นาซาเผยแผนขั้นต่อไป ในการสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์

นาซาเผยแผนขั้นต่อไป ในการสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์

27 พ.ค. 2569 05:41 น.

นาซาเผยแผนขั้นต่อไป ในการสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์

นาซาเปิดเผยแผนการขั้นต่อไปในแผนการเพื่อสร้างฐานปฏิบัติการถาวรบนดวงจันทร์ ท่ามกลางการแข่งขันดาวอวกาศครั้งใหม่กับจีน ซึ่งตั้งเป้าจะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ภายในปี 2573

เมื่อวันอังคารที่ 26 พ.ค. 2569 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ “นาซา” (NASA) เปิดเผยรายละเอียดของยานลงจอดไร้คนขับ โดรนแบบกระโดดเคลื่อนที่ (hopping drones) และยานพาหนะต่างๆ ที่มีเป้าหมายจะส่งไปยังดวงจันทร์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของสหรัฐฯ ในการสร้างฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์

โครงการฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ของนาซา หรือ “อิกนิชัน มูน เบส” (Ignition Moon Base) แบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน โดยนาซาต้องการส่งยานลงจอดไร้คนขับและโดรนแบบกระโดดเคลื่อนที่ไปสำรวจและจัดทำแผนที่ภูมิประเทศที่ท้าทายบนดวงจันทร์

จากนั้นจะมีการนำส่งยานพาหนะขนส่งที่สามารถขับเคลื่อนพานักบินอวกาศเดินทางไปบนพื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงทำหน้าที่บรรทุกอุปกรณ์การสื่อสารและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นาซาระบุว่าบริษัทต่างๆ ซึ่งรวมถึง บลู ออริจิน (Blue Origin), อินทูอิทิฟ แมชชีนส์ (Intuitive Machines) และ แอสโทรโบติก (Astrobotic) เป็นกลุ่มบริษัทที่ได้รับสัมปทานสัญญาในการสร้างเครื่องจักรกลอวกาศเหล่านี้

นาซาต้องการให้ยานลงจอดบนดวงจันทร์ของบริษัทบลู ออริจิน ที่มีชื่อว่า “เอนดูแรนซ์” (Endurance) มีความสามารถในการลงจอดได้อย่างแม่นยำสูง ตลอดจนมีระบบควบคุมและนำทางโดยอัตโนมัติ ขณะที่ยานลงจอด “กริฟฟิน-1” (Griffin-1) ของบริษัทแอสโทรโบติก คาดว่าจะลงจอดที่บริเวณหลุมอุกกาบาตโนบิเล (Nobile Crater) ใกล้กับขั้วใต้ของดวงจันทร์

นอกจากนี้ เครื่องจักรกลเหล่านี้จะทำหน้าที่ขนส่งเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ของนาซาไปด้วย ซึ่งรวมถึงกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูง และเครื่องมือที่ใช้แสงเลเซอร์สะท้อนในการช่วยควบคุมการลงจอดของยานอวกาศ

คาร์ลอส การ์เซีย-กาลัน ผู้บริหารโครงการฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์ เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า ภารกิจสำรวจด้วยหุ่นยนต์ไร้คนขับนี้จะดำเนินไปจนถึงปี 2572 โดยจะมีการปล่อยยานทั้งสิ้น 25 ครั้ง และนำส่งสัมภาระน้ำหนักรวม 4 ตันไปลงจอดบนดวงจันทร์

ในขั้นต่อไป นาซาต้องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแสงอาทิตย์บนดวงจันทร์ ซึ่งรวมถึงเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบฟิชชัน และภายในปี 2575 นาซาตั้งเป้าให้มนุษย์สามารถอยู่อาศัยบนดวงจันทร์ได้ในบ้านพักแบบ “กึ่งถาวร”

โดยจะมีการใช้รถสำรวจ (Rovers) เพื่อช่วยให้นักบินอวกาศสามารถเดินทางระยะไกลข้ามพื้นผิวที่เต็มไปด้วยโขดหินของดวงจันทร์ได้ด้วย

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ต้องการส่งชาวอเมริกันกลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2571 ท่ามกลางการแข่งขันกับจีนในการส่งมนุษย์กลับสู่พื้นผิวดวงจันทร์ หมายความว่านาซากำลังอยู่ภายใต้ความกดดันที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขันทางอวกาศครั้งใหม่นี้

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นาซาได้ประกาศโครงการมูลค่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อก่อสร้างฐานปฏิบัติการถาวรที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานแสงอาทิตย์ ณ บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ภายในปี 2575 โดยในวันอังคารที่ผ่านมา นายจาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารของนาซา กล่าวว่าการประกาศในครั้งนี้หมายความว่าสหรัฐฯ จะ “ไม่มีวันสละดวงจันทร์อีกต่อไป”

การมีฐานปฏิบัติการจะช่วยให้สหรัฐฯ สามารถทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ขุดเจาะทรัพยากรที่มีมูลค่า และเดินทางไปยังดาวอังคารได้ง่ายดายยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่ากรอบเวลาของนาซานั้นดูไม่น่าเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ

แม้ว่าสหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศ 4 คนเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจ อาร์เทมิส 2 (Artemis II) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าจีนน่าจะเป็นประเทศต่อไปที่ส่งมนุษย์ไปลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จ

แผนการทั้งหมดของนาซาจำเป็นต้องพึ่งพาความพร้อมของยานอวกาศที่สามารถขนส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ได้อย่างปลอดภัย โดยบริษัท สเปซเอกซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ ได้รับสัมปทานสัญญาในการสร้างยานอวกาศที่มีชื่อว่า “สตาร์ชิป ฮิวแมน แลนดิง ซิสเต็ม” (Starship Human Landing System) ทว่าโครงการดังกล่าวกลับต้องเผชิญกับอุปสรรคและความล่าช้ามาแล้วหลายครั้ง

“ขั้นตอนที่เป็นตัวฉุดรั้งและข้อจำกัดสำคัญในตอนนี้ คือการพานักบินอวกาศลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์” ซิเมออน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านดวงจันทร์อธิบาย

“สำหรับผมแล้ว ฟังดูเหมือนว่า [นาซา] รู้สึกว่าพวกเขาอยู่ในจุดที่จำเป็นต้องเริ่มประกาศว่าพวกเขามีแผนการรองรับไว้แล้ว ดังนั้นผมจึงคิดว่ามีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ค่อนข้างมาก” บาร์เบอร์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Leave a comment