นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.58 น.

นายกฯ มอบนโยบายทูตฯ ยุโรป 24 ประเทศ เร่งเดินหน้าการค้า FTA ไทย-EU ดันการทูตเชิงรุก 2.0 จับต้องได้-ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ยันรัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงมาก ย้ำทูตฯ บอกทั่วโลกไทยมีจุดแข็งเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดน่าเข้ามาลงทุน 

เมื่อวันที่ 25 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม(อว.) และ น.ส.ซาบีดาไทยเศรษฐ์  รมว.วัฒนธรรม และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งมีเอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และ ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต รวม 24 ประเทศ 

โดยนายกฯ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ว่า ทุกคนที่มาร่วมประชุมวันนี้ตนในฐานะที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล ทุกคนคือบุคคลที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการใช้บทบาทเชื่อมประเทศไทยกับคนไทยและผู้คนในประเทศ ในกานดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ท่ามกลางสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และโอกาสใหม่ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม ในยุโรปไม่ใช่เพียงประเทศคู่ขา แต่ต้องมองในบริบทที่โลกแคบลง  ที่ตนเน้นย้ำอยู่เสมอคือเมื่อใดที่มีอำนาจในการเจรจาสูง ประเทศที่ได้รับผลในเชิงบวกประเทศไทย เรามีภูมิศาสตร์อยู่ที่กึ่งกลางของอาเซียน มีโอกาสก้าวกระโดดถ้าเราวางเข็มทิศให้ถูกทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประเทศมหาอำนาจมีปัญหากันเอง แต่อาเซียนยังมีความมั่นคงแข็งแกร่งและมีจำนวนประชากรที่มีศักยภาพในการที่จะพึ่งพาตนเองและทำให้ประเทศของเราเจริญเติบโต

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้หารือกับ นายสีหศักดิ์ เสมอว่าการทูต 2.0 คือการทูตที่จับต้องได้ เป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ในเรื่องความมั่นคงตนเชื่อว่ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมได้วางตำแหน่งของประเทศไทยไว้ในสถานะที่เราพูดได้ว่าประเทศของเราวันนี้มีความปลอดภัย ทั้งจากการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศใกล้เคียง เราสามารถสำแดงศักยภาพให้เห็นได้ว่า ไม่ใช่ประเทศที่ใครจะมาบุกรุกหรือคุกคามใดๆต่ออธิปไตยของได้ และสถานการณ์ในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา เราต้องสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงให้กับประเทศ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยพูดคุยกับนักการเมืองคนหนึ่ง แต่ตอนนี้ถูกแบนอยู่ ตนคิดเหมือนกันกับท่านว่าทำไมโลกยุคสมัยนี้ยังต้องมารบกัน โดยเฉพาะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่เล็กกว่าแค่นั้นก็ตายแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศมากมาย  แต่บางทีความความเชื่อของเราในด้านเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอ เวลามีความขัดแย้งแล้วปะทุ ขึ้นมาถึงขั้นต้องสู้รบกัน สิ่งที่จะทำให้ประเทศของเรามีความหน้ายำเกรงและทำให้คนที่จะคิดใช้กำลังทางการทหารในในการสู้รบกับเรา ก็คือความพร้อมทางด้านการรบของประเทศไทย ในสถานะที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและมีความคุ้นเคย ในพื้นที่ที่เลือกตั้งของตนทำให้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีอยู่ในพื้นที่ ได้เห็น ความไม่ปราณีของคู่กรณีโดยอาวุธ และเมื่อมี โอกาสเข้ามาในรัฐบาลก็ได้พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงและสนับสนุนนโยบายด้านการดำเนินงานของฝ่ายความมั่นคง 

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ตนได้ใช้เวลาในการเข้ามาเป็นนายกฯเข้าเดือนที่ 8 แล้ว ได้พูดคุยกับฝ่ายการทหารและฝ่ายความมั่นคง พบว่าด้านนี้ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่สิ่งที่น่าห่วงคือเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นภารกิจของเอกอัครราชทูต คือต้องทำให้ประเทศต่างๆได้รู้ว่าไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพราะว่าเราเป็นประเทศที่มีแรงงานถูก แต่เป็น ประเทศที่มีความพร้อม มีห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลายเชน) ที่ทำให้เขามั่นใจว่าสามารถขยายกิจการและมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และในสถานะที่เป็นเอกอัครราชทูต ในภาคเอกชนถือว่าเป็น Director  Marketing (ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบการวางแผน)

นายกฯ ยังกล่าวด้วยว่า เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้หน้าจะทำให้ทูตฯไปพูดคุยกับผู้ที่สนใจจะเข้ามาลงทุนหรือมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทย ด้วยความมั่นคงและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น หากติดตามในโซเชียลจะเห็นว่ามีการปะทะคารม มีการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย นั่นเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสาร แต่ความมีเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้ถือว่ามีความมั่นคงมากพอสมควรที่จะทำให้ เราสามารถดำเนินนโยบายต่างๆอย่างต่อเนื่องได้ ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะทำให้นานาชาติเห็นว่าเรากำลังยกมาตรฐานในเรื่องของการเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ ในระดับที่เป็นสากล โดยเรากำลังเดินหน้า การยกระดับมาตรฐานสู่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD )รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี  นอกจากนี้ ยังต้องเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น

โอกาสนี้  เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า  อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก

ด้านนายกฯ กล่าวอีกว่า จากการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ ความมั่นคงทางอาหาร เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ ไทยต้องมีความพร้อมและทำให้ทั้งโลก เห็นว่านี่คือความเข้มแข็งของประเทศไทย ทั้งนี้ ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในสปอตไลท์โลกมากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนก.ย.นี้ 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนต.ค.นี้ และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพ.ย.นี้ จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

นายกฯ กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบทีมไทยแลนด์ ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอนาต

ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า  วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับนายยศชนันเพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน  รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน  ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เรื่องพลังงานสะอาด ที่เกิดจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งบังคับให้เราต้องเปลี่ยนผ่าน และไม่ใช่เรื่องที่เราเพียงแค่ให้ความสำคัญกับเรื่องโลกร้อน แต่เราจำเป็นจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเพราะราคาพลังงานแพง ที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานถูกทำลายเยอะ ดังนั้นการเดินไปสู่พลังงานอาจมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันเรามีจุดแข็งอยู่หลายอัน โดยเฉพาะด้านอาหาร อุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ต่อยอดไปที่เรื่องของอีวี

Leave a comment