จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

12 พ.ค. 2569 08:31 น.

จับตาทรัมป์เยือนจีน ขนบิ๊กซีอีโอสหรัฐฯ ร่วมคณะ ทั้งอีลอน มัสก์-ทิม คุก

การเดินทางเยือนจีนของทรัมป์สัปดาห์นี้ กำลังถูกจับตาอย่างมาก หลังทำเนียบขาวเตรียมนำผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งอีลอน มัสก์ และทิม คุก ร่วมคณะอย่างคับคั่ง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยกับบีบีซีว่า มีผู้บริหารสหรัฐฯ รวม 17 คน ร่วมคณะเดินทางไปจีนกับโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย โดยรายงานระบุว่า ในบุคคลสำคัญที่ร่วมเดินทาง ประกอบด้วย อีลอน มัสก์ แห่งเทสลาและ สเปซเอ็กซ์, ทิม คุก จาก แอปเปิล รวมถึงลาร์รี่ ฟิงค์ จาก แบล็กร็อก ซึ่งสะท้อนว่าการเยือนจีนของทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงการทูตทางการเมือง แต่ยังเป็นภารกิจเศรษฐกิจระดับโลก ที่เชื่อมโยงทั้งการค้า พลังงาน และเทคโนโลยี

นอกจากมัสก์ คุก และฟิงก์ แล้วยังมีรายชื่อผู้บริหารจากบริษัทระดับโลกอีกหลายแห่ง ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจโซเชียลมีเดีย ฮาร์ดแวร์ เทคโนโลยีชิป การบิน การเงิน ไปจนถึงภาคการผลิตและเกษตรกรรม เช่น

  • Meta
  • Boeing
  • Visa
  • Blackstone
  • Cargill
  • Citi
  • GE Aerospace
  • Goldman Sachs
  • Illumina
  • Mastercard

ขณะที่ชัก รอบบิ้นส์ จาก Cisco ได้รับเชิญเช่นกัน แต่ไม่สามารถร่วมเดินทางได้เนื่องจากติดประกาศผลประกอบการบริษัท

การพบกันระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง ถูกมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญของข้อตกลงพักรบทางการค้า ระหว่างสองมหาอำนาจ หลังทั้งสองประเทศเคยเปิดสงครามภาษีตอบโต้กันอย่างหนัก จนภาษีนำเข้าบางรายการพุ่งเกิน 100%

แม้มาตรการภาษีส่วนใหญ่จะถูกระงับไว้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังการพบกันครั้งก่อนที่เกาหลีใต้ แต่ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังคงเปราะบาง

นักวิเคราะห์มองว่า การพาซีอีโอระดับโลกเดินทางไปจีนครั้งนี้ เป็นสัญญาณว่าทรัมป์ต้องการสร้างแรงหนุนจากภาคธุรกิจสหรัฐฯ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและลดแรงกระแทกจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือ คือสงครามระหว่างอิหร่าน กับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก

รายงานระบุว่า ทรัมป์เตรียมกดดันจีน ซึ่งพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากอิหร่าน ให้ช่วยผลักดันข้อตกลงระหว่างกรุงเตหะรานกับวอชิงตัน เพื่อยุติสงครามที่กำลังยืดเยื้อ.

ที่มา : BBC

Leave a comment