ทางรอดโชห่วยภูธร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07013011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ทางรอดโชห่วยภูธร

“ราคาถูกจริง ช็อปปิ้งถูกใจ อยู่ใกล้บ้านคุณ” ธนพิริยะ ร้านค้าปลีก-ส่ง ของคนเชียงราย นี่คือสโลแกนที่ผลักดันให้ธุรกิจค้าปลีก-ส่ง ของธนพิริยะเติบโตมาถึงทุกวันนี้

จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์ทางการค้า มีเขตชายแดนติดกับ พม่า สปป.ลาว และ จีนตอนใต้ การค้าตามเขตชายแดนคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคจากประเทศไทยเป็นที่ต้องการค่อนข้างสูง

ตลาดหลักทรัพย์

เป้าหมายและอนาคต

ธนพิริยะ ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 25 ปี จนกลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าและส่งท้องถิ่นรายแรกที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทจะมีโอกาสขยายธุรกิจได้อย่างมีศักยภาพ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

คุณธวัชชัย พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า “25 ปีที่ผ่านมา ที่เราก่อตั้งและพัฒนาร้านค้าปลีกและส่งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จนสามารถขยายสาขาได้ทั่วจังหวัดเชียงรายทั้งหมด 12 สาขา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยที่ผ่านมา ธนพิริยะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจของประเทศจะผันผวนก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อการเติบโตในการขยายสาขาที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

ประกอบกับจุดแข็งสำคัญคือ ระบบการจัดการภายในที่มีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ ตลอดจนความเข้าใจวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ทำให้ผลการดำเนินงานของธนพิริยะที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ มีการขยายสาขาออกไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเติบโตของบริษัทขยายตัวทุกปีและมีความมั่นคง สัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจค้าปลีก 64 เปอร์เซ็นต์ และธุรกิจค้าส่ง 36 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12

สำหรับแผนการขยายธุรกิจค้าปลีกและส่ง มองอนาคตไว้ว่าภายใน 7-10 ปีข้างหน้า ให้มีสาขาเพิ่มขึ้นกว่า 50 สาขา มองว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะดีกว่าปีนี้ จากมุมมองที่ว่าจะเปิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากเชียงรายโชคดีตรงที่เป็นจังหวัดในประเทศไทยที่มีเขตแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ อย่างเช่น พม่า ลาว และ จีน”

ผุดโมเดลธุรกิจใหม่

กลยุทธ์และทางออก

คุณธวัชชัย เผยว่า “โมเดลสร้างใหม่ คนไทยคิดเอง จากประสบการณ์ที่สั่งสมในการดำเนินธุรกิจค้าปลีกและส่ง เกิดเป็นแนวคิดพัฒนาในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ โดยอ้างอิงจากข้อดีของธุรกิจใหญ่อย่างโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีกย่อยตามชุมชน

โดยสาขาแรกที่ธนพิริยะก่อตั้งขึ้นมาอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย พัฒนาจนรูปแบบการซื้อขายให้อยู่กึ่งกลางระหว่างการค้าปลีกและส่ง คือลูกค้าที่ต้องการจะซื้อของสามารถเข้ามาเลือกซื้อของได้ทั้งแบบส่ง สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อของเพื่อไปขายต่อ ในขณะที่ก็ยังสามารถซื้อของน้อยชิ้นหรือสินค้าขายปลีกได้ในสถานที่เดียวกัน

โดยวิถีชีวิตคนต่างจังหวัดมีความแตกต่างจากคนในหัวเมืองใหญ่ ยังต้องการรูปแบบร้านค้าท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ชุมชน สะดวกซื้อสินค้า ความใส่ใจของพนักงานที่ให้บริการ ยึดรูปแบบคือ สะดวกสบายเหมือนร้านสะดวกซื้อ มีสินค้าที่หลากหลายเหมือนโมเดิร์นเทรด เป็นพันธมิตรกับร้านค้าปลีกท้องถิ่นและมีสินค้าหลากหลายราคาส่ง”

การบริการ คือหัวใจสำคัญที่ 1 เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาใช้อีก โดยสร้างความเป็นกันเองระหว่างลูกค้าและพนักงานในร้าน

“หัวใจสำคัญของร้านค้าปลีกอยู่ที่การบริการ การสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง สังเกตได้จากเวลาที่เราซื้อของตามร้านอากง อาม่า หรือร้านป้าโชห่วยในซอยบ้าน เราจะรู้จักกันดี ทักทายกันเสมอ สร้างความคุ้นเคย ทำให้คนที่เข้ามาซื้อของกลับมาซื้อซ้ำอีก ไม่รู้จักเบื่อ มันคือบรรยากาศความสนุกสนานและเป็นกันเอง อีกเรื่องที่สำคัญคือคนเชียงรายสนับสนุนคนฮึดสู้และขยัน” คุณธวัชชัย เล่า

ส่วนข้อดีของการเอาโมเดิรน์เทรดเข้ามาพัฒนาคือ ระบบในการจัดการร้าน การกระจายสินค้าและรูปแบบที่ทันสมัยของร้าน อีกทั้งเรามีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นในแผนอนาคต จึงตั้งใจที่จะสร้างศูนย์กลางกระจายสินค้าให้ขยายใหญ่ขึ้น พื้นที่โดยประมาณ 10,000 ตารางเมตร อยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงราย 8 กิโลเมตร ซึ่งใช้ระยะเวลาในการเดินทางส่งของตามสาขาต่างๆ ทั่วจังหวัดเชียงรายได้ง่ายขึ้น

ทางรอด ร้านค้าปลีก-ส่ง

และการปรับตัว

ปัจจุบัน เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายเติบโตขึ้นมาก ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกภาคส่วน ความเจริญที่เพิ่มเข้ามา ทำให้จังหวัดเชียงรายมีการลงทุนทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รวมไปถึงธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายรายที่เข้ามาลงทุนและจับจองพื้นที่

หากร้านค้าเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโชห่วยหรือตลาดสด หากไม่มีการปรับตัว ไม่สร้างจุดยืนเป็นของตัวเองให้ได้ จะทำให้ร้านค้าเล็กๆ ตายลงไปตามๆ กัน เหมือนที่ผ่านมาที่บอกว่า ร้านค้าเล็กๆ ไม่มีทางรอดในยุคนี้

“ผมมองว่า มันคือความท้าทายและโอกาส ร้านค้าเล็กๆ อย่างเราที่จำต้องปรับตัว เพราะถ้าไม่ปรับตัวก็ต้องปิดตัว ตายไปตามกระแส ซึ่งร้านค้าเล็กๆ มักไม่ยอมรับการปรับตัว ยังติดคิดว่า เราไม่มีทางสู้พวกรายใหญ่ได้ เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องรับของเขามาขายอีกต่อหนึ่ง แต่จริงๆ ถ้าเราพร้อมปรับตัว หาความรู้และโอกาส เรามีทางรอด

สิ่งหนึ่งที่อยากทำมากคือ ผมอยากนำเอาร้านค้าเล็กๆ ตามชุมชนกลับมาผงาดอีกครั้ง ในจังหวัดเชียงรายก็มีคุยๆ กันไว้แล้วบ้าง แต่ปัญหามันติดอยู่ที่เจ้าของร้านหรือกิจการ ยังคิดแบบเจ้าของ ยังไม่ได้คิดแบบนักบริหาร เพราะปัจจุบันนี้ การทำธุรกิจมันคือการแบ่งกันกิน เอื้อประโยชน์กันใช้ หากอยากรอดคนเดียว อยากได้ส่วนแบ่งมากๆ คนเดียว รับรองได้เลยว่าไม่มีทางรอด การจะรอดต้องช่วยกันรอด พร้อมที่จะพัฒนาไปด้วยกัน

มาถึงวันนี้ ก็ยังมั่นใจว่า อย่างไรเสีย ร้านค้าปลีกย่อย ถ้ารู้จักปรับตัว ไม่มีทางตาย ยังไงก็รอด แค่ต้องพัฒนาตัวเองและคิดหาทางออก แบ่งผลประโยชน์รวมกันในเขตบริเวณเดียวกัน” คุณธวัชชัย บอกอย่างมั่นใจ

ขายอย่างนี้สิเจ๋ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ขายอย่างนี้สิเจ๋ง

การขาย เป็นอาวุธสำคัญในการทำธุรกิจ ใครขายเก่ง ถือว่าเป็นต่อในทุกสนามรบทางธุรกิจ

ในอดีต เคยเชื่อกันว่า คนที่ขายเก่ง คือคนที่สามารถพูดแบบน้ำไหลไฟดับ หรือฝอยจนลิงหลับได้ คนแบบนั้นจะมีแววในการขายที่เจริญรุ่งเรือง

ปัจจุบัน คนที่พูดเก่งแบบพูดเป็นต่อยหอย พูดน้ำไหลไฟดับ พูดจนลิงหลับ พูดพล่ามน้ำลายแตกฟอง คนเหล่านี้อาจไม่ใช่นักขายที่เก่งอีกต่อไปแล้ว

เหตุผลไม่ซับซ้อนครับ เพราะลูกค้าไม่ใช่คนที่จะมาชวนเชื่อกันได้ง่ายๆ โดยคนขายอีกต่อไปแล้ว แต่ลูกค้าเลือกเชื่อคนที่เป็นกลุ่มก้อนในแวดวงคุ้นเคย หรือคนที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้มากกว่า

การขายแบบ “รีวิว” จึงเป็นความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคงคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว

ในวงเสวนาแลกเปลี่ยนกันเรื่อง “การขายที่ประทับใจ” ซึ่งเป็นการนำเอาประสบการณ์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับนักขาย ที่รู้สึกประทับใจ มาแชร์กันในกลุ่มผู้ศึกษาเรื่องการตลาด จำนวน 35 คน ทำให้ได้แง่คิด มุมมอง เกี่ยวกับ “การขาย” ที่น่าสนใจมากกว่า 50 แนวคิด แต่ผมขอเลือกเล่าบางอัน ที่รู้สึกสนใจนะครับ ซึ่งมีทั้งที่เป็นเทคนิคการขาย การสร้างกลยุทธ์ในการขาย รวมถึงการพัฒนาตนเองของคนขาย

เรื่องที่ 1 เป็นเทคนิค “การขายด้วยมายากล” คนทั่วไปชอบดูมายากล อยากจับผิด จึงให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ระหว่างคนดูเพลิน คนขายก็ค่อยๆ แทรกการขายสินค้าไปด้วย เทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องมายากลอย่างเดียวหรอกครับ หาความบันเทิงอื่นก็ได้ ที่มั่นใจว่ากลุ่มเป้าหมายของเราสนใจ อย่างการจัดคอนเสิร์ตสำหรับสินค้าวัยรุ่น ก็เห็นกันอยู่บ่อย

เรื่องที่ 2 เป็นเทคนิค “การขายด้วยการลุ้นโชค” สินค้าราคาสูง ลูกค้าตัดสินใจซื้อทันทีได้ยาก คนขายเลยหัวใส ขายสลากแทน แล้วลุ้นรางวัล ใครถูกสลากได้สินค้าชิ้นนั้นไปครอบครอง แบบนี้น่าจะโดนกับอุปนิสัยของคนไทยนะ ปกติก็ลุ้นหวยอยู่แล้ว เปลี่ยนรางวัลจากเงินมาเป็นของที่สนใจซื้อ แต่แพงเกินการตัดสินใจทันที ซื้อสลากไม่กี่บาทมีลุ้น

แต่เทคนิคนี้ ต้องไปขออนุญาตเป็นเรื่องเป็นราวให้ถูกต้องนะครับ เพราะเข้าข่ายการพนัน ไม่เช่นนั้นก่อนลูกค้าจะถูกรางวัล คนขายอาจถูกจับโยนเข้ากรงขังเสียก่อน

เรื่องที่ 3 เทคนิค “การขายแบบให้ทดลองสินค้า” ถือว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการตลาดแบบสร้างประสบการณ์ (Experiential Marketing) การทดลองแบบลองเสื้อผ้า หรือว่าลองชิม อันนั้นเบสิกไปนะครับ อันนี้ถึงขั้นให้ลองเอาไปใช้ดูก่อน ไม่พอใจเอามาคืนได้

สินค้าอุปโภคขายตรงเจ้าใหญ่จากอเมริกาที่เข้ามาบุกตลาดไทย ช่วงแรกเคยใช้วิธีนี้เช่นกัน ซื้อเอาไปใช้ไม่พอใจเอากลับมาคืน คืนเงินเต็มจำนวนไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าใช้หมดไปแค่ไหนแล้ว กลยุทธ์นี้วัดใจกันครับ ว่าลูกค้าจะเป็นคนดีมากพอหรือไม่

เรื่องที่ 4 เทคนิค “เอารีวิวของลูกค้ามาใช้สื่อสาร” เหมาะกับการขายออนไลน์มาก แต่ไม่ออนไลน์ก็เอามาใช้ได้ไม่ผิดอะไร เป็นลักษณะการใช้บุคคลอ้างอิง (Testimonial) กลยุทธ์นี้พวกสินค้าที่ขายแบบทีวีไดเร็คทั้งหลายชอบใช้ ซึ่งสมัยนี้ อย่างที่บอกแต่ต้นว่า ลูกค้าอยากเชื่อคนที่เคยมีประสบการณ์มาเล่า มากกว่าฟังคนขาย

เรื่องที่ 5 เทคนิค “โพสต์รูปสวย บรรยายเข้าใจ” แน่นอนเป็นการขายออนไลน์ ซึ่งการใช้รูปสวย คงตรงกับคำกล่าวที่ว่า ภาพ 1 ภาพมีค่ามากกว่าคำบรรยาย 1,000 คำ และรูปภาพที่สวยงาม ถ่ายมาดี ยังช่วยดึงดูดให้หยุดอ่านคำบรรยาย ดังนั้น คำบรรยายต้องเข้าใจง่าย ได้ข้อมูลรายละเอียดตามสมควร

สิ่งสำคัญสำหรับการบรรยายบนเครือข่ายออนไลน์ ต้องสั้น กระชับ ได้ใจความ ไม่ต้องลีลา เล่นสำนวน ไม่ต้องหวังเขียนเอารางวัลซีไรต์ เขียนด้วยภาษามนุษย์ปุถุชนพอ

เรื่องที่ 6 เทคนิค “ความรับผิดชอบต่อสินค้า” เมื่อใดที่สินค้าเกิดปัญหา อย่าสร้างเงื่อนไข รับกลับคืนมาเลย เปลี่ยนชิ้นใหม่ไปให้ลูกค้าแบบไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย หรือเงื่อนไขเชิงแลกเปลี่ยน ต้องโดนหักค่าโน่นค่านี่ หรือถูกตีมูลค่าไม่เต็มจำนวน เพราะถือว่าใช้ไปแล้ว แบบนี้ไม่ได้ใจลูกค้า ต้องมาแนวเสี่ยสั่งลุย เปลี่ยนทันทีไม่มีเงื่อนไข

เรื่องที่ 7 เทคนิค “การช่วยลูกค้าวางแผน” ขายแบบไม่ขายครับ คนขายส่วนใหญ่พูดถึงความปรารถนาของตัวเองเป็นที่ตั้ง อยากได้เงินลูกค้าอย่างเดียว อย่างอื่นไม่สน แบบนี้ลูกค้าเขาก็รู้ทัน ต้องเข้าใจว่าลูกค้าไม่ได้กินหญ้าต่างข้าว เขาต้องการเพื่อนที่ไม่เอาเปรียบ

แทนที่จะเสนอขายของแพงเป็นหลัก ขายครั้งเดียวคนขายสบายไปเป็นเดือน ต้องลองทำความเข้าใจความจำเป็นของลูกค้า แล้วแสดงความจริงใจที่เสนอข้อแนะนำในสิ่งที่เหมาะสม สิ่งที่ช่วยให้เขาประหยัดได้ ควรเป็นอย่างไร

เรื่องที่ 8 เทคนิคการขาย “ความกระตือรือร้นระหว่างขาย ช่วยกระตุ้นลูกค้าได้” อันนี้ผมยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ แต่พิจารณาแล้วเมื่อเทียบเคียงกับเหตุผลทางจิตวิทยาหลายๆ อัน น่าจะเป็นจริง

ไม่ต้องคิดซับซ้อนครับ เอาแค่มีใครมาขายอะไรให้เรา แล้วท่าทางหงอยๆ เนือยๆ ซังกะตาย อยากซื้อไหมล่ะครับ เทียบกับคนที่กระฉับกระเฉง ท่าทางตื่นตัว อยากฟังใครเล่าเรื่องสินค้ามากกว่ากัน ดังนั้น มีเค้าความจริงอันน่าเชื่อถือได้

เรื่องที่ 9 เทคนิค “การขาย คือ การแก้ปัญหาให้ลูกค้า” ลูกค้าที่ซื้อสินค้า เพราะมีปัญหา จึงต้องการสินค้ามาตอบสนอง เพื่อแก้ปัญหาให้ตนเอง บางคนอาจเถียงว่า แล้วสินค้าฟุ่มเฟือยล่ะ ก็แก้ปัญหา “ความอยากได้” ไงล่ะครับ

ดังนั้น การพิจารณาว่า อะไร คือปัญหาของลูกค้า แล้วนำเสนอสินค้าของเราเป็นแนวทางการแก้ปัญหา จะได้รับความสนใจมากกว่า การซื้อแบบไม่มีที่มาที่ไป

เรื่องที่ 10 เป็นการพัฒนาตนเองของคนขาย “ออกเช้า กลับดึก เพื่อเพิ่มระยะเวลาขาย” คนขายต้องขยันครับ แต่ขยันคืออะไรล่ะ อันนี้ผมชอบมากเลย “ออกเช้า กลับดึก” ความขยัน คือการทำให้มีเวลาทำงานมากกว่าคนอื่น เวลามากกว่า ก็ย่อมได้เปรียบกว่า

เรื่องที่ 11 เป็นการพัฒนาตนเอง “ทำตัวเองให้เข้ากับสินค้า” อันนี้ไม่ต้องนึกไปไกลครับ นึกถึงคนขายผลิตภัณฑ์ความงามก็พอ ถ้าขายยาแก้สิว ฝ้า แต่หน้าเยินด้วยสิวอย่างหนา ฝ้าเป็นแผ่น ยังจะกล้าซื้อใช้ไหมครับ ขายอาหารเสริม แต่ตัวเองผอมกะหร่อง ยังช่วยยืนยันสรรพคุณได้ไหมครับ

เรื่องที่ 12 เป็นการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง “สร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเอง” เรื่องนี้มีที่มาจากร้านขายส้มตำที่แต่งตัวเป็นลิเกตัวพระตัวนางมาเสิร์ฟ เอาเป็นว่า ถ้าใจไม่กล้า หน้าไม่ด้านมากพอ ไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้ แต่ลองหาการสร้างเอกลักษณ์อย่างอื่น ไม่ต้องพิสดารมาก แต่ทำสม่ำเสมอ จะช่วยให้กลายเป็นเอกลักษณ์ได้ เช่น ผมเคยเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนขายแต่งชุดคาวบอยทุกวัน ชินตาจนจดจำได้แม่นยำ

เล่าพอเป็นไอเดียกันสัก 12 เรื่อง ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันดูครับ ถ้าไอเดียเดียวไม่ได้ผล ก็เอามาผสมผสานกันหลายๆ ไอเดีย ขายกันให้สนุกสนาน ไม่ต้องสนใจว่าเศรษฐกิจจะดีหรือดิ่ง เพราะเราเจ๋งจริงด้วยกลยุทธ์การขาย…

“อโรม่า กรุ๊ป” บุกตลาด AEC ปรับลุกส์ใหม่ “ชาวดอย” “ไนน์ตี้-โฟร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

แฟรนไชส์โซน

ดวงกมล

“อโรม่า กรุ๊ป” บุกตลาด AEC ปรับลุกส์ใหม่ “ชาวดอย” “ไนน์ตี้-โฟร์”

ร้านกาแฟขนาดเล็ก และขนาดกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หัวใจสำคัญคือ สถานที่ตั้ง รสชาติ คุณภาพ และการบริการ เนื่องจากคนนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบ ในขณะเดียวกัน ลูกค้านิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบัน ธุรกิจกาแฟมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด มีแนวโน้มขยายตัว แต่ก็พ่วงมาด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของบรรดาร้านกาแฟมากมาย ทั้งรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ จากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และเครื่องชงกาแฟ พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย เฉกเช่น “บริษัท อโรม่า กรุ๊ป จำกัด” นับเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ลำดับต้นๆ ในธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟ ทั้งผลิตและจำหน่ายเมล็ดกาแฟคั่วบด เครื่องชงกาแฟ อุปกรณ์ ฝึกอบรม รวมถึงแฟรนไชส์ร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย

ครองเบอร์ 1 ธุรกิจกาแฟ

ชูจุดเด่นครบวงจร

คุณพริษฐ์ อนุกูลธนาการ ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการในเครืออโรม่า กรุ๊ป ผู้นำด้านธุรกิจกาแฟคั่วบดครบวงจร ดำเนินธุรกิจมากว่า 55 ปี กล่าวถึงภาพรวมว่า เศรษฐกิจไทยปี 2558 ค่อนข้างซบเซา หลายๆ ธุรกิจชะลอตัว แม้กระทั่งห้างค้าปลีกรายใหญ่ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ปริมาณซื้อต่อครั้งน้อยลง ไม่ซื้อตุน แต่ซื้อถี่ขึ้น ซึ่งสวนทางกับร้านสะดวกซื้อ และตลาดออนไลน์ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

แต่สำหรับทิศทางธุรกิจอโรม่านับจากนี้นอกจากตลาดกาแฟในไทยแล้ว ทางบริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) หรือกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ด้วยนโยบายเป็นผู้ให้บริการเกี่ยวกับธุรกิจกาแฟครบวงจร จะจำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ ที่ปรึกษาด้านธุรกิจกาแฟ การฝึกอบรม แต่การรุกออกครั้งนี้คงต้องค่อยเป็นค่อยไป

ด้านตลาดรวมกาแฟคั่วบด คาดว่าทั้งปี 2558 มีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท (รวมทั้งกาแฟสด ทรีอินวัน กาแฟผงสำเร็จรูป) ผู้บริหาร ระบุว่า ทั้งปีอโรม่าจะมีการเติบโตประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่า 1.2 พันล้านบาท และคาดว่าจะได้ส่วนแบ่งตลาด 40 เปอร์เซ็นต์

สำหรับรายได้ของบริษัทดังกล่าว มาจาก 3 ช่องทางหลักคือ 1. จำหน่ายวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟสไตล์อินดี้ 2. อโรม่า ช็อป เป็นศูนย์รวมธุรกิจกาแฟที่ครบวงจร จำหน่ายวัตถุดิบ อุปกรณ์ มีบริการหลังการขาย เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการประกอบธุรกิจร้านกาแฟ เเละผู้ประกอบการทั่วไป และ 3. แฟรนไชส์ร้านกาแฟไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ และชาวดอย

รายย่อยยังโตได้อีก

โลเกชั่น รสชาติ บริการ

สัดส่วนรายได้ของบริษัท ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มาจากการจำหน่ายวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟสไตล์อินดี้ ส่วนอโรม่า ช็อป ปัจจุบันมี 28 สาขา ตั้งเป้าปี 2559 จะเปิดให้ได้ 50 สาขา เน้นภาคอีสาน จังหวัดละ 1 สาขา แฟรนไชส์ร้านกาแฟชาวดอย 300 สาขา และจากนี้ไปชาวดอยจะเปิดใน 4 รูปแบบคือ คีออสขนาด 1.8 เมตร ลงทุน 290,000 บาท คีออสช็อปไซซ์ S, M, L ลงทุนระหว่าง 300,000-1,000,000 บาท (ตามขนาดของพื้นที่) เป้าหมายปีหน้าจะเปิดแบรนด์ชาวดอยเพิ่มอีก 60-100 สาขา

ส่วน ไนน์ตี้-โฟร์ คอฟฟี่ ปัจจุบันมี 28 สาขา (เป็นสาขาแฟรนไชส์ 80 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นของบริษัท) อยู่ระหว่างการรีแบรนด์ ปรับโลโก้ และรูปแบบร้านใหม่ให้พรีเมี่ยมทันสมัยมากขึ้น ตั้งเป้าปี 2559 เปิดให้ได้ 30 สาขา

คุณพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ร้านกาแฟขนาดเล็ก และขนาดกลางมีแนวโน้มเติบโตขึ้น หัวใจสำคัญคือ สถานที่ตั้ง รสชาติ คุณภาพ และการบริการ เนื่องจากคนนิยมใช้ร้านกาแฟเป็นจุดนัดพบ ในขณะเดียวกัน ลูกค้านิยมดื่มเครื่องดื่มอื่นที่ไม่ใช่กาแฟเพิ่มขึ้นด้วย โดยในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50 : 50 จากปัจจุบันคนดื่มกาแฟ 70 เปอร์เซ็นต์ และเครื่องดื่มอื่นๆ 30 เปอร์เซ็นต์

“หลายๆ ร้านกาแฟมักจะตกม้าตายเรื่องการเลือกใช้เมล็ดกาแฟ ร้านส่วนใหญ่ใช้เมล็ดกาแฟเพียงชนิดเดียวทำทั้งเมนูร้อน และเมนูเย็น อยากให้แยกเมล็ดกาแฟให้ชัดเจน คนชงกาแฟก็สำคัญ เพราะกาแฟ 1 แก้ว ความอร่อยมาจากวัตถุดิบ 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ มาจากคนชง ซึ่งทางอโรม่าเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงนี้ ได้จัดกิจกรรมบาริสต้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเป็นประจำทุกปี มั่นใจว่าตลาดร้านกาแฟในไทย จะขยายตัวอีกมาก”

ร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น

บุกตลาดใหม่ กาแฟแคปซูล

นอกจากทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำแล้ว ยังมีแผนที่จะรุกตลาดเครื่องดื่มรูปแบบใหม่ “แคปซูล” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครื่องชงกาแฟ และจำหน่ายเมล็ดกาแฟ เมนู เช่น กาแฟ ชานม “โนว์ฮาว” ที่นำมาใช้กับการขยายธุรกิจในครั้งนี้ มาจากประเทศอิตาลี ซึ่งหลังจากนำสินค้าเข้ามาทำตลาด คาดว่าจะได้ผลการตอบรับที่ดี เพราะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเครื่องดื่มร้อน และเหมาะสำหรับสำนักงาน โรงแรม รีสอร์ต และผู้บริโภคทั่วไป

สำหรับแผนจะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ผู้ช่วยรองกรรมการผู้จัดการ ระบุว่า รูปแบบการรุกตลาดต่างประเทศเน้นเข้าไปร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ล่าสุดได้แต่งตั้งมาสเตอร์แฟรนไชส์แบรนด์ชาวดอยในพม่า และจะเริ่มทยอยเปิดสาขาเบื้องต้นประมาณ 10 สาขา ขณะที่กัมพูชาเพิ่งจะเริ่มเข้าไปดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ส่วนลาวที่ผ่านมาได้เข้าไปทดลองตลาดบ้าง แต่ยังเข้าไม่ถึงเพราะตลาดในลาวมีผู้เล่นท้องถิ่นรายใหญ่เป็นเจ้าตลาด

“แผนขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนมีลักษณะคล้ายกับในประเทศไทยคือ เน้นเปิดโอกาสให้พันธมิตรเป็นผู้ดำเนินงานเอง นำร่องด้วยร้านกาแฟชาวดอย ตามด้วยร้านอโรม่า ช็อป”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับเงื่อนไขการลงทุน ติดต่อ สำนักงานใหญ่ อโรม่า กรุ๊ป บริษัท เค.วี.เอ็น.อิมปอร์ต เอกซ์ปอร์ต (1991) จำกัด เลขที่ 43 ชั้น 2 ซอยนาคนิวาส 6 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (02) 159-8999

กับดักเถ้าแก่ (มือใหม่)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

กับดักเถ้าแก่ (มือใหม่)

เคยเขียนเรื่องของกับดักมนุษย์เงินเดือนไปในคอลัมน์ก่อนหน้านี้ มีผู้อ่านซึ่งเป็นเจ้าของกิจการมาแอบถามว่า แล้วกับดักเถ้าแก่ล่ะ มีอะไรบ้างมั้ย

นั่นสินะ มีอะไรบ้างที่จะเป็นกับดักที่ทำให้การเป็นเถ้าแก่ไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งสมัยนี้การมีธุรกิจของตัวเองเป็นความฝันของเด็กรุ่นใหม่ ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจสตาร์ตอัพต่างๆ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่โด่งดังน่าสนใจมากมาย ล้วนเกิดจากไอเดียดีๆ ของคนรุ่นใหม่ เช่น UBER ธุรกิจเรียกแท็กซี่ผ่านแอพออนไลน์ หรือ airbnb ที่เปิดโอกาสให้คนเปิดบ้านส่วนตัวเป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว

ไอเดียใหม่ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาอยากมีธุรกิจของตนเองมากมาย แม้ว่าจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับการเป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีคำเตือนที่น่าจะเป็นกับดักอยู่หลายประเด็นสำหรับคนที่อยากจะเป็นเถ้าแก่ เช่น

กับดักที่ 1 อย่าเพิ่งลาออกจากงานประจำ ถ้าโครงการของคุณยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นแค่ความฝันแต่ยังไม่มีแผนธุรกิจที่ชัดเจน หรือจับต้องได้ ความดีอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครเถียงได้ของการเป็นมนุษย์เงินเดือนคือ คุณได้เงินเดือนทุกเดือนที่คุณทำงาน ดังนั้น หากลาออกทันที เงินส่วนนี้ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงชีวิตประจำวันก็จะหายไป เว้นเสียแต่ว่าบ้านรวย ช่วยไม่ได้ ก็ข้ามข้อนี้ไปเลย

2. อย่าเพิ่งกู้เงิน ข้อนี้เป็นกับดักที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อใดก็ตามที่เงินกู้มาถึงมือคุณ ดอกเบี้ยวิ่งทันทีและวิ่งทุกวัน ตามหลอกหลอนเถ้าแก่มือใหม่ ดังนั้น การกู้เงินไม่ว่าจะจากแหล่งไหน น่าจะเป็นหนทางสุดท้ายที่จะทำ

3. อย่าเพิ่งรีบหาหุ้นส่วน การมีหุ้นส่วนทางธุรกิจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก หาคำตอบให้ได้ ทำไมเราต้องมีหุ้นส่วน เราต้องการเงินลงทุนของเขา หรือไอเดียของเขา หรือแรงของเขา หรือคอนเน็กชั่น สิ่งเหล่านี้จำเป็นจริงหรือไม่สำหรับธุรกิจใหม่ของเรา เรื่องหุ้นส่วนไม่ได้มีปัญหาแต่เฉพาะในวันที่ต้องร่วมกันขาดทุน แม้กระทั่งในวันที่ประสบความสำเร็จ รายได้ที่ต้องแบ่งกัน มีความชอบธรรมแค่ไหน เพื่อนฝูงเลิกคบกันมาเยอะแล้วเมื่อมาทำธุรกิจด้วยกัน

4. อย่ารีบจ้างพนักงาน แม้ว่าการมีทีมงานหรือบุคลากรจะเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ และหากธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น เถ้าแก่เก่าหลายท่านมีคำเตือนมาว่า อะไรทำเองได้ทำเองก่อนเถิดพี่น้อง

5. อย่าเพิ่งลงทุนเช่าออฟฟิศสวยหรู ดูภูมิฐาน พร้อมอุปกรณ์ออฟฟิศทันสมัย เพื่อภาพลักษณ์อันทันสมัย บางคนบอกเป็นแบรนดิ้งของบริษัท อย่าลืมนะคะว่า สตีฟ จ็อบส์ ใช้โรงจอดรถที่บ้านเป็นออฟฟิศในวันที่เริ่มธุรกิจ

6. จดทะเบียนบริษัท คำขวัญมีอยู่ว่า จดทันทีภาษีมาทันใด ให้มั่นใจก่อนดีมั้ย ก่อนที่จะมีข้อผูกพันทางกฎหมาย

7. ซื้อสื่อ วางแผนโฆษณา โดยใช้งบประมาณเกินความจำเป็น ด้วยหวังว่าจะสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจใหม่

8. คิดไปเองว่าเจ๋ง การมีแนวคิด หรือไอเดียที่ดี ไม่ได้รับประกันเลยว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จเสมอไป บางทีเป็นเรื่องของจังหวะและโอกาส ที่ต้องมีการวางแผนวางกลยุทธ์อย่างแยบคายประกอบด้วย

อย่างไรก็ดี กับดักเหล่านี้ เป็นเพียงแค่คำเตือนจากผู้หวังดี แต่หากคุณมีความมุ่งมั่น มีความฝัน มีไอเดีย เราก็ขอสนับสนุนให้คุณเริ่มลงมือทำ เพราะบางทีความกลัวเกินไป ระวังเกินไป ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด

สู้ตายค่ะ พี่น้อง!!

เกษตรดีไซน์ เทรนด์ปีหน้า “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผัก สมุนไพร” ฮิตแน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เรื่องจากปก

เกษตรดีไซน์ เทรนด์ปีหน้า “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ผัก สมุนไพร” ฮิตแน่นอน

“ผมเชื่อว่าปี 2559 สินค้าเกษตรจะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โดยจะมีความเข้มแข็ง มีความเป็นสากลมากขึ้น มีช่องทางทำตลาดกว้างขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป ซึ่งอนาคตทั้งหมดกำหนดด้วยดีไซน์” ประโยคที่ คุณขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ ย้ำบนเวทีเสวนา เปิดเทรนด์ธุรกิจเกษตรดีไซน์ ภายใต้ งานเกษตรมหัศจรรย์-วันเส้นทางเศรษฐี

คุณขาบ คือฟู้ดสไตลิสต์ หรือผู้สร้างภาพลักษณ์สินค้า คร่ำหวอดในวงการศิลปะและอาหารมากว่า 10 ปี ทํางานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ ปัจจุบันดํารงตําแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ขาบสไตล์ จํากัด

เชื่อมธุรกิจรุ่นสู่รุ่น

ดีไซน์ เปลี่ยนชีวิต

คุณขาบ บอกว่า เมืองไทยเป็นเมืองเกษตร มีเกษตรกรเยอะ ฉะนั้น รากเหง้าของคนไทยคือ สินค้าเกษตร แต่การจะสร้างรากเหง้าให้มั่นคง และยั่งยืน ต้องรู้จักสร้างความพิเศษ ยกตัวอย่าง พ่อแม่ปลูกมะนาว ลำพังขายแต่ผลอย่างเดียวราคาตก เด็กรุ่นใหม่ก็คงไม่ซื้อมะนาวไปทำกับข้าว แนะนำให้เพิ่มความหลากหลาย เช่น ลูกนำมะนาวที่พ่อแม่ปลูกมาแปรรูปเป็นน้ำมะนาว ทำเมนูคาว หวาน ใส่บรรจุภัณฑ์สวยๆ นับเป็นการเชื่อมต่อธุรกิจรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกัน ได้ใส่ไอเดียเพิ่มลงไปด้วย

ฟู้ดสไตลิสต์คนดัง เพิ่มเติมว่า สินค้าเกษตรไทยโด่งดังเป็นที่กล่าวขาน และยอมรับไปทั่วโลก มีมหาวิทยาลัยสอนเกษตรกรรมเยอะ แต่ขณะเดียวกันยังไม่มีสถาบันสอนการออกแบบสินค้าเกษตร เรียกว่าไทยขาดดีไซน์ ศาสตร์ และศิลป์ ตรงนี้เป็นจุดอ่อน ยกตัวอย่าง ไข่ไก่ ขายธรรมดาก็แค่ใส่แผงขาย แต่ถ้าเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แผงไข่เป็นกระดาษแข็งสีน้ำตาล วาดไก่สีดำลงบนแผงหรือเอาภาพธรรมชาติมาใช้ประกอบ จะช่วยเพิ่มความโดดเด่น

วิธีง่ายๆ ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้ผัก ผลไม้ นั่นคือ “คู่สี” คุณขาบ บอกว่า อาหารที่เรารับประทานกันมีสีสันอยู่แล้ว เพียงแต่จะจัดการให้น่าสนใจ ที่ทั่วโลกเขาปฏิบัติกันคือ เน้นการนำคู่สีสากลมาใช้ร่วมกับการกำหนดสีและรูปทรงของวัตถุดิบให้ไปด้วยกัน จะทำให้อาหารมีราคา

งามบนความพอดี

คู่สี เกิดความสร้างสรรค์

ไม่ลำพังสีสันที่ช่วยสร้างอารมณ์ รูปภาพ และดีไซน์ ก็นับเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้ทุกอย่างสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกัน ตั้งแต่กระบวนการคิด สีโลโก้ สีสินค้า สีของภาพที่ต้องออกแบบให้งดงามตามแบบธรรมชาติ ไม่จัดฉากเกินความเป็นจริง นอกจากนั้น อย่าลืมใส่เรื่องราว หรือสตอรี่ บอกที่มาที่ไปของแหล่งวัตถุดิบ บอกผ่านได้หลายทาง อาทิ แพ็กเกจจิ้ง กระดาษห่อ ฯลฯ นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อย่างนึกไม่ถึง

ในการขายสินค้านั้น ข้อเท็จจริงมี 3 ส่วนประกอบสำคัญคือ ราคา ดีไซน์ และกิจกรรมส่งเสริม และสำหรับสีที่เหมาะสมจะใช้กับสินค้าจากธรรมชาติ ได้แก่ สีเขียว สีน้ำตาล สีเทา สีเงิน สีขาว สีดำ

เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้สินค้านั้นได้รับความนิยมได้ตลอด คุณขาบ บอกว่า อยู่ที่การนำความงามในสิ่งที่มีมานำเสนอแบบเรียบง่าย พอดี แต่ซุกซ่อนดีไซน์เพื่อส่งให้สินค้าเกิดความเป็นพิเศษ

“ผมมองว่า ความเรียบง่าย ความพอดี คือความงดงามที่แท้จริง โดยเฉพาะสินค้าอาหารไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม หากนำเสนอที่เข้าถึงคุณค่าของวัตถุดิบได้อย่างน่าสนใจ เมื่อนั้นความงามของสินค้าจะปรากฏและมีความหมายขึ้นมาทันที ฉะนั้น ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทั้งระบบ ทั้งคุณภาพ และดีไซน์”

ว่าไปแล้ว ธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่เรื่องดีไซน์กูรู แสดงทัศนคติว่า กลับไม่ได้เติบโตตามขนาดธุรกิจ ทิศทางการดีไซน์อาหารค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับสินค้าชนิดอื่น กฎขั้นพื้นฐานของการดีไซน์อาหารคือ วัตถุดิบต้องสดใหม่ ที่สำคัญต้องแฝงด้วยลูกเล่นด้วยเพื่อจะช่วยสะท้อนให้เห็นความงามของวัตถุดิบอาหารได้อย่างเข้าถึงแก่น

สินค้าเกษตรมาแรง ปี 59

ตลาดต่างจังหวัดน่าสนใจ

สำหรับรูปแบบสินค้าเกษตรปีหน้า 2559 จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ฟู้ดสไตลิสต์ชื่อดังยืนยันว่า ปีหน้าเปลี่ยนแน่นอน เห็นได้จากตอนนี้สินค้าเกษตรเริ่มมีการสร้างเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นการปลูก มีการใช้ภาพประกอบบนแพ็กเกจจิ้ง มั่นใจว่าสินค้าเกษตรมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น เกษตรกรเข้มแข็ง ทำตลาดได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาคนกลาง ไม่พึ่งห้างสรรพสินค้า ต่อไปจากนี้เกษตรกรจะเป็นผู้กำหนดสถานที่จำหน่ายเอง หาตลาดเอง ปีหน้าเห็นความเปลี่ยนแปลงสินค้าแน่นอน

สินค้าเกษตรที่มาแรง คุณขาบฟันธงว่าเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัจจัยที่สนับสนุนเพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักของคนไทย ทำได้หลายเมนูอาหาร คาว หวาน ขนม เครื่องดื่ม นอกจากนั้น มีผักออร์แกนิก โดยเฉพาะผักใบเขียว และสมุนไพรสด เนื่องจากในปีหน้าเทรนด์อาหารคลีนยังแรงต่อเนื่อง แต่จะขยายไปต่างจังหวัดมากขึ้น

“เกษตรกรถ้ายังขายสินค้าเกษตรแบบเดิม ก็จะอยู่ภายใต้นายทุนกลุ่มเดิมๆ เชื่อว่าดีไซน์จะเป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดอนาคตสินค้าเกษตร เพราะจะมาช่วยเพิ่มมูลค่า สร้างระบบจัดการ หรือที่เรียกว่า เกษตรดีไซน์ นับจากนี้ไปเกษตรกรจะกำหนดรูปแบบธุรกิจได้ด้วยตัวเอง”

ยุคดิจิตอล คนหันกลับมาสนใจเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เรื่องจากปก

วัชรี ภูรักษา

ยุคดิจิตอล คนหันกลับมาสนใจเกษตร

คนเริ่มหันมาสนใจเกษตรและแสวงหาความงามของธรรมชาติอย่างจริงๆ จังๆ ก็น่าจะเป็นช่วง 3 ปีมานี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่ช่วง 1 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจการเกษตรเพิ่มเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ น่าสังเกตว่ามีกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่เข้ามาเรียนรู้การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นหมอ โปรแกรมเมอร์ เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ทหาร ตำรวจ ที่ให้ความสนใจอย่างมาก

iFarm (ไอฟาร์ม) คือ ศูนย์เปิดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรสำหรับผู้ที่สนใจทั่วไป เกิดมาจากแนวคิด ที่อยากพัฒนาให้เกิดเป็นยุคเกษตรรุ่นใหม่ เป็นเกษตรที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เกษตรแบบเกษตรเดิมๆ แต่เป็นเกษตรที่จะสามารถต่อยอดไปเป็นธุรกิจสร้างมูลค่าได้

เกษตรกรรุ่นใหม่

เน้นหนุ่มสาววัยใส

คุณคณวัฒน์ ธีรนิธิวัฒน์ หนึ่งในผู้ถ่ายทอดความรู้ของไอฟาร์ม ขยายความจากแนวคิดข้างต้นต่อว่า “ไอฟาร์มทำงานเกี่ยวกับการเกษตรมาร่วม 10 ปีแล้ว เราสอนเกษตรที่จะสามารถเอาไปทำธุรกิจต่อได้ โดยเน้นหนักไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นกลุ่มอนาคตที่จะมาสานต่อประเทศในหลายด้าน

แต่การจะสานต่อด้วยการเกษตรนั้น จะทำแบบวิถีเดิมไม่ได้ เพราะโลกหมุนเปลี่ยนไปเป็นวัฏจักร มันเป็นกงล้อที่จะช่วยเกื้อหนุนกัน จึงอยากกระตุ้นไอเดียและช่องทางการทำอาชีพเกษตรให้กับคนรุ่นใหม่ในเชิงของการทำธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับการเกษตร

บ้านเราเป็นเมืองของการทำเกษตรกันมาก แต่มูลค่ากลับน้อย พร้อมกันนั้นทุกคนสามารถทำการเกษตรได้ แต่จะถูกจริตหรือป่าวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน

เราไม่จำเป็นต้องทำการเกษตร มีเรือกสวน นาไร่ แต่ไอฟาร์มกำลังบอกว่า ให้เรามองช่องทางอาชีพจากสิ่งที่เราถนัด คนที่มาเรียนอาจไม่จำเป็นต้องกลับไปเป็นเกษตรกร แต่ก็สามารถผลิตนวัตกรรมหรือสินค้าเกี่ยวกับเกษตรต่างๆ ได้นะ นี่คือการทำเกษตรแบบธุรกิจ”

ใครทำเกษตรแล้วเจ๊งต้องกลับมานั่งทบทวนและคิดใหม่นะ เพราะการทำเกษตรไม่มีทางเจ๊ง คุณคณวัฒน์ เชื่อมั่นเช่นนั้น

เพราะการทำเกษตร มันคือการหมุนเวียน แทนที่กัน ยกตัวอย่างเช่น เราอยากปลูกผัก เราสามารถเพาะเห็ดขายด้วยได้ พร้อมๆ กับการเลี้ยงไส้เดือน ก็เอามูลไส้เดือนไปเพาะเห็ด เอาเศษก้อนเห็ดเก่าไปเลี้ยงไส้เดือน มูลไส้เดือนก็สามารถเอามาทำปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพได้ ส่วนผักก็สลับหมุนเวียนกันปลูกเพื่อรักษาหน้าดิน

ยุคนี้ต้องเรียนปลูกผัก

ความสุขแบบเรียบง่าย

คุณคณวัฒน์ กล่าวว่า “ทุกอย่างเป็นวัฏจักร เราจึงต้องเรียนปลูกผัก เพราะเมื่อหลายปีก่อน คนเข้ามาอยู่ในเมืองมาก พออยู่ไปช่วงหนึ่ง จนถึงจุดที่อิ่มตัว คนในสังคมเมืองจะแสวงหาความสุขแบบเรียบง่าย ความอิสระจากการทำงานและสังคมที่เป็นอยู่

คนเริ่มหันมาสนใจเกษตรและแสวงหาความงามของธรรมชาติอย่างจริงๆ จังๆ ก็น่าจะเป็นช่วง 3 ปีมานี้ ซึ่งก่อนหน้านี้คนก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แต่ช่วง 1 ปีมานี้ คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจการเกษตรเพิ่มเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ น่าสังเกตว่ามีกลุ่มคนหลากหลายอาชีพที่เข้ามาเรียนรู้การเกษตร ไม่ว่าจะเป็นหมอ โปรแกรมเมอร์ เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ทหาร ตำรวจ ที่ให้ความสนใจอย่างมาก

โดยการทำงาน ไอฟาร์มจะทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับฟาร์มต่างๆ ที่ให้ความรู้เรื่องเกษตรสำหรับคนรุ่นใหม่โดยตรง

หลักสูตรอบรมที่เปิดสอนหลักๆ คือ การเพาะเห็ด, เลี้ยงไส้เดือน, การปลูกผัก, ฟาร์มดีไซน์, ธุรกิจโมเดล, ทำปุ๋ยและน้ำหมัก ที่สำคัญเราสอนธุรกิจเกษตรออนไลน์ เรียนเพื่อการขายและส่งออก ซึ่งกลุ่มคนที่เข้ามาอบรมร้อยละ 25 ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะมาเรียนครบทุกหลักสูตร”

โดยเฉลี่ยแล้วหลักสูตรที่เปิดสอนมีระยะเวลาประมาณ 1-2 วัน หรือหากสนใจมาเป็นกลุ่มใหญ่ ทางไอฟาร์มก็จะจัดสรรเวลาและกิจกรรมให้เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มนั้นๆ ส่วนสถานที่จัดอบรมคือตามสถานที่จริง อย่างเช่น ฟาร์มเพาะเห็ด สวนผัก หรือตามสถานที่ทางการเกษตรที่ไอฟาร์มเป็นพาร์ตเนอร์ และพื้นที่โครงการของไอฟาร์มเองที่มีการจัดสรรไว้ สำหรับการจัดอบรมแต่ละหลักสูตรเพื่อให้คนมาเรียนได้เรียนรู้กระบวนการ และเห็นภาพของการทำเกษตรจริงๆ

สำหรับหลักสูตรที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ การเพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน และการปลูกผัก

ยุคนี้คนเรียนปลูกผักและทำการเกษตรเพื่อให้ได้ทำงานที่มีความสุข เป็นการแสวงหาความสุขในการทำงานแบบเรียบง่าย

หลายคนอยากมีธุรกิจเกษตรเป็นของตัวเอง เพราะการทำการเกษตรมันอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ที่สำคัญแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจเกษตรจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วัฏจักรการเกษตร

กลับมาเฟื่องฟูรอบใหม่

เกษตรเชิงธุรกิจ คือโมเดลใหม่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ปรับตัวได้ง่าย สามารถที่จะทำการเกษตรแบบธุรกิจได้ ซึ่งเป็นข้อดีของคนยุคนี้

คนเป็นเกษตรกรควรจะรวย ไม่ใช่จนหรืออยู่ไม่ได้ เพราะการทำเกษตรมันขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของคน

คุณคณวัฒน์ มองว่า “วัฏจักรการเกษตรก็คล้ายกับวัฏจักรต้นไม้หรือวัฏจักรชีวิตหรือสังคมทั่วๆ ไป เพราะมันจะกลับมาเฟื่องฟูและจากไป แล้ววนเวียนกลับมาใหม่ เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงแต่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาเท่านั้นว่าจะมาหรือไป เมื่อไหร่”

สำหรับเทรนด์การเกษตรช่วงนี้ ได้รับความนิยมและเป็นกระแสนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้คนสนใจเกษตรและมูลค่าตลาดการเกษตรมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อเกษตรกร

“ที่เมืองนอกอาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่ได้รับเกียรติ แต่ที่บ้านเราอาชีพเกษตรกรในมุมมองของคนทั่วไป ไม่ได้เป็นแบบนั้น เราจึงอยากทำให้เกิดเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำอาชีพเกษตรได้อย่างภาคภูมิใจและมีมูลค่าทางธุรกิจ ได้รับการยอมรับและยกย่องศักดิ์ศรีของเกษตรกร” คุณคณวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรเชิงธุรกิจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.ifarm.co.th หรือโทรศัพท์ (081) 555-1297

หลากไอเดีย…หนุน SMEs ข้อมูลดี ไม่ควรพลาด จากงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

รายงานพิเศษ

หลากไอเดีย…หนุน SMEs ข้อมูลดี ไม่ควรพลาด จากงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558”

ผ่านพ้นไปอย่างหมดจดงดงาม สำหรับอีเว้นต์แห่งปี “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ที่รวบรวมสุดยอดนิทรรศการแห่งปี อัดแน่นไปด้วยความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่

แถมยังมีเวทีหลากหลายไอเดีย เพื่อเสริมธุรกิจ SMEs แทบทุกสาขา

แต่ถ้าใครพลาดไป ไม่ต้องมัวเสียดาย

เพราะเนื้อหาในงานบางส่วน ถูกรวบรวมมานำเสนอไว้นับจากนี้แล้ว

“คาเฟ่สุขา” นำเทรนด์ร้านอาหารสุดแปลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07037011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

“คาเฟ่สุขา” นำเทรนด์ร้านอาหารสุดแปลก

เคล็ดลับความสำเร็จของธุรกิจอาหาร นอกเหนือจากรสชาติที่อร่อย การบริหารจัดการที่ดี การใส่ไอเดียแปลกใหม่ ก็ช่วยเรียกแขกที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์แหวกแนวได้ไม่น้อย

ใครจะเชื่อว่า “ร้านอาหาร” กับ “สุขา” จะไปด้วยกันได้ แต่ “คาเฟ่สุขา” ที่ผุดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก สะท้อนว่า มีลูกค้าจำนวนมากที่ชื่นชอบความแปลกแหวกแนวแบบไร้ขีดจำกัด

รอยเตอร์ส หยิบยกเรื่องราวของ “เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่” ร้านอาหารในกรุงมอสโก ของรัสเซีย ที่นำไอเดียห้องสุขามาตกแต่งร้าน โดยใช้เฟอร์นิเจอร์ และภาชนะใส่อาหารที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข้าวของเครื่องใช้ในห้องสุขา

ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้จากโถส้วมจริงๆ ถ้วย ชามรูปร่างเหมือนชักโครก กระโถนปัสสาวะ และอ่างอาบน้ำ

ไม่ใช่แค่ธีมการตกแต่งร้าน แต่เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ ที่รองรับลูกค้าได้ 50 คน ยังรังสรรค์เมนูที่สอดคล้องกับคาเฟ่สุขา โดยบางเมนูมีหน้าตาชวนคิดหนัก เช่น ซุปเห็ดสีน้ำตาล รวมถึงไส้กรอกหมูที่รูปร่างคล้ายอุจจาระ แถมเสิร์ฟมาในชามโถชักโครกอีกต่างหาก

ร้านไอเดียแหวกแนวแห่งนี้มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจำนวนไม่น้อย โดยลูกค้าบางคนให้เหตุผลว่า อาหารรสชาติอร่อย ราคาไม่แพง แค่ราวๆ 8 ดอลลาร์ และบรรยากาศแตกต่าง

นอกจากนี้ หน้าตาของอาหารที่ดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา ก็ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกหมดความอยากกินอาหาร

มิลาน่า ลูกค้าของเครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ บอกว่า นี่เป็นเรื่องแปลกใหม่ในมอสโก เธอไม่เคยเห็นร้านลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งก็ยอมรับว่าร้านนี้มีความน่าสนใจ และลูกค้าก็กลับมาอุดหนุนได้บ่อยๆ เพราะอาหารของร้านนี้มีรสชาติอร่อย

เครซี ทอยเล็ต คาเฟ่ ไม่ใช่คาเฟ่สุขาแห่งแรกของโลก เพราะยังมีร้านอาหารแนวนี้ในไต้หวัน และจีนหลายแห่ง ซึ่งต่างก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี

โมเดิร์น ทอยเล็ต เป็นคาเฟ่สุขารายแรกๆ ที่เปิดให้บริการในไต้หวันตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้มีสาขาหลายสิบแห่ง ทั้งในไต้หวัน ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

นอกเหนือจากธีมสุขาแล้ว ยังมีร้านอาหารธีมแปลกใหม่อีกมากมาย ที่ไม่คิดว่าจะมีในโลกใบนี้ ซึ่งรวบรวมไว้โดยเว็บไซต์ stuff.co.nz

เริ่มจาก “แวมไพร์ คาเฟ่” ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ที่ตกแต่งร้านแบบมืดๆ ชวนหดหู่ เพื่อให้รู้สึกน่ากลัวตามแบบฉบับผีดูดเลือด รวมทั้งแบ่งโซนเป็น 2 ห้อง ห้องหนึ่งใส่โลงศพ ส่วนอีกห้องมีไว้ประกอบพิธี ตามตำนานแดร็กคิวล่า

พนักงานในร้านก็จะสวมชุดแวมไพร์ และมีเมนูธีมเดียวกัน เสิร์ฟบนจานที่ออกแบบเป็นรูปโลงศพขนาดเล็ก

ส่วนที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศส ก็มีร้านอาหารที่จำลองบรรยากาศแบบโรงงานนรกชื่อ The Sweatshop ซึ่งผนวกการขายเครื่องดื่มประเภทกาแฟ และงานฝีมือ เข้าไว้ด้วยกัน

ดังนั้น ลูกค้าที่มาเยือนสามารถจิบกาแฟไปพร้อมๆ กับเพิ่มประสบการณ์ในด้านงานฝีมือ จากการเช่าจักรเย็บผ้า เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ

อีกแนวคิดที่คุ้นเคยในบ้านเราคือ เฮลโล คิตตี้ คาเฟ่ ซึ่งร้านต้นฉบับอยู่ในฮ่องกง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคาแร็กเตอร์การ์ตูนชื่อดัง ของบริษัทซานริโอในญี่ปุ่น

การตกแต่งร้านก็อิงการ์ตูนเฮลโล คิตตี้ และสีชมพูเป็นหลัก ตั้งแต่จาน ถ้วย แก้ว รวมถึงตกแต่งอาหารเมนูต่างๆ ให้ดูน่ารัก โดนใจบรรดาสาวก

เมื่อมีเฮลโล คิตตี้ ก็ย่อมมี บาร์บี้ คาเฟ่ ในกรุงไทเป ของไต้หวัน ร้านนี้มาพร้อมโทนสีชมพูสไตล์เดียวกับตุ๊กตาบาร์บี้

สำหรับ The Snuggery ในนิวยอร์ก ก็แหวกแนวไม่เบา ด้วยไอเดียปาร์ตี้พร้อมคนเคล้าเคลีย ลูกค้าสามารถเลือกรับบริการคนพะเน้าพะนอ หรือนอนกอดกัน แบบไม่มีเรื่องทางเพศมาเกี่ยวข้อง ในสนนราคาชั่วโมงละ 60 ดอลลาร์

นอกจากนี้ ยังมีร้าน Buns and Guns ในกรุงเบรุต ของเลบานอน ที่ตกแต่งภายใต้ไอเดียการสู้รบในสงครามของทหารแนวหน้า มีบังเกอร์หลบภัย ปืน เพื่อให้ลูกค้ามีความรู้สึกร่วมในระหว่างกินแซนด์วิช

ปิดท้ายที่ร้าน The Laundromat Caf? ในกรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก ซึ่งตกแต่งด้วยธีมร้านซักรีด โดยผสมผสานระหว่างบริการซักผ้ากับธุรกิจเครื่องดื่ม

ลูกค้าสามารถนำเสื้อผ้ามาซักในเครื่องที่วางเรียงรายภายในร้าน พร้อมๆ กับสั่งเบียร์ที่มีกว่า 40 ชนิด มานั่งละเลียดรอเวลาให้ผ้าซักเสร็จ

“PATAPIAN” หัตถกรรมร่วมสมัย ถูกใจไทย-เทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ศิลปหัตถกรรม

อันติกา

“PATAPIAN” หัตถกรรมร่วมสมัย ถูกใจไทย-เทศ

“ผมชอบงานหัตถกรรมจักสาน อย่าง ตะกร้า กระจาด ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ผลิตที่มีภูมิปัญญาด้านนี้จำนวนมาก แต่ผมสนใจและชอบงานจักสานจากไม้ไผ่ หากเรารู้จักนำมาต่อยอดสร้างรูปแบบใหม่ๆ ให้เข้ากับการใช้งานของคนในยุคปัจจุบัน ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่า และยังสามารถทำตลาดออกไปได้กว้างขึ้น”

ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสาน คือสิ่งที่ คุณวลงค์กร เทียนเพิ่มพูล (คุณจ้ำ) ให้ความสนใจจนต้องเดินทางเข้าไปคลุกคลีอยู่กับชาวบ้าน เพื่อวางแนวทางสร้างความร่วมสมัยให้กับชิ้นงาน โดยหวังตอบตลาดคนยุคปัจจุบัน และเพื่อทำให้งานหัตถกรรมของคนไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศยิ่งขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามใจหมาย เพราะบัดนี้สินค้าภายใต้แบรนด์ “PATAPIAN” (ออกเสียงว่า พาตาเพียร) กลายเป็นสินค้ายกระดับฝีมือคนไทย ให้ก้าวไกลโกอินเตอร์

ต่อยอดภูมิปัญญา

จักสานร่วมสมัย

คุณวลงค์กร หนุ่มผู้มีความรู้ด้านศิลปะการออกแบบ เล่าถึงงานหัตถกรรมไทย ว่ามีความละเอียดสวยงาม เป็นภูมิปัญญาที่น่าต่อยอด เพื่อให้ฝีมือคนไทยได้รับการยกย่องในตลาดโลก และนี่คือจุดเริ่มต้นให้เขาคิดสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมร่วมสมัยขึ้นมา

ความฝันของเขาถูกแสดงออกด้วยการลงมือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานหัตถกรรม ส่วนในภาคปฏิบัติ เขาเข้าไปพบชาวบ้านกลุ่มจักสานงานหัตถกรรม เพื่อเรียนรู้การทำงาน และบอกถึงแนวคิดในการต่อยอดผลิตภัณฑ์

“ผมชอบงานหัตถกรรมจักสาน อย่าง ตะกร้า กระจาด ซึ่งในประเทศไทยมีผู้ผลิตที่มีภูมิปัญญาด้านนี้จำนวนมาก แต่ผมสนใจและชอบงานจักสานจากไม้ไผ่ หากเรารู้จักนำมาต่อยอดสร้างรูปแบบใหม่ๆ ให้เข้ากับการใช้งานของคนในยุคปัจจุบัน ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่า และยังสามารถทำตลาดออกไปได้กว้างขึ้น”

แม้ในเวลานั้นคุณวลงค์กรจะมีงานประจำด้านการออกแบบ อยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งที่จังหวัดภูเก็ต แต่ด้วยความสนใจและต้องการเดินตามความฝัน เขาเลือกใช้เวลาว่างช่วงวันหยุด เดินทางไปพบผู้ผลิต ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับชาวบ้านในจังหวัดชลบุรี เป็นเวลาราว 2 ปี จึงตัดสินใจ เดินสู่เส้นทางสายนี้อย่างจริงจัง โดยกำเงินลงทุน 50,000 บาท รังสรรค์ผลงานขึ้นมา

“แรกๆ ที่ไปพบผู้ผลิต ซึ่งก็เป็นชาวบ้าน ผมต้องไปเช่าโรงแรมเพื่อพัก แต่ต่อมากลายเป็นลูกหลานคนหนึ่งของบ้านเขา ทำให้การทำงานเริ่มง่ายขึ้น ซึ่งตอนนี้แรงงานผลิตมีทั้งหมดราว 11 คน”

ใส่ไอเดียก็ขายได้

ไทย-เทศ ชื่นชอบ

คุณวลงค์กรเลือกออกแบบผลิตภัณฑ์โดยจับจุดสินค้าใกล้ตัวเองก่อน อย่าง ปลอกดินสอ ยางลบ กบเหลาดินสอ

“ผมเป็นนักออกแบบ ต้องใช้ดินสอและต้องเหลาบ่อย เลยทำปลอกหุ้มตรงปลายดินสอส่วนที่เหลาไม่ให้หัก จากนั้นก็เพิ่มผลิตภัณฑ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาอยู่ทั้งในกลุ่มของใช้ และของตกแต่ง”

คุณวลงค์กร ได้กล่าวถึงการตลาดในครั้งแรกเปิดตัวกับงานบ้านและสวน เมื่อปี 2557 และผลตอบรับก็เกินคาด ได้รับแรงสนับสนุนจากลูกค้า ทำให้ทั้ง 2 ผู้ประกอบการรู้กลุ่มเป้าหมายหลัก

“เมื่อก่อนคนไทยอาจไม่ให้ความสนใจกับงานหัตถกรรม แต่ปัจจุบันผมว่าเริ่มหันกลับมามองมากขึ้น ผู้คนเริ่มเข้าใกล้ธรรมชาติ ส่วนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น งานของ PATAPIAN ถือว่าเข้าตาเขา และด้วยมีชาวต่างชาติให้ความสำคัญ ผมจึงได้โอกาสส่งสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในโรงแรมที่จังหวัดภูเก็ต วางจำหน่ายใน คิง เพาเวอร์ ร้านค้าในหอศิลป์กรุงเทพฯ และที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน)”

คุณวลงค์กร ยังกล่าวถึงโอกาสทางการตลาด ไม่ว่าจะการออกงานแสดงสินค้า และการได้นำสินค้าไปจำหน่ายยังสถานที่สำคัญๆ นั้นเพราะส่วนหนึ่งมาจากการสมัครเป็นสมาชิกของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) จึงเกิดการสร้างเครือข่ายขึ้นมา

นอกจากขายผ่านการออกงานแสดงสินค้า ฝากขายแล้ว คุณอลงค์กรยังให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ โดยเปิดเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ซึ่งกลายเป็นช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างไกล

“ตอนนี้ลูกค้าจะมีชาวต่างชาติมากขึ้น อย่าง กลุ่มเอเชีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และมีทางฝั่งสแกนดิเนเวีย อย่าง นอร์เวย์เขาก็ให้ความสนใจมาก ผมว่าสินค้าหัตถกรรม ถ้าเราต่อยอดโดยจับความต้องการของลูกค้าถูก ก็จะทำให้มีความเป็นไปได้ในตลาดสูง”

งานฝีมือต้องใส่ใจ

ไม่เร็ว แต่เรียบร้อย

คุณวลงค์กร ยังกล่าวต่อถึงกระบวนการทำงานว่า “งานหัตถกรรมใช้แรงงาน ใช้ฝีมือเป็นหลัก สิ่งที่ผมต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าคือ ระยะเวลาในการผลิตไม่สามารถเร่งได้ และผมต้องการให้ผลงานทุกชิ้นออกมาดีที่สุด ฉะนั้น ถ้าลูกค้าเข้าใจ และรอได้ ก็พร้อมผลิตให้อย่างเต็มที่ครับ”

ความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นหัวใจสำคัญต่อการทำให้สินค้าภูมิปัญญาเกิดมูลค่าและน่าจับต้องในยุคปัจจุบัน ซึ่งคุณวลงค์กรอาศัยความรู้ด้านการออกแบบที่ได้ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยรังสิต บวกกับความชอบของตนเอง เนรมิตให้สินค้าหัตถกรรมกลายเป็นผลงานร่วมสมัย

“สินค้าจะเป็นแนวผสมผสาน ซึ่งผมมองไปในส่วนของวัสดุ อย่างที่ทำอยู่ตอนนี้คือ ไม้ไผ่สานบวกเข้ากับไม้ อย่าง สนนอก ไม้สัก ล้วนเป็นเศษไม้ที่ซื้อมาจากตลาดบางโพ ราคาถูกมากเพราะเขาจะทิ้งแล้ว พอนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน สามารถเพิ่มมูลค่าได้มาก โดยราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ 650-7,500 บาท ส่วนยอดขายก็ประมาณ 70,000-80,000 บาท ต่อเดือน”

คุณวลงค์กร ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงวัสดุที่นำมาใช้ผลิตว่า จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เพราะมีผลงานหัตถกรรมไทยอีกมากมาย สามารถนำมาต่อยอดได้ แต่ทว่าสิ่งที่จะยังคงไว้คือ ความเป็นตัวตน เพื่อให้ผู้เห็นผลงานจำได้โดยไม่ต้องดูแบรนด์

สนใจติดต่อ “PATAPIAN” http://www.patapian.com, http://www.facebook.com/patapian, Instagram : patapian หรือ โทรศัพท์ (081) 961-1295 (คุณจ้ำ)

“BRITISH CYCLE SQUARE” ร้านจักรยาน+กาแฟ…มีอะไรมากกว่าที่คิด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ช่องทางสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“BRITISH CYCLE SQUARE” ร้านจักรยาน+กาแฟ…มีอะไรมากกว่าที่คิด?

ช่วงนี้กระแสจักรยานมาแรง มองไปมุมไหน จุดไหน เห็นผู้คนไม่ว่าผู้ใหญ่ เด็ก ผู้สูงอายุล้วนแต่นำจักรยานคันโปรดของตัวเองออกมาปั่นบนท้องถนน ยิ่งได้รับการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อสร้างเส้นทางเฉพาะสำหรับจักรยานด้วยแล้ว ดูจะเป็นการสร้างบรรยากาศ รวมถึงโอกาสให้แก่บรรดาสิงห์นักปั่นกันอย่างคึกคัก

การปั่นจักรยานไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงต่อสุขภาพ แต่ยังทำให้มีโอกาสได้พบปะผู้คนในกลุ่มที่มีรสนิยมเดียวกัน แล้วผลักดันให้มีการปั่นจักรยานเป็นลักษณะกลุ่มก้อนขึ้น และนั่นถือเป็นกิจกรรมการพักผ่อนที่ดีได้อีกด้วย

ความร้อนแรงของพาหนะสองล้อส่งผลให้ธุรกิจจักรยานกลับมาคึกคักอีกครั้ง ภายหลังจากที่ซบเซาเงียบเหงาและห่างหายกันไปนานหลายปี

ฉะนั้น ในตอนนี้จึงผุดร้านจำหน่ายจักรยานที่มีดาษดื่นทั่วประเทศ ทั้งเล็กและใหญ่ เก่าและใหม่ ในรายเดิมเคยขายจำนวนน้อยก็ต้องสั่งเพิ่มเติมเข้ามา ส่วนรายใหม่เน้นจัดเต็มเป็นหลัก

คุณเจนวิทย์ แก้ววิทย์ หรือ คุณกอฟ เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานแล้วใช้ความสุขอยู่บนอานจักรยานมาตลอดหลายสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาคิดว่าควรจะหาอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนด้วยการทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ

คุณกอฟเปิดร้าน “BRITISH CYCLE SQUARE” เพื่อขายจักรยานระดับไฮเอนด์ (High end) และเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งออกตัวได้ราวปีเศษ เน้นขายสองล้อขนาดเล็กเป็นหลัก อีกทั้งจักรยานที่นำเข้าเหล่านั้นล้วนมาจากประเทศอังกฤษเป็นหลัก จึงเป็นเหตุผลของการตั้งชื่อร้าน นอกจากนั้นยังมีบริการรับทำความสะอาดและปรับแต่ง แก้ไขรถจักรยานอย่างถูกวิธีโดยช่างผู้ชำนาญและมีมาตรฐาน

ไม่เพียงแค่นั้น เจ้าของร้านนี้ยังต้องการทำเป็นจุดนัดพบของบรรดาสมาชิกจักรยานเพื่อที่จะเสิร์ฟความอร่อยของรสชาติกาแฟ เบเกอรี่ และอาหารคุณภาพเยี่ยมให้กับลูกค้า โดยมี คุณสุพิชญา เบญจรุราวงศ์ ภรรยา ซึ่งชื่นชอบและเป็นคอกาแฟมายาวนาน ทำหน้าที่ดูแล

ร้าน BRITISH CYCLE SQUARE เป็นผู้แทนจำหน่ายจักรยานชนิดล้อเล็ก อาทิ MOULTON, BROMPTON, birdy และ Pashley (จักรยานย้อนยุคที่ผลิตด้วยมือ) ทั้งนี้ล่าสุดจะมีแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ BICKERTON เป็นจักรยานที่ต้องการนำเข้ามาเพื่อจับกลุ่มตลาดกลาง-ล่าง เพราะมีราคาราวหมื่นกว่าบาท

“MOULTON ถือว่าเป็นโรลรอยด์ของจักรยานเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะเป็นสุดยอดของพาหนะสองล้อที่ถูกออกแบบให้มีคุณลักษณะโดดเด่นที่มีความพิเศษในหลายด้าน ฉะนั้น เมื่อได้สิทธิการขาย MOULTON พอทาง BROMPTON ทราบ เลยตกลงให้ทางร้านเป็นตัวแทนขายอีกยี่ห้อหนึ่งด้วย”

เจ้าของร้าน BRITISH CYCLE SQUARE เผยถึงเหตุผลที่ต้องนำจักรยานจากประเทศอังกฤษมาจำหน่ายเพราะจักรยานแต่ละคันถูกสร้างขึ้นด้วยความพิถีพิถัน ผ่านการออกแบบในแนวทางเดียวกันกับหลักวิศวกรรมยานยนต์ และที่สำคัญบางคันยังผลิตด้วยมือ ฉะนั้น จึงมีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา แล้วมีความปลอดภัยอย่างสูงขณะปั่นและขับขี่

คุณกอฟ เผยว่า ลูกค้าที่มาอุดหนุนมีเป็นจำนวนมาก แม้ราคาจะสูงไปสักนิด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประเทศเรามีกิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับจักรยานมาตลอดและต่อเนื่อง ดังนั้น ลูกค้าจึงมองว่าถ้าหาจักรยานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานสูง สามารถขับขี่และปั่นได้นานโดยไม่รู้สึกปวดเมื่อย ก็จะถือว่าคุ้ม เพราะไม่ทำให้รู้สึกทรมาน อีกทั้งยังอยากปั่นทุกครั้งเมื่อต้องการ

“ตั้งแต่เปิดร้านมา สามารถขาย MOULTON ได้ 20 กว่าคัน เพราะมีหลายคนกำลังมองหาอยู่ พอมาเจอดีใจมาก ส่วน BROMPTON ในร้านมีให้เลือกหลายรุ่น หลายแบบ ทั้งนี้ได้สั่งซื้อชุดระบบ 6 เกียร์ซึ่งถือเป็นรุ่นดีที่สุด (รุ่น TOP) เลย แล้วยังมีแฮนด์ให้เลือกหลายแบบตามความชอบความถนัด อันได้แก่ แบบตรง แบบปีกนก หรือแบบพี”

เมื่อถามถึงจักรยานที่มีราคาแพงที่สุดในร้าน คุณกอฟ เผยว่า ราคาแพงที่สุดในราคาประมาณ 200,000 กว่าบาท เหตุผลที่มีราคาสูงเช่นนี้ เพราะเป็นจักรยานที่ถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ในระดับสูงจากโช้คอัพที่ช่วยลดแรงกระแทกบริเวณด้านหน้าและลูกยางด้านหลัง

“ทั้งนี้เพราะผู้ออกแบบมีความต้องการเสริมสร้างความปลอดภัย รถมีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง ทนทาน ขับขี่สบายและสามารถทำความเร็วได้โดยไม่ต้องใช้แรงกายมาก อีกทั้งยังทำให้รู้สึกมีความสบายระหว่างขับขี่ จึงทำให้ไม่รู้สึกเบื่อกับการปั่นเป็นเวลานาน”

แล้วยังบอกต่ออีกว่า ไม่นานนี้จะสั่งซื้อ MOULTON ทุกรุ่นทุกแบบมาไว้ในร้านแห่งนี้ และถ้าเป็นเช่นนั้นจะถือเป็นร้านแรกของเมืองไทยที่มีครบ คุณกอฟ เผยว่า รุ่นที่แพงที่สุดแต่อยู่ที่อังกฤษ มีราคาเมื่อเทียบกับค่าเงินในไทยแล้วตกประมาณคันละ 900,000 บาท เพราะโครงสร้างทำด้วยสเตนเลสสตีล ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมาก

ร้านแห่งนี้ หากมองมาจากภายนอกอาจคิดว่าขายเฉพาะจักรยานนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่า ภายในร้านมีกาแฟซึ่งเป็นการคิดค้นสูตรการทำเฉพาะจากเจ้าของที่มีความต่างจากแห่งอื่นด้วยรสชาติกาแฟที่หอมกรุ่น ไม่หวาน ในราคาปกติทั่วไป อย่างถ้าเป็นกาแฟร้อนแก้วละ 60 บาท, กาแฟเย็นแก้วละ 70 บาท พร้อมเสิร์ฟกับเบเกอรี่ที่ผ่านการทำโดยเชฟเบเกอรี่ระดับมือโปรของร้านกาแฟชื่อดัง นอกจากนั้นแล้วยังมีอาหารหลากหลายเมนูสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไว้จำหน่ายด้วย

เมื่อเข้ามาภายในร้าน พบว่ามีการตกแต่งแบบเรียบง่าย แฝงไว้ด้วยความนุ่มลึกของโทนสีในแต่ละคอร์นเนอร์ ผนังร้านเน้นสีปูนเปลือยแบบดิบ มี 2 ชั้น ชั้นล่างจัดวางเป็นที่นั่งดื่มกาแฟและทานของว่าง มีมุมอ่านหนังสือและเปิดฉายหนังเรื่องราวของจักรยานแบรนด์ดังในอังกฤษ

ส่วนอีกซีกของชั้นล่างจัดทำเป็นห้องเซอร์วิสจักรยานไว้รองรับลูกค้าที่มีปัญหา ตลอดจนยังมีมุมไว้บริการซ่อม ดูแล หรือแนะนำการใช้จักรยานคู่ใจของคุณ โดยช่างผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ระดับชาติมาดูแล

สำหรับด้านบนเป็นที่วางจักรยาน ตลอดจนอุปกรณ์อะไหล่ หรืออุปกรณ์เสริมในการใช้ขับขี่ ไว้บริการ เช่น หมวก กระเป๋า อาน เครื่องแต่งกาย ไฟส่องสว่าง ฯลฯ เป็นต้น เรียกว่ามีครบครันทุกอย่าง

แต่ที่ดูจะเป็นไฮไลต์ของร้านน่าจะเป็นการแขวนขบวนรถไฟของเล่นไว้กลางห้อง โดยขบวนรถไฟจะออกวิ่งรอบร้านในทุกชั่วโมงที่ตั้งเวลาไว้ จึงเป็นการสร้างบรรยากาศและสีสันให้แก่ลูกค้าที่มาในร้าน ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำร้านจนลูกค้ามักเรียกและคุ้นกับชื่อร้านว่า ร้านรถไฟวิ่ง

เจ้าของร้าน กล่าวว่า เหตุผลในการตั้งชื่อเพราะความจริงตั้งใจขายรถจักรยานที่ผลิตจากประเทศอังกฤษ เลยใช้คำว่า BRITISH ส่วน SQUARE มีความหมายคือต้องการให้เป็นที่รวมตัวกันของผู้รักจักรยานประเภทนี้ แล้วมานั่งจิบกาแฟ ทานของว่างแล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หรือในบางคราวอาจมีกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์กับคอนักปั่น หรือกิจกรรมสันทนาการต่างๆ

“นอกจากกิจกรรมภายในร้านแล้ว ยังมองไปถึงเรื่องกิจกรรมปั่นนอกสถานที่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสใกล้ชิดและสัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ หรือสถานที่สำคัญ อีกทั้งในบางโอกาสอาจมีการสมนาคุณลูกค้าด้วยการชักชวนไปปั่นจักรยานยังสถานที่สำคัญ โดยทางร้านจะไม่เก็บค่าใช้จ่าย แล้วยังเตรียมวางแผนสำหรับกิจกรรมอื่นๆ ไว้ทยอยออกมาให้บริการกับลูกค้าทุกท่าน”

ท้ายนี้ เจ้าของร้าน BRITISH CYCLE SQUARE กล่าวว่า การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายก็ดี ทั้งยังช่วยทำให้สมาชิกทุกท่านเกิดความรักสมัครสมานสามัคคีกัน ช่วยเหลือกัน มีความร่วมมือร่วมใจกัน เพราะแต่ละคนมาจากต่างถิ่น เมื่อมาเจอกันกลับกลายเป็นความผูกพันระหว่างกัน

“แต่ถ้าสามารถใช้เป็นพาหนะแทนการขับรถยนต์จากบ้านมาทำงานจะดีมาก เพราะไม่เพียงจะเกิดประโยชน์กับตัวเราในเรื่องสุขภาพที่แข็งแรง มีอายุยืนยาวแล้ว ยังเกิดประโยชน์กับประเทศด้วยการช่วยการประหยัดพลังงาน แล้วลดมลภาวะของเสีย เสริมสร้างสภาพอากาศให้มีความสดชื่นขึ้นด้วย จึงถือเป็นไลฟ์สไตล์อีกแบบของการแสวงหาความสุข ที่ได้ประโยชน์ครบด้าน ”

สำหรับท่านที่กำลังมองหาจักรยานล้อเล็ก แบรนด์คุณภาพจากประเทศอังกฤษ แต่หาซื้อยาก หรือหาซื้อได้แต่ไม่ถูกใจในเรื่องการบริการหลังการขาย ลองแวะไปเลือกชมพร้อมจิบกาแฟ ทานของว่าง ในบรรยากาศแบบสบายๆ ได้ที่ร้าน BRITISH CYCLE SQUARE ร้านนี้หาไม่ยากเลย อยู่หลังมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถเดินทางมาเส้นถนนประชาชื่น (เลียบคลองประปา) หรือมาเส้นวิภาวดีรังสิตยังได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ (02) 951-5987 หรือ Facebook BRITISH CYCLE SQUARE