มาตรการระยะสั้น ที่ได้ผลระยะยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

คลินิกค้ำประกัน

โดย…มิสเตอร์ บสย.

มาตรการระยะสั้น ที่ได้ผลระยะยาว

สวัสดีครับ ผู้อ่านทุกท่าน มิสเตอร์ บสย. กลับมาพบกับผู้อ่านอีกครั้ง ฉบับนี้เรามาตอกย้ำถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ซึ่งได้รับการอนุมัติมาไม่นานนี้คือ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 กันยายน 2558 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่ง บสย. มีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับ 19 ธนาคารพันธมิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา

จนถึงวันนี้ บสย. ได้เดินเครื่องอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไปแล้วจำนวนมาก โดยตัวเลขการค้ำประกัน ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2558 คิดเป็นวงเงินอนุมัติแล้วเกือบ 4 พันล้านบาท โดยมาจาก 12 ธนาคาร ซึ่งมีท็อป 5 ที่ส่งคำขอเข้ามามากที่สุดคือ ธนาคารทหารไทย, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) และธนาคารกรุงเทพ สังเกตได้ว่า 4 ใน 5 ธนาคาร ล้วนเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่หลายปีหลังต่างหันมาให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นจากมาตรการนี้คือ ด้วยระยะเวลาสิ้นสุดมาตรการที่กำหนดไว้ที่ 30 มิถุนายน 2559 นี่จึงถือเป็น “มาตรการระยะสั้น” ที่รัฐบาลภายใต้หัวเรือใหญ่ที่คุมนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี เร่งปล่อยออกมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็น “ตัวจักร” สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า

นั่นเองทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บสย. และสถาบันการเงินทั้ง 19 แห่ง ต้องเร่งขับเคลื่อนให้วงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท ลงไปถึงผู้ประกอบการ SMEs ให้มากที่สุด

ท่านผู้อ่านลองคิดตามผมว่า ด้วยจำนวนเอสเอ็มอีกว่า 2.7 ล้านราย หากสามารถได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินง่ายขึ้น เพื่อนำไปหมุนเวียนในธุรกิจ นำมาต่อยอดจนสามารถขยายกิจการให้เจริญเติบโต หรือบางรายก้าวไปไกลมากกว่าในประเทศ รับกับโอกาสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่มาถึง สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นผลสืบเนื่องในระยะยาวที่จะทำให้เกิดการหมุนเงินในเศรษฐกิจไทยได้อีกไม่รู้จบ

จึงอาจกล่าวได้ว่า โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 ปรับปรุงใหม่นี้ แม้จะเป็น “มาตรการระยะสั้น” แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นมากกว่านั้นคือ “ผลในระยะยาว” ที่รอการเก็บเกี่ยว

เมื่อดูจากตัวเลขค้ำประกันที่เกิดขึ้นหลังจากผ่านมากว่า 1 เดือน สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ของภาครัฐ ที่เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง บสย. และธนาคารพันธมิตรร่วมกันเพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs

ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 ปรับปรุงใหม่นี้ รัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันแทนผู้ประกอบการ SMEs ต่อเนื่อง 4 ปี (แบบขั้นบันได) โดยในปีแรกรัฐเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียม (ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน) ส่วนปีที่ 2 รัฐบาลจ่ายค่าธรรมเนียมให้ 1.25% ปีที่ 3 ในอัตรา 0.75% และปีที่ 4 ในอัตรา 0.25% คิดเป็นเม็ดเงินที่รัฐบาลจ่ายแทนผู้ประกอบการ SMEs ตลอด 4 ปี รวม 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือภาระค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ SMEs ที่สูงกว่าทุกครั้งที่ บสย. เคยดำเนินโครงการ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ SMEs

นอกจากโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 ปรับปรุงใหม่ วงเงิน 1 แสนล้านบาท ตัวนี้แล้ว รัฐบาลยังเข็นอีกหลาย “มาตรการระยะสั้น” ออกมาในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2558 เพื่อต้องการกระตุ้นการจับจ่าย และการลงทุนของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

วันนี้ภาพความร่วมมือ และบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าได้ จึงเด่นชัดขึ้นๆ โดยมีผู้ประกอบการ SMES เป็น “หัวใจ” สำคัญในยุทธศาสตร์นี้

ผู้ที่กำลังวางแผนขอสินเชื่อธนาคาร หรือใช้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 ปรับปรุงใหม่ ของ บสย. สามารถติดต่อที่ธนาคาร โดยแจ้งพนักงานว่าต้องการให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ หรือติดต่อที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ บสย. โทรศัพท์ (02) 890-9999 และเว็บไซต์ http://www.tcg.or.th

ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาดกลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง

ใครจะนึกว่าผู้ชายหน้าตาขี้เหร่คนหนึ่ง สามารถประสบความสำเร็จได้สะเทือนโลก

ผมกำลังพูดถึง หม่า หยุน หรือที่คนทั่วโลกรู้จักกันในนาม “แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน “Alibaba” (อาลีบาบา)

แม้ว่าก่อตั้งมานานมากแล้ว แต่ข่าวครึกโครมเกี่ยวกับอาลีบาบา เกิดเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อ แจ็ค หม่า นำอาลีบาบาเข้าระดมเงินทุนจากตลาดหุ้นในสหรัฐอเมริกา แล้วทำสถิติการขายหุ้นให้กับนักลงทุนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ด้วยมูลค่าสูงสุดในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ด้วยมูลค่ามากกว่า 25,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 800,000 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่าตลาดของอาลีบาบาพุ่งขึ้น แซงหน้าเว็บอีคอมเมิร์ซชื่อดังอื่นๆ แม้แต่ “อะเมซอน ดอทคอม”

การที่อาลีบาบาสามารถก้าวสู่ความสำเร็จได้ทั้งจากสายธุรกิจและการลงทุน ถือเป็นการเปิดทางให้เห็นตัวอย่างว่า ธุรกิจการค้าออนไลน์สัญชาติอื่นๆ สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับโลกได้เช่นกัน ถือว่าช่วยลดการผูกขาดอำนาจจากอีคอมเมิร์ซสัญชาติอเมริกันไปได้ไม่น้อย

เบื้องหลังชีวิตของชายหน้าสี่เหลี่ยมแสนขี้เหร่คนนี้ ทำอะไรล้มเหลวมาตลอดตั้งแต่วัยรุ่นยันวัยทำงาน แต่เขามีข้อดีคือ ตั้งใจทำอะไร ทำจริง และไม่เคยทิ้งหัวใจนักสู้ ล้มเหลวได้…ก็ทำใหม่ได้ ข้อดีที่เก่งที่สุดของเขาคือ “ภาษาอังกฤษ”

แม้เก่งอย่างเดียว แต่ก็เป็นใบเบิกทางไปสู่ธุรกิจที่เขาทำได้สำเร็จ นั่นคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ต และอีคอมเมิร์ซ ทั้งที่ตัวเขาเองไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีเลยแม้แต่น้อย อาศัยเพียงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล และความเชื่อมั่นเกินร้อย แล้วเดินตามเส้นทางที่เชื่อมั่นนั้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

สิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาปรับใช้สำหรับ SMEs ทั้งหลายคือ แนวคิดของ แจ็ค หม่า ที่ยึดถือเป็นค่านิยมขององค์กรนั่นคือ “ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง”

แนวคิดนี้ถูกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากการสื่อสารกับพนักงานหลายครั้ง ที่ผมชอบมากคือ การบอกว่า ถ้าธุรกิจในเครือจะตัดสินใจ “เลิกกิจการ” หรือ “ไม่เลิก” เหตุผลต้องไม่ใช่เพราะตัวเลขทางการเงิน หรือเหตุผลอื่นๆ แต่ต้องเป็นเพราะลูกค้ายังต้องการธุรกิจนั้นหรือไม่

ถ้าลูกค้ายังต้องการ แสดงว่าธุรกิจนั้นสามารถช่วยเหลือลูกค้าให้ดำเนินธุรกิจไปได้ ต้องไม่เลิกกิจการ เพราะลูกค้าเป็นที่หนึ่ง ลูกค้าต้องมาก่อน ต้องทำเพื่อลูกค้าไม่ใช่เพื่อตัวเอง

การทำธุรกิจ กูรูทั้งหลายแนะนำว่า “ต้องโฟกัส” เลือกทำอะไรที่ถนัด ทำได้ดี แล้วอย่าไปทำสะเปะสะปะ มุ่งมั่นทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด

ผิดกับ แจ็ค หม่า บอกลูกน้องให้โฟกัสไปที่ “ลูกค้า”

การสร้างเว็บไซต์อาลีบาบาของแจ็ค หม่า มาจากแรงบันดาลใจที่อยากช่วยให้บรรดาธุรกิจขนาดย่อมในจีนซึ่งมีอยู่มากมาย สามารถมีช่องทางการค้าการขาย เพิ่มรายได้ให้อยู่รอด

เขาคิดแบบเอาหัวอกของคนทำธุรกิจขนาดเล็กที่มีโอกาส มีช่องทางต่อสู้ในตลาดน้อยกว่ารายใหญ่ มาเป็นหัวใจหลักของการเริ่มต้นธุรกิจ หลายเว็บไซต์ที่เกิดในยุคเดียวกัน ต่างมองที่ค่าธรรมเนียมบริการเป็นหลัก ขณะที่อาลีบาบาและในเครือ มีทั้งให้ฟรี มีทั้งราคาถูกมากๆ ไม่ใช่เพื่อทุบราคาขยี้คู่แข่ง แต่เพื่อให้ลูกค้าอยู่ได้

แจ็ค หม่า มองง่ายๆ ว่า ลูกค้าอยู่รอด ในที่สุดจะย้อนกลับมาทำให้อาลีบาบาอยู่รอด แล้วดูเหมือนทฤษฎีนี้ของแจ็ค หม่า น่าจะถูกต้อง เพราะบทพิสูจน์ของเว็บไซต์สัญชาติจีนที่ตีตลาดโลกได้ คงเป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดี

แม้แต่การออกแบบเว็บไซต์ ยังคำนึงถึงลูกค้าที่ต้องใช้งาน ซึ่งเป็นคนทำธุรกิจขนาดย่อม ไม่ได้มีความรู้ด้านไอทีมากมาย แจ็ค หม่า เน้นว่าต้องทำให้ง่ายชนิดคนโง่ใช้งานได้ เพราะตัวเขาเองก็โง่กับเรื่องไอที ไม่ได้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี สะท้อนให้เห็นถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างแท้จริง…เข้าใจ แล้วช่วยเหลือ

ผมว่านี่เป็นเสน่ห์ของคนทำธุรกิจแบบตะวันออกแท้ๆ แต่ปัจจุบันเราตามก้นชาติตะวันตกกันซะเคยชิน พยายามทำทุกอย่างให้กลายเป็นเครื่องจักร ไม่ได้ปฏิเสธความเจริญที่ทำให้เกิดเครื่องอำนวยความสะดวกนะครับ แต่ผมปฏิเสธความไร้จิตวิญญาณมากกว่า

ลองดูจากตัวอย่างขององค์กรใหญ่ที่ลดจำนวนคน แล้วเอาเครื่องตอบรับอัตโนมัติมาใช้ มีใครเบื่อเหมือนผมไหมครับ โทรไปติดต่อ ต้องการสื่อสารกับมนุษย์ เพราะมีเรื่องที่ต้องการคำตอบ บางทีต้องทนฟังเครื่องตอบรับยาวเหยียด ฟังแล้วก็ตัดสินใจไม่ถูก ว่าปัญหาของเราเข้าข่ายข้อไหน กดต่อไป บางทีผิด ไม่ใช่เรื่องที่ต้องการคำตอบ ต้องเสียเวลาย้อนกลับมาทำรายการใหม่

ผู้ให้บริการสะดวก ที่ไม่ต้องเอาคนมานั่งตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ แต่คนใช้บริการ “เซ็ง”

ทำอย่างไร ที่เราจะนำเอาทั้งเครื่องมือทางเทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวก มาใช้เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แล้วผสานเข้ากับ “ความเป็นมนุษย์” ที่ให้บริการมนุษย์ด้วยกัน

โจทย์นี้อาจจะยาก แต่ไม่ควรมองข้าม

อีกอย่างที่ผมตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแจ็ค หม่า การที่สามารถมองลูกค้าเป็นที่หนึ่งได้ขนาดนี้ น่ามาจากการรู้จักพอประมาณกับความรวย

ตัวเขาเองไม่ได้ทำธุรกิจโดยมุ่ง “รวย” แต่มุ่งช่วยเหลือ แม้ไม่ต้องบ้าทำ CSR เหมือนหลายธุรกิจที่บ้าทำตามกระแส แต่ลักษณะของแจ็ค หม่า เป็น CSR แบบ In process คือฝังอยู่ในธุรกิจ ไม่ได้ทำแยกออกมาเป็นกิจกรรมเฉพาะ แต่ทำเพราะต้องการช่วยเหลือ คิดราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งให้บริการฟรีบางส่วน

แม้ขยายธุรกิจออกไปจนเรียกได้ว่าครบวงจร มีบริษัทในเครือมากมาย แต่ตัวเขาเองกลับถือหุ้นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความน่าจะเป็นทางธุรกิจ เขาชอบกระจายหุ้น แจกจ่ายเป็นรางวัลให้กับพนักงาน ไม่เคยกลัวว่าการถือหุ้นน้อยแล้วจะโดนฮุบกิจการ

ถ้าจะว่าไป วิถีของแจ็ค หม่า ไม่ใช่เป็นเพียงวิถีแบบ “ลูกค้าเป็นที่หนึ่ง” อย่างเดียว แต่ “พนักงาน” ก็เป็นที่หนึ่งด้วยเช่นกัน

ควรเรียกว่า แจ็ค หม่า ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นพิเศษ

คนหนึ่งคือ คนที่ช่วยแบ่งเบาภาระ ช่วยสานแนวคิดของเขาให้กลายเป็นจริง อีกคนหนึ่งคือ คนที่ช่วยประคับประคองให้ธุรกิจตามฝันของเขาเติบโต เจริญรุดหน้าไปได้ดี

แนวคิดของแจ็ค หม่า ทำให้ผมได้ข้อสรุปดังนี้ครับ ถ้าเรามีความถนัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างหาตัวจับได้ยาก การทำธุรกิจของเรา ควรโฟกัสไปที่ “งานที่เราถนัด”

แต่หากเราไม่ได้เก่งกาจด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ เราควรหันมาให้ความสำคัญกับ “คน” โฟกัสไปที่คน 2 คนคือ “ลูกน้อง” คนที่คอยทำงานให้เรา ให้สามารถทำตามวิสัยทัศน์ที่เราวางไว้ กับอีกคนหนึ่งคือ “ลูกค้า” ที่ยังให้โอกาสเราได้มีเวทีแสดงวิสัยทัศน์

วิธีปฏิบัติไม่ยากครับ หมั่นตั้งคำถามว่า ถ้าเป็น “ลูกน้อง” ทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือให้เขามีชีวิตอยู่ดี ทำงานมีสุข

แต่ถ้าเป็น “ลูกค้า” ก็หาทางช่วยเหลือให้เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เขาทำ

แบบนี้วิถี แจ็ค หม่า ของแท้ครับ…

เจ้าหนี้ที่รัก!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

เจ้าหนี้ที่รัก!!

สำหรับใครที่บังเอิญตกหลุมพรางพลัดหลง จะด้วยอารมณ์ชั่ววูบ หน้ามืด หรือมีความจำเป็นในชีวิต และโดนลิขิตให้ไปเป็นลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ บัตรต่างๆ ที่เคยหยิบยื่นให้เรายืมเงินไปใช้ก่อน งานนี้มีข่าวดีให้ใจชื้นขึ้นมาได้นิดหน่อย เมื่อทางรัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 เพื่อคุ้มครองทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ให้ทวงหนี้และหนีหนี้กันอยู่ในขอบเขต ในร่องในรอยทั้ง 2 ฝ่าย โดยเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

เนื้อหาสาระสำคัญที่เจ้าหนี้-ลูกหนี้ควรทราบ ว่าเจ้าหนี้ต้องทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ผิดกฎหมาย ทวงหนี้แบบใดที่จะไม่เข้าข่ายคุกคามหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของลูกหนี้ ขณะที่ตัวลูกหนี้เอง จะต้องปฏิบัติอย่างไร หากได้รับความไม่เป็นธรรมจากการทวงหนี้ ถูกเจ้าหนี้จอมจิกสุดโหด ตามมาทวงเงินแบบถึงตัวในระยะประชั้นชิด หากถูกข่มขู่คุกคามจะต้องทำอย่างไร บางทีเจ้าหนี้ก็ใช้อุบายลูกไม้นานาชนิดแบบคิดไม่ถึงมาหลอกทวงหนี้ และหากการถูกปฏิบัติแบบใดที่ถือว่าไม่เป็นธรรม จงจำข้อกฎหมายเหล่านี้เอาไว้ จะได้ไม่ถูกเจ้าหนี้เอาเปรียบนะ พี่น้อง

1. ข้อห้ามปฏิบัติของผู้ทวงหนี้

– ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือทรัพย์สิน ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– พูดจาไม่สุภาพ ดูหมิ่น ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– เปิดเผยความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้คนอื่นได้รู้ ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– ทวงหนี้ผ่านไปรษณีย์ หรือโทรสาร โดยมีข้อความแสดงการทวงหนี้ชัดเจน ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– ระบุข้อความ เครื่องหมาย หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

2. ห้ามทวงหนี้แบบหลอกให้เข้าใจผิด

– ส่งเอกสารทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่าเป็นการกระทำของศาล เช่น ส่งเอกสารที่มีตราครุฑมาให้ลูกหนี้ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– ทำให้เชื่อว่ามีการส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถาม (Notice) จากทนายความ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– ใช้เอกสารที่ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดว่าจะถูกดำเนินคดี หรือถูกยึดทรัพย์ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

– แอบอ้างว่าเป็นการทวงหนี้จากบริษัทข้อมูลเครดิตใดๆ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

3. การทวงถามหนี้ไม่เป็นธรรม ห้ามปฏิบัติดังนี้

– เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ในอัตราเกินกว่าที่คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้กำหนด

– เสนอให้ลูกหนี้สั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ทั้งๆ ที่รู้ว่าลูกหนี้ไม่มีเงินชำระหนี้ตามเช็ค ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

4. คณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการทวงหนี้ของผู้ทวงถามหนี้ โดยหากลูกหนี้หรือคนอื่นๆ ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายจากผู้ทวงถามหนี้ สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการกํากับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัด

5. ให้ที่ทำการปกครอง หรือกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีอำนาจรับร้องเรียนการทวงหนี้ผิดกฎหมาย ติดตามพฤติกรรมของผู้ทวงถามหนี้

เมื่ออ่านดูแล้ว หากมีการทวงหนี้ในลักษณะดังกล่าวเบื้องต้น ก็สามารถร้องเรียนได้ แต่ข้อเท็จจริงที่หนีไม่พ้นคือ เมื่อมีหนี้ก็ต้องใช้หนี้ ดังนั้นดีที่สุดคือ อย่าเป็นหนี้เลยละกัน…พี่น้อง

ครีมสครับข้าว “ออไรซ์” ชูจุดขาย ไม่ต้องล้างออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

ศีล มติธรรม srangbun@hotmail.com

ครีมสครับข้าว “ออไรซ์” ชูจุดขาย ไม่ต้องล้างออก

หากติดตามวงการธุรกิจความสวยงามของไทย จะเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ มีการนำข้าวหลากหลายสายพันธุ์ของบ้านเรามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตเครื่องสำอาง และนำมาใช้ในวงการสปามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค เพราะทราบกันดีว่าข้าวนั้นมีคุณประโยชน์มากมาย

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติออร์แกนิกพันธุ์ไทย จังหวัดพิจิตร ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่นำข้าวมาแปรรูป และได้ส่งเข้าประกวดในปีนี้จนได้รางวัลที่ 2 ประเภทวิสาหกิจชุมชน ของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ในชื่อโครงการ ออไรซ์ จัสมิน ไรซ์ สครับ แอนด์ ครีม

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ได้รับรางวัลดังกล่าว เนื่องจากขั้นตอนการผลิตถือเป็นนวัตกรรมในการทำผลิตภัณฑ์สครับที่ทำจากธรรมชาติ โดยเนื้อเม็ดของสครับทำจากปลายข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ เม็ดสครับที่ได้จากปลายข้าวให้ประสิทธิภาพในการขัดที่ดี ซึ่งความแตกต่างทางรูปทรงของเม็ดสครับ ช่วยให้การขัดเพื่อขจัดสิ่งสกปรกสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อนำมาใช้ร่วมกับครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำมันรำข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น โทโคฟีรอล และแกมมาออริซานอล ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ครีมสครับที่ไม่ต้องล้างออก เหมือนกับสครับทั่วไป

ชี้ธุรกิจสปาเงินสะพัด

การนำข้าวมาทำครีมสครับ เป็นการเพิ่มมูลค่าข้าว โดยมีต้นทุนการผลิต 100 บาท ต่อหลอด (100 กรัม) ขณะที่ขายในราคาหลอดละ 150 บาท ซึ่งปลายข้าว 1 กิโลกรัม สามารถผลิตได้ 200 หลอด สร้างมูลค่าเพิ่มจากปลายข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ราคา 15 บาท ต่อกิโลกรัม คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการทำครีมสครับปลายข้าวหอมมะลิกับข้าวไรซ์เบอร์รี่ 40,000 บาท ต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติออร์แกนิกพันธุ์ไทย รับซื้อปลายข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่จากสมาชิกราคาเฉลี่ย 30 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่โอกาสด้านการตลาดธุรกิจสปาในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นมาก มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยที่ผลิตภัณฑ์บอดี้สครับเป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมใช้ในสปา และนอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำสครับมาใช้กับผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าและครีมอาบน้ำเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่

คุณภฤชฎา ศรีเหนี่ยง กรรมการคนหนึ่งของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติออร์แกนิกพันธุ์ไทย ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ โดยเธอเรียนจบปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เจ้าตัวเล่าว่า กลุ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2556 มีสมาชิก 20 คน ปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมปทุม เป็นต้น เน้นปลูกข้าวปลอดภัย โดยผ่านมาตรฐาน GAP พร้อมกับสีข้าว และบรรจุถุงขาย ช่วงแรกผลการตอบรับดีมาก แต่ระยะหลังมีผู้ผลิตมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ประกอบกับการสีข้าว เวลาสีข้าวออกมามีปลายข้าว จมูกข้าว เหลือจำนวนมากและขายไม่ได้ราคา คนส่วนใหญ่ไม่นิยมบริโภค ขณะที่กลุ่มเห็นว่าข้าวปลอดสารนอกจากจะมีคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังสามารถนำมาทำเป็นวัตถุดิบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้อย่างดีเยี่ยมจากสารสำคัญต่างๆ ในเมล็ดข้าว เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ข้าวและเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย

“ทางกลุ่มได้ร่วมมือกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยนเรศวร ในการคิดค้นนวัตกรรมโดยใช้วัตถุดิบจากข้าวปลอดสารที่เพาะปลูกเองจากสมาชิกของกลุ่มที่ผ่านมาตรฐานการผลิต GMP ของกรมการข้าว ภายใต้แบรนด์ออไรซ์ (Alrice) จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากข้าวปลอดสารจะมีความปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายและภูมิแพ้จากสารพิษ และเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่จะหันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติมากขึ้น โดยมีสโลแกนที่ว่า อีกระดับของนวัตกรรมข้าว…ที่เหนือกว่า” คุณภฤชฎา กล่าวและว่า สำหรับข้าวสารบรรจุถุงของกลุ่มนั้นก็ยังจำหน่ายอยู่

เผยผลิตได้มาตรฐาน

สำหรับที่มาของชื่อแบรนด์ ออไรซ์ เธออธิบายว่า เป็นการใช้คำที่มี 2 ความหมายในชื่อแบรนด์ All Rice ที่แปลว่า ข้าวทั้งหมด และอีกความหมายคือ คำอ่านของ Alrice ที่อ่านเป็นคำพ้องเสียงกับ Alright ซึ่งมีความหมายว่า โอเค, ใช่เลย เป็นการสื่อถึงผลิตภัณฑ์จากข้าวของกลุ่มเมื่อผู้บริโภคได้สัมผัสแล้วจะรู้สึกว่า โอเค ใช่เลย ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติ

คุณภฤชฎา แจกแจงว่า แบรนด์ออไรซ์ประเภทเครื่องสำอาง มี 3 ผลิตภัณฑ์ดังนี้ สครับ แอนด์ ครีม ที่มี 2 แบบให้เลือกคือ ออไรซ์ ไรซ์เบอร์รี่ สครับ แอนด์ ครีม สีของเนื้อครีมสครับออกสีม่วงอ่อน เหมาะกับทุกสภาพผิว ด้วยคุณสมบัติเฉพาะของจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ละเอียดพิเศษ ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ลดเลือนจุดด่างดำ ขจัดสิวเสี้ยน เผยผิวใหม่ให้กระจ่างใส พร้อมบำรุงผิวจากสารสกัดจากน้ำมันรำข้าว และน้ำมันธรรมชาติ สูตรให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น โดยไม่ต้องล้างออก ใช้ได้กับทุกสภาพผิว ซึ่งข้าวไรซ์เบอร์รี่ คือแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน แกมมาออริซานอล และมีวิตามินอี ที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิว ให้แลดูอ่อนกว่าวัย

ส่วนออไรซ์ จัสมิน ไรซ์ สครับ แอนด์ ครีม ก็เหมาะกับทุกสภาพผิวเช่นกัน สีของเนื้อครีมสครับข้าวหอมมะลิจะเป็นสีขาวที่ได้จากข้าวหอมมะลิสีธรรมชาติ โดยข้าวหอมมะลิมีสารต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้ผิวคล้ำลง มีสารแอนตี้เอจจิ้ง ซึ่งช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย

ผลิตภัณฑ์ของออไรซ์ยังมีสครับ แอนด์ สกิน แคร์ โซป ที่มีทั้ง ออไรซ์ ไรซ์เบอร์รี่ สครับ แอนด์ สกิน แคร์ โซป และ ออไรซ์ จัสมิน ไรซ์ สครับ แอนด์ สกิน แคร์ โซป นอกจากนี้ก็มี สบู่ข้าว ทั้ง ออไรซ์ ไรซ์เบอร์รี่ โซป และ ออไรซ์ จัสมิน ไรซ์ โซป

เธอบอกว่า ที่ผ่านมาเครื่องสำอางที่ขายดีคือ สครับ แอนด์ ครีม ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศ จากโครงการนวัตกรรมข้าวไทย ทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับ โดยใช้อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นแหล่งผลิต และอยู่ภายใต้ความดูแลของศูนย์ดังกล่าว ส่วนรูปแบบบรรจุภัณฑ์มีคุณภาพปลอดภัย หลอดโฟมสีทึบเพื่อรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไม่ให้โดนแสงแดด

เล็งทำครีมอาบน้ำสครับ

ถามถึงเรื่องการขาย สมาชิกของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรรมธรรมชาติออร์แกนิกพันธุ์ไทยรายนี้ ให้ข้อมูลว่า เนื่องจากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของกลุ่มเพิ่งเข้าสู่ช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่ได้ทำการตลาดมากนัก อีกทั้งผลิตภัณฑ์ยังมีไม่หลากหลาย รูปแบบบรรจุภัณฑ์ก็อาจจะยังไม่ตอบสนองผู้บริโภคในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในขณะที่ตลาดเครื่องสำอางในบ้านเรามีการแข่งขันกันสูง ซึ่งการที่จะนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำต้องใช้เงินทุนสูง

“ถ้าเป็นคู่แข่งเรื่องเครื่องสำอางตอนนี้มีมาก เพราะคนนิยมหันมาทำเครื่องสำอางกันเยอะ แต่ถ้าคู่แข่งที่มีนวัตกรรมจากข้าว หรือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติยังถือว่าไม่มากเท่าไร นอกจากนี้ ราคาของสินค้าเราไม่ได้ตั้งสูงมากไป แต่ก็ไม่ต่ำไป เป็นราคาที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่าย อย่างคนที่ชอบกลิ่นก็จะเลือกสครับที่ทำจากข้าวหอมมะลิ โดยมี 2 ขนาดให้เลือก ขนาด 100 กรัม ขายหลอดละ 200 บาท ขนาด 200 กรัม ขายหลอดละ 380 บาท สบู่สครับข้าวที่ขายก้อนละ 120 บาท ผิวกายขายก้อนละ 100 บาท และเร็วๆ นี้จะทำครีมอาบน้ำสครับข้าวหอมมะลิกับไรซ์เบอร์รี่”

คุณภฤชฎา บอกว่า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวในปัจจุบัน อยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาสินค้าช่วงเริ่มต้น ในอนาคตอาจจะได้เห็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวที่มีความหลากหลายมากขึ้น และมีนวัตกรรมที่มากกว่านี้ สำหรับช่องทางการขายตลาดในประเทศ ตอนนี้กลุ่มเน้นการทำตลาดทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก : AlriceThailand https://www.facebook.com/AlriceThailand และมีวางขายที่ร้านกาแฟอะเมซอน สาขาปั๊ม ปตท. สี่แยกโพทะเล (โพธิ์ไทรงาม) จังหวัดพิจิตร ริมทางหลวงหมายเลข 117 กม. 47 ขาล่อง ถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์

พร้อมกันนี้ กำลังจะเปิดรับตัวแทนจำหน่าย โดยช่วงแรกจะเปิดรับจังหวัดละ 1 ท่านก่อน (สนใจโทรศัพท์ (081) 859-8222) ส่วนตลาดต่างประเทศยังไม่ได้ทำ แต่อนาคตจะไปเปิดตลาด เวลานี้อยากให้ตลาดในประเทศเข้มแข็งก่อน และต้องมีการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งให้ดูทันสมัยขึ้นด้วย ซึ่งมองว่าการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จะสามารถส่งออกสินค้าของกลุ่มไปขายในอาเซียนได้ง่ายขึ้น เพราะมีโครงการโอท็อปของพาณิชย์จังหวัดที่จะพาไปเปิดตลาด

เชื่อว่าในอีกไม่ช้า ผลิตภัณฑ์แบรนด์ออไรซ์คงจะเป็นแบรนด์ที่ผู้คนในบ้านเรารู้จักกันมากขึ้น และมีโอกาสได้ไปขายในประเทศใกล้เคียง

“Snowgirl” ชูจุดขาย ใช้สเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

“Snowgirl” ชูจุดขาย ใช้สเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่

แม้ธุรกิจเครื่องสำอางจะมีการแข่งขันในตลาดสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ด้วยเม็ดเงินมหาศาลก็ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ต่างมุ่งเข้าสู่วงการนี้ เพราะหากแบรนด์เป็นที่รู้จักและติดตลาด นั่นหมายถึงผลกำไรก้อนโต ฉะนั้น เราๆ ท่านๆ จะเห็นแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด ทั้งที่มีวางขายทั่วไป หรือขายเฉพาะทางออนไลน์เท่านั้น

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่แบรนด์ต่างๆ ต้องสร้างจุดขาย หรือเอกลักษณ์ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งในส่วนของ บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องสำอางแบรนด์สโนว์เกิร์ล (Snowgirl) นอกจากจะมีความต่างจากยี่ห้ออื่นๆ แล้ว ยังมีรางวัลมาการันตีด้วย โดย “Snowgirl” Riceberry Facial Cream ได้รับรางวัลที่ 3 ประเภทอุตสาหกรรม ในการประกวดของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เมื่อไม่นานมานี้

ครั้งแรกของไทย

จุดเด่นของ “Snowgirl” Riceberry Facial Cream อยู่ที่การใช้นวัตกรรมในการทำผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวหน้า โดยใช้เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในการผลิตเซลล์ต้นกำเนิด (สเต็มเซลล์) ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และกระตุ้นให้เกิดการสร้างสาร Secondary Metabolites คือสารประกอบฟิโนลิก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แล้วนำไปใช้ในกระบวนการผลิตครีมบำรุงผิว กระบวนการผลิตสารสำคัญดังกล่าวทำให้ประหยัดเวลา สารสำคัญมีปริมาณและคุณภาพคงที่ ลดปัญหาด้านการจัดหาวัตถุดิบข้าวไรซ์เบอร์รี่

น่าสนใจตรงที่ว่า ต้นทุนการผลิตประมาณ 100 บาท ต่อ 30 กรัม ราคาจำหน่าย 850 บาท ต่อ 30 กรัม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไรซ์เบอร์รี่ 1 กิโลกรัม = 90 บาท เป็นสารละลายเซลล์ต้นกำเนิด 163,000 บาท (1,630 เท่า) ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุง “ผิวหน้า” คิดเป็นร้อยละ 85 ของมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทั้งหมด คิดเป็น 48,437 ล้านบาท

บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด บอกว่า อีกไม่นานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะมีวางจำหน่ายที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ทั่วประเทศ ในราคากระปุกละ 850 บาท ขนาด 30 กรัม ซึ่งถือว่าไม่แพงหากเทียบกับเคาน์เตอร์แบรนด์ที่ขายกันอยู่ เพราะเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ผลิตจากสเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่ในต่างประเทศทำกันมานานแล้ว เป็นครีมที่ลบริ้วรอยทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น

ดร.ธนธรรศ สนธีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ จำกัด ฉายภาพรวมของบริษัทให้ฟังว่า ก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2544 วัตถุประสงค์หลักคือ ผลิตจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคที่มีคุณภาพสูงในราคายุติธรรมให้กับผู้บริโภคชาวไทยและต่างประเทศ โดยผลิตสินค้าที่ปลอดภัย ใช้ได้ผลจริง เน้นใช้สารสกัดจากธรรมชาติเป็นหลัก สินค้าในกลุ่ม Skin Care หรือดูแลผิวพรรณ เป็นสินค้ากลุ่มแรกที่ผลิต โดยได้รับการสนับสนุนจาก โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โครงการบ่มเพาะธุรกิจ ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Aachen University Germany Delft University of Technology The Netherlands และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

“สยามเนเชอรัล โปรดักซ์ เป็นบริษัทผู้ผลิต นำเข้า และส่งออก ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เนเจอร์ริช, Snowgirl, M9 ฯลฯ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ดูแลความงาม ตอบปัญหาผิวพรรณ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอางและผิวหนังที่มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ซึ่งเราผลิตสินค้าเอง ด้วยโรงงานมาตรฐาน GMP และ HALAL” ดร.ธนธรรศ กล่าวและว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดยังผ่านการตรวจสอบสูตร 100 เปอร์เซ็นต์ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จนได้รับใบรับรอง นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังได้รับรางวัลจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545-2548 ถึง 11 รางวัล และอีก 2 รางวัล จากสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ รางวัลสุดยอดนวัตกรรมจาก 7 Innovation Award 2 ปีซ้อน จากซีรั่มปลาฉลาม และมาส์กเต้าหู้จากถั่วเหลืองงอก

พร้อมกันนั้น ยังได้รับรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย จากผลงาน บอดี้บัตเตอร์ จากเนยขาวและน้ำมันรำข้าว ภายใต้แบรนด์ “Columbus” เน้นตลาดระดับบน โดยมีจุดเด่นที่เนื้อครีมเนียน นุ่ม อุดมไปด้วยสารสำคัญจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ เช่น แกมมาออริซานอล อันเป็นสารเคลือบผิวสามารถป้องกันยูวี ปลอดภัยจากสารเคมี และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และล่าสุด ครีมบำรุงผิวหน้าจากสเต็มเซลล์ข้าวไรซ์เบอร์รี่ก็คว้ารางวัลได้อีกเช่นกัน

ส่งขายหลายประเทศ

สำหรับกลุ่มลูกค้านั้น ดร.ธนธรรศ ระบุว่า แบรนด์ “เนเจอร์ริช” กลุ่มลูกค้าเป็นผู้หญิงต่างจังหวัด แม่บ้าน หนุ่มสาวโรงงาน อายุ 30-40 ปี ส่วนแบรนด์ “สโนว์เกิร์ล” ส่วนใหญ่เป็นสาวในเมือง สาววัยรุ่น สาวออฟฟิศ อายุ 25-35 ปี แบรนด์ “สุพัตรา” เน้นเวชสำอางเพื่อกลุ่มผู้ใหญ่ และแบรนด์ “เอ็มไนน์” เน้นลูกค้าสุภาพบุรุษ โดยสินค้าของบริษัทมีวางขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งยอดขายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ขายผ่านทางร้าน 7-ELEVEN และทาง 7-Catalog นอกจากนั้น ยังได้ส่งออกไปต่างประเทศ เช่น รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ลาว พม่า และจีน เป็นต้น ยอดขายที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยปีละ 20 เปอร์เซ็นต์

ย้อนกลับไปในช่วงแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อน การทำตลาดของบริษัทใช้วิธีออกบู๊ธขายตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ต่อมาเริ่มมีตัวแทนติดต่อซื้อสินค้าไปขายต่อ ทำให้ตลาดกว้างขึ้น หลังจากนั้น ติดต่อเข้ามาขายในร้าน 7-ELEVEN รวมถึงขายใน 7-Catalog ด้วย ซึ่งทำให้ยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของสยามเนเชอรัล โปรดักซ์ มีมากกว่า 100 รายการ ผลิตเอง 30 รายการ ส่วนที่เหลือใช้วิธีว่าจ้างผลิต ที่ผ่านมา แบ่งสัดส่วนการขาย 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าแบรนด์เนเจอร์ริช, สโนว์เกิร์ล 40 เปอร์เซ็นต์ และแบรนด์อื่นๆ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ โดยนำเข้าวัตถุดิบส่วนใหญ่จากต่างประเทศ เช่น น้ำหอมจากฝรั่งเศส อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ส่วนสารสกัดที่ใช้ของในไทย อย่างมะหาด ข้าว และน้ำมันรำข้าว

ทั้งนี้ การทำการตลาดของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสโนว์เกิร์ล แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ในกรุงเทพฯ ให้พนักงานขายของบริษัทไปติดต่อเสนอสินค้ากับร้านค้าต่างๆ ที่สนใจ ส่วนในต่างจังหวัด ให้ผู้ที่มีความสนใจในผลิตภัณฑ์สมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย พร้อมกันนั้น บริษัทยังได้ทำการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสโนว์เกิร์ล ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อนิตยสารหลายกลุ่มเป้าหมายและวิทยุเป็นประจำ เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักสินค้าเป็นอย่างดี

ดร.ธนธรรศ พูดถึงแนวทางการทำตลาดของบริษัทว่า เน้นทำตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป และใช้งบประมาณไม่มาก ทำให้ขายสินค้าได้ในราคาไม่สูงนัก ยกตัวอย่าง โลชั่นกันแดดมะหาด ครีมทับทิมผสมกลูตาไทโอน โลชั่นมะหาดผสมกลูตาไทโอนและวิตามินซี ราคาจะอยู่ที่ 20-300 บาท มีตั้งแต่แบ่งขายแบบซอง ไปจนถึงเป็นหลอด ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อได้ง่ายและบ่อยครั้ง บริษัทยึดหลักลดต้นทุน โดยไม่ลดคุณภาพ คือไม่ไปทุ่มกับการทำตลาดเกินตัว เน้นผลิตและขายในปริมาณมากๆ เพื่อช่วยให้ต้นทุนต่ำและมีเงินหมุนในธุรกิจคล่องขึ้น ทำให้ต้นทุนการเงินของบริษัทไม่สูงตามไปด้วย

“บริษัทใช้จุดเด่นตรงที่เริ่มต้นจากค่อยๆ พัฒนาตัวเองจากโอท็อป พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นเอสเอ็มอี โดยเน้นช่องทางขายที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย และเน้นการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง”

ปีหน้าผลิตสินค้านวัตกรรม

ผู้บริหารหนุ่มรายนี้ อธิบายถึงความยากของการผลิตสินค้านวัตกรรมว่า อยู่ที่การทำให้ลูกค้าทราบถึงประโยชน์ที่ค่อนข้างใหม่ แต่ได้เปรียบด้านการสร้างความแตกต่าง และมีประโยชน์ที่มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การเข้าประกวด ประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนรู้จักมากขึ้น และในเวทีการประกวดระดับประเทศที่มีองค์กรต่างๆ รองรับ จะช่วยการันตีคุณภาพของสินค้านวัตกรรมที่ได้รับรางวัลได้ดี เพราะได้ผ่านการคัดเลือกและกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ มาแล้ว

“การทำสินค้านวัตกรรมมีปัญหาหลักเรื่องการลงทุนนวัตกรรม เพราะจำเป็นต้องใช้เงินทุนมากในการวิจัยและพัฒนา แต่เรามีพันธมิตรร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนวิจัย จาก สนช. ทำให้เอสเอ็มอีเล็กๆ สามารถพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมแข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ได้”

ดร.ธนธรรศ บอกว่า ที่ผ่านมา บริษัทให้ความสำคัญเรื่องนวัตกรรมมาก และมองว่าการพัฒนาให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการมีนวัตกรรม ทันสมัย ไม่ล้าหลังอยู่เสมอ เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับตลาดนี้ โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ รองจากด้านความปลอดภัย ด้านประสิทธิภาพ และนวัตกรรมเป็นอันดับถัดมา เพราะถือว่าบริษัทที่สามารถแข่งขันในตลาดและเป็นที่ต้องการนั้นจำเป็นต้องมีนวัตกรรมของตนเองที่ทันสมัย และได้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค โดยในปีหน้าทางบริษัทจะผลิตสินค้ากลุ่มนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านสกินแคร์ เมกอัพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอุปกรณ์ความงามต่างๆ

กับคำถามที่ว่า กลัวเรื่องการก๊อบปี้สินค้าหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า การก๊อบปี้เป็นเรื่องปกติ สำหรับสินค้าหลายประเภท สินค้าที่ถูกก๊อบคือสินค้าที่ได้รับความนิยมสูง สุดท้ายแล้วผู้บริโภคจะเลือกสินค้าที่เป็นของแท้ คุณภาพดี ดังนั้น การรักษาคุณภาพและพัฒนาตนเองด้านต่างๆ จะสามารถป้องกันการทำสินค้าเลียนแบบได้ดี

ในฐานะที่เป็นบริษัทหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการผลิตสินค้านวัตกรรม ดร.ธนธรรศ ให้คำแนะนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายอื่นๆ ว่า ต้องมองหาจุดแข็ง โอกาส และพิจารณาถึงปัญหาที่แท้จริงของธุรกิจตนเอง แล้วนำปัญหานั้นมาแก้ไขด้วยนวัตกรรม จึงจะสามารถเอาผลที่ได้ไปตอบโจทย์ในธุรกิจได้จริง เป็นการสร้างความแตกต่างที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสร้างรายได้จริงจากนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมา

อย่างที่ ดร.ธนธรรศ บอกว่า สินค้าของบริษัทส่งออกไปขายต่างประเทศด้วย ดังนั้น เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี จะทำให้ขนาดตลาดใหญ่ขึ้น ลูกค้ามากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน คู่แข่งที่จะเข้ามาก็มากขึ้นด้วย นับเป็นโอกาสที่ดีในการขยายตลาด หากสินค้ามีคุณภาพที่ดี และผลิตให้ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่า

นับเป็นเอสเอ็มอีอีกรายที่ให้ความสำคัญกับสินค้านวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการได้รับรางวัลจากหน่วยงานต่างๆ เป็นแรงหนุนส่งให้ผู้บริโภครู้จักและมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากยิ่งขึ้น และทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ลิปสติกข้าว “VOWDA”

“VOWDA” ลิปสติกอินทรีย์ ของ บริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด (แปลว่า ก้าวไกลไปทั่วโลก) ได้รับรางวัลที่ 3 ในการประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

คุณบวรศักดิ์ โฆษิตชัยวัฒน์ กรรมการ บริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด แจงว่า ลิปสติกข้าวนี้มีส่วนผสมเป็นข้าวทั้งหมด เช่น ไขข้าว น้ำมันรำข้าว ตัวลิปสติกทำจากตัวข้าว ส่วนที่เป็นสีได้จากข้าวแดง ผักและผลไม้ ทดแทนสีสังเคราะห์

ลิปสติกอินทรีย์นี้ มี 3 สีด้วยกันคือ แคร์รอตสีส้ม แคร์รอตสีม่วง และโรแมนติกโรส อีกแบบเป็นลิปกลอส สีที่ขายดีมี 2 สีคือ แคร์รอตสีส้มกับแคร์รอตสีม่วง ถ้าเป็นแคร์รอตสีส้มจะออกแดงหน่อยๆ แต่ถ้าเป็นสีม่วงจะออกสีชมพู ออกแนวหวาน ตอนนี้วางขายอยู่ที่เลมอนฟาร์ม ที่กรุงเทพฯ ราคาแท่งละ 550 บาท ทาแล้วอยู่ได้นาน 4-5 ชั่วโมง

ปัจจุบัน โรงงานผลิตลิปสติกของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด อยู่แถวหัวหิน สนใจอยากเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ “VOWDA” ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (081) 981-8762 หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.vowdacosmetic.com

แป้งทาตัว “ไร้ซแคร์” ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทำจากข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

แป้งทาตัว “ไร้ซแคร์” ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นทำจากข้าว

เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ที่มี ดร.วราทัศน์ วงศ์สุรไกร เป็นประธานกรรมการบริหาร เมื่อ “แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น” ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับอุตสาหกรรม ปี 2558 ในงานประกวดของ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเคยได้รับรางวัลมาก่อนหน้าแล้วหลายครั้ง อาทิ ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2548 ของ สนช. ผลงานเรื่อง “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นสารเพิ่มปริมาณเม็ดยา” รางวัล 1 ใน 10 สุดยอดนวัตกรรม ปี 2549 ของ สนช. ผลงานเรื่อง “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว” และปีต่อมาผลงานเดียวกันนี้ก็ได้รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2550 ด้วย

ชี้ซับมันซับกลิ่นชะงัด

นับเป็นผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับงานนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยผลงานที่ได้รับรางวัลล่าสุดนี้ ถือเป็นนวัตกรรมระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์แป้งข้าวเจ้าดูดซับเหงื่อและดูดซับกลิ่น โดยการนำแป้งข้าวเจ้าโปรตีนต่ำมาดัดแปรทางเคมีร่วมกับการดัดแปรทางฟิสิกส์ด้วยการใช้ไมโครเวฟ ทำให้มีคุณสมบัติในการดูดซับไขมันในน้ำได้ดี ซึ่งแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิคมีคุณสมบัติดูดซับความมันได้สูงกว่าแป้งทัลคัมถึง 3 เท่า และแป้งข้าวเจ้ามีขนาดอนุภาคเฉลี่ย 6 ไมครอน ทำให้ทาผิวได้เรียบเนียนและเกาะกับผิวหนังได้ดี จึงสามารถผลิตเป็นแป้งข้าวเจ้าควบคุมกลิ่นตัวและเชื้อราตามร่างกาย

ดร.วราทัศน์ เล่าว่า การทำแป้งดังกล่าวมีต้นทุนการผลิต 20 บาท ต่อขวด (50 กรัม) ประมาณการราคาจำหน่าย 60 บาท ต่อขวด (50 กรัม) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากแป้งข้าวเจ้าราคา 30 บาท ต่อกิโลกรัม เป็นแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิคสำหรับควบคุมกลิ่นตัวและเชื้อราตามร่างกายราคา 1,200 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่โอกาสด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของผู้ชายมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของมูลค่าตลาดรวม หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 960 ล้านบาท (เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14) ส่วนอีกร้อยละ 60 เป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายสำหรับผู้หญิง หรือคิดเป็นมูลค่า 1,440 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7)

เล็งทำโรลออนใช้สะดวก

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด ถึงมาทำเรื่องแป้ง เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ ดร.วราทัศน์ เลยแจกแจงความเป็นมาของบริษัทให้ฟังว่า เป็นโรงงานที่แปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว อาทิ เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวโปรตีนต่ำ แป้งข้าวดัดแปร และแป้งสูตรสำเร็จสำหรับทำขนมชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เอราวัณ” หรือ “ช้างสามเศียร” มาเป็นเวลากว่า 80 ปี โดยจำหน่ายในประเทศ และส่งออก 30 ประเทศทั่วโลก

ตอนนี้ธุรกิจหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับบริษัทคือ ผลิตภัณฑ์ เส้นหมี่ แป้งข้าวเจ้า และแป้งข้าวเหนียว และแป้งสูตรสำเร็จเพื่อทำขนมชนิดต่างๆ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “เอราวัณ” หรือ “ตราช้างสามเศียร” ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แป้งเครื่องสำอาง แป้งทาตัว และแป้งไฮโดรโฟบิค ดูดซับความมันและกลิ่น ใช้เครื่องหมายการค้า “ไร้ซแคร์” (ReisCare) จัดจำหน่ายโดย บริษัท เนเชอร์แคร์ จำกัด

สำหรับแป้งข้าวเจ้าไฮโดรโฟบิค ดูดซับความมันและกลิ่น ซึ่งเพิ่งจะได้รับรางวัล เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งจะคิดค้นต่อยอดจาก “แป้งข้าวเจ้าโปรตีนต่ำดัดแปรเป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว”

“คุณสมบัติของแป้งดังกล่าวจะไปจับไปดูดซับไขมันในเหงื่อ ทำให้ไม่มีกลิ่น เป็นเนื้อแป้งที่มีความละเอียดมากจึงสามารถดูดซับความมันได้ อย่างตำรวจจราจรเวลาเหงื่อไหลก็ใช้แป้งนี้ระงับกลิ่นกายได้ นอกจากนี้ ใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าก็ใช้ได้ด้วย สามารถดูดซับความมันได้สูงกว่าแป้งทัลคัมทั่วไปถึง 3 เท่า จุดเด่นคือไม่อุดตันรูขุมขน ปลอดภัยจากสารเคมี นอกจากจะใช้ทาตัวแล้ว ยังสามารถใช้ดูดซับความมันจากภาชนะหรือสิ่งของต่างๆ ต่อไปเวลาทำครัวหากไม่มีเวลาล้างมือก็ใช้แป้งนี้ขจัดความมันได้ รวมถึงใช้กับสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย”

ที่ผ่านมา บริษัทได้ทำแป้งทาตัวจากข้าวเจ้าขายอยู่แล้ว ยี่ห้อ “ไร้ซแคร์” คาดว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถดูดซับเหงื่อและกลิ่นจะผลิตขายได้ในปีหน้า โดยใช้ชื่อแบรนด์ยี่ห้อ ไร้ซแคร์ เช่นกัน ราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 59 บาท ต่อขวดบรรจุ 50 กรัม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พร้อมกันนี้ บริษัทกำลังคิดจะทำในรูปแบบของโรลออนเพื่อให้สะดวกต่อการใช้ ซึ่งแม้ในท้องตลาดมีคู่แข่งหลายเจ้า แต่ของไร้ซแคร์มีจุดขายตรงที่ปลอดภัยและราคาถูกกว่า

ดร.วราทัศน์ ระบุว่า จากกรณีที่ แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น เป็นผลิตภัณฑ์ต่อยอดจากแป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว ดังนั้น จึงมีปัญหาและอุปสรรคในการคิดค้นไม่มาก ส่วนการผลิตนั้นค่อนข้างใช้เวลานาน และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติม เพราะเทคนิคและขั้นตอนการผลิตมีความแตกต่างกันมากพอสมควร

แม้การคิดค้นจะไม่ยาก แต่ในการทำตลาดนั้นตรงกันข้าม อย่างที่เจ้าตัวอธิบาย การทำตลาดสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ แบบนี้ค่อนข้างจะยาก เพราะต้องสู้กับสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งมีช่องทางการจำหน่ายมาเป็นเวลานาน มีการจัดทำโปรโมชั่นและโฆษณาด้วยค่าใช้จ่ายอย่างมากมาย อีกทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่มีราคาสูงกว่า เนื่องจากคุณภาพและต้นทุนการผลิต

ดังนั้น สินค้านวัตกรรมจึงต้องใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูงในการที่จะทำประชาสัมพันธ์ และใช้เวลานานเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ใหม่ว่าจะให้ประโยชน์และความปลอดภัยแก่ผู้ใช้มากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้อยู่มากแค่ไหน วิธีที่ดีที่สุดคือ ต้องให้ทดลองใช้จึงจะทราบถึงความแตกต่างและมีความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และเมื่อผู้ที่ลองใช้แล้วเกิดความมั่นใจ ตลาดก็จะค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ แบบยั่งยืน

มีทีมวิจัยพัฒนา 20 คน

ดร.วราทัศน์ มองว่า ในอนาคตน่าจะมีคู่แข่งด้านผลิตภัณฑ์ดูดซับความมันและกลิ่นต่างๆ ที่ไม่ใช่ทำจากแป้งข้าว เนื่องจากการทำจากแป้งข้าวต้องใช้ประสบการณ์ เทคโนโลยี และการลงทุนทางเครื่องจักรมากพอสมควร เพราะจะต้องเริ่มจากวัตถุดิบก็คือ ข้าว สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ส่วนมากจะซื้อวัตถุดิบสำเร็จรูป นำมาผสมกันแล้วบรรจุขาย ซึ่งขั้นตอนการผลิตและการลงทุนจะน้อยกว่ากันมาก และใช้เวลาในการดำเนินการสั้น

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด บอกด้วยว่า ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรมมาตลอด ด้วยการเริ่มต้นจากนวัตกรรมการผลิตโดยการใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทดลอง และปรับปรุงจนสามารถผลิตได้ดีกว่าเครื่องจักรเก่าที่ใช้มานาน ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องมีห้องปฏิบัติการของบริษัทเอง เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการควบคุมคุณภาพและทำการวิจัยพัฒนา ปัจจุบันนี้ มีเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการประมาณ 20 คน โดยมี รศ.ดร.ไสยวิชญ์ วรวินิต เป็นผู้ควบคุมโดยการรับนโยบายจากตนเอง ซึ่งบริหารงานมาประมาณ 40 ปี เป็นผู้ออกแบบตัวโรงงาน เครื่องจักร และเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย และได้ริเริ่มการจัดตั้งห้องปฏิบัติการเมื่อกว่า 30 ปีมาแล้ว

ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการของบริษัทได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 : 2005 จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบที่สามารถปฏิบัติการตามข้อกำหนดของระบบ ISO/IEC 17025 : 2005 ได้ ทั้งนี้ ผลงานต่างๆ ของบริษัทส่วนใหญ่จะเกิดจากทีมผู้บริหารและทีมวิจัยพัฒนาของบริษัทร่วมมือกัน โดยมีตนเป็นผู้ดูแลและพิจารณาอนุมัติในแต่ละโครงการ โดยเฉพาะจะเป็นผู้ออกแบบเครื่องจักรและเทคโนโลยีในการผลิตต่างๆ ขณะนี้ ทางบริษัทได้รับการรับรองต่างๆ จากหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

“ทั้งในปัจจุบันและอนาคต นวัตกรรมจะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในโลกของธุรกิจต่างๆ ที่นับวันจะมีการแข่งขันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของสินค้า ราคา ประโยชน์ต่อผู้บริโภค และโดยเฉพาะสินค้าชนิดใหม่ๆ ที่จะต้องดึงดูดผู้บริโภคทุกวัย ดังนั้น ถ้าปราศจากนวัตกรรมก็จะไม่มีสินค้าหรือบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นเลย”

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการว่า เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันได้และอยู่ได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการในยุคนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหานวัตกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ตามความต้องการของตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังต้องสร้างนวัตกรรมในการผลิตเพื่อลดต้นทุน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องได้คุณภาพและทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น

ดร.วราทัศน์ แจกแจงถึงแผนงานด้านนวัตกรรมของบริษัทว่า งานวิจัยที่กำลังทำอยู่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ข้าวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การทำให้ผลิตภัณฑ์เส้นต่างๆ เช่น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว และเส้นขนมจีน ให้มีคุณภาพดีโดยไม่ต้องผสมแป้งชนิดอื่น ผัดแล้วเส้นไม่ติด สามารถเก็บได้นานในตู้เย็นโดยคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลงมาก และหลีกเลี่ยงการใช้สารกันบูด เป็นต้น และขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม และหาวิธีลดการใช้น้ำ เชื้อเพลิง และไฟฟ้าให้น้อยที่สุด

“ผมมองว่าข้าวยังแปรรูปได้อีกเยอะ ยกตัวอย่าง แป้งข้าว ยังสามารถใช้ทำผลิตภัณฑ์กลูเต็นฟรีสำหรับผู้ที่แพ้โปรตีนจากแป้งสาลี เช่น ใช้ทำขนมปัง คุกกี้ ขนมเค้ก เส้นบะหมี่ มะกะโรนี สปาเกตตี และเส้นอูด้งได้ โดยต้องผ่านกระบวนการดัดแปรและผสมส่วมผสมอย่างอื่น แต่ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าการใช้แป้งสาลีโดยตรง ตลาดจะมีผู้ที่แพ้กลูเต็น ซึ่งส่วนมากจะเป็นชาวยุโรป”

ใครที่อยากจะใช้ “แป้งไฮโดรโฟบิค : แป้งข้าวเจ้าดูดซับความมันและกลิ่น” คงต้องอดใจรอไปถึงปีหน้า แต่ช่วงนี้สามารถใช้ “แป้งข้าวเจ้าดัดแปรเพื่อใช้เป็นแป้งเครื่องสำอางและแป้งทาตัว” แบรนด์ “ไร้ซแคร์” ไปก่อน ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านเพื่อสุขภาพทั่วไป

ข้าวฮางภูเขาไฟ “บุรีรัมย์” ภูมิปัญญาโบราณ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

รายงานพิเศษ

พินทุ วิเศษภูมิ

ข้าวฮางภูเขาไฟ “บุรีรัมย์” ภูมิปัญญาโบราณ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

ท้องนากว่าพันไร่ในเขตพื้นที่บ้านหนองบัวราย ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ นั้นไม่ธรรมดา

ความที่เป็นแหล่งชุมชนโบราณ ตั้งอยู่ในเชิงภูเขาพนมรุ้ง การทำนาในที่ลุ่มแห่งนั้นจึงสั่งสมภูมิปัญญาโบราณมาเนิ่นนานหลายร้อยหลายพันปี

“วนัมรุง” ชื่อที่มีจารึกถึงโบราณสถานบนยอดเขา ที่วันนี้แม้ผิดเพี้ยนก็เพียงเล็กน้อยเป็น “พนมรุ้ง” นั่นหมายความถึงการสืบเนื่องดำรงอยู่ของผู้คน

ณ บ้านหนองบัวราย แห่งนี้เอง มีสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาชีพสำคัญอย่างเกษตรกรรม “ทำนา” ที่ปัจจุบันกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์

เพราะข้าวของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมมะลิ ข้าวฮางภูเขาไฟ” บ้านหนองบัวราย ภายใต้การนำของ ป้าอำนวย สลับเพชร นั้นไม่เหมือนใคร

แน่นอนว่ากรรมวิธีการผลิตแบบ “เกษตรอินทรีย์” เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนไว้เนื้อเชื่อใจในความปลอดภัย

แต่สำคัญกว่านั้นคือ ภูมิปัญญาโบราณที่เรียกว่าการทำ “ข้าวฮาง” ซึ่งทำให้การกินข้าวมากกว่าการกินแล้วอิ่ม ยิ่งทำให้การรวมกลุ่มของเกษตรกรกว่า 50 ครอบครัวซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม สามารถที่จะเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์จนเป็นเอกลักษณ์ให้กับจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ได้

ข้าวฮางภูเขาไฟ

วิสาหกิจชุมชนภูมิปัญญาโบราณ

“ข้าวฮาง” ได้ยินชื่อครั้งแรกแล้วหลายคนอาจขมวดคิ้วทำหน้าสงสัย ด้วยไม่เข้าใจว่าที่กำลังเอ่ยถึงอยู่นี้คืออะไร แตกต่างจากข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือข้าวพันธุ์อื่นๆ อย่างไร? หรือไม่?

ป้าอำนวย ช่วยอธิบายขยายความให้ฟังว่า แท้จริงแล้ว “ฮาง” คือกรรมวิธีในการผลิต ไม่ใช่ชื่อของสายพันธุ์ข้าว แต่เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ตนเองได้เรียนรู้มา

เพื่อช่วยทำให้ข้าวที่เรากินนั้นเป็นมากยิ่งกว่าข้าวที่ช่วยให้อิ่มท้องไปในแต่ละมื้อ

“ข้าวฮาง” เป็นข้าวสารแปรรูปที่ผลิตขึ้นตามกรรมวิธีภูมิปัญญาดั้งเดิม โดยการนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้เพื่อกระตุ้นให้สารอาหารต่างๆ จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ด แล้วจึงนำมานึ่งเพื่อจัดเก็บสารอาหารให้คงไว้ ก่อนจะนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง แล้วจึงนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือกออกมาเป็นข้าวสาร

สุดท้ายจึงจะบรรจุลงผลิตภัณฑ์อัดสุญญากาศ เพื่อป้องกันมอดและแมลงอย่างดี

ป้าอำนวย บอกว่า การนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำนั้น จะช่วยกระตุ้นในเรื่องการงอกของข้าว ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ข้าวมีคุณประโยชน์ เพราะจะทำให้ข้าวผลิตสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “กาบา” ซึ่งมีมากตรงจมูกข้าวขึ้นมา

ตรวจสอบข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อความรู้จักสารที่เรียกว่า “กาบา” ให้มากขึ้น พบว่า…

“กาบา” เป็นสารที่อุดมไปด้วยประโยชน์สารพัด โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับระบบประสาท ระบบเผาผลาญ และช่วยกระตุ้นฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่ให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และมะเร็งบางชนิดได้ด้วย

แต่กว่าที่จะได้สารสำคัญชนิดนี้มา และรักษาไว้ กรรมวิธีการผลิตก็เป็นเรื่องสำคัญ

ป้าอำนวย บอกว่า เครื่องสีข้าวที่กลุ่มใช้ เป็นเครื่องสีข้าวขนาดเล็ก ใช้เป็นลูกยางแบบกะเทาะ ซึ่งโดยปกติโรงสีทั่วไปจะเป็นลูกหินกะเทาะ หรือเหล็กกะเทาะ โดยในกระบวนการทำงานของเครื่องจักรระดับอุตสาหกรรมแบบโรงสีใหญ่นั้น เครื่องจะขัดเปลือกข้าวพร้อมกับสารอาหารสำคัญให้หลุดออกไปด้วย

“แต่สำหรับเครื่องสีของเราเป็นขนาดเล็ก และใช้ลูกยางกะเทาะ จึงไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ สารกาบา ซึ่งเป็นสารสำคัญที่อยู่ในข้าวจากกรรมวิธีการฮางที่เราอยากเก็บไว้จึงยังอยู่ครบ คนกินข้าวจึงได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายไปเต็มๆ” ป้าอำนวย กล่าว

สำหรับ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมมะลิ ข้าวฮางภูเขาไฟ” เป็นการรวมตัวของชาวบ้าน สมาชิกกว่า 50 ครอบครัว ที่ทำนาโดยกรรมวิธีอินทรีย์ไร้สารพิษ เมื่อได้ข้าวเปลือกมาแล้ว สมาชิกก็จะนำมาขายให้กับกลุ่ม

เพื่อนำมาผลิตเป็น “ข้าวฮาง” เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์

เพิ่มสารอาหารและคุณประโยชน์ให้กับข้าว ก่อนนำมาจำหน่ายและเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรในกลุ่มต่อไป

ดินที่ “บุรีรัมย์”

และข้าว 5 แบบขึ้นชื่อ

“เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม” นี่คือคำขวัญประจำจังหวัดบุรีรัมย์ ที่เผยให้เห็นถึงของดี และแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้มาเยือนหรือผู้สนใจห้ามพลาด

กล่าวเฉพาะคำว่า “ถิ่นภูเขาไฟ” ในจังหวัดบุรีรัมย์มีภูเขาไฟ (ที่ดับสนิทแล้ว) มากที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟกระโดง ฯลฯ

สารพัดแร่ธาตุที่ละลายออกมาจากการระเบิด ปะทุ กลายเป็นแมกมา ลาวา ที่ในขณะเริ่มเย็นตัวลงนั้นจะจับตรึงก๊าช แร่ธาตุ และปุ๋ยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชเก็บไว้

นานวันเข้าหินเหล่านี้เริ่มแตก ละเอียด ทับถมนานเข้าก็กลายเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ในที่สุด

ข้าวที่เกษตรกรในบ้านหนองบัวราย เชิงภูเขาไฟพนมรุ้งปลูก จนนำมาผลิตเป็น “ข้าวหอมมะลิอินทรีย์” และ “ข้าวฮาง” จึงเป็นข้าวที่เติบโตดีให้ผลผลิตงามปราศจากเรื่องการใช้ปุ๋ยและสารเคมี

ในต่างประเทศที่มีภูเขาไฟมากมายอย่าง ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย แหล่งที่มีภูเขาไฟมอดดับสนิทนี้เอง ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญของประเทศ มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศไปเยี่ยมชม สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากมาย

หากประเทศไทยจะเอาเยี่ยงอย่างบ้าง ก็น่าจะเป็นการดีไม่น้อย

ถามถึงผลิตภัณฑ์ของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ข้าวหอมมะลิ ข้าวฮางภูเขาไฟ” ที่มีในตอนนี้ ได้รับการเปิดเผยว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทางกลุ่มทำขึ้น หลักๆ แล้วจะมีอยู่ 5 ประเภท คือ

1. ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ เป็นข้าวหอมมะลิ 105 ที่เลื่องชื่อของอำเภอประโคนชัย มีกลิ่นหอม ถูกใจผู้กินจนมีงานใหญ่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ นั่นคือ “ข้าวมะลิหอม ปลาจ่อมกุ้ง ชมทุ่งนกประโคนชัย”

2. ข้าวหอมแดง เป็นข้าวหอมมะลิแดง ที่ผ่านกรรมวิธีการฮางอันเป็นภูมิปัญญาโบราณ

3. ข้าวหอมทอง เป็นข้าวกล้องที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย ยิ่งผ่านกระบวนการฮางอันเป็นภูมิปัญญาโบราณ ยิ่งทำให้ข้าวนั้นเพิ่มสารกาบาที่เป็นประโยชน์อีกสารพัด

4. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ข้าวที่เกิดจากการผสมกันระหว่าง ข้าวหอมมะลิ 105 กับข้าวเจ้าหอมนิล จนได้เป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ผ่านกรรมวิธีการฮางแบบภูมิปัญญาโบราณ

และ 5. ข้าวหอมจันทร์ เป็นการรวมเอาข้าวหอมแดง ข้าวหอมทอง และข้าวหอมมะลิมาไว้ด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้บริโภค และที่สำคัญคือ ผ่านกรรมวิธีการฮางแบบภูมิปัญญาโบราณด้วยเช่นกัน

“นอกเหนือจากนี้ ยังมีข้าวที่ทางกลุ่มกำลังทำการศึกษา และเตรียมการผลิตให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่กินข้าวเป็นยาอีก นั่นก็คือ ข้าวสมุนไพร ซึ่งจะมีการใช้สมุนไพรหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอัญชัน ขิง ข่า ขมิ้น ใบเตย ฯลฯ ใส่ลงไปเพื่อเพิ่มสีสันและคุณค่าให้กับข้าวอีกด้วย” ป้าอำนวย กล่าว

กระบวนการผลิตข้าวสมุนไพรของกลุ่มทำอย่างไร?

ป้าอำนวย กระซิบบอกเบาๆ อย่างให้ผู้สนใจโปรดติดตามภาคต่อ “ตอนนี้ขออุบเอาไว้ก่อน เดี๋ยวเสร็จเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบอีกที”

จะเป็นเมื่อไหร่นั้น คงต้องใช้สำนวนของนักเขียนบรมครูท่านหนึ่งฝากไว้ว่า “ไม่นานเกินรอ”

เธอทำได้ไง จากค่าแรงชั่วโมงละ 400 บาท สู่รายได้ปีละ 250 ล้านบาท!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ของดี อินเตอร์

รัตติกรณ์

เธอทำได้ไง จากค่าแรงชั่วโมงละ 400 บาท สู่รายได้ปีละ 250 ล้านบาท!!!

หนทางสู่ความร่ำรวยของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่เศรษฐี มหาเศรษฐี มักจะตอบเหมือนกันก็คือ พวกเขาเริ่มจากทำสิ่งที่ตัวเองรัก หรือถนัด แล้วจากนั้น “เงิน” มันจะตามมาเอง

เช่นเดียวกับ “มาร์นี่ อุสเลอร์” หญิงอเมริกันวัย 36 ที่สร้างตัวจากการทำงานด้วยรายได้ชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (401 บาท) จนกระทั่งทุกวันนี้เธอเป็นเจ้าของธุรกิจรับสร้างบ้านที่สร้างรายได้ให้เธอถึงปีละ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท ก็เพราะเธอค้นพบว่า นี่คืองานที่เธอรัก และมีความถนัดที่สุด

มาร์นี่ เล่าว่า เธอเริ่มซื้อบ้านหลังแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 ตอนอายุ 24 ปี เป็นบ้านพักในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ที่ครอบครัวเธอเคยไปเที่ยวพักตอนเธอเป็นเด็ก โดยใช้เงินเก็บทั้งหมดที่เธอมีวางดาวน์ไป 18,000 ดอลลาร์ (ราว 642,600 บาท ) เป็นเงินเก็บที่มาร์นี่ เล่าว่า “มาจากการทำงานด้วยค่าแรงชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (ราว 400 บาท) และงานรับจ้างให้อาหารแมว งานรับจ้างล้างรถ ที่ฉันเคยทำและการกินอยู่อย่างประหยัดอยู่ถึง 2 ปี”

มาร์นี่ เล่าว่า เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพราะเห็นว่าตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอเลย ที่เธอตัดสินใจลงทุนซื้อบ้านด้วยเงินเก็บทั้งหมด “ทุกคนต่างว่าฉันบ้า แต่ฉันก็ซื้อและลงมือซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง เพราะไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ้างช่างที่ไหน”

มาร์นี่ เล่าว่า เธอพอจะมีทักษะด้านงานช่างที่ได้เรียนรู้มาจากพ่อ ซึ่งมีธุรกิจรับเหมาสร้างบ้านอยู่ชานกรุงวอชิงตัน ดีซี เธอจึงเริ่มลงมือซ่อมแซมบ้านจากการรื้อพรมปูพื้น และชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันทาสีบ้านใหม่ แล้วเธอยังลงทุนนั่งตากแดดตากฝน โรยหินกรวดทำเป็นทางถนนนอกบ้านด้วย 2 มือเปล่าของเธอเอง เพราะต้องการประหยัดเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วผลที่ออกมามันก็ช่าง “คุ้มค่า” กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอลงทุนลงแรงทำไป เพราะ 9 เดือนต่อมา เธอก็สามารถขายบ้านหลังนี้ได้เงินมา 350,000 ดอลลาร์ (ราว 12,495,000 บาท )

นอกจาก “ได้เงิน” มาร์นี่ยัง “ได้ใจ” เพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เธอมีความสนใจและความถนัดเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจหางานใหม่เป็นพนักงานขายบ้านให้กับบริษัทรับสร้างบ้านแห่งหนึ่ง พร้อมกันนั้นเธอก็นำเงินที่ได้จากการขายบ้านหลังแรกไปลงทุนซื้อบ้านหลังใหม่ในทำเลที่ดีกว่าเก่า และอยู่ใกล้ทะเลมากกว่าเดิม แล้วยังลงทุนสร้างบ้านของเธอเองตรงที่ดินบริเวณนั้นด้วย

“มักจะมีคนเข้ามาติดต่อ และบอกฉันว่าคุณเก่งเรื่องบ้าน คุณช่วยสร้างบ้านให้เราหน่อยได้มั้ย? ฉันก็มักจะตอบไปว่า ไม่ได้หรอก เพราะฉันมีงานประจำอยู่ และที่ฉันสร้างบ้านก็เพราะฉันจำเป็นต้องมีบ้านอยู่ เพราะฉันยังไม่มีบ้านของตัวเองเลย”

มาร์นี่ เล่าว่า หลังจากสร้างบ้านหลังนั้นเสร็จ เธอก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น 2 ปี จากนั้นก็ขายบ้านหลังนั้นไปในปี พ.ศ. 2549 และซื้อบ้านอีกหลังที่อยู่ใกล้ทะเลมากเข้าไปอีก ครั้งนี้เองที่ทำให้มาร์นี่ยิ่ง “มั่นใจ” ว่าเธอน่าจะเอาดีในธุรกิจซื้อขายบ้านได้ และเชื่อมั่นว่า นี่เป็นธุรกิจที่มีอนาคต ในปี พ.ศ. 2550 เธอจึงโทรศัพท์ไปหาสามีภรรยาที่เคยทาบทามเธอ ตอนที่เธอกำลังสร้างบ้านของตัวเองให้สร้างบ้านให้พวกเขา ว่าพวกเขายังต้องการให้เธอสร้างบ้านให้อีกหรือเปล่า? เมื่อ 2 สามีภรรยา “เซย์ เยส” มาร์นี่ก็โทรศัพท์หาพ่อเพื่อถามถึงวิธีประเมินราคาค่าก่อสร้างบ้าน

“ฉันยังจำที่พ่อพูดได้ว่า แกโง่หรือเปล่านี่มันปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ.2550)!!! ไม่มีใครกล้าลงทุนทำธุรกิจตอนนี้หรอก แกอย่าทำเชียวนะ แต่ฉันก็ไม่ฟัง และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาตั้งบริษัทของตัวเอง”

และนั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของ “บริษัทมาร์นี่ โฮมส์” บริษัทรับเหมาก่อสร้างในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ ที่นอกจาก มาร์นี่แล้ว ก็ยังมีพนักงานประจำอีก 3 คน โดยบริษัทมีผลงานสร้างบ้าน 7 หลังต่อปี ส่วนใหญ่เป็น “บ้านหลังที่สอง” และบ้านหลังแรกที่เจ้าของตั้งใจจะมาใช้ชีวิตอยู่หลังเกษียณ นอกจากงานสร้างบ้าน มาร์นี่ก็ยังรับงานเกี่ยวกับงานตกแต่งออฟฟิศด้วย

ในปีแรก บริษัทมาร์นี่ โฮมส์ สามารถทำรายได้ 450,000 ดอลลาร์ (ราว 16,065,000 บาท) และมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี กระทั่งใกล้สิ้นปี 2558 บริษัทมีรายได้เกือบ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท

ที่สำคัญ มาร์นี่ ยังเล่าว่า เธอรู้สึกสนุกและมีความสุขในการทำงานมาก เพราะแต่ละวันไม่มีอะไรที่ซ้ำซาก จำเจเลย “โดยทั่วไปฉันจะอยู่ในออฟฟิศครึ่งวัน ส่วนอีกครึ่งวันก็จะออกไปข้างนอก แต่ละวันฉันจะโทรศัพท์ติดต่อพูดคุย และนัดพบกับลูกค้าเยอะมาก ฉันยังดูเรื่องงบประมาณในการก่อสร้างบ้านทุกหลัง และประเมินราคาค่าก่อสร้างเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มาจากการบริหาร สร้างบ้านแต่ละหลัง ได้ออกไปดูวัสดุเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้าง แล้วยังดูงานตกแต่งภายใน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมฉันจึงรักงานนี้ เพราะบางวันฉันก็ไม่ได้ก้าวออกจากออฟฟิศเลย แต่บางวันฉันก็ไม่ได้เข้าออฟฟิศเลย มันสนุก เพราะทุกวันมันไม่มีอะไรซ้ำกันเลย”

เลือกหน้าได้ ชิ้นเดียวก็ขาย Pizza Dollar พิซซ่าไทย สไตล์นิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

แฟรนไชส์โซน

พารนี

เลือกหน้าได้ ชิ้นเดียวก็ขาย Pizza Dollar พิซซ่าไทย สไตล์นิวยอร์ก

“ที่กล้าเปิดชนกับเจ้าใหญ่ เพราะคิดว่าลูกค้าเป้าหมายคนละกลุ่ม และสินค้าในแบบของเราก็ต่างกัน พิซซ่าแบ่งขายได้เป็นชิ้น ไม่ต้องสั่งเป็นถาด แถมมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกทานอีก เป็นเซตเล็กๆ ง่ายๆ มาคนเดียวก็ทานได้…”

เอ่ยถึง “พิซซ่า” อาหารสัญชาติอิตาเลียน หลายคนคงนึกได้แต่แบรนด์ใหญ่ไม่กี่ยี่ห้อ ที่ยึดหัวหาดแทบทุกห้าง แถมยังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง

ครั้นจะเปิดช่องว่างให้กิจการเล็กๆ สไตล์โฮมเมด ได้มีโอกาสแจ้งเกิดบ้าง น่าจะเป็นเรื่องยากและหนักหนาใช่เล่น

แต่ด้วยความมั่นใจในรสชาติและสไตล์ที่แตกต่าง Pizza Dollar (พิซซ่า ดอลลาร์) ร้านพิซซ่าของผู้ประกอบการไทยตัวเล็กๆ แต่หัวใจใหญ่ ที่มีความมุ่งมั่นเกินร้อย

จึงขอแทรกตัว “แจ้งเกิด” ในฐานะแฟรนไชซอร์ เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่อาจกำลังมองหาทางเลือกใหม่ แบบไม่จำเจ

คุณษา-อุษา อมตสวัสดี เจ้าของแฟรนไชส์พิซซ่า ดอลลาร์ วัย 38 ปี ขอใช้หน้าร้านของ คุณหนุ่ย-แฟรนไชซี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้ามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ เป็นสถานที่พูดคุยกัน

เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาด้านการเงิน-การธนาคาร ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำอยู่ฝ่ายบัญชีในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 7 ปี เกิดมีการควบรวมกิจการ เลยลาออกมาหวังหาธุรกิจส่วนตัวทำ

จังหวะเดียวกันนั้น สามีตัดสินใจเดินทางไปช่วยพี่สาวทำร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เธอจึงมีโอกาสติดตามไปด้วยหวังเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ใช้เวลากว่า 7 ปี ในต่างแดน ทั้งตัวเธอและแฟน ต่างพยายามเก็บเงิน ด้วยการทำงานในร้านอาหารของพี่สาวและร้านอาหารไทยเจ้าอื่นด้วย โดยทำทุกหน้าที่ เริ่มจากบรรจุอาหาร รับโทรศัพท์ บาร์เทนดี้ เด็กเสิร์ฟ และงานในครัว

กระทั่งเมื่อราว 4 ปีก่อน เกิดอาการ “คิดถึงบ้าน” สองสามี-ภรรยา และลูกน้อยวัยขวบครึ่งอีก 1 คน จึงพากันย้ายถิ่นฐานกลับมาอยู่เมืองไทย พร้อมพกพาความตั้งใจ อยากเปิดร้านกาแฟเล็กๆ สักแห่ง

คุณษาเลยไปศึกษาหาความรู้ด้านเบเกอรี่ พวกการทำขนมเค้ก ก่อนลองมาทำขายให้เพื่อน-คนรู้จัก ปรากฏผลตอบรับพอใช้ได้

แต่รู้สึกไม่ค่อยสันทัดในการตกแต่งหน้าเค้ก เพราะต้องใช้ความพิถีพิถันมาก จึงหันมาทำอาหารประเภทขนมปังดูบ้าง ปรากฏโดนใจมากกว่า

จนอยู่มาวันหนึ่ง ลองทำพิซซ่า ออกมาให้คนรอบตัวชิม

ปรากฏได้รับคำชม “อร่อยมาก”

พร้อมกับเสียงเชียร์…ทำขายได้เลย

เมื่อนำเรื่องแรงยุจากพรรคพวก ไปเล่าให้น้องแท้ๆ ที่ยังทำงานอยู่ที่นิวยอร์กฟัง ก็ได้เสียงสนับสนุนอีกทาง

“ทำไมไม่ทำพิซซ่าแบบอเมริกันขายล่ะ ที่ขายแบบแบ่งชิ้น คือคนขายจะทำไว้เป็นถาดใหญ่ เวลาคนซื้อชิ้นหนึ่ง ก็เอาเข้าเตาอบให้ เดินทานได้เลย ที่นิวยอร์กมีขายตามริมถนนเยอะมาก อยู่ทุกมุมถนน” คุณษา เล่าว่า น้องแนะนำอย่างนั้น

หลังจากตัดสินใจทำพิซซ่าขาย จึงหาทำเลตั้งร้าน กระทั่งมาได้ล็อกในตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ เปิดขายอยู่ 2 ปีเศษ ผลตอบรับดีมาก ลูกค้ามีทั้งไทย-ต่างชาติ

แต่เนื่องจากตั้งราคาขายไว้ถูกเกินไป เริ่มต้นที่ชิ้นละ 29 บาท ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเกินครึ่งแล้ว แถมยังไม่รวมค่าแพ็กเกจ

ขายอยู่ที่ตลาดรถไฟฯ ได้ 2 ปีเศษ จึงปิดตัวลง เพราะต้องการอัพเกรดแบรนด์และราคาขาย ก่อนจะพาตัวเองเข้าห้างและเปิดเป็นแฟรนไชส์

“ใช้ชื่อ พิซซ่า ดอลลาร์ เพราะที่นิวยอร์กจะขายชิ้นละประมาณ 99 เซนต์ หรือ 1 ดอลลาร์ พอลูกค้าฝรั่งเห็นจะเข้าใจทันที แต่ถ้าเพิ่มหน้านอกเหนือจากชีสก็เพิ่มราคากันไป ซึ่งตอนนั้นขายถูกมาก แค่ชิ้นละ 29 บาท แต่ถ้าจะขายแฟรนไชส์แล้วยังคงขายราคานี้ แฟรนไชซีคงไม่มีกำไร เลยตัดสินใจปิดตัวไปเพื่ออัพเกรดตัวเอง” คุณษา บอกอย่างนั้น

และว่า เมื่อกิจการในแบบของเธอแข็งแรงและพร้อมอีกครั้ง จึงทำการเปิดตัวประชาสัมพันธ์ เปิดบู๊ธตามห้างสรรพสินค้าและงานอีเว้นต์ต่างๆ เป็นระยะ

ล่าสุด มีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล 1 แห่งคือ พิซซ่า ดอลลาร์ สาขามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ ซึ่งใช้เป็นที่พบปะกันในครั้งนี้ ที่เปิดกิจการมาได้เกือบปีแล้ว

“ที่กล้าเปิดชนกับเจ้าใหญ่ เพราะคิดว่าลูกค้าเป้าหมายคนละกลุ่ม และสินค้าในแบบของเราก็ต่างกัน พิซซ่าแบ่งขายได้เป็นชิ้น ไม่ต้องสั่งเป็นถาด แถมมีอาหารประเภทอื่นให้เลือกทานอีก เป็นเซตเล็กๆ ง่ายๆ มาคนเดียวก็ทานได้ แถมราคาไม่แพง

ทุกวันนี้เลยมีลูกค้าประจำเยอะ และเชื่อว่าถ้าใครลองได้ชิมแล้ว ต้องกลับมาทานอีกแน่นอน” คุณหนุ่ย-แฟรนไชซีพิซซ่า ดอลลาร์ กล่าวส่งท้าย

……………

ผู้สนใจลงทุนที่มีทำเลอยู่ในย่านกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สนใจแฟรนไชส์ Pizza Dollar สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ คุณษา-อุษา อมตสวัสดี โทรศัพท์ (061) 514-2440

แต่หากอยากไปทดลองชิมรสชาติ เชิญไปได้ที่ ชั้น 2 มาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ร้านเปิดทุกวัน เวลา 10.30-21.00 น.

“ทรัสตี้คาร์” เว็บไซต์ขายรถมือสอง บุกตลาด ด้วยบริการครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ทรัสตี้คาร์” เว็บไซต์ขายรถมือสอง บุกตลาด ด้วยบริการครบวงจร

เว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายรถมือสอง ซึ่งจะเปิดพื้นที่สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ต้องการจะขาย หรือซื้อรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ก็จะเปิดพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเต็นท์มือสองที่จะเข้ามาประกาศขาย

“รถมือสอง” กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ต้องการมียานพาหนะ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่จะซื้อรถมือสองมักเช็กข้อมูลสเปกรถที่ต้องการซื้อในเว็บไซต์ ทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดซื้อขายรถยนต์มือสองออนไลน์นั้นมีการเติบโตมาก

แต่ขณะเดียวกัน อีกหลายคนมักมีคำถามเกี่ยวกับรถมือสองมากมาย ตรงนี้นับเป็นช่องว่างที่ทำให้ คุณธนกร สีแสงทอง หลานชายนักการเมืองชื่อดัง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เข้ามาลุยธุรกิจรถมือสองออนไลน์ ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ “www.trusteecar.com” พื้นที่ซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง โดยมีจุดขายคือ ตรวจสภาพรถยนต์ในระบบทุกคันก่อนซื้อ-ขายจริง ตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทย

งัดทุกกลยุทธ์

เจาะลูกค้าทุกกลุ่ม

คุณธนกร เริ่มต้นทำเว็บไซต์ trusteecar.com มาปีกว่าแล้ว ในช่วงเริ่มธุรกิจเขาทำการศึกษาและวิจัยเว็บไซต์ขายรถยนต์มือสอง พบว่า เว็บไซต์ที่ซื้อ-ขายรถมือสองในไทยยังขาดมาตรฐาน และไม่ครบวงจร ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพ จึงได้ตัดสินใจทำเว็บไซต์โดยพัฒนารูปแบบให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และมั่นใจที่จะซื้อรถในกลุ่มนี้

สำหรับจุดเด่นของเว็บไซต์ดังกล่าว รถยนต์ทุกคันที่ประกาศขายบนหน้าเว็บไซต์จะต้องผ่านการตรวจสอบ 3 ขั้นตอน คือ

1. ข้อมูลของสมาชิกที่จะประกาศขายรถ ต้องระบุตนเองชัดเจน ด้วยอีเมล เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้

2. ผู้ขายจะต้องยืนยันตัวตน ต้องมีการอัพโหลดสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และหน้าเล่มทะเบียนรถยนต์ ให้ตรงกับที่ประกาศขาย

3. รถยนต์จะต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถ ด้วยช่างและอุปกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานสากล

นอกจากรถยนต์ทุกคันจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทางเว็บไซต์ trusteecar.com ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ชื้อรถด้วยการจับมือกับ 2 พันธมิตรคือ บริษัท ซิลค์สแปน จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการโบรกเกอร์ ประกันภัย ไฟแนนซ์ และ บริษัท บี-ควิก จำกัด ช่วยตรวจสภาพรถยนต์

“จุดเริ่มต้นของ http://www.Trusteecar.com เป็นการเห็นโอกาส ในการลดความกังวลของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเรื่องคุณภาพของรถยนต์มือสอง ในมุมผู้ซื้อจะมีความกังวลว่า รถจะอยู่ในสภาพดีแค่ไหน ซื้อแล้วจะมีปัญหาไหม ในมุมผู้ขายก็จะกังวลเรื่อง รถยนต์ขายไม่ออก ราคารถยนต์จะขายได้ไม่เท่ากับความเป็นจริง”

คุณธนกร บอกเพิ่มเติมว่า เว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายรถมือสอง ซึ่งจะเปิดพื้นที่สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ต้องการจะขาย หรือซื้อรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ก็จะเปิดพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเต็นท์มือสองที่จะเข้ามาประกาศขาย ปัจจุบัน สามารถประกาศขายฟรี แต่ในอนาคต 2-3 ปีอาจจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการลงประกาศ ตรงจุดนี้ต้องรอดูผลการตอบรับของลูกค้าอีกที

“กลุ่มลูกค้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. ลูกค้า ผู้มองหารถยนต์ 2. ผู้ให้บริการเต็นท์รถมือสอง 3. ศูนย์บริการรถยนต์มือสอง ทั้ง 3 กลุ่มนี้ สามารถเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ขึ้นอยู่กับความต้องการ ณ ตอนนั้นของกลุ่มลูกค้า”

รถตรวจสภาพก่อนทุกคัน

ตั้งเป้าคนเข้าเว็บ 1 ล้าน

ด้านที่มาของรายได้ นักธุรกิจหนุ่ม เผยว่า รายได้จากโฆษณา และรายได้จากการให้บริการตรวจสอบสภาพรถยนต์ แต่อย่างไรก็ตาม ในปีแรกยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ ตั้งเป้าเพียงผู้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ ภายในสิ้นปี 2559 จะมีผู้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ 1 ล้านคน ยอดรถที่จะหมุนเวียนในเว็บไซต์คาดว่าจะมีจำนวน 20,000 คัน

หลานชายนักการเมืองชื่อดัง ยังบอกอีกว่า จุดแข็งของ http://www.trusteecar.com เป็นช่องทางที่ดีให้กับ ผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะรถทุกคันที่ลงประกาศมีมาตรฐาน ทำให้สามารถขายได้เร็วและขายได้ราคา ผู้ซื้อเองก็มั่นใจในคุณภาพ ด้านบริการก็ทันสมัย หน้าเว็บไซต์มีระบบที่ง่ายต่อการค้นหา และระบบหลังบ้านที่ปลอดภัย บริการครบวงจรทั้งการเช็กราคา ไฟแนนซ์ ประกันภัย มีข่าว บทความ แง่มุม เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีประโยชน์ให้คุณลูกค้าอ่าน

“ผมมองว่าเว็บไซต์ซื้อ-ขายรถยนต์ออนไลน์มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ได้รับความนิยมและมีมาตรฐานจะมีอยู่ไม่กี่เว็บไซต์ แต่ละเว็บก็จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งแนวโน้มของเว็บไซต์ประเภทนี้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมีการโปรโมตผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว การโฆษณาผ่านวิทยุ แอลอีดี 20 จุดทั่วประเทศ การทำตลาดออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ และกูเกิ้ล ซึ่งคาดหวังว่าลูกค้าจะได้เห็นชื่อของเว็บไซต์”

สำหรับปัจจัยหนุนธุรกิจดังกล่าว คือภาครัฐมีการปรับลดการถือครองรถคันแรกจาก 5 ปี เป็น 3 ปี (เดิมเจ้าของรถต้องห้ามขายเปลี่ยนมือรถ 5 ปี ลดถือครองเหลือ 3 ปี) ทำให้คาดว่าจะมีรถในกลุ่มนี้เข้ามาในระบบรถมือสองมากขึ้น จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ส่งผลทำให้ตลาดรถมือสองคึกคัก

การลงทุนในธุรกิจนี้ เบื้องต้นทางเจ้าของเว็บใช้งบประมาณ 5 ล้านบาท งบการตลาดเพื่อโปรโมตเว็บไซต์ 10 ล้านบาท และเตรียมงบอีก 10 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก http://www.trusteecar.com หรือ โทรศัพท์ (02) 196-1866-8