ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

ส้มแตกกลางบ้าน! เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม ความก้าวหน้า

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “ปราชญ์สามสี” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ส้มแตกกลางบ้าน!เมื่อการเหยียดประวัติศาสตร์ ถูกขายในนาม “ความก้าวหน้า”

ดราม่า THACCA กับกรณี สส.ไอซ์ รักชนก ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเรื่องละครย้อนยุค หรือการถกเถียงว่าใครควรได้รับทุนสนับสนุนสื่อจากรัฐเท่านั้น แต่กำลังลุกลามกลายเป็นคำถามใหญ่ต่อวิธีคิดของฝ่ายที่อ้างตนว่า “ก้าวหน้า” ว่าแท้จริงแล้วก้าวหน้าเพราะเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลาย หรือก้าวหน้าเฉพาะเมื่อประวัติศาสตร์ถูกเล่าในแบบที่ตนเองพอใจเท่านั้น

ประเด็นนี้ร้อนแรงขึ้น เมื่อเพจ Drama-Addict หรือ “จ่าพิชิต” ซึ่งเจ้าตัวระบุชัดว่าตนเองเป็น voter พรรคส้ม ยังออกมาตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดของ สส.ไอซ์ ว่าเป็นเรื่องที่ “รับไม่ได้” โดยสรุปใจความสำคัญว่า นี่ไม่ใช่การก้าวหน้า แต่เป็นการถอยหลังลงคลอง เพราะแนวคิดที่ต้องการคุมสื่อทั้งหมดผ่านอำนาจรัฐหรืออำนาจงบประมาณนั้น น่ากังวลอย่างยิ่ง

จุดสำคัญคือ จ่าพิชิตไม่ได้ออกมาจากฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” ของพรรคส้ม แต่พูดในฐานะคนที่ยังเป็น voter ฝั่งเดียวกัน นี่จึงทำให้ดราม่าครั้งนี้กลายเป็นภาพของ “ส้มแตก” อย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่แค่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกมาวิจารณ์ แต่คนในฐานสนับสนุนของพรรคเองก็เริ่มไม่โอเคกับแนวคิดที่ดูเหมือนจะเอาอำนาจรัฐไปกำหนดว่า สื่อแบบไหนควรได้รับการสนับสนุน และสื่อแบบไหนควรถูกกันออกไป

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือบรรยากาศการโจมตีผู้สร้างสรรค์ผลงานหรือผู้เห็นต่าง ด้วยการติดป้ายว่าเป็น “สลิ่ม” เป็น “อนุรักษ์นิยม” หรือเป็นฝ่ายถอยหลัง ทั้งที่ในโลกของศิลปะ ประวัติศาสตร์ และสื่อสร้างสรรค์ ไม่มีใครควรถูกตัดสินเพียงเพราะเล่าเรื่องในมุมที่ไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การเล่าประวัติศาสตร์ไม่ควรถูกผูกขาดโดยกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายก้าวหน้า เพราะประวัติศาสตร์มีหลายมิติ มีทั้งด้านสว่าง ด้านมืด ความขัดแย้ง ความผิดพลาด และความทรงจำที่หลากหลาย การที่ใครคนหนึ่งทำละคร หนัง หรือสื่อที่เล่าเหตุการณ์ในอดีตต่างจากมุมมองของพรรคการเมืองบางพรรค จึงไม่ควรถูกลากไปแขวนว่าเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามทันที

ถ้าวันนี้ใครสร้างหนังวิจารณ์เจ้า วิจารณ์ทหาร วิจารณ์อำนาจเก่า แล้วได้รับทุน หลายคนอาจเรียกว่านั่นคือเสรีภาพทางศิลปะ แต่พอมีงานที่เล่าคณะราษฎรในมุมลบ หรือเล่าประวัติศาสตร์ในแบบที่ไม่ตรงกับรสนิยมของฝ่ายส้ม กลับถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐจึงสนับสนุน แบบนี้มันคือเสรีภาพจริง หรือเป็นเพียงเสรีภาพแบบเลือกข้าง

นี่คือสิ่งที่ทำให้คำพูดของจ่าพิชิตมีน้ำหนัก เพราะเขาชี้ให้เห็นว่า THACCA หรือโครงการสนับสนุนสื่อ ควรทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ให้ทุนแก่ผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ ไม่ใช่ผู้กำกับเนื้อหาทางอุดมการณ์ ผู้กำกับจะคิดแบบไหน อยู่ฝั่งไหน เล่าเรื่องเอียงไปทางใด ก็เป็นสิทธิของผู้สร้าง ส่วนประชาชนมีหน้าที่รับชม ตั้งคำถาม วิจารณ์ และตัดสินด้วยวิจารณญาณของตนเอง

แต่ถ้าพรรคการเมืองหรือ สส.เริ่มคิดว่า ต้องเข้าไปมีอำนาจเหนือระบบงบประมาณ เพื่อเลือกสนับสนุนเฉพาะสิ่งที่ตนเองเห็นว่า “ควรเล่า” หรือ “พาสังคมไปข้างหน้า” คำถามก็คือ ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรคือข้างหน้า และอะไรคือถอยหลัง

เพราะในหลายครั้ง คำว่า “ก้าวหน้า” ถูกใช้เป็นใบอนุญาตในการดูถูกความทรงจำของคนอื่น เหยียดประวัติศาสตร์แบบอื่น และดิสเครดิตคนเห็นต่างว่าเป็นพวกสลิ่ม อนุรักษ์นิยม หรือฝ่ายมืด ทั้งที่สังคมประชาธิปไตยไม่ควรทำงานแบบนั้น

การวิจารณ์งบประมาณรัฐทำได้ การตรวจสอบ THACCA ทำได้ การตั้งคำถามว่างบสนับสนุนสื่อโปร่งใสหรือไม่ก็ทำได้ทั้งหมด แต่การขยับจากการตรวจสอบงบประมาณ ไปสู่การตั้งท่ารังเกียจงานสร้างสรรค์เพราะมันเล่าประวัติศาสตร์ไม่ถูกใจฝ่ายตนเอง นั่นคือคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ยิ่งเมื่อมีผู้สนับสนุนพรรคส้มเองออกมาส่งเสียงว่า “แบบนี้ไม่โอเค” พรรคก็ควรฟัง ไม่ใช่ปล่อยให้บรรยากาศการเมืองกลายเป็นการไล่ป้ายสีคนเห็นต่างไปเรื่อย ๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว พรรคที่อ้างว่าต่อสู้กับการผูกขาดทางความคิด อาจกำลังถูกตั้งคำถามเสียเองว่า กำลังสร้างการผูกขาดแบบใหม่ในนามความก้าวหน้าหรือไม่

กรณีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง สส.ไอซ์ ไม่ใช่แค่เรื่องละคร และไม่ใช่แค่เรื่อง THACCA แต่เป็นบททดสอบสำคัญของพรรคส้มว่า จะยอมรับความหลากหลายทางความคิดได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะความคิดที่ไม่ถูกใจตนเอง

เพราะถ้าเสรีภาพมีไว้เฉพาะให้คนฝ่ายเดียวกันใช้ ถ้าประวัติศาสตร์เล่าได้เฉพาะเวอร์ชันที่พรรคพอใจ และถ้าใครเล่าต่างออกไปต้องถูกประณามว่าเป็นสลิ่มหรืออนุรักษ์นิยม แบบนั้นคงไม่ใช่ความก้าวหน้า

มันคือการถอยหลังลงคลอง เพียงแต่เปลี่ยนคนถือไม้พายเท่านั้นเอง

ป.สามสี”

Leave a comment