“ก้อนหินมีชีวิต” งานศิลป์ชิ้นเดียวในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ศิลปหัตถกรรม

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

“ก้อนหินมีชีวิต” งานศิลป์ชิ้นเดียวในโลก

“ก้อนหินที่ใช้ทำงานศิลป์ในแบบของเธอนี้ เป็น หินแม่น้ำ หาซื้อได้ตามร้านจัดสวนทั่วไป นำมาคัดเลือกเน้นก้อนที่มีพื้นผิวสากๆ เพราะสามารถดูดซึมสีได้ดี ส่วนสีที่ใช้เพ้นต์เป็นสีอะครีลิก มีคุณสมบัติ กันน้ำ ติดทนไม่หลุดลอก”

เขาว่ากันว่า ศิลปะไม่มีวันสิ้นสุด คุณว่าจริงไหม? ไม่ว่าจะหยิบจะจับอะไร หากเรามีไอเดียสร้างสรรค์ก็สามารถทำได้ และถ้าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร บางครั้งอาจสามารถต่อยอดเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

เหมือน คุณแอ๊ฟ-วรัญญา ขำหัว วัย 28 ปี เจ้าของแบรนด์ Is.ideastone (อิส ไอเดีย สโตน) ที่นำเอาก้อนหินแสนจะธรรมดา มาแต่งแต้มสีสันลงบนก้อนหิน จนถึงตอนนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว กลายเป็นอาชีพหลัก จากเดิมเป็นมนุษย์เงินเดือน

จุดเริ่มต้นของคุณแอ๊ฟ เล่าว่า อายุ 28 ปี จบปริญญาตรี จากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ สาขาจิตรกรรมสากล ก่อนเข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งอยู่ประมาณ 2 ปี ตัดสินใจลาออกเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาโท สาขาวิชาทฤษฎีศิลป์ คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

ช่วงนี้จึงอยากมีรายได้ระหว่างเรียน และสิ่งที่ตนถนัดคือ การวาดรูป เลยพยายามค้นหาวิธีการที่แปลกใหม่นอกเหนือจากการวาดภาพทั่วไป นำเสนอศิลปะในรูปแบบใหม่และคนทั่วไปสามารถจับต้องได้

กระทั่งเกิดไอเดียหยิบจับก้อนหินธรรมดาๆ มาเติมแต่งจินตนาการลงไปให้กลายเป็นตัวการ์ตูนรูปแบบน่ารัก เป็นการผสานรูปภาพที่วาดให้เข้ากับรูปทรงของก้อนหินอย่างลงตัว เป็นเหมือนการปลุกก้อนหินให้มีชีวิตชีวาด้วยศิลปะ สามารถนำไปตั้งประดับตกแต่งสวนถาด โต๊ะทำงาน หรือเป็นของขวัญของฝากเพื่อนได้แบบไม่ซ้ำใคร

“เลือกที่จะเพ้นต์ก้อนหิน ด้วยลักษณะพิเศษของก้อนหินที่มีรูปทรงอิสระ สีสัน ขนาด อีกทั้งพื้นผิว ที่ไม่ซ้ำกัน ความแตกต่างของหินแต่ละก้อนก่อให้เกิดจินตนาการต่อยอดได้โดยอัตโนมัติ เช่น รูปทรงกลมคล้ายเต่า รูปทรงเรียวยาวคล้ายคน หรือจะเป็นรูปทรงที่แปลกตา ชวนให้คิดถึงสิ่งของ หรือสัตว์ ที่อยู่รอบตัว ฉะนั้น ชิ้นงานของทางร้าน 1 ชิ้น ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ามีชิ้นเดียวในโลก เทียบเท่ากับงานศิลปะชิ้นจิ๋ว” คุณแอ๊ฟ ว่าอย่างนั้น

และว่า มีหลายครั้งที่ลูกค้าขอให้ทำตามแบบที่เคยขายไป ถึงแม้จะมาจากรูปแบบเดียวกันแต่มั่นใจได้เลยว่า ผลงานแต่ละชิ้นยังคงเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง เนื่องจากก้อนหินแต่ละก้อนมีก้อนเดียวในโลกซึ่งถือเป็นความพิเศษของมัน

สำหรับก้อนหินที่ใช้ทำงานศิลป์ในแบบของเธอนี้ เป็น หินแม่น้ำ หาซื้อได้ตามร้านจัดสวนทั่วไป นำมาคัดเลือกเน้นก้อนที่มีพื้นผิวสากๆ เพราะสามารถดูดซึมสีได้ดี ส่วนสีที่ใช้เพ้นต์เป็นสีอะครีลิก มีคุณสมบัติ กันน้ำ ติดทนไม่หลุดลอก

โดยลายเฉพาะของทางร้านคือ คู่รักตายาย เนื่องจากมีความหมายดี เสมือนคำอวยพรที่ถ่ายทอดผ่านตัวการ์ตูน “ขอให้รักกันจนแก่เฒ่าและหนักแน่นในความรักดั่งหินผา” ผลงานชุดนี้จะเป็นชุดที่ลูกค้ามีความนิยมอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนั้น งานของ Is.ideastone ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดส่ง จึงออกแบบแพ็กเกจกล่องไม้ฝาสไลด์ขึ้นมาเพื่อให้ชิ้นงานถึงมือลูกค้าอย่างสมบูรณ์ เป็นเสมือนตู้โชว์ไว้จัดวางโชว์เหล่าน้องหินนำไปประดับบนโต๊ะทำงานได้อีกด้วย ต่อมามีการออกแบบกล่องกระดาษเพิ่มเติม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ต้องการกล่องไม้ นอกเหนือจากเป็นการลดต้นทุนแล้ว ยังสามารถเพิ่มตัวเลือกให้แก่ลูกค้าให้หลากหลายมากขึ้น

คุณแอ๊ฟ บอกต่อ งานของทางร้านจะมีขนาดเล็ก ไม่เกิน 9 เซนติเมตร เนื่องจากคำนึงถึงการจัดส่ง และการบรรจุลงในแพ็กเกจ ซึ่งถ้ามีขนาดใหญ่และหนักเกินไป ลูกค้าต้องเพิ่มอัตราค่าจัดส่งแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น

ส่วนราคาขายมีหลากหลาย เริ่มต้น 350-500 บาท สำหรับชุดเดี่ยวน้องหิน และราคา 650-2,000 บาท จะทำสำหรับชุดคู่ และชุดใหญ่ดีไซน์พิเศษ เช่น ชุดสวนและชุดขนม เป็นต้น ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า

และด้วยความเป็นงานแฮนด์เมดทำให้งานแต่ละชิ้นค่อนข้างใช้เวลาในการทำ ขึ้นอยู่กับความยากง่าย หากเป็นรูปแบบทั่วไป ใช้เวลา 1-2 วัน ส่งของได้ แต่หากเป็นชุดใหญ่ ประมาณ 1 สัปดาห์ โดยกลุ่มลูกค้า เป็นวัยทำงานไปจนถึงวัยเกษียณ กลุ่มวัยทำงานจะชอบรูปแบบทั่วไป ส่วนวัยเกษียณจะชอบให้ทำลวดลายเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น ฮก ลก ซิ่ว หรือ พระพิฆเนศ เป็นต้น

สำหรับสินค้าขายดีจะเป็นภาพล้อหน้าบุคคลบนหิน มีแบบสั่งทำเป็นตัวการ์ตูนหินคนในครอบครัว เสมือนมีตัวการ์ตูนล้อประจำตัว วางเรียงกันเป็นครอบครัว ประดับที่บ้าน ให้ความเพลิดเพลินเมื่อได้เห็น หรือชุดก้อนหินตายาย และเหล่าสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่ลูกค้าสะสม เช่น นกฮูก ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน

เกี่ยวกับช่องทางการจำหน่าย เธอเปิดขายสินค้าทางออนไลน์ ทั้งในเพจเฟชบุ๊ก อินสตาแกรม และนำสินค้าฝากขายตามเว็บไซต์งานแฮนด์เมดโดยเฉพาะทั้งไทยและต่างประเทศ บางโอกาสจะออกบู๊ธตามสถานที่ต่างๆ บ้างเมื่อมีงานในสต๊อกมากหน่อย

ปัจจุบัน งานศิลป์บนก้อนหิน แบรนด์ Is.ideastone ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เพราะสินค้าได้ส่งออกไปต่างประเทศบ้างแล้ว อาทิ ไต้หวัน ฮ่องกง จีน มาเลเซีย อังกฤษ เป็นต้น

ปัจจุบัน คุณแอ๊ฟกำลังศึกษาระดับปริญญาโท มีรายได้เสริมจากการสอนศิลปะเด็กในวันเสาร์ พร้อมกับทำแบรนด์ Is.ideastone ควบคู่กัน และจนตอนนี้กลายเป็นอาชีพหลักทำเงินให้กับตัวเองไปแล้ว

ท่านใดสนใจต้องการสั่งซื้อสินค้า ติดต่อได้ทาง ID LINE : apppvr, Facebook : Is.ideastone, IG : Is.ideastone โทรศัพท์ (082) 323-2298 ภายในประเทศได้รับสินค้าภายใน 1-2 วัน หลังจากส่งสินค้า

นกปล่อยไทย vs สิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ตู้จดหมายพลศรี

ยศพิชา คชาชีวะ

นกปล่อยไทย vs สิงคโปร์

อะไรเอ่ย?

“ไข่กบ นกปล่อย บัวลอย อ้ายตื้อ” คืออะไร

คำถามนี้อยู่ในข้อสอบของนักเรียนอาหารไทย และนักเรียนมัคคุเทศก์ที่ผมสอนด้วยนะครับ

ใบ้ให้นิด ทั้งหมดเป็นขนมไทยๆ กินกับกะทิ มีชื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยว่า “ประเพณีสี่ถ้วย” คือเป็นขนมที่จัดเลี้ยงคนในงานต่างๆ ว่ากันว่ามีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตกทอดมาถึงรัตนโกสินทร์ สมัยนี้เราก็ยังกินขนมทั้งสี่ถ้วยนี้อยู่ เพียงแต่ไม่ได้เป็นประเพณีอะไรแล้ว ซื้อขนมประเภทน้ำกะทิใส่น้ำแข็งในห้างนี่ปาเข้าไปถ้วยละ 35 บาท แพงพอกับกินข้าวเลย

ส่วนใหญ่จะเดาออกคำหน้ากับคำหลังว่า “ไข่กบ” คือเม็ดแมงลัก เพราะมันเหมือนไข่กบ บ้างก็ว่าเป็นเม็ดสาคูเล็กๆ ก็ได้ “อ้ายตื้อ” คือข้าวเหนียว เพราะกินแล้วอิ่มตื้อ เหมาะเป็นขนมจัดเลี้ยงคนเยอะๆ จริง แต่ไอ้ 2 คำตรงกลางนี่ซิ เดากันไม่ค่อยออก ถ้าไม่เคยอ่านเจอมา

“บัวลอย” ใบ้ให้เลยว่าไม่ใช่บัวลอยที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้ อย่างนั้นไม่ต้องใส่น้ำแข็ง โบราณเขาหมายถึง ข้าวตอก ครับ ข้าวตอกมาจากข้าวเปลือกคั่ว ให้แตกบานออกคล้ายกับทำข้าวโพดคั่ว เอามากินกับน้ำกะทิมันจะลอยอยู่หน้ากะทิ เลยเป็นบัวลอย (เหมือนบัวตรงไหน ผมเดาเอาเองว่าคงเหมือนกลีบบัวเล็กๆ ที่หลุดลอยอยู่หน้าน้ำ) บางตำราใช้ว่า “มะลิลอย” อันนี้พอจะเหมือนมากกว่าบัวลอย ข้าวตอกพอขาวๆ เหมือนกลีบมะลิ

มาถึง “นกปล่อย” นี่ซิ เดาให้ตายก็ไม่ถูก ชำเลืองไปดูรูปที่ผมลงไว้ จะร้องอ๋อ…มันคือ “ลอดช่องไทย” ครับ เราเอาแป้งข้าวเจ้ากับน้ำมากวนเป็นก้อนเหลวๆ สมัยก่อนใช้กะลามะพร้าวขัดมัน เจาะรู แล้วเอาแป้งกวนใส่ลงไป มีที่กดแบนๆ พอดีกะลากดอีกที แป้งมันก็จะไหลปรู๊ดออกมาลงน้ำเย็นด้านล่างจับเป็นตัวสั้นบ้าง ยาวบ้าง เหมือน “นกปล่อยของออกมาจากก้น” ยังไงยังงั้น ใครเคยโดนนกขี้รดหัวจะรู้ดี

คนโบราณนี่ช่างเปรียบเทียบจริงๆ คิดได้ไงไม่รู้ เวลาเรากินลอดช่องน้ำกะทิ ไม่เคยคิดสักทีว่ามันเหมือน “นกปล่อย” คิดขึ้นมาอาจจะกินไม่ลง

สมัยประเพณีสี่ถ้วยยังไม่มีน้ำแข็ง กะทิขนมคงใส่หม้อดินเผาซึ่งมีรูพรุนเล็กๆ ที่พื้นผิว ให้อากาศซึมๆ ได้ ช่วยให้น้ำกะทิเย็นโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง สมัยโน้นคงพอเย็นอยู่ มายุคนี้ซิครับเอาหม้อดินใส่กะทิมาตั้ง คงได้กะทิร้อนเดือด และบูดได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่เขียนเรื่องตอนนี้ข้างนอกยังแดดเปรี้ยง 40 องศา จนไม่อยากออกไปไหนเลย

คนไทยเริ่มรู้จักน้ำแข็งสมัยรัชกาลที่ 4 มีเรือกลไฟเดินทางมาจากสิงคโปร์ มีของแปลกมาด้วยคือ น้ำแข็งใส่ลังกลบขี้เลื่อยมา ว่ากันว่าตอนมาใหญ่เท่าลังพอมาถึงเมืองไทยเหลือเท่าชามอ่าง เพราะใช้เวลาเดินทางถึง 15 วัน คนในวังได้อมน้ำแข็งตื่นเต้นเป็นยกใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ไม่เชื่อว่าใครจะ “ปั้นน้ำเป็นตัว” ดังภาษิตโบราณได้ ก็ได้เห็นจริง ณ บัดนั้น

จนมาสมัยรัชกาลที่ 5 พระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษบุตร คนเดียวกับที่ตั้งรถเมล์นายเลิศ และปาร์คนายเลิศ) ถึงตั้งโรงน้ำแข็งขึ้น น้ำแข็งจึงค่อยๆ แพร่หลายในเมืองไทย คนเลยโกหกเก่งขึ้นเพราะ “ปั้นน้ำเป็นตัว” กันได้ทุกครัวเรือน

“นกปล่อยไทย” ทำจากแป้งหลักคือ แป้งข้าวเจ้า ผมไปเที่ยวสิงคโปร์ มาเลย์ เจอขนมที่เรียกว่า “Cendol” บางเจ้าเข้าคิวกันยาวเหยียดกินแล้วเหมือนลอดช่องไทยเปี๊ยบ เส้นเขียวเหมือนกัน สั้นๆ แบบนกปล่อยเหมือนกัน กินกับน้ำกะทิใส่น้ำแข็ง ของเขาชอบใส่ถั่วแดงต้มด้วย ผมจึงไม่แน่ใจว่าที่เราบอกว่า “ลอดช่องไทย” เป็นขนมไทยแท้จะใช่มั้ย อาจจะเป็นขนมที่เรารับวัฒนธรรมการกินในเอเชียด้วยกันเข้ามาผสมผสาน ตกทอดกันมานานจนเราคุ้นชินกลายเป็นของไทยๆ เช่นเดียวกับแกงเผ็ดไทย ซึ่งมีเชื้อสายมาจากอินเดียผสมเปอร์เซีย หรือขนมตระกูลทองต่างๆ ที่มีเชื้อสายมาจากโปรตุเกส

แต่เอาเถอะ ลอดช่องไทยก็ไทย หลายเจ้าทำลอดช่องขายอย่างเดียว จนรวยไม่รู้เรื่องมีชื่อเสียงติดระดับประเทศ

สูตรลอดช่องดั้งเดิมมักจะมีแป้งข้าวเจ้าเป็นหลักให้เกิดตัวเนื้อขนมเป็นสีขุ่นๆ แป้งข้าวเจ้าจะไม่เหนียวถ้าไม่ได้นวด เขาเลยเติมแป้งมันสำปะหลังลงไป ซึ่งทำให้เหนียวกับใส มีน้ำด่างคือ น้ำปูนใสใส่ลงไปด้วย น้ำปูนใสนี่ได้จากการละลายปูนแดงกินกับหมาก ตั้งทิ้งให้ตกตะกอนแล้วช้อนน้ำใสๆ มาทำอาหาร เอาไปแช่ผัก ผสมแป้งทอดกรอบ ทำให้อาหารกรอบขึ้น เพราะแคลเซียมในน้ำปูนใสเข้าไปอยู่ในเซลล์ของส่วนผสมต่างๆ ทำให้โครงสร้างแข็งขึ้น ส่วนการใส่น้ำปูนใสหรือน้ำด่างในขนมหลายชนิดมักจะเป็นการปรับค่าความเป็นด่างทำให้ขนมสีสวย และคงสภาพอยู่ตัวดีด้วยเหตุผลเดียวกับแป้งทอดกรอบ

ลอดช่องไทยแบบเดิม ตัวจะกินแล้วเป็นแป้งยุ่ยๆ ขาดง่าย ไม่ค่อยเหนียว ตัวขุ่นไม่ใส คนรุ่นปัจจุบันชอบกินตัวลอดช่องที่นุ่ม เหนียว มีความวาวใสนิดๆ เลยมีการเพิ่มแป้งถั่วเขียวเข้าไปด้วย แป้งนี้มีอีกชื่อคือ แป้งซ่าหริ่ม คุณสมบัติทำให้ขนมใส แข็ง แต่ไม่เหนียว แล้วยังใส่แป้งเท้ายายม่อม ก็คือแป้งมันสำปะหลังดัดแปลงให้มีความนุ่มและเหนียว เลียนแบบแป้งเท้ายายม่อม จากต้นเท้ายายม่อมตามธรรมชาติ

นกปล่อย หรือลอดช่องไทย

ส่วนผสมแป้ง

แป้งข้าวเจ้า 70 กรัม

แป้งเท้ายายม่อม 30 กรัม

แป้งถั่วเขียว 30 กรัม

แป้งมันสำปะหลัง 20 กรัม

น้ำปูนใส 450 กรัม

น้ำใบเตย 250 กรัม

สีเขียวใบเตย

เอากระทะทองตั้งเข้า ใส่แป้ง เวลาทำขนมไทยๆ ค่อยๆ ใส่ส่วนผสมที่เป็นน้ำลงนวดกับแป้งทีละหน่อย ใช้มือนวดจะได้รู้ว่าแป้งเป็นเม็ดละลายเนียนดีหรือยัง ค่อยใส่น้ำที่เหลือจนหมด ยกกระทะขึ้นตั้งไฟ กวนให้เหนียว พอใส อย่าเหนียวมากเดี๋ยวกดไม่ออก ตักใส่พิมพ์ลอดช่อง กดเร็ว วางเหนืออ่างน้ำผสมน้ำแข็ง ตัวลอดช่องจะแข็งทันใจ ตักขึ้นหล่อในน้ำเชื่อม หรือน้ำกะทิตัวจะได้ไม่ติดกัน

ส่วนน้ำกะทิใช้

หัวกะทิ 250 กรัม

น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม

เกลือ 1/2 ช้อนชา

ใบเตยหอม

ขยำใบเตยกับหัวกะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ ให้ละลายหอมดี ตั้งไฟกลางพอเดือด พักไว้ให้เย็น น้ำกะทิจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ พอโดนน้ำแข็งถึงกลายเป็นสีกะทิขุ่นๆ

อยากให้หอมมากขึ้น นำน้ำกะทิไปอบควันเทียน 1 คืน กินแล้วชื่นใจ

อันนี้ “นกปล่อยไทย” ยังมี “นกปล่อยสิงคโปร์” หรือลอดช่องสิงคโปร์ ซึ่งไม่ได้มาจากสิงคโปร์ ไปสิงคโปร์เจอแต่ลอดช่องไทยหรือ Cendol

ที่มานกปล่อยสิงคโปร์ หลายคนรู้กันดีแล้วว่าร้านต้นคิดอยู่ตรงโรงหนังสิงคโปร์ เยาวราช ตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงหนังเฉลิมบุรี ตอนนี้เหลือแต่ร้านลอดช่องสิงคโปร์ อีกอย่างหนึ่งเมื่อก่อนแป้งมันสำปะหลังมาจากสิงคโปร์ ยังมีบัญญัติศัพท์อยู่ในพจนานุกรมเลยว่า แป้งสิงคโปร์คือ แป้งมันสำปะหลัง

นกปล่อยสิงคโปร์

ลอดช่องสิงคโปร์ทำง่ายกว่าลอดช่องไทย สัดส่วนไม่ต้องคิดอะไรมาก

แป้งมัน 2 ถ้วย

น้ำเดือด 1 ถ้วย

สีผสมอาหาร

ตักแป้งมันใส่อ่าง ตั้งน้ำอีกหม้อให้เดือดพล่านแล้วเทใส่แป้งทีละหน่อย ใช้ไม้พายกวนเร็วๆ แป้งจะใสขุ่นๆ ถ้าแป้งเละไปเติมแป้ง ถ้าแห้งไปเติมน้ำ ตักออกมานวดบนโต๊ะ โรยแป้งมันเป็นนวล นวดให้เนียน แล้วแบ่งแป้งออกผสมสี นวดให้เข้ากัน แผ่แป้งออกโรยนวลไปเรื่อยๆ คลึงเป็นแผ่นบางหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร ตัดเป็นเส้นยาว โรยนวลแป้งขยุ้มๆ ไว้

ตั้งน้ำให้เดือด ใส่แป้งที่ตัดลงต้มทีละหน่อย อย่าโลภใส่ทีละมากจะติดกัน ใช้ตะเกียบคนๆ พอตัวลอยก็ใช้ได้ ยังขุ่นอยู่ ตักขึ้นแช่ในน้ำผสมน้ำแข็งตัวจะแข็งใสขึ้นมา ลองชิมเหนียวหนับเลย ตักขึ้นมาแช่ในน้ำกะทิหรือน้ำเชื่อมอ่อนๆ รอไว้

น้ำกะทิ

หัวกะทิปนกลางกะทิ 2 ถ้วย

เกลือ 1/2 ช้อนชา

ใบเตยหอม

ตั้งไฟกลางให้เดือด รอเย็น

น้ำเชื่อม

น้ำตาล 1 ถ้วย

น้ำ 1 ถ้วย

ใบเตยหอม

น้ำหอมกลิ่นมะลิ

ผสมให้เข้ากัน ตั้งไฟ พอเหนียวนิดๆ รอเย็น เอาดอกมะลิลงไปลอยคอเก๋ๆ ด้วย

เวลารับกินฉีกขนุนหอมๆ ลงไปผสมในน้ำเชื่อม หรือลอดช่องตักใส่ถ้วยขนม ใส่น้ำแข็ง ใส่กะทิ น้ำเชื่อม หรือเอาแบบกินสะดวกใส่ถ้วยแก้วใช้หลอดดูด ลื่นปรื๊ดๆ ลงคอ แต่เคี้ยวสักหน่อยเถอะ เดี๋ยว “นกปล่อยสิงคโปร์” จะลื่นไหลไปหลอดลม พานสำลักเอาวุ่นวาย หมดอร่อยกันพอดี

“อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ เด็ดที่รสชาติ เปิดเผยสูตรสำเร็จธุรกิจ “กาแฟโบราณ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เปรี้ยวปาก

โดย : พนิดา สงวนเสรีวานิช

“อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ เด็ดที่รสชาติ เปิดเผยสูตรสำเร็จธุรกิจ “กาแฟโบราณ”

เป็นอาชีพที่เริ่มต้นง่ายๆ ใช้เงินทุนไม่มาก แค่มีพื้นที่เล็กๆ หน้าบ้าน หน้าร้าน หรือเป็นรถเข็น รถกระบะ ก็เพียงพอแล้ว…

เสน่ห์ของ “กาแฟโบราณ” อยู่ที่ความหอมของเมล็ดกาแฟคุณภาพดีที่ผ่านการคั่วบดอย่างพอเหมาะ ผสานกับรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม เมื่อรินผ่านน้ำแข็งทุบละเอียด เติมความหวานมันด้วยนมสด จะดูดหรือจะดื่มก็ชื่นใจ หายเหนื่อย

ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ลูกค้ายิ่งคึกคัก แวะเวียนมาไม่ขาด เช่นที่ร้าน “อ้อย กาแฟโบราณ” ร้านเล็กๆ ภายในซอยปรีดีพนมยงค์ 14 ที่มี คุณพรรณวดี อยู่คง เป็นมือชง

“วันๆ มีลูกค้าเยอะมากค่ะ บางวันกว่าจะได้กินข้าวเช้าก็ปาเข้าไปตอนบ่ายแล้ว”

อาจารย์อ้อย บอกเมื่อถามถึงกิจการของครอบครัวที่เธอเข้ามารับไม้ต่อ พร้อมกับรับภาระดูแลพี่ๆ น้องๆ อีก 6 คน แทนแม่ซึ่งเป็นกำลังหลักของบ้านล้มป่วย กระทั่งปัจจุบันทุกคนสำเร็จการศึกษามีการมีงานทำกันหมด

แม้จะจบการศึกษาเพียงแค่ประถมศึกษาปีที่ 7 แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยความที่มุ่งมั่นตั้งใจ กับประสบการณ์กว่า 25 ปี รสมือที่เป็นที่ยอมรับของมิตรรักคอกาแฟ ทำให้บ่อยครั้งอาจารย์อ้อยต้องไปออกร้านให้บริการตามคำเชิญชวน และเป็นที่มาของการรับเชิญเป็นวิทยากรสอนวิชาชีพหลักสูตรกาแฟโบราณที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี

อาจารย์อ้อย หรือที่รู้จักเรียกขานกันในชื่อ “อ้อย กาแฟ” บ้างเรียก “อ๋อย” บ้างเรียก “น้องตาโต” บอกว่า

“แม่คงมองเห็นว่าเราคงไปได้ เขาบอกกับลูกค้าว่า ถ้าเขาเป็นอะไรจะให้ลูกคนนี้ขายแทน ซึ่งเราเมื่อก่อนก็ช่วยแม่เข็นรถขายกาแฟ เดินตามแม่ตลอด พอแม่ไม่อยู่ก็ชงแทน เลยรู้จักคนแถวนี้เยอะ พอแม่เสียเลยขายแทน” อาจารย์อ้อยบอกและกล่าวอย่างติดตลกว่า ชีวิตนี้เกิดมาก็อยู่กับกาแฟ เมื่อก่อนบ้านอยู่สวนผัก แม่ขายกาแฟก็เลยทำตาม

“กาแฟโบราณ-จริงๆ ก็ไม่ได้ชอบ แต่พอเรามาทำแล้วมันผูกพัน เพราะเวลาที่ทำอะไร เราต้องใส่ใจในการทำ ทำกาแฟ พอว่าง เห็นใครทำขนมก็ทำตาม ปัจจุบันเลยขายขนมร่วมกับขายกาแฟด้วย”

ส่วนเคล็ดลับในการชงกาแฟโบราณให้ถูกใจลูกค้านั้น อาจารย์อ้อย ว่า ต้องเน้นที่คุณภาพเป็นหลัก คือกาแฟต้องเข้ม เราทานแบบไหนก็จะทำให้ลูกค้าแบบนั้น แล้วใส่ใจไปด้วย ถ้าเราชงมั่วๆ ลูกค้าก็จะไม่ติด

ที่สำคัญคือ จดจำรสชาติของลูกค้าทุกคนได้ แค่เพียงชงให้หนเดียว วันรุ่งขึ้นลูกค้าไม่ต้องบอก เขาก็เลยติดเรา อย่าง ลูกค้าที่ไม่ชอบทานหวาน เราจะจำได้

ด้วยเทคนิคชนะใจลูกค้าเช่นนี้ ทำให้ “อ้อย กาแฟ” มีลูกค้าประจำแวะเข้ามาใช้บริการไม่ขาด และยังมีลูกค้าใหม่ๆ จากการบอกปากต่อปาก และที่ได้ยินกิตติศัพท์ในความอร่อยเข้มเต็มรสชาติแวะเข้ามาพิสูจน์ความจริง กระทั่งกลายเป็นลูกค้าประจำก็ไม่น้อย

เป็นมือชงอันดับ 1 ขนาดนี้ ถามว่าเคยใช้บริการเจ้าอื่นบ้างมั้ย?

“บ่อยไปค่ะ เวลาไปไหนก็จะซื้อเจ้าอื่นกินตลอด บางทีไปเห็นเขาชงก็ขัดใจนะ (หัวเราะ) อยากจะบอกเขาว่าชงอย่างนี้สิ แต่ก็ไม่กล้าบอก เพราะการชงกาแฟต้องมีเทคนิคการชงด้วย บางคนใส่นมเยอะไป ใส่นมน้อยไป ต้องใส่ครึ่งๆ น้ำต้องเดือด ถ้าเป็นกาแฟเย็นต้องใส่นมและน้ำตาลให้พอดีกัน แต่ถ้าเป็นกาแฟร้อนไม่ต้องใส่น้ำตาลเพราะไม่ต้องรินผ่านน้ำแข็ง”

ความลับเบื้องหลังความอร่อยของ “อ้อย กาแฟ” ถ้าว่ากันทางกายภาพ คือการใส่ใจในการเลือกสรรชนิดของเมล็ดกาแฟ โดยจะใช้เมล็ดกาแฟแท้ 100% เกรดเอ สั่งเป็นพิเศษให้มาส่งถึงร้าน

“สังเกตง่ายๆ ว่าจะเขียนที่ข้างกระป๋องว่า กาแฟ 100% เกรดเอ ซึ่งกินแล้วรู้ว่าจะอร่อยกว่าที่อื่น เวลาชงกับน้ำเดือดกลิ่นจะหอม แล้วคนก็จะตามกลิ่นกาแฟมา ถ้าเราอยากได้ใจลูกค้าแล้ว เราต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกค้า เพราะถ้าใช้เมล็ดกาแฟที่วางขายในตลาด รสชาติจะออกเปรี้ยว”

ที่สำคัญคือ การรู้จักพลิกแพลงรสชาติของเครื่องดื่ม ไม่ว่าลูกค้าจะสั่งอะไรมา ทำได้หมด จะเป็นกาแฟร้อน กาแฟเย็น หรือบางคนจะสั่งกาแฟชา บางคนก็ชอบโอเลี้ยงใส่ชา

ขณะที่ปัจจุบัน ธุรกิจกาแฟสดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นแบบร้านเดี่ยวๆ แบบสแตนด์อะโลน หรือขายตามปั๊มน้ำมัน ตามฟู้ดคอร์ตห้างสรรพสินค้า ต่างขายดิบขายดี แต่ “อ้อย กาแฟ” ยังคงมุ่งมั่นอยู่ที่กาแฟโบราณ เพื่อให้ลูกค้าทุกระดับได้อร่อยกับความหอมมัน ด้วยรสชาติเข้มข้นที่เธอการันตีว่า “รสดีกว่ากาแฟสด” ในราคาย่อมเยา

สำหรับเทคนิคการเปิดร้านกาแฟให้มีแฟนคลับมากๆ อาจารย์อ้อยบอกว่าง่ายนิดเดียว

“ต้องให้ใจลูกค้าก่อน เพราะถ้าไม่ให้ใจ ลูกค้าไม่ติด แล้วจะมีคนมาซื้อได้ยังไง อย่างร้านของอาจารย์อยู่ในหลืบ ยังมีลูกค้าขับรถเข้ามาซื้อ เพราะรสชาติเราให้ใจกับลูกค้า เราเน้นคุณภาพ”

นอกจาก กาแฟโบราณ ยังมีเครื่องดื่มยอดนิยมอีก 30 ชนิด อาทิ ชานมเย็น เนสกาแฟเย็น ช็อกโกแลตเย็น แดง/เขียวโซดา น้ำผึ้งมะนาว และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับใครที่อยากได้สูตรความหอมอร่อย ตำรับ “อ้อย กาแฟ” อาจารย์อ้อยจะมาเผยเคล็ดลับการชงกาแฟโบราณชนิดไม่มีกั๊ก ในวันที่ 4 มิถุนายน 2559 นี้ โดยชั่วโมงเรียนผู้เข้าอบรมทุกท่านจะได้เรียนรู้ตั้งแต่กรรมวิธีในการทำทุกขั้นตอนอย่างละเอียด พร้อมแนะแนวทางการนำไปเปิดร้านขายเป็นอาชีพหลักในอนาคตได้อีกด้วย

ปิดท้ายด้วยข่าวดีสุดๆ เมื่อศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) จัดกิจกรรม “MID YEAR SALE! 40%” ลดกระหน่ำทุกหลักสูตรอาหาร ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 โดยยกขบวนหลักสูตรอาหารกว่า 42 คอร์สเรียน จากหลักสูตรครัวปฏิบัติการ ครัวเบเกอรี่ ครัวสาธิต และ สูตรเด็ด-ร้านดัง มาให้ทุกท่านได้เลือกเรียนกันแบบจุใจ คืนกำไรกันแบบเต็มอิ่มแน่นอน

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) ID LINE : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“OMG burger” เบอร์เกอร์สั่งได้ดั่งใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“OMG burger” เบอร์เกอร์สั่งได้ดั่งใจ

“จุดเด่นของ OMG burger คือ ลูกค้าสามารถเลือกได้เลยว่าต้องการขนมปังสูตรดั้งเดิมหรือชาโคล จะใส่กี่ชั้นก็ได้ ผัก เนื้อ ใส่ได้ตามต้องการ ส่วนท็อปปิ้ง ก็มีให้เลือก 3 อย่าง ชีส เบคอน ไข่ดาว จะใส่มากใส่น้อยตามแต่ความชอบ โดยราคาที่ลูกค้าเคยซื้อสูงสุดคือ 250 บาทขึ้นไป ต่อชิ้น”

แทบจะทุกรายการสินค้าที่มีผู้เล่นในตลาด แต่ทว่าถ้ามี “ความต่าง” สินค้าเหมือนกัน ก็กลายเป็น “หนึ่งเดียว” ในใจลูกค้าได้

ดังเช่น “OMG burger” เบอร์เกอร์ใส่ความต่าง ชูจุดขายโดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการออกแบบ

ผุดเมนูทำง่าย ทานง่าย

ลองขาย แล้วแยกแบรนด์

คุณภากร อธิมติชัยกุล หนึ่งในเจ้าของธุรกิจ OMG burger เล่าเรื่องราวชวนให้สนใจ ว่าจุดเริ่มต้นของธุรกิจ มาจากที่ทุกคนในครอบครัวมักประสบปัญหาเกี่ยวกับอาหาร หากไม่สดสะอาด จะส่งผลต่อระบบภายในทันที ด้วยเหตุนี้จึงต้องหันมาทำอาหารทานเอง ซึ่งหัวเรือในการปรุงหลักก็คือ คุณภาคภูมิ อธิมติชัยกุล (น้องชาย)

จากทำกินในบ้าน จึงกลายเป็นทำขาย โดยเปิดร้านเล็กๆ ชื่อ “ร้านแมลงปอ เฮ้ลตี้ คาเฟ่” ตั้งอยู่หมู่บ้านสวนเสือปาล์มฮิลล์ (มาทางสวนเสือศรีราชา) ให้บริการอาหารแนวฟิวชั่นอเมริกัน บวกความเป็นไทย โดยเน้นเมนูสุขภาพ คัดสรรตั้งแต่วัตถุดิบสดสะอาด ตลอดจนการปรุง

“เราสองคนไม่มีใครเรียนด้านอาหารเลย น้องชายเรียนวิศวะ และตอนที่น้องชายเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ เขามีโอกาสทำงานอยู่ในร้านอาหาร จนกระทั่งได้เป็นเชฟ พอเดินทางกลับมาก็คิดว่าบ้านเราปรุงอาหารทานกันเองอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เปิดร้านอาหารเลยดีกว่า โดยเน้นสุขภาพ ซึ่งตอนนั้นผมไม่ได้เข้ามาเต็มตัว แต่ก็ช่วยดูแลระบบหลังร้าน จนกระทั่ง 1 ปีก้าวผ่าน ก็พบว่าระบบบัญชีของร้านเริ่มนิ่ง รายได้คงที่ จึงคิดกระตุ้นการขาย เพิ่มเมนูใหม่ๆ ซึ่งเราก็เกิดไอเดียว่า ควรต้องเป็นเมนูง่ายๆ สามารถใช้วัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในร้าน จึงผุดเมนูเบอร์เกอร์ขึ้นมา”

ใช้เวลาลองผิดลองถูก พร้อมดูผลตอบรับจากลูกค้าอยู่นานหลายเดือน กระทั่งพบว่าเบอร์เกอร์ กลายเป็นเมนูได้รับความนิยม มีผู้ติดตามกลับมาทานซ้ำบ่อยครั้ง จึงตัดสินใจสู่การเปิดแบรนด์เฉพาะเบอร์เกอร์ขึ้นมา

“ประจวบเหมาะกับขณะนั้นได้ไปออกบู๊ธแสดงสินค้าที่ศูนย์การค้าเจพาร์ค นิฮอน มูระ ศรีราชา เป็นเวลา 10 วัน ปรากฏว่าเบอร์เกอร์ขายดีมาก ผมจึงว่านี่คือโอกาสให้เราก้าวสู่การสร้างแบรนด์ และเปิดร้านจริงจัง”

เลือกหน้าร้านเคลื่อนที่

จอดขาย ไป-กลับ สะดวก

จากทดลองตลาด ทำให้ทราบว่า กลุ่มผู้ซื้อสินค้าส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ดี ซึ่งสัมพันธ์กับราคาขาย ฉะนั้น ทำเลจึงควรเจาะให้ถึงกลุ่มคนเหล่านี้ กอปรกับพบว่าผู้บริโภคจำนวนมากเดินทางมาในรูปแบบครอบครัว ที่มีลูกอายุ 2 ขวบขึ้นไป รวมไปถึงกลุ่มคนต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอำเภอเมือง

เมื่อรู้โจทย์ จึงวางแผนหาห้องค้าเพื่อตั้งร้านในเขตเมืองที่แวดล้อมด้วยกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว แต่ทว่าค่าเช่าสูง จึงวางรูปแบบหน้าร้านให้เป็น “ฟู้ดทรัก” โดยกำเงินประมาณ 70,000-80,000 บาท ดาวน์รถกระบะ จากนั้นติดตั้งหลังคา ตกแต่ง จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ รวมเงินทุนทั้งหมดราว 300,000 บาท

“ตอนนั้นมองว่า ฟู้ดทรักมีข้อดีตรงขับไปจอด พอเลิกขายก็ขับกลับ ซึ่งยอดขายก็ไปได้ดีนะ ทั้งๆ ไม่ได้ทำการตลาด แต่ทว่าปัญหาที่เราพบและถือว่าหนักหนา จะเรียกว่าเป็นอุปสรรคของการขายในรูปแบบฟู้ดทรักก็ว่าได้ คือ ฝน เราเจอฝน 3 เดือน พื้นที่จอดขายอยู่ใกล้ทะเล น้ำก็จะท่วม พอเข้าสู่เดือนที่ 6 ของการขาย เราก็บอกตัวเองว่าจะหยุดกับทำเลนี้”

การตลาดแบบปากต่อปาก ไม่เพียงส่งผลให้ผู้บริโภครับรู้ในแบรนด์ แต่ทว่ายังส่งผลถึงผู้สนใจร่วมธุรกิจ ซึ่งขณะนั้น ศูนย์การค้าเจพาร์ค นิฮอน มูระ ศรีราชา ติดต่อให้ไปเปิดร้านรูปแบบฟู้ดทรักในพื้นที่ของเขา ฤดูฝนจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

“ก่อนจะเดินทางไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ เรายอมเปิดร้านในพื้นที่เดิมต่ออีก 1 เดือน เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบ ซึ่งก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ลูกค้าเดินทางตามมาอุดหนุน ส่งเสริมยอดขายได้วันละเกือบ 20,000 บาท โดยช่วงเวลาขายดีคือ เวลาหลังเลิกงาน ประมาณ 5 โมงเย็นไปจนถึงราวๆ 3 ทุ่ม”

จุดเด่น ออกแบบได้

ให้ลูกค้ามีส่วนร่วม

เมื่อสาขาแรกประสบความสำเร็จ กอปรกับยังไม่เห็นมีคู่แข่งขัน จึงเร่งผุดสาขาที่ 2 ตามมา โดยครั้งนี้เลือกรูปแบบการค้าลักษณะคีออสขนาดประมาณ 10 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าอิออน ศรีราชา ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ใกล้อำเภอเมือง ส่วนงบการลงทุนในรูปแบบคีออสประมาณ 200,000 บาท

“ทำเลนี้อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่แรกที่เคยจอดรถขาย แต่ตัดปัญหาเรื่องฝน เพราะอยู่ในอาคาร ส่วนเหตุผลกับการเลือกทำเลแห่งนี้ เพราะกลุ่มเป้าหมายในเมืองจำนวนมากยังคงต้องการให้เราไปเปิดใกล้ๆ เขา ซึ่งเราก็มองเห็นว่าฐานลูกค้ามากพอ และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะเปิดดำเนินการจนถึงวันนี้ราวเดือนที่ 7 ยอดขายไปได้ดี

คุณภากร ยังขยายความถึงเมนู OMG burger ว่าจะเน้นเบอร์เกอร์เป็นหลัก โดยมีตั้งแต่ เนื้อ หมู ไก่ ปลาแซลมอน นอกจากนั้นจะมีเฟรนช์ฟรายด์ ไก่ทอด แต่ทว่าจุดเด่นที่ถือเป็นความต่างจากร้านเบอร์เกอร์ทั่วไปคือ ลูกค้าสามารถออกแบบเบอร์เกอร์ได้ตามใจต้องการ

“จุดเด่นของ OMG burger คือ ลูกค้าสามารถเลือกได้เลยว่าต้องการขนมปังสูตรดั้งเดิมหรือชาโคล จะใส่กี่ชั้นก็ได้ ผัก เนื้อ ใส่ได้ตามต้องการ ส่วนท็อปปิ้ง ก็มีให้เลือก 3 อย่าง ชีส เบคอน ไข่ดาว จะใส่มากใส่น้อยตามแต่ความชอบ โดยราคาที่ลูกค้าเคยซื้อสูงสุดคือ 250 บาทขึ้นไป ต่อชิ้น แต่ว่าราคาต่ำสุดก็จะอยู่ที่ชิ้นละ 89 บาท ส่วนราคาซื้อง่ายก็ประมาณ 129 บาท สำหรับกำไรประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ครับ”

ดูแลตั้งแต่หลังร้าน

พัฒนาการไม่หยุด

คุณภากร ยังกล่าวถึงวัตถุดิบ ว่าให้ความสำคัญ อย่างแป้งทำขนมปังเป็นสินค้านำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในช่วงแรกจะลงมือทำขนมปังเอง ต่อเมื่อยอดขายสูงขึ้น จึงจ้างผู้เชี่ยวชาญผลิตให้ภายใต้สูตรกำหนด ซึ่งคุณภากร ว่า ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ผ่านมาตรฐาน ทั้งความหวานในระดับปานกลาง ขนาด คุณภาพโดยรวมทั้งหมด

“สิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องคือ พัฒนาสินค้าเพื่อให้เกิดความต่างและหลากหลาย โดยมุ่งไปที่ประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย อย่าง ขนมปัง เคยคิดสูตรโฮลวีตขึ้นมา และขนมปังมินิ ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาก หรืออย่างเนื้อที่เคยซื้อในไทย เลี้ยงด้วยหญ้า ก็จะนำเข้าเนื้อจากออสเตรเลียที่เลี้ยงด้วยธัญพืช ทำให้เนื้อนุ่ม เราพยายามคิดสูตร มองหาวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง”

ด้วยรูปแบบการขายเปลี่ยนไป จำนวนสาขามากขึ้น จากลงมือทำหน้าที่บริการด้วยตนเอง จึงต้องจัดจ้างพนักงานเข้ามาประจำสาขาละ 1 คน ส่วนวัตถุดิบนั้นส่งตรงจากครัวกลาง นั่นก็คือร้านแมลงปอ เฮ้ลตี้ คาเฟ่ เพื่อให้คุณภาพอาหารได้มาตรฐานกำหนดไว้

“ตอนนี้ผมและน้องชายยังคงต้องเป็นหัวเรือใหญ่ ต้องดูแลทุกด้านให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่หลังบ้าน ตั้งแต่วัตถุดิบ อย่างพนักงานขายใช้เวลาอบรมนานถึง 6 เดือน เพื่อให้เขาเข้าใจสินค้า เข้าใจลูกค้า เก่งแล้วค่อยปล่อยครับ”

เปิดดำเนินธุรกิจ OMG burger มาถึงวันนี้ราว 7 เดือน แต่ยังไร้คู่แข่งทางตรง และแน่นอนว่าย่อมมีผู้สนใจลงทุน กระทั่งติดต่อถามถึงแฟรนไชส์

“ตอนนี้ผมมองเรื่องร่วมลงทุนเป็นพาร์ตเนอร์มากกว่าครับ อยากให้เติบโตไปด้วยกัน เพราะธุรกิจนี้เราทำมาแล้วเรารู้ว่าแบบไหนจะตอบโจทย์ เรื่องสถานที่สำคัญมาก ต้องมีความทันสมัย ผมว่าคอมมูนิตี้มอลล์เป็นทำเลที่เหมาะ”

สนใจเดินทางไปลิ้มรสเบอร์เกอร์ ที่สามารถออกแบบเองได้ ร้าน OMG Burger & Beer สาขาแรก ตั้งอยู่ศูนย์การค้าเจพาร์ค นิฮอน มูระ ศรีราชา ชั้น 1 ใกล้แม็กซ์แวลู วันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น. โทรศัพท์ (097) 004- 7817

สาขา 2 ตั้งอยู่ ศูนย์การค้าอิออน ศรีราชา ช็อปปิ้ง เซ็นเตอร์ วันอังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์) เวลา 10.30-20.30 น. โทรศัพท์ (081) 723-2944

ไข่ขาวหลอด พร้อมทาน เมนูคลีนใกล้ตัว ทานได้ทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07061010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไข่ขาวหลอด พร้อมทาน เมนูคลีนใกล้ตัว ทานได้ทุกวัย

“ดิฉันได้ไอเดียทำไข่ขาวหลอดมาจากเต้าหู้หลอด กว่าจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทานดังกล่าว เคยเกิดปัญหาเพราะเดิมใช้ไข่เป็ด ซึ่งไข่เป็ดรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสไม่ดีเท่าไข่ไก่ เลยปรับสูตรมาใช้ไข่ไก่ ทดลองทำอยู่นาน 6 เดือนกว่าจะลงตัว ซึ่งในต่างประเทศมีไข่ขาวหลอดจำหน่าย แต่มีการใส่สารบางอย่างเพื่อให้จับตัวกัน แต่ไข่ขาวของ Eighty Eight จะไม่มีการใส่สารใดๆ เป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์”

กระแสคลีนฟู้ดยังแรงต่อเนื่อง หลายคนที่เคยทานก็ยังทานต่อ บางคนไม่เคยทานก็เริ่มอยากหันมาลองทาน ปัจจุบันเมนูอาหารคลีนถูกประยุกต์ให้ทานง่าย แม้กระทั่งไข่ขาววัตถุดิบใกล้ตัวคนไทย ก็ยังมีผู้ประกอบการหัวใสนำมาทำให้ทานง่ายด้วยการต้มให้สุก ทานได้ทันที ไอเดียสร้างสรรค์ของอดีตสัตวแพทย์สาวที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ คุณสุนทรี ศรีวานิชภูมิ หรือ คุณกุง

เพิ่มมูลค่า วัตถุดิบใกล้ตัว

กลายเป็น สินค้ายอดฮิต

Eighty Eight คือ ไข่ขาว (ไข่ไก่) 100 เปอร์เซ็นต์ ต้มสุกบรรจุในรูปแบบหลอดพร้อมทาน โปรตีนล้วนๆ จากธรรมชาติ สินค้าตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพ และผู้ป่วยบางกลุ่ม

คุณกุง เล่าที่มาก่อนจะเป็นไข่ไก่ต้มสุกพร้อมทานว่า บ้านพี่สะใภ้เป็นโรงงานผลิตฝอยทอง แต่ละวันใช้ไข่แดงจำนวนมากมาทำขนม ซึ่งไข่ขาวจะเหลือทิ้ง เลยลองนำมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 2 กิโลกรัม ขายในราคา 150 บาท ให้กลุ่มเพื่อนที่ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ซึ่งคนกลุ่มนี้จะหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ หลังจากนั้น 3 เดือนเริ่มมีลูกค้าติว่าไม่สะดวกในการพกพาไข่ดิบ เก็บรักษายาก บางคนไม่ทำอาหาร ฉะนั้น เลยคิดจะเปลี่ยนรูปแบบจากไข่ขาวดิบให้เป็นไข่ขาวสุกพร้อมทาน สะดวกและยังได้โปรตีนด้วย

หลังจากเกิดแนวคิดอยากเปลี่ยนไข่ขาวดิบให้เป็นไข่ขาวสุกพร้อมทาน คุณกุง เล่าว่า ได้ไอเดียจากเต้าหู้หลอด เลยไปศึกษากระบวนผลิตอยู่ราว 6 เดือน จนกระทั่งกลายเป็นไข่ขาวต้มสุกบรรจุในรูปแบบหลอดพร้อมทาน

“ดิฉันได้ไอเดียทำไข่ขาวหลอดมาจากเต้าหู้หลอด กว่าจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทานดังกล่าว เคยเกิดปัญหา เพราะเดิมใช้ไข่เป็ด ซึ่งไข่เป็ดรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสไม่ดีเท่าไข่ไก่ เลยปรับสูตรมาใช้ไข่ไก่ ทดลองทำอยู่นาน 6 เดือนกว่าจะลงตัว ซึ่งในต่างประเทศมีไข่ขาวหลอดจำหน่าย แต่มีการใส่สารบางอย่างเพื่อให้จับตัวกัน แต่ไข่ขาวของ Eighty Eight จะไม่มีการใส่สารใดๆ เป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันจดอนุสิทธิบัตรในกระบวนการผลิตและเครื่องหมายการค้าเรียบร้อยแล้ว”

การที่ไม่ใส่สารจับตัวเป็นก้อนลงไป คุณกุง เผยว่า ส่งผลให้กระบวนการผลิตยากขึ้น การผลิตแต่ละครั้งมีการสูญเสีย 20 เปอร์เซ็นต์ มาจากปัจจัยบางอย่างควบคุมไม่ได้ อาทิเช่น สภาพอากาศร้อนแม่ไก่กินน้ำเยอะ ไข่ก็มีปริมาณน้ำมากตามไปด้วย อากาศเย็นไก่ไม่กินน้ำ หรือแม้กระทั่งไข่ไก่ที่มีเส้นเลือดฝอย เพราะเวลาผลิตเป็นไข่ขาวต้มสุกจะเห็นเป็นจุดๆ ไม่สามารถจำหน่ายได้ เป็นต้น

เรียกได้ว่าหัวใจสำคัญของสินค้าดังกล่าวอยู่ที่คุณภาพและการคัดไซซ์ไข่ ซึ่งไข่ขาว 1 หลอด ขนาด 100 กรัม จะใช้ไข่ไก่ราว 3-4 ฟอง ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี ราคาหลอดละ 29 บาท เก็บในตู้เย็นได้ 30 วัน สามารถทานสดได้ทันที หรือนำไปประกอบเป็นเมนูอาหารต่างๆ ก็อร่อย

ขยายตัว จากกลุ่มคลีน

ไปสู่ สว. และผู้ป่วย

สินค้าดังกล่าว นับเป็นการเพิ่มมูลค่าไข่ไก่จากราคาฟองละไม่กี่บาท แลกกับความสะดวกสบายของลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งต้ม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทานไข่ขาวอย่างเดียว ไม่เอาไข่แดง

ด้านการทำตลาด เจ้าของกิจการ ระบุว่า ลองจำหน่ายคนใกล้ตัวราวเดือนตุลาคม 2558 อาทิ เพื่อนที่ออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส ทานคลีนฟู้ด คนกลุ่มนี้ช่วยแนะนำปากต่อปาก ราว 3 เดือน สินค้าเริ่มมีคนรู้จัก ขยายไปยังกลุ่มผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้หญิงที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ผู้สูงอายุที่ถูกจำกัดอาหาร รวมถึงผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม

“โปรตีนจากไข่นับเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่ราคาถูก ไม่ผ่านการสังเคราะห์ หาซื้อง่าย ทุกเพศทุกวัยทานได้ เพียงแค่มาปรับเปลี่ยนให้ทานง่าย เจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ ทานคลีนฟู้ดที่ต้องการความสะดวกสบาย ผู้สูงอายุที่ถูกจำกัดอาหารประเภทโปรตีน รวมถึงผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการอาหารเฉพาะทาง”

ปัจจุบัน แบรนด์ Eighty Eight อยู่ภายใต้บริษัท ไข่สุข จำกัด และหลังจากที่เปิดตัวสินค้าไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เริ่มมีจำหน่ายผ่านร้านค้าเพื่อสุขภาพ และทางออนไลน์ แต่ละเดือนใช้ไข่ไก่ราว 10,000 ฟอง และด้วยความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ผู้บริโภคมักจะกลับมาซื้อซ้ำ

สำหรับแรงจูงใจที่ทำให้คุณกุงทำธุรกิจนี้ เธอบอกว่า เห็นช่องว่างการตลาดในเมืองไทยที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ขณะเดียวกัน เทรนด์การออกกำลังกายก็มาแรงมาก ซึ่งโปรตีนจากไข่ขาวเป็นทางเลือกที่ดีตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต หญิงสาวกล่าวว่า ในปี 2559 จะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากไข่ไก่ออกมาสร้างสีสันให้ตลาดอย่างแน่นอน

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม http://www.facebook.com /ไข่ขาว Eighty Eight หรือโทรศัพท์ (095) 506-4959

น่าเสียดาย… ถ้าผ่านวิเชียรบุรีแล้วไม่แวะทานไก่ย่าง ร้าน “ตาแป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07065010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

น่าเสียดาย… ถ้าผ่านวิเชียรบุรีแล้วไม่แวะทานไก่ย่าง ร้าน “ตาแป๊ะ”

ทันทีที่คุณทรวง ซึ่งจ่าย ชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เปลี่ยนจากอาชีพปลูกผักแล้วหันมาเลี้ยงไก่ขาย กระทั่งนำมาสู่การต่อยอดย่างไก่ขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อีกทั้งในขณะนั้นอำเภอวิเชียรบุรียังไม่มีผู้ใดย่างไก่เป็นอาชีพ จึงนับได้ว่า คุณทรวง เป็นบุคคลแรกในอำเภอวิเชียรบุรี ที่ริเริ่มการย่างไก่ขาย

คุณทรวงเริ่มจากการหาบไก่ย่างขายตามป้ายรถประจำทาง ในราคาขายไม้ละ 5 บาท ถ้าขายเป็นตัวราคา 20 บาท และใช้เวลาขายเช่นนี้อยู่นาน 2 ปี จนกระทั่งต่อมาได้พัฒนาเป็นร้านขายไก่บริเวณหน้าบ้าน แล้วตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างตาแป๊ะ” อย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2505 โดยครั้งแรก ขายเป็นไก่ย่างน้ำปลา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการย่างไก่ที่ใช้สมุนไพรในเวลาต่อมา

จวบจนถึงปัจจุบัน ร้านไก่ย่างตาแป๊ะมีอายุยาวนานเป็นเวลากว่า 50 ปี สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีลูกค้าอุดหนุนเนืองแน่นไม่ขาดสาย จนต้องเปิดสาขา 2 ในละแวกใกล้เคียงเพื่อขายแบบคู่ขนาน

หากย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไก่ย่างตาแป๊ะได้รับความสนใจ ได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ชำนาญการชิมอาหาร อย่าง แม่ช้อยนางรำ เข้ามาทานไก่ย่างเมื่อปี 2525 จนติดใจรสชาติไก่ย่างกับเนื้อไก่ที่หอมกลิ่นเครื่องเทศ และน้ำจิ้มกระเทียม สูตรลับเฉพาะ ซึ่งหาทานยาก จนอดไม่ได้ที่กูรูนักชิมท่านนี้ต้องมอบประกาศนียบัตร รับรองความอร่อยให้

ความโด่งดังของร้านไก่ย่างตาแป๊ะถูกสื่อหลายสำนักรุมทำข่าว จนมีลูกค้าจากหลายสารทิศที่มีกิจธุระผ่านเส้นทางวิเชียรบุรีจะต้องจอดแวะทานกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะยิ่งใกล้มื้อเที่ยง ต่างต้องจอดรถริมถนนทำให้การจราจรติดขัด

จนในที่สุด เจ้าของกิจการไก่ย่างรายนี้จึงตัดสินใจ เปิดร้านไก่ย่างตาแป๊ะ 2 พร้อมกับมอบหน้าที่ให้ลูกสาวคนโตคือ คุณกนกพรรณ โพธิ์รัศมี หรือ คุณนก ดูแลบริหารกิจการ โดยทุกอย่างยังคงเป็นสูตรเดียวกันกับสาขา 1 แบบไม่มีเพี้ยน เพียงแต่จะเพิ่มรายการอาหารให้มีมากขึ้น ทั้งอาหารอีสาน อาหารตามสั่ง เพื่อสร้างทางเลือกให้ลูกค้า

คุณกนกพรรณ บอกว่า ไก่ย่างที่ร้านตาแป๊ะทั้ง 2 แห่งมีให้เลือกตามรสนิยมของลูกค้า 2 สายพันธุ์ คือไก่ไทย เป็นไก่ที่มีมันน้อย เนื้อเหนียวนุ่มอร่อย กับไก่เนื้อ หรือไก่ฟาร์ม โดยไก่ทั้ง 2 ชนิดจะนำมาทำความสะอาดก่อน แล้วหมักด้วยเครื่องเทศหลายชนิดผสมกัน ตามด้วยเครื่องปรุงสูตรเฉพาะของทางร้าน

จากนั้นทิ้งไว้สักระยะเพื่อให้เครื่องหมักซึมเข้าภายในเนื้อไก่ เสร็จแล้วนำมาย่างบนเตาถ่านด้วยการควบคุมให้ไฟกับความร้อนอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งถ้าเป็นไก่ไทย เมื่อย่างแล้วจะมีตัวเล็ก ส่วนไก่เนื้อมีขนาดใหญ่ เนื้อนุ่มหอม

จุดเด่นอีกอย่างของร้านตาแป๊ะคือน้ำจิ้มไก่ที่มีสูตรความเป็นเฉพาะและไม่เหมือนใคร โดยมีให้เลือก 2 ชนิดคือ น้ำจิ้มกระเทียม รสชาติเปรี้ยวหวาน ที่เหมาะกับเด็กหรือผู้ไม่ชอบรสเผ็ด และอีกชนิดเป็นน้ำจิ้มแจ่ว รสชาติเผ็ดเปรี้ยวเค็ม ที่เหมาะกับผู้ที่ชอบรสจี๊ดจ๊าด

ร้านตาแป๊ะ 2 ตั้งอยู่ที่ริมถนนสายสระบุรี-หล่มสัก บนเนื้อที่ 4 ไร่ เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2549 ภายในร้านค่อนข้างโปร่งโล่งสบาย มีการจัดวางโต๊ะไว้ต้อนรับลูกค้าได้คราวละหลายร้อยคน บริการรวดเร็วด้วยพนักงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก สามารถบริการเสิร์ฟได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน

ราคาขาย ถ้าเป็นไก่เนื้อราคาตัวละ 180 บาท ถ้าเป็นไก่ไทยราคาตัวละ 190 บาท (4 กุมภาพันธ์ 59) แล้วยังมีแบ่งขายเป็นชิ้นเพื่อสร้างความสะดวกให้ลูกค้าอีกด้วย

“ไก่ไทย (ไก่บ้าน) จะมีมันน้อย เนื้อแน่น และดูตัวเล็กกว่าไก่เนื้อซึ่งมีมันเยอะ เนื้อหนานุ่มกว่า ซึ่งลูกค้าก็สามารถเลือกสั่งได้ตามชอบเลยว่าอยากกินไก่ไทยหรือไก่เนื้อ”

ร้านตาแป๊ะทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้มีเพียงไก่ย่างเป็นพระเอกเท่านั้น แต่ยังนำเสนอเมนูเด็ดอีกหลายรายการ อาทิ คอหมูย่าง ซึ่งทางร้านจะเน้นใช้สันคอหมูหมักกับเครื่องปรุงนำมาย่างให้สุกกำลังดี ทำให้เนื้อหมูนุ่ม ไม่เหนียว ได้รสชาติ พร้อมเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว

หรือไส้อั่วที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน โดยจะใช้เนื้อหมู พริกแกงไส้อั่ว และสมุนไพร นำมาผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นก็นำไปย่าง แล้วทันทีที่คุณเคี้ยวไส้อั่วก็ได้กลิ่นสมุนไพรที่หอมละมุน เนื้อนุ่มได้รสชาติ

นอกจากนั้นยังมีส้มตำไทย-ปู ส้มตำกุ้ง น้ำตกหมู ตับหวาน ปลาดุกย่าง ลาบหมู ลาบเป็ด ต้มแซบไก่บ้าน ต้มแซบขาหมู ยำปลาดุกฟู ยำคอหมูย่าง หรืออาหารไทยทั่วไป เช่น ต้มยำ แกงจืด แกงส้ม แกงป่าหมูแดดเดียว ผัดผัก ผัดกะเพรา

“ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนวิเชียรบุรีที่ยึดอาชีพย่างไก่ อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านขายกันเป็นจำนวนมาก แล้วอาจบอกได้ว่า ร้านตาแป๊ะ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเกิดอาชีพย่างไก่ สร้างรายได้ ทั้งนี้แต่ละร้านมีการปิ้งไก่รสชาติต่างกัน และทุกร้านต่างขายดีเพราะลูกค้ามีรสนิยมต่างกัน” เจ้าของร้านตาแป๊ะ 2 กล่าว

ร้าน “ไก่ย่างตาแป๊ะ 2” ตั้งอยู่ตรงข้ามธนาคาร ธกส. สาขาวิเชียรบุรี ถนนสระบุรี-หล่มสัก ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ การเดินทางหากมาจากกรุงเทพฯ ให้มุ่งหน้ามาที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ตรงมาจนถึง กม.126 (เลยทางแยกเข้าอำเภอวิเชียรบุรี มาเล็กน้อย) ให้กลับรถ แล้วชิดซ้าย จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน และมีจุดสังเกตคือ ไก่แจ้ตัวใหญ่ 2 ตัวด้านหน้าร้าน สามารถจอดรถได้บริเวณหน้าร้าน เปิดทุกวัน เวลา 07.30-18.00 น. โทรศัพท์ (056) 928-026, (056) 567-017, (081) 973-3165 http://www.tapae2.com

ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่แห่งหนตำบลไหน หากมีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านอำเภอวิเชียรบุรีแล้วไม่ลงแวะทานไก่ย่างตาแป๊ะ เห็นทีต้องเสียดายแน่…

“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดฟิตเนส SMASH GYM ครบเครื่องเรื่องออกกำลังกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“บุ๋ม ปนัดดา” เปิดฟิตเนส SMASH GYM ครบเครื่องเรื่องออกกำลังกาย

ดร.บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดีกรีอดีตนางสาวไทยปี 2543 โลดแล่นในวงการบันเทิง มีงานทั้งนักแสดง พิธีกร เดินแบบ อีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นอาจารย์พิเศษ และวิทยากรให้กับน้องๆ นักศึกษาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ เธอยังเป็นโต้โผใหญ่ในการล่ารายชื่อแก้กฎหมาย เรื่องบทลงโทษคดีข่มขืน ซ้ำยังเป็นนางสาวไทยน้ำใจงามที่เข้าช่วยเหลือคุณยายที่เกาะเกร็ด และสาวไทยที่ถูกหลอกขายตัวที่บาห์เรน

ทางด้านชีวิตส่วนตัว แต่งงานกับเทรนเนอร์หนุ่ม เอก-เอกริน นิลเศรษฐี และเมื่อคู่ชีวิตเป็นถึงเทรนเนอร์ จึงทำให้เธอมีความสนใจในเรื่องของการออกกำลังกายมากขึ้น และเอาจริงถึงขั้นทุ่มเงินเปิดฟิตเนส SMASH GYM ย่านเกษตร-นวมินทร์ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกลุ่มคนหนุ่มสาวที่รักสุขภาพมาใช้บริการอย่างเนืองแน่น

เทรนเนอร์แน่น-อุปกรณ์ครบครัน

เจ้าของฟิตเนส เปิดฉากสนทนาด้วยรอยยิ้มว่า ฟิตเนสแห่งนี้เปิดอย่างเป็นทางการมาร่วม 1 เดือนเต็ม และทุกอย่างได้ทำการทดลองระบบเพื่อให้ทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด โดยวันเปิดร้านเธอจัดแบบกันเอง มีผู้ใหญ่ และ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ท่าน ว.วชิรเมธี มาแสดงธรรมเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย

“เราเปิดมาประมาณ 1 เดือน ยังไม่ได้ทำการประชาสัมพันธ์มากมาย แต่มีกลุ่มคนที่ติดตามมาตั้งแต่ที่บุ๋มบอกว่าจะทำยิม จึงทำให้มีลูกค้ามาใช้บริการดีเกินคาด ซึ่งความพิเศษของ SMASH GYM มีอุปกรณ์ครบ เพราะจากประสบการณ์ที่คุณเอกอยู่วงการฟิตเนสมากว่า 10 ปี เป็นสมาชิกแทบจะทุกฟิตเนสที่ใหญ่ๆ เขาจะรู้จุดเด่นจุดด้อย เช่น บางอย่างอุปกรณ์ไม่ได้รวมอยู่ที่เดียวกัน จะแยกไปอยู่ตามสาขาโน้น สาขานี้ บางทีทำให้สมาชิกหงุดหงิด พอบุ๋มมาเปิดเอง จึงรวมทุกอย่างที่สำหรับคนที่เล่นเวตชอบมารวมอยู่ในที่เดียวกันให้หมด

อีกอย่างคือ เทรนเนอร์ ถ้ามาจะเห็นว่าไม่เหมือนที่อื่น เทรนเนอร์ที่นี่ค่อนข้างเป็นยอดมนุษย์ เล่นเวตจริงจัง เป็นนักกีฬาจริง ทีมชาติจริง จะคนละแนวกับฟิตเนสอื่นๆ ถ้ามาใช้บริการจะรู้ว่าเทรนเนอร์เราแน่นมาก เราเอานักกีฬามาเป็นเทรนเนอร์ เพราะเขามีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาตนเอง ในการเพิ่มกล้ามของตัวเอง ในการลดไขมันของตัวเองเพื่อแข่งขัน เขาจะเอาจุดเด่นจุดด้อยแต่ละอย่างออกมาให้ลูกค้าได้ ไม่จำเป็นต้องเล่นเหมือนเทรนเนอร์”

บรรยากาศเหมือนครอบครัว

ในส่วนของการดูแลลูกค้า หลักๆ จะเป็นหน้าที่ของเทรนเนอร์เอก ส่วนตัวเธอนั้น หลักๆ จะเข้ามาดูแลในเรื่องของการทำการประชาสัมพันธ์ การตลาด และดูภาพรวมของกิจการ โดยทั้งนี้ เจ้าของร้านยืนยันว่า การบริการดีเยี่ยมในราคาเหมาะสม ฝากบอกทุกคนที่รักสุขภาพว่าราคาไม่แพงอย่างที่คิด

“บุ๋มจะดูในเรื่องของโปรโมชั่น การตลาด งานพีอาร์ และช่วยดูแลน้องๆ ศิลปิน นักแสดงทุกคนที่เข้ามาเล่นที่ยิมค่ะ รวมไปถึงเรื่องของภาพรวม บางทีจะเหมือนเอนเตอร์เทนลูกค้า เดินแซวชาวบ้านไปเรื่อย (หัวเราะ) เพราะบุ๋มอยากจะทำให้บรรยากาศที่นี่เป็นเหมือนครอบครัว คือทุกคนที่มาเล่น มาเอนจอยกัน บางคนมาตั้งแต่ 10 โมงเช้า เล่นไปเรื่อย เพราะปรึกษาเทรนเนอร์เราได้ตลอด ยิมเราไม่ได้เคี่ยวเข็ญว่าจะต้องขายคอร์ส คุณต้องซื้อคอร์สโน่นนี่นั่น แต่เราต้องทำให้ลูกค้าเห็นว่าเครื่องเราเจ๋งจริง เทรนเนอร์เราเจ๋งจริง ส่วนใหญ่ลูกค้าจะซื้อคอร์สเองโดยที่เราไม่ต้องพูดมาก

จริงๆ กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการบางคนยังไม่รู้เลยว่าเป็นฟิตเนสดารา ที่เขามาเล่นเพราะเห็นเครื่องออกกำลังกาย และอยู่ตรงริมถนนเกษตร-นวมินทร์ เวลาผ่านไปมาจะเห็น และไม่รู้ว่าเป็นของดาราด้วยซ้ำไป บางทีบุ๋มเดินเข้ายิมมา เขายังถามว่าบุ๋มมาเล่นที่นี่ด้วยเหรอคะ เพราะไม่รู้ว่าเป็นของบุ๋ม และเราไม่ได้พรีเซ้นต์ของตัวเองขนาดนั้น มันเหมือนอยากให้ดูเป็นครอบครัวมากกว่า และราคาก็เหมาะสมค่ะ”

เครื่องเล่นส่งตรงจากอเมริกา

เจ้าของร้านบอกต่อถึงความพิเศษ นั่นเพราะการลงทุนในเรื่องของอุปกรณ์ ที่สั่งตรงจากสหรัฐอเมริกา โดยขนมาเป็น 3 ตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อให้ได้เครื่องที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเปิดบริการตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 5 ทุ่ม ไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ ราคารายวันเพียง 200 บาทเท่านั้น

“มาที่นี่รับรองคับคุณภาพ อย่างบุ๋มน้ำหนักหายไป 9 กิโลกรัม ฟิตและเฟิร์มมากขึ้น วันก่อน เอ พศิน มาเจอบุ๋ม เขาทักว่าบุ๋มกล้ามเริ่มขึ้นแล้วนะ มันแฮปปี้ เพราะบุ๋มอยากได้สุขภาพที่ดี อยากได้เทรนเนอร์ที่โดนจริงๆ เพราะคุณเอกส่งบุ๋มไปทดลองกับเทรนเนอร์ทุกคน เป็นการคิวซีไปในตัว

แม้ตลาดของการทำธุรกิจฟิตเนสจะเยอะ แต่เราไม่ได้มองว่าเป็นคู่แข่ง บุ๋มว่าเรามองให้เป็นเทรนด์สุขภาพที่ดีมากกว่า เพราะเวลาบุ๋มไปต่างประเทศ ประชาชนของเขาออกกำลังกายกันชัดเจนมาก แต่สำหรับเมืองไทยเพิ่งเริ่ม บุ๋มว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นคนมากกว่า ถึงเวลาหรือยังที่คุณต้องใส่ใจสุขภาพตนเอง ดูแลสุขภาพของตนเอง มีเยอะก็ไม่เป็นไรค่ะแต่ละที่ก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันอยู่แล้ว”

ราคาคุ้มคุณภาพ

เป็นธุรกิจแรกที่เธอจริงจัง และมองในมุมที่ต่างออกไป ในอนาคตยังไม่คิดไกล ขอทำตรงนี้ให้ดีที่สุด และพื้นที่ตรงนี้จะผนึกกำลังกับเพื่อนๆ นักแสดง ให้ครอบคลุม อีกทั้งยังย้ำ SMASH GYM บริการดี ราคาไม่แพง สำหรับคุณภาพของเครื่องและคุณภาพของเทรนเนอร์

“จริงๆ พื้นที่โดยรวมที่เห็นอาคารสีดำคือ เจนี่ เทียนโพธิ์ (เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ) เป็นคนดูแล และก็จะมีแต่ละคนเช่าแต่ละส่วน ข้างหน้าก็จะเป็นร้านตัดผมของนานา ไรบีนา ของบุ๋มก็จะเป็นในส่วนยิม และก็จะมีมวย ส่วนของเจนี่เขาก็จะดูแลในส่วนของห้องซุมบ้า ตรงนี้ก็ถือว่าเราผนึกกำลังกันมากกว่าที่เราจะไม่ทำให้ซ้ำกัน

สุดท้ายอยากจะฝากถึงหนุ่มสาวที่รักสุขภาพ สำหรับการมาที่นี่ไม่ยากเลย อยู่ริมถนนเกษตร-นวมินทร์นะคะ ตัดกับแยกลาดปลาเค้า เปิดทุกวัน ในส่วนของบุ๋มที่เป็น SMASH GYM นะคะ เสิร์ชหาในแฟนเพจได้เลย ก็เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่มเลยนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน สำหรับราคาไม่แพงอย่างที่คิดเลยค่ะถ้าเทียบกับคุณภาพเครื่องกับคุณภาพกับเทรนเนอร์มาดูได้ค่ะ และเราก็สามารถที่จะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราให้คุณคุ้มเงินจริงๆ คุณไม่ได้สุขภาพเราให้ออกกลับบ้านค่ะ (หัวเราะ) เราดูแลเองเลย แล้วคุณจะรักที่นี่ค่ะ ทุกคนมาเหมือนเป็นคนในครอบครัวค่ะ”

คนรักสุขภาพห้ามพลาด!!! ที่ SMASH GYM ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 56 ถนนประเสริฐมนูกิจ แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (089) 919-1566 หรือเฟซบุ๊ก Smash Gym Thailand

ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้บริโภค

การตลาดเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ นั่นคือต้องมีสินค้า การออกแบบหรือการคิดเรื่องสินค้าว่าจะขายอะไรดี ก็มีได้ 2 ด้าน คือคิดในสิ่งที่โลกไม่ค่อยจะมี หรือไม่มี แล้วก็สร้างตลาดกันไป สินค้าประเภทนี้ก็คือสินค้าใหม่ ไม่มีคู่แข่ง แต่ก็เสี่ยงว่า คนจะชอบหรือไม่ชอบ อีกกลุ่มคือเลือกสินค้าที่มีอยู่แล้ว แล้วก็ผลิตขึ้นมาแข่ง การแข่งขันก็อาจดูที่ว่าสินค้าดีกว่า ราคาถูกกว่า แต่ถ้าการแข่งขันสูงมากโอกาสความสำเร็จก็น้อย

การจะให้แบรนด์มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงต้องดูหน่อยว่าสินค้ามีความจำเป็น หรือเป็นที่ต้องการของคนซื้อ คนใช้ไหม มีสินค้า ไม่มีคนซื้อก็ไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีร้านอาหารมากมายที่แข่งกันเปิด แต่ไม่มีคนเข้าไปใช้บริการ ซึ่งไม่นานก็ต้องปิดตัวไป ความต้องการตรงนั้นไม่ใช่แค่ความต้องการระยะสั้นๆ แต่เป็นความต้องการระยะยาว นั่นคือแบรนด์อยู่ได้นานในตลาด

สินค้าใหม่ที่ออกมาแล้วประสบความล้มเหลวมีมากมาย มีการทำสถิติแล้วพบว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ของแบรนด์ ล้มเหลวในตลาดภายใน 2 ปีหลังจากเข้าสู่ตลาด ผ้าอนามัยแบรนด์หนึ่งเข้ามาในตลาดประเทศไทยตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว จุดขายดีมากโดยบอกว่าเป็นสินค้าจากธรรมชาติโดยตรง โดยไม่ผ่านการฟอกสีจากคลอรีน สีสินค้าออกน้ำตาลอ่อนๆ เหมือนฝ้ายผ้าดิบที่ยังไม่ฟอก ออกตัวในท้องตลาดได้ไม่เท่าไรก็ต้องถอนตัวไป วางงบประมาณไว้มหาศาล ในการสนับสนุนสินค้า แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเหลว เพราะความต้องการของผู้บริโภคยังไม่เพียงพอ คนยังชอบสีขาวดูสะอาดแบบเดิม

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เป๊ปซี่ออกตัว คริสตัลเป๊ปซี่ โดยบอกว่าเป็นโคลาใส จากโคลาทั่วไป ไม่ว่าโค้ก หรือเป๊ปซี่ที่เป็นน้ำดำ การออกตัวโคลาใสก็น่าจะเป็นอะไรที่ดูดี แต่ปัญหาคือน้ำใส แต่ไม่มีกลิ่นมะนาว ตั้งตัวเป็นโคลาแต่รสชาติไม่เหมือนเสียทีเดียว บริษัทเสียเงินมหาศาลมากมายในการออกตัวแล้วก็ล้มเหลว อะไรที่คนยอมรับมากๆ ถ้าไปเปลี่ยนความชอบของเขา บางทีก็ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดี เหมือนเราเดินไปซื้อมะม่วงสุก ยังไงก็ต้องมีสีออกเหลือง แต่ถ้ามีออกสีเขียว เราก็คงไม่เลือก

โค้กเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้วเคยเสียส่วนแบ่งการตลาดให้เป๊ปซี่อย่างมหาศาล โดยเป๊ปซี่ออกโฆษณาเปรียบเทียบว่าคนชอบเป๊ปซี่มากกว่าโค้ก เป็นโฆษณาที่คนรุ่นใหม่ๆ ชอบมาก สมัยนั้นใช้ ไมเคิล แจ๊กสัน ในโฆษณา ดังระเบิดเถิดเทิง เมื่อโค้กเสียส่วนแบ่งจึงต้องหากลยุทธ์ในการทวงคืน จึงออกสินค้าใหม่เรียกตัวเองว่า โค้กใหม่ ทำเหมือนกับว่าทำอะไรกับแบรนด์ง่ายๆ ก็ได้ เท่านั้นแหละเกิดสภาพจลาจลขึ้นมาทันที คนดื่มโค้กทั่วทั้งอเมริกาออกมาประท้วง โยนโค้กใหม่ทิ้ง จนกระทั่งในที่สุดโค้กต้องเอาโค้กตัวเดิมออกมา แล้วตั้งชื่อเป็น โค้ก คลาสสิก นั่นคือจุดสุดสิ้นของสงครามโคลา นี่คือพลังของแบรนด์ แบรนด์แข็งๆ ก็เหมือนเพื่อนที่เข้าไปหา และอยู่กับเพื่อน เมื่อเพื่อนเปลี่ยน ก็จะยอมรับไม่ได้

แต่สินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี คนกลับมองหาอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา โทรศัพท์ที่เป็นทัชสกรีน เข้ามาแทนแบบกดปุ่มเสียแล้ว โทรทัศน์มีฟังก์ชั่นใหม่ๆ เต็มที่ ตั้งแต่รับอินเตอร์เน็ตได้ ใช้ทำงานได้ กลายมาเป็น ทีวี + คอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว คนรุ่นใหม่เป็นคนที่ยอมรับและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง หนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน ที่เป็นเล่มกระดาษเริ่มหายไปสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นเก่าก็ยังไม่อยากเปลี่ยนยังคงเหมือนเดิมกับความชอบ อารมณ์ แล้วก็พฤติกรรม คนชอบสิ่งใหม่แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนกลุ่มนั้นๆ แล้วก็ขึ้นกับกลุ่มสินค้าด้วย เช่น โทรศัพท์ ถ้าไม่มีอะไรใหม่ตลอดเวลา แบรนด์ตกแน่นอน แต่อาหารคนกลับชอบรสชาติเดิมๆ เสียมากกว่า

การเริ่มต้นจากสินค้าทั้งหมดเป็นสิ่งที่อาจพลาดได้ การเริ่มต้นที่สินค้าจึงควรที่จะมีผู้บริโภคหรือคนซื้อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อมีสินค้าจำเป็นที่จะต้องมีคนพร้อมที่จะซื้อ ความต้องการของคนใช้ หรือคนซื้อก็มีแค่ 2 แบบคือ เป็นของจำเป็น ไม่มีไม่ได้ ไม่มีลำบาก กับอีกอย่างคือ สิ่งที่เขาอยากได้ ซึ่งมีความแตกต่างคือ มีแล้วรู้สึกดี มีความภาคภูมิใจ

สิ่งที่สำคัญกว่า ลึกกว่าการซื้อขาย ซึ่งอาจเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ ก็คือ ความพึงพอใจของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อเป็นการผูกสัมพันธ์กันในระยะยาวเพื่อการซื้อขายกันต่อไปในอนาคต นี่แหละคือกระบวนการเบื้องต้นในการสร้างแบรนด์

โรม เมืองที่แดดไม่เคยโรย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เดินเล่น ตลาดต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

โรม เมืองที่แดดไม่เคยโรย

เราป้วนเปี้ยนแถวยุโรปมาพักใหญ่ รับอากาศเย็นสบายขณะที่หลายมุมของโลกกำลังร้อนระอุ ได้เวลาจะต้องขยับขยายไปแถวอื่นบ้าง ก่อนกลับฉันแวะฝรั่งเศส ที่อึงคะนึงไปด้วยนักท่องเที่ยว ฉันใช้เวลาในการตะกายดูพิพิธภัณฑ์ลูฟว์หลายวัน จนไม่ได้ไปเปิดหูเปิดตาที่อื่นเลย ไว้คราวหน้าฉันจะพากลับไปเดินตลาดแถวปารีส

แต่คราวนี้ก่อนจากยุโรปไป ฉันจะพาไปเที่ยวโรมก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวคนเมาธ์ว่ามาไม่ถึงยุโรป

โรมเป็นเมืองหลวงของอิตาลี และเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของอิตาลีและของยุโรป มีคนเที่ยวโรมปีละมากกว่า 20 ล้านคน คือมากประมาณมาเที่ยวเมืองไทยทั้งประเทศเลยทีเดียวเชียว

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะโรมน่าอยู่มาก อากาศดีมาก

โรมเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ติดอันดับโลกมาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง อันนี้ว่ากันมาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่หลายสิบปีก่อนที่มีหนังเรื่อง Roman Holiday ที่หนุ่มสาวยุคก่อน ละเมอหาพระเอกนางเอกขวัญใจในเรื่อง และโรมก็กลายเป็นเมืองในฝันของคนทั้งโลกเสียยิ่งกว่าปารีสหลายเท่า

โรมมีอาคารบ้านเรือนสมัยก่อนเก่าที่ยังคงสภาพเดิมและถูกใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเมืองเก่าสมัยโรมันเป็นใหญ่ ที่มีอายุกว่า 3,000 ปี และมีร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ให้ศึกษา มีความยิ่งใหญ่อลังการให้เราตื่นตาตื่นใจ

คำพูดว่าโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว เปรียบเทียบถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ อะไรที่มันยิ่งใหญ่มันย่อมไม่ได้สร้างขึ้นภายในวันเดียว ประชาธิปไตยของเมืองไทยก็เช่นกัน

ในโรมมีพื้นที่ไม่มากนัก อัดแน่นไปด้วยอารยธรรม เอาเฉพาะสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไปเกินปีละ 10 ล้านคนก็อย่าง โคลอสเซียม (ภาษาอิตาเลียนเขียน Colosseum) ร่องรอยความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันเมื่ออดีต เมืองวาติกัน ศูนย์กลางของคริสตจักร มีโบสถ์เซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์) แล้วก็พิพิธภัณฑ์วาติกัน ซึ่งมีงานศิลปะระดับเอกอุไม่แพ้แห่งใดในโลก และยังมีโบสถ์ซิสติน ที่มีภาพเขียนผนังแบบเฟรสโก (Frescoes) ของ ไมเคิล แองเจโล ศิลปินอิตาเลียนที่คนทั้งโลกรู้จัก คนเดียวกับที่สลักหินเป็นรูปปั้น เดวิด ที่เมืองฟลอเรนซ์ที่ฉันเคยพาไปแล้วไง

ด้วยเป็นเมืองท่องเที่ยว เดินในโรมทุกวันนี้จึงจะพบปะผู้คนจากทั่วโลก ไม่เฉพาะคนโรมเท่านั้น

เขาว่าคนโรมจริงๆ ก็เหลือน้อยแสนน้อย เพราะมีคนหลั่งไหลจากทั่วโลกเข้ามาตั้งหลักแหล่ง การเข้ามาตั้งหลักแหล่งในอิตาลีไม่ยากเหมือนในยุโรปประเทศอื่น และคนก็เข้ามาอิตาลีกันมาก เพราะอิตาลีเป็นเกาะห้อยท้ายทวีปยุโรป ยิ่งทางตอนใต้ของอิตาลียิ่งมีคนต่างบ้านต่างเมืองเข้ามาหากินกันมาก เขาว่าบางเมืองของอิตาลีมีคนจีนเข้าไปอยู่จนแทบจะเป็นเมืองจีนไปแล้ว แต่ฉันยังไม่เคยไปนะ

เดินตลาดหรือเดินเที่ยวในโรมก็เหมือนเดินตลาดในหลายเมืองของอิตาลี คือเดินแบบสนุก เพราะอากาศเขาดี แดดใสแต่ไม่ร้อน คนเขายิ้มแย้มแจ่มใสดี คนอิตาเลียนอารมณ์ดี ชอบแสดงออก ไม่เงียบขรึมเหมือนคนเยอรมัน หรือขี้อายเหมือนคนยุโรปตะวันออก

ความมั่นใจและเปิดเผยของคนอิตาเลียนนั้นประทับใจฉันเหลือคณา เพราะแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปมอะไร เราพูดภาษาอังกฤษไป เขาตอบเป็นภาษาอิตาเลียนมาปาวๆ พร้อมภาษาท่าทางประกอบ ทำท่าไปหัวเราะไป ในที่สุดก็เข้าใจกันเอง เขาไม่มีแม้แต่คำว่า “ขอโทษนะ ภาษาอังกฤษฉันมันไม่ค่อยดีอ่ะ” ซึ่งฉันมักเจอในหลายประเทศที่รู้สึกว่าการพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นปมด้อย ฉันว่ามันไม่ใช่ และไม่จำเป็น

เวลาซื้อของกับป้าๆ ในตลาด เราใช้ภาษาท่าทางกับเสียงหัวเราะเป็นหลัก และฉันไม่เคยผิดหวัง ได้ของแถมมามากมายก็เพราะภาษาใบ้และเสียงหัวเราะนี่แหละ

สำหรับอิตาลี เป็น Land of Smile และ Land of Sunshine เดินตลาดแล้วเพลิน ตลาดของอิตาลีมีในทุกที่ เขาขายอะไรตรงไหนได้เขาขายทันที คนอิตาเลียนไม่เขี้ยว (แต่พวกล้วงกระเป๋าเยอะมาก ซึ่งฉันสงสัยว่าอาจไม่ใช่อิตาเลียนทั้งหมด แต่เพราะคนมันมาจากมากมายหลายแหล่งเหลือเกินอย่างที่บอกไปแล้ว)

เป็นเมืองที่ไปเท่าไหร่ไม่เบื่อ แม้พักหลังคนจะมากมายขึ้นทุกทีก็ตาม

ไปแฮงเอาต์กับโซฟาพองลม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

ไปแฮงเอาต์กับโซฟาพองลม

The Lamzac Hangout คือชื่อของโซฟาพองลมตัวนี้ เป็น “สิ่งประดิษฐ์” สมัยใหม่ที่เรียกความสนใจได้ในระดับบันลือโลก ก็เลยต้องเอามาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อย

อันว่าข้าวของเครื่องใช้จำพวกเป่าลมให้พอง เพื่อใช้งาน เช่น ฟูกลม หมอนรองคอตอนเดินทาง หมอนและที่นอนแคมปิ้งแบบอัดลมสำหรับพกพาไปไหนต่อไหนเพื่อความสะดวกสบายนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกแบบมาตอบโจทย์เทคโนโลยีด้านวัสดุที่พัฒนาล้ำหน้าขึ้นมาก

ไม่ว่าจะใช้งานมาเป็นสิบยี่สิบปีที่นอนเป่าลมที่เราคุ้นเคยกันก็ยังเป็นวัสดุสังเคราะห์กึ่งพลาสติก เนื้อเหนียวที่ค่อนข้างหนาหนัก รูปทรงเทอะทะ แม้จะหอบหิ้วไปไหนได้แต่ก็ไม่สะดวกคล่องตัวนัก

กระทั่งถึงยุคของ “แลมแซ็ก แฮงเอาต์” – Lamzac Hangout เรื่องราวของโซฟาเป่าลมก็ขึ้นต้นหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ในทันที เพราะมันสุดเจ๋ง ถ้าภาษาวัยรุ่นก็คงบอกว่าคูลมาก เนื่องจากว่าโซฟาลมตัวนี้ไม่ต้องเป่าแล้ว มันพองลมได้ไม่ยากเลย

เจ้าแลมแซ็ก แฮงเอาต์ ตัวนี้เป็นโซฟาอเนกประสงค์ขนาด 2 ที่นั่ง ออกแบบมาตอบสนองความต้องการของคนหนุ่มสาวยุคนี้อย่างแท้จริง เพราะมันเหมาะอย่างยิ่งกับการพกพาไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างสะดวกสบายและสามารถกางออกใช้งานได้ฉับไวในทุกสถานการณ์

แลมแซ็ก แฮงเอาต์ สามารถเติมอากาศเสร็จภายในไม่กี่วินาที โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ปั๊มลมใดๆ หรือไม่ต้องใช้ปากเป่าลมให้เมื่อยเหมือนโซฟาเป่าลมโดยทั่วไป

เพียงแค่เปิดปากถุงออกทีละด้านช้อนลมเข้าถุงให้เต็มแล้วขมวดปลายปิดไม่ให้ลมออก ใช้ตัวล็อคผูกปากถุงเข้าด้วยกันก็เรียบร้อย สามารถล้มตัวลงนอนเอกเขนกได้ในทันที

แบบนี้จะไม่ให้รู้สึกคูลได้ยังไง

แฮงเอาต์มีขนาดใหญ่สะใจให้ฝรั่งตัวโตๆ นอนเล่นได้เต็มตัวทีเดียวเลยแหละ สามารถพกติดตัวไปไหนต่อไหนได้ง่ายเพราะทำด้วยวัสดุเบาบาง แต่เหนียวแน่นมาก มีลักษณะคล้ายถุงนอนบางๆ และพับม้วนเก็บใส่ถุงไนลอนสำหรับสะพายได้สะดวก

กำลังเป็นที่นิยมมากในเวลานี้สำหรับนำไปชมคอนเสิร์ตกลางแจ้ง เอาไปนั่งเล่นพักผ่อนตามสวนสาธารณะ ชายทะเล ปิกนิกตามภูเขา หรือแม้แต่จัดปาร์ตี้ในสวนหลังบ้านโดยไม่ต้องเสียเวลาเคลื่อนย้ายเก้าอี้ให้เมื่อย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือจุดเด่นของแลมแซ็ก แฮงเอาต์ ที่โซฟาเป่าลมเทอะทะรุ่นป้ารุ่นยายต้องอายม้วนชนิดหลบอยู่ในห้องเก็บของไปเลย

ตามสเปกของสินค้า The Lamzac Hangout เป็นโซฟาพองลม ดีไซน์รูปริมฝีปากที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ โซฟาชิ้นนี้ผลิตจากวัสดุ Nylon แบบกันน้ำ มีน้ำหนักน้อยมาก เพียงแค่ 2.8 ปอนด์ (เบากว่าแล็ปท็อปทั่วไป) ขนาดสูงสุดของโซฟาเมื่อมีอากาศอยู่ภายในคือ 6.5 x 3 ฟุต โดยสามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 440 ปอนด์ (ประมาณ 200 กิโล) และเมื่อใช้งานเสร็จก็สามารถพับเก็บได้อย่างง่ายดาย เสมือนกับเราพกกระเป๋าใบหนึ่งแค่นั้นเอง

จุดเด่นของแฮงเอาต์ ก็คือ เบา แต่แข็งแรง และทนทาน

นั่นจึงทำให้ราคาขายไม่ได้ถูกเหมือนโซฟาพลาสติกเป่าลมทั่วไป เท่าที่เห็นประกาศขายอยู่ทางอินเตอร์เน็ต อีเบย์และเว็บไซต์ขายของอื่นๆ ในเวลานี้ ราคาตกประมาณ 50-70 เหรียญสหรัฐ ขึ้นอยู่กับว่าจะซื้อจำนวนมากหรือน้อย

จุดที่น่าสนใจมากคือต้นกำเนิดของไอเดียทำโซฟาแบบนี้

ชื่อ Lamzac ได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “Lamzak” ในภาษาดัชต์หรือภาษาเนเธอร์แลนด์ ซึ่งแปลว่า “คนขี้เกียจ”

มันถูกออกแบบสร้างสรรค์โดย Marijen Oomen แล้วนำไปเปิดตัวในรายการแข่งขันออกแบบไอเดียทางโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์ชื่อ Dutch version of Dragons Den หรือ “Best Idea of Holland” เมื่อปี ค.ศ. 2010 แต่ปรากฏว่าความคิดนี้สอบไม่ผ่าน คณะกรรมการตาไม่ถึง จึงไม่ได้รับรางวัลใดๆ เลย และไม่มีสิทธิ์ขายไอเดียนำไปผลิตสินค้าต้นแบบออกมาเป็นของจริง

กระนั้นความล้มเหลวนี้ก็ไม่ได้ทำให้นายโอเมนถอดใจ เขายังเชื่อว่าความคิดของเขาขายได้แน่นอน และต้องขายดีด้วย ก็เลยตัดสินใจกลับไปเสาะหาวัตถุดิบที่ต้องการและแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ จนกระทั่งสามารถผลิตขายเองได้สำเร็จในปี 2012

นักประดิษฐ์คนเก่งของเราเปิดเผยว่าเขาได้ไอเดียสร้างสรรค์นี้มาจากเห็นการปูเสื่อที่สามารถสะบัดเสื่อปูออกกว้างและม้วนเก็บได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เขาจินตนาการไปว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าเอาลมใส่เข้าไปในถุงขนาดพอๆ กับเสื่อแล้วทำให้มันกลายเป็นที่นอนเล่นสบายๆ ขึ้นมา ปรากฏว่าความคิดของเขาขายได้จริงๆ

โจทย์ของสินค้าคือการรองรับกิจกรรมกลางแจ้ง (แต่จะใช้ภายในก็ไม่มีใครว่า) ที่แท้แล้วมันคือเตียงนอนเล็กๆ ที่มีระบบพิเศษช่วยให้ผู้ใช้สามารถขยายออกมาใช้งานได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ทั้งสนุกและง่ายดายด้วยการสะบัดข้อมือแกว่งถุงน้ำหนักเบาผ่านอากาศเพื่อสร้างเตียงพองลมขนาดพอดีตัวขึ้นมาได้ โดยอากาศที่บรรจุในถุงพองลมนั้นมีปริมาตรราว 600 ลิตร แถมวัสดุที่ใช้ยังทำมาจากผ้าใยสังเคราะห์อย่างดีที่เหนียวแข็งแรงและทนทาน จึงใช้งานได้หลายครั้ง

แลมแซ็ก แฮงเอาต์ เมื่อเริ่มแรกผลิตนั้นจำหน่ายในราคา 70 เหรียญ ปรากฏว่าขายดิบขายดีจนขาดตลาด เพราะความคิดเรื่องนี้เฉียบแหลมโดนใจอย่างแรง เนื่องจากสินค้าสามารถตอบสนองการสร้างมุมพักผ่อนแสนโปรดปรานของทุกคนขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาภายในเวลาไม่กี่นาที เพียงแค่พกเจ้าคนขี้เกียจคนนี้ติดตัวไปไหนมาไหนด้วยเหมือนสะพายเป้เบาๆ ติดตัวไป

นายโอเมนแนะนำสินค้าของเขาด้วยการจัดทำคลิปแสดงวิธีใช้งานแลมแซ็ก แฮงเอาต์ โดยเปิดตัวในยูทูบ ไม่น่าเชื่อว่าคลิปวิดีโอของเขามีคนเปิดดูถึง 12 ล้านวิว และแชร์ไป 255,000 ครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน ทำให้สินค้ารุ่นแรกขายหมดเกลี้ยงภายในไม่กี่สัปดาห์จนเกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดขึ้น

นั่นยิ่งทำให้ แลมแซ็ก แฮงเอาต์ ขายดิบขายดีเป็นที่ต้องการขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่า จนต้องเปิดให้จองล่วงหน้าและรอรับสินค้าตามคิวจอง!

ตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปี 2016 นับกันไม่ถูกเลยว่า แลมแซ็ก แฮงเอาต์ ขายไปได้กี่หมื่นกี่แสนชิ้นแล้ว เพราะหลังจากผลิตสินค้ารุ่นแรกออกมา Marijen Oomen ก็ปรับปรุงพัฒนาคุณภาพสินค้าของเขาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เราเชื่อว่านักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ชาวไทยที่มีไอเดียดีๆ ยังมีอยู่เยอะ และพวกเขาต่างก็ซุ่มทำงานที่ตัวเองถนัดอยู่ เราจะรอดูผลงานใหม่ๆ ของนักสร้างสรรค์ไทยไปด้วยกันค่ะ