
ชายแดนคึก แห่เที่ยวตาควาย-เนิน350
วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
รัฐบาลเดินหน้า UNCLOS กำหนดเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา ให้ชัดเจน ยันไม่ใช่เจรจาพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นจะยึดผลประโยชน์ชาติสูงสุด ส่วนปราสาทตาควาย-เนิน 350 ฮอตไม่หยุด นักท่องเที่ยวทะลัก 2วัน พุ่งกว่า1,500คน แห่สัมผัสพื้นที่ประวัติศาสตร์ชายแดน-หนุนเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่มีความกังวลกับการที่ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ในประเด็นพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น รัฐบาลขอทำความเข้าใจกับประชาชนว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นเรื่องของการหารือและพิจารณาแนวเขตทางทะเลตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ร่วมกันหรือแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากร
ทั้งนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้อธิบายต่อสาธารณชนและทูตกว่า 70 ประเทศ อย่างชัดเจนว่าการเข้าสู่กระบวนการตาม UNCLOS เป็นกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อหาทางออกในประเด็นการกำหนดเขตแดนทางทะเลที่ยังมีความเห็นแตกต่างกัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม หรือการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ดังกล่าว รัฐบาลไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าการกำหนดเขตแดนทางทะเลให้มีความชัดเจนและเป็นที่ยอมรับตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องดำเนินการก่อนเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อรักษาสิทธิ อธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศชาติในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การที่ไทยเข้าร่วมกระบวนการตาม UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย หรือยอมรับแนวทางใดล่วงหน้า แต่เป็นการใช้กลไกสากลที่ทั้งสองประเทศเป็นภาคีร่วมกัน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใส อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหลักกฎหมาย
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความรอบคอบ โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยอย่างเต็มที่
“ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ กระบวนการ UNCLOS จะต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเลตามหลักสากลก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน และไม่ใช่การยกผลประโยชน์ของชาติให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” น.ส.รัชดา กล่าว
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการท่องเที่ยวบริเวณปราสาทตาควาย-เนิน 350ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ว่ายังคงคึกคักต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ภายใต้มาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางมาสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และพื้นที่แห่งวีรกรรมทหารไทยตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวันมีประชาชนทยอยเดินทางเข้ามาลงทะเบียนทั้งจองผ่านแอปพลิเคชั่นและวอล์กอินอย่างต่อเนื่อง เพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดชมวิวและจุดยุทธศาสตร์สำคัญตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ท่ามกลางมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด นักท่องเที่ยวทุกคนต้องจอดรถบริเวณโรงเรียนบ้านไทยสันติสุข ก่อนลงทะเบียนและใช้บริการรถสองแถวที่หน่วยงานท้องถิ่นจัดเตรียมไว้รับ-ส่ง เพื่อควบคุมการสัญจรและบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย โดยไม่อนุญาตให้นำรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปยังจุดท่องเที่ยวด้านบน
ขณะเดียวกัน นายณัฐพัชร์ บุญมี นายกอบต.บักได จัดโครงการส่งเสริมเกษตรกร ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 ภายใต้ชื่องาน “ของดีบักได” ที่โรงเรียนบ้านสันติสุข หมู่ 16 ต.บักได เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวโดยตรง
ทั้งนี้ ภายในงานมีผลไม้ขึ้นชื่อของพื้นที่ ทั้งทุเรียน เงาะ และมังคุด วางจำหน่าย ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่รอเยี่ยมชมปราสาทตาควายและเนิน 350 เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ผลไม้หลายชนิด โดยเฉพาะมังคุด จำหน่ายหมดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานภายหลังเปิดงาน สะท้อนถึงเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและโอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวชายแดน
สำหรับโครงการดังกล่าวถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ นอกเหนือจากการจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตออกจำหน่ายด้วยตนเอง สร้างรายได้เพิ่มและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านแหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ในเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่แล้วมากกว่า 1,500 คน จากโควตาที่เปิดรองรับ 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันแรกของการเปิดพื้นที่เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา คาดว่าตลอดทั้งวันยอดนักท่องเที่ยวจะทะลุ 2,000 คนอย่างแน่นอนซึ่งความสำเร็จของการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวครั้งนี้ ไม่เพียงเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของภาครัฐและกองทัพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ชายแดนในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และการเรียนรู้ สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ควบคู่กับการปลูกฝังความตระหนักรู้ด้านประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติอย่างยั่งยืน