
ผมไม่ใช่นักการเมืองแบบที่คุ้นเคย อนุชา โพสต์ เปิดใจ ร่ายยาวสไตล์การทำงานก่อนชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ
วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.
วันนี้ 21 พฤษภาคม 2569 นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยที่มาของสไตล์การทำงานที่เน้นการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้า โดยระบุว่าตัวตนของเขาถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์การกู้วิกฤตหนี้สินบริษัทของครอบครัวในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ต้องใช้เวลาถึง 7 ปีในการเจรจาปรับโครงสร้างจนสำเร็จ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี 2550 เพื่อนำประสบการณ์นี้มาใช้แก้ปัญหาให้สังคม โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “หลายคนมักจะถามผมว่า “ทำไมสไตล์ของอนุชา ถึงดูไม่เหมือนนักการเมืองแบบที่เราคุ้นเคยกัน?”
บ้างก็บอกว่าผมดูเรียบๆ ไม่หวือหวา ไม่ค่อยชอบชนหรือทะเลาะกับใคร… ผมอยากจะเล่าที่มาที่ไปให้ฟังครับ ว่าตัวตนและวิธีทำงานของผมในทุกวันนี้ มันถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ชีวิตและการสู้กับ “วิกฤต” ในอดีตอย่างไร ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทเครื่องจักรกลหนักและวิศวกรรมก่อสร้างของครอบครัวเรา ซึ่งตอนนั้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเผชิญกับภาวะหนี้สินมหาศาลจากการลอยตัวค่าเงินบาท ในฐานะลูกชายที่เพิ่งเรียนจบและทำงานข้างนอกได้ไม่นาน ผมต้องกลับมารับไม้ต่อเพื่อช่วยคุณพ่อแก้ปัญหานี้
.jpg)
ผมใช้เวลากว่า 7 ปีเต็มๆ ในการเจรจาหนี้ ปรับโครงสร้างองค์กร และนำบริษัทฯเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการอย่างอดทน วันนั้นสิ่งที่ผมยึดมั่นไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการ “เจรจา” และหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ (Win-Win) จนในที่สุดเราสามารถปลดหนี้ นำบริษัทฯออกจากตลาด และส่งต่อธุรกิจที่มั่นคงและเป็นระบบให้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร เพื่อให้คุณพ่อได้พักผ่อนอย่างหมดห่วง “นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางการเมืองตั้งแต่ปี 2550” เพราะในอดีต ธุรกิจของเราต้องดีลกับงานโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้ผมเห็นกลไกนโยบายและการทำงานของรัฐ และเข้าใจหัวอกของคนทำธุรกิจเอกชนมาตลอด เมื่อผมสามารถ “ปลดล็อกวิกฤตหนี้” ของครอบครัวได้สำเร็จ ผมจึงตั้งปณิธานว่า ผมอยากใช้ความรู้และประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแก้ปัญหาและ “ปลดล็อกวิกฤต” ให้กับคนอื่นๆ ในสังคมบ้าง
ผมเดินหน้าลุยงานกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ในฐานะสส.เขตในกรุงเทพมหานคร 2 สมัย รับผิดชอบพื้นที่ที่มีตั้งแต่ความเจริญมากที่สุด จนถึงปัญหาของชุมชนแออัดที่หนักหนาสาหัสมากที่สุด และต่อมาได้รับมอบหมายให้เป็น ประธานคณะกรรมการแก้ไขหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ผมก็นำทักษะการปรับโครงสร้างหนี้ในอดีต มาประสานความร่วมมือกับธนาคารของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ และหน่วยงานกำกับต่างๆ จนสามารถช่วยเหลือครูและบุคลากรทางการศึกษาของไทยไปได้เป็นจำนวนมาก
.jpg)
สำหรับผม “ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทมฯ” หน้าที่หลักที่สำคัญที่สุดคือ “การประสานงาน” กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเรามีปัญหาซับซ้อนและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย ทั้งภาครัฐ เอกชน และคนต่างพรรคการเมือง ดังนั้นสิ่งที่ กทม. ต้องการไม่ใช่คนที่เข้ามาเพื่อสร้างความขัดแย้ง หรือคนที่จะมาชนกับทุกฝ่ายเพื่อเอาคะแนนเสียง แต่เราต้องการ “นักบริหารงานมืออาชีพ” ที่กล้าเผชิญหน้ากับวิกฤต สามารถประสานงาน นั่งคุยกับทุกคนด้วยเหตุผล เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง โดยไม่ต้องคิดว่าใครจะได้หน้าหรือได้คะแนนนิยม
ผมเชื่อเสมอว่า ถ้าเราตั้งใจจริง ผลลัพธ์ของงานจะทำหน้าที่พูดแทนตัวเราเอง ผมพร้อมแล้วครับ ที่จะนำประสบการณ์จากการบริหารวิกฤตธุรกิจ และทักษะการประสานงานตลอดชีวิตการทำงาน มารับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ เพื่อขับเคลื่อนเมืองหลวงของเราให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ติดตามช่องทาง : https://www.tiktok.com/@iamjamesanucha #ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร #ผู้ว่ากทม #พรรคประชาธิปัตย์ #เจมส์อนุชา #กรุงเทพเมืองฟ้าอมรandmore #ประชาธิปัตย์ #DemocratPartyTH #อนุชาบูรพชัยศรี ผลิตสื่อโดย พรรคประชาธิปัตย์ 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้”

หลังจากโพสต์ของ อนุชา บูรพชัยศรี เผยแพร่ออกไป ได้รับความสนใจจากชาวโซเชียลเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง เช่น
“ประสบการณ์ของคุณอนุชาได้หลอกหลอมรวมการเจรจาและการประสานงานไว้ถึงกระดูกแล้วล่ะแบบนี้ เชียร์ครับ”
“รอติดตามผลงานและแนวคิดใหม่ๆ นะครับ เชื่อว่าความแตกต่างจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นครับ”
“การที่หน่วยงานหรือองค์กรสามารถทำงานร่วมกับทุกฝ่ายได้แบบนี้จะเป็นผลประโยชน์แก่ประชาชนมากที่สุด”
“สู้ๆครับเจมส์เจองานหนักหน่อยคู่แข่งน่ากลัว”
“เพราะเจอปัญหาด้วยตัวเองเลยเข้าใจเป็นอย่างดี”
“กำลังใจครับ”
“เลือกค่ะ”
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อนุชา บูรพชัยศรี