ไม่ใช่แค่ข้าวสาร! ‘ศุภจี’กางแผนพลิกโฉมข้าวไทย ดัน ‘New Rice Economy’ ยกระดับ Big Data-AI นำร่องอยุธยา

ไม่ใช่แค่ข้าวสาร! ‘ศุภจี’กางแผนพลิกโฉมข้าวไทย  ดัน ‘New Rice Economy’ ยกระดับ Big Data-AI นำร่องอยุธยา

ไม่ใช่แค่ข้าวสาร! ‘ศุภจี’กางแผนพลิกโฉมข้าวไทย ดัน ‘New Rice Economy’ ยกระดับ Big Data-AI นำร่องอยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Suphajee Suthumpun” ระบุว่า เกือบหนึ่งเดือนแล้ว หลังจากลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2569 วันนั้นไปเป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และได้พบกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัด จำนวนกว่า 200 รายค่ะ 

การไปพบเกษตรกรถึงแหล่ง “อู่ข้าวอู่น้ำ” ในวันนั้น ทำให้มีโอกาสรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ ให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์จริงที่พี่น้องเกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ 

ปัจจุบันพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ “วิกฤติซ้อนวิกฤต” ต้องเจอทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก  ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ ที่ไม่ใช่เฉพาะกับประเทศไทย แต่เป็นวิกฤติร่วมของโลก

สิ่งที่เราต้องทำ คือ การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้ระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ได้ผลผลิตสูงสุด และเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างแม่นยำ และสามารถเพิ่มผลผลิตได้ในระยะยาว

สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่งเป็นโครงการนำร่อง ให้เข้าถึงอุปกรณ์ อาทิ เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ 

“การแปรรูป” ที่เรากำลังพูดถึง ไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ และที่สำคัญ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น

ในส่วนของปลายน้ำ ซึ่งเป็นงานของกระทรวงพาณิชย์โดยตรง เราเดินหน้ามาตรการ “ซื้อนำตลาด” ด้วยการพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับใช้ติดตามสถานการณ์ทั้งผลผลิตและความต้องการในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต วางแผนการตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เรายังได้นำแนวคิด “New Rice Economy” มาผลักดันเป็นนโยบายระดับประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างข้าวไทย โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการเน้นปริมาณ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ข้าวประณีต” ที่ไม่ได้มองข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เป็นไลฟ์สไตล์ เพราะข้าวไทยมีรสสัมผัสและกลิ่นเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง “ข้าวประณีต” จะเจาะลึกถึงรสสัมผัสเฉพาะตัวของข้าวนั้นๆ 

เราคัดเลือกสายพันธุ์พิเศษที่หายากหรือมีเอกลักษณ์ จากกว่า 5,000 สายพันธุ์ในไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวฮาง ข้าวเบายอดม่วง (โปรตีนสูง) ข้าวไร่ดอกข่า (โอเมก้า 9) นำมายกระดับด้วยบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม และมีการเล่าเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดีมากค่ะ

ผ่านมาถึงวันนี้ เราเดินหน้าไปอีกขั้น ด้วยการยกระดับการใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อสร้าง “Big Data ข้าว” เชื่อมข้อมูลร่วมกันระหว่าง 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมพัฒนา Dashboard เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและทันเวลา โดยจะเริ่มนำร่องที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาค่ะ

กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าจะยกระดับระบบดังกล่าวให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ และในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์เตรียมนำเทคโนโลยี AI และแบบจำลอง Prism Model (Precision Rice Intelligence for Strategy & Market Model) มาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการข้าวจากตลาดโลก เพื่อประเมินศักยภาพตลาด วิเคราะห์ข้อจำกัดทางการค้า และกำหนดกลยุทธ์เชิงรุก ให้การส่งออกข้าวไทยสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

เรามีแผนต่อยอดความสำเร็จจากต้นแบบความร่วมมือในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขยายการดำเนินงานสู่ทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวด้วยเทคโนโลยี Big Data และ AI ให้สามารถติดตามสถานการณ์ผลผลิต และบริหารจัดการอุปสงค์–อุปทานได้แบบเรียลไทม์อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนการผลิต การเชื่อมโยงตลาด ไปจนถึงการกำหนดมาตรการเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์

จากจุดเริ่มต้นที่เรามีโอกาสลงพื้นที่พบกับพี่น้องเกษตรกรชาวนาโดยตรงในวันนั้น ได้รับฟังปัญหาทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาเชิงโครงสร้างจากทุกท่าน ถึงวันนี้อยากเรียนว่า บางเรื่องเราลงมือทำได้ทันที แต่ทุกเรื่องทุกปัญหาของพวกท่านจะถูกนำเสนอต่อรัฐบาล เพื่อดำเนินการในระยะต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ

สุดท้าย ขอถือโอกาสนี้ นำภาพเก่าเมื่อครั้งยังทำงานภาคเอกชน และมีโอกาสได้ลงมือปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวผลผลิตมาฝากทุกท่านด้วยนะคะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

21 พฤษภาคม 2569

Leave a comment