร์ ประจำสนามบินแห่งหนึ่ง แต่รู้สึกว่าศักยภาพของตัวเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น จึงหันหลังให้งานออฟฟิศ ก่อนก้าวสู่วงการบันเทิงแบบเต็มตัว

“ตอนแรกยังมีละครไม่กี่เรื่อง แต่การเล่นแต่ละเรื่องต้องไปเรียนแอ๊กติ้ง เรียนคิวบู๊ และเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ถ้ายังทำงานประจำอยู่ด้วย คงไม่มีใครยอมให้ลางานได้บ่อยๆ เลยตัดสินใจลาออกมาดีกว่า” ท็อป จรณ เล่าให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เข้าวงการบันเทิงมาได้นานพอสมควร เห็นดารารุ่นพี่-รุ่นน้อง มีธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวกันแล้วหลายคน จึงเกิดความคิด ตัวเขาเองน่าจะมีธุรกิจอะไรสักอย่างเป็นของตัวเอง เพราะด้วยความเป็นนักแสดงมีคนรู้จัก น่าจะได้เปรียบกว่าใครหลายคนในแง่การประชาสัมพันธ์ การทำการตลาด

“ความจริงอยากทำธุรกิจมานานแล้ว อย่าง ร้านกาแฟ ก็อยากทำ แต่เป็นธุรกิจที่ขึ้นกับหลายปัจจัยเกินไป ร้านอาหารก็เคยคิดเพราะที่บ้านทำกับข้าวอร่อย แต่คุณแม่ไม่สนับสนุน ท่านบอกไปดูดวงมา ทำร้านอาหารแล้วไม่รุ่ง ล่าสุดอยากเปิดยิม มีคลาสสอนการออกกำลังกายรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องลงทุนค่อนข้างสูง เลยตั้งไว้เป็นโครงการในอนาคต” พระเอกหนุ่ม คุยออกรส

และว่าถึงธุรกิจที่ทำเป็นตัวแรกในชีวิตของเขา นั่นคือการเป็น Distributor (ดิสทริบิวเตอร์) หรือผู้แทนจำหน่าย ให้กับแว่นตากันแดดสไตล์อินดี้ สัญชาติฝรั่งเศส แบรนด์ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน) แต่ผู้เดียวในประเทศไทย

ส่วนจุดเริ่มต้นนั้น พระเอกคนดัง เล่าว่า เดิมที “คุณโอ๊ต” ผู้จัดการส่วนตัวของเขา ได้ไปรู้จักกับญาติของรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งเธอเป็นสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส อาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จบด้านการออกแบบมาจากกรุงปารีส มีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นชื่อของตัวเองคือ NATHALIE FORDEYN (นาตาลี ฟอร์แดน)

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ตัวเขาได้ไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ คุณนาตาลี ฟอร์แดน พร้อมคุณโอ๊ต ผู้จัดการส่วนตัว ทำให้ทราบเรื่องราวว่า เธอสร้างแบรนด์เสื้อผ้ามาได้ 2 ปีเศษ แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้น่าจะเป็นแว่นตา ที่เธอออกแบบด้วยตัวเองทุกชิ้น โดยล่าสุดส่งไปขายแล้ว 5 ประเทศในยุโรป ส่วนเอเชีย มีขายแล้วที่ญี่ปุ่นและกรุงไทเป

“เราคุยกันถูกคอ ผมถามทำไมไม่ส่งมาขายเมืองไทย เธอบอกคิดอยู่ แต่ยังไม่มีลู่ทาง เลยคิดว่า น่าจะช่วยกันสนับสนุน ด้วยเหตุผล หนึ่ง แว่นสวย วัสดุดี สอง ตัวเองเป็นคนชอบซื้อแว่นอยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าส่วนใหญ่มีแต่แว่นตาของผู้หญิง หรือไม่ก็เป็นแบบยูนิเซ็กซ์ คือใส่ได้ทั้งชายหญิง

สุดท้ายมาสรุปว่า แม้แว่นตาส่วนใหญ่จะเป็นแบบผู้หญิง ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร เชื่อว่าสามารถนำมาทำตลาดในเมืองไทยได้ และเหตุผลหลักอีกอย่างคือ อยากสนับสนุนคนมีความสามารถ เธอเป็นลูกครึ่งไทยด้วย แถมมีความคิดเจ๋งดี เธอบอกอยากทำแบรนด์ให้เทียบเท่าแบรนด์ระดับโลก ที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรง แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหนคนก็หยิบมาใส่ได้” พระเอกหนุ่ม อธิบายที่มา

พร้อมบอกถึงช่องทางจำหน่ายแว่นตา NATHALIE FORDEYN ว่า จะไม่นำไปลงในแผนกแว่นตาตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพราะสไตล์ของแว่นตายี่ห้อนี้มีความเป็น “อินดี้” สูง ช่วงเริ่มต้นจึงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไปก่อน และถ้ากระแสตอบรับดีจึงจะเปิดช็อปของตัวเองที่มีความพิเศษไม่เหมือนช็อปแว่นทั่วไป แต่จะเป็นที่ไหนและอย่างไรนั้นต้องขอให้ติดตามกันต่อไป

ถามไถ่ถึงกระแสตอบรับ เจ้าของเรื่องราวยิ้มกว้าง ก่อนบอก ความจริงเพิ่งเริ่มทำการตลาดได้ไม่นาน เลยยังไม่กล้าบอกว่าลูกค้าตอบรับดีหรือไม่ดี แต่เท่าที่ผ่านมาน่าจะพูดได้ว่าอยู่ในระดับที่พอใจ

“แว่นตาแบรนด์นี้ ขายในราคาเดียว อันละ 14,900 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร กลุ่มลูกค้าน่าจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบสไตล์นี้ ส่วนความตั้งใจในธุรกิจนี้ ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนหันมาใส่แว่นตา NATHALIE FORDEYN แต่อยากให้คนชอบจริงๆ ได้ใส่เท่านั้น และเมื่อถึงวันที่ลูกค้ารู้ว่าจุดยืนของแบรนด์นี้คืออะไร ธุรกิจคงเติบโตแข็งแรงต่อไปได้เอง” ท็อป จรณ ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

อยากอุดหนุนแว่นตา NATHALIE FORDEYN ที่มีดิสทริบิวเตอร์เป็นถึงพระเอกหนุ่มมาแรง ชื่อ “ท็อป-จรณ โสรัตน์”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (098) 561-5466, LINE ID : nathalieth_order, Facebook/Nathalie Fordeyn Official Thailand

ไม่ทิ้งงานประจำ เปิดร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ขายน้ำแข็งไส ใส่ไอเดีย ในตลาดนัด กำไรคืนละ 6 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0746150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทิ้งงานประจำ เปิดร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ขายน้ำแข็งไส ใส่ไอเดีย ในตลาดนัด กำไรคืนละ 6 พัน

แม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว แต่ก็ยังมองหาอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำไปด้วย และจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของรุ่นพี่คนหนึ่ง ทำให้สมองคิดไอเดียเกี่ยวกับ “น้ำแข็ง” ได้มากมาย ถึงขั้นอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำแข็งขึ้นมาทันที

คำพูดประโยคนั้นคือ “รู้ไหม น้ำแข็งก้อนหนึ่ง ทำเงินได้มากขนาดไหน มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ขายน้ำแข็ง อาจทำให้ได้เงินมากกว่าขายอาหารหรือเสื้อผ้าด้วยซ้ำ” เพียงประโยคเดียวนี้ สามารถจุดประกายไอเดียเมนูน้ำแข็งไสอีกสารพัดเมนูขึ้นมาได้

ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่”

เปิด 3 เดือนกระแสตอบรับดี

คุณจตุประภา เจริญสุข หรือ คุณนุ่น เจ้าของร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” วัย 25 ปี เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังก่อนจะมาเปิดกิจการร้านน้ำแข็งไส ร้านเล็กๆ แต่ขายดีของเธอให้ฟังว่า “หลังจากเรียนจบครุศาสตรบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ อยู่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เห็นเพื่อนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงมีความคิดอยากลองหาธุรกิจเล็กๆ ที่ตัวเองก็สามารถทำและดูแลได้เอง”

หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน คุณนุ่น บอกว่า เคยเปิดร้านชานมไข่มุกขายมาก่อน แต่ต้องหยุดไป เพราะกระแสความนิยมลดลง และต้องทำงานออฟฟิศด้วยจึงหยุดขาย แต่เมื่อราว 9 เดือนก่อน ได้ไปทานน้ำแข็งไสร้านหนึ่ง แล้วเกิดติดใจในความเข้มข้นและความอร่อยของร้านนั้น บวกกับคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก

จึงจุดประกาย มีไอเดียอยากขายน้ำแข็งไสขึ้นมา เธอใช้เวลาในการคิดสูตรและไอเดีย เพิ่มเอกลักษณ์น้ำแข็งไส เป็นเวลากว่า 6 เดือนจึงสำเร็จ เมื่อทั้งสูตรและไอเดียลงตัวจึงตัดสินใจเปิดร้าน

“ไอเดียในการตั้งชื่อร้าน ได้มาจากการที่ร้านมีนมเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็น นมผง นมสด นมคาร์เนชั่น นมข้นหวาน รวมไปถึงไซรัปที่ใช้เป็นนม จึงมีรุ่นพี่ที่ทำงาน แนะนำว่า ก็ควรตั้งชื่อร้านที่เกี่ยวกับนมๆ ไปเลย คิดกันมาหลายชื่อ จนสุดท้ายก็ได้ชื่อว่า “น้ำแข็งใสนมใหญ่” และอยากสร้างแบรนด์นี้ให้เป็นชื่อที่แปลกใหม่ คนจำได้ง่าย เตะตา คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่ไม่แพงมาก คนเดินตลาดนัดสามารถซื้อได้

ส่วนสูตรน้ำแข็งไส และไอเดียต่างๆ นั้น ที่ได้มาจากการไปลงคอร์สเรียนวิธีการทำน้ำแข็งไส เรียนประมาณ 6 ชั่วโมงได้ การลงเรียนครั้งนี้ก็เพื่อให้รู้หลักการในการทำ การขาย หลังจากนั้นมาดัดแปลงเป็นสูตรเฉพาะในแบบของตนเอง” คุณนุ่น บอก

ด้านการลงทุน เธอเผยว่า หมดเงินไปกับการคิดสูตร ลองผิดลองถูก หมดไปเยอะทีเดียว แต่เพราะมีรถเข็น จากที่เคยขายชานมไข่มุกมาก่อน จึงลดต้นทุนลงไปได้มาก

“มหากาพย์เยลลี่” ขายดี

เมนูยอดฮิต ลูกค้าเรียกร้อง

คุณนุ่น เล่าให้ฟังถึงกระแสตอบรับที่ดีนี้ว่า “ที่ร้านมีคอนเซ็ปต์คือ “น้ำแข็งไส ใจดี ฟรีท็อปปิ้ง” เพราะมีน้ำแข็งไสกว่า 18 รสชาติให้เลือก อีกทั้งท็อปปิ้งมากถึง 20 อย่าง และราคาไม่แพงมาก คนที่เดินตลาดนัดมีกำลังที่สามารถซื้อได้ ราคาจึงเริ่มต้นที่ 39 บาทขึ้นไป และไม่เกิน 100 บาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถจ่ายได้ โดยไม่รู้สึกว่าแพงมากเกินไป

อีกอย่างที่สำคัญคือ ต้องเตะตาวัยรุ่นและเป็นไอเดียเก๋ที่สามารถถ่ายรูปและแชร์ลงออนไลน์ได้

ทั้งหมดนี้จึงเกิดเป็นเมนูยอดฮิต ได้รับกระแสที่ดีมากจากสังคมออนไลน์ จึงตั้งชื่อเล่นๆ ว่า “มหากาพย์เยลลี่” เรื่องเกิดจากมีลูกค้าท่านหนึ่งมาซื้อน้ำแข็งไสที่ร้าน ประจวบเหมาะกับทางร้านมีเยลลี่หลากสี หลายรสชาติ และลูกค้าบอกว่า ขอเยลลี่เยอะๆ และเลือกเยลลี่หลายสีมากใส่ลงในถ้วย

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็จัดให้ไปตามที่ขอมา และลูกค้าเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพียงชั่วข้ามคืน เพจ “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ที่ตนเคยสร้างเอาไว้ก็มีคนกดไลก์จาก 100 คนก็เพิ่มถึง 5,000 คน มีคนแชร์โพสต์นี้เยอะมาก จนเจ้าของร้านเองก็ตกใจไม่น้อย จึงทำให้ร้านเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นและขายดีขึ้น

ลูกค้าที่มาร้าน ส่วนใหญ่มักจะสั่งเมนูนี้ จนกลายเป็นเมนูยอดฮิตประจำของร้าน บางรายก็เอารูปมาโชว์ให้ที่ร้านดู แล้วบอกว่า ขอแบบนี้เลย จากที่เปิดร้านแรกๆ มีเพียงเด็กๆ มาซื้อ หรือผู้ใหญ่ที่เดินตลาดนัดเพื่อมาซื้อของ แต่เดี๋ยวนี้กลุ่มลูกค้าขยายใหญ่ขึ้น วัยรุ่นมาที่ร้านเยอะขึ้น โต๊ะ-เก้าอี้ ที่เคยจัดไว้สำหรับเป็นที่นั่ง ไม่เพียงพอ วัยรุ่นบางกลุ่มที่ตั้งใจมานั่งกินด้วยกัน ถึงกับบอกว่า เอาเสื่อมาปู ให้นั่งก็ได้พี่”

คุณนุ่น บอกเพิ่มอีกว่า ทางร้านไม่ได้มีเมนูอะไรเป็นพิเศษ หรือเป็นเมนูเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการสั่งตามใจคนซื้อ คนทานสามารถเลือกสิ่งที่อยากทาน สิ่งที่ชอบได้ตามใจ ว่าอยากทานรสชาติไหน ใส่ท็อปปิ้งอะไร จึงเป็นเมนูไอเดียของแต่ละคน ให้ได้สนุกกัน

เป็นมากกว่าน้ำแข็ง

ทำเงินได้ ไม่รู้จบ

ส่วนที่ยากที่สุดคือ การคิดทำรสชาติน้ำแข็ง เนื่องจากก่อนที่จะมาทำเป็นตัวน้ำแข็งก้อน มันต้องเริ่มจากการปรุงส่วนผสมต่างๆ ของรสชาตินั้นก่อน เหมือนเวลาที่เราชงนม ก็ต้องใส่นมผง ใส่ข้นหวาน อะไรก็ว่ากันไป พอผสมเสร็จเรียบร้อยตามที่ตั้งใจเอาไว้ ก็จะนำเอาน้ำตัวนี้ไปใส่ในบล็อกแช่เย็น เพื่อให้ขึ้นรูปเป็นก้อน แช่ในตู้เย็นประมาณ 1 วัน ส่วนการทำเยลลี่ ก็เหมือนการทำเยลลี่ทั่วไป แค่เพิ่มไอเดียเข้าไปเท่านั้น คุณนุ่น อธิบายให้ฟัง

ด้วยการคิดและสรรหาไอเดียไม่รู้จบ ทำให้ตอนนี้ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ของคุณนุ่น มีลูกเล่นเพิ่มให้กับเมนูน้ำแข็งไส เท่ไม่เหมือนใคร ทานได้และอร่อยนั่นคือ เยลลี่รสชาติปีโป้ในกระบอกฉีดยา และเมนูน้ำแข็งไสลูกแก้ว ที่สามารถตักทานได้เป็นคำๆ ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับเวลาอมลูกอม ถือเป็นการเพิ่มเสน่ห์และสีสัน

คุณนุ่น บอกว่า “ที่จริงเมนูน้ำแข็งไสเหล่านี้ ก็คือน้ำแข็งไสเป็นปกติธรรมดาทั่วไป แต่ใส่ไอเดียลงไป ทำให้เกิดเป็นรายรับ ทั้งเป็นผลพลอยได้จากกระแสโซเชียล จึงทำให้กำไรจากการขายในช่วงนี้สูงขึ้น อยู่ที่คืนละประมาณ 5,000-6,000 บาท

ซึ่งพอขายดี ก็มีคนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์ ส่วนตัวก็มีคิดในส่วนนี้เอาไว้บ้าง แต่สำหรับตอนนี้ ด้วยระยะเวลาที่เปิดมาได้ไม่นาน ก็ยังไม่รู้ว่าจะขายได้ดีแค่ไหน อยากให้ร้านมั่นคงและแข็งแรงกว่านี้อีกนิด ถึงตอนนั้น ค่อยคิดอีกที

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก น้ำแข็งใสนมใหญ่ หรือแวะไปชิมไอเดียน้ำแข็ง ได้ที่ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ตั้งอยู่ในตลาดนัดคลองถม สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ พุทธมณฑลสาย 1 เปิดทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 18.00-24.00 น. โทรศัพท์สอบถามเส้นทางได้ที่ (062) 514-3935, ID LINE: nomyai_11 หรือ FB : น้ำเเข็งใสนมใหญ่

ไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ ผุด “กาดสันคะยอม” ตลาดอาหารเหนือ ขายออนไลน์ อยู่ภาคไหนก็ได้กิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ ผุด “กาดสันคะยอม” ตลาดอาหารเหนือ ขายออนไลน์ อยู่ภาคไหนก็ได้กิน

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะคนเหนือ คนใต้ คนอีสาน หรือกระทั่งคนภาคกลาง ก็อาศัยกันอย่างกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ หลายคนคิดถึงอาหารพื้นบ้านของตน หากินที่ไหนก็ไม่ถูกปากเท่าการได้กินของพื้นถิ่นของตน

“กาดสันคะยอม” อาหารเหนือ ส่งถึงบ้าน ตลาดอาหารสดแนวใหม่ ให้คนเหนือพลัดถิ่น หรือสำหรับคนที่อยากทานอาหารเหนือ รสชาติพื้นเมือง แต่ไม่ได้ขึ้นเหนือไปถึงถิ่น ก็สามารถทานอาหารเหนือได้ง่ายๆ เพราะสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ ตลาดอาหารสดออนไลน์นี้ จึงเป็นเสมือนแหล่งรวบรวมความอร่อยแบบพื้นบ้าน ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

เบื่องานเดิม สร้างกาด ออนไลน์

คัดสรรของอร่อยและดี

คุณดุษฎีพันธุ์ พจี หรือ คุณโอ๋ ผู้จัดทำ “กาดสันคะยอม” ซึ่งขายอาหารพื้นเมืองทางออนไลน์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคนเพชรบูรณ์ เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ จนกระทั่งจบปริญญาโท ในคณะเดียวกันนี้ อยู่เชียงใหม่มาตลอดตั้งแต่นั้น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์พิเศษ สาขาวิชาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เดิมทีเปิดบริษัททำสื่อ ทำหนังสือ เป็นบริษัทจัดทำ content เน้นขาย content ทางภาคเหนือ ทั้งงานเขียน ภาพถ่าย ทำอาร์ตเวิร์ก ทำแผนที่ เนื้อหาที่ทำโดยมากเป็นสายการท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

“กาดสันคะยอม” เกิดจากการที่เบื่องานเดิม คือทำสื่อต่างๆ ข้างต้น และการทำหนังสือมันเครียด เป็นความเครียดแบบซ้ำๆ เข้าโรงพยาบาลบ่อย เพราะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม บวกกับมีเพื่อนคนเหนือ คือ คำ ผกา ซึ่งเป็นเพื่อนนักเขียน กลับมาบ้านที่เชียงใหม่ แล้วมักหอบอาหารใส่กระเป๋าเดินทางกลับไปทานที่กรุงเทพฯ นำไปฝากเพื่อนๆ และใครต่อใคร คนก็ชอบและอยากทานอีก ประกอบกับเธอก็ขี้เกียจหิ้วของกลับไปกรุงเทพฯ และอยากทานกับข้าวพื้นเมืองรสชาติดี เป็นรสชาติที่แท้จริง เพราะส่วนใหญ่ที่ขาย รสจะเพี้ยน แต่รสชาติของคนสันคะยอมเป็นรสชาติอาหารเหนือที่คนทำทานในบ้าน ที่คนอาจจะไม่คุ้นชิน ถ้าซื้อในตลาดทั่วไปอาจจะไม่ได้รสนี้ คนส่วนใหญ่จะเข้าไม่ถึงคนทำอาหารแบบนี้

จึงพูดเล่นๆ ว่า ส่งไปขายให้ไหม ทำเป็นเว็บไซต์ขึ้นมา ถ่ายรูป ใส่ราคา ลิงก์กับ Paypal เผื่อใครไม่สะดวกโอนเงิน พอช่วงหยุดปีใหม่เมื่อต้นปีนี้ อยู่บ้าน พักงานอื่นๆ ทั้งหมด ก็เลยนั่งทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทำทุกอย่างเองหมด ใช้เฟซบุ๊กเป็นหน้าร้านอีกทางหนึ่ง แล้วก็ขายมาโดยตลอด มีเพจ มีไลน์ มี IG และอื่นๆ ในชื่อ kadsankayorm ทั้งหมด

ไอเดีย “กาดสันคะยอม”

คอนเซ็ปต์ local homemade food curator

คุณโอ๋ บอกถึงไอเดียของการทำ กาดสันคะยอม หรือตลาดอาหารออนไลน์นี้ว่า “ได้ไอเดียมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แจ๊คหม่า แห่งอาลีบาบา ซึ่งเขาไม่คิดถึงตัวเอง สร้างอาลีบาบาขึ้นมาโดยไม่ทิ้งเพื่อนผู้ร่วมงาน ทันทีที่อาลีบาบาเข้าตลาดหุ้น ประเทศจีนมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นเป็นพันคน ส่วนตัวเธอไม่หวังว่ากาดสันคะยอมจะสร้างมหาเศรษฐีมีเงินมากมาย แต่อยากให้ร่ำรวยความสุข ที่ได้รับกลับมาเมื่อลูกค้าทานอาหารของเราแล้วมีความสุข

ส่วนที่ 2 ปางช้างชื่อ The Change ของ คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร เป็นปางช้างที่ไม่เหมือนปางช้างทั่วไป เขาปล่อยช้างให้อยู่กับธรรมชาติ และขายลูกค้าพรีเมี่ยม คนที่อยากอยู่กับช้างแบบส่วนตัว ไม่ต้องผจญกับคนมากมายเหมือนปางช้างทั่วไป ลูกค้าคุณอัญชลีเป็นระดับเจ้าชายเจ้าหญิง มหาเศรษฐี ทำให้คิดว่า อยากจะนำอาหารท้องถิ่นไปสู่ความเป็นพรีเมี่ยม ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบ และรสชาติ”

ในการทำงานหลักๆ จะมีหุ้นส่วนอีกครอบครัวหนึ่งที่เป็นคนสันคะยอมแท้ๆ เป็นครอบครัวของ คุณถนอมพงษ์ สุวรรณโกสุม (คุณต้น) ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการทำอาหารเหนือ ทำแคบหมู จิ๊นส้ม ขายหมู มาตั้งแต่รุ่นตายาย รสมือการทำอาหาร บวกกับความละเอียดในเรื่องรสชาติอาหาร ส่งต่อมาถึงคนรุ่นนี้

คุณต้นจะเก่งเรื่องที่เธอไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น การหาแมงมัน การดองหน่อไม้ การทำอาหารเหนือ และรายละเอียดต่างๆ อีกมากมายในอาหารแต่ละจาน ตรงนี้ถือว่าคิวเรเตอร์ทางอาหารที่จำเป็นต้องมี

ทางด้านอาหารเมนูต่างๆ ตัวคุณโอ๋ บอกว่า “ไม่ได้ทำเอง เพราะกาดสันคะยอม วางตัวเองเป็น local homemade food curator อย่างเช่น ถ้าในพิพิธภัณฑ์มีคิวเรเตอร์เป็นคนคัดเลือกงานศิลปะมาแสดง กาดสันคะยอม ก็เป็นผู้คัดเลือกอาหารอร่อยๆ มานำเสนอ

อาหารแต่ละอย่างจะแบ่งๆ กันไป บ้านไหนทำอะไรอร่อยก็รับอันนั้นไป กาดสันคะยอม เป็นผู้คัดเลือก โดยการชิมอาหาร เลือกมาขาย แล้วควบคุมคุณภาพ ความสะอาด ด้านรสชาติต้องนิ่ง ไม่เค็ม ไม่หวาน เมนูอาหารเหนือจะไม่หวาน อย่างเมนู ฮังเล ของกาดสันคะยอม พรีเมี่ยมมาก และเป็นฮังเลที่ไม่หวาน”

เมนูยอดฮิต รสชาติเมืองเหนือ

ส่งขายทั่วประเทศ

เมนูยอดฮิตมีแคบหมู 3 ชนิดคือ แคบหมูมันน้อย แคบหมูมันมาก และแคบหมูคอหมู (ใช้ส่วนคอหมูมาทำแคบหมู) จิ๊นส้ม (แหนมห่อใบตอง) ไส้อั่ว และแกงฮังเลขาหมู (แกงฮังเลเนื้อน่องลายควาย อร่อยมาก)

ฮิตสุดในสัปดาห์นี้คือ เห็ดถอบ เพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลพอดี จะคัดเลือกเห็ดอ่อนๆ มาปรุงขาย ผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก ลูกค้ามีความสุขกลับมา ทำให้คนขายมีสุขไปด้วย คุณโอ๋ เล่าให้ฟังและเพิ่มเติมว่า ด้วยความเป็น กาด หรือ ตลาด มันคือที่รวมคนขายของมากมาย กาดสันคะยอม เป็นกาดออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน ขายผ่านเว็บไซต์ เพจในเฟซบุ๊ก ผ่าน LINE นอกจากเป็นหน้าร้านในการขายแล้ว สื่อเหล่านี้และอื่นๆ ก็เป็นพื้นที่ในการพีอาร์ไปด้วย

เมื่อลูกค้าสั่งอาหารมา จะจัดส่งให้ด้วยการฟรีซ และแพ็กอย่างดี ทำให้ถึงมือลูกค้าใน 1 วัน โดยไม่เสีย และอาหารทุกอย่างไม่ใช้สารกันเสีย ส่งขายทั่วประเทศไทย ลูกค้าจะได้รับของใน 1 วัน เคยส่งไกลถึงภูเก็ต ปัตตานี หาดใหญ่ หรืออย่างเมนูแคบหมู น้ำพริกก็ไปไกลถึงยุโรป แอฟริกา ญี่ปุ่น ลูกค้าหิ้วไปเอง เดินทางเป็นเดือนแคบหมูยังกรอบ

สิ่งที่ได้จากการทำกาดสันคะยอมคือ หลายครอบครัวที่ทำอาหารให้ มีรายได้มากขึ้น หากกาดสันคะยอม จะเติบโต จะเป็นเศรษฐี นั่นแปลว่า จะมีคนที่เป็นเศรษฐีเพิ่มมากขึ้น ฐานเป็นแนวนอน ไม่ใช่แนวดิ่ง เพิ่มก็เพิ่มด้วยกัน ลดก็ลดด้วยกัน

สำหรับสัดส่วนจากการขาย คุณโอ๋ บอกว่า “ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุอยู่ที่ราวๆ 24-35 ปี และเป็นคนเหนือที่อยู่ต่างถิ่น ยอด 90% จากการสั่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนตัวมองทิศทางและอนาคตของกาดสันคะยอม รูปแบบตลาดออนไลน์แบบนี้เอาไว้ว่า อยากได้รายได้เพิ่มมากกว่านี้ อยากส่งออกไปต่างประเทศ แต่หากขยายไปมากกว่านี้ มันอาจกลายเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งกลัวว่าจะขาดเสน่ห์แบบอาหารพื้นบ้าน ที่เป็นงาน handmade แบบนี้ไป และกังวลเรื่องการขนส่งด้วย”

ปัจจุบันนี้ยังเป็นทั้งอาจารย์ เป็นช่างภาพ และยังรับงานเกี่ยวกับสื่อทำบ้าง และการทำ “กาดสันคะยอม” เป็นอีกความสุขในการทำงานของเธอ เพราะรู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่คนได้ทานอาหารที่ดีแล้วมีความสุข คุณโอ๋ บอกทิ้งท้าย

สำหรับคนที่สนใจ สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kadsankayorm.com ทาง facebook.com/kadsankayorm LINE ID:@ kadsankayorm หรือโทรศัพท์ (091) 079-5970

โค้งสุดท้าย “MID YEAR SALE 40%” ปรากฏการณ์ “สร้างอาชีพ” ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0759150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

เปรี้ยวปาก

อนุภาค ชัยชนะดารา

โค้งสุดท้าย “MID YEAR SALE 40%” ปรากฏการณ์ “สร้างอาชีพ” ที่ มติชน อคาเดมี

ผ่านไปแล้วครึ่งทางสำหรับโปรเจ็กต์ MID YEAR SALE ลดกระหน่ำ 40% ที่มติชน อคาเดมี เอาใจคนรักการทำอาหาร และต้องการนำไปต่อยอดสร้างอาชีพ ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยการรวบรวมคอร์สเรียนอาหารที่ดีที่สุด! วิทยากรที่ได้รับความนิยมมากที่สุด! และเป็นการลดราคาค่าเรียนที่คุ้มค่าที่สุด! ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว ซึ่งใน 2 สัปดาห์แรกที่ได้จัดการเปิดอบรมที่ผ่านมานั้น ได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมมากกว่า 500 ราย

คุณสุรเกียรติ์ ปรีเปรม ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งเดือนแรกที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าหลังจากเราเปิดตัวโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนของคอร์สเรียนต่างๆ ได้มีกระแสตอบรับจากผู้เรียนอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร

ด้วยคอร์สเรียนที่เราได้นำเสนอให้กับผู้เรียนนั้น สามารถตอบโจทย์ให้กับผู้เรียนในการนำไปสร้าง “อาชีพ” เพราะใช้เงินลงทุนไม่มากเหมือนกับการลงทุนทำธุรกิจประเภทอื่นๆ อย่างเช่น คอร์ส กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม ที่มีการสอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การทำเครื่องดื่มร้อนและเย็นมากกว่า 30 ชนิด พร้อมให้ทุกๆ ท่านได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคกระบวนการทำตั้งแต่ต้น จนจบออกมาเป็นเครื่องดื่มพร้อมเสิร์ฟ

นอกจากนี้ ทุกคนยังได้ทดลองลงมือปฏิบัติจริงในห้องเรียนอีกด้วย ถือว่า ได้ทั้งความรู้ และได้ประสบการณ์ในการลงมือทำจริงๆ ทำให้เห็นว่า สิ่งที่ต้องนำไปฝึกฝน และหัดให้ชำนาญ ก่อนที่จะไปเป็นพ่อค้า-แม่ขายจริงๆ ครับ หรืออย่างคอร์สเรียน บะหมี่หัวโต (ศรีย่าน) ที่เราได้วิทยากรที่เป็นเจ้าของร้านตัวจริง มาสอนเทคนิคการทำเส้นบะหมี่, การทำหมูแดง-หมูกรอบ, เทคนิคการทำน้ำซุป แถมยังสอนการตลาดในการทำธุรกิจร้านก๋วยเตี๋ยวให้อีกด้วย ซึ่งจริงๆ แล้ว โดยปกติร้านดังๆ จะค่อนข้างหวงสูตร และมีเทคนิคต่างๆ ที่เฉพาะทางในการทำธุรกิจอาหาร แต่วิทยากรของเรา ก็เลือกที่จะมาให้ความรู้กับทุกคนแบบไม่มีกั๊ก และพร้อมที่จะช่วยให้สามารถนำไปต่อยอดทำธุรกิจได้จริง

ซึ่งตรงจุดนี้ผมประทับใจมากๆ ครับ เพราะด้วยจิตวิญญาณของครูผู้สอน ที่อยากให้ทุกคนสามารถนำความรู้ไปสร้างอาชีพเลี้ยงตัวเองได้จริง ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ตรงกับคอนเซ็ปต์ของโปรเจ็กต์นี้ของเราอีกด้วยครับ

ต้องบอกว่าคอร์สเรียนในโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ที่เราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกเรียนนั้น ถือเป็นกลุ่มอาหารฟู้ดสตรีตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว, ส้มตำ, ไอศกรีม, ไก่ทอด, หมูทอด ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่เราทานกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อทานได้ไม่ยาก จึงน่าจะทำให้โอกาสในด้านการขายมีมากขึ้นด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการนำวิชา-ความรู้ที่ได้ในชั่วโมงเรียน ไปฝึกฝนจนชำนาญ และมีรสชาติอร่อยใกล้เคียงกับวิทยากร หรืออาจจะสร้างเอกลักษณ์ของเมนูขึ้นมาใหม่ก็ได้ครับ เพื่อเป็นจุดขายสร้างความสนใจให้กับลูกค้า ซึ่งผมเชื่อว่า…ถ้าตั้งใจทำออกมาจริงๆ แล้วอร่อย กอปรกับการแนะแนวทางการตลาดจากวิทยากรด้วยแล้ว ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน”

สำหรับโครงการ “MID YEAR SALE Matichon Academy” มหกรรมลดราคาคอร์สเรียนอาหารทุกหลักสูตรสูงสุดถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ ได้คัดเลือกหลักสูตรอาหารจากครัวปฏิบัติการ, ครัวเบเกอรี่, ครัวสาธิต, สูตรเด็ด-ร้านดัง กว่า 42 หลักสูตรที่น่าสนใจ โดยใน 2 สัปดาห์สุดท้ายนี้ยังคงมีคอร์สที่น่าสนใจ อาทิเช่น วันที่ 17 มิถุนายน เมนูเด็ดจากร้าน “คาวบอยคาเฟ่ 2” ไก่ทอดคาวบอย, ต้มซุปเปอร์ขาไก่, กุ้งทอดครีมซอสมะนาว, หมู (เก้ง) ผัดพริกไทยดำ, หัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น โดยเชฟปอพิชญ์ ใจชาญสุขกิจ วันที่ 18 มิถุนายน “ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น” ร้านรสดีเด็ด “Japanese Style Cafe1” บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก, คลาสสิกมูสเค้ก, ซอฟต์ชีสเค้ก, “ขาหมูเยอรมันและไก่อบเบคอน”, “ขนมเบื้องโบราณสูตรยายแช่ม” ตลาดนางเลิ้ง, “ส้มตำคุณเตือนใจ 1” เจ้าดังบางลำพู, “ซาลาเปาออมทรัพย์” ซาลาเปาสูตรนิ่ม วันที่ 19 มิถุนายน “Basic Bread” ขนมปังพื้นฐานต่างๆ, “ลูกชิ้นปลา, ลูกชิ้นกุ้ง, ฮื้อก๋วย”, “ขนมหวานยอดฮิต”, “แซนด์วิชหลากไส้” และ “เปิดหม้อกับห่อหมกพ่อบัว” วันที่ 25 มิถุนายน “ยำข้าวแหนม”, “สาคูและข้าวเกรียบปากหม้อ”, “กะหรี่ปั๊บ 5 ไส้”, “หมูทอดเจียงฮาย และหมูทอดกระเทียม”, “ผัดไทย หอยทอด” สูตรเด็ดร้านสวัสดีราชวัตร ปิดท้ายเดือน วันที่ 26 มิถุนายน “Dessert Cafe” ร้าน Pimpisut Patisserie, “ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ๊เกียว”, “ข้าวเหนียวมูน”, “ไอศกรีมแท่งโบราณ 20 ชนิด”, “ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ” และ “สูตรเด็ดไก่ทอดสมุนไพร” เป็นต้น

“ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้มีโอกาสจัดโปรโมชั่นใหญ่ๆ แบบเต็มรูปแบบขนาดนี้มาก่อนเลยครับ ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่โปรเจ็กต์ MID YEAR SALE ครั้งนี้ได้เกิดขึ้นจริง เพราะอย่างน้อยๆ มติชน อคาเดมี ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาชีพให้คนไทยทุกคน ทำให้พวกเรามีรายได้ สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ หรือสำหรับคนที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็น่าจะได้เรียนรู้กระบวนการเกี่ยวกับเรื่องการจัดการของร้านอาหารตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ไปจนถึงแนวคิดทางการตลาด ว่าทำอย่างไรเขาถึงประสบความสำเร็จ เรานำไปต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการอาหาร

ถือเป็นส่วนหนึ่งให้พวกเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคม และช่วยเหลือให้ทุกคนได้มีอาชีพอีกด้วยครับ สำหรับท่านที่สนใจ เรายังมีคอร์สอื่นๆ น่าเรียนในอีก 2 สัปดาห์นี้ อยากเรียนเชิญทุกท่านครับ เพราะไม่อยากให้พลาดโอกาสดีๆ อย่างนี้ไปจริงๆ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) ID LINE : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“ลองเซ่” เครปหรู ราคาดี เหนื่อยเท่าเดิม กำไรมากกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0763150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ลองเซ่” เครปหรู ราคาดี เหนื่อยเท่าเดิม กำไรมากกว่า

เครป อาหารทานเล่น ได้ทั้งแบบคาวหรือหวาน แผ่นแป้งบางๆ ที่ทำให้สุกออกมาสีเหลืองทองบนกระทะร้อนๆ นั้น มีส่วนประกอบหลักจากแป้งสาลี ไข่ น้ำตาล นม เนย ว่ากันว่าถ้าจะวัดความอร่อยของขนมชนิดนี้ ต้องดูที่แป้ง เจ้าไหนจะมีรสสัมผัสกรอบหรือรสชาติกลมกล่อมกว่ากัน

ขณะที่ “ไส้” นั้น เท่าที่เห็นมีขายทั่วไปส่วนใหญ่ไส้หวาน มักเป็นพวกแยมรสชาติต่างๆ ไส้คาว มักหนีไม่พ้นน้ำพริกเผาที่มาคู่กันกับหมูหย็อง

แต่สำหรับร้านเครป “ลองเซ่” ของอดีตหนุ่มแบงก์ ที่มีใจรักการค้าขายมากกว่าทำงานกินเงินเดือนผู้นี้ นับว่ามีจุดขายเป็นความต่างที่น่าสนใจ จนต้องเข้าไปขอรายละเอียด

คุณภูมิ-สรวิศ เอี้ยงเอี่ยม อายุ 27 ปี เจ้าของร้านเครป แบรนด์ “ลองเซ่” เริ่มต้นแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนอุตรดิตถ์ จบปริญญาตรี จากคณะการจัดการธุรกิจ มหาวิทยาลัยพะเยา ก่อนเข้าทำงานประจำในธนาคารแห่งหนึ่งที่จังหวัดบ้านเกิด ทำอยู่ได้ 11 เดือนต้องขอลาออก เนื่องจากเครียดเกินไปกับหน้าที่หาลูกค้าเงินฝาก-ประกัน-บัตรเครดิต

เมื่อว่างงานจึงมองหาลู่ทางทำมาค้าขาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพราะคุณพ่อ-คุณแม่ของเขา มีอาชีพหลักทำเครปและชาไข่มุกขายตามตลาดนัดอยู่แล้ว ส่วนตัวเขาเองเคยเป็นพ่อค้าเสื้อผ้ามาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4

เริ่มต้นค้าขายอีกครั้งหลังออกจากงานธนาคาร ด้วยการขายน้ำอิตาเลียนโซดา ตามตลาดนัด จากนั้นรับโดนัท หน้าตาเหมือนร้านดังมาขายต่อ แต่กำไรไม่ดีนัก เลยคิดนำธุรกิจของคุณพ่อคือ ร้านเครป มาใส่ลูกเล่นใหม่ๆ ให้แตกต่างไปจากคู่แข่ง เพราะแค่ในตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ก็มีขายกันราว 4-5 เจ้า

“แรกเริ่มลองเอาช็อกโกแลตถั่วกับกล้วยหอมมาทำ เพราะยังไม่เห็นใครขาย ก่อนคิดหาอะไรที่อยากกินเองมาใส่ ตอนนั้นกระแสชีสกำลังมา เลยเอามาขาย ประกอบกับเริ่มขายช่วงหน้าหนาว จึงขายดีเป็นพิเศษ” คุณภูมิ เล่า

จากนั้นจึงคิดไส้แปลกๆ ตามมา อย่าง ฮาวาเอี้ยน ตั้งต้นจากมักเห็นคนกินพิซซ่า คิดหน้าอะไรไม่ออก ก็สั่งฮาวาเอี้ยน เลยนำสับปะรด ชีส แฮม โรยออริกาโน่ พริกไทยดำ มาประกอบเป็นไส้เครป ทานแล้วได้อารมณ์เหมือนพิซซ่า และด้วยเป็นคนชอบทานยำสาหร่ายหน้าซูชิ จึงลองเอามาใส่ในเครป ซึ่งได้ความแปลกไปอีกแบบ

“พอมีหลายๆ ไส้ ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยม.ปลาย ไล่ไปจนถึงวัยทำงาน บางคนเข้ามาถามว่ามีเครปกินแล้วไม่อ้วนมั้ย ผมเดินไปซื้อสลัดผักมาลองทำให้ ปรากฏชอบกันหลายคนเลย” คุณภูมิ บอกยิ้มๆ

ดำเนินธุรกิจมาได้พักหนึ่ง ปัจจุบันร้านเครป “ลองเซ่” มีหน้าร้านหลักอยู่ที่ซอยโพธิ์ทิพย์ หน้าโรงแรมฟรายเดย์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ร้านสาขาของเพื่อนๆ อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกและเชียงราย อย่างละแห่ง โดยเร็วๆ นี้จะเปิดสาขาของตัวเองอีก 2 แห่งที่จังหวัดแพร่และพะยา

และล่าสุด เริ่มมีคนเข้ามาถามไถ่เกี่ยวกับการขายแฟรนไชส์ แต่เจ้าของกิจการวัย 27 ปีรายนี้ ยอมรับ ยังไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด เพียงแต่คิดไว้คร่าวๆ หากมีคนสนใจ คงต้องใช้เงินลงทุนร้านละ 25,000 บาท โดยเขามีอุปกรณ์พร้อมขายและวัตถุดิบชุดแรกให้

“ต้นทุนเครปต่อแผ่นตกราว 10 กว่าบาท ยังไม่รวมค่าแรงและค่าเช่าที่ แต่กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ปรับให้มีไส้ใหม่ๆ ลูกค้าเยอะขึ้นเห็นได้ชัด เคยเตรียมแป้งไว้สำหรับทำ 30 แผ่น ต้องเพิ่มเป็น 50 แผ่น บางวันชั่วโมงกว่าหมดแล้ว แบบเดิมขายแผ่นละ 20 บาท แต่ของใหม่ขายได้ถึงอันละ 60-70 บาท เรียกว่าเหนื่อยเท่าเดิมแต่รายได้เพิ่มขึ้น” คุณภูมิ เผย

ก่อนบอกทิ้งท้าย ตั้งแต่ทำธุรกิจนี้มานอกจากฟ้าฝนที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ไม่เคยมีอุปสรรคอะไรน่าหนักใจ เพราะรู้สึกสนุกในการหาไอเดียมาพัฒนาสินค้าในแบบของเขา

อยากลองชิมเครปหรูสไตล์ “ลองเซ่” หรือสนใจแฟรนไชส์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมไปได้ที่ คุณภูมิ-สรวิศ เอี้ยงเอี่ยม โทรศัพท์ (086) 364-7698

ตื่น (เช้า) เถิดชาวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07011010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ

ตื่น (เช้า) เถิดชาวไทย

ฝรั่งบอกว่า The early bird gets the worm นก (ที่ตื่น) ตัวแรกจะได้กินหนอนก่อน

ศรีบูรพา กล่าวไว้ในบทประพันธ์เรื่อง “อยู่กับก๋ง” ว่า การตื่นเช้าถือเป็นกำไรของชีวิต

ส่วนก๋งที่บ้านก็สอนเสมอว่า ตื่นเช้า 3 วันได้เวลาเพิ่ม 1 วัน ภาษิตคนไทยเองก็บอก อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน…

ประเทศอื่นๆ ในโลกก็คงมีภาษิตดีๆ เกี่ยวกับการตื่นเช้าเช่นเดียวกัน แปลว่า การตื่นเช้ามันต้องมีอะไรดีแน่นอน ส่วนบุคคลประเภทต่อมทัศนคติเป็นพิษ ก็มักจะเกิดคำถามค่อนแคะ ว่าตื่นเช้าหรือมาทำงานเช้าแล้วได้อะไร ไม่เห็นมีผลงานอะไรหรือสร้างผลงานอะไรได้เลยในตอนเช้า

ผลงานที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ว่ามาทำงานกี่โมง อยู่บนเตียงก็ทำงานได้ป่ะ? หรือไม่ก็ ใช่ซี้!! เธอมันบ้านใกล้หนิ!! เธอมันบ้านไกลหนิ!! หรือใช่ซี้…เธอมันต้องไปส่งลูกหนิเลยต้องไปส่งลูกไปโรงเรียนก่อนเลยได้มาทำงานเช้า

สารพัดเหตุผลที่จะนำมาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองดูดี (ที่มาทำงานสาย) ระดับความรุนแรงของคำถากถางก็จะสะท้อนระดับสารพิษในทัศนคติด้วย คำแนะนำคือ อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับบุคคลประเภทนี้ให้เสียเวลาชีวิต ทำได้คือต้องอยู่ให้ห่างเข้าไว้ อย่าให้ระดับพิษของคนอื่นมาลดพลังงานดีในตัวเอง

ตื่นเช้าแล้วได้อะไร?

แน่นอน 1. ได้เวลามากขึ้น ใครที่ชอบบ่นว่าทำอะไรก็ไม่ทันลองตื่นเช้าดูหน่อยคุณได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีก แม้จะไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็ทำให้มีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย ได้กินอาหารเช้า-อาหารมื้อสำคัญที่ชอบมองข้าม อาหารเช้าเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด กินได้เยอะที่สุด เพราะมื้อนี้กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ถือว่าเป็นการเติมพลังงานให้เต็มที่ก่อนเริ่มวันใหม่

2. ได้พบกับความสงบเงียบในตอนเช้า ไร้เสียงรบกวนใดๆ ถ้าใครคิดงานไม่ออก ลองตื่นเช้าๆ มานั่งทำงานที่ค้างไว้ รับรองจะรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่งของสมอง

3. มีเวลาเหลือให้ทบทวนกับเป้าหมายใหญ่ในชีวิต ไม่ว่าเป้าหมายของคุณคืออะไร การมีเวลาได้ทบทวน ใคร่ครวญ และตรวจสอบความคืบหน้าของเป้าหมายอย่างนิ่งๆ ในตอนเช้า เป็นสิ่งที่พึงทำที่สุด

4. ไม่ต้องรีบร้อนแข่งขันกับเวลา ตาลีตาเหลือกวิ่งเข้าห้องประชุมให้เสียบุคลิกภาพ การมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นข้อได้เปรียบเสมอ คุณคงเคยเห็นคนที่มาประชุมไม่ตรงเวลา ซึ่งเสียคะแนนไปแล้วส่วนหนึ่ง พอเข้ามาประชุมก็เต็มไปด้วยความลุกลี้ลุกลน เพราะไม่มีเวลาได้เตรียมตัว หากเลือกได้เราเองก็คงอยากเจรจาธุรกิจกับบุคคลที่มีความพร้อมและเตรียมตัวมาดีมากกว่า

5. ข้อสุดท้ายนี้อ้างอิงได้จากข้อมูลทางการแพทย์คือ การตื่นเช้าทำให้มีเวลาได้ขับถ่ายของเสียแบบไม่รีบเร่ง-ในช่วงเช้าจะเป็นช่วงที่อวัยวะเริ่มทำงาน ทั้งลำไส้เล็กและสำไส้ใหญ่ ที่เริ่มขับของเสียออกจากร่างกาย เมื่อร่างกายขับของเสียต่างๆ ออกได้หมด ผิวพรรณก็จะสดใส จิตใจเบิกบาน พร้อมที่จะลุยงานให้สำเร็จ

จะเก่าไปมั้ย ถ้าติ่งแก่ๆ จะขอยกตัวอย่าง ดารานักร้องเกาหลีชื่อดังระดับซุปเปอร์สตาร์ของเอเชีย เรน (Rain) ชื่อจริง Jung Ji Hoon แม้จะผ่านมากี่ปีเราก็ยังชื่นชอบอยู่ เรนไม่ได้เกิดมาด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา แถมมีชีวิตวัยเด็กที่ผ่านความแร้นแค้นและเติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกฝน เรนเคยให้สัมภาษณ์ในเรื่องการพัฒนาฝีมือทั้งในด้านการเต้นและร้องเพลงที่เราไม่เคยลืมเลยว่า ถ้าเขาหมั่นเพียรฝึกฝนซ้อมเต้นให้มาก ในขณะที่นักเต้นหรือนักร้องคนอื่นๆ ยังนอนหลับอยู่ เขาก็น่าจะทำได้ดีและมาอยู่แถวหน้าได้

สุดท้าย เรนได้กินหนอนก่อนใคร คือการได้เป็นซุปเปอร์สตาร์ระดับแนวหน้าของเอเชีย

ทุกคนเกิดมามีเวลาเท่ากัน อยู่ที่ใครจะรู้จักใช้และบริหารเวลาได้ดีกว่ากัน

เรน ทำได้ เรา ก็ทำได้นะพี่น้อง ฮา

ทำน้อยให้ได้มาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ทำน้อยให้ได้มาก

ทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับ “ความคิด” และ “การจัดการ”

ช่วงนี้ผมมีโอกาสไปคลุกคลีกับคนทำเกษตรกรรมหลายคน ได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เจอทั้งรุ่นเก๋า ยันรุ่นใหม่ไฟแรง

มีความรู้สึกว่า เดี๋ยวนี้มีเด็กรุ่นใหม่ หันมาสนใจอาชีพเกษตรกรรมมากขึ้น

นับเป็นนิมิตหมายอันดีนะ คนรุ่นปู่ย่าตายาย เริ่มตายจาก จนแทบไม่เหลือ รุ่นพ่อแม่ก็ค่อยๆ ทยอยตามคิว หลายครอบครัว พื้นฐานมาจากการเกษตร เพราะเรือกสวนไร่นาพาให้มีกินมีใช้ มีเงินส่งเสียจนเรียนจบ แต่น้อยคนที่จะอยากกลับไปทำเกษตรกรรมสืบทอดอาชีพของครอบครัว

“มันเหนื่อย”

คำตอบสั้นๆ ที่มักได้ยินได้ฟัง

“มันไม่คุ้ม”

เป็นอีกเหตุผลยอดนิยม ที่ได้ยินเป็นคำตอบ

วันหนึ่งผมไปเยี่ยมเยียนศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ที่บ้านดอนผิงแดด ตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ไปนั่งฟังปราชญ์ชาวบ้านคุยเรื่องเกษตรอินทรีย์ให้ฟัง และยังได้ฟังหนุ่มน้อยหน้าขาว ผิวพรรณน่าไปเดินแบบบนแคตวอร์กมากกว่ามาอวดอ้างว่าทำอาชีพเกษตรกรรม

บางแง่มุมความคิด ได้สะท้อนภาพของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมได้เป็นอย่างดี

“ทำอย่างไร ที่จะทำน้อย แต่ให้ได้มาก”

ผมว่าแนวคิดนี้ คงไม่ซับซ้อนสำหรับคนทำเกษตรกรรม คงมีแนวคิดประมาณนี้ร่วมกันอยู่ อย่างน้อย ตอนที่อเมริกาได้สร้างวาทกรรมอันนำไปสู่การปฏิวัติเขียว ยุให้ประเทศที่มีพื้นที่เพาะปลูกหันมาทำเกษตรแบบเร่งสร้างเร่งกิน ใช้เครื่องมือ ใช้สารเร่ง ใช้สารฆ่าแมลง ใช้จนกระทั่ง ย้อนกลับมาเป็นโทษกับมนุษย์เอง

แนวคิด คือ ใช้พื้นที่เท่าเดิม ปลูกให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ปลูกให้ได้จำนวนรอบมากขึ้น ทำให้ผลผลิตเสียหายน้อยลง เพื่อเหลือของเอาไว้ขายมากขึ้น

จากแนวคิดนี้ นำมาสู่เครื่องจักรกลการเกษตร การใช้ปุ๋ยเคมีเร่งการเติบโต การใช้ฮอร์โมนเร่งผลผลิต การใช้สารพิษฆ่าแมลง เป็นแนวคิดประเภท “ใช้พื้นที่น้อย แต่ทำให้ได้มาก”

แต่ปราชญ์ทางด้านเกษตรอินทรีย์ น่าสนใจครับ มีแนวคิด “ทำน้อย แต่ให้ได้มาก”

ฟังเผินๆ ผมว่าการใช้สรรพสิ่งตามแบบพวกเคมีนิยมใช้กัน ก็น่าจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ แต่กลับแตกต่างครับ

การทำน้อยให้ได้มาก ปราชญ์ชาวบ้าน เขามองไปที่ “การสร้างมูลค่าเพิ่ม”

ฟังแล้วปิ๊งเลยครับ…นี่มัน “การตลาด” ชัดๆ

ปราชญ์ชาวบ้าน ไม่ต้องร่ำเรียนหนังสือมากมาย แต่ยังคิดได้ตามแนวการตลาด จิตใจมั่นคง ไม่หลงกลับไปหาเกษตรเคมี แต่หาทางทำให้ผลผลิตของตัวเอง ที่อาจน้อยกว่า ให้ดูมีคุณค่ามากกว่า

บ้านดอนผิงแดด ปลูกข้าวอินทรีย์ เขาบรรจุถุงขนาดคนเมืองพอกิน แล้วตั้งราคาขายได้สูงขึ้น เพราะเป็นข้าวอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ สามารถพิสูจน์ได้ เขาเลือกทดลองสายพันธุ์ที่มีรสชาติอร่อย ทำเป็นข้าวกล้องขาย ปกติข้าวกล้องจะแข็ง แต่ด้วยการทดลองและคัดเลือกพันธุ์มาเป็นอย่างดี จึงไม่แข็ง หอม นุ่มนวล ชวนกิน

ใครเห็น ใครได้รับรู้คุณภาพ อยากได้ แต่เขามีจำนวนจำกัด ของอะไรที่ดีแล้วมีน้อย ราคามักสวนทาง

แนวคิดนี้ผมกระจ่างขึ้นเยอะ เมื่อได้ฟังเกษตรกรวัยละอ่อน ที่เคยทำงานระดับผู้จัดการในโรงงานผลิตชิ้นส่วนหุ่นยนต์ เล่าถึงวิธีการประยุกต์แนวคิด “ทำน้อยให้ได้มาก” ของเขา เป็นการตอกย้ำยิ่งขึ้น

เขามีความรู้ เรื่องการทำโรงเรือน ระบบอำนวยความสะดวกในโรงเรือน เขาก็ทำการติดตั้งระบบอัตโนมัติให้โรงเรือนมากขึ้น ใช้คนงานน้อยลง อันนี้อาจเรียกอีกอย่างว่า “ใช้คนน้อย ทำให้ได้มากขึ้น”

เขาปลูกไม่กี่อย่างครับ แต่เลือกปลูกเฉพาะของแพง ของที่คนมีเงินนิยม ของที่หาไม่ได้ตามท้องตลาดทั่วไป เช่น ปลูกเมลอนสายพันธุ์ฮอกไกโด ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความหอมหวาน ปลูกมะเขือเทศที่หวานราวกับผลไม้ เป็นต้น

ปลูกของหายาก แปลว่าปลูกยาก ทำให้คนอื่นไม่ค่อยปลูก ผลผลิตที่ออกมาสู่ตลาด แม้จะมีเหมือนกัน แต่คุณภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่คือ มูลค่าเพิ่ม ที่เขารู้จักหยิบยกขึ้นมาเป็นจุดขาย

อีกรายครับ เป็นเกษตรกรที่คิดต่าง คิดทำสวนตาล “ปลูกต้นตาล”

ตอนแรกที่ทำ ใครได้ยินเป็นฮาล่ะครับ คนบ้าอะไร ทำสวนตาล เพราะต้นตาลมันขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนาอยู่แล้ว ไม่ต้องไปปลูกให้เสียเวลา

แต่ด้วยความคิดต่างครับ เริ่มจากคิดหาต้นอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้องดูแลมาก ปลูกแล้วปล่อยให้หากินเองได้เลย และสามารถเป็นมรดกยันลูกหลาน หาอยู่นาน จนได้คำตอบที่เหมาะสม “ต้นตาล”

เมื่อได้คำตอบ ก็เริ่มวางแผนเรียนรู้ธรรมชาติของต้นตาล มีการจัดการเชิงพื้นที่ คือคำนวณว่า ใบตาลแผ่กว้างเท่าไหร่ ปลูกให้ห่างกันแค่นั้น พื้นที่ที่มีอยู่จึงปลูกได้จำนวนต้นเยอะ

หลังอดทนรอ 10 กว่าปี ทีนี้ใครเห็นเป็นทึ่งกับแนวคิด เวลาปีนต้นตาลไปรองน้ำตาล ไม่ต้องปีนขึ้นปีนลง เพราะทำนั่งร้านเชื่อมต่อกันระหว่างต้น เดินไปได้เลย เพราะต้นอยู่ใกล้ชิดกัน

ผมได้เห็น ได้คุยกับบรรดาเกษตรกรหัวก้าวหน้าเหล่านี้ แล้วหวนคิดว่า “อาชีพเกษตรกรรม ต้องทำโดยมีการคิด และการจัดการ”

“คิด จัดการ การตลาด” น่าจะเป็นแพ็กเกจที่ดีในการนำมาใช้ทำการเกษตร ที่ผ่านมาได้ยินได้ฟังเกษตรกรมีปัญหา ต้องมาเดินขบวน มาร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ จนบางทีก็รู้สึกว่า “มากไปมั้ย” ราวกับไม่คิดพึ่งพาตัวเองเอาเสียเลย

ชอบปลูกพืชแบบแห่ตามกัน ปลูกจนล้นตลาด ราคาก็ร่วง แล้วก็มาขอให้ภาครัฐแทรกแซงราคา พยุงราคา หรือบ้างก็ขอราคาที่ต้องการเอาดื้อๆ

พอเจอปราชญ์ชาวบ้าน เจอลุงวัย 70 ปีกว่า เจ้าของสวนตาล เจอหนุ่มน้อยวัย 30 ต้นๆ ที่หันมาเอาดีทางเกษตรกรรม ทุกคนมีวิธีคิด มีวิธีบริหารจัดการ ทุกคนแม้ไม่ได้ร่ำเรียนด้านการตลาด แต่ทุกคนมีการตลาด

แต่ละคน เริ่มต้นคิดจากโจทย์คล้ายๆ กันคือ ทำอย่างไรให้ “ทำน้อย” แต่ “ได้มาก”

เมื่อคิดมากขึ้น วางแผนมากขึ้น ก็จะ “ทำน้อยลง”

นอกจากน้อยลง การวางแผนไม่ปลูกตามใคร ไม่เห่อ ไม่แห่ตามพวก ผลผลิตก็น้อยตาม แต่ “แตกต่าง” มาก

เพราะปริมาณน้อยแต่คุณค่าแตกต่าง ก็เป็นเหตุให้ “ได้มาก”

ฟังแบบนี้แล้ว…ได้ไอเดียอะไรกับธุรกิจบ้างไหมครับ ถ้ายังนึกไม่ออก ก็ท่องเข้าไว้…

“ทำน้อย…ให้ได้มาก…”