
เขมรถอดใจ ไม่อยากรบกับไทยต่อ จีนเสนอตัวโซ่ข้อกลาง
วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
เขมรถอดใจ ไม่อยากรบกับไทยต่อ จีนเสนอตัวโซ่ข้อกลาง
นายกฯเผย จีนยินดีเป็นตัวกลางไทย-กัมพูชา พร้อมแจ้งท่าทีเขมรไม่อยากสู้รบแล้ว ลั่นความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ย้ำเหตุที่ยกเลิก MOU44 เพราะใช้มา 20 กว่าปีไม่คืบหน้า “รมว.กลาโหม” ย้ำไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่ากัมพูชา “จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ยึด 3 กลไกทวิภาคีพูดคุย ยังปิดช่องคุยส่วนตัว ด้าน ทร. ย้ำจุดยืน หลัง สมช.ยกเลิก MOU44 ใช้ UNCLOS คงความพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบถึงกรณีมีการหารือเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 หรือไม่ ว่า ไม่ได้เจรจา วันนี้เป็นการหารือ ไม่มีอะไรเจรจากัน มีแต่บรรยากาศที่เป็นมิตร เรื่องเอ็มโอยู 44 ไม่ได้พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบ ที่รัฐบาลไทยเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่า เอ็มโอยู 2543 จะต้องใช้กรอบในการศึกษานานเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังทำอยู่ ซึ่งมีการดำเนินการ และเราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 44 เพราะวันนี้มีความขัดแย้ง หรือมีการสู้รบกับกัมพูชา แล้วมายกเลิกซึ่งมันไม่ใช่ แต่เรายกเลิกเพราะยี่สิบกว่าปีมันไม่ไปไหน ไม่มีความคืบหน้า และบริบท สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นเรายกเลิกในสิ่งที่อยู่ไปแล้วมันไม่ก่อประโยชน์ใดๆให้กับประเทศไทย และคนไทย ส่วนเอ็มโอยู 43 แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของไทย เพราะมีความคืบหน้า มีความเห็นร่วมกันมาแล้วระหว่างสองประเทศ ถ้ามันไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาเราก็ยังดำเนินต่อไปได้
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากมีความขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องมีการสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ตนได้แจ้งนายหวัง อี้ ไป
เมื่อถามว่าทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไรและวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด เมื่อถามว่าจีนมายืนยันความเป็นกลางระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง เขาบอกประเทศไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ตนก็ยังบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่จีนบอกว่าสำหรับจีนประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกรมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกรมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกรมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกรมเมอร์ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน
เมื่อถามว่าจีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน
เมื่อถามว่า ที่นายกฯขับรถไฟฟ้าพานายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ
เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคปมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคป น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย
เมื่อถามว่าการที่นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนกับว่าจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก เมื่อถามว่ารวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น
นายอนุทิน กล่าวว่า ในเรื่องของการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น
เมื่อถามว่า ท่าทีกับคำพูดของกัมพูชายังสวนทาง เพราะยังมีการเติมกำลัง และยั่วยุตลอดเวลา นายกฯ กล่าวว่า ตรงนั้นเราไม่รู้ว่าการยั่วยุระดับไหน และเหตุผลอะไร แต่ไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่งมา ฉะนั้นที่เขายังยั่วยุในเขตของเขา ไม่ได้มาล่วงล้ำดินแดนของเรา เราต้องมีความอดทน และต้องนิ่งพอ ไม่ต้องยั่วยุกลับ ให้ทราบแต่เพียงว่าเกินเส้นนี้ไม่ได้ก็น่าจะโอเค
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว
“ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่า ได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พลโท อดุลย์ กล่าว
ในขณะที่ช่องทางการเจรจา ก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC ซึ่งเป็นการพูดคุยในระดับพื้นที่ แม่ทัพภาคต้องรับนโยบายนั้น
ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ซึ่งเป็นระดับกระทรวงกลาโหม ในขณะที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ก็เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ณ วันนี้จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าว ในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว เช่นเดียวกับพื้นที่ของกองทัพเรือ หลังมีการยกเลิกบันทึกข้อตกลง MOU 2544
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติในวันนี้ มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล เป็นกรอบในการดำเนินการแทนนั้น กองทัพเรือพร้อมปฏิบัติทันทีตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย และขอเรียนให้ทราบว่า บันทึกความเข้าใจหรือ MOU ที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงกลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ
กองทัพเรือได้ดำรงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม
ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น กองทัพเรือพร้อมสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกองทัพเรือพร้อมทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ เพื่อเสริมสร้างความชัดเจนในการเจรจาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นธรรม
กองทัพเรือตระหนักถึงความสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาค โดยจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักความรับผิดชอบและความระมัดระวังสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตึงเครียดที่ไม่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกันจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือผลประโยชน์ของชาติไม่ว่าในรูปแบบใด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองทัพเรือมีความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และแผนปฏิบัติการในการรองรับทุกสถานการณ์อย่างรอบด้าน และขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น และบนความรับผิดชอบสูงสุด เพื่อค้ำจุนอธิปไตยของชาติ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างสมดุล
นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเดินหน้ายกเลิก MOU 2544ว่า ขอบคุณรัฐบาลที่เห็นพ้องต้องกันกับการศึกษาของกมธ.ของวุฒิสภาชุดนี้ เพราะหลังจากที่กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU 2544 เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เราได้ศึกษารอบคอบ รอบด้าน อย่างไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น ก็พบว่า MOU 2544 นั้นผิด เริ่มดำเนินการผิดตั้งแต่ผังในการแนบสัญญา คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่แรก “การที่กัมพูชาลากเส้นไหล่ทวีปมาพาดเกาะกูดของเรา และทำให้พื้นที่ทับซ้อนมีจำนวนมากถึง 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ทับซ้อนนี้จะไปแบ่งผลประโยชน์ทางด้านก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม ซึ่งถือเป็นหลักฐานใหญ่ชิ้นหนึ่งที่นำไปสู่การเสียเปรียบของไทย” นายนพดล กล่าว และว่า ถ้าเราลากเส้นตามมาตรฐานสากลตาม UNCLOS 1982 หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งกัมพูชาก็เพิ่งเข้าไปเป็นภาคีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม้กัมพูชาจะหลีกเลี่ยง แต่ท้ายสุดก็ต้องเข้าเป็นภาคีอยู่ดี และให้สัตยาบันในเรื่องนี้ หมายความว่าทุกอย่างจะทำตามมาตรฐานสากล
“ถ้ารัฐบาลดำเนินการยกเลิกไปตามนี้ก็ถูกต้องแล้วครับ เพราะการลากเส้นตามแนวเขตแดนสากลไทยเราจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้นใน MOU 2544 จะลดลงอย่างมากทันที หมายความว่าพื้นที่ที่กัมพูชาจะมาหาผลประโยชน์ร่วมกันจะลดลง เผลอๆ กัมพูชาอาจจะได้น้อยมากในส่วนนั้น หรืออาจแทบไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น การที่กัมพูชามาขอเรียกร้องแบ่งผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนเนี่ย 50% กับ 50% ตาม MOU 2544 ถ้าเราลากตามมาตรฐานสากลตาม UNCLOS 1982 ก็จะไม่เป็นไปตามสัดส่วนนั้น” นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวด้วยว่า เกาะกูดเป็นของประเทศไทย ส่วนเกาะกงเป็นของกัมพูชา ใน UNCLOS 1982 ระบุไว้ชัดเจนว่าพื้นที่เกาะก็ถือเป็นพื้นที่ของประเทศนั้นด้วย ดังนั้น การลากเส้นจะมีเขต 12 ไมล์ทะเล และเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้เป็นต้น ก็จะต้องลากออกมาจากเกาะ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ต้องลากออกมาพอๆ กัน เส้นที่แบ่งเขตอาณาเขตทางทะเลก็น่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง ซึ่งเป็นเส้นที่ประเทศไทยเคยลากไว้ตั้งแต่ปี 2516 และอยู่ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 2516 แล้ว ซึ่งของเราลากเส้นใกล้เคียงหรือตามมาตรฐานสากลของ UNCLOS 1982 ตั้งแต่ปี 2516 มาแล้ว
“ยืนยันว่าหากยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจะมาตีกินไม่ได้ เขาไม่สามารถที่จะลากเส้นผ่าน 1 ใน 3 ของเกาะกูดได้เลย เพราะตามสนธิสัญญาสยามกับอินโดจีน หรือว่าไทยกับฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1907 ระบุในสนธิสัญญานั้นชัดเจนว่า เกาะกูดให้ตกเป็นของสยามหรือของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่ร้อยกว่าปีแล้ว ดังนั้นการลากเส้นในปี 2544 นั้น ย่อมไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น” นายนภดล กล่าว