เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

เลขาฯพระปกเกล้า ร่วมเวทีนานาชาติ แลกเปลี่ยนมุมมองพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.24 น.

“เลขาฯพระปกเกล้า”ร่วมเวทีนานาชาติ ณ นครเซี่ยงไฮ้ แลกเปลี่ยนมุมมองการพัฒนาธรรมาภิบาลสู่อนาคต ชี้รัฐยุคใหม่ต้องพัฒนาคนและระบบควบคู่เทคโนโลยี

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ International Symposium on Governance of World Modernization & The Forum of the School of Public Administration and Policy ในฐานะแขกกิตติมศักดิ์และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำระดับนโยบาย นักวิชาการ และผู้แทนจากสถาบันการศึกษาด้านนโยบายสาธารณะจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 25 – 27 พฤษภาคม 2569

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Global South Think Tank Alliance และมหาวิทยาลัยฟูดัน (Fudan University) โดยมี School of International Relations and Public Affairs, Fudan University เป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารภาครัฐและธรรมาภิบาลในบริบทโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในโอกาสดังกล่าว คณะผู้แทนจากประเทศไทยได้เข้าพบหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางวิชาการกับศาสตราจารย์ซู ฉางเหอ (Prof. Su Changhe) คณบดี School of International Relations and Public Affairs พร้อมด้วยศาสตราจารย์ผิง จาง (Prof. Ping Zhang) รองคณบดี และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือด้านนโยบายสาธารณะและการพัฒนาธรรมาภิบาลในระดับนานาชาติ

สำหรับการเสวนาวิชาการ รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้รับเกียรติเป็นองค์ปาฐกในช่วง Panel One หัวข้อ “Government Capacity and Governance Modernization” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญภายใต้ธีมหลัก “Better Government, Better Governance: Government Capacity and Governance Effectiveness in a Globalized World” ร่วมกับผู้แทนจากสถาบันวิจัยและองค์กรชั้นนำจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ Global South

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้นำเสนอแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ” (Effective Government) กับ “การบริหารจัดการที่ดี” (Effective Governance) โดยชี้ว่า แม้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพจะสามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจได้ แต่ธรรมาภิบาลที่มีประสิทธิผลคือหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจของประชาชนและความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว

พร้อมกันนี้ ได้เสนอว่า การขับเคลื่อนภาครัฐสู่ความทันสมัยในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถของรัฐอย่างรอบด้านใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ (Analytical Capacity) ขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการ (Managerial Capacity) ขีดความสามารถด้านการปรับตัว (Adaptive Capacity) และขีดความสามารถด้านประชาธิปไตย (Democratic Capacity)

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนถึงความท้าทายในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ได้เร่งให้ปัญหาทางสังคมซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น จนเครื่องมือทางสังคมแบบเดิมไม่สามารถตอบสนองได้ทัน โดยเน้นย้ำว่า “การเปลี่ยนผ่านสู่ความทันสมัย” ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีหรือ AI มาใช้เป็นภาพลักษณ์ภายนอกขององค์กร แต่ต้องเป็นการบูรณาการนวัตกรรมและงานวิจัยเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันทางการเมือง ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยังคงยึดมั่นในหลักคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม

ในช่วงท้ายของการอภิปราย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ได้กล่าวถึงบทบาทของสถาบันพระปกเกล้าในฐานะสถาบันคลังสมองทางนิติบัญญัติของประเทศ ที่พร้อมขับเคลื่อนงานวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ และการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถเชิงสถาบันร่วมกับรัฐสภาและหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านอำนาจรัฐให้เป็นคุณค่าเพื่อประโยชน์สาธารณะ สอดรับกับความท้าทายของโลกยุคใหม่ และสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันการเมืองและการบริหารภาครัฐอย่างยั่งยืน

Leave a comment