ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/266935
วันอังคาร ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
“ปาล์มน้ำมัน” เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตน้ำมันต่อพื้นที่สูงสุดเมื่อเทียบกับพืชน้ำมันชนิดอื่นโดยธรรมชาติของปาล์มน้ำมันนั้นเป็นพืชที่ชอบอากาศในเขตร้อน ฝนตกชุก และมีความชื้นสูง ทนต่อสภาพการขาดน้ำได้นาน 2-4 เดือน แต่จากลักษณะทางพฤกษศาสตร์ระบบรากของปาล์มน้ำมัน พบว่ามีประสิทธิภาพในการดูดน้ำและธาตุอาหารต่ำกว่าพืชใบเลี้ยงคู่โดยทั่วไป ดังนั้น เมื่อปาล์มน้ำมันอยู่ในสภาวะขาดน้ำยาวนานจะมีผลให้ดอกตัวเมียฝ่อหรือลดลง และมีผลให้ปาล์มน้ำมันผลิตดอกตัวผู้เพิ่มขึ้น

นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 สงขลา กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2559 ต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2560 ได้มีฝนตกชุก และมีมรสุมพัดผ่านหลายครั้ง ทำให้บางพื้นที่เกิดสภาวะน้ำท่วมพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันได้รับความเสียหายหลายแสนไร่ มูลค่าความเสียหายกว่าหนึ่งพันล้านบาท โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่มีอายุ 2 ปีครึ่งถึง 3 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงเกิดตาดอกจนกระทั่งช่วงเก็บเกี่ยว หากได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วมเป็นเวลานาน จะทำให้รากขาดอากาศหายใจ รวมถึงการระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพและมีปริมาณกรดในดินมากเกินไป ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตที่ลดลง สำหรับการแก้ปัญหานั้น เกษตรกรควรจำแนกความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปาล์มน้ำมันที่ถูกน้ำท่วมในเบื้องต้นก่อน แล้วจึงเริ่มดำเนินการฟื้นฟูต้นปาล์มน้ำมันภายหลังน้ำลด
ด้าน นางจิรภัทร รัตนพันธ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิชาการส่งเสริมการเกษตร สานักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา อธิบายแนวทางการฟื้นฟูสวนปาล์มน้ำมันหลังน้ำท่วม ว่า เกษตรกรควรทำทางระบายน้ำออกจากบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันโดยเร็ว โดยรักษาระดับน้ำให้ต่ำกว่าบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมัน 30 เซนติเมตร ในขณะดินยังมีความชื้นหรือชุ่มนาอยู่ ไม่ควรเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นปาล์มน้ำมันโดยเด็ดขาด ทั้งคน สัตว์เลี้ยงและเครื่องจักรกลเข้าในแปลงปลูก เพราะหน้าดินที่ถูกน้ำขังจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นของดิน จึงเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำและระบายอากาศ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากพืช อาจทำให้ต้นปาล์มน้ำมันโทรมหรือตายได้ ในสภาพน้ำท่วมที่มีการชะล้าง น้ำจะเอาหน้าดินหรือทรายมาทับถมบริเวณโคนต้น หลังน้ำลดและดินแห้งแล้ว เกษตรกรควรปรับแต่งดินเหล่านั้นออกจากโคนต้น กวาดโคลนเลนและเศษไม้ออกจากสวน นอกจากนี้ หากพบต้นปาล์มน้ำมันที่ล้มหรือเอนเอียงควรจัดการให้ต้นตั้งตรงเช่นเดิม โดยใช้ไม้ค้ำยัน หากพบต้นปาล์มน้ำมันตาย เกษตรกรควรขุดต้นที่ตายและทำลายทิ้ง แล้วใช้ปูนขาวโรยในหลุมปลูกเพื่อฆ่าเชื้อโรคทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ รองก้นหลุมด้วยร็อกฟอสเฟส 0-3-0 ครึ่งกิโลกรัม แล้วปลูกซ่อมทันที หลังน้ำลดและดินแห้งแล้วควรปรับสภาพทางกายภาพของดิน โครงสร้างดินให้ดีขึ้น เกษตรกรควรใช้ปูนขาวโรยบริเวณรอบโคนรัศมีทางใบปาล์มน้ำมัน เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรคที่มาจากน้ำท่วม ใช้ทะลายเปล่าคลุมห่างจากโคนต้นประมาณ 50 เซนติเมตร ในอัตรา 30-70 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี ต้องให้ต้นปาล์มมีรากใหม่เกิดขึ้นก่อนจึงใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสมกับสารเร่ง พด.3 ใส่ปุ๋ยต้นละประมาณ 2-4 กิโลกรัม และใส่ปุ๋ยสูตร 0-3-0 เพื่อเร่งการเจริญของระบบราก ปาล์มเล็กใช้ปริมาณ 500 กรัม ปาล์มใหญ่ใช้ปริมาณ 1.5 กิโลกรัม

นอกจากนี้ เกษตรกรควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เพราะระบบรากพืชยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยใช้ปุ๋ยสูตรน้ำ 12-12-12 หรือ 19-9-6 ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21-21-21 ละลายน้ำ เพื่อช่วยให้ต้นปาล์มฟื้นตัวได้เร็วขึ้น สำหรับในปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว หากน้ำท่วมทะลายเป็นเวลานานจะทำให้ทะลายเน่า เกษตรกรควรตัดทะลายเน่าทิ้ง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดเชื้อรา และแพร่กระจายไปยังทะลายอื่นหรือส่วนอื่นๆ ได้ ภายหลังจากน้ำท่วม มักเกิดปัญหาโรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น ยอดเน่า ทะลายเน่า รากเน่า เกษตรกรควรใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดเชื้อรา เช่น เมตาเลคซิล (ริโดมิล) หรือ ไฟโซล-อลูมินัม (อาลีเอท)
ผสมน้ำ 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร โดยเกษตรกรควรตัดยอดปาล์มน้ำมัน หรือส่วนที่เน่าออกก่อนแล้วฉีดพ่นสารเคมีตาม
