
อดีตผู้พิพากษา เทียบบรรทัดฐานคดียิ่งลักษณ์-สมศักดิ์ ถอดรหัสกรณีซุกหุ้นศักดิ์สยาม
วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า จงใจซุกหุ้น หรือ แค่เข้าใจผิด ในคดีศักดิ์สยาม กับบรรทัดฐานศาลฎีกาฯ ในคดีสมศักดิ์และคดียิ่งลักษณ์
ในโลกของกฎหมาย หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเหตุการณ์เดียวกันแท้ๆ แต่ศาลหนึ่งบอกว่า “ผิด” ขณะที่อีกศาลหนึ่งบอกว่า “ยกฟ้อง” วันนี้เราจะมาถอดรหัสผ่านคดีประวัติศาสตร์ เพื่อให้เห็นชัดว่า “น้ำหนักของความจริง” ในแต่ละสนามกฎหมายนั้นเข้มข้นต่างกันอย่างไร
1.คดี “ยิ่งลักษณ์ – ถวิล เปลี่ยนศรี” (ปมโยกย้ายมิชอบ)
คดีนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการคัดกรองพยานหลักฐาน 3 ชั้น ที่มีความละเอียดต่างกัน:
ชั้นที่ 1: ศาลปกครองสูงสุด (สายตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ)
• เหตุผล (Reasoning): พิจารณาว่าการโอนย้ายเป็นไปตาม “ระบบคุณธรรม” หรือไม่ เมื่อลำดับเหตุการณ์ดูไม่สอดคล้องกับเหตุผลเชิงบริหาร และมีความเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งคนอื่นแทนตำแหน่งเดิมอย่างผิดปกติ
• เกณฑ์ตัดสิน: ไม่ต้องพิสูจน์ถึงขั้นทุจริต แค่ “ใช้ดุลพินิจเบี่ยงเบน” ไม่เป็นไปตามหลักความเหมาะสม ก็ถือว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้ว
• บทสรุป: สั่งเพิกถอนคำสั่งโยกย้าย
ชั้นที่ 2: ศาลรัฐธรรมนูญ (สายพิทักษ์โครงสร้างอำนาจ)
• เหตุผล (Reasoning): มองว่าการกระทำนี้เป็นการ “แทรกแซงข้าราชการประจำ” เพื่อประโยชน์พวกพ้อง ซึ่งขัดต่อความเป็นกลางของระบบราชการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
• เกณฑ์ตัดสิน: เน้นผลกระทบเชิงโครงสร้างและพฤติการณ์รวม (Pattern of conduct) มากกว่าการกระทำเดี่ยว ไม่ต้องพิสูจน์เจตนาอาญาเชิงลึก
• บทสรุป: การกระทำขัดรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่ง
ชั้นที่ 3: ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง(สายลงโทษบุคคล)
• เหตุผล (Reasoning): การจะพิพากษาว่ามีความผิดอาญาและลงโทษ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมี “เจตนาพิเศษ” เพื่อแสวงหาประโยชน์มิชอบ แต่พยานหลักฐานที่มีเป็นเพียงพฤติการณ์แวดล้อมที่ยังคงมี “ข้อสงสัยตามสมควร”• เกณฑ์ตัดสิน: ต้อง “ปราศจากข้อสงสัย” (Beyond reasonable doubt) และต้องตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดที่สุด
• บทสรุป: ยกฟ้อง (คดีหมายเลขดำ อม.11/2565 หมายเลขแดง อม.30/2566)
2. คดี “สมศักดิ์ – อุดมเดช” (ปมแก้ไขที่มา ส.ว.)
อีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนความต่างระหว่าง “กระบวนการที่ผิด” กับ “เจตนาที่ผิดในเชิงอาญา”
บริบทจากศาลรัฐธรรมนูญ (คดีต้นทาง)
• เหตุผล (Reasoning): รับฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ “สับเปลี่ยนร่าง” รัฐธรรมนูญ และกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งกระทบต่อความโปร่งใสและความชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ
• เกณฑ์ตัดสิน: ใช้มาตรฐาน “ความถูกต้องของกระบวนการ” (Procedural Constitutionality) เป็นหลัก
• บทสรุป: กระบวนการแก้ไข ขัดรัฐธรรมนูญ ❌
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ
• เหตุผล (Reasoning): แม้กระบวนการจะผิดพลาด แต่พยานหลักฐานเรื่องการสับเปลี่ยนร่างยังมีความคลุมเครือ ไม่สามารถระบุเจตนาทุจริตรายบุคคลได้ชัดเจนพอที่จะลงโทษอาญาได้
• เกณฑ์ตัดสิน: ต้องพิสูจน์ “เจตนาพิเศษ” หรือความมุ่งหมายในการทุจริตอย่างชัดแจ้ง
• บทสรุป: ยกฟ้อง (คดีหมายเลขดำ อม.1/2563 หมายเลขแดง อม.20/2565)
สรุปภาพรวม: ตะแกรงร่อนความจริง
ศาลปกครอง / รัฐธรรมนูญ: เน้นคุ้มครอง “ระบบและโครงสร้าง” ใช้มาตรฐานการรับฟังแบบพฤติการณ์แวดล้อม (Threshold ต่ำกว่า)
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ: เน้นการ “ลงโทษบุคคล” จึงต้องใช้ข้อเท็จจริงที่ “ปราศจากข้อสงสัย” และต้องมี “เจตนาพิเศษ” ที่ชัดแจ้ง (Threshold สูงมาก)
นี่คือเหตุผลที่คำว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในสนามหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ “ความผิดอาญา” ในอีกสนามหนึ่งเสมอไป
บทวิเคราะห์ทิ้งท้าย: กรณีศึกษาปี 2568
แต่คดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องไปเมื่อเดือนกันยายน 2568 นั้น ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า “ใครคือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง” เป็นข้อเท็จจริงอันเป็นที่สุด (Base Fact)
ดังนั้น ระหว่างการ “จงใจซุกหุ้น” กับ “เข้าใจผิดว่าไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นต่อไปแล้ว” จะเกิดจากข้อเท็จจริงเดียวกันได้หรือไม่? พึงให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้วินิจฉัยครับ
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
7/5/69