“หมอเส็ง” เข้าสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ส่งว่านชักมดลูกบุกตลาด CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

Gen To Gen

ศรีนวล

“หมอเส็ง” เข้าสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ส่งว่านชักมดลูกบุกตลาด CLMV

เทรนด์ดูแลใส่ใจสุขภาพ ความสวยความงาม กำลังเป็นกระแสมาแรงสุดๆ ขณะนี้ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม

ทำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เห็นช่องทางการขยายธุรกิจ เข้าเจาะตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ หนึ่งในนั้นคือ ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรหมอเส็ง ของ คุณฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร ผู้ก่อตั้งบริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด หรือที่ทั่วไปรู้จักในชื่อ “หมอเส็ง” เป็นแพทย์ด้านการแพทย์แผนตะวันออกและเป็นที่ปรึกษาคลินิกสุขภาพไตรเวชศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรจีนและไทยมายาวนาน ซึ่งขณะนี้อายุกว่า 60 ปีแล้ว

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณตาล “นิษฐา แสงสุริยะฉัตร” บุตรสาวของหมอเส็ง วัย 25 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 ที่มีบทบาทสำคัญอีกคน ในการขยายธุรกิจหมอเส็งไปต่างแดน ได้บอกเล่าถึงเป้าหมายการเข้าเจาะตลาดของหมอเส็ง

“หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขา Finance and Banking (สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร) ตาลได้ติดตามพี่ชาย ไปดูตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดไทย ซึ่งการเข้าไปตลาดอาเซียน ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดทำเมื่อเปิดเออีซี (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) แต่ได้เข้าไปสำรวจและทำตลาดมาก่อนหน้านี้แล้วในลาว เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นเพราะตัวแทนของเรา บอกว่าน่าจะเข้าไปทำตลาดประเทศติดชายแดนไทยได้นะ เพราะเพื่อนบ้านเรา เมื่อเขามาเที่ยว ก็ได้ซื้อได้ลอง เห็นว่าเป็นของดีก็ซื้อต่อเนื่อง ตัวแทนเราก็ส่งตรงไปขายบ้าง ก็ขายได้เรื่อยๆ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เพราะหลังจากเรารู้แล้วว่าชาวลาวต้องการอะไร และทำอย่างไรให้เข้าถึงได้มากขึ้น โจทย์เราคือ จะเจาะวัยรุ่นอายุช่วง 20-40 ปี เพราะเป็นกลุ่มประชาชนหลักของลาว ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในสังคมลาว และรับกระแสใส่ใจดูแลสุขภาพ จึงได้ทำภาพยนตร์โฆษณาที่ใช้พรีเซ็นเตอร์ดาราลาว จากโฆษณาก่อนหน้านี้มักจะเห็นรูปคุณพ่อ (หมอเส็ง) ปรากฏว่าหลังออกหนังโฆษณาไม่นาน สินค้าหมอเส็งขายดี จนสินค้าขาดตลาด เชื่อว่ายอดขายปีนี้น่าจะเกิน 100 ล้านบาท ในลาวนั้น ตอนนี้เรามีศูนย์กระจายสินค้า 3 แห่ง ที่ปากเซ เวียงจันทน์ และหลวงพระบาง”

เป้าหมายต่อไปของหมอเส็งคือ การเข้าตลาดกัมพูชาอย่างเป็นทางการ คุณตาล เล่าว่า “ที่กัมพูชา เราคุยกับคนท้องถิ่นมาตั้งแต่ปีก่อน ต้นปีนี้ ได้ดำเนินการตั้งบริษัท หมอเส็ง เฮิร์บ เพื่อทำตลาดในกัมพูชาโดยตรง เราลงทุนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยสินค้าหมอเส็งเป็นยาสมุนไพร ต้องขออนุญาตนำเข้า มีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดเหมือนไทย ซึ่งอาจใช้เวลานาน คาดว่าไม่เกินเดือนเมษายนปีนี้ น่าจะได้รับอนุมัติและเริ่มทำตลาดได้ครึ่งปีหลัง ช่องทางขายเราก็คงตามรอยที่เราถนัด คือตั้งตัวแทนกระจายสินค้าตามร้านขายยา สร้างเครือข่ายกระจายสินค้า และเปิดจุดขายตามห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่ แรกๆ อาจวางได้ 200 ร้านค้า ยอดขายต่ำๆ ต่อเดือนก็น่าจะ 20,000 ขวด”

คุณตาล ย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวว่า “หลังจากเรียนจบแล้ว ก็เข้ามาช่วยครอบครัว จุดเริ่มต้นก็คือ มาบุกตลาดกัมพูชา ก็เริ่มจากไปกับพี่ชาย เดินสำรวจไปเรื่อยๆ เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป ทำเหมือนสมัยคุณพ่อ เปิดคลินิกรักษาโรคทั่วไป จากร้านขายยา ก่อนเป็นหมอเส็งที่ตั้งเป็นบริษัททำแบบมีสมาชิกขายตรง ถึงวันนี้ก็ 14 ปี ก่อนหน้านั้นก็มาจากคลินิกการแพทย์ ขายยามากว่า 40 ปี ตลาดคนไทยจึงเริ่มที่คนมีอายุสักหน่อย หรือกลุ่มคนมีบุตร แต่ไปประเทศซีแอลเอ็มวี เราต้องปรับให้ทันสมัย เจาะคนรุ่นใหม่ ต้องเพิ่มกิจกรรมใหม่ เช่น ทำหนังใหม่ หีบห่อแปลกตาขึ้น ให้ดูทันสมัย เรามีสินค้าทั่วไปด้วย อย่างผลิตภัณฑ์หมอเส็งเรามีแยะ แต่ก็เลือกไปที่เหมาะสมกับตลาดและคนรู้จักแล้ว เช่น ว่านชักมดลูก ไดมอนด์บลู ผลิตภัณฑ์บำรุงจากผลไม้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเห็นโอกาส ตาลก็มีส่วนร่วมดูเรื่องการเงิน การจัดตั้งบริษัท ตามที่ได้เรียนมา ซึ่งตาลก็กำลังเรียนต่อด้วย เพื่อนำมาใช้กับธุรกิจของครอบครัวต่อไป”

ทำไมถึงทิ้งเวลานาน 5 ปี กว่าจะขยายตลาดจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง คุณตาล เฉลยว่า ติดตามตลาดเพื่อนบ้านมาตลอด แต่วันนี้พร้อมที่สุด เพราะเออีซีทำให้คนในอาเซียนตื่นตัว ทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้ให้มากขึ้น ที่สำคัญ ซีแอลเอ็มวี ประชากรฐานหลักวันนี้ คือกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ที่สำคัญ เขากำลังอินกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น รายได้ดีขึ้น แสวงหาสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม และสินค้าไทยก็ได้รับความเชื่อถือ และเป็นที่นิยม อีกทั้งวิชาการทางการแพทย์ไทย ได้รับความเชื่อถือ โรงพยาบาล วงการแพทย์ที่นั่นยังไม่บูม ทำให้คนกัมพูชา คนลาว ต้องบินมาไทย หรือไปสิงคโปร์ เพื่อรักษาตัวหรือเสริมสุขภาพ

“เราสังเกตเห็นว่า คนกัมพูชาหรือคนลาว ไม่เน้นไปหาหมอ แต่จะซื้อยาหรือรักษาตามบ้านกันเองยังมีอยู่มาก เมื่อบางกลุ่มได้ทดลองบริโภคหมอเส็ง เห็นว่าดี ก็บอกต่อปากต่อปาก ส่งเสริมให้หมอเส็งเป็นที่รู้จักได้ในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งวัฒนธรรม ภาษาที่คล้ายกัน การเข้าทำตลาดซีแอลเอ็มวีก็ไม่ยากนัก แต่สิ่งสำคัญ ต้องรู้จักเขาและปรับตัวให้ตรงกับตลาดต้องการ อย่างที่เราทำหนังใช้ดาราลาว ดังจนสินค้าขาดก็เป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี”

สำหรับอนาคตหมอเส็งหลังเออีซีจะเป็นอย่างไร คุณตาล ฉายภาพว่า ปีนี้ครบ 15 ปีของหมอเส็ง หลังปรับมาทำธุรกิจขายตรงเคาะประตูบ้าน กำลังจะมีอะไรใหม่ออกสู่ตลาดอีกมากแน่นอน เช่น จะเป็นครั้งแรกที่ออกสินค้าเข้าตลาดคอนซูเมอร์โปรดักต์อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ลองทำตลาดมาแล้ว ในกลุ่มสบู่และเครื่องดื่ม เช่น สบู่ก้อนสมุนไพร ยาสีฟัน น้ำสมุนไพรกระป๋อง กาแฟกระป๋อง ซึ่งปลายปีน่าจะมีแคมเปญใหม่ ด้านโรงงานกำลังยกระดับมาตรฐานการผลิตที่รองรับมาตรฐาน GMP-PIC/S ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย

ทิ้งท้าย คุณตาล บอกถึงอนาคตของหมอเส็ง เป้าหมายกับเออีซี ภายใน 3 ปีหวังจะเห็นผลิตภัณฑ์หมอเส็งวางขายไปทั่ว และในอีก 10 ปี จะหาซื้อหมอเส็งได้ในเวียดนามและพม่า ต่อจากลาวและกัมพูชา ที่กำลังทำตลาดในไม่กี่เดือนข้างหน้า

นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังนอกประเทศ!!

ข้าววรรณภพ เจาะตลาดใหม่ปาปัวนิวกินี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

Gen To Gen

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ข้าววรรณภพ เจาะตลาดใหม่ปาปัวนิวกินี

คุณธัญวรรณ พัฒผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วรรณภพ จำกัด ทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลค้าข้าวลุ่มแม่น้ำป่าสัก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย้อนอดีตรุ่นทวดที่ทำการค้าขายข้าวภายในประเทศ ครั้นรุ่นปู่เริ่มค้าข้าวเพื่อส่งออก โดยใช้วิธีรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง นำมาสีเป็นข้าวสาร แล้วบรรทุกข้าวสารล่องเรือไปตามแม่น้ำป่าสักมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ส่งออกข้าวผ่านบริษัทรวมทุนไทยในเวลานั้น เมื่อปู่ประสบอุบัติเหตุ ธุรกิจค้าข้าวในยุคนั้นต้องหยุดชะงักไป ความสะเทือนใจครั้งนั้นทำให้บรรดาลูกๆ 5 คนของปู่ ต่างแยกย้ายไปทำธุรกิจการงานของตน ไม่มีใครทำธุรกิจค้าขายข้าวที่สืบทอดกันมายาวนาน

จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2538 คุณไพบูลย์ เวทย์วัฒนะ (รุ่นพ่อ) รื้อฟื้นธุรกิจค้าข้าวของตระกูลเวทย์วัฒนะกลับขึ้นมาอีกครั้ง การกลับมาครั้งนี้ของธุรกิจค้าข้าวรายเก่าแก่แห่งเมืองกรุงเก่า เป็นการกลับมาอย่างผงาดและสง่างามในเวทีการค้าระดับสากล

“เรากลับมาทำธุรกิจข้าวอีกครั้งเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คุณพ่อจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้า แล้วไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จากนั้นไปทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ในอเมริกา บังเอิญได้พบท่านเอกอัครราชทูตปาปัวนิวกินี ประจำสหรัฐอเมริกา ท่านบอกว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวอันดับ 1 ทำไมไม่ลองส่งไปปาปัวนิวกินีบ้าง ท่านอยากให้ประเทศของท่านได้มีทางเลือกที่ดี เพราะข้าวที่ส่งไปในประเทศของท่านคุณภาพไม่ค่อยดี และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งออกข้าวไปยังประเทศปาปัวนิวกินี” คุณธัญวรรณ เล่าถึงอดีตอย่างภาคภูมิใจ

แนวคิดเจาะตลาดใหม่

ทำไมต้องปาปัวนิวกินี

คุณธัญวรรณ กล่าวว่า ผู้ค้าข้าวหรือผู้ทำธุรกิจอาหารในไทยยังค่อนข้างจะรอให้คนมาเลือกซื้อ บางครั้งลูกค้ามักมองเรื่องราคาเป็นหลัก ที่ไหนราคาถูกลูกค้าก็ไปซื้อที่นั่น บริษัทวรรณภพเลยต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารธุรกิจ โดยการออกไปทำตลาดด้วยตัวเอง ใช้วิธีตั้งบริษัทที่ประเทศปาปัวนิวกินี เป็นจุดกระจายสินค้าให้กับประเทศอื่นๆ ในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ มีประเทศ ฟิจิ โซโลมอน ตองกา อินโดนีเซีย ที่อยู่ติดกัน ด้วยความที่เขาใช้ภาษาเหมือนกันคือ Pidgin English เราจึงใช้เซลส์ที่ปาปัวนิวกินีเป็นศูนย์กลางในการเจรจากับลูกค้าในแถบนั้น

ปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า รัฐเอกราชปาปัวนิวกินี เป็นประเทศในแถบโอเชียเนีย เป็นพื้นที่ทางตะวันออกของเกาะนิวกินี (พื้นที่ทางตะวันตกเป็นของจังหวัดปาปัวของประเทศอินโดนีเซีย) ตั้งอยู่ในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก อยู่ทางเหนือของประเทศออสเตรเลีย และอยู่ทางตะวันตกของหมู่เกาะโซโลมอน มีประชากรประมาณ 7 ล้านคน ปาปัวนิวกินีเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ทรัพยากรทางทะเล ทองคำ ทองแดง น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ รายได้หลักของประเทศขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมการประมง เหมืองทองแดง เหมืองทองคำ และการท่องเที่ยว ส่วนด้านเกษตรกรรม ส่วนใหญ่เป็นการเพาะปลูกกาแฟ โกโก้ และมะพร้าว สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ทองคำ น้ำมันดิบ กาแฟ ทองแดง ซุง กาแฟ และสัตว์ทะเล ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมัน เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง ส่วนประกอบรถยนต์ อาหาร และเชื้อเพลิง ปัจจุบัน ปาปัวนิวกินีเป็นประเทศสังเกตการณ์ในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

“ในกลุ่มประเทศนี้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษกันหมดทุกคน เขาจะจำภาพ แบรนด์ของข้าวแต่ละชนิด จะต้องทำแพ็กเกจจิ้งให้ออกมาหลายสี ใช้โลโก้ที่เป็นภาพต่างกัน อย่างเช่น ตราดอกไม้ ตราดาว ตรามือ หรือแฟรงจิแพนิ (ดอกลีลาวดี) เป็นดอกไม้ที่คนประเทศย่านนั้นรู้จัก การออกแบบแพ็กเกจจิ้งต้องให้เป็นสากล สามารถไปได้ทุกประเทศ ซึ่งต้องศึกษาเงื่อนไขเพิ่มเติมเฉพาะกับการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เช่น ขนาดของบาร์โค้ด ที่เข้าได้ทุกประเทศ”

ผลิตภัณฑ์ข้าวของวรรณภพที่ส่งออก มี 7 แบรนด์ ได้แก่ สตาร์ไรซ์ (STAR RICE), จัสมินไรซ์ (JASMINE RICE) ข้าวหอมมะลิไทย, จัซมินไรซ์ (JAZMINE RICE) ข้าวหอมปทุมธานี, กู้ดไรซ์ (GOOD RICE) ข้าวขาว 100 เปอร์เซ็นต์, กู้ดบราวน์ไรซ์ (GOOD BROWN RICE) ข้าวกล้องหอมปทุมธานี 100 เปอร์เซ็นต์, ซูเปอร์เอวันไรซ์ (SUPER A-ONE RICE) เป็นข้าวขาวหัก, แฟรงจิแพนิไรซ์ (FRANGIPANI RICE) ข้าวแฟรงจิแพนิ เป็นข้าวขาวเมล็ดยาว 100 เปอร์เซ็นต์ และ สวีตไรซ์ (SWEET RICE) ข้าวเหนียว

วรรณภพแจ้งเกิดอย่างถาวร

ย้ำขายข้าวแบบเดิมไม่ได้แล้ว

บริษัท วรรณภพ จำกัด เป็นบริษัทผู้บุกเบิกตลาดข้าวไทยในประเทศปาปัวนิวกินี และประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ มีศูนย์กระจายสินค้าและสำนักงานอีก 8 สาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ คุณธัญวรรณผู้บริหารสาวหน้าใส ผู้สืบทอดธุรกิจค้าข้าวส่งออกเป็นรุ่นที่ 4 เห็นหน้าอ่อนหวานอย่างนี้ แต่ฝีมือบริหารธุรกิจฉกาจนัก เธอกล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่า วรรณภพจะใช้วิธีค้าขายข้าวแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป บริษัทวรรณภพถูกตั้งขึ้นมาเพื่อทำการส่งออกด้วยตัวเอง ไม่ได้ส่งออกผ่านใครเหมือนสมัยรุ่นปู่ เนื่องจากรุ่นพ่อมีฝีมือและมีความรู้เกี่ยวกับการส่งออกโดยตรง ตัวเธอเองโตมากับข้าว เพราะฉะนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งข้าว องค์ความรู้เรื่องข้าว เธอมีความรู้เรื่องนี้เป็นต้นทุนที่แข็งแกร่ง

“ในช่วงแรก วรรณภพ ใช้ระบบ Sub-Contract โดยมีผู้ผลิต 3 แห่ง เป็นโรงสีที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศทำการผลิตให้ แต่ก็พบปัญหาการผลิตให้ไม่ทันความต้องการ และยังควบคุมคุณภาพได้ยาก เพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการค้า และสามารถรองรับลูกค้าได้อย่างทั่วถึง วรรณภพจึงลงทุนสร้างโรงงานขึ้นเองเมื่อ 5 ปีก่อน โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ทันสมัย ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพข้าว การจัดเก็บ การทำความสะอาด การแยกหิน การขัดเงา การคัดขนาดและสีของข้าว ตลอดจนการบรรจุที่สะอาดและปลอดภัย ได้การรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล อย่างเช่น GMP ที่บอกถึงกระบวนการผลิตที่ดี HACCP รับรองว่าปลอดภัย ISO 9000 บอกว่าบริษัทมีระบบจัดการเอกสารที่ดี ISO 22000 ตรวจสอบไปถึงซัพพลายเออร์แม้กระทั่งสีที่พิมพ์บนถุงบรรจุข้าวด้วย และที่สูงขึ้นไปอีกคือ BRC (Global Standard for Food Safety) ที่เรียกได้ว่าเป็นมาตรฐานสูงที่สุดสำหรับเรื่องของอาหารปลอดภัย ซึ่งรองรับประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป”

ขณะที่หลายบริษัทมุ่งไปที่การลดต้นทุน ซึ่งบางทีอาจเท่ากับการลดคุณภาพ สำหรับวรรณภพมุ่งไปที่คุณภาพเป็นหลัก เช่น คัดสรรพันธุ์ข้าวที่ไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม (GMO-FREE) จากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ รวมไปถึงเรื่องของการออกแบบเครื่องจักรเพื่อรองรับการเติมวิตามินลงไปในข้าวด้วย ปัจจุบัน ข้าว 100 เปอร์เซ็นต์ผลิตออกจากที่นี่ทั้งหมด

“เราใช้แต่ข้าวใหม่เท่านั้น อายุการเก็บไม่เกิน 12 เดือน ข้าวถุงบรรจุ 5 กิโลกรัม ที่ใช้ถุงซิปล็อกเพื่อรักษาคุณภาพข้าว และสะดวกในการใช้งาน เพราะนึกถึงผู้บริโภค ข้าวหอมมะลิเราใช้แต่ข้าวจากภาคอีสาน ประเทศเรามี 77 จังหวัด มีแค่ 14 จังหวัดที่ผลิตออกมาได้ปีละครั้ง เป็นข้าวนาปี ข้าวหอมมะลิอีสานเมล็ดจะผอมเรียว กลิ่นหอมฟุ้ง ด้วยความแล้ง ความเค็มของดินทำให้เกิดความหอม พอเอามาปลูกภาคกลางที่มีน้ำเยอะ เมล็ดจะอ้วน กลิ่นจาง ไม่ได้คุณภาพเท่ากับที่ปลูกในภาคอีสาน ข้าวขาวของเรายังมีการเพิ่มวิตามินเข้าไป มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 3 เหล็ก คือ ไทอามีน ไนอะซิน และไอรอน 3 ตัวนี้จริงๆ แล้วมีอยู่ในข้าวกล้องครบเลย แต่บางตัวหายไป 90 เปอร์เซ็นต์หลังจากถูกสีเป็นข้าวขาว แต่อยากได้วิตามินเท่าเดิม เราก็เพิ่มวิตามินเข้าไป”

ปัจจุบัน วรรณภพมีพนักงานรวม 100 คน สำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ มีพนักงาน 30 คน ส่วนฐานการผลิตอยู่ที่โรงงานที่อยุธยา ซึ่งมีพนักงาน 70 คน มีกำลังผลิตต่อวันประมาณ 250 ตัน หรือ 90,000 ตัน ต่อปี และสามารถรองรับการเพิ่มกำลังผลิตได้อีก 3 เท่า นอกจากประเทศทางหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ทั้งหมด ยังมีการเปิดสาขาที่สหรัฐอเมริกา รวมถึงการทำมาตรฐาน BRC เพื่อรองรับลูกค้าฝั่งยุโรป และมองไปถึงการทำตลาดในประเทศ

วรรณภพ ชื่อนี้ไม่ใช่เป็นแค่ชื่อบริษัทของไทย วรรณภพได้ขยับฐานะเป็นองค์กรระดับสากล เพราะมีระบบบริหารงานเทียบเท่าสากล จนผู้บริหารบริษัทวรรณภพกล่าวอย่างหนักแน่นว่า อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น มีระบบบริหารธุรกิจทันสมัยอย่างไร วรรณภพก็มีระบบบริหารงานเช่นนั้นเหมือนกัน

บริษัท วรรณภพ จำกัด

เลขที่ 61 หมู่ 10 ตำบลศาลาลอย อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13130 โทรศัพท์ (02) 805-3356, (02) 805-3230 E-mail : wonnapob@wonnapob.com, http://www.wonnapob.com