
รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : กินอย่างไร (สุขภาพ) ก็เป็นอย่างนั้น : You are what you eat.
วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.07 น.
คำว่า You are what you eat. บ่งบอกชัดเจนว่า สุขภาพของคุณ คือผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณกินเข้าไปทุก ๆ วัน ถ้ากินของดีมีคุณประโยชน์ สุขภาพก็จะดี ไม่เจ็บป่วย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ก็จะ happy
วันนี้เรามาพูดถึงอาหารการกิน และเครื่องดื่มของคนยุคปัจจุบัน เพราะยุคนี้อยู่บ้าน แต่ต้องมีสตางค์ด้วยนะ ก็สามารถมีของกินของใช้ไปส่งถึงบ้าน เรียกว่ามีของไปส่งถึงที่ แถมของกินในยุคนี้หาซื้อได้สะดวกตลอดเวลาไม่ว่าจะค่ำมืดดึกดื่นสังเพียงใดก็หาได้ ราคาก็ถูกพอประมาณ แล้วยังเก็บไว้ได้นานหากเก็บถูกกรรมวิธี แถมมีรสชาติดี ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับอาหารแปรรูป หรือ processed food มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแทบไม่รู้ตัว เรากินสิ่งที่ถูกออกแบบมาให้เรากินและกิน แต่ไม่ได้กินเพื่ออิ่ม หรือหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่บางคนกินเพราะเห็นว่ามันอร่อย อยากกิน กินแล้วก็อยากกินต่อไปเรื่อย ๆ
แต่รู้ไหมว่า อาหารและเครื่องดื่มบางอย่างเต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมัน เกลือ และสารปรุงแต่งต่าง ๆ ในระดับที่กระตุ้นความพึงพอใจ ทำให้เรากินได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกอิ่มง่าย แม้อาหารเหล่านั้นอาจไม่มีพิษโดยตรง แต่เป็นอาหารที่ทำให้เรากินจนเกินความพอดี แล้วเมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว
ทุกวันนี้ คนจำนวนมากมีปัญหาสุขภาพ เพราะกินของที่อยากกินจนเกินขนาด แต่หลายคนก็กังวลว่าสิ่งที่กินเข้าไปอาจไม่ดีต่อสุขภาพ จึงพยายามค้นหาว่าอะไรที่ห้ามกิน และอะไรคืออาหารพิเศษที่ช่วยกู้สุขภาพที่เริ่มเสื่อมทรุดให้กลับคืนมาดี ทำให้ประเด็นเรื่องการกิน ซึ่งควรจะเป็นเรื่องง่ายของชีวิต กลับกลายเป็นที่เรื่องซับซ้อนสำหรับใครหลายคน
เมื่อเรากินมากจนอ้วน เราก็หันไปหา clean food แล้วยอมจ่ายเงินมาก ๆ เพื่อหวังได้อาหารที่ไม่ปรุงแต่งรสชาติมากเกินไป ต้องการรสชาติกลาง ๆ แต่เมื่อเริ่มป่วย หรือกังวลเรื่องสุขภาพ เราก็พยายามหา super food มากิน ด้วยความหวังว่าจะได้สารต้านอนุมูลอิสระ หรือช่วยล้างสารพิษในร่างกาย
แต่ในความเป็นจริง สุขภาพที่ดี อาจไม่ต้องเริ่มจากอาหารที่มีคำจำกัดความพิเศษ หรือราคาแพงเสมอไป แค่ลดอาหารที่ไม่เหมาะสมลง ลดอาหารแปรรูป ลดหวาน มัน เค็ม แล้วกินอาหารธรรมดาที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ก็ดีต่อร่างกายแล้ว
หนึ่งในคำแนะนำสำคัญที่แพทย์หรือเภสัชกรมักบอกกับผู้ป่วยควบคู่กับการใช้ยา คือ ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต้องลด ละ เลิก การกิน การอยู่ที่ผิดสุขลักษณะ เช่น ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง มักถูกแนะนำให้ลดอาหารเค็ม ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การไม่เติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือเกลือเท่านั้น แต่รวมถึงการระวังโซเดียม (เกลือ) ที่แฝงอยู่ในอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป และอาหารที่ถูกถนอมด้วยวิธีต่าง ๆ ด้วย
ผู้ป่วยเบาหวาน มักถูกแนะนำให้ลดของหวาน ลดเครื่องดื่มรสหวาน รวมถึงอาหารประเภทแป้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาหารเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้
การปรับพฤติกรรมการกินการอยู่ประจำวัน นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การรักษาด้วยยาได้ผลดีขึ้น แต่หากยังใช้ชีวิตแบบเดิม กินแบบเดิม แต่หวังให้ยาแก้ปัญหาทุกอย่าง สุดท้ายเมื่อควบคุมโรคไม่ได้ ก็อาจต้องเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยามากขึ้นเรื่อย ๆ
หลายคนอาจเผลอคิดว่าการแก้ปัญหาสุขภาพเป็นหน้าที่ของหมอหรือยา แต่ที่จริงแล้ว โรคหลายโรคไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว กว่าจะป่วยเป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม หรือเก๊าท์ เราต้องใช้เวลากินและใช้ชีวิตแบบไม่เหมาะสมมานานเป็นสิบปี
ดังนั้น เมื่อเริ่มรักษาโรค เราจึงต้องเข้าใจว่ายาส่วนใหญ่ ทำหน้าที่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุสำคัญอย่างพฤติกรรมการกินการอยู่ คือเรื่องจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมกัน
คำแนะนำพื้นฐานที่ผู้ป่วยมักได้รับ คือควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม หากมองตามความเป็นจริงแล้ว การเลือกกินอาหารให้เหมาะสม เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการลากพาตัวเองไปวิ่ง หรือเข้าฟิตเนสเสียอีก ในชีวิตจริงนั้น คงไม่มีใครทำได้สมบูรณ์แบบตลอดเวลา หากบางวันอยากกินอะไรที่ดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพบ้าง เช่น ไส้กรอกแดงทอดคู่ชาเย็นหวานจัด ทั้งที่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเลี่ยงหวาน มัน เค็ม จำกัดแป้ง แล้วยังพยายามไม่กินอาหารแปรรูปอย่างเบคอน ไส้กรอก กุนเชียง หรือแหนม ก็ไม่ได้แปลว่าความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาเสียเปล่าไปแล้ว
ขอย้ำว่า การดูแลสุขภาพไม่ใช่การแข่งขันเพื่อความสมบูรณ์แบบ ความพยายามที่ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง ยังดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเสียเลย อย่างน้อยก็ช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษา ช่วยชะลอการดำเนินของโรค ช่วยลดโอกาสเพิ่มขนาดยา หรือเพิ่มจำนวนยาที่ต้องกินได้ ดังนั้น ผู้ป่วยหลายราย หากสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินการอยู่ได้ดีอย่างต่อเนื่อง ก็ช่วยควบคุมโรคได้ดี ดังนั้น การคุมอาหารและการใช้ชีวิตให้สมดุล ก็สามารถลดหรือหยุดยาได้ในที่สุด
ทั้งหมดนี้สะท้อนได้ชัดเจน และมีเหตุผลอย่างมาก กับการพูดประโยคสั้น ๆ ว่า You are what you eat. และคำนี้ยังคงเป็นจริงมาจนถึงทุกวันนี้