สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ฟิตเนสสมอง’ กระตุ้นการรู้คิด ชะลอโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในบางครั้ง อาจมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ เช่น เอ๊ะ เราขึ้นมาข้างบนทำไมนะ” “แว่นตาวางไว้ตรงไหนหาไม่เจอ” “ก่อนออกจากบ้าน ปิดไฟหรือยัง อาการหลงลืมแบบนี้เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เหตุอาจมาจากความเครียด ไม่มีสมาธิ หรือมีเรื่องรบกวนจิตใจในช่วงนั้น แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรคสมองเสื่อม

เมื่อไรที่เราเริ่มลืมกิจวัตรประจำวันที่เคยทำ ทำงานในหน้าที่บกพร่อง ลืมในเรื่องที่ตั้งใจจะจำ เหล่านี้เป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อมหรือที่เรียกว่าภาวะการรู้คิดบกพร่อง รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญชโรจน์ หัวหน้าศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าว

ในประเทศไทย มีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมไม่ต่ำกว่า 800,000 คน และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดย รศ.พญ.โสฬพัทธ์ เผยว่า โรคสมองเสื่อมมีหลายระยะและมีหลายสาเหตุ บางโรคสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ และบางโรคเช่นโรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย แต่อาจชะลอการดำเนินโรคให้ช้าลงได้ ซึ่งการชะลอภาวะสมองเสื่อมจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตทั้งของผู้ป่วยและครอบครัว

และนี่คือที่มาและความจำเป็นของการก่อตั้งศูนย์ฝึกสมอง (Cognitive Fitness Center) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เพราะโรคสมองเสื่อมบางชนิดไม่สามารถหยุดได้ สิ่งที่เราทำได้คือสร้างความสุขให้ผู้มีภาวะสมองเสื่อมและชะลออาการ การอยู่ได้ด้วยตัวเองหรือกับครอบครัวให้มีผลกระทบน้อยที่สุด และมีความสุขในทุกระยะของการเกิดสมองเสื่อม อยู่ได้ เข้าใจ ปรับตัว เราเน้นเรื่องนวัตกรรมที่สามารถช่วยได้ เอาความรู้ในตำรา การปฏิบัติสากลมาปรับเข้าใช้ในวิถีชีวิตของคนไทยและฝึกปฏิบัติเพื่อเกิดผลลัพธ์จริง

ศูนย์ฝึกสมองตั้งอยู่ที่ชั้น อาคารสธ. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ดำเนินการและให้บริการในลักษณะ Day Care มีกิจกรรมให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 9.00 – 14.30 น. เช้ามี กิจกรรม และบ่ายมี กิจกรรม สัปดาห์หนึ่งมีทั้งหมด 15 กิจกรรม

ร้องเพลงเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้สูงอายุ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวเสียงเพลงทำให้อารมณ์ดี และผู้สูงอายุได้ฝึกสมองร่วมกัน ที่สำคัญ อาจารย์ที่เป็นวิทยากรสามารถทำให้ผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์กลับมาร่วมคลาสกับคนอื่นด้วยกันได้โดยการร้องเพลงฝึกสมอง

นอกจากการร้องเพลง ที่ศูนย์ฯ ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมอง เช่น บอร์ดเกม โยคะ ศิลปะและงานฝีมือโดยบุคลากรผู้ฝึกสอนมีทั้งของโรงพยาบาลและบุคคลภายนอก เช่น โยคะได้วิทยากรผู้สอนจาก Absolute Yoga  กิจกรรมร้องเพลงเป็นครูจากภายนอกมานำกิจกรรม

แต่ละกิจกรรมปรับให้เข้ากับผู้สูงอายุแต่ละคน ถึงจะเป็นกิจกรรมกลุ่มก็ตาม แต่ระดับเข้าร่วมกิจกรรมของผู้สูงอายุแต่ละคนแตกต่างกัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบางคนก็ชอบทำกิจกรรม ชอบพบเจอผู้คน สำหรับบางคนไม่ชอบเจอใคร เราก็จะแนะนำว่าถ้าที่บ้านมีความพร้อมก็สามารถทำได้ หรือจะให้ผู้ดูแลมาเรียนรู้การทำกิจกรรมเพื่อไปทำต่อที่บ้านก็ได้ บางท่านอยู่ไกลจากโรงพยาบาลก็จะแนะนำว่าแถวบ้านมีศูนย์ไหนบ้าง มีกิจกรรมไหนที่ออกกำลังกายคล้ายกันและต้องมีอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า ไม่เพียงกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ที่ศูนย์ฯยังจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและกิจกรรมฝึกทักษะสมองให้กับผู้สนใจทั่วไปด้วย

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า ศูนย์ฝึกสมองเป็นเหมือนกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนา มุ่งเน้นการศึกษา ค้นคว้า และทดลองเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และปรับปรุงการบริการให้ดีขึ้นเพื่อชะลอโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม โดยนวัตกรรมที่ใช้เป็นกิจกรรมในศูนย์มี 2 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือ 1.นวัตกรรมที่เกิดจากกิจกรรมกลุ่ม เช่น ดนตรีบำบัด การยืดเส้นยืดสาย กิจกรรมงานฝีมือ เป็นกิจกรรมที่พัฒนาให้เข้ากับบริบทของผู้ป่วยสมองเสื่อม และปรับเรื่องการใช้สมองในแต่ละกิจกรรม , 2.นวัตกรรมที่ทำร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ด้านจิตเวช (AIMET) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬา และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เช่น เกมคอมพิวเตอร์ที่ปรับให้เข้ากับผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในแต่ละระยะและการกระตุ้นให้เข้ากับสมองแต่ละส่วนให้มากขึ้น การฝึกสมาธิโดยการใช้คลื่นสมอง และ Exergame คือเล่นเกมโดยใช้ท่าทางเพื่อให้ร่างกายและสมองได้มีปฏิสัมพันธ์กัน

นอกจากนี้ ที่ศูนย์ฯ ยังมีเครื่องมือในการช่วยตรวจที่เห็นได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมอยู่ในระยะใด แต่ละระยะ  มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เครื่องมือนี้เป็นแบบทดสอบสมองที่พัฒนาขึ้นตามหลักสากล แต่ปรับให้เข้ากับบริบทของคนไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ คาดว่าในประเทศไทย ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทุกรูปแบบความรุนแรงมีราว 1,000,000 คน

โรคสมองเสื่อมคือภาวะที่การทำงานของสมองเสื่อมลง ทำให้เกิดปัญหาในการคิด การจดจำ และการใช้ภาษา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน รศ. พญ.โสฬพัทธ์ อธิบาย

โรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โรคพาร์กินสันก็ทำให้สมองเสื่อมได้ น้ำในโพรงสมองก็ทำให้สมองเสื่อม หรือเส้นเลือดตีบก็ทำให้สมองเสื่อมได้ แต่ส่วนมากแล้ว 80 % ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมาจากโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer)

โรคสมองเสื่อมจากเส้นเลือดสมองตีบรักษาได้ดีขึ้นได้ โรคสมองเสื่อมที่เกิดจากอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย เพียงแต่อาจจะชะลอ ดำเนินโรคให้ช้าลงได้

โรคอัลไซเมอร์มาจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม การกระทบกระเทือนทางสมอง โรคเบาหวาน โรคความดันและไขมันในเลือดสูง

คนแต่ละคนอ่อนไหวต่อสาเหตุเดียวกันไม่เหมือนกัน เช่น บางคนเป็นเบาหวานก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอัลไซเมอร์ แต่บางคนเป็นเบาหวานก็เป็นโรคอัลไซเมอร์ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีหลายองค์ประกอบ เมื่อรวมกับปัจจัยอื่นๆ ของผู้ป่วยที่เหมาะสมแล้วจึงเป็นได้

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปโรคสมองเสื่อมแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ สมองเสื่อมระยะแรก ผู้ป่วยมีอาการลืมอย่างชัดเจนจนคนทั่วไปเริ่มสังเกตได้ หน้าที่ความรับผิดชอบที่ยาก เริ่มปฏิบัติบกพร่อง เช่น เมื่อก่อนสามารถจัดการทำภาษีได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถจัดการได้ , สมองเสื่อมระยะกลาง ผู้ป่วยลืมหน้าที่การใช้ชีวิตประจำวันและมีผลกระทบในการดำเนินชีวิต และจะต้องให้คนรอบข้างมาเตือนการทำกิจวัตรตามปกติ เช่น กินข้าว อาบน้ำ และสมองเสื่อมระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจำคนใกล้ชิด ลูกหลานไม่ได้ งงว่าอยู่ที่ไหน บางวันสับสนว่าไม่ใช่บ้านของตัวเอง บางคนก็ลืมแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำว่าทำอย่างไร ต้องมีผู้ดูแลตลอดเวลา

ก่อนจะเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม ผู้ป่วยจะมีอาการ Mild Cognitive Impairment หรือภาวะการรู้คิดบกพร่อง

เป็นช่วงที่ยังไม่มีภาวะสมองเสื่อมแต่เริ่มมีสัญญาณบางอย่าง เช่น ลืมมากขึ้นกว่าเดิม บริหารจัดการหน้าที่ความรับผิดชอบไม่ได้ กลุ่มนี้จะมีความมีความเสี่ยงสูงเป็น 10 เท่ากว่าคนทั่วไปที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม” รศ. ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวและว่า เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุควรดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคสมองเสื่อม รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวถึงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดอาการสมองเสื่อม คือ ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ออกกำลังกาย ปล่อยให้อ้วน มีโรคประจำตัวทางเส้นเลือด โรคประจำตัวเรื้อรัง เบาหวาน ความดัน และไขมัน ชีวิตประจำวันไม่ใช้สมอง นอนไม่หลับ และเครียด

การป้องกันโรคสมองเสื่อมก็เหมือนกับการป้องกันตัวเองจากโรคหัวใจ คือ ต้องดูแลเรื่องอาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ เราต้องออกกำลังให้สมองด้วย ต้องมีการคิด ใช้สมองในทางที่เรามีความสุข ไม่ใช่นอนดูซีรีส์ เล่นไลน์อย่างเดียว การเดิน 7,000 – 9,000 ก้าวต่อวัน การเจอคน มีปฏิสัมพันธ์กัน ที่สำคัญที่สุดคือการไม่เครียด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะป้องกันตัวเองจากโรคสมองเสื่อมได้ เพราะปัจจัยสำคัญที่เข้ามามีส่วนคือ พันธุกรรม เพราะเราไม่รู้ว่าข้างในเรามีความเสี่ยงในพันธุกรรมแค่ไหน แต่สิ่งที่เราทำได้คือดูแลตัวเองให้ดีที่สุด” ผู้สูงอายุมีการหลงลืมอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แต่ผู้ดูแลผู้สูงอายุสามารถสังเกตว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมได้จากการลืมในสิ่งที่ควรจำได้ หรือเตือนผู้สูงอายุหลายครั้งแต่ก็ยังจำไม่ได้อยู่ดี

รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ กล่าวต่อไปว่า ผู้สูงอายุเคยทำอะไรเองได้ เช่น เคยใช้มือถือเครื่องเดียวกันได้ แต่กลับมาใช้ไม่ได้ ไม่อยากออกนอกบ้าน ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม นิสัยเริ่มเปลี่ยนจากใจดีก็หงุดหงิดก้าวร้าว เกรี้ยวกราด เมื่อพาผู้สูงอายุมาตรวจก็อาจจะเจอโรคทางอารมณ์ก็ได้ แต่ก็มากกว่าครึ่งที่เป็นโรคสมองเสื่อม ในโรคทางอารมณ์มีความเป็นสมองเสื่อมปนอยู่ ดังนั้นพาผู้สูงอายุมาตรวจจะดีกว่า หากตรวจแล้วพบว่าเป็นโรคสมองเสื่อมก็ไม่ต้องกังวลเยอะกับคำว่าเสื่อม การปรับตัวอยู่ให้ได้และไม่เครียดเป็นสิ่งสำคัญกว่าความตื่นตระหนก รับรู้แล้วพยายามปรับพฤติกรรม เช่น ให้นอนได้ดีขึ้น พาไปออกกำลังกาย ปรับปรุงอาหาร และกินโปรตีน เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้วและควรต้องทำให้มากกว่าเดิม

“ขณะนี้มียาฉีดเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์แล้ว และจะเข้ามาประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ แต่ยังมีราคาแพงและไม่ใช่ว่าจะหายขาด การยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเยอะ เฝ้าระวังโรค เตรียมร่างกายให้แข็งแรง เตรียมสมองให้ตื่นตัว และทำอารมณ์ให้สดใสเป็นสิ่งที่จับต้องได้เพื่อชะลออาการสมองเสื่อม” รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์กล่าวปิดท้าย

การดูแลรักษาสุขภาพกายและจิตใจช่วยป้องกันโรคต่างๆ ได้รวมทั้งโรคสมองเสื่อม แต่ถ้าเป็นโรคสมองเสื่อมแล้วก็ควรปรับร่างกายและจิตใจ ศูนย์ฝึกสมอง โรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นอีกทางเลือกที่จะชะลออาการและอยู่กับโรคสมองเสื่อมได้อย่างเป็นสุขต่อไป

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกสมองให้บริการกับประชาชนทั่วไปตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป โดยต้องทำบัตรเป็นคนไข้ของโรงพยาบาลจุฬาฯ และให้แพทย์ตรวจก่อนว่ามีความสามารถของสมองอยู่ในระดับใด หลังจากนั้นจะสามารถร่วมกิจกรรมได้ในแต่ละวัน ทางศูนย์ฯ รับผู้มาใช้บริการได้ประมาณ 40 – 50 คนต่อวัน และมีค่าบริการการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งละ 250 บาท ร่วมกิจกรรมทั้งวัน 500 บาท

ติดตามข้อมูลและกิจกรรมของศูนย์ฝึกสมองได้ที่ https://www.facebook.com/cognitivefitnesscenter

Leave a comment