ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แก้วิกฤตภัยแล้ง 6 ไร่ กำรายได้ 1 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เสริมไอเดีย

มีนา

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม แก้วิกฤตภัยแล้ง 6 ไร่ กำรายได้ 1 หมื่น

หลายภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม จึงได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยชูการปลูกหม่อนไหม เพื่อฝ่าวิกฤตปัญหาภัยแล้ง เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า โดยประมาณการพื้นที่ปลูกราว 6 ไร่ สามารถทำรายได้ถึง 10,000 บาท ต่อเดือน

แก้ปัญหาวิกฤตภัยแล้ง

ปลูกหม่อน ทดแทนข้าว

“ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม ได้ร่วมบูรณาการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมปรับเปลี่ยนอาชีพให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อสู้วิกฤตภัยแล้ง ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำร่องในพื้นที่บ้านคลองใหญ่ ตำบลหนองแซง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท และตำบลลำตาเสา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็น 2 จังหวัดใน 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งปี 2559” คุณอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

ทั้งนี้กับการดำเนินงานในเบื้องต้น เริ่มจากรับฟังปัญหา และความคิดเห็น รวมไปถึงความต้องการของเกษตรกรก่อน จากนั้นจึงให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมไปถึงรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คือข้อมูลประกอบการตัดสินใจของเกษตรกร ว่าจะปรับเปลี่ยนอาชีพหรือไม่ ซึ่งผลตอบรับปรากฏว่าเกษตรกรจำนวนมากให้ความสนใจตอบรับการเปลี่ยนแปลง

เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนา ถือเป็นกลุ่มหลักได้รับผลกระทบหนัก เนื่องด้วยการทำนาใช้น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ทั้งนี้จึงได้ดึงกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่สนใจปรับเปลี่ยนมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ขึ้นเป็นต้นแบบในการฝ่าวิกฤตปัญหาภัยแล้ง และเพิ่มทางเลือกในการลดความเสี่ยงการประกอบอาชีพการเกษตรให้กับเกษตรกร โดยได้ใช้แปลงของผู้นำกลุ่มเกษตรกรเป็นแปลงต้นแบบ ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว อย่างในที่ดอน หรือมีพื้นที่น้อยไม่สามารถปลูกข้าวหรือพืชอื่นๆ ได้อย่างคุ้มค่า แล้วให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแทน โดยใช้กระบวนการของประชารัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ส่งเสริมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“กรมหม่อนไหมได้มอบหมายให้ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี ดำเนินการสนับสนุน ทั้งในด้านองค์ความรู้ ให้คำแนะนำทางวิชาการ พร้อมสนับสนุนต้นพันธุ์หม่อนพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกรนำไปปลูกในแปลงต้นแบบ”

ต่อยอดเสริมรายได้

6 ไร่ ได้ 1 หมื่น

ส่วนในด้านการใช้น้ำเพาะปลูกนั้น สนับสนุนให้ใช้น้ำในบ่อกักเก็บที่มีอยู่เดิมในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งมีปริมาณพอเพียง เพราะหม่อนเป็นพืชใช้น้ำน้อย

สำหรับพื้นที่ปลูกหม่อนสามารถทำได้แม้ในพื้นที่จำกัดเพียง 6 ไร่ โดยคาดว่าจะสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,800-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อปี ผลผลิตรังไหม 60 กิโลกรัม ต่อกล่อง หรือผลผลิตรังไหม 720 กิโลกรัม ต่อปี เท่ากับมีรายได้เฉลี่ย 10,000 บาท ต่อเดือน

“รูปแบบการปลูกจะส่งเสริมในเชิงอุตสาหกรรม หรือเลี้ยงไหมเพื่อขายรัง ซึ่งกรมหม่อนไหมได้ประสานกับบริษัทจรูญไหมไทย ในการรับซื้อผลผลิตรังไหมของเกษตรกรด้วยการทำพันธะสัญญา (Contract Farming) โดยประกันราคาขั้นต่ำกิโลกรัมละ 180-200 บาท ตามเกณฑ์การรับซื้อตามหลักมาตรฐานการรับซื้อรังไหม (พิจารณาตามเปอร์เซ็นต์เปลือกรัง, รังดี/รังเสีย)”

นอกจากส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแล้ว ยังส่งเสริมการปลูกหม่อนผลสด การปลูกหม่อนเพื่อขายใบ รวมไปถึงการต่อยอดสร้างรายได้ เช่น การทอผ้าไหม หรือทอผ้าไหมผสมเส้นใยอื่นๆ รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม โดยจะจัดอบรมหลักสูตรมอบความรู้ด้านต่างๆ เหล่านี้ให้แก่เกษตรกร เพื่อให้เกิดประสิทธิผล นำพารายได้มาสู่เกษตรกร

ทั้งนี้ ในด้านเงินทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประกอบอาชีพ กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการส่งเสริมเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร ด้วยระบบการกู้ยืมเงินแบบปลอดดอกเบี้ยจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อสนับสนุนการลงทุนเริ่มแรกในการสร้างโรงเลี้ยงไหมตามแบบมาตรฐาน พร้อมวัสดุอุปกรณ์การเลี้ยงไหมครบชุด

กับโครงการดังกล่าวมานี้ คาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับการส่งเสริมประมาณ 1,000 ราย และในขณะเดียวกัน ก็จะได้เป็นฟาร์มต้นแบบให้กับเกษตรกรพื้นที่อื่นๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งต่อไป

บริการ จัดเก็บ-บรรจุ-จัดส่ง “Shipyours-ชิปยัวร์ส” ผู้จัดการส่วนตัวของพ่อค้าแม่ขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี รูป : สมจิต

บริการ จัดเก็บ-บรรจุ-จัดส่ง “Shipyours-ชิปยัวร์ส” ผู้จัดการส่วนตัวของพ่อค้าแม่ขายออนไลน์

“มีลูกค้าผมคนหนึ่งบอกว่า ชีวิตสบายขึ้นมากเลย คือนอกจากที่ชีวิตจะสบายแล้ว ยอดขายก็เพิ่มด้วย การเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้น ไม่ใช่เพราะเราไปแพ็กสินค้าให้แล้วคนซื้อติดใจ แต่การที่เข้าไปช่วยแพ็กสินค้าให้นั้น ทำให้มีเวลามากขึ้น เขาจึงนำเวลาที่ต้องแพ็กของ ไปทำงานอย่างอื่น เช่น ทำสื่อโฆษณา ไปทำมาร์เก็ตติ้ง ไปโปรโมตสินค้า ทำให้ยอดขายขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

เมื่อไม่นาน มีข้อมูลจาก ธนาคารกสิกรไทย ระบุถึงตัวเลขเกี่ยวกับการค้าขายออนไลน์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างน้อยร้อยละ 20 ต่อปี ปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านช่องทางต่างๆ กว่า 500,000 ราย และมีคนไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ถึง 14.87 ล้านคน

ทั้งนี้ มีการประเมินด้วยว่า ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซ ในส่วนของการซื้อขาย ตรงไปยังผู้บริโภคนั้นสูงถึง 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่ส่งต่อการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ เป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต จำนวนการใช้สมาร์ตโฟนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระบบชำระเงินออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นไปอย่างมาก

เมื่อบรรยากาศโดยรวมแสนจะคึกคักอย่างที่เกริ่น ยามนี้ จึงมีธุรกิจหลายรูปแบบ กระโดดเข้ามาเป็น “ผู้เล่น” ในตลาดออนไลน์ กันมากหน้าหลายตา

เมืองนอกมีแล้ว

ปรับใช้คนไทยไม่เวิร์ก

Shipyours-ชิปยัวร์ส คือหนึ่งในผู้เล่นในตลาดค้าขายออนไลน์ เป็นธุรกิจบริการรับจัดเก็บสินค้า ที่มาพร้อมกับการรับบรรจุและจัดส่ง สำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซขนาดย่อม ที่ต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้าขนาดเล็ก พร้อมทีมงานบรรจุและจัดส่ง โดยการรับคำสั่งส่งสินค้าออก และแจ้งผลการจัดส่งทั้งหมด ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแบบออนไลน์

คุณจูเนียร์-อานันท์ สุขุมภาณุเมศร์ นักธุรกิจหนุ่มบุคลิกแคล่วคล่อง วัย 24 ปีเศษ ดีกรีปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ ภาคอินเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Shipyours-ชิปยัวร์ส กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูล ด้วยอัธยาศัยกันเอง ย้อนความเป็นมา ธุรกิจนี้มีผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของกิจการโกดังสินค้า และอีกคนหนึ่งค้าขายสินค้าออนไลน์

ส่วนตัวเขานั้นก่อนหน้านี้เคยลงทุนร่วมกับเพื่อน ผลิต “สแน็ก” ส่งขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ราคาขายต่อหน่วยไม่ถึง 100 บาท กำไรจึงน้อยมากหากเทียบกับเงินลงทุน จึงมองหาธุรกิจอื่นที่น่าจะทำกำไรได้ดีกว่า

กระทั่งโคจรมาพบกับหุ้นส่วนทั้ง 2 ท่านดังกล่าว ก่อนนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนกัน

“ผมเป็นคนชอบซื้อของออนไลน์บ่อยอยู่แล้ว ส่วนเพื่อนอีกคนที่ขายของออนไลน์ มักเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่าเกิดปัญหาเรื่องการบรรจุสินค้าก่อนส่ง เวลาออร์เดอร์เยอะแล้วแพ็กไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถขยายรับออร์เดอร์ได้ ทั้งที่ธุรกิจสามารถเติบโตไปได้มากกว่านั้น แต่กลับต้องชะลอ เป็นเหมือนคอขวด” คุณจูเนียร์ เล่าถึงจุดเริ่ม

จากนั้นทั้ง 3 หุ้นส่วน จึงช่วยกันตกตะกอนความคิด ผุดเป็นโมเดลธุรกิจในแบบ Shipyours-ชิปยัวร์ส

“คลังสินค้าออนไลน์ของเรา เป็นธุรกิจช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ โดยมีทีมงานมืออาชีพช่วยจัดเก็บสินค้า ช่วยบรรจุสินค้าและนำส่งให้ ทำให้บรรดาพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ ไม่ต้องมาปวดหัวกับการจัดเก็บสินค้า มีเวลารับออร์เดอร์ หรือคิดทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมากขึ้น” คุณจูเนียร์ อธิบาย

ก่อนบอกว่า ใช้เวลาศึกษาวิเคราะห์ตลาดธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์อยู่หลายเดือน จนทราบว่าในเมืองไทยมีคนทำบ้าง แต่เจาะกลุ่มเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ไม่รับลูกค้าขนาดย่อม ส่วนต่างประเทศมีบ้างแล้วหลายราย แต่ไม่สามารถนำมาเป็นต้นแบบใช้กับคนไทยได้ เนื่องจากพฤติกรรมหลายอย่างยังแตกต่างกันอยู่มาก

“ก่อนหน้านั้นวางแผนไว้จะทำระบบอัตโนมัติทั้งหมด โดยนำเว็บไซต์ของผู้ประกอบการมาเชื่อมกับเว็บไซต์ของเรา แต่ปรากฏคนไทยแทบจะไม่ขายของผ่านเว็บไซต์ พวกเขามักขายของผ่านเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ฉะนั้น การเชื่อมเว็บไซต์แบบออโตเมติก ตั้งแต่ต้นจนจบจึงเป็นไปไม่ได้ ต้องมาปรับเปลี่ยนใหม่

นอกจากนี้ คนไทยชอบขายของหลากหลาย ขณะที่ต่างชาติ ถ้าสินค้าตัวไหนขายดีจะเก็บข้อมูลไว้ เพื่อสต๊อกสินค้านั้นมากหน่อย ส่วนตัวไหนขายไม่ดีค่อยๆ ตัดไป แต่คนไทยมีนิสัยอยากขายทุกอย่าง เว็บไซต์หนึ่งขายสินค้าหลายร้อยอย่าง” คุณจูเนียร์ บอกอย่างนั้น

ลงทุนหลักล้าน

บริการใหม่ ลูกค้าไม่เก๊ต

กิจการ Shipyours-ชิปยัวร์ส เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อราวกลางปี 2557 ตั้งต้นด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ภายใต้การบริหารในนามบริษัท โอเอฟ แวร์เฮาส์ จำกัด (Shipyours) มีเป้าหมายเข้ามาแก้ปัญหาให้กับร้านค้าของผู้ประกอบการรายย่อยหรือขนาดย่อม ซึ่งเป็นกลุ่มคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 93 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งหมดของประเทศไทย

“บริการของเรายังเป็นเรื่องใหม่สำหรับพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ ตอนเปิดตัวใหม่ๆ เราเป็นผู้เล่นเดียวในตลาด ยังไม่มีใครทำ ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะไม่มีใครเข้าใจ เคยลองโทรศัพท์ไปคุยตามร้านค้าขายของทั้งหลายบนเว็บไซต์ บอกว่ามีบริการดีๆ มาแนะนำ ฮาร์ดเซลส์ เหมือนขายประกันเลย” คุณจูเนียร์ เล่า พร้อมหัวเราะอารมณ์ดี

ก่อนย้อนประสบการณ์ให้ฟังแบบเห็นภาพ

“ผมโทรไปอธิบายว่า บริการของเราคือ รับจัดเก็บ แพ็กสินค้า และส่งสินค้าให้คุณ ลูกค้าบางคนฟัง บางคนไม่ฟัง หรือฟังไปสักพักก็บอกว่า โอ๊ย! คุณ ผมพ่อค้านะ บาทหนึ่งก็ไม่อยากเสียให้ใคร เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พ่อค้าแม่ขายหลายคน ยังไม่เข้าใจว่าต้นทุนแฝงคืออะไร ค่าแรงของตัวเองคืออะไร เขาคิดกันแค่ว่ามาใช้บริการผมแล้วต้องจ่ายมากขึ้น จะมาเสียทำไม”

คุณจูเนียร์ เล่าต่อ ช่วงปีแรกของการดำเนินกิจการ ลูกค้ายังไม่มีความเข้าใจเลย กระทั่งได้มีโอกาสไปออกรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ซึ่งช่วยสื่อแนวความคิดของธุรกิจ ว่าความจริงแล้ว ต้นทุนในการค้าขาย มีอะไรบ้าง และการจัดการที่ดีสามารถทำให้ธุรกิจโตได้อย่างไร โดยผู้ประกอบการไม่ต้องมากังวลกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดผลกำไร

ประกอบกับปีที่ผ่านมา มี “ผู้ล่น” ใหม่ กระโดดเข้ามาในตลาดนี้ ประมาณ 3-4 ราย ต่างคนจึงต่างทำการตลาดของตัวเอง ลูกค้าจึงเริ่มมีความเข้าใจขยายเป็นวงกว้าง

“คู่แข่งเยอะ ไม่ใช่อุปสรรคเลย เพราะตลาดนี้เค้กก้อนใหญ่มาก แบ่งกันกินยังเหลือเฟืออยู่ การที่มีผู้เล่นเจ้าอื่นด้วย ยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรวมคึกคักมากขึ้น แต่ถ้าในอนาคต ยอมรับว่ามีความกังวลบ้างเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ” คุณจูเนียร์ บอกอย่างนั้น

ออกแบบธุรกิจ

ตอบโจทย์สามข้อ

สนทนามาถึงตรงนี้ มีคำถาม กิจการ Shipyours-ชิปยัวร์ส ทำให้ธุรกิจของบรรดาพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ ดีขึ้นแค่ไหน อย่างไร คุณจูเนียร์ อธิบาย ปัญหาแรก ที่มักเกิดขึ้นกับพ่อค้า-แม่ขายออนไลน์คือ การจัดเก็บสินค้า ถ้าทำเองที่บ้าน เมื่อสินค้ามาส่ง ก็ต้องมาตั้งกองในห้อง กระจายหาชั้นเก็บ ถ้ามีสินค้ามากขึ้น ที่จัดเก็บเริ่มไม่พอ บ้านรก วางไม่เป็นสัดส่วน หาสินค้าไม่เจอ

ปัญหาที่สองคือ ขาดคนแพ็กสินค้า เพราะทุกวันต้องตื่นเช้ามาแพ็ก ส่งตอนบ่าย บางครั้งแพ็กผิดแพ็กถูก เนื่องจากไม่มีระบบมาช่วยตรวจสอบ ทำกันเองแบบบ้านๆ วันไหนออร์เดอร์เยอะหน่อยก็ชวนพ่อ-แม่ พี่-น้อง มาช่วยกันแพ็ก วันๆ ก็หมดไปกับการแพ็ก ไม่ได้ทำอะไรแล้ว

และปัญหาที่สามคือ การจัดการข้อมูล ส่วนใหญ่เวลารับออร์เดอร์มาเสร็จก็ก๊อบปี้ลงโปรแกรมเวิร์ด พริ้นต์ออกมาเป็นแผ่น แล้วก็อาจมีสมุดเล่มหนึ่งไว้ตัดสต๊อก ทำไปทำมา อาจตัดผิดตัดถูก บางรายขายมาแล้ว 1 ปี ไม่เคยเก็บข้อมูลไว้ดูเลยว่า ยอดขายที่ผ่านมาตัวไหนขายดี ตัวไหนทำกำไรมากที่สุด

“จากปัญหาที่กล่าวมาประกอบกันอย่างนี้ บริการของชิปยัวร์ส จึงออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาทั้ง 3 ข้อคือ บ้านจะไม่รก ถ้ามาใช้บริการชิปยัวร์ส ไม่ต้องรับสินค้าเอง สามารถสั่งโรงงานให้มาลงสินค้าไว้ที่โกดังของเราได้ โดยเราจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพสินค้า นับสต๊อก เอาขึ้นชั้นให้

พอถึงเวลาออร์เดอร์มา เรามีมืออาชีพเป็นคนแพ็กสินค้าให้ เพราะมีระบบบาร์โค้ด ในการลงสินค้า การจัดส่งออกไปถูกต้องไม่ผิดแน่นอน สุดท้ายเรายังมีซอฟต์แวร์ในการบริหารจัดการข้อมูลให้ใช้ ถ้าพ่อค้า-แม่ขาย ซึ่งเป็นลูกค้าของเราอยากดูยอดขายย้อนหลัง 1 ปี ดึงมาดูได้ทันที สามารถนำข้อมูลไปบริหารงานด้านมาร์เก็ตติ้งได้เลย” หุ้นส่วนคนสำคัญ อธิบาย

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายถ้าอยากใช้บริการ คุณจูเนียร์ บอก Shipyours-ชิปยัวร์ส ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรายย่อย ฉะนั้น ค่าใช้จ่ายต่อเดือนจึงถูกมาก แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ ค่าจัดเก็บ ค่ารหัสสินค้า และค่าแรงแพ็กสินค้า

โดยในส่วนของค่าจัดเก็บ จะผันแปรตามปริมาตรของจำนวนสินค้า เริ่มต้นเพียงเดือนละ 100 บาท ค่ารหัสสินค้า คิดอยู่ที่ 15 บาท ต่อ 1 เอสเคยูต่อเดือน และค่าแรงในการแพ็กสินค้า 1 ออร์เดอร์ หรือ 1 ที่อยู่ในการจัดส่ง คิดออร์เดอร์ละ 10 บาท

ส่วนการจัดส่งสินค้า พ่อค้า-แม่ขาย สามารถเลือกได้ว่าจะให้ช่วยจัดส่งแบบไหน มีทั้งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ พัสดุลงทะเบียน พัสดุเก็บเงินปลายทาง หรือส่งโดยพนักงานส่งเอกสาร ทั้งนี้ ก็จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป

ตอบรับน่าพอใจ

สามปีหวังโกอินเตอร์

สำหรับข้อจำกัดของการมาใช้บริการคลังสินค้าออนไลน์แห่งนี้ เจ้าของกิจการวัย 24 บอกว่า ต้องเป็นสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาอย่างน้อย 3 เดือน เป็นสินค้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่วัสดุติดไฟได้ หรือจุดระเบิดได้ และสามารถส่งผ่านไปรษณีย์ได้ ทั้งนี้ มีวงเงินประกันให้ 10 เท่าของราคาค่าจัดเก็บในแต่ละเดือน

เมื่อถามถึงกระแสตอบรับจากลูกค้า ณ ช่วงเวลานี้ มีคำตอบน่าสนใจกลับมาว่า

“ค่อนข้างน่าพอใจ มีลูกค้ามาใช้บริการมาก จนต้องชะลอการหาลูกค้าอยู่เหมือนกัน เพราะต้องเรียนตามตรงว่าธุรกิจนี้เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น มีลูกค้านำสินค้ามาฝากกับเรา เลยอยากให้ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนไปของการบริการ ไม่อยากให้ธุรกิจโตเร็วเกินไป ค่อยๆ เติบโตดีกว่า”

ส่วนความพึงพอใจมีมากน้อยแค่ไหน คุณจูเนียร์ บอกจริงจัง

“มีลูกค้าผมคนหนึ่งบอกว่า ชีวิตสบายขึ้นมากเลย คือนอกจากที่ชีวิตจะสบายแล้ว ยอดขายก็เพิ่มด้วย การเพิ่มขึ้นของยอดขายนั้น ไม่ใช่เพราะเราไปแพ็กสินค้าให้แล้วคนซื้อติดใจ แต่การที่เข้าไปช่วยแพ็กสินค้าให้นั้น ทำให้มีเวลามากขึ้น เขาจึงนำเวลาที่ต้องแพ็กของ ไปทำงานอย่างอื่น เช่น ทำสื่อโฆษณา ไปทำมาร์เก็ตติ้ง ไปโปรโมตสินค้า ทำให้ยอดขายขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

เกี่ยวกับผลตอบแทนจากธุรกิจคลังสินค้าออนไลน์นี้ คุณจูเนียร์ เผย หากเทียบสัดส่วนกับธุรกิจบริการเหมือนกัน ธุรกิจนี้ถือว่ามาร์จิ้นบางมาก กำไรไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นธุรกิจเน้นความถี่ในการใช้บริการมากกว่า

ถามถึงความตั้งใจในธุรกิจ หุ้นส่วนคนสำคัญ เผยว่า ภายใน 3 ปีนี้ อยากทำโครงสร้างในประเทศให้แน่นก่อน จากนั้นจะเริ่มไปเปิดโกดังคลังสินค้าออนไลน์ที่เพื่อนบ้าน อย่างเวียดนามหรือสิงคโปร์ เป็นการเปิดตลาดใหม่

“ตอนนี้เรามีลูกค้าอยู่ที่ ชัยภูมิ เชียงใหม่ ภาคใต้ หรือแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ พวกเขามีอิสรภาพทางกายภาพ ไม่ต้องติดอยู่ที่ไหนสักที่ ทำงานที่ไหนก็ได้ เคยมีลูกค้าคนหนึ่งไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ เขาขายอาหารเสริม แม้ตัวจะอยู่เมืองนอก ก็สามารถนำสินค้ามาฝากกับเรา พอสินค้าใกล้หมด สั่งให้โรงงานผลิตมาลงของเพิ่ม ตัวเขาก็รับออร์เดอร์ไป ชิปยัวร์สเป็นเหมือนผู้จัดการส่วนตัวให้เลย” คุณจูเนียร์ เล่าให้ฟังส่งท้าย

……………

พ่อค้า-แม่ขายออนไลน์ สนใจตัวช่วยชั้นดี ในนาม Shipyours-ชิปยัวร์ส สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท โอเอฟ แวร์เฮาส์ จำกัด เลขที่ 21 ซอยรามคำแหง 21 ถนนรามคำแหง แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ (02) 718-5545, (061) 819-6358 Facebook/shipyours อีเมล : support@shipyours.com และ LINE : @shipyours

“คิวคิว” แอพตอบโจทย์คนเมือง จองคิวร้านดัง ผ่านสมาร์ตโฟน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

“คิวคิว” แอพตอบโจทย์คนเมือง จองคิวร้านดัง ผ่านสมาร์ตโฟน

“แทนที่ลูกค้าจะไปเบียดกันหน้าร้านเพื่อรับบัตรคิว ก็สามารถจองคิวผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องยืนรอหน้าร้านให้เสียเวลา หลังจากได้รับบัตรคิวออนไลน์ผ่านทางแอพ สามารถไปเดินเล่น ไปทำธุระอย่างอื่น เมื่อถึงคิวจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ ทำให้กลับไปได้ทันที โดยไม่เสียสิทธิ์”

ปฏิวัติวงการรอคิวไม่ให้คอยเมื่อยหน้าร้านอาหารอีกต่อไป สำหรับ “คิวคิว” QueQ แอพพลิเคชั่นจองคิวผ่านสมาร์ตโฟน สามารถจองคิวได้ทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ในรถ หรือกำลังเดินทางไปที่ร้าน นอกจากนั้น ยังเช็กได้อีกด้วยว่ามีกี่คิวก่อนหน้า ต้องรอประมาณกี่นาที ใกล้ถึงคิวเมื่อไร ประเดี๋ยวคิวคิวจะมีเสียงแจ้งเตือนส่งตรงไปที่มือถือคุณเอง ผู้ที่ต้องการใช้บริการดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ Android

ถูกจริตคนเมือง

ไม่อยากรอคิวให้เมื่อย

คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ หรือ คุณโจ้ ซีอีโอ บริษัท YMMY Co., Ltd. คือตัวแทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ เจ้าของแอพ QueQ ช่วยจัดการระบบคิวให้สะดวกสบายมากขึ้น

คุณโจ้ เล่าว่า ไอเดียคิวคิว เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้วในขณะที่เข้าไปใช้บริการ ณ ธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกค้ารอใช้บริการเป็นจำนวนมาก บางคนรอคิวนานเป็นชั่วโมง จึงเกิดไอเดียว่าทำไมไม่มีระบบคิวอัจฉริยะที่ให้ลูกค้าจองคิว หากยังไม่ถึงคิวก็สามารถไปทำธุระอย่างอื่นก่อน ไม่รอช้าลงมือพัฒนาระบบจองคิวขึ้นทันที

เท้าความก่อนว่า คุณโจ้ เป็นเจ้าของบริษัทรับจ้างผลิตซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรต่างๆ ในไทยมากมาย และด้วยทีมงานที่มากประสบการณ์ ชายหนุ่มจึงเลือกใช้ทักษะด้านไอทีซึ่งเป็นต้นทุนเดิมมาพัฒนาระบบดังกล่าวในลักษณะแอพใช้งานง่าย

สำหรับระบบการจองคิว คุณโจ้ได้รับโอกาสให้เริ่มต้นที่ร้านอาหารขนาดใหญ่ นั่นคือ ร้านชาบูชิ สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว เป็นลูกค้ารายแรก เขาบอกว่า กว่าทุกอย่างจะลงตัว ทีมงานใช้เวลาเซตระบบเกือบ 6 เดือน

“องค์ประกอบสำคัญของการจัดระบบคิว ประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ระบบจัดการคิว ณ หน้าร้านลักษณะเป็นตู้ และระบบรันคิว โดยฝั่งผู้ใช้งานติดตั้งแอพบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลต เชื่อมต่อกันและแสดงผลผ่านอินเตอร์เน็ต”

หลังจากนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้พัฒนาการจองคิวให้ร้านชาบูชื่อดังจนระบบเสถียร คุณโจ้ เผยว่า บริษัทที่เข้ามาขอใช้บริการส่วนมากเป็นร้านอาหาร ร้านค้า เพราะมองว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ร้านเหล่านี้มักประสบปัญหาเรื่องลูกค้ารอคิว ฉะนั้น เป็นเรื่องดีหากมีโซลูชั่นที่เข้ามาแก้ไขให้ลูกค้าได้จริงๆ

“แทนที่ลูกค้าจะไปเบียดกันหน้าร้านเพื่อรับบัตรคิว ก็สามารถจองคิวผ่านมือถือได้เลย ไม่ต้องยืนรอหน้าร้านให้เสียเวลา หลังจากได้รับบัตรคิวออนไลน์ผ่านทางแอพ สามารถไปเดินเล่น ไปทำธุระอย่างอื่น เมื่อถึงคิวจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ ทำให้กลับไปได้ทันที โดยไม่เสียสิทธิ์”

ลูกค้าต่างประเทศใช้บริการ

เพิ่มลูกเล่นใหม่ตลอด

สำหรับตัวแอพจะแสดงรายชื่อร้านที่อยู่ในระบบคิวคิว จากผู้ใช้งานระยะรัศมี 1 กิโลเมตร ถ้าอยากจองคิว เพียงแค่กดจากมือถือก็จองคิวได้เลย ส่วนระยะเวลาในการรอคิวขึ้นอยู่กับร้านค้า นับเป็นการเพิ่มโอกาสขายให้ร้านอาหาร เพราะคนไทยส่วนมากมักคิดมาก่อนแล้วว่าจะทานอะไร หากมาถึงหน้าร้านเห็นคนรอคิวจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนใจ แต่เมื่อมีระบบจองคิวเข้ามา ลูกค้าสะดวกสบายวางแผนง่ายขึ้น

ปัจจุบัน จำนวนร้านค้าที่อยู่ในระบบคิวคิว คุณโจ้ ระบุว่า ราว 60 ร้านค้า อาทิ ชาบูชิ บาร์บีคิวพลาซ่า คิมจู บอนชอน ชิคเก้น ส่วนจำนวนผู้ใช้งานเกือบ 200,000 คน ตั้งเป้าสิ้นปี 2559 จะเพิ่มผู้ใช้งานให้ได้ 500,000 คน เพิ่มร้านดัง 200 ร้านค้า เจาะทำเลห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ขยายการให้บริการไปยังธุรกิจอื่นที่ต้องการระบบการจัดการคิว เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนลูกค้าต่างประเทศมีสิงคโปร์ นอกจากนั้นยังมีร้านอาหารในมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่ให้ความสนใจอยู่พอสมควร

นอกจากให้บริการจองคิว ยังมีฟีเจอร์ใหม่ในรูปแบบของ E-Coupon ดีลส่วนลดต่างๆ เมื่อจองคิวผ่านแอพเพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้า และเพิ่มรูปแบบการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากขึ้น

“ผมสร้างรูปแบบการช็อปปิ้งที่เชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์สู่โลกออฟไลน์ โดยตั้งเป้าว่าจะช่วยเพิ่มยอดขายให้ร้านค้าสมาชิก และยังสามารถช่วยเพิ่มยอดขายในช่วงเวลาร้านโต๊ะไม่เต็มให้มีลูกค้าเข้าใช้บริการมากขึ้น ผ่านดีลส่วนลด หรือข้อเสนอสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เข้าถึงลูกค้าได้ตลอดเวลา”

สำหรับช่องทางสร้างรายได้ เจ้าของแอพ บอกว่า ได้จากการเก็บค่าเช่าตู้จองคิวจากลูกค้า ตู้ละ 70,000 บาท

นับเป็นอีกหนึ่งสตาร์ตอัพไทยที่น่าจับตามอง เพราะแอพพลิเคชั่นตัวนี้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคสมัยนี้ที่เปลี่ยนไปมาก ต้องการความสะดวกสบาย ต้องการบริหารจัดการเวลาที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

แอพ FoodStory ตอบโจทย์ร้านอาหาร-ลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

แอพ FoodStory ตอบโจทย์ร้านอาหาร-ลูกค้า

ในบรรดาธุรกิจสตาร์ตอัพเมืองไทย ต้องบอก แอพพลิเคชั่น “FoodStory” มาแรงและเป็นที่สนใจของผู้คน ซึ่งมีสองหนุ่มเป็นผู้ก่อตั้งและช่วยกันบริหารคือ คุณฐากูร ชาติสุทธิผล รับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด ส่วน คุณชวิน ศุภวงศ์ หรือ คุณแจ๊ค ดูแลในฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด โดยแอพนี้เป็น 1 ใน 3 ของผู้ชนะจากเวทีประกวดธุรกิจสตาร์ตอัพ “True Incube Asia Pacific Mobile App Challenge 2014” ที่ได้รับคัดเลือกไปแข่งขันในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ คณะกรรมการเวทีดังกล่าวตัดสินให้ “FoodStory” ชนะการแข่งขัน ด้วยเหตุผลที่ว่า FoodStory เป็นระบบจัดการหน้าร้านบนไอแพดสำหรับร้านอาหารและร้านกาแฟที่มีมากกว่า 200 ฟีเจอร์ เช่น บริหารสต๊อก จองโต๊ะอาหาร รายงานผลประกอบการ ฯลฯ โดย FoodStory มีจุดเด่นอยู่ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าที่ใช้แอพได้แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ ทีมงาน FoodStory มีประสบการณ์ในการเขียนซอฟต์แวร์ให้กับธนาคาร รวมถึงประสบการณ์ทำร้านอาหารในต่างประเทศอีกด้วย

มองเทรนด์เศรษฐกิจยุคดิจิตอล

นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกให้นำผลงานไปโชว์ในงานธุรกิจสตาร์ตอัพ ที่หลายหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนจัดขึ้น เพื่อเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความสำเร็จของสตาร์ตอัพคนไทย พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังไปออกบู๊ธในต่างประเทศอย่าง สิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเพราะมีลูกค้ามาติดต่อใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวแทนจำหน่ายแอพด้วย

ด้านคุณแจ๊ค อธิบายการทำงานของแอพนี้ว่า เป็นระบบที่ทำให้เจ้าของร้านอาหารและลูกค้าได้พบกันด้วยระบบ อีโค่ซิสเต็ม (Eco System) เป็นตัวเชื่อมระหว่างแอพทั้งสอง สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและแชร์เรื่องราวซึ่งกันและกัน ทำให้ร้านอาหารสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ยิ่งขึ้น และลูกค้าสามารถหาร้านอาหารที่ตรงความต้องการของตนได้อย่างเหมาะสม เป็นรูปแบบการแลกเปลี่ยนที่ครบวงจรระหว่างผู้ประกอบการร้านอาหารและกลุ่มลูกค้า หากพูดถึงเรื่องของความสะดวกสบายและทันสมัยแล้ว FoodStory สามารถตอบโจทย์ทั้งร้านอาหารและผู้บริโภคได้อย่างลงตัว

สำหรับที่มาที่ไปของแอพนี้ เขาเท้าความให้ฟังว่า ตอนแรกคิดไว้ว่าจะทำแอพง่ายๆ เกี่ยวกับร้านอาหารเพื่อให้ลูกค้าเพียงแค่รีวิวอาหารและใช้โปรโมชั่น แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการที่จะปฏิวัติวงการร้านอาหารให้มีระบบที่มีประสิทธิภาพและใช้งานง่าย ทีมงานจึงเริ่มเก็บข้อมูลจากร้านอาหารต่างๆ ว่าต้องการอะไร อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคอาหารก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องมาจากสมาร์ตโฟนและอินเตอร์เน็ต ดังนั้น จึงต้องสร้างวิสัยทัศน์ว่าระบบร้านอาหารควรจะเป็นอย่างไรในโลกของยุคดิจิตอล ที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง มาหลายรูปแบบ

“พวกเราเริ่มพัฒนาแอพมาตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเนื่องด้วยอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน ซึ่งทำให้ร้านอาหารต้องปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจยุคดิจิตอล หลังจากนั้นก็ทำการทดลองใช้ในร้านอาหารจริงก่อนที่จะเริ่มออกตลาดในปีที่ผ่านมา ด้วยคอนเซ็ปต์ของแอพที่ว่า เป็นระบบจัดการร้านอาหารยุคดิจิตอล ครบครันทุกความต้องการในมือคุณ”

คุณแจ๊ค ให้ข้อมูลว่า “การพัฒนาแอพดังกล่าว เริ่มต้นกันจากศูนย์ ก่อนหน้านั้นได้วิ่งหาร้านอาหารนำเสนอระบบ ถึงขั้นให้ร้านเหล่านั้นใช้ระบบฟรีๆ เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานจริง ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มกระแสความคิดแบบสตาร์ตอัพขึ้นในเมืองไทย ทีมงานก็พยายามพัฒนาตนเองและเรียนรู้เพื่อเข้าแข่งขัน จนได้รับรางวัลเป็นตัวแทนไปแข่งในต่างประเทศ เหมือนได้เปิดโลกใหม่ ได้รู้จักคนมากขึ้น ได้รับคำแนะนำดีๆ และโอกาสดีๆ จากร้านอาหารต่างๆ ทำให้เริ่มนำระบบออกสู่ตลาดได้ในกลางปี 2558

จนตอนนี้มีร้านอาหารที่ใช้งานระบบเรามากกว่า 100 สาขาในไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย อีกทั้งยังถูกนำไปใช้ในงานอีเว้นต์ใหญ่ประจำปีใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยเช่นกัน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของพวกเรา”

ชี้จุดเด่นของ 2 แอพ

เจ้าตัวบอกว่า ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ยังไม่มีแอพที่เหมือนกันโดยตรง ส่วนใหญ่จะบริการเพียงแค่การจัดการภายในร้านอาหาร หรือเป็นฐานข้อมูลร้านค้าให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ FoodStory ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อร้านอาหารและผู้ชอบรับประทานอาหาร ให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรง เช่น การจองโต๊ะ หรือสั่งอาหารไปรับประทานที่บ้าน หรือที่ทำงาน

คุณแจ๊ค อธิบายรายละเอียดว่า FoodStory มีทั้งหมด 2 แอพคือ 1) FoodStory Owner สำหรับเจ้าของร้านอาหารบนไอแพด คือระบบบริหารร้านอาหารที่รวมระบบบันทึกยอดขาย (Point-Of-Sale) แบบเคลื่อนที่ ที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ สามารถให้เจ้าของร้านจัดการร้านและเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของตัวเองได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถรองรับธุรกิจร้านอาหารได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจร้านอาหารแบบคาเฟ่หรือบุฟเฟ่ต์ จนถึงระดับภัตตาคารอาหาร เริ่มต้นง่ายด้วยไอแพดเพียง 1 เครื่องก็สามารถใช้ระบบจัดการร้านอาหารของ FoodStory ได้แล้ว

ระบบการจัดการภายในร้านมีรูปแบบการใช้งานที่สวยและสามารถเข้าใจง่าย ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถใช้งานระบบการจัดการร้านได้แล้ว FoodStory ออกแบบมาสำหรับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้การดำเนินธุรกิจร้านอาหารเป็นเรื่องง่าย คุ้มค่า และตอบสนองความต้องการของธุรกิจร้านอาหารได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ เช่น การสั่งรายการอาหารแบบไร้สาย ที่ “สามารถทำทุกอย่างได้ที่โต๊ะโดยไม่ต้องเดินกลับไปกลับมา”

อีกทั้งมีระบบการจองโต๊ะ ระบบบอกสถานะของอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานที่ร้าน หรือห่อกลับ ทำให้เรื่องการสั่งอาหารเป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังระบบสต๊อกของสินค้าซึ่งจะทำให้การควบคุมต้นทุนอาหารได้ชัดเจน รวมทั้งมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงด้วยการจัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ (Cloud) ทำให้เจ้าของร้านมั่นใจได้ว่า ข้อมูลทั้งหมดของร้านจะปลอดภัย และเข้าถึงรายงานได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถวิเคราะห์วางกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อผลกำไรสูงสุด

2) FoodStory Customer สำหรับลูกค้าบนสมาร์ตโฟน จะอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการหาร้านอาหาร อ่านรีวิว และติดตามข้อมูลของร้านอาหารได้แบบเรียลไทม์ เช่น โปรโมชั่น รายการอาหาร หรือระบบการจองโต๊ะล่วงหน้า ที่แสดงโต๊ะว่างในแต่ละตารางเวลาของร้านอาหารนั้นๆ การติดต่อสื่อสารกับร้านอาหารไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อยากได้บรรยากาศแบบไหน อาหารประเภทอะไร ราคาเท่าไหร่ หรือรีวิวเรื่องการบริการหรือรสชาติอาหารของร้านนั้นๆ ได้แบบตรงใจ เพียงแค่กดสั่งผ่านสมาร์ตโฟน

คิดค่าบริการเป็นรายเดือน

สรุปคือลูกค้าจะได้รับความสะดวกสบายที่มากขึ้น พนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย FoodStory เป็นสื่อกลางที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้ทั้งร้านอาหารและลูกค้า จึงเน้นความง่ายดายในการใช้งาน ไม่ใช่เพิ่มภาระให้พนักงานภายในร้านให้ทำงานยากขึ้นกว่าตอนที่ไม่มีระบบ อีกทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ ความทันสมัย

คุณแจ๊ค บอกว่า ในส่วนแอพ FoodStory Owner มีฐานลูกค้ามากกว่า 120 สาขาในเมืองไทย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ขณะที่แอพ FoodStory Customer กำลังจะเริ่มให้สามารถสั่งอาหารได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

กรณีอัตราค่าบริการสำหรับร้านอาหารจะคิดค่าบริการรายเดือนเท่านั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของร้านค้าและบริการที่ต้องการ โดยเริ่มต้นแค่เดือนละพันนิดๆ สูงสุดอยู่ที่เดือนละ 3,000 กว่าบาท ซึ่งเป็นราคาทั่วไปตามท้องตลาด ไม่ได้แพงหรือถูกเกินไป

เจ้าของและผู้ก่อตั้งแอพ “FoodStory” พูดถึงฟีดแบ็กจากงานสตาร์ตอัพที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อไม่นานมานี้ว่า ได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด เพราะมีผู้สนใจเข้าชมอย่างล้นหลาม ทั้งผู้ที่สนใจนำแอพไปใช้ในร้านอาหาร และรอใช้บริการส่งอาหาร อีกทั้งยังรวมถึงโอกาสที่จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ที่จะสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารอีกมากมาย

เขายังระบุถึงแผนธุรกิจในอนาคตว่า มีเป้าหมายหลายอย่าง ประการแรกต้องการสร้างสังคมผู้ประกอบการร้านอาหาร เรียนรู้และแบ่งปัน เพื่อพัฒนาวงการร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหาร และขยายตัวแทนจัดจำหน่ายเพื่อเข้าถึงร้านอาหารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

นับว่า แอพพลิเคชั่น “FoodStory” เป็นที่ชื่นชอบและถูกอกถูกใจทั้งในส่วนของร้านอาหารและลูกค้า เพราะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ต้องไปเสียเวลานั่งรอให้หงุดหงิด ทางร้านเองสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกว่าตอบโจทย์ทั้งของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการได้อย่างลงตัวจริงๆ

ปั๊ม LIKE/เพิ่มยอด Followers ตัวช่วยเพิ่มรายได้เกลื่อนเน็ต!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

รายงานพิเศษ

พารนี

ปั๊ม LIKE/เพิ่มยอด Followers ตัวช่วยเพิ่มรายได้เกลื่อนเน็ต!

บรรยากาศค้าขายออนไลน์ นับวันยิ่งคึกคัก สินค้าประเภทเดียวกัน มีผู้นำเสนอมากหน้าหลายตา ฉะนั้น ตัวบ่งชี้แห่งยุคสมัยนี้ ที่อาจบอกว่าร้านไหนน่าสนใจกว่า น่าจะขึ้นกับ “ยอด LIKE (ไลก์)” ในแฟนเพจเฟซบุ๊ก หรือ “ยอด Followers (ฟอลโลเออร์)” ในอินสตาแกรม

แหล่งข่าวซึ่งขอสงวนรายละเอียดส่วนตัว จากร้าน http://www.instagramthai.com กิจการรับปั๊มไลก์ เปิดเผยกับ “เส้นทางเศรษฐี” ว่าการเพิ่มยอดฟอลโลเออร์ หรือการเพิ่มยอดไลก์นั้น มีประโยชน์อย่างมากกับผู้ขายของผ่านทางออนไลน์ เพราะสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ เพิ่มโอกาสในการโปรโมตสินค้าและเพิ่มรายได้มากขึ้น โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ไม่ต้องเสียเวลารอให้คนอื่นกดติดตามอีกต่อไป

ซึ่งบริการของทางร้าน http://www.instagramthai.com นั้น ไม่ใช่ระบบแลกไลก์หรือแลกฟอลโลเออร์ ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาดูแลเอง เพราะทางร้านจะจัดการให้ทุกอย่างโดยไม่ต้องให้รหัสผ่าน

“การใช้บริการกับเราปลอดภัยอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลการใช้บริการลูกค้าทุกท่านเป็นความลับ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ มีลูกค้าและองค์กรชื่อดังใช้บริการมาอย่างต่อเนื่อง” แหล่งข่าวท่านเดิม ระบุ

ส่วนขั้นตอนการเข้ารับบริการจากทางร้านนั้น เมื่อสมัครแพ็กเกจแล้ว หลังจากการชำระเงินภายใน 24 ชั่วโมง ลูกค้าจะได้รับเอสเอ็มเอสหรืออีเมล เพื่อแจ้งให้เริ่มการใช้งาน และเมื่ออัพโหลดรูปภาพหรือวิดีโอบนไอจี ลูกค้าจะได้รับไลก์ ภายใน 30 นาที รวมทั้งทุกๆ การอัพโหลดขึ้นไปใหม่ ไม่จำกัดตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับราคาค่าบริการในการปั่นไลก์ของทางร้าน http://www.instagramthai.com ผ่านระบบต่างๆ มีดังนี้

– ปั่นไลก์ในอินสตาแกรม 1,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 680 บาท 5,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 980 บาท 10,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 1,780 บาท 20,000 ฟอลโลเออร์ ราคา 3,480 บาท

– แพ็กเกจ Auto Like รูปอัตโนมัติทันทีหลังอัพ 100 ไลก์ ราคา 2,580 บาท 300 ไลก์ ราคา 3,580 บาท 500 ไลก์ ราคา 5,580 บาท 1,000 ไลก์ ราคา 8,580 บาท

แพ็กเกจ Auto Active ระบบไลก์ + เมนต์คนอื่นอัตโนมัติ 10 วัน ราคา 780 บาท 30 วัน ราคา 1,980 บาท 90 วัน ราคา 5,980 บาท 180 วัน ราคา 7,980 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บนโลกอินเตอร์เน็ตล่าสุด มีเว็บไซต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งเสนอเข้ามาเป็น “ตัวช่วย” ในการกระตุ้นยอดขายให้กับบรรดาร้านค้าออนไลน์ อาทิ

เว็บไซต์ปั๊มไลก์ในเฟซบุ๊ก

http://www.trr-like.net/

http://www.liketh.net/

http://www.n-like.com/

http://fb-follow.com/

http://www.ok-like.net/

เว็บไซต์สอนวิธีการปั๊มไลก์ในยูทูบ

https://www.youtube.com/watch?v=RAI4Qu4fbBw ยอดวิว 300,000 กว่า

https://www.youtube.com/watch?v=mVhKDbiECd4 ยอดวิว 207,000

https://www.youtube.com/watch?v=sReJ2GHOVhE ยอดวิว 100,000 กว่า

https://www.youtube.com/watch?v=rydyVVuUCaI ยอดวิว 1,900,000

นอกจากนี้ยังมี แอพพลิเคชั่นเพิ่มผู้ติดตามอินสตาแกรม

https://itunes.apple.com/th/app/rab-likh-kab5000likh-fri-pheux/id722687386?l=th&mt=8

https://itunes.apple.com/th/app/5000-chxb-pro-rab-chxb-tidtam/id695415794?l=th&mt=8

https://itunes.apple.com/th/app/5000-tidtam-pro-di-rab-kar/id695429656?l=th&mt=8

https://itunes.apple.com/th/app/pheim-phlang-phu-tidtam-khx/id978235128?l=th&mt=8

และ เพจรับจ้างปั๊มไลก์ในเฟซบุ๊กและเพิ่มผู้ติดตามอินสตาแกรม

https://www.facebook.com/sellfollowers/

https://www.facebook.com/FOLLOWIGF/

https://www.facebook.com/pimchanok.boneca?fref=ts รับจ้างปั๊มไลก์

https://websta.me/n/follow_fiftyshop รับจ้างเพิ่มผู้ติดตามไอจี

https://www.instagram.com/lnsta_get/

ปลูกผัก เปิดร้าน “ฟาร์มรักดี” ที่ของคนรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เกษตรเทรนด์ใหม่

อันติกา

ปลูกผัก เปิดร้าน “ฟาร์มรักดี” ที่ของคนรักสุขภาพ

“เมื่อก่อนโลเกชั่นต้องมาอันดับ 1 แต่ผมว่าไม่ใช่ ฟาร์มรักดี อยู่ในหมู่บ้าน ทางเข้าดูซับซ้อน ไม่ใช่จุดมองเห็นได้ง่าย แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้คือยุคโซเชียล ถ้าผลิตภัณฑ์ดี บริการประทับใจ ผมว่าลูกค้าจะมาเอง ในขณะเดียวกัน ความเงียบ สงบ ร่มรื่น นี่คือธรรมชาติที่คนจำนวนมากโหยหา และนี่คือจุดขายของฟาร์มรักดี”

“แผนอนาคต คือทำธุรกิจด้านค้าปลีก เพื่อรองรับในวันวัยเกษียณ”

นี่คือสิ่งที่ คุณเจส คาลโว ตั้งไว้ในโปรแกรมชีวิต และเขาก็เดินตามเส้นทางนั้น ด้วยการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านค้าปลีกในบริษัทต่างๆ จนกระทั่งความฝันของเขาเดินทางมาสู่ความจริง แต่ไม่ใช่ในวัยเกษียณ แต่เกิดขึ้นในวัยเลข 4

คุณเจส ก้าวออกจากงานประจำในตำแหน่งผู้อำนวยการบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ เขาทิ้งเงินเดือนหลักแสน เพื่อมาปลูกผักขาย ค่อยๆ ขยายสู่การแปรรูป และเปิดร้านอาหาร ภายใต้ชื่อ “ฟาร์มรักดี” ฟาร์มที่เติบโตต่อยอดจนมีรายได้เดือนละหลายแสนบาท

เงิน 6 แสนหมดไป

แต่ไม่ทำลายฝัน

คุณเจส เริ่มบทสนทนาถึงแผนที่ชีวิต “ผมทำงานบริษัทมาโดยตลอด ทำมาหลายที่ และเกี่ยวข้องกับการค้าปลีกทั้งหมด ผมมองแล้วว่าอนาคตต้องมีธุรกิจของตัวเอง รองรับวัยเกษียณ จึงศึกษาธุรกิจค้าปลีกอย่างละเอียด เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับความตั้งใจในการทำงานให้ดีที่สุด แต่ยังไม่ถึงอายุเกษียณ ผมก็เลือกเกษียณตัวเองก่อน เหตุผลของผมคือ เพื่อลูก และเพื่อสุขภาพกายใจของผมเอง”

ด้วยเพราะเป็นคนชอบทานผักในทุกมื้ออาหาร แต่ยังหวั่นๆ ว่าที่ทานไปจะปลอดสารพิษจริง ถ้าอย่างนั้นก็ต้องลงมือปลูก เพื่อไว้กินและขายไปพร้อมๆ กัน

การศึกษาข้อมูลไม่ละเอียด หลงเชื่อผู้ขายอุปกรณ์ ทำให้เงินลงทุนครั้งแรก 600,000 บาท มลายหายไป แต่ทว่าเขาไม่คิดถอย เพราะเชื่อว่าถ้ารักแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ

“ตอนแรกผมเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากการถาม ไม่ได้ศึกษาจริงจัง ตอนนั้นสร้างโต๊ะปลูก โดยคนขายอุปกรณ์มาติดตั้งให้ ภายใน 1 ปีต้องโละทิ้ง ไม่ได้ผล เพราะความรู้รับมาแบบผิดๆ และเมื่อตัดสินใจเดินตามความรัก นี่คืออาชีพที่จะทำต่อไปในอนาคต ผมจึงตัดสินใจไปเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ ใช้เวลาเรียนอยู่นาน ให้แน่ใจ จนกระทั่งไปเจออาจารย์อรรถพร สุบุญสันต์ ท่านแนะนำ ให้ความรู้ดีมาก คราวนี้ผมจึงตัดสินใจจริงจังอีกครั้ง ลงทุนก้อนใหม่ 800,000 บาท ซึ่งก็ไปได้ดี อย่างตอนฤดูฝน ผักมักจะมีปัญหา ผมก็ได้รับความช่วยเหลือ แก้ไขด้วยการปรุงสารอาหารขึ้นมาเอง โดยซื้อวัตถุดิบเกรดเอมาใช้ แล้วก็ปรุงใช้ให้เหมาะกับในแต่ฤดูกาล ส่งผลให้ไม่ว่าฤดูกาลไหนจะมาเยือน ปัญหาความเสียหายก็ไม่กระทบ”

ปลูกผักคุณภาพ

ปลอดสารพิษ ไม่ติดขม

ตลาดคือสิ่งสำคัญ หลายคนอาจต้องเดินออกไปหาผู้ซื้อ แต่ทว่ากับ ฟาร์มรักดี กลับมีผู้ซื้อเดินเข้ามาเอง โดยเริ่มต้นจากคนในชุมชน และเมื่อการโพสต์บนโลกโซเชียลของผู้ซื้อเกิดขึ้น ทำให้ฟาร์มรักดีเริ่มเป็นที่รู้จัก จากนั้นคุณเจสจึงเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมา ยอดผู้ซื้อก็ยิ่งถาโถม จนกล้าบอกได้เลยว่า โซเชียล คือกระบอกเสียงหลักนำพาผู้คนสู่ฟาร์มรักดี

“ผมตั้งใจจะปลูกผักคุณภาพ เพื่อขายตลาดบน ฉะนั้น ผักต้องปลอดสารพิษ ไม่ติดรสขม กรอบอร่อย ขนาดว่าเด็กๆ ที่ไม่ชอบทานผัก ก็สามารถทานผักของฟาร์มเราได้ ซึ่งตอนนี้จะมีทั้งลูกค้าซื้อผักไปทาน นำไปต่อยอดธุรกิจ อย่างการนำไปทำสลัด ทำสลัดม้วน บางคนซื้อไปเป็นของขวัญของฝากในวาระโอกาสต่างๆ ด้วย”

เมื่อฟาร์มรักดี เริ่มเป็นที่รู้จัก และมียอดขายผักตามมาต่อเนื่อง คุณเจสจึงวางแผนต่อยอด เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบ

“พื้นที่ปลูกไม่ถึงครึ่งไร่ (ย่านวงศ์สว่าง-นนทบุรี) เพราะส่วนหนึ่งเป็นบ้าน ก็คิดว่าทำอย่างไรจะเพิ่มมูลค่าในทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงนำผักมาแปรรูปเป็นสลัด ปรากฏว่าขายดีมาก จากนั้นจึงสานต่อไปสู่ธุรกิจร้านอาหาร โดยเลือกเมนูอาหารฝรั่งแต่ปรับให้เข้ากับลิ้นคนไทย โดยเมนูเด่นของเราคือ สเต๊ก และสลัด”

ร้านอาหารในชื่อ ฟาร์มรักดี เปิดให้บริการในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งก็ได้ลูกค้าฐานเดิมเดินทางเข้ามาอุดหนุน บวกลูกค้าใหม่จากการบอกต่อ โดยเฉพาะบนโลกโซเชียล ส่งผลยอดขายแตะตัวเลข 300,000-500,000 บาท

“จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 350 เปอร์เซ็นต์ เรามีที่นั่งรองรับลูกค้าได้รอบละประมาณ 64 คน ซึ่งในวันธรรมดาลูกค้ามาประมาณ 100 คน วันพุธ และวันเสาร์-อาทิตย์ ลูกค้าไม่ต่ำกว่า 500 คน ทั้งที่มาเที่ยวชมฟาร์ม มาทานอาหาร มาซื้อสลัด แต่สุดท้ายคือ ลูกค้ามาแล้วมักจะซื้อ มักจะทานอาหารกัน”

เปิดบ้านเป็นร้าน

ราคาขายไม่ต้องสูง

คุณเจส ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงตัวเลขลูกค้าในวันพุธ นั่นเพราะจัดให้เป็นวันโปรโมชั่นทานสลัดไม่อั้นท่านละ 60 บาท ลูกค้าจึงแวะเวียนมาหลักหลายร้อยคน

กับราคาอาหารตั้งไว้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงคำว่าคุ้มค่า โดยเมนูสเต๊กเนื้อโคขุนนำเข้าจากออสเตรเลีย 390 บาท สเต๊กหมูพอร์คช็อพ 180 บาท สเต๊กไก่ และสเต๊กปลาแซลมอน 120 บาท สลัดผักชามใหญ่ 80 บาท เสิร์ฟพร้อมน้ำสลัด 3 รสชาติ

“ลูกค้ามาทานแล้วเขารู้สึกว่าราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพเดียวกัน ที่ขายไม่แพงได้ก็เพราะทำเลไม่ต้องเช่า บ้านของเราเอง ผักก็ปลูกเอง เลือกวัตถุดิบคุณภาพดีมาปรุง แม้กระทั่งเครื่องปรุงผมยังคัดสรร คุณภาพต้องมาก่อน”

ส่วนเรื่องรสชาตินั้น คุณเจส ว่า สำคัญไม่ยิ่งหย่อน โดยไปเรียนรู้สูตรการปรุงรสจากผู้เชี่ยวชาญ และหนึ่งในนั้นคือคุณพ่อชาวสเปน ที่มีความชำนาญด้านการปรุงอาหาร สอนสูตรให้ แล้วนำมาปรับรสให้เข้ากับลิ้นคนไทย

ธุรกิจค้าปลีก “ทำเล” คือสิ่งสำคัญ แต่นั่นคือความเข้าใจของคนทำการค้าในยุคก่อนหน้านี้

“เมื่อก่อนโลเกชั่นต้องมาอันดับ 1 แต่ผมว่าไม่ใช่ ฟาร์มรักดี อยู่ในหมู่บ้าน ทางเข้าดูซับซ้อน ไม่ใช่จุดมองเห็นได้ง่าย แต่อย่าลืมว่า ยุคนี้คือยุคโซเชียล ถ้าผลิตภัณฑ์ดี บริการประทับใจ ผมว่าลูกค้าจะมาเอง ในขณะเดียวกัน ความเงียบ สงบ ร่มรื่น นี่คือธรรมชาติที่คนจำนวนมากโหยหา และนี่คือจุดขายของฟาร์มรักดี บวกกับมีที่จอดรถ ลูกค้าเขารู้สึกแล้วว่า เขามาแล้วสบาย”

ยกมือไหว้ลูกค้า

มืออาชีพควรทำ

คุณเจส ยังกล่าวถึง บริการ ว่าคือหัวใจหลัก ฉะนั้น ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นใคร คุณเจสพร้อมพนมมือไหว้ และต้อนรับด้วยความอบอุ่นเป็นกันเอง “ลองมองถึงตอนที่เราเป็นลูกค้า เราต้องการอะไร การยกมือไหว้ การบริการอย่างเต็มอกเต็มใจ คือสิ่งชี้วัดถึงความเป็นมืออาชีพ ผมว่าด้วยบริการแบบนี้แหละครับ ทำให้ฟาร์มรักดี มีลูกค้าตั้งแต่ชาวบ้าน นักธุรกิจ อาจารย์ วิศวกร นักศึกษา ชาวต่างชาติ หลายคนเดินทางมาจากต่างจังหวัด เรียกว่าทุกกลุ่มจริงๆ” การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง คือเป้าหมายของคุณเจส นั่นหมายถึงต้องให้ความสำคัญกับความจริงใจที่จะมอบให้ลูกค้า ให้ความรู้สึกดีๆ เกิดขึ้นในใจลูกค้า ซึ่งนั่นย่อมมาจากพลังความรักของผู้ทำธุรกิจควรมีมาตั้งแต่ต้น

และเมื่อแบรนด์และธุรกิจแข็งแรงดีแล้ว คุณเจสวางแผนสู่การขยายในรูปแบบแฟรนไชส์

แล้วอย่างนี้ อนาคตหากขยายธุรกิจ ผักสลัดที่ปลูกไว้จะเพียงพอรองรับหรือไม่

คุณเจส กล่าวว่า นี่คือสิ่งที่ถูกวางแผนไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนเช่นกัน ด้วยวิธีจัดตั้งศูนย์อบรมการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ขึ้น ซึ่งบัดนี้ผ่านมาถึง 5 รุ่นแล้ว (เดือนละ 1 รุ่น) โดยเป้าหมายของคุณเจส คือต้องถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนได้นำไปทำได้จริง

ฉะนั้น จึงต้องวางกรอบรับผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้ครั้งละไม่เกิน 10 คน ส่วนค่าบริการสอน ท่านละ 3,500 บาท ใช้เวลา 2 วัน (เสาร์-อาทิตย์) โดยแบ่งเป็นภาคทฤษฎี 30 เปอร์เซ็นต์ และลงมือจริง 70 เปอร์เซ็นต์

“ปัญหาของผู้สนใจปลูก คือขายที่ไหน ทั้งๆ ที่ตอนนี้สินค้ามีในตลาดไม่พอขาย ผมจึงต้องหาตลาดให้เขา อย่างตอนนี้ก็มีการรับผักสลัดของผู้เรียนที่ลงมือกลับไปปลูกมาจำหน่ายที่ร้านด้วย แต่ทว่าต้องปลูกตามระบบที่เราอบรมให้ ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพ ฉะนั้น ในอนาคตกับรูปแบบแฟรนไชส์ จึงไม่ต้องหวั่นเรื่องไม่มีวัตถุดิบรองรับ”

นอกจากมองรูปแบบขยายในส่วนของแฟรนไชส์แล้ว กับหน้าร้านขณะนี้ก็มีเป้าหมายจะขยายเช่นกัน เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มากขึ้นๆ

“ทุกธุรกิจที่ทำ สามารถคืนทุนภายใน 1 ปี ซึ่งผมมองว่าเหตุที่ทำให้ประสบความสำเร็จ คือจุดเริ่มต้น ต้องรักในสิ่งที่ทำ และมีความจริงใจกับลูกค้า เพราะถ้ามีตรงนี้นอกจากจะนำสู่ความสำเร็จ ยังทำให้เมื่อเกิดปัญหาก็จะยินดีอยู่ต่อ” คุณเจส กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้สนใจต้องการเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สามารถติดต่อ ฟาร์มรักดี ได้ ซึ่งในส่วนของนักเรียน นักศึกษา เปิดสอนฟรี รวมไปถึงยังมีโครงการมอบความรู้สู่ผู้พิการ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอีกด้วย ส่วนใครต้องการลิ้มรสเมนูอร่อย พร้อมเดินชมฟาร์มรักดี คลิกข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/Farmluckdee หรือโทรศัพท์ (092) 281-7788

จับเทรนด์ “คาเฟ่” ชูจุดขายแปลกใหม่เรียกแขก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

จับเทรนด์ “คาเฟ่” ชูจุดขายแปลกใหม่เรียกแขก

ทุกวันนี้ คาเฟ่แนวคิดแปลกใหม่กำลังเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก เพราะต้องการดึงดูดลูกค้าที่มีความสนใจเรื่องต่างๆ มากกว่าจะเน้นความอร่อยของอาหารและเครื่องดื่มในร้านเพียงอย่างเดียว

อย่างในญี่ปุ่นมีคาเฟ่ไอเดียแหวกแนวที่เพิ่งเปิดบริการในกรุงโตเกียว มีชื่อว่า “เทระ คาเฟ่” ซึ่งคำว่า “เทระ” ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “วัด” โดยเป็นการนำศาสนาพุทธมาผสานกับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ทำให้ศาสนากลายเป็นเรื่องใกล้ตัวผู้คนมากขึ้น

หากมองผิวเผิน เทระ คาเฟ่ ก็เหมือนร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วๆ ไป ผู้คนต่างเข้ามานั่งจิบเครื่องดื่ม และกินอาหารหลากหลายเมนู ทั้งกาแฟ เบียร์ ชาบู และเบเกอรี่

แต่สิ่งที่แตกต่าง นอกเหนือจากมีพระพุทธรูปอยู่ในร้านก็คือ กิจกรรมต่างๆ ที่มีทั้งการสอนร้อยสร้อยประคำ หัดเขียนคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยพู่กัน และสามารถสนทนาธรรมกับพระได้ ซึ่งลูกค้าจะจ่ายเงินราวๆ 1,500 เยน หรือเกือบ 500 บาท สำหรับกิจกรรมเหล่านี้

เทระ คาเฟ่ เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่นำศาสนาพุทธไปผสมผสานกับโลกสมัยใหม่ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนกับศาสนา หลังจากระยะหลังๆ ผู้คนเหินห่างจากวัดมากขึ้น จะเข้าวัดก็ต่อเมื่อเป็นวันสำคัญทางศาสนา หรือมีพิธีการต่างๆ ที่ต้องกระทำในวัด เช่น ไหว้พระขอพรช่วงปีใหม่ หรืองานศพ

พระฮิโรตาเกะ อาซาโนะ จากวัดชิงโยจิใกล้กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดร้านเทระ คาเฟ่ ตั้งแต่ปี 2556 และเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่ 4 แห่ง บอกว่า ที่ผ่านมานักบวชในศาสนาพุทธไม่ได้เป็นฝ่ายออกไปเข้าสังคมเพื่อสร้างความเชื่อมโยง ได้แต่รอคนมาเข้าวัด พอถึงวันหนึ่งที่คนไม่ค่อยมาวัดแล้ว จึงจำเป็นต้องนำวัดออกไปหาผู้คนแทน

อย่างไรก็ตาม พระภิกษุบางนิกายในญี่ปุ่นสามารถดื่มแอลกอฮอล์ และแต่งงานได้ ซึ่งแตกต่างจากในหลายประเทศของอาเซียน ซึ่งมีข้อห้ามไม่ให้พระทำสิ่งเหล่านี้

ในแต่ละเดือนมีลูกค้าราว 70-80 คน เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงสนทนากับพระที่จะหมุนเวียนกันมาประจำที่ร้าน แต่มีคนที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมะแบบจริงๆ จังๆ ไม่มากนัก

นอกจากนี้ คาเฟ่ที่ใช้ธีมสัตว์ต่างๆ ก็ได้รับความนิยม ไม่ใช่แค่คาเฟ่แมว หรือคาเฟ่สุนัข ที่เห็นเปิดกันเป็นดอกเห็ด แต่ยังรวมถึงเม่นที่กลายเป็นพนักงานเรียกแขกไปแล้ว

คาเฟ่เม่นแห่งแรกในญี่ปุ่นเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหาร พร้อมๆ กับได้เล่นกับเม่นสารพัดสายพันธุ์ ที่รอต้อนรับอยู่ราวๆ 20-30 ตัว ในตู้กระจก

คาเฟ่แห่งนี้มีชื่อว่า “แฮร์รี่” ที่เล่นเสียงให้พ้องกับคำว่า “ฮาริ” ซึ่งแปลว่า เข็ม ในภาษาญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยคาเฟ่สัตว์มากมายหลายชนิด ตั้งแต่กระต่าย เหยี่ยว ไปจนถึงงู

สำหรับค่าบริการของคาเฟ่เม่นแห่งนี้ อยู่ที่ราว 1,000 เยน หรือ 325 บาทต่อชั่วโมง ในวันธรรมดา และอยู่ที่ 1,300 เยน หรือ 422 บาท ในวันหยุด

“แอนนา เฉิง” วัย 11 ขวบ เล่าว่า เม่นตัวน้อยเหล่านี้เป็นมิตร แม้ว่าบางครั้งจะต้องระวังขนของพวกมันที่แหลมจนแทงมือได้

มิซูกิ มูราตะ พนักงานของร้านคาเฟ่เม่น ซึ่งทำงานในร้านคาเฟ่กระต่ายที่อยู่ในตึกเดียวกัน บอกว่า ร้านคาเฟ่เม่นแห่งนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นนับตั้งแต่เปิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และลูกค้าก็ต้องต่อคิวรอเข้าไปเล่นกับเหล่าเม่นแคระ ซึ่งมีความน่ารักและแสนซน

ในย่านอากิฮาบาระของญี่ปุ่น ยังมีคาเฟ่นกฮูกที่ชื่อ “อากิบา ฟุกุโร” ที่มีนกฮูกราวๆ 25 ตัว จากหลากหลายสายพันธุ์ รอต้อนรับลูกค้าที่ชื่นชอบสัตว์ประเภทนี้

ลูกค้าจะต้องจ่ายค่าบริการ 1,500 เยน หรือ 488 บาท เพื่อเลือกนกฮูกตัวที่อยากเล่นด้วย รวมถึงเครื่องดื่ม และสามารถเล่นกับนกฮูกได้เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

คาเฟ่ธีมสัตว์โลกยังมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคาเฟ่สุนัขจิ้งจอก แร็กคูน และเมียร์แคต ซึ่งบางร้านไม่คิดค่าบริการในการเล่นกับสัตว์เหล่านี้ แต่ลูกค้าจะต้องรับประทานอาหารและเครื่องดื่มให้ครบตามที่ทางร้านกำหนด จึงจะได้เล่นกับพวกมัน

ขณะที่คาเฟ่สุนัขที่ผุดขึ้นดาษดื่นๆ ในเมืองต่างๆ ทั่วโลก ก็ปรับคอนเซ็ปต์ให้แตกต่างกันไป อย่างในนครลอสแองเจลิสของสหรัฐ ตอนนี้ผู้คนสามารถเข้าไปอุดหนุนคาเฟ่สุนัขที่มีชื่อว่า “เดอะ ด็อก คาเฟ่”

คาเฟ่แห่งนี้ไม่ได้นำสุนัขสายพันธุ์ดีระดับเพ็ดดิกรีมาเป็นจุดขาย แต่นำเจ้าตูบจากศูนย์พักพิงสัตว์มาไว้ในร้าน เพื่อให้พวกมันได้ใกล้ชิดกับมนุษย์ ซึ่งถือเป็นจุดเน้นของร้านแห่งนี้ที่ต่างจากคาเฟ่สุนัขแห่งอื่นๆ

โดยนอกจากลูกค้าจะได้ละเลียดกาแฟพร้อมๆ กับหยอกล้อเจ้าเพื่อนสี่ขาที่มีหลายพันธุ์ หากลูกค้าคนใดมีความพร้อม ก็สามารถรับเจ้าตูบในร้านไปเลี้ยงที่บ้านได้

“ซาร่า วูลฟ์กัง” เจ้าของร้าน เล่าว่า คุ้นเคยกับคาเฟ่สุนัขมาตั้งแต่เด็ก และประกอบกับทำงานเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือสัตว์ในศูนย์พักพิง ทำให้มองเห็นถึงความต้องการบ้านใหม่ของบรรดาน้องหมา และเกิดแนวคิดที่จะเปิดร้านคาเฟ่เพื่อสนับสนุนให้คนรับสุนัขไปอุปการะ อีกทั้งหวังให้โมเดลธุรกิจแบบนี้แพร่หลายไปทั่วโลก

สนนราคาค่าบริการสำหรับคนรักสุนัข อยู่ที่ 10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 350 บาท ซึ่งลูกค้าจะได้รับกาแฟ 1 แก้ว และสามารถเล่นกับเพื่อนสี่ขาได้นาน 55 นาที

“ไม่มีใครแก่เกิน?เที่ยว” บริษัททัวร์จับกลุ่มผู้สูงอายุ ตลาดนี้กำลังมา ทำก่อนได้เปรียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

“ไม่มีใครแก่เกิน?เที่ยว” บริษัททัวร์จับกลุ่มผู้สูงอายุ ตลาดนี้กำลังมา ทำก่อนได้เปรียบ

“ผู้สูงวัยที่เกษียณแล้วก็นั่งอยู่บ้าน ไม่มีเพื่อนคุย รู้สึกเหงา ไม่อยากให้ผู้สูงวัยรู้สึกโดดเดี่ยว จึงเล็งเห็นช่องทางธุรกิจนี้”

จากข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของประเทศไทยและโลก พบว่า ปัจจุบันมีประชากรที่เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้เราจะได้เห็นธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยเติบโตอย่างมหาศาล

อีกทั้งประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ชาวต่างชาติในวัยเกษียณเลือกเข้ามาพำนักในระยะยาวเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุผลทางภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และอัธยาศัยของคนไทย ปัจจัยเหล่านี้ย่อมสร้างโอกาสธุรกิจผู้สูงวัยได้หลากหลายประเภท ธุรกิจไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

อย่าง บริษัท ทัวร์ฟ้าใส จำกัด ก่อตั้งโดย คุณเก็ต-ชฎารัตน ภู่วิจิตร ได้เล็งเห็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจผู้สูงวัย แต่เดิมเป็นพนักงานบริษัททั่วไป เกิดแนวคิดจากประสบการณ์ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศกับครอบครัว ซึ่งพ่อแม่อยู่ในวัยเกษียณ แต่ละทัวร์ที่ไปนั้นยังไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจได้

สังเกตได้ว่าทัวร์ทั่วไปเที่ยวเสร็จไม่รู้จักใคร จึงอยากสร้างสังคมของผู้สูงวัยให้มากขึ้น ถ้ามีโอกาสรู้จักกันเชื่อว่าน่าจะเป็นการสร้างสังคมให้น่าอยู่ เพราะลูกหลานไปทำงาน ผู้สูงวัยที่เกษียณแล้วนั่งอยู่บ้าน ไม่มีเพื่อนคุย รู้สึกเหงา จึงเล็งเห็นช่องทางธุรกิจนี้ โดยทุ่มเงินส่วนตัวเพื่อทำทัวร์เป็นของตนเอง หวังให้ผู้สูงวัยได้ไปท่องเที่ยวและพักผ่อนจริงๆ

การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นี้ เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทัวร์สูงวัย หัวใจฟรุ้งฟริ้ง” กลุ่มเป้าหมายเป็นวัยเกษียณ อายุตั้งแต่ 55-80 ปีขึ้นไป จัดเพื่อคนสูงวัยโดยเฉพาะ มีความมุ่งมั่นที่จะให้บริการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์และความพึงพอใจแก่ลูกค้าอย่างสูงสุด สร้างความแตกต่างจากทัวร์ทั่วไป

“เราเป็นตัวแทนในการนำเสนอการให้บริการการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มส่วนตัว หรือการจัดแพ็กเกจท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ หรือการจัดท่องเที่ยวให้กับบริษัทและองค์กรต่างๆ ทำให้ได้การบริการที่หาได้ยากจากบริษัททัวร์อื่นๆ” นักธุรกิจสาว กล่าว

ส่วนการจัดกลุ่มท่องเที่ยวนั้น จะเน้นไม่ให้เป็นกลุ่มใหญ่เกินไป เพื่อป้องกันการดูแลและให้บริการที่ไม่ทั่วถึง โดยเลือกสถานที่ท่องเที่ยวจากประสบการณ์ที่เคยไปร่วมกับครอบครัว สำรวจสถานที่ก่อนการเดินทางและออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยว เพื่อให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว อย่างแต่ละสถานที่ ต้องมีที่นั่งพักเพราะคนสูงวัยเหนื่อยง่าย เดินได้ไม่ไกลมาก ทางด้านเวลาการเดินทางจะไม่รีบเร่งจนเกินไป ซึ่งสามารถทำให้เที่ยวได้อย่างเต็มอิ่ม

โดยมีการดูแลอย่างใกล้ชิด จากพยาบาลร่วมทัวร์ตลอดการเดินทาง ซึ่งมีการสอบถามลูกค้าก่อนการเดินทางเสมอว่ามีโรคประจำตัว แพ้ยาหรืออาหารอะไร เพื่อความปลอดภัย แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาตั้งใจจะไปเที่ยวก็เตรียมความพร้อมมาส่วนหนึ่งแล้ว เราก็เป็นส่วนเสริมเพิ่มความมั่นใจกับลูกค้า

ซึ่งยังไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรง มีเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ลูกทัวร์กลัวหูดับระหว่างเดินทางเพราะเป็นหวัด พยาบาลประจำทริปก็จะพูดคุยก่อนการเดินทาง เตรียมยาสามัญประจำบ้านและหมากฝรั่งไว้ ซึ่งดูอาการแล้วเป็นหวัดธรรมดา แต่หลังจากเดินทางกลับลูกทัวร์เลือดกำเดาไหล พยาบาลเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด จนผ่านเหตุการณ์นั้นไป

นอกเหนือจากการดูแลใส่ใจนั้น ระหว่างทัวร์ยังมีกิจกรรมเสริมสันทนาการต่างๆ อย่าง เกมฝึกสมองง่ายๆ ที่ไม่มากจนเกินไประหว่างการเดินทาง เพื่อให้ผู้สูงวัยได้ฝึกทักษะ และมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว

ส่วนด้านราคากำหนดไม่แพงจนเกินไป อาทิ เที่ยววันเดียวในประเทศ 970 บาท (แล้วแต่ทริป) หากพักค้างคืน ที่พาทัวร์มี จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก แพร่ น่าน กระบี่ ภูเก็ต ราคาตั้งแต่ 7,900 บาทขึ้นไป

หรือต่างประเทศ ที่พาทัวร์มี เมียนมา ลังกาวี สิงคโปร์ และภายในปีนี้มี ฮ่องกง ญี่ปุ่น หากพักค้างคืน เริ่มตั้งแต่ 6,900-16,900 บาทขึ้นไป

ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะโดยสารเครื่องบินหรือรถตู้วีไอพี มีผู้ดูแลทริป 3 คนรวมไกด์ ต่อลูกทัวร์ 15 ท่าน สามารถให้คนสนิทที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุร่วมทริปได้โดยคิดราคาทัวร์เท่ากัน

ปัจจุบันธุรกิจทัวร์ฟ้าใสทำมาได้เกือบ 3 ปีแล้ว ผลตอบรับดีมากขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ได้มาจากการบอกปากต่อปากหรือจากทางเฟซบุ๊ก มีลูกค้าที่เคยไปแล้วชื่นชมกลับมาใช้บริการอีก

ในอนาคตตั้งใจจะพัฒนาทัวร์ผู้สูงวัยให้ดีมากขึ้น เก็บประสบการณ์และนำไปต่อยอด จัดทัวร์เที่ยวต่างประเทศที่ไกลมากกว่าเดิม

ทั้งนี้ หากสนใจอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงวัย คุณเก็ต ให้คำแนะนำว่า การทำธุรกิจผู้สูงวัยต้องทำเพราะใจรักในการบริการ มีความใส่ใจและดูแลอย่างเต็มที่ ไม่อยากให้มองแต่ตัวเงินมากเพราะจะขัดแย้งกับงานที่เราทำ

สนใจติดต่อ บริษัท ทัวร์ฟ้าใส จำกัด เลขที่ 148/940 ซอยรามคำแหง 190 แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ 10510 โทรศัพท์ (081) 682-6590, (081) 915-1675 โทรสาร (02) 916-6348 เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/Tourfahsai

แอบหนีแมวไปเที่ยว ทำยังไงกับแมวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

แอบหนีแมวไปเที่ยว ทำยังไงกับแมวดี

เมื่อเจ้าของแมวติดภารกิจ หรือจะแอบหนีแมวไปเที่ยว จะทำยังไงดี

หากจะไปเที่ยว 1-3 คืน เราอาจจะปล่อยให้แมวอยู่ตามลำพังในบ้านได้ โดยต้องจัดเตรียมน้ำ อาหารให้มากพอ

1. การจัดเตรียมน้ำ

ควรมีน้ำใส่ภาชนะไว้หลายๆ ถ้วย วางในหลายๆ ตำแหน่ง ยิ่งมากยิ่งดี เผื่อว่าแมวอาจจะวิ่งไล่กันเตะน้ำหก

การวางน้ำไว้ชามเดียว ตำแหน่งเดียว เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าแมวเตะน้ำหก แมวอาจจะขาดน้ำ ไม่มีน้ำดื่ม และตายได้ภายในเวลาไม่นาน

2. การจัดเตรียมอาหาร

ควรมีอาหารเม็ดเตรียมทิ้งไว้ให้แมวหลายๆ จุดเช่นกัน และควรใช้น้ำหล่อรอบๆ ภาชนะไว้ หรือนำแป้งโรยล้อมรอบภาชนะใส่อาหาร เพื่อกันมด แมลง มาขึ้นอาหาร หรืออาจใช้ชามกันมดสำเร็จรูปก็ได้

3. การจัดเตรียมกระบะทรายแมว

ในการจัดเตรียมกระบะทรายแมว ควรเตรียมกระบะทรายให้มากกว่าปกติ และเททรายไว้ให้เพียงพอกับจำนวนแมว การจัดเตรียมเททรายและกระบะเผื่อไว้มากๆ ย่อมดีกว่าการจัดเตรียมไว้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้กระบะส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว

เคล็ดลับเฉพาะกิจ สามารถซื้อกะละมังหรือกระบะในร้านทุกอย่าง 20 บาท มาใช้ชั่วคราวได้

4. การจัดเตรียมสภาพห้อง

ควรให้แมวอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท ไม่ร้อนอบอ้าว ควรมีหน้าต่างอย่างน้อย 2 จุด เพื่ออากาศจะได้หมุนเวียนได้

การปล่อยแมวทิ้งไว้ในห้องที่มีอากาศร้อนและอบอ้าว อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับแมวเกิดอาการฮีตสโตรกได้ (ฮีตสโตรก หรือโรคลมแดด คืออาการที่อุณหภูมิความร้อนในร่างกายแมวเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดอันตราย ทำให้แมวตายได้ หากรักษาไม่ทันท่วงที)

5. การจ้างหรือวานผู้ดูแลแทนมาคอยดูให้

บางครั้งเราอาจจ้างผู้อื่นมาคอยดูแลแมวแทนเราได้ อาจเป็นญาติ หรือเพื่อน ตอนนี้มีโรงแรมแมวบางแห่งที่รับมาดูแลแมวลูกค้าให้ถึงบ้าน ซึ่งจะมีการเทอาหาร เปลี่ยนน้ำ เก็บอึแมว ดูแลกระบะทราย เปิดปิดแอร์หรือพัดลมให้

6. การนำแมวไปฝากเลี้ยงที่โรงแรมแมว

การนำแมวไปฝากเลี้ยงที่โรงแรมแมวภายใต้การดูแลของมืออาชีพย่อมจะดีกว่าปล่อยแมวทิ้งไว้ลำพัง สนนราคาการรับฝากเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันต่อคืน โรงแรมแมวบางแห่งมีกล้องวงจรปิดให้เจ้าของสามารถเปิดอินเตอร์เน็ตเข้ามาดูภาพปัจจุบันในโรงแรมแมวได้

เทคนิคการฝากแมว ควรฝากแมวแบบไม่ขังกรงเพราะอาจทำให้แมวเกิดความเครียดจนป่วยได้ โรงแรมแมวบางแห่งจะสร้างห้องขนาดเล็กๆ รับฝากแมว ขนาดพอแมวเดินได้ นอนได้สบายก็เพียงพอแล้ว โรงแรมแมวบางแห่งมีห้องพิเศษขนาดใหญ่ไว้บริการสำหรับบ้านที่มีแมวหลายตัว

ในการฝากไม่ควรปล่อยแมวของเราอยู่รวมกับแมวตัวอื่น เพราะแมวแต่ละตัวมีเชื้อโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาจติดโรคหรือเห็บหมัดกลับมาบ้านได้

ในการฝากแมวที่โรงแรมแมวให้นำสมุดวัคซีน อาหารที่แมวชอบไปด้วยทุกครั้ง

การจัดเตรียมให้พร้อมแค่นี้ การหนีแมวไปเที่ยวก็สบายหายห่วง ขอให้เที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ

(ขอขอบคุณภาพจาก ROGER & MESSI PETSHOP AND CAT HOSTEL)

“กิ๊บเกศ” เครื่องประดับผม ฝีมือไทย ส่งขายทั่วยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน กฤษณะราช

“กิ๊บเกศ” เครื่องประดับผม ฝีมือไทย ส่งขายทั่วยุโรป

“…ลูกค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าของเราสวย มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ทำให้คนต่างชาติชอบสินค้าที่เราทำ”

เครื่องประดับกับผู้หญิงถือเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะทรงผม ย่อมต้องมีเครื่องประดับตกแต่งให้สวยงามดูดี

แต่ท่านใดยังหาแบบที่ถูกใจไม่ได้ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐี” มีร้านขายกิ๊บติดผม ซึ่งมีแบบให้เลือกหลากหลาย แถมยังราคาไม่แพง มานำเสนอ และที่สำคัญ เป็นกิจการที่ยืนยงอยู่ในตลาดมานานกว่า 13 ปีแล้ว

คุณกุ้ง-เบญญาภา สุทธิพันธุ์ อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน “กิ๊บเกศ” กิจการขายกิ๊บและกิ๊ฟต์ช็อป ที่มีสินค้าเครื่องประดับให้เลือกมากมาย ตั้งอยู่ที่ เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ตึกเก่าชั้น 5 ย้อนความเป็นมา เริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยมีคุณแม่ ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านที่ ศาลายา จังหวัดนครปฐม เลยมีคนนำงาน “ทำกิ๊บ” มาจ้างให้ทำ

หลังจากทำไปพักใหญ่ ผู้ว่าจ้างไม่สั่งต่อ เลยมานั่งคิดกันจะทำธุรกิจนี้ต่อไปดีหรือไม่ แต่ด้วยความที่นึกถึงกลุ่มแม่บ้าน ไม่อยากทิ้งพวกเขาไป จึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ประกอบกับมีเพื่อนทำออร์แกไนซ์ อยู่ที่ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า จึงได้โอกาสไปออกร้านกิ๊บ เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้น เริ่มมีคนเข้ามาติดต่อให้ไปออกบู๊ธตามห้างต่างๆ ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ซึ่งสินค้าของร้าน มีให้เลือกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กิ๊บ ยางรัดผม ที่คาดผม หมวก ทุกอย่างล้วนแต่เป็นงานฝีมือทั้งหมด ราคาขายเริ่มต้น 15-150 บาท ขายแบบปลีกและส่ง

คุณกุ้ง เผยว่า จุดเด่นสินค้าของร้าน “กิ๊บเกศ” ที่แตกต่างนั้นคือ เป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ออกแบบด้วยความพิถีพิถัน ส่วนวัสดุที่นำมาประกอบ ได้แก่ เชือกเทียน ลูกปัด ไหมพรม เชือกป่าน ฯลฯ ซึ่งในตลาดเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เธอเป็นเจ้าแรกที่ออกไปขายตามบู๊ธในห้างสรรพสินค้า บวกกับราคาที่ถูกใจ ทำให้มีลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ

“จากนั้นไม่นาน นำสินค้าไปออกงานโอท็อป ที่เมืองทองธานี ปรากฏขายดีมาก เลยทำให้มีที่ออกขายเรื่อยๆ จนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ได้มาเช่าร้านที่แพลทินัม โดยใช้ชื่อร้านกิ๊บเกศ ด้วยความโชคดีที่ได้มาอยู่ที่นี่เพราะได้ออร์เดอร์จากต่างชาติที่ติดต่อสั่งสินค้าเข้ามา” คุณกุ้ง เล่าน้ำเสียงตื่นเต้น

และว่า ลูกค้าหลักของทางร้านเป็นคนต่างชาติ ส่วนใหญ่ส่งไปขายต่อทั่วทวีปยุโรป ทำให้รู้สึกภูมิใจ กลุ่มแม่บ้านเองก็ภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีออร์เดอร์ประจำจากทางญี่ปุ่น ที่ออกแบบงานมาให้ผลิตให้ สำหรับผลตอบรับ ลูกค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าของเราสวย มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ทำให้คนต่างชาติชอบสินค้าที่เราทำ

“ร้านกิ๊บเกศ มาถึงทุกวันนี้ได้เพราะไม่ทิ้งกลุ่มแม่บ้าน ทุกครั้งที่มีปัญหาจะสู้ด้วยกัน ทำให้วิกฤตกลายเป็นโอกาส ส่วนแผนในอนาคต มองว่ายังมีช่องว่างเรื่องของการตลาดอยู่ ถ้าหากมีโอกาสและมีความพร้อมจะพัฒนาธุรกิจนี้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

หากใครสนใจสินค้าสามารถติดต่อได้ที่ ร้านกิ๊บเกศ เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ 1269/4 ชั้น 5 หรือโทรศัพท์ (081) 172-9044