LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

LIFE & HEALTH : ทางรอด SMEs ไทย AI ช่วยต้นทุนต่ำและกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเทคโนโลยี และ โครงสร้างของกฏกติกาโลกเข้าสู่ “การแบ่งโครงสร้างอำนาจหลายขั้ว” ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprises : SMEs) ที่ต้องบริหารจัดการองค์กรให้สามารถฝ่าคลื่นของการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ข้อมูลจาก ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทด้าน AI-Data Driven Technology และ AI Transformation and Solution  ระบุว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น SMEs ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารต้นทุนให้ต่ำ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง และ การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กร ทั้งเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และ ศักยภาพในการทำงาน ไปพร้อมๆ กับ การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าใครเป็นกลุ่มลูกค้าและพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

SMEs มีทรัพยากรที่จำกัด เราต้องแม่นว่าใครเป็นลูกค้าของเรา และ เราต้องพัฒนาสินค้าและบริการอะไรที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย “ต้นทุนต่ำ และ กลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ” เป็นทางรอดของ SMEs ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

AI เครื่องมือบริหารจัดการต้นทุนให้ SMEs ไทย

จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ณ ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 3.31 ล้านราย เพิ่มขึ้น 54,457 ราย เมื่อเทียบกับปี 2567 มีการจ้างงาน จำนวน 13.65 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 69.12% ของการจ้างงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจำนวน 228,421 คน เทียบกับปี 2567 โดยธุรกิจกระจายตัวอยู่ในภาคธุรกิจการค้า บริการ และ การผลิต ถือว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2568 SMEs มีมูลค่ารวม 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย (GDP) และ มีอัตราการขยายตัวที่ 2.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

ในขณะที่ SMEs เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งเรื่องของการจ้างงาน และ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่ธุรกิจ SMEs ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงบริบทของการทำงาน ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายแห่งต้องเผชิญกับปัญหาในการบริหารจัดการองค์กรให้ก้าวข้ามกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

จากรายงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า อัตราการเลิกกิจการของ SMEs คิดเป็นสัดส่วน 27% ของการจัดตั้งธุรกิจใหม่  อาทิ ในเดือนมีนาคม 2569 มีการตั้งธุรกิจใหม่ 7,588 ราย แต่จะมีการเลิกกิจการ 2,000 กว่าราย ในขณะที่มีกิจการ SMEs เลิกกิจการเฉลี่ย 20,000-23,000 รายต่อปี โดยมีอัตราการเลิกกิจการของ SMEs เพิ่มขึ้น 7% ต่อ ปี สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจของ SMEs ทั้งปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจ และ ปัญหาด้านการขายและการตลาด

ในปี 2569 ธุรกิจเผชิญกับวิกฤตที่ซ้ำซ้อนกันหลายวิกฤต ทั้งวิกฤตที่เกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต้นทุนภาคการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ และ วิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ท่ามกลางกำลังซื้อที่ถดถอยลง

เมื่อกำลังซื้อถดถอย สิ่งที่ธุรกิจ SMEs ต้องเร่งจัดการคือ “การบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุด” เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับธุรกิจ เพราะการทำธุรกิจท่ามกลางวิกฤต “กระแสเงินสดสำคัญที่สุด” (Cash is King) ปัจจุบันเทคโนโลยีเอไอ ได้เข้ามามีบทบาทช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถปรับลดต้นทุนในการดำเนินงานได้ ในฐานะที่ เรียล สมาร์ท ทำธุรกิจ ด้าน AI Transformation และ AI Solution พบว่า ปัจจุบัน AI มีการพัฒนาให้สามารถทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพของภาคธุรกิจได้ โดยเฉพาะการทำงานซ้ำๆ หรือ การทำงานประจำที่มีขั้นตอนและกระบวนการทำงานที่ชัดเจน (Routine Work)  เช่น งานด้านการบันทึกรายงานลูกค้า งานบัญชีพื้นฐาน งานเช็คคลังสินค้า รวมไปถึงการจัดการเอกสารต่างๆ ภายใต้การออกแบบที่เหมาะกับการทำงานของแต่ละธุรกิจ เป็นการนำเอไอ มาใช้ในการปรับเปลี่ยน (Transform) ธุรกิจ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ในการปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนในการทำงาน โดยใช้ทีมงานเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เพิ่มขึ้น ด้วยต้นทุนที่ลดลง

ปัจจุบันมีนวัตกรรมเอไอ ที่ถูกพัฒนาใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกสัปดาห์ ต้นทุนในการเข้าถึงนวัตกรรมเอไอ ก็ถูกลง จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ SMEs ที่จะนำเอไอ มาใช้ ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดต้นทุนในการดำเนินงาน ท่ามกลางวิกฤต และ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ข้อมูล” สร้างโอกาสที่ “แม่นยำ” ในการจับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

นอกจากการบริหารต้นทุนให้ต่ำที่สุดแล้ว “ความแม่นยำ” ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วยสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า การหว่านหาลูกค้าทั่วไปไม่ใช่การทำการตลาดที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน และ การเข้าไปแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูง (Red Ocean) ก็ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีทรัพยากรที่จำกัด การเลือกลูกค้าที่ใช่ และ ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ ด้วยข้อมูล(Big Data) จึงเป็นหัวใจสำคัญ

SMEs ต้องรู้ว่าใครเป็นลูกค้า และ สร้างสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแม่นยำ จะทำให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถที่จะก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาได้ ทั้งนี้ SMEs ต้องรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร และ ใครเป็นลูกค้า แล้วพัฒนาสินค้าและบริการแบบพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ เป็นการสร้างน่านน้ำใหม่ให้กับตัวเอง (Blue Ocean) โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่มาใช้ในการวิเคราะห์หากลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งเทคโนโลยีเอไอ ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือที่สามารถเข้ามาช่วยผู้ประกอบการ SMEs ในการสร้างน่านน้ำใหม่ของตัวเองได้

จากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีเอไอ เข้ามาเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ทำให้ SMEs ไทย สามารถที่จะปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้มี ต้นทุนที่ถูกลง และ นำข้อมูลมาใช้ในการหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่แม่นยำ เหมือน SMEs ที่ประสบความสำเร็จในหลายประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่าง ประเทศเอสโตเนีย เกาหลีใต้ จีน ที่มี SMEs จำนวนมาก และ ประสบความสำเร็จ จากการนำเทคโนโลยี และ ข้อมูลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรให้สามารถก้าวข้ามคลื่นของการเปลี่ยนแปลง

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Leave a comment