
ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน
วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ภาคปชช.ล่าชื่อทะลุครึ่งแสน ฮือต้านแลนดบริดจ์ รัฐบาลยันศึกษารอบด้าน พร้อมรับฟังเสียงสะท้อน ‘ปชน.’ปูดดอดส่งนอมินี กว้านซื้อที่ดินตุน500ไร่
รมว.คลังเดินหน้าศึกษา“แลนด์บริดจ์”นำผลศึกษาเดิมอัปเดตเพิ่มเติมใหม่ ประเมินผลกระทบรอบด้าน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม เสียงสะท้อนชุมชน ยึดเส้น 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย ด้าน “EnLaw” เปิดลงชื่อจี้รัฐบาลทบทวน ถึง 30 มิถุนายน ล่าสุด เฉียด 8 หมื่นชื่อ ขณะที่ “พิพัฒน์” เผยการศึกษาจะเพิ่มกรณีสู้รบตะวันออกกลางเข้าไปด้วย ถ้าศึกษาออกมาเวิร์ก ดันเริ่มก่อสร้างปี 2573
เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand กรณีได้รับแต่งตั้ง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์)ว่า เป็นคำสั่งของนายกรัฐมนตรี เนื่องจากปัจจุบันโครงการยังมีความไม่ชัดเจนในสังคม และต้องการให้เข้ามาช่วยศึกษาโดยมองผ่านเลนส์ของเศรษฐกิจในภาพกว้าง ประกอบกับโครงสร้างการบริหารงาน ดร.เอกนิติ ในฐานะรองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการและเลขานุการของบอร์ดชุดนี้ การเข้ามาเป็นประธานจึงถือเป็นการบูรณาการมิติทางเศรษฐกิจและสังคมเข้าด้วยกันอย่างตรงจุด
‘เอกนิติ’ลั่นศึกษารอบคอบ-โปร่งใส
เมื่อถามว่า ในแวดวงการเมืองมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า การตั้งกรรมการชุดนี้อาจเป็นเพียงลีลาทางการเมืองเพื่อสร้างผลการศึกษาฉบับที่ 4 เพื่อซื้อเวลา ดร.เอกนิติ ปฏิเสธประเด็นนี้อย่างชัดเจน โดยระบุว่ากรอบเวลา 90 วันที่นายกฯ กำหนดให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำผลการศึกษาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ภารกิจหลักคือการนำผลการศึกษาเดิมที่มีอยู่แล้วถึง 3 ฉบับ มาประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบในมิติต่างๆ อย่างละเอียด โจทย์สำคัญที่ทำให้ต้องทบทวนผลการศึกษา คือระยะเวลาที่ทิ้งห่างมาหลายปี ทำให้สมมุติฐานเดิมอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไป ผลการศึกษาในอดีตยังไม่เคยนำตัวแปรเรื่อง สงครามและการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบต่างๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาเข้ามาเป็นสมมุติฐานในการวิเคราะห์ ดังนั้นการประเมินครั้งใหม่จึงต้องดึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบันเข้ามาคำนวณ เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริง คณะกรรมการฯจะต้องพิจารณาผลกระทบให้ครอบคลุมทุกด้านอย่างรอบคอบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคมและความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ เมื่อได้รับมอบหมายให้มารับผิดชอบโครงการระดับชาติ แม้มีเวลาจำกัด ก็จะตั้งใจทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และทำให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศไทย
EnLawเปิดลงชื่อจี้รัฐบาลทบทวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) จัดกิจกรรม STOP SEC ACT. & LANDBRIDGE หยุดกฎหมายพิเศษ เพื่อคนพิเศษ ให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมลงชื่อคัดค้าน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) หรือ โครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://stop-sec.com ซึ่งมีเป้าหมายให้ได้ 50,000 รายชื่อ ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 เพื่อนำไปประกอบเอกสารยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด วันที่ 6 พ.ค. 2569 เวลา 17.40 น. มีผู้ลงชื่อแล้วจำนวน 79,592 รายชื่อ
น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw) กล่าวว่า เตรียมนำรายชื่อของผู้ที่ร่วมลงชื่อคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านทางเว็บไซต์ https://stop-sec.com ไปประกอบในการยื่นเอกสาร และข้อเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่ภาคใต้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังมีคนทั่วประเทศ ซึ่งจะเปิดให้ลงชื่อถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569 คาดว่าน่าจะทะลุเกินแสนรายชื่อ
พิพัฒน์ย้ำศึกษารอบด้าน-ทันเหตุปัจจุบัน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมแลนด์บริดจ์นั้นเนื่องจากผลศึกษาที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำไว้ใช้ข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อมูลเดิมที่เคยทำไว้อาจไม่ตอบโจทย์รอบด้าน เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่และยังมีประเด็นที่ประเทศอินโดนีเซีย อาจเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิดที่มีการปรารภออกมาและอาจมีการถอนเรื่องในภายหลัง แต่เมื่อเขามีไอเดียแล้ว รัฐบาลมองว่าเป็นความเป็นไปได้ใหม่ที่ต้องนำมาคำนวณในแบบจำลองความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ด้วย รวมถึงความครอบคลุมในทุกระบบ เนื่องจากขาดความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ที่ครบถ้วน นายกฯจึงมีคำสั่งให้ทำการศึกษาแบบครบวงจร เช่น การเชื่อมโยงรถไฟทางคู่ลงไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่ท่าเรือ 2 ฟากทะเลเท่านั้น
พัฒนาเชื่อมโยง4จว.ใต้เข้าด้วยกัน
รมว.คมนาคม เปิดเผยอีกว่า การปรับแผนครั้งนี้ก็ต้องศึกษาเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง จากเดิมที่โครงการแลนด์บริดจ์มักถูกพูดถึงเพียงในพื้นที่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) การขยายขอบเขตไปยังอีก 2 จังหวัดที่เหลือจะช่วยให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ในภาคใต้เกิดความสอดคล้องและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ “หลังท่าเรือ” เพื่อการพัฒนา และตอบข้อกังวลของคนในพื้นที่ว่าจะถูกการเวนคืนที่ดินหรือไม่
คุ้มค่า-ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมลุยทันที
ทั้งนี้ รัฐบาลยืนยันว่า หากผลการศึกษาที่คณะกรรมการฯที่มี รมว.คลัง เป็นประธาน ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า รวมถึงการดูแลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม รัฐบาลพร้อมเดินหน้าโครงการต่อทันที เนื่องจากโครงการแลนด์บริดจ์มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในส่วนของ พ.ร.บ. SEC พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอพื้นที่ ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์เดิม เกี่ยวเนื่องกับ 2 จังหวัด คือ ระนอง-ชุมพร แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำให้แลนด์บริดจ์และ SEC เป็น “ชิ้นเดียวกัน”ตัวร่างพ.ร.บ.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเด็นเรื่องกองทุน ซึ่งอาจเดินหน้าไปก่อนหรือรอผลการศึกษาจบก็ได้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความกังวลของคนในพื้นที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน โดยสั่งการให้ทีมงานลงไปทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม
ต้องมีถนน-รางรถไฟ-ท่อส่งน้ำมัน
ในส่วนรายละเอียดทางวิศวกรรมและการขนส่งโครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำมัน(Pipeline) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีระบบถนนและรางรถไฟ โดยเน้นย้ำว่าการวางระบบรางจะไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ 2 จังหวัดเข้าด้วยกัน แต่ต้องเป็นการเชื่อมรางจากกรุงเทพฯลงไปโดยเฉพาะจากแหลมฉบังหรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลงไปถึงระนองแนวคิดนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือแหลมฉบัง ที่ต้องการส่งออกไปยังยุโรป แทนที่จะต้องนำเรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ ก็สามารถขนส่งทางรางมาลงที่ท่าเรือระนองเพื่อส่งออกได้ทันที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปและจีนรวมกันเกือบ 6 ล้านตู้ต่อปี การมีท่าเรือทั้งสองแห่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล
ถ้าทุกอย่างพร้อมลุยก่อสร้างปี2573
สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงาน หลังจากใช้เวลาศึกษาเชิงลึก 90 วัน และได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องร่างพ.ร.บ. SEC ต่อไป ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการขับเคลื่อน พ.ร.บ.ไปพร้อมๆ กัน โดยยังคงเหลือประเด็นเรื่องกองทุนที่ต้องพิจารณา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่ากระบวนการเตรียมการจะแล้วเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้และอาจเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างได้ในช่วงปี 2573
‘นราพัฒน์’แนะรัฐบาลคิดรอบด้าน
ด้าน นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “แลนด์บริดจ์” ว่า เป็นประเด็นที่ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าควรสนับสนุนหรือไม่ เนื่องจากยังขาดข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจโดยย้ำว่าประเทศไทยมีจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลที่สงบสวยงาม และธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก จึงต้องตั้งคำถามว่า การพัฒนาจะเกิดขึ้นโดยไม่ทำลายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นแนวคิดเชื่อมเส้นทางขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อลดระยะเวลาและต้นทุนโลจิสติกส์ รวมถึงลดพึ่งพาช่องแคบมะละกา แม้หลักการจะดูเป็นประโยชน์ แต่ยังมีคำถามสำคัญถึงความคุ้มค่าในการลงทุนว่า จะดึงดูดการใช้งานได้มากน้อยเพียงใดและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจะคุ้มกับเม็ดเงินมหาศาลหรือไม่
ครม.เงาปชน.เกาะติดแลนด์บริดจ์
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมนัดแรกของ ครม.เงา พรรคประชาชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า เป็นโครงการที่เสี่ยงซ้ำรอย EEC และอาจพาไทยอยู่ใต้เงามหาอำนาจ หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเหตุผลทางการเงินไม่มีความคุ้มค่า เรายิ่งต้องระมัดระวังไม่ทิ้งไพ่ใบสำคัญ หรือฝากอนาคตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของไทยไว้กับมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง โดย ครม.เงาเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส รัดกุม ไม่ใช้งบประมาณแบบหว่านแห และต้องแสดงแผนการใช้คืนหนี้ที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
หวั่นเสียหายซ้ำรอยโครงการ EEC
ขณะที่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า รัฐบาลพยายามลดแรงเสียดทานโดยมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ไปศึกษาเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์เพิ่มเติมอีก 90 วัน แต่อยากชวนสังคมให้เห็นว่า มีเรื่องที่ครอบแลนด์บริดจ์ขึ้นไปอีก 2 ชั้นที่เราควรร่วมพิจารณา ชั้นแรกเรื่องแลนด์บริดจ์อยู่ภายใต้ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งคล้ายกับโครงการ EEC ที่เกิดขึ้นมาแล้วในภาคตะวันออก เป็นการให้อำนาจพิเศษบายพาสข้ามผ่านกฎหมายเก่าที่มีอยู่แทบทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำรอยกับภาคตะวันออก เพราะขาดการมีส่วนร่วมและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ชั้นที่ 2 คือ ปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ ชัดเจนว่าความคุ้มค่าทางการเงินมีความเสี่ยง มองย้อนไปอัตราผลตอบแทนทางการเงินมีเพียง 4% เท่านั้น ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิติดลบ 4 หมื่นล้าน จึงค่อนข้างเสี่ยงว่าจะมีใครมาลงทุน รัฐบาลจึงนำปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลกมาร่วมพิจารณาซึ่งสมเหตุสมผล แต่ก็น่ากังวล เพราะโครงการนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของไทย หากไทยทิ้งไพ่ใบสำคัญนี้ให้ชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่ง จะยิ่งเป็นความเสี่ยงให้เราเกิดจุดเปราะบางทั้งในเชิงพลังงานและความมั่นคงในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรอบคอบ
เย้ยอย่าแค่ขายฝันกับคนภาคใต้
ส่วน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ยืนยันว่า เราไม่ได้ขวางการพัฒนา แต่ต้องรู้ทันรัฐบาล ต้องมองภาคใหญ่กว่าแลนด์บริดจ์ว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องการจริงๆ คือนิคมอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นภายใต้พ.ร.บ. SEC วันนี้รัฐบาลอย่าใช้โอกาสนี้ เอาจุดอ่อนของภาคใต้มาขายฝัน แน่นอนว่าคนใต้ต้องการเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องการการต่อยอดทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการการสร้างงาน เศรษฐกิจ รายได้ แต่การที่คุณเอาแลนด์บริดจ์มาโฆษณา โดยไม่พูดถึงว่า จริงๆ แล้ว แลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นกว่าแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝัน และฉวยโอกาสมากเกินไป” นางสาวภคมน กล่าว
แฉใช้นอมินีซื้อที่ดินแล้ว500ไร่
น.ส.ภคมนกล่าวอีกว่า เนื่องจากต้องตอบให้ได้ว่า การสร้างเศรษฐกิจ แต่เม็ดเงินที่ได้นั้น สร้างให้กับใคร มีบทเรียนให้เห็นกันอยู่แล้ว EEC ในภาคตะวันออก ใครจะการันตีว่า จะไม่เกิดขึ้นซ้ําในภาคใต้อีก น่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยกเลิกการลงพื้นที่อยากให้ลงไปรับฟังประชาชนจริงๆ ไม่ใช่จากการจัดตั้ง อย่างไรก็ตาม เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อจากที่ดินไปแล้ว 500 ไร่ จากบริษัทนอมินี ซึ่งคนในพื้นที่รู้จักกัน ในนามของอาม่า จึงคิดว่า รัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญในภาคใต้ จะหาเจอแน่นอนถ้าไปลงพื้นที่ เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบเร่งรัดไปหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคําถามเรื่องการยืนยันและการันตีว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะไม่เป็นการเอื้อทุนต่างชาติเข้ามาเช่าที่ดินว่า ให้ดูหน้าท่าน ท่านไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร แต่การตอบแบบนี้ มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตี ว่าท่านจะไม่ทําเพื่อใคร แต่วันนี้สิ่งที่เราต้องพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนทรัพยากรของประเทศ ดังนั้นต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการที่บอกว่า ตัวเองเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ