เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คว้าสัญญาผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ LPG ในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

แจ็คสันวิลล์, ฟลอริดา–13 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เตรียมนำกังหัน TM2500+ ที่ใช้พลังงานจากก๊าซ LPG มาใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี (APR Energy) ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตไฟฟ้าแบบฟาสท์แทร็ค ประกาศว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาระยะเวลา 12เดือนร่วมกับการไฟฟ้าและประปาแห่งหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา (WAPA) เพื่อดำเนินการผลิตไฟฟ้า 25 เมกะวัตต์จากก๊าซธรรมชาติเหลว(LPG) โดยจะมีการนำกังหันก๊าซเคลื่อนที่ GE TM2500+ ที่ได้รับการปรับแต่งให้ใช้เชื้อเพลิง LPG มาใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการช่วยให้ลูกค้าได้เข้าถึงการผลิตไฟฟ้าที่ถูกและสะอาดกว่าการใช้เชื้อเพลิงปิโตรเลียม

 APR Energy Gas Turbine / APR Energy's new 25MW power plant for the U.S. Virgin Islands Water and Power Authority will be the world's first in commercial operation to use a TM2500+ mobile gas turbine retrofitted to run on liquid petroleum gas - enabling WAPA to leverage the cost and environmental advantages of LPG-fired generation compared with the diesel-reciprocating engines that are common in the Caribbean. (PRNewsFoto/APR Energy)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161209/447572

โครงการดังกล่าวเป็นการคว้าสัญญาครั้งล่าสุดของเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี นับตั้งแต่แปรรูปเป็นบริษัทเอกชนในช่วงต้นปีนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมจากการได้รับสัมปทานทั้งหมดในปี 2559 พุ่งทะลุ 1 กิกะวัตต์แล้ว นอกจากนั้นยังเป็นโครงการที่ 6 ในปีนี้ที่มีการนำกังหันก๊าซมาใช้

จอห์น แคมเปียน ประธานบริหารของเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี กล่าวว่า“โครงการบุกเบิกนี้จะช่วยให้หมู่เกาะเวอร์จินสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานด้าน LPG ที่ลงทุนไปมหาศาล มาใช้ในการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ราคาเชื้อเพลิงดีเซลจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ราคา LPG จะคงที่ ดังนั้น การใช้ LPG จะช่วยให้ WAPA สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้อย่างมากเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อย่างแพร่หลายในแถบแคริบเบียน”

จูลิโอ ไรเมอร์ ซีเนียร์ กรรมการบริหารและซีอีโอของ WAPA กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้ LPG ที่เผาไหม้ได้สะอาดหมดจดกว่าและมีต้นทุนถูกกว่าเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าในหมู่เกาะเวอร์จิน ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ WAPA เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้จำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าในราคาที่ถูกลง และพึงพอใจที่เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี จะเข้ามามีส่วนในการผลิตไฟฟ้าในหมู่เกาะเวอร์จิน โดยในช่วงหลายปีมานี้ WAPA มีความสัมพันธ์อันดีกับเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี มาโดยตลอด และเรายินดีที่จะได้จับมือกันก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าระดับสาธารณูปโภครายแรกที่นำเอากังหัน TM2500+ ที่ใช้เชื้อเพลิง LPG มาใช้ในเชิงพาณิชย์”

คุณแคมเปียนคาดว่า โครงการนี้จะเป็นแม่แบบสำหรับผู้ให้บริการสาธารณูปโภครายอื่นๆ ที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก LPG ในฐานะพลังงานทางเลือกที่ถูกกว่า โดยเขากล่าวว่า “LPG กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบแคริบเบียน รวมถึงบางส่วนของแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งมีพลังงาน LPG พร้อมใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กังหัน TM2500+ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีฟาสท์แทร็คที่ทำงานได้ด้วยเชื้อเพลิง LPG ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถสลับมาใช้เชื้อเพลิงที่มีต้นถูกกว่าและหาง่ายกว่าได้อย่างรวดเร็วและไร้อุปสรรค”

ทั้งนี้ เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี ได้ติดตั้งโรงไฟฟ้ากังหันเชื้อเพลิงดีเซลขนาด 25 เมกะวัตต์ ให้กับ WAPA เมื่อปี 2555 และโครงการล่าสุดนี้จะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 50 เมกะวัตต์

เกี่ยวกับเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คือผู้นำระดับโลกด้านการผลิตไฟฟ้าแบบฟาสท์แทร็คจากกังหันก๊าซแบบเคลื่อนย้ายได้ โซลูชั่นพลังงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และครบวงจรของเรา ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ โรงไฟฟ้าแบบเทิร์นคีย์ของเราซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่ทันสมัยเข้ากับความเชี่ยวชาญระดับผู้นำในอุตสาหกรรม ได้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม เมือง และประเทศต่างๆทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.aprenergy.com

 APR ENERGY LOGO / APR Energy. (PRNewsFoto/APR Energy) (PRNewsFoto/)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20120207/FL48583LOGO

คลังภาพสำหรับสื่อ [http://www.aprenergy.com/press-photo-gallery]

มหกรรม International Signs and LED Exhibition เปิดฉากที่กว่างโจว กุมภาพันธ์ 2560 ชูเทคโนโลยี Fine Pitch เป็นไฮไลท์เด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กว่างโจว, จีน–13 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          International Signs and LED Exhibition (ISLE) มหกรรมป้ายโฆษณาและไฟ LED ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของจีน พร้อมเปิดพื้นที่โซนB ของ Canton Fair Complex ต้อนรับผู้เข้าชมงานระหว่างวันที่ 15 – 18 ก.พ. 2560 โดยมีจอ LED แบบ Fine pitch ซึ่งจัดแสดงอยู่ในโซน LED Display และ LED Lighting เป็นสินค้าไฮไลท์ของงานในครั้งนี้

          จอ LED แบบ “Fine pitch” ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีจอ LED ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ด้วยระยะห่างระหว่างพิกเซลที่น้อยกว่า 2.5 มม. พร้อมระดับความสว่างที่เหนือกว่า และจอภาพไร้รอยต่อ ในราคาที่ต่ำกว่าจอDLP และจอ LCD ทั่วไป

          จอ LED แบบ Fine pitch ส่วนใหญ่นำเทคโนโลยีควบคุมระดับระดับจุดพิกเซลมาใช้ในการควบคุมความละเอียดต่อหน่วยของภาพ การอ่านค่าเม็ดสี และการประสานภาพ ซึ่งจะช่วยยืดเวลาในการรับชมตลอดจนอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น

          นายหลี่ หยิงเจี๋ย ผู้อำนวยการของ ISLE เปิดเผยว่า การพัฒนาการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีประเภทชิปจะช่วยลดต้นทุนและขนาดของชิ้นส่วนลง จึงช่วยลดระยะห่างระหว่างพิกเซลตามไปด้วย ทั้งยังยกระดับความละเอียดคมชัด ตลอดจนประสิทธิภาพให้กับจอ LED แบบFine pitch อีกมากมาย

          สำหรับงาน ISLE 2560 นั้นจะรวบรวมบริษัทชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจอ LED แบบ Fine pitch จากทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน อาทิ Absen, Leyard, LianTronics และ Chipshow เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ LED ล่าสุด โดยสินค้าแนะนำได้แก่ หน้าจอรุ่น TW, จอขนาดใหญ่ TVH และจอประหยัดพลังงาน TWA ของ Leyard ผลิตภัณฑ์รุ่นV.Me series, ผลิตภัณฑ์ LED เพื่อการศึกษาที่มาพร้อมเทคโนโลยี VR+,จอ LED แบบ Fine pitch ใหม่ ขนาด VL1.6 และ VH1.4 ของ LianTronicsผลิตภัณฑ์ในตระกูล leopard สุดโด่งดังของ Chishow และจอ LED แบบFine pitch รุ่น N2 ของ Absen ที่ได้รับรางวัล InAVation Awards ในงานISE (Integrated Systems Europe) ประจำปี 2559 จากประเทศเนเธอร์แลนด์มาแล้ว

          “จอ LED แบบ Fine pitch ส่วนใหญ่มักถูกปรับใช้ในบริบทเชิงพาณิชย์ระดับสูง เช่น สื่อโฆษณา สนามกีฬา พื้นหลังเวที วิศวกรรมในเขตเทศบาล โดยสามารถนำเสนอศักยภาพแห่งอนาคต ซึ่งคาดว่าจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การประชุม โรงแรม และการรักษาความปลอดภัยในที่สาธารณะ เราหวังว่างาน ISLE ครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมนี้ไปพร้อม ๆ กัน” นายหลี่กล่าวทิ้งท้าย

          เกี่ยวกับ ISLE

          มหกรรม International Signs and LED Exhibition (ISLE) ประจำปี 2560 จะจัดขึ้นโดย Canton Fair Advertising Co., Ltd. และ China Foreign Trade Guangzhou Exhibition General Corp (CFTE) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นเวทีนำเสนอโซลูชั่น LED ครบวงจรซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมป้ายโฆษณาที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความน่าดึงดูดและเป็นอัจฉริยะ

          ติดต่อ:

          ลินดา เฉิน (Linda Chen)

          อีเมล: chenyanhui@cantonfairad.com

          โทร: +86-20 89268256

DHL eCommerce ใช้ความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ช่วยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยส่งข้าวตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ ประเทศไทย–13 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161209/8521608082

คำบรรยายภาพ:DHL eCommerce ช่วยเกษตรกรไทยส่งข้าวตรงถึงมือผู้บริโภคทั่วประเทศ

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20150811/8521505246LOGO

●     DHL eCommerce ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือสหกรณ์ชาวนาทั่วประเทศโดยใช้บริการด้านอีคอมเมิร์ซสร้างโอกาสใหม่ๆ และเพิ่มช่องทางการขายข้าวให้เกษตรกรท่ามกลางสถานการณ์ข้าวล้นตลาด

DHL eCommerce ประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มบริษัท Deutsche Post DHL Group (DPDHL Group) ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ นำความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์มาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยเพื่อเพิ่มช่องทางการขายข้าวให้กับเกษตรกรผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ โดยให้บริการส่งข้าวฟรีเป็นเวลา 4 เดือนท่ามกลางภาวะข้าวล้นตลาด และสถานการณ์การส่งออกข้าวที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง

DHL eCommerce ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ แนะนำวิธีการติดตั้ง วิธีการใช้งาน และวิธีการบริหารจัดการสินค้าบนเว็บไซต์ออนไลน์ รวมถึงกระบวนการจัดส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคในประเทศไทยให้กับสหกรณ์ชาวนาทั่วประเทศ ผู้เชี่ยวชาญจากDHL eCommerce ยังให้คำแนะนำและสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทยด้วยการเชื่อมโยงกระบวนการขายเข้ากับ E-Commerce Portal (ระบบอีคอมเมิร์ซพอร์ทัล) บนระบบร้านค้าออนไลน์ของผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย – BentoWeb (เบนโตะเว็บ) ที่ได้ผสานการทำงานเข้ากับ DHL eCommerce Customer Web Portal (ระบบเว็บพอร์ทัล) ไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเกษตรกรจะสามารถบริหารจัดการการสั่งซื้อสินค้าได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วเพียงปลายนิ้ว จากนั้น DHL eCommerce จะเป็นผู้ไปรับข้าวจากเกษตรกรและจัดส่งไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ BentoWeb ประกอบกับประสบการณ์ด้านโลจิสติกส์ระดับโลกของ DHL และความรู้ทางด้านการทำธุรกิจออนไลน์ในประเทศของ DHL eCommerce ประเทศไทย จะช่วยให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากโซลูชั่นที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรโดยเฉพาะ กระทรวงพาณิชย์จะช่วยผลักดันและส่งเสริมโครงการนี้ และช่วยเกษตรกรลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ www.thaitrade.com/rice ในขณะที่ BentoWeb จะดูแลกระบวนการสั่งซื้อออนไลน์และการบริหารจัดการสินค้าออนไลน์ให้กับเกษตรกร โดย DHL eCommerce จะเป็นผู้ไปรับสินค้าจากแหล่งผลิตและส่งตรงไปยังผู้บริโภคที่สั่งซื้อโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นายเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ DHL eCommerceประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสใช้ความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ของเราให้เกิดประโยชน์กับการประกอบอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย ในฐานะบริษัทในประเทศไทยที่ให้บริการจัดส่งสินค้าทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนต่างๆ”

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก โดยคาดว่าจะมีการส่งออกข้าว 25 ล้านตันในปีพ.ศ. 2559 และปีพ.ศ. 25601 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำโครงการต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในนั้นคือความร่วมมือกับ DHL eCommerce ประเทศไทยในการช่วยเกษตรกรขายผลิตผลผ่านช่องทางออนไลน์ เราทำงานร่วมกันมาตลอด 3 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้ทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ซึ่งผู้บริโภคในประเทศสามารถสั่งซื้อข้าวออนไลน์ และ DHL eCommerce จะเป็นผู้จัดส่งสินค้าตรงถึงมือของผู้บริโภค เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ DHL eCommerceได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการช่วยเหลือกลุ่มสหกรณ์ชาวนา”

สหกรณ์ชาวนาอย่างเช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ซึ่งเผชิญกับสถานการณ์ข้าวล้นตลาด ได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจาก DHL eCommerce กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสงอธิบายว่า “อินเทอร์เน็ตได้เปิดโอกาสในการทำธุรกิจให้เรามากขึ้น เราสามารถติดต่อและเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง ซึ่งวิธีการแบบเก่าที่เราใช้อยู่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ นอกจากนี้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดส่งเพราะได้รับการดูแลโดยผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้น ทำให้เราได้รับผลกระทบจากอิทธิพลในตลาดน้อยลงและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขายของเราในรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างอิสระ”

นอกจากขีดความสามารถในการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศแล้ว DHL eCommerce ยังมีบริการการจัดส่งสินค้าภายในประเทศมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมานี้ เนื่องด้วยประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็ว DHL eCommerce จึงได้เพิ่มบริการจัดส่งสินค้าภายในประเทศและต่างประเทศครบวงจรให้กับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทยDHL eCommerce มีศูนย์คัดแยกและกระจายสินค้าใหญ่ในกรุงเทพฯ ขนาด 3,000 ตารางเมตร และมีเครือข่ายของศูนย์กระจายสินค้าย่อยมากกว่า 40 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศเพื่อรองรับการขนส่งทั่วทุกภูมิภาค2 ภายในปีพ.ศ. 2560 DHL eCommerce มีเป้าหมายที่จะเพิ่มศูนย์กระจายสินค้าให้มากขึ้นกว่าสองเท่าของที่มีอยู่ในปัจจุบัน และจะขยายความสามารถในการจัดส่งโดยจะเพิ่มจำนวนรถจัดส่งที่สามารถส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า3 ท่ามกลางปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการขนส่งที่หลากหลายในประเทศไทย

คุณสามารถอ่าน ดาวน์โหลดและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข่าวประชาสัมพันธ์นี้ได้ที่

http://www.dhl.co.th/th/press/releases

ติดต่อสอบถาม:

DHL eCommerce
Media Relations
Cheryl Han / Monica Ng
โทร.: +65 6879 8012 / +65 6879 8011
อีเมล์: cheryl.han@dhl.com / monica.ng@dhl.com

เว็บไซต์: www.dpdhl.de/press

ติดตามเราได้ที่: www.twitter.com/dhlecommerce 

DHL – The logistics company for the world 

DHL เป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ซึ่งมอบบริการและความเป็นเลิศทางด้านโลจิสติกส์ทั้งการขนส่งภายในและระหว่างประเทศ การขนส่งทางบก ทางเรือ และการขนส่งด่วนทางอากาศ ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรมผ่านกลุ่มธุรกิจต่างๆ ด้วยบุคลากรกว่า 340,000 คนใน 220 ประเทศและพื้นที่ต่างๆทั่วโลก DHLเชื่อมโยงผู้คนและธุรกิจด้วยบริการที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย ซึ่งเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศด้วยความเชี่ยวชาญและโซลูชั่นด้านโลจิสติกส์ที่ครบครันครอบคลุมตลาดและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ซึ่งหมายรวมถึงอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ชีวภาพ อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ พลังงาน ยานยนต์และการค้าปลีก อีกทั้งความมุ่งมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ในตลาดที่กำลังพัฒนา DHL จึงมั่นใจว่าเราเป็น “The logistics company for the world“

DHL เป็นส่วนหนึ่งของ Deutsche Post DHL Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีรายได้มากกว่า 59,000 ล้านเหรียญยูโรในปีพ.ศ. 2558

[1] http://af.reuters.com/article/commoditiesNews/idAFL4N1D12Q2

[2]DHL eCommerce eyes Thailand’s fast-growing online retail sector with the launch of its domestic delivery service, DHL, January 2016.

[3] Ibid.

Photo – http://photos.prnasia.com/prnh/20161209/8521608082
Logo – http://photos.prnasia.com/prnh/20150811/8521505246LOGO

OGT เปิดตัวชุดหาลำดับเบสเฉพาะจุด เพื่อศึกษาการแปรผันของซิงเกิลนิวคลีโอไทด์และจำนวนชุดดีเอ็นเอ สำหรับภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจากพันธุกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อ็อกซ์ฟอร์ด, อังกฤษ–9 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Oxford Gene Technology (OGT) บริษัทด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล ประกาศต่อยอดตระกูลผลิตภัณฑ์ชุดหาลำดับเบสของยีนด้วยวิธี Next Generation Sequencing (NGS) ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการอย่างSureSeq(TM) ด้วยการเปิดตัว SureSeq myPanel(TM) NGS Custom FH Panel ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถศึกษาการแปรผันในภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจากพันธุกรรม (FH) ได้อย่างรวดเร็วและประหยัดต้นทุน ชุดเครื่องมือที่มีขนาดเล็กนี้ทำหน้าที่ตรวจจับการแปรผันของซิงเกิลนิวคลีโอไทด์ (SNV) และการแปรผันของจำนวนชุดดีเอ็นเอ (CNV) และยังสามารถปรับแต่งด้วยการ ‘มิกซ์แอนด์แมทช์’ ยีนที่ผ่านการปรับแต่งกับฮอตสปอตคอนเทนต์ รองรับเอ็กซอนทั้งหมดของยีน LDLR, PCSK9, APOB, LDLRAP1, APOE, LIPA และ STAP1 รวมถึงซิงเกิลนิวคลีโอไทด์โพลีมอร์ฟิซึม (SNP) อีก 14 ชนิด เพื่อให้เหล่านักวิจัยสามารถจัดลำดับส่วนที่มีความเกี่ยวข้องได้อย่างเฉพาะจุด ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณงานที่รองรับขณะที่ลดการใช้น้ำยา

OGT-Logo Logo / Oxford Gene Technology (PRNewsFoto/Oxford Gene Technology)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160909/406091LOGO )

ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงจากพันธุกรรม (FH) เกิดขึ้นเมื่อมีไขมันLDL สูง จนอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเมื่ออายุน้อย (early-onset) ซึ่งรักษาได้ด้วยยากลุ่มสแตติน (statin) โดยในระดับโมเลกุลแล้ว ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุจากยีนหลายชนิดเช่นเดียวกับการกลายพันธุ์หลายจุด การวิเคราะห์การกลายพันธุ์ด้วยเทคนิค PCR หรือการหาลำดับด้วย Sanger หลายๆครั้งเป็นขั้นตอนที่มักต้องใช้เวลา ขณะที่การกลายพันธุ์ประมาณ 5-10% นั้นมีสาเหตุจาก CNV ส่งผลให้จำเป็นต้องดำเนินการตรวจหาเพิ่มเติมด้วยวิธี Multiplex Ligation-dependent Probe Amplification (MLPA) และเพื่อปรับขั้นตอนการตรวจหาให้มีประสิทธิภาพ ชุดเครื่องมือ FH ของ OGT เปิดโอกาสให้สามารถหาลำดับส่วนของยีนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ในการทดสอบครั้งเดียว นอกจากนี้ การเพิ่มจำนวนด้วยเทคนิคไฮบริไดเซชั่นยังช่วยหาลำดับเบสได้อย่างสมบูรณ์และครอบคลุมกว่า ไม่จำเป็นต้องหาลำดับด้วย Sanger เพิ่มเติมแต่อย่างใด การตรวจหา CNV ได้แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับผลการทำไมโครแอเรย์ (มาตรฐานทองสำหรับการหา CNV) ในตัวอย่างทั้งหมดที่ OGT ได้ทำการทดสอบ สิ่งนี้หมายความว่า เหล่านักวิจัยสามารถวิเคราะห์ CNV ได้อย่างมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องทำการทดสอบ MLPAเพิ่มแต่อย่างใด โดย OGT ยังมีไมโครแอเรย์ CytoSure(TM) ที่ปรับแต่งได้สำหรับการยืนยัน downstream CNV ด้วย

Emma Shipstone รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดของ OGT กล่าวว่า“การที่สามารถตรวจหา SNV และ CNV ได้อย่างมั่นใจในชุดเครื่องมือหนึ่งเดียวนั้นถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ เทคนิคไฮบริไดเซชั่นของเราประกอบกับความเชี่ยวชาญในการออกแบบเหยื่อล่อ (bait) ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยการทำให้มั่นใจว่าชุดเครื่องมือของเรานำเสนอความสมบูรณ์และความครอบคลุมได้อย่างเหนือกว่า โดยสามารถตรวจหา CNV ส่วนต่างๆในแต่ละตัวอย่างได้อย่างง่ายดาย เปิดโอกาสให้ลูกค้าของเราสามารถทำความเข้าใจตัวอย่างได้มากขึ้น รวดเร็วขึ้น และประหยัดต้นทุนยิ่งขึ้น”

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ogt.com/FH

SureSeq(TM): สำหรับใช้ในการวิจัยเท่านั้น ไม่สามารถใช้ในขั้นตอนการวินิจฉัยโรค

ที่มา: Oxford Gene Technology (OGT)

Stretta ผลิตภัณฑ์รักษาโรคกรดไหลย้อนจาก Mederi ผ่านการอนุมัติในประเทศจีนแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นอร์วอล์ค, คอนเนคทิคัต–9 ธ.ค.—พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อนอันคุ้มค่าและผ่านการพิสูจน์ทางการแพทย์ได้ผ่านการอนุมัติในจีนแล้ว

Mederi Therapeutics Inc. ประกาศว่า Stretta Therapy ผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน (GERD) โดยไม่ต้องผ่าตัดของบริษัท พร้อมสำหรับการใช้งานในประเทศจีนแล้ว หลังได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (CFDA)

 Mederi Stretta approved in China / Live Stretta procedure performed and broadcast during the Chinese Congress of Digestive Endoscopy, by Professor Jun Liu, Director of Endoscopy at Wuhan Union Hospital (PRNewsFoto/Mederi Therapeutics Inc.)

รูปภาพ –http://photos.prnewswire.com/prnh/20161207/446903

บ๊อบ นาร์ ซีอีโอของ Mederi เปิดเผยว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลิตภัณฑ์ของ Mederi มีวางตลาดในจีนแล้ว เทคโนโลยีของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Stretta ที่ใช้รักษาโรคกรดไหลย้อน ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก อันเป็นผลมาจากความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ความอเนกประสงค์ และราคาที่ยอมเยา เมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆในการรักษาโรคกรดไหลย้อน Stretta เป็นเทคนิคการรักษาผ่านทางช่องปาก ที่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อนด้วยการฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดตอนล่างของหลอดอาหาร นับเป็นทางเลือกในฝันสำหรับผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังที่ไม่ต้องการทานยาหรือเข้ารับการผ่าตัด เราตื่นเต้นมากที่ได้เปิดตัว Stretta ในจีน และได้จับมือกับตัวแทนจำหน่ายชั้นเยี่ยมอย่างบริษัท Beijing Kanglian Medical”

เมื่อไม่นานมานี้ ศาสตราจารย์จุน หลิว ผู้อำนวยการแผนกส่องกล้องระบบทางเดินอาหารจาก Wuhan Union Hospital ได้สาธิตการใช้งานStretta ระหว่างการประชุม Chinese Congress of Digestive Endoscopyซึ่งมีการถ่ายทอดสดด้วย นอกจากนี้ Stretta ยังถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลBeijing General Army Hospital (301 hospital) ซึ่ง ดร.เอินเฉียง หลิงหู หัวหน้าแผนกวิทยาทางเดินอาหารของโรงพยาบาล มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอ Stretta เป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อน โดยเขากล่าวว่า “Stretta เป็นการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่ทานยาแล้วไม่ได้ผลและไม่ต้องการเข้ารับการผ่าตัด Stretta จะเป็นการรักษาพื้นฐานที่สำคัญ เพราะเราทราบดีว่ามีผู้ป่วยลักษณะนี้อยู่เป็นจำนวนมากในโรงพยาบาล”

อู่เหมิน จาง ผู้บริหาร Kanglian Medical เห็นพ้องว่า “Strettaสามารถรักษาผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนประเภทต่างๆ ได้แก่ ผู้ที่ยังมีอาการแม้ทานยาแล้ว ผู้ที่มีอาการนอกหลอดอาหาร (extra esophageal) อันเป็นผลจากโรคกรดไหลย้อน ตลอดจนผู้ที่เกิดอาการของโรคกรดไหลย้อนหลังผ่านการผ่าตัดลดความอ้วนหรือผ่าตัดกันการไหลย้อน ทั้งนี้ ศัลยแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารทั่วประเทศจีนต่างสนับสนุนให้ Stretta เป็นตัวเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้”

ผลการศึกษามากมายเผยให้เห็นว่า ความชุกของโรคกรดไหลย้อนรวมถึงโรคอ้วนในประเทศจีนกำลังปรับตัวสูงขึ้น โดยเมื่อปี 2557วารสาร Lancet รายงานว่า จีนเป็นประเทศที่มีอัตราผู้ป่วยโรคอ้วนมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ นอกจากโรคหัวใจและโรคเบาหวานแล้ว กรดไหลย้อนก็เป็นอีกโรคที่พบมากในผู้ป่วยโรคอ้วน โดยพบมากถึง 60-70% ในขณะที่กลุ่มคนทั่วไปจะพบเพียง 10-20%

นอกจากประเทศจีนแล้ว ผลิตภัณฑ์ของ Mederi ยังผ่านการรับรองในอีกหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย บราซิล อียิปต์ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา คอสตาริกา และปานามา

เกี่ยวกับ MEDERI(R) และ STRETTA(R)

Mederi เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์นวัตกรรมใหม่ที่ใช้พลังงานคลื่นความถี่วิทยุ (RF) ซึ่งไม่ก่อให้เกิดแผลเพื่อรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร ผลการวิจัยกว่า 40 โครงการแสดงให้เห็นว่า Stretta Therapy มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกรดไหลย้อน ขณะที่ข้อมูลจากการติดตามผลเป็นระยะเวลานานแสดงให้เห็นว่า Strettaสามารถบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อนได้ยาวนานถึง 10 ปี ทั้งนี้Stretta ถูกนำไปใช้ในการรักษามากกว่า 25,000 ครั้งทั่วโลก

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.stretta-therapy.com หรือโทร.855-855-3639 เฉพาะในสหรัฐอเมริกา

ติดต่อ

Kara Stephens

โทร. 407.765.1185

อีเมล: kara@pascalecommunications.com

Nordion และ General Atomics รับเงินสนับสนุนงวดที่ 2 จากสำนักงานความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐ เพื่อเดินหน้าโครงการสร้างโรงงานผลิต “โมลิบดีนัม-99” แห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ออตตาวา–8 ธ.ค.—พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Nordion (ธุรกิจที่แยกตัวออกมาจากบริษัท Sterigenics International) และ General Atomics (GA) มีความยินดีที่สำนักงานความมั่นคงด้านนิวเคลียร์แห่งชาติ (NNSA) สังกัดกระทรวงพลังงานสหรัฐ ได้อนุมัติเงินทุนสนับสนุนงวดที่ 2 ตามข้อตกลงความร่วมมือให้แก่ GA เพื่อนำไปใช้ในโครงการที่ GA ทำร่วมกับ Nordion และ University of Missouri Research Reactor Center (MURR) นั่นคือ โครงการสร้างโรงงานแห่งใหม่เพื่อใช้ในการผลิตโมลิบดีนัม-99 (Mo-99) โดยใช้แร่ยูเรเนียมสมรรถนะต่ำ (LEU)

การอนุมัติเงินสนับสนุน 15.3 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ ส่งผลให้ยอดการลงทุนของ NNSA ในโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่มีการให้เงินสนับสนุนก้อนแรกจำนวน 9.7 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายน 2558 ซึ่งสะท้อนถึงความไว้วางใจที่ NNSA มีให้กับการทำงานของทีมผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงมากกว่า 100 ชีวิต ที่ต่างทุ่มเทให้กับโครงการดังกล่าวตลอดปีที่ผ่านมา

Phil Larabie ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายไอโซโทปทางการแพทย์ของNordion กล่าวว่า “การได้รับเงินทุนสนับสนุนงวดใหม่จาก NNSA จะเป็นหลักประกันให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายในการสร้างโรงงานผลิต Mo-99เชิงพาณิชย์ในอเมริกาเหนือ ภายในช่วงกลางปีถึงปลายปี 2561 นอกจากนี้ ผลการทดสอบโครงการดังกล่าวก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ซึ่งจะช่วยให้Nordion สามารถรักษาความเป็นผู้นำโลกในด้านการจัดหา Mo–99 ให้แก่วงการแพทย์ในสหรัฐและทั่วโลกได้ในระยะยาว”

Kathy Murray ผู้จัดการโครงการ Mo-99 ของ GA กล่าวว่า “เรายินดีที่ NNSA ตัดสินใจเดินหน้าสนับสนุนด้านเงินทุนและให้ความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในโครงการที่สำคัญนี้ ทาง GA พร้อมด้วยพันธมิตรอย่างNordion และ MURR จะร่วมกันพัฒนาศักยภาพในการผลิต Mo-99 เชิงพาณิชย์ ด้วยเทคโนโลยีการสกัดแยกก๊าซโดยใช้แร่ยูเรเนียมสมรรถนะต่ำของ GA ทั้งนี้ ผลการทดสอบในเฟสที่ 1 แสดงให้เห็นแล้วว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกมามีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานอันเข้มงวดของ Nordion”

ไอโซโทปรังสีทางการแพทย์เป็นสารกัมมันตรังสีที่ปลอดภัย และถูกนำไปใช้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อช่วยในการวินิจฉัยผู้ป่วยกว่า 50ล้านคนในอเมริกาเหนือและทั่วโลกทุกๆปี สำหรับไอโซโทปรังสีทางการแพทย์ที่มีความสำคัญที่สุดคือ เทคนีเชียม-99 เอ็ม (Tc-99m) ซึ่งเป็นผลผลิตจากโมลิบดีนัม-99 (Mo-99) โดยการปฏิบัติงานทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์มากกว่า 80% ต้องใช้ไอโซโทปรังสีชนิดนี้

เมื่อการก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโรงงานแห่งใหม่จะเข้ามาทดแทน Mo-99 ที่ต้องรับมาจาก Canadian National Research Universal Reactor (NRU) ในหมู่บ้านชอล์กริเวอร์ รัฐออนทาริโอ ทั้งนี้ NRU ยุติการผลิต Mo-99 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 แต่รัฐบาลแคนาดา รวมถึง Canadian Nuclear Laboratories และ Nordionได้ตกลงว่าจะให้ NRU แสตนด์บายไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในกรณีที่ขาดแคลน Mo-99

ข้อมูลเพิ่มเติม

Nordion

Nordion เป็นผู้ให้บริการไอโซโทปทางการแพทย์และเทคโนโลยีรังสีแกมม่าสำหรับใช้ในการป้องกัน วินิจฉัย รวมถึงรักษาโรคและอาการติดเชื้อ ผลิตภัณฑ์ของ Nordion ถูกนำไปใช้ทุกวันโดยบริษัทด้านเภสัชกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพ ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ โรงพยาบาล คลินิก และห้องแล็บต่างๆ โดยบริษัทได้จัดหาสินค้าให้แก่ลูกค้ากว่า 500 ราย ในกว่า40 ประเทศทั่วโลก Nordion เป็นธุรกิจที่แยกออกมาจากบริษัทSterigenics International LLC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแล็บและบริการฆ่าเชื้อแก่อุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงเป็นผู้นำด้านการจัดหาโคบอลต์-60 (Co-60) และไอโซโทปทางการแพทย์ชนิดต่างๆ นอกจากนั้นยังเป็นบริษัทด้านการฆ่าเชื้อที่มีการบูรณาการแนวดิ่งแห่งเดียวในโลก สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ nordion.com และติดตามเราทางทวิตเตอร์ได้ที่@NordionInc

General Atomics

General Atomics (GA) จากซานดิเอโก มุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมพลังงานและเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลก คณะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของธุรกิจพลังงานในเครือ GA ต่างพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างสรรค์แนวทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และคุ้มค่า ในการรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน การแสดงภาพทางการแพทย์ และการคำนวณยุคใหม่ รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GA.com

University of Missouri Research Reactor (MURR)

University of Missouri Research Reactor Center (MURR) มีเกียรติประวัติความน่าเชื่อถือในด้านความปลอดภัยมาอย่างยาวนานMURR มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาด 10 เมกะวัตต์ ที่เปิดใช้งาน 6 วันครึ่งต่อสัปดาห์ หรือ 52 สัปดาห์ต่อปี จึงสามารถรองรับการทำวิจัยและการศึกษาได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถผลิตไอโซโทปอายุสั้นสำหรับนำไปใช้ทางการแพทย์ได้ด้วย MURR เป็นผู้จัดหาไอโซโทปรังสีหลากหลายชนิด เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์นำไปใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคต่างๆ อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคมะเร็ง ขณะเดียวกันMURR ยังสนับสนุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษา เพื่อบ่มเพาะวิศวกรนิวเคลียร์และนักเคมีรุ่นใหม่ๆต่อไป รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.murr.missouri.edu/

ติดต่อ: Nordion, Paul Monlezun, 613-222-7184,paul.monlezun@publicaffairsadvisors.com ; General Atomics, Zabrina Johal, (858) 455-4004, zabrina.johal@ga.com

แอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ ขานรับนโยบายดิจิทัลไทยแลนด์ ด้วยการติดตั้งโซลูชั่นคอลเซ็นเตอร์ใหม่ล่าสุดของอวาย่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

eywwb5wu57mynkovyi3r412rlcwsezmstu75ceeirj8fzi7ml7kl2q

กรุงเทพมหานคร 8 ธันวาคม 2559: – บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส) จำกัด มหาชน ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เครือข่ายGSM ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้อัพเกรดระบบศูนย์คอนแท็คเซ็นเตอร์เพื่อมอบประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ดียิ่งขึ้นแก่ลูกค้า รวมทั้งรองรับจำนวนฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

ด้วยระบบให้บริการตนเองแบบอัตโนมัติ (Interactive Voice Response – IVR) ของอวาย่า (Avaya Aura Experience Portal) ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถทำรายการผ่านระบบได้ด้วยตนเอง ส่งผลให้บริษัท แอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ จำกัด (ACC) ซึ่งเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ของเอไอเอส เพิ่มศักยภาพในการดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น เสริมการให้บริการแบบส่วนบุคคลผ่านพนักงานรับสาย และลดค่าใช้จ่ายทางด้านการดำเนินงานของศูนย์คอนแท็คเซ็นเตอร์ทั้ง 4 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครและนครราชสีมา ซึ่งปัจจุบันศูนย์คอนแท็คเซ็นเตอร์มีพนักงาน 3,300 คนคอยให้บริการลูกค้า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ

มีการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในประเทศไทยจะแตะ20_ล้านคนภายในปี_2559 และคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งทะยานต่อไปหลังจากมีการเปิดให้บริการ 4G เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ด้วยว่า ความต้องการเชื่อมต่อบรอดแบนด์ที่ซับซ้อนได้อย่างไร้รอยต่อและมีความน่าเชื่อถือสูงจากภาคธุรกิจจะเพิ่มสูงขึ้นตามภาวะการเติบโตอย่างเร่งด่วนของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยแลนด์

ACC มองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลของศูนย์คอนแท็คเซ็นเตอร์นั้น คือตัวผลักดันที่สำคัญสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งระบบให้บริการตนเองแบบอัตโนมัติใหม่ล่าสุดจากอวาย่าจะช่วยให้ลูกค้าของเอไอเอสได้รับประสบการณ์การให้บริการที่ดีเยี่ยมอย่างเช่นเคย ถึงแม้ว่าในแต่ละเดือนศูนย์คอนแท็คเซ็นเตอร์จะต้องรับมือกับจำนวนสายเรียกเข้าที่สูงถึง 11ล้านสายก็ตาม

หลังจากติดตั้งระบบให้บริการตนเองแบบอัตโนมัติของอวาย่า ลูกค้าให้การตอบรับกับบริการดังกล่าวด้วยดี โดยร้อยละ 70 ของสายเรียกเข้านั้นลูกค้าเลือกที่จะใช้ระบบให้บริการตนเองแบบอัตโนมัติ เพราะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ อาทิ การเปิดใช้งานซิมการ์ด การสมัครรับบริการโรมมิ่ง หรือแม้กระทั่งการเลือกของรางวัลได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องถูกจัดให้อยู่ในระบบคิวซึ่งต้องเสียเวลารอสาย

นอกจากนี้ ระบบให้บริการตนเองแบบอัตโนมัติของอวาย่ายังช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล เนื่องจากต้นทุนในการโอนสายลูกค้าแต่ละครั้งไปยังพนักงานรับสายจะตกราว 50-100 บาท ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถของพนักงาน แต่หากลูกค้าใช้บริการผ่านระบบให้บริการตนเองแบบอัตโนมัติ ต้นทุนจะลดลงเหลือเพียง 1 บาทสำหรับการให้บริการในแต่ละครั้ง

ฟีเจอร์ที่โดดเด่นอีกประการคือความสามารถในการระบุและจัดกลุ่มลูกค้า รวมถึงบริการที่พวกเขาต้องการ ก่อนที่สายจะถูกโอนต่อไปยังพนักงานที่เหมาะสมซึ่งผ่านการฝึกอบรมเพื่อให้ความช่วยเหลือในงานบริการเฉพาะด้านหรือประเภทลูกค้า นอกจากจะช่วยร่นระยะเวลาในการรอสายให้สั้นลงแล้ว ระบบดังกล่าวยังช่วยปรับปรุงประสบการณ์สำหรับการโทรเข้าของลูกค้าเอไอเอสได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

“ในฐานะผู้นำแห่งวงการศูนย์คอนแท็คเซ็นเตอร์ เราไว้วางใจและเชื่อมั่นว่าอวาย่ามีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการจัดหาโซลูชันที่เราต้องการ” กล่าวโดย คุณใจพร ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ จำกัด “ความเป็นพันธมิตรของเรากับอวาย่าตั้งอยู่บนปัจจัยสำคัญสามประการ ซึ่งทั้งสองบริษัทต่างก็เชื่อมั่น ได้แก่ เทคโนโลยี ความเป็นเลิศในกระบวนการทำงาน และบุคลากร ด้วยการทำงานร่วมกับอวาย่า เราจึงสามารถสร้างการเติบโตและกำหนดแนวทางตลาดการสื่อสารแบบมัลติมีเดียในประเทศไทย ผ่านนวัตกรรมการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า เทคโนโลยี และบุคลากร” 

“การลงมติผ่านแผนแม่บทเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ในประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มความคล่องตัวและการเชื่อมต่อมากยิ่งขึ้น ดังนั้นบริษัทผู้ให้บริการทางด้านการสื่อสารเช่น แอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ จะต้องมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่จะช่วยให้พวกเขารับมือกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการขยายตัวของผู้ใช้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเรียกร้องการให้บริการที่รวดเร็วขึ้น แต่รูปแบบของข้อเรียกร้องก็มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกับแอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ อวาย่าได้มีส่วนร่วมในการปูเส้นทางที่ก้าวไปสู่ยุคดิจิทัลไทยแลนด์ เรามีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่จะสนับสนุนเอไอเอสในการแสวงหาความเป็นเลิศในการให้บริการลูกค้า ผ่านการจัดหานวัตกรรมโซลูชั่นระบบเครือข่ายที่ทันสมัยและก้าวล้ำที่สุด” คุณบัณฑิต วงษ์บัณฑูรย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย อวาย่า กล่าวปิดท้าย

 

Tags: Call center, customer engagement, customer service, collaboration

เกี่ยวกับแอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์

บริษัท แอดวานซ์ คอนแท็ค เซ็นเตอร์ จำกัด (ACC) หรือที่รู้จักกันในชื่อ“เอไอเอส คอลเซ็นเตอร์” คือศูนย์ให้บริการข้อมูลทางโทรศัพท์ระดับพรีเมียร์ในประเทศไทย และเป็นบริษัทในเครือแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G-4G และการสื่อสารโทร คมนาคมแบบไร้สายชั้นนำในประเทศไทย 

เกี่ยวกับอวาย่า

อวาย่า เป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นที่ช่วยให้ลูกค้าและทีมงานสามารถทำงานร่วมกันได้ในหลากหลายช่องทางและอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านการผลิตและทางการเงินให้มากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีคอนแท็คเซ็นเตอร์และระบบสื่อสารแบบรวมศูนย์ระดับสูง  รวมทั้งบริการที่มีความหลากหลายและมีความยืดหยุ่นในการปรับใช้กับระบบคลาวด์ให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งร่วมกับแอพพลิเคชั่นที่ไม่ใช่ของอวาย่าAvaya Engagement Environment ช่วยให้ผู้ให้บริการภายนอก (Third Party) สามารถสร้างและปรับแต่งการใช้งานแอพพลิเคชั่น เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น โซลูชั่นระบบเครือข่ายแบบ fabric-basedของอวาย่า ช่วยลดความซับซ้อนและช่วยเร่งการพัฒนาการปรับใช้งานทางธุรกิจและการบริการที่สำคัญ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ www.avaya.com

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมเปิดใช้งานอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในโลก 11 ธันวาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูริค–8 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟคเวสท์

“กอตทาร์ด” อุโมงค์รถไฟที่มีความยาวและลึกกว่าอุโมงค์รถไฟทุกแห่งในโลก จะเปิดใช้งานในวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2559 ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางทะลุเทือกเขาแอลป์ได้ในเวลาเพียง 17 นาที โดยระบบรถไฟทางคู่จะเชื่อมภาคเหนือและภาคใต้ของสวิตเซอร์แลนด์ให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และช่วยลดเวลาการเดินทางระหว่างประเทศใกล้เคียง ทำให้ผู้โดยสารทั้งใกล้และไกลได้สำรวจความงดงามตั้งแต่เหนือจรดใต้ของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ และใช้เวลา ณ จุดหมายปลายทางได้นานยิ่งขึ้น

สามารถรับชมข่าวประชาสัมพันธ์รูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/uk/7988951-opening-gotthard-base-tunnel-longest-train

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีเครือข่ายการขนส่งมวลชนที่เพียบพร้อมที่สุดในโลก และในช่วงหลายปีมานี้ สวิตเซอร์แลนด์ก็ได้ยกระดับความเป็นผู้นำให้เหนือประเทศอื่นๆยิ่งขึ้น อุโมงค์กอตทาร์ดใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 17 ปี ด้วยระยะทาง 57 กิโลเมตร ความลึกต่ำสุด2,300 เมตรใต้เทือกเขากอตทาร์ด และได้จัดพิธีเปิดไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยการรถไฟแห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (SBB) ได้ทำการตรวจสอบทางเทคนิคและความปลอดภัยอย่างละเอียดเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในวันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม เครือข่ายขนส่งมวลชนของสวิตเซอร์แลนด์จะเปลี่ยนแปลงตารางเดินรถไฟประจำปีทั่วประเทศ เนื่องจากอุโมงค์กอตทาร์ดจะเริ่มเปิดให้บริการในวันดังกล่าว

เดินทางง่าย รวดเร็ว และสะดวกสบายมากขึ้น  

สุดยอดอุโมงค์แห่งนี้เป็นมากกว่าผลงานชิ้นเอกทางด้านวิศวกรรมรถไฟ โดยเป็นเส้นทางการคมนาคมทะลุเทือกเขาแอลป์ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน โดยใช้เวลาเพียง 17 นาที ช่วยลดเวลาการเดินทางจากเหนือสุดของประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมนีเป็นหลักไปสู่ทางใต้ที่ใช้ภาษาอิตาลีเป็นหลักได้ถึง 30-40 นาที เส้นทางสัญจรใหม่และขบวนรถไฟอันทันสมัยจะช่วยให้การเดินทางรวดเร็วและมีความถี่มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้การสำรวจพื้นที่เหนือจรดใต้ของสวิตเซอร์แลนด์โดยใช้ระบบขนส่งมวลชนมีความน่าสนใจมากขึ้นด้วย

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุโมงค์กอตทาร์ดได้ที่http://www.swisstravelsystem.com/media

 Swiss Travel System AG / EuroCity at the South Portal of the Gotthard Base Tunnel (PRNewsFoto/Swiss Travel System AG)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161123/442486 )

แหล่งข่าว: Swiss Travel System AG

Fragrance Du Bois เปิดตัวน้ำหอม 3 กลิ่นใหม่ในคอลเลคชั่น “Prive”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–8 ธ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และการขยายสาขาออกไปทั่วโลก ล่าสุด Fragrance Du Bois ก็ได้รังสรรค์น้ำหอมขึ้นใหม่อีก 3 กลิ่นในตระกูล Prive อันโด่งดัง

 

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20161206/8521607972-a

          คำบรรยายภาพ – น้ำหอมรุ่น Heritage, Parisian Oud และ Amber Intense จาก Fragrance Du Bois

          Prive ประกอบด้วยน้ำหอมรุ่นลิมิเต็ดกลิ่นเย้ายวนใจ ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากน้ำมันกฤษณาธรรมชาติบริสุทธิ์ 100% ที่มาจากแหล่งผลิตตามหลักความยั่งยืน ส่งผลให้มีชื่อเสียงโด่งดังในตลาดโลก โดย Heritage, Parisian Oud และ Amber Intense คือน้ำหอม 3 กลิ่นใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในคอลเลคชั่นนี้

          น้ำหอมคอลเลคชั่น Prive ได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อคนรักน้ำหอมที่หลงใหลในความประณีตของศาสตร์การปรุงน้ำหอม ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัด น้ำหอมคอลเลคชั่นนี้จึงมีค่ามากที่สุดในบรรดาน้ำหอมของFragrance Du Bois

          สำหรับน้ำหอมรุ่นปัจจุบันอย่าง Oud Noir Intense, Sahraa Oudและ London Oud ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นนับตั้งแต่เปิดตัวนั้น ล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากจินตนาการของผู้ผลิตน้ำหอมชาวฝรั่งเศสแห่ง Fragrance Du Bois ที่รังสรรค์น้ำหอมให้มีกลิ่นสอดประสานกัน มอบความรู้สึกละเอียดอ่อนและลงตัวอย่างเหมาะเจาะ ทั้งยังมอบกลิ่นหอมอันชัดเจนและติดทนนาน

          น้ำหอมแต่ละสูตรของ Fragrance Du Bois ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับน้ำหอมทั้ง 3 กลิ่นใหมที่จะมาสร้างสีสันให้คอลเลคชั่น Prive น่าหลงใหลยิ่งกว่าเดิม โดยน้ำหอมทุกกลิ่นในคอลเลคชั่น Prive ล้วนประกอบขึ้นจากน้ำมันกฤษณาอันเป็นส่วนผสมชั้นเลิศของ Fragrance Du Bois ซึ่งการันตีได้ว่ามาจากแหล่งเพาะปลูกตามหลักความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแน่นอน

 

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20161206/8521607972-b

          คำบรรยายภาพ – น้ำหอมรุ่น Parisian Oud จาก Fragrance Du Bois

          น้ำหอมรุ่น Parisian Oud มาจากฝีมือการรังสรรค์ของนักปรุงน้ำหอมมือฉมังอย่าง คริสเตียน โปรเวนซาโน สำหรับชื่อของผลิตภัณฑ์ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกรุงปารีส ซึ่งเป็น “นครแห่งแสงไฟ” น้ำหอมรุ่นนี้มอบกลิ่นหอมของหนังสัตว์ ผสานด้วยกลิ่นควันไฟจางๆ แอบซ่อนกลิ่นเครื่องเทศที่ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างพริกไทยสีชมพูและกระวาน โดยกลิ่นแรกที่จะเตะจมูกก็คือกลิ่นส้มโอ ผสานกับความหอมละมุนของกลิ่นอัลมอนด์

          ส่วนกลิ่นหลักเปิดตัวด้วยกลิ่นมวลหมู่ดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งกุหลาบ มะลิขาว และเจอเรเนียม ก่อนจะสมทบด้วยกลิ่นของหนังและน้ำมันกฤษณาจากธรรมชาติบริสุทธิ์ 100% ของ Fragrance Du Bois ซึ่งมอบกลิ่นหอมที่มีความละเอียด ซับซ้อน แต่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ขณะเดียวกัน ยางไม้จากต้นซิสตัสและกำยานยังช่วยเพิ่มกลิ่นยางให้เด่นชัดขึ้น และให้ความรู้สึกถึงควันจางๆ ก่อนจะตบท้ายด้วยกลิ่นของไม้จันทน์และพิมเสนที่ขัดเกลาจนได้เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นนุ่มละมุน

 

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20161206/8521607972-c

          คำบรรยายภาพ – น้ำหอมรุ่น Heritage ผลงานการรังสรรค์ของฟรองซัวส์ เมอร์เล-โบดวง นักปรุงน้ำหอมมืออาชีพจาก Fragrance Du Bois

          ส่วนน้ำหอมรุ่น Heritage เป็นผลงานการรังสรรค์ของ ฟรองซัวส์ เมอร์เล-โบดวง นักปรุงน้ำหอมมืออาชีพ ซึ่งแสดงถึงศิลปะการรังสรรค์น้ำหอมขั้นสูงที่ตกทอดมานานและเป็นอมตะเหนือกาลเวลา น้ำหอมรุ่นนี้ให้กลิ่นที่เข้มข้นและหรูหรา ละเอียดอ่อนและเย้ายวนใจ เปิดตัวด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของมะกรูดและดอกไม้ ตามมาด้วยกลิ่นหลักที่ซับซ้อนแต่อ่อนหวานของมะลิและออร์ริส แต่งเติมด้วยกลิ่นกำยานจางๆ

          ปิดท้ายด้วยกลิ่นไม้ซีดาร์และไม้จันทน์ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย ในขณะที่กลิ่นวานิลลาอันหอมหวานและน้ำมันกฤษณาธรรมชาติบริสุทธิ์ 100% จาก Fragrance Du Bois ก็ช่วยเติมแต่งให้น้ำหอมรุ่นนี้มีกลิ่นที่ล้ำลึก อีกทั้งยังมอบความรู้สึกแสนสบาย

 

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20161206/8521607972-d

          คำบรรยายภาพ – น้ำหอมรุ่น Amber Intense จาก Fragrance Du Bois

          สุดท้ายคือน้ำหอมรุ่น Amber Intense ที่มอบความรู้สึกอิสระเสรี เปี่ยมไปด้วยพลัง และน่าตื่นเต้น โดยน้ำหอมรุ่นนี้ปรับสูตรมาจาก Oud Amber Intense ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2557 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกตะวันออก มีกลิ่นแรกที่ร้อนแรงและเปรี้ยวจากมะกรูด ส้มเขียวหวาน พริกไทยดำ และอบเชย ขณะที่กลิ่นดอกไม้และผลไม้จากเนโรลี กุหลาบ แบลคเคอร์แรนท์ พิมเสน และอำพัน ผสานรวมกันเป็นกลิ่นหลักของน้ำหอม มอบสัมผัสแห่งความปิติยินดี ก่อนจะปิดท้ายด้วยกลิ่นของชะมดเช็ด ยาหอมเปรู และน้ำมันกฤษณาธรรรมชาติบริสุทธิ์ 100% จากFragrance Du Bois

          Parisian Oud, Heritage และ Amber Intense (ขนาด 100 ml)จำหน่ายในราคา 695 ยูโร โดยจะวางจำหน่ายเฉพาะที่แฟลกชิปบูติกที่กำลังจะเปิดใหม่ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงร้านน้ำหอมJovoy ในปารีส ฝรั่งเศส และโดฮา ประเทศกาตาร์

          ข้อมูลสำหรับบรรณาธิการ:

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

          ซาแมนธา ธาม

          ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด

          อีเมล: samantha.tham@fragrancedubois.com

          โทร. +65 9144 0933

          ชาร์ลอตต์ เมดิก

          เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและธุรการประจำยุโรป

          อีเมล: charlotte.medigue@fragrancedubois.com

          มือถือ: +41 227 077 330

          เกี่ยวกับ Fragrance Du Bois

          Fragrance Du Bois เป็นแบรนด์น้ำหอมสุดหรูที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยถือกำเนิดขึ้นจากแก่นแท้ของธรรมชาติและรังสรรค์โดยเหล่านักผสมน้ำหอมรุ่นที่ห้า ผู้สานต่อการผลิตน้ำหอมแบบฉบับเมืองกราสส์ของฝรั่งเศสที่สืบทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 น้ำหอมทุกขวดของ Fragrances Du Bois สร้างสรรค์ขึ้นจากน้ำมันกฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่ทั้งหรูหราและโดดเด่นไม่เหมือนใคร น้ำมันกฤษณาที่ใช้ในน้ำหอมของเราล้วนผลิตขึ้นจากแหล่งปลูกต้นกฤษณาของเราเอง ซึ่งรับประกันว่าผลิตตามหลักจรรยาบรรณและหลักความยั่งยืน

Consumer Goods Forum ประกาศหลักการ 3 ข้อเพื่อต่อต้านการบังคับใช้แรงงานทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–7 ธ.ค.—พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บรรดาซีอีโอจากทั่วโลกที่เป็นสมาชิกของ Consumer Goods Forum ต่างเดินหน้าผลักดันความพยายามในการแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงาน ด้วยการรับหลักการ “Priority Industry Principles” และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักการดังกล่าว ซึ่งระบุไว้ว่า

แรงงานทุกคนควรมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย แรงงานไม่ควรต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานทำ และแรงงานไม่ควรต้องทำงานเพื่อใช้หนี้หรือถูกบีบบังคับให้ทำงาน

ผู้บริหารจากอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นสมาชิกของConsumer Goods Forum (CGF) ร่วมกันผลักดันความพยายามในการแก้ปัญหา “แรงงานบังคับ” ให้หมดไปจากตลาดแรงงานโลก ด้วยการกำหนดหลักการ “Priority Industry Principles” 3 ข้อ ซึ่งต่อยอดมาจากมติว่าด้วยแรงงานบังคับ หรือ Forced Labour Resolution ที่ CGF ประกาศไปเมื่อช่วงต้นปี โดยหลักการทั้ง 3 ข้อจะช่วยจัดลำดับความสำคัญของมาตรการต่างๆที่ใช้ในการแก้ปัญหาแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศรายงานว่า ปัจจุบันมีผู้ถูกบังคับใช้แรงงานมากถึง 21 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่คณะกรรมการบริหารของ CGF คาดหวังว่า หลักการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค ตลอดจนภาคส่วนอื่นๆ นำมติดังกล่าวไปปฏิบัติจริง

ภายหลังจากที่มีการศึกษาวิจัยและหารือร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ทาง CGF ได้ข้อสรุปว่า มีหลักปฏิบัติในการว่าจ้างอยู่ 3ประการที่พบได้ทั่วไปและอาจนำไปสู่การบังคับใช้แรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานที่มีความเปราะบาง ขณะที่ CGF ยอมรับว่า หลักปฏิบัติเหล่านี้อาจเกิดจากมูลเหตุที่ซับซ้อนและอาจปรากฏขึ้นในลักษณะที่แตกต่างกันในสถานที่ทำงาน การแก้ปัญหาดังกล่าวจึงต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ดังนั้น CGF จึงได้พัฒนาหลักการ Priority Industry Principles เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา โดยหลักการทั้ง 3 ข้อประกอบด้วย

– แรงงานทุกคนควรมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย: แรงงานต้องสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีโดยที่ไม่ถูกนายจ้างขัดขวาง

– แรงงานไม่ควรต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานทำ: นายจ้างต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาบุคลากรและการว่าจ้าง

– แรงงานไม่ควรต้องทำงานเพื่อใช้หนี้หรือถูกบีบบังคับให้ทำงาน: แรงงานควรได้ทำงานอย่างเสรี รวมทั้งต้องได้รับทราบเงื่อนไขและขอบข่ายของงานที่ทำ นอกจากนั้นยังต้องได้รับค่าจ้างอย่างสม่ำเสมอตามที่ตกลงกันไว้

CGF และสมาชิกจะนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในองค์กรของตนเอง และจะผลักดันให้มีการนำไปใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรม โดยแผนปฏิบัติการปี2560 ส่วนหนึ่งระบุว่า สมาชิก CGF แต่ละรายจะดำเนินการผลักดันหลักการเหล่านี้ โดยในเบื้องต้นจะเน้นไปที่อุตสาหกรรมอาหารทะเลและน้ำมันปาล์มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพัฒนาหลักการ Priority Industry Principles นำโดยคณะทำงาน CGF Priority Industry Principles Working Group ซึ่งมีบริษัทMars Incorporated, Tesco, The Coca-Cola Company และ Walmartเป็นประธานร่วมกัน โดยคณะทำงานได้เริ่มต้นจากการค้นคว้าวิจัยแหล่งข้อมูลต่างๆที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งรวมถึงตัวชี้วัดแรงงานบังคับขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ International Labour Organization Indicators of Forced Labour จากนั้นได้ทำการสำรวจบริษัทที่เป็นสมาชิกของ CGF ไปจนถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่นอกอุตสาหกรรม และประชาชนทั่วไป เมื่อร่างหลักการออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรึกษาหารือเชิงลึกแบบตัวต่อตัวกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อสรุปหลักการในขั้นสุดท้าย

ความร่วมมือข้ามภาคส่วน

มติว่าด้วยแรงงานบังคับของ CGF ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารในเดือนมกราคม 2559 ถือเป็นมติแรกที่เกิดขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาการบังคับใช้แรงงานโดยตรง มติดังกล่าวได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ขณะที่ CGF ตั้งใจว่าจะขยายกรอบความร่วมมือและการมีส่วนร่วมไปยังภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงโครงการต่างๆที่มุ่งแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงาน โดย Oxfam และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนหลักการ Priority Industry Principles เป็นที่เรียบร้อย และ CGF หวังว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องรายอื่นๆจะรับเอาหลักการนี้ไปปฏิบัติเช่นกัน

สารจากผู้บริหาร

Peter Freedman กรรมการผู้จัดการของ Consumer Goods Forum กล่าวว่า

“หลักการ Priority Industry Principles นับเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาแรงงานบังคับทั่วโลก หลักการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการผลักดันให้เป็นกระแสหลักของโลก อันจะนำไปสู่การปฏิรูปเพื่อขจัดปัญหาแรงงานบังคับให้หมดไปจากตลาดแรงงานโลก เราจึงทุ่มเทสนับสนุนสมาชิกให้นำหลักการดังกล่าวไปใช้ในองค์กรของตนเอง พร้อมกับเรียกร้องให้มีการนำหลักการนี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคในวงกว้างด้วย ทั้งนี้ บริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงานได้โดยลำพัง เราจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันระหว่างภาคส่วน จวบจนกระทั่งถึงวันที่โลกใบนี้ไม่มีแรงงานบังคับอีกต่อไป”

Emmanuel Faber ซีอีโอของ Danone กล่าวว่า

“ผมรู้สึกยินดีที่คณะกรรมการบริหารของ Consumer Goods Forumมีความมุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายอันซับซ้อนในการแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงานทั่วโลก การที่สมาชิกของ CGF ทยอยรับหลักการดังกล่าวไปใช้ รวมถึงการได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ องค์กรเอ็นจีโอ หน่วยงานด้านแรงงานระดับสากล รวมถึงภาคประชาสังคม จะทำให้เราสามารถเดินหน้าเพื่อพิชิตปัญหาเลวร้ายเหล่านี้ แรงงานที่เป็นผู้ป้อนอาหารให้กับโลกควรได้รับความสุขเช่นเดียวกัน”

Rachel Wilshaw ผู้จัดการฝ่ายจริยธรรมทางการค้าของOxfam GB กล่าวว่า

“Oxfam ยินดีที่ Consumer Goods Forum ได้แสดงภาวะผู้นำในการรวบรวมเสียงสนับสนุนที่มีต่อหลักการ Priority Industry Principlesเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแรงงานบังคับในตลาดแรงงานโลก การเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานอย่างเลวร้ายเช่นนี้ ทำให้แรงงานไม่ได้รับสิทธิตามสมควร และทำให้ไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากความยากจน เราหวังว่าสมาชิกทั้งหมดของ CGF จะร่วมกันผลักดันหลักการทั้ง 3 ข้อ และดำเนินบทบาทของตนในการต่อสู้กับภัยร้ายที่ซ่อนเร้นนี้”

Houtan Homayounpour ผู้ประสานงานฝ่ายแรงงานบังคับประจำองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวว่า

“มติว่าด้วยแรงงานบังคับของ CGF ซึ่งผ่านความเห็นชอบและได้รับการรับรองจากองค์กรระดับโลก เป็นการส่งสารอย่างชัดแจ้งถึงพันธสัญญาในการต่อสู้กับปัญหาการบังคับใช้แรงงานทั่วโลก ปัจจุบัน พันธสัญญานี้กำลังจะกลายเป็นการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านทางหลักการPriority Industry Principles เราขอแสดงความยินดีกับ CGF และสมาชิกทุกๆท่านมา ณ โอกาสนี้”

เกี่ยวกับ Consumer Goods Forum

Consumer Goods Forum (CGF) เป็นเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลกที่คำนึงถึงหลักความเสมอภาค CGF ขับเคลื่อนโดยสมาชิกที่มุ่งส่งเสริมให้มีการนำหลักปฏิบัติและมาตรฐานไปใช้ในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลก สมาชิกของ CGF ประกอบด้วยซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทค้าปลีก ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และอื่นๆ ราว 400 ราย จาก70 ประเทศทั่วโลก CGF เป็นกระบอกเสียงของอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคที่มีความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ขนาด หมวดหมู่ของสินค้า และรูปแบบการดำเนินงาน บริษัทที่เป็นสมาชิกของ CGF มียอดขายรวมกัน3.5 ล้านล้านยูโร และมีการจ้างงานพนักงานโดยตรงเกือบ 10 ล้านตำแหน่ง นอกจากนั้นยังมีตำแหน่งงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 90ล้านตำแหน่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ CGF บริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารซึ่งประกอบด้วยซีอีโอจากบริษัทค้าปลีกและผู้ผลิตรวม 54 ท่าน

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่http://www.theconsumergoodsforum.com

ที่มา: Consumer Goods Forum