
ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต
วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต ดึงนักธุรกิจถิ่นน้ำหอม ขนเงินไปลงทุนในไทย ร่วมหารือยูเนสโกชื่นมื่น เดินหน้าเพิ่มมรดกโลก
นายกฯ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก เดินหน้าพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน พร้อมหารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ มนุษยชาติ เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านมรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน เชิญชวนนักธุรกิจแดนน้ำหอมขนเงินมาลงทุนในไทย
เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ ดร. ฟาทีห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับ IEA
ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการ IEA กล่าวชื่นชมแนวทางการดำเนินนโยบายพลังงานของไทยว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทพลังงานโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการเร่งทบทวนนโยบายพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือทางเทคนิค รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจพลังงานระดับโลก
รับมือวิกฤตพลังงานโลก
โฆษกฯกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นหารือ มีดังนี้
1. นโยบายด้านพลังงานและการรับมือวิกฤตพลังงานโลก นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต
ที่ผ่านมา ไทยได้เร่งแสวงหาความร่วมมือเพื่อกระจายแหล่งนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำมันสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ควบคู่กับการเพิ่มกำลังการกลั่นภายในประเทศ การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งและกระจายพลังงานทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก และขยายมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย
สร้างความมั่นคงพลังงาน
2. การยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับ IEA นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับ IEA ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงาน การหารือเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการฝึกซ้อมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของ IEA ในอนาคต
3. การผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนจาก IEA ต่อกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ให้ความมั่นใจว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ในกระบวนการดังกล่าว
ไทยเตรียมจัดงานใหญ่
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้อำนวยการ IEA เข้าร่วมงาน GASTech 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ตอบรับเข้าร่วมทันที โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องใช้โอกาสดังกล่าวในการสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานเชิงลึกต่อไป
ทั้งนี้ GASTech 2026 ถือเป็นงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดด้านอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน และพลังงานทางเลือก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก
อนุทินหารือยูเนสโก้
ต่อมาที่ สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนสำนักงานใหญ่ UNESCO และเห็นพ้องว่า การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับ UNESCO
ยูเนสโก้ชื่นชมประเทศไทย
ด้านผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ยังได้รับทราบถึงความตั้งใจของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมกับ UNESCO โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ
1. ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
ไทยมีมรดกโลก8แห่ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกจำนวน 8 แห่ง และไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้
2. การผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลกถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย
ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2570 (2027 Global Education Meeting) พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน