
รัฐบาลไม่รอศาล-สภาฯ ลุยกู้4แสนล. เอกนิติชี้จำเป็นเร่งด่วน
วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
รัฐบาลไม่รอศาล-สภาฯ ลุยกู้4แสนล. เอกนิติชี้จำเป็นเร่งด่วน ฝ่ายค้านยื่นตีความสกัด
พรรคฝ่ายค้าน ยื่นปธ.สภาฯ ส่งคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เหตุไม่เข้าข่ายความจำเป็นเร่งด่วน ด้าน“โสภณ” กั๊กส่งคำร้องก่อน14พ.ค.หรือไม่ “อภิสิทธิ์” ชี้เหตุผล ขอกู้ฟังไม่ขึ้น “อนุทิน”ตอบ“กรณ์” บอก ฝ่ายค้าน ก็คิดอย่างนั้น พร้อมรับฟังเหตุผล แต่อย่าเอาประสบการณ์มาข่ม “เอกนิติ” ชี้อาจเห็นเงินเฟ้อปีนี้ขึ้นสูงสุด 4-5% หลังราคาต้นทุนสินค้า-อาหารขึ้น จากราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง ย้ำภาวะวิกฤต ไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน “ภราดร”พร้อมเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านทันที ไม่ต้องรอผลศาล รธน.หรือการพิจารณาของสภาฯ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 พฤษภาคม ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่้อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชน. พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
ขอให้ช่วยจับตาสอดไส้เงินกู้2แสนล้าน
โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่ามีความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเราอยากให้ประชาชนช่วยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่ามีการสอดไส้เงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน แต่กลับเอามาอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยนำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน โดยเนื้อหาคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญมีทางออกให้ศาลพิจารณาในทุกส่วน เป็นข้อมูลที่เชื่อว่าหากศาลได้วินิจฉัยจะเห็นว่าการปรับโครงสร้างพลังงานสามารถทำได้ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือบางส่วนของมาตรการเยียวยาไม่จำเป็นต้องนำมาอยู่ในส่วนของพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะสามารถอยู่ในส่วนสรรพสามิตได้
‘กรณ์’ชี้ไม่สอดคล้องรธน.มาตรา172
ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญได้เปิดช่องยืดหยุ่นให้รัฐบาลสามารถกู้เงินได้หากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายค้านจึงต้องช่วยกันตรวจสอบว่านอกจากการทำงบประมาณขาดดุล 8 แสนล้านบาทในปีนี้แล้ว รัฐบาลยังมีเจตนาออกพ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ เท่าที่ดูข้อเสนอของรัฐบาลเทียบกับการออกพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต มีข้อสรุปว่าการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ขณะที่มาตรา 53 ของพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของประเทศระบุว่าการออกพ.ร.ก.จะกระทำได้ในกรณีที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ต้องลองไปเปรียบเทียบว่าในอดีตที่มีการออก พ.ร.ก. ทั้งช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และวิกฤตโควิด สถานการณ์ที่หากไม่มีการกู้ยืมเงินโดยเร็วสามารถนำมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปัจุจจบันได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยต่อไป
‘เท้ง’ระบุเขียนคำร้องรอบคอบ
เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ว่าหากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง พ.ร.ก.ดังกล่าวจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ในคำร้องที่ฝ่ายค้านยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ศาลวินิจฉัยว่าหากรัฐบาลมีการใช้จ่ายเงินไปก่อนที่ศาลจะมีคำวินิจฉัย และถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยพ.ร.ก.ดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้แต่ต้น เงินที่ใช้จ่ายไปแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องเรียกคืนหรือไม่ ในคำร้องของฝ่ายค้านพยายามเขียนให้มีความรัดกุม และให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเฉพาะหน้าให้ระงับการเบิกจ่ายเฉพาะในส่วนของเงินกู้ 2 แสนล้านบาทที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยให้วินิจฉัยเป็นรายกรณีไป ฝ่ายค้านยืนยันว่าเราเขียนคำร้องอย่างรอบคอบ ที่ผ่านมาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีปัญหาว่าคำสั่งที่ผูกพันทุกองค์กรบางครั้งไปก้าวล่วงอำนาจของฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้ ฝ่ายค้านจะเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายงบประมาณตามพ.ร.ก.กู้เงิน คาดว่าไม่อยากให้รัฐบาลโหวตคว่ำการตั้ง กมธ.ชุดนี้ เพราะการออกพ.ร.ก.ดังกล่าวมีเพียงคณะกรรมการกลั่นกรองไม่กี่ชุดมาพิจารณาต่างจากการพิจารณางบประมาณปกติที่มีการพิจารณาคำร้องขอหลายครั้ง หากรัฐบาลไม่ได้มีเจตจาสอดไส้ ปกปิด หรือตีเช็กเปล่าก็ไม่มีความจำเป็นต้องโหวตคว่ำการตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าว
ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า คำร้องของฝ่ายค้านที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ระงับการใช้จ่ายเงินกู้ในส่วนของการปรับโครงสร้างพลังงาน ส่วนวงเงิน 2 แสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ คำร้องของฝ่ายค้านเป็นการแยกเฉพาะส่วน เราเพ่งโทษเฉพาะการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยการใช้ พ.ร.ก.ดังกล่าวทั้งก้อนหรือเฉพาะส่วน
‘โสภณ’บอกจะยื่นให้เร็วที่สุด
ด้านนายโสภณ กล่าวว่า ตามกระบวนการกฎหมายหลังจากรับเรื่องจากฝ่ายค้านแล้ว ต้องตรวจสอบความถูกต้องของญัตติดังกล่าว และต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วัน ดังนั้น ตนจะปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะตนมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะยื่นศาลก่อนวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ที่จะมีการพิจารณากู้เงินหรือไม่นั้น ตนจะยื่นให้เร็วที่สุด
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ส่วนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 15 พฤษภาคม เพื่อพิจารณายืนยันร่างกฎหมายที่ครม.ยืนยันรับรองมา 31 ฉบับนั้น ในการประชุมวิปฝ่ายค้านได้พิจารณาจัดสรรเวลาให้ฝ่ายค้าน รัฐบาล และสว. อภิปรายโดยให้เวลา 9 ชั่วโมง โดยกรอบการอภิปรายจะให้พูดได้ทั้งในส่วนที่เห็นด้วยกับกฎหมายที่รัฐบาลรับรองมา รวมถึงกฎหมายที่ฝ่ายค้านสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ให้การยืนยันรับรอง ซึ่งสมควรที่จะอภิปรายได้บ้าง และในเดือนมิถุนายนจะมีการประชุมร่วมรัฐสภาอีกครั้งเพื่อพิจารณาวาระข้อตกลงระหว่างประเทศ
‘อภิสิทธิ์’ซัดเหตุผลขอกู้ฟังไม่ขึ้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 10.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนพรรคปชป.ได้หารือกับพรรคประชาชนถึงคำร้อง มีการพูดถึงว่า การตรา พ.ร.ก.ครั้งนี้ ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ประเด็นหลัก คือ 1.โครงการอย่างน้อย 2 แสนล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานทั้งหมด แทบจะไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในขณะนี้เลย ส่วนในแง่ของภาวะเศรษฐกิจ ตนเห็นการชี้แจงว่า รัฐบาลอื่นก็เคยกู้เงิน ดังนั้นเราต้องพูดตามข้อเท็จจริง และเงื่อนไขของกฎหมาย คำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจจะวัดจากอะไร ต้องดูตามมาตรฐานของสากล
“การกู้เงินในอดีตที่ผ่านมา 3 ครั้ง ครั้งที่1 วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตครั้งนั้นทุนสำรองของประเทศ เกือบจะหมดไปแล้ว เศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง ครั้งที่ 2 ในยุคที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี การท่องเที่ยว การส่งออกติดลบ มีการคาดการณ์กันว่า จะเกิดการตกงานกันครั้งใหญ่ เศรษฐกิจหดตัว รัฐพยายามใช้เงื่อนไขที่มีอยู่ในกฎหมายทั้งหมด เช่น การทำกฎหมายงบประมาณเพิ่มเติมและอะไรหมดแล้ว แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถที่จะมีเงินมาดำเนินการในการสร้างความมั่นใจถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องทำ และครั้งที่ 3 กรณีโควิด-19 ที่มีการหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้นการเทียบสถานการณ์ปัจจุบัน ผมดูตัวเลข ที่สิ้นเดือนมีนาคม ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงล่าสุด ปีต่อปี ส่งออกเป็นบวก ลงทุนเป็นบวก การบริโภคเป็นบวก และเศรษฐกิจในภาพรวมยังเป็นบวก รวมถึงประเด็นการจัดเก็บรายได้ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็ยังเป็นไปตามเป้าหมายอยู่ ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เมื่อถามว่า ในร่างคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ มีพรรคกล้าธรรมร่วมลงชื่อด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจว่า พรรคกล้าธรรมไม่ได้ลงชื่อด้วย แต่เชื่อว่า เมื่อเรายื่นไปแล้ว ศาลจะรับไว้พิจารณา และหากศาลรับพิจารณา ก็ต้องหยุดการพิจารณาของสภา ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่า น่าจะทันในวันที่ 14 พ.ค. ที่จะพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว
‘อนุทิน’ยันต้องเร่งแก้ปัญหาปชช.
เมื่อเวลา 10.50 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชิ่อพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจทําให้เสียวินัยการเงินการคลัง ว่า ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ต้องคิดเช่นนั้น เราเป็นฝ่ายรัฐบาล ก็ต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับประชาชน
เมื่อถามว่า โครงการไทยเข้มแข็งในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กับโครงการไทยช่วยไทยในรัฐบาลชุดนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เจตนารมณ์คือทุกคนอยากช่วย ให้เศรษฐกิจดีขึ้น อย่าไปเปรียบเทียบเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นความขัดแย้ง สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ยืนยันได้ก็คือโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเร่งเยียวยาคลี่คลายความเดือดร้อน เศรษฐกิจให้กับประชาชน
เมื่อถามว่า การที่นายกรณ์ มีประสบการณ์ทางการเมือง ออกมาท้วงติงเช่นนี้ รัฐบาลควรรับฟังหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่เป็นเหตุเป็นผลเรารับฟังอยู่แล้ว ประสบการณ์ทางการเมืองทุกคนก็มีหมด ทุกคนก็ประสบความสําเร็จมาหมด ในการทํางานของแต่ละท่าน อย่าเอามาข่มมาเปรียบกัน เห็นๆกันอยู่
ส่วนกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีเพียงเอกสาร 5 ใบ นายกฯกล่าวว่า “ถือว่าเป็นประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่บอกว่าคนทํางานเป็นกับคนยังไม่เคยทํางาน” โดยนายกฯเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “พูดไปเดี๋ยวก็เป็นเรื่องอีก”
‘เอกนิติ’เผยแนวโน้มเงินเฟ้อ4-5%
เมื่อเวลา 12.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามกรณีพรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอยู่ในพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไม่เข้าข่ายจำเป็นเร่งด่วน หรือวิกฤตว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ซับซ้อนและยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โดยต้นเหตุจากวิกฤตมาจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง โดยในการประชุมอาเซียนก็มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และประเทศไทยก็อยู่ในกลุ่มที่นำเข้าพลังงาน และพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกสูง
นายเอกนิติ กล่าวว่า การพึ่งพาพลังงานสูงของประเทศไทยส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยสูงสุดจะขยับขึ้นไปถึง 4-5% เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมการรับวิกฤตที่จะมาเป็นระลอกๆในขณะนี้
เมื่อถามว่าในเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการใช้มาตรการทางการเงินดูแลเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะตัวเลข 4-5% จะเกินกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินทั้งปีที่ 1-3% นายเอกนิติ กล่าวว่า คำถามว่าตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปียังใกล้เคียงกับกรอบที่วางไว้ไม่เกิน 3% แต่เรื่องนี้ได้มีการหารือกับ ธปท.ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจอยู่แล้ว
“ต้นทางของวิกฤตมันมาจากเรื่องพลังงานก่อนใช่ไหม วิกฤตเริ่มจากวิกฤตสงคราม และ 2 วิกฤตพลังงาน วันนี้วิกฤตต้นทุน เห็นตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุด 2.9% ประเทศไทยเราพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก แล้วต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันซึ่งเราผลิตไม่ได้จึงต้องแก้วิกฤตเรื่องนี้”
ย้ำจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤต
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตที่อาจลุกลาม โดยวิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตสถาบันการเงิน หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่เป็นวิกฤตจากภายนอก แต่ครั้งนี้คือวิกฤตปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริงซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดี้ส์ (Moody’s) ชื่นชมไทยว่าเศรษฐกิจดี แต่รัฐบาลจะกู้เงิน นายเอกนิติ กล่าวว่าการที่มูดี้ส์ชื่นชมไทย เป็นเพราะตนได้อธิบายว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพในเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง แต่เป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเดือดร้อนภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข และเยียวยาประชาชน จึงต้องมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในครั้งนี้
ย้ำกรอบยุทธศาสตร์‘5T’
สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ “5T” เพื่อคัดกรองโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้า เยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง Transition การเปลี่ยนผ่าน ลดภาระประชาชนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าในระยะยาวTransform การปฏิรูป ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมหลังจบวิกฤต Transparency ความโปร่งใส เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยเกณฑ์การคัดกรองและรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ
นอกจากนั้นยังมีเรื่อง Together การมีส่วนร่วม โดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม โดยเชิญประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย
เร่งสปีดตั้งเรื่องไทยช่วยไทยพลัส
นายเอกนิติ กล่าวถึงการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่รัฐจ่าย 60 ประชาชน จ่าย 40 ว่า ขั้นตอนขณะนี้กำลังทำเรื่องของระเบียบการกู้เงินและคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ หลังจากเสร็จสิ้นก็จะให้หน่วยงานเสนอโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้ามาเพื่อช่วยแก้วิกฤตปากท้องและเยียวยาประชาชน รวมถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานภายใต้ 5 หลักการ คือ 1.พุ่งเป้า 2.ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านให้ได้ผลในระยะยาว ลดภาระของประชาชน 3.ปฏิรูปเพื่อรองรับหลังวิกฤตโดยพุ่งเป้าไปที่การช่วยเหลือคนให้กลับเข้มแข็งหลังผ่านวิกฤต 4.ความโปร่งใส โดยตนกำชับปลัดกระทรวงการคลังว่าจะตรงเปิดเผยทั้งหมด พร้อมกับนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูล 5. การทำงานร่วมกันโดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน เข้ามาร่วมในการพิจารณากลั่นกรอง
เมื่อถามว่ารายละเอียดโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเสนอเข้าประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะต้องทำระเบียบให้เสร็จก่อน เมื่อถามว่าจะสามารถเสนอครม.ในวันที่ 19 พ.ค. หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการ
ยอดโอนงบฯอาจไม่ถึง3หมื่นล้าน
เมื่อเวลา 12.00 น. ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการโอนงบประมาณคืนเพื่อนำมาแก้ไขสถานการณ์ความจำเป็นของประเทศว่า จากเดิมที่กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณประเมินไว้ที่ประมาณ 50,000 – 70,000 ล้านบาทนั้น ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่าตัวเลขงบประมาณที่จะโอนคืนอาจมีจำนวนไม่ถึง 30,000 ล้านบาท
นายภราดร กล่าวว่า สาเหตุที่ตัวเลขจำนวนเงิน น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายให้โครงการต่างๆ ดำเนินการต่อไปเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถหมุนเวียนได้ โดยมีการกำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน คือโครงการใดที่ยังไม่มีการดำเนินการภายในเส้นตายวันที่ 30 เมษายน จะต้องถูกดึงงบประมาณกลับ
สำหรับโครงการที่เป็นงบผูกพัน รัฐบาลเลือกใช้วิธีการปรับลดงบประมาณในปีแรกลง แทนการยกเลิกโครงการทั้งหมด เช่น จากเดิมที่ได้รับการอนุมัติเบิกจ่ายปีแรก 20% อาจปรับลดลงเหลือเพียง 10-15% เพื่อให้โครงการสามารถเริ่มต้นไปได้ก่อนและไม่ให้เกิดผลกระทบในภาพรวม
เดินหน้า พรก.กู้เงิน4แสนล.ทันที
สำหรับประเด็นความคืบหน้าของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท นายภราดร กล่าวว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากกฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กระบวนการทางสภายังคงเดินหน้าต่อได้ตามปกติ ขณะนี้รัฐบาลได้เสนอเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าประธานสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระการประชุมได้ในช่วงวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประธานสภาว่าจะบรรจุเรื่องหรือไม่