สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สั่งสอนสส.ส้ม กำนัน-ผญบ.บุกสภาฯ รับคำขอโทษปากพล่อย ‘ภัณฑิล’อ้างสื่อสารผิด

ชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุกสภาฯยื่นหนังสือ รมช.มหาดไทย แสดงจุดยืนกรณีถูก สส.พรรคประชาชน พาดพิงเสพ-ค้ายานรก ขณะที่“ภัณฑิล” ขอโทษชาวคลองเตย ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ส่วนสภาฯฉลุย 436 เสียง เห็นชอบ“นพดล”นั่งเลขาฯ กฤษฎีกา ด้าน “ชัยวัฒน์”ไขก๊อก สส.ลุยท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายยงยศ แก้วเขียว ประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยตัวแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เข้ายื่นหนังสือต่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย เพื่อแสดงจุดยืนหลังจากถูกนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายในสภาฯ พาดพิงว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้เสพและค้ายาเสพติด

โดยชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ แถลงจุดยืนและบทสรุปต่อกรณีดังกล่าว โดยสรุปคือ 1.รับคำขอโทษด้วยความยินดี และขอบคุณที่ สส.ตระหนักถึงความผิดและกล้าที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีในระบอบประชาธิปไตย 2.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ผู้ทรงเกียรติในสภาทุกท่าน ว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง และให้เกียรติผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่จริง 3.แม้เหตุการณ์นี้จะสร้างความกระทบกระเทือนจิตใจแก่สมาชิกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน วิกฤตนี้เป็นแรงผลักดันในการปฏิบัติหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และยืนหยัดเป็นด่านหน้าในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติดอย่างสุจริตเที่ยงธรรม

ด้านนายพลพีร์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ และได้ทำงานร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญในฐานะ รมช.มหาดไทย และ สส.พรรคภูมิใจไทย ก็รับไม่ได้กับกรณีดังกล่าว การออกแถลงการณ์ขอโทษนั้นก็ต้องรอดูว่าจะมีบทลงโทษออกมาเช่นไร แต่เรายืนหยัดและสนับสนุนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในทุกมิติ

ขณะที่ นายดาชัย เอกปฐพี สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม หารือต่อที่ประชุมสภาฯ เพื่อให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาฯ ตั้งกรรมการสอบมาตรฐานทางจริยธรรมกับ สส.ที่อภิปรายพาดพิงและกล่าวหาเหมารวมยกเข่ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าเสพยาและเป็นผู้ค้ายาเสพติด ทำให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกจังหวัดเดือดร้อนเพราะถูกกล่าวหา

ขณะเดียวกัน นายภัณฑิล ชี้แจงกรณีอภิปรายในสภาฯ ประเด็นเกี่ยวกับยาเสพติด แล้วทำให้ชาวคลองเตยไม่สบายใจกับเนื้อหา ว่าต้องขอโทษพ่อแม่พี่น้องชาวคลองเตยทุกท่าน ที่พาดพิง หรือเหมารวม ทำให้ชุมชนต่างๆไม่สบายใจในประเด็นนี้ ตนน้อมรับผิดและจะนำไปปรับปรุง เป็นบทเรียนในการสื่อสารในอนาคต ว่าไม่ควรเหมารวมไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ชุมชน หรือองค์กรใด

“ในฐานะผู้แทนราษฎรเขตคลองเตย นี่คือส่วนหนึ่งจาก inbox ข้อร้องเรียนเพียงช่องทางเดียวเท่านั้น คือ Facebook Messenger ที่มีเข้ามาแจ้งปัญหาเกี่ยวกับประเด็นยาเสพติดในเขตคลองเตย หากผมนิ่งนอนใจและไม่สะท้อนปัญหาข้อร้องเรียนเหล่านี้ ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ผู้ที่ไว้ใจแจ้งปัญหาเหล่านี้กับผมเช่นกัน หากพูดเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย คือ ยาเสพติดในคลองเตยนั้นมี หาได้ง่าย ผู้คนได้รับผลกระทบ นั่นเป็นเรื่องจริง มีข้อร้องเรียนจริง มีผู้เดือดร้อนจริง แต่ผิดที่การสื่อสาร ที่ผมไปเหมารวมคลองเตย จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิลกล่าวอีกว่า เนื้อหาในการอภิปรายยาว 7 นาที ไล่เลียงว่ามีปัญหาอะไรขึ้นบ้าง ตนไม่พูดเพียงแต่คลองเตย ในเขตวัฒนาก็พูด ผับที่เอกมัย ถูกจับแล้วกลับมาเปิดใหม่ คนมั่วสุม ยาเสพติดในทองหล่อ ก็พูด แต่ด้วยข้อจำกัดที่จะตัดคลิปมาไม่สามารถนำคลิป 7 นาที มาโพสต์ได้ ทางทีมงานจึงเลือกตัดเฉพาะส่วนที่มีน้ำหนักชัดเจน ทั้งหมดทั้งมวล ในเนื้อหาอภิปราย ไม่มีเจตนาด้อยค่าคนคลองเตยแม้แต่นิดเดียว

ส่วนการประชุมสภาฯได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอมา โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่างลง ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อมา ครม.มีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน เสนอแต่งตั้งนายนพดล เภรีฤกษ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แทนตำแหน่งที่ว่าง จึงขอให้สภาฯ ให้ความเห็นชอบบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คนถัดไป

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า จำเป็นต้องอธิบายให้เห็นถึงความแตกต่างของคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งกับคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ซึ่งคุณสมบัติเฉพาะบุคคล ไม่ติดใจอะไร แต่ประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม คือตกลงแล้วสถานะของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สามารถนั่งเป็นประธานในหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ได้หรือไม่ และถ้าได้ สมควรหรือไม่เพราะเหตุใด แบบใด

“เกิดคำถามว่าตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไปนั่งเป็นกรรมการในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐมีกฎหมายอะไรให้อำนาจกระทำได้ หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งประเทศชาติอย่างไร ที่อนุญาตให้ทำได้ และในกรณีของผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกฎหมายอะไรที่อนุญาตให้เข้าไปเป็นกรรมการในหน่วยงานที่เรียกว่ากึ่งรัฐวิสาหกิจได้ และหากมีกฎหมายควรหรือไม่ควรอย่างไร รวมถึงกรณีเห็นชอบตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีความแตกต่างระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ซึ่งทางวุฒิสภา มีหมวด 5 ให้อำนาจในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติต่างๆ ได้แต่ในกรณีของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการให้อำนาจในการตรวจสอบประวัติได้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ นายปกรณ์กล่าวว่า ตามมาตรา 63 วรรคสาม ของ พ.ร.บ.คณะกรรมการกฤษฎีกา กำหนดไว้ชัดว่าเลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ เมื่อเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ จึงอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน ซึ่งมาตรา 83 (6) บัญญัติว่าข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการหรือตำแหน่งที่บริหารจัดการในลักษณะเดียวกัน ในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทเอกชน ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามถึงขนาดว่าห้ามไม่ให้อะไรเลย แต่ห้ามไม่ให้เป็นส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ซึ่งการบริหารจัดการบริษัทเอกชนจริงๆ มีกรรมการ

2 ลักษณะ คือ 1.กรรมการไม่อิสระ และ 2.กรรมการอิสระ โดยกรรมการอิสระนั้นทำหน้าที่ในการตรวจสอบและถ่วงดุล การตัดสินใจของกรรมการที่ไม่เป็นอิสระ นั่นคือหลักกฎหมายทั่วไปในการบริหารจัดการ

นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ขอแยกในส่วนของที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งกับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งทุกวันมีการสับสนอยู่ในระบบอย่างมาก ว่าเมื่อดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว จะต้องเป็นลูกน้องของคนนั้นหรือคนนี้ ต้องทำตามที่คนนั้นหรือคนนี้สั่ง ขอเรียนว่าจริงๆ ข้าราชการไม่ถูกบังคับอยู่ภายใต้อาณัติใดๆ มีระเบียบวินัย กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ แต่เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ข้าราชการมีอิสระอย่างเต็มที่ จะตัดสินใจดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ตนทำเรื่องนี้บ่อย ซึ่งตรงไปตรงมาในแบบของตน

จากนั้นมีการขอมติว่าจะให้ความเห็นชอบให้นายนพดล เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือไม่ ด้วยการออกเสียงลงคะแนนเป็นการลับ ซึ่งผลปรากฏว่าที่ประชุมเห็นชอบ 436 คะแนน ไม่เห็นชอบ 8 คะแนน งดออกเสียง 5 คะแนน

อีกด้านหนึ่ง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ยื่นหนังสือลาออกจาก สส. ภายหลังเปิดตัวลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.โดยนายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ได้ยื่นเอกสารลาออก สส.ตามกระบวนการ หากถามว่าเสียดายหรือไม่ เป็นความรู้สึก 2 อย่าง คือก็เสียดาย แต่ก็รู้สึกว่าประตูบานใหม่กำลังเปิดสำหรับโอกาสของคน กทม.ซึ่งพรรคประชาชน ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงการที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ จะเลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทนตน ว่าคงไม่ต้องฝากบอกอะไร เพราะรู้จักและร่วมงานกันมาโดยตลอด ยินดีมากๆ ที่สภาฯ จะมีนายกรุณพล เข้ามา เราพูดคุยประสานงานกันตลอดอยู่แล้ว แม้ตนจะออกจากสภาฯ แต่การทำงานจะดำเนินต่อไปอย่างไร้รอยต่อ และหากไม่มีปัญหาหรือความซับซ้อนจากคดี 44 สส.คนที่อยู่ตรงนี้อาจจะไม่ใช่ตน แต่เป็นนายวิโรจน์ ลักษณอดิศร อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เมื่อคดียังไม่ชัดเจนว่าผลจะออกมาอย่างไร การจะส่งนายวิโรจน์ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.จึงเป็นเรื่องที่พรรคคิดว่าไม่ควร ตนจึงเสนอตัว แต่การจะบอกว่าจะเป็นใครนั้น ต้องมีการประเมินอย่างรอบด้าน ถึงได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงคู่แข่งอย่างนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ว่าการแข่งขันในสนามนี้มันไม่ง่าย เรารู้ดีอยู่แล้ว ทราบดีว่าความพึงพอใจกับนายชัชชาติ ของคน กทม.มีมาก แต่เราก็คาดหวังที่จะชนะ ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งตนลง เพื่อนำเสนอวาระทางเลือก เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้ทางเลือกใหม่ ทางเลือกแห่งการเปลี่ยนแปลง ทางเลือกแห่งโอกาสที่ดีขึ้น เราจึงอยากนำเสนอ ว่า กทม.จะเป็นเมืองหลวงแบบไหน จะมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคน กทม.ได้อย่างไรบ้าง

Leave a comment