
17 มิ.ย. 2569 15:10 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ผู้นำ G7 ประกาศหนุนอธิปไตยยูเครน-ยกระดับคว่ำบาตรรัสเซีย
ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ G7 ที่ประเทศฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันหนุนอธิปไตยเหนือดินแดนของยูเครน พร้อมเห็นชอบเพิ่มมาตรการกดดันรัสเซีย ขณะเดียวกันยังส่งสัญญาณสนับสนุนกรอบข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และเตรียมหารือประเด็นห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์
ความคืบหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G7 ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 มิ.ย. ที่ เมืองเอวียอง-เล-แบงส์ เมืองรีสอร์ตริมทะเลสาบของประเทศฝรั่งเศส โดยในวันนี้ (17 มิ.ย.) บรรดาผู้นำ G7 ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียวในการสนับสนุนประเทศยูเครน รวมถึงบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมเห็นพ้องที่จะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งแถลงการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงแต้มต่อและการมีอำนาจต่อรองที่เพิ่มมากขึ้นของรัฐบาลยูเครน ในขณะที่กำลังแสวงหาแนวทางการเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย
แถลงการณ์ร่วมครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมา คณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มักจะมีความเห็นที่ยากจะประนีประนอมกับชาติพันธมิตร โดยเฉพาะในประเด็นอย่างการยุติสงครามยูเครน อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ได้ร่วมประชุมครั้งสำคัญกับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน และผู้นำ G7 คนอื่นๆ เมื่อวันอังคาร ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเป็นไปได้ด้วยดี และจุดประกายความหวังว่าอาจมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยเซเลนสกีเปิดเผยว่าเขาอาจเข้าพบกับทรัมป์อีกครั้ง
นอกจากนี้ ท่าทีที่แข็งกร้าวของ G7 ยังสะท้อนถึงสถานะของยูเครนที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างเด่นชัด หลังจากประสบความสำเร็จในการส่งโดรนรุกคืบโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งตัดกำลังและลดทอนความได้เปรียบของฝั่งมอสโกในเกมการเมืองลงไปมาก
ผู้นำ G7 ยังได้แสดงความยินดีต่อข้อตกลงกรอบสันติภาพเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามไปเมื่อช่วงก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดเพียงไม่กี่วัน โดย G7 ประกาศพร้อมที่จะมีส่วนร่วมสนับสนุนให้ข้อตกลงนี้ถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม
ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้ตกลงที่จะร่วมมือกันแสวงหาและกระจายเส้นทางการจัดส่งพลังงานในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องแคบยุทธศาสตร์สำคัญ และจะเร่งเพิ่มปริมาณการสำรองพลังงานของแต่ละประเทศเพื่อความมั่นคงในอนาคต
ในช่วงการประชุมวันพุธ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในฐานะที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ วาระการหารือได้มุ่งเป้าไปที่ “แร่ธาตุหายากและจำเป็น” และปัญหาความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก โดยนักการทูตเปิดเผยว่า ฝรั่งเศสกำลังผลักดันให้ประเทศพันธมิตรร่วมลงนามในมาตรการปกป้องกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ เพื่อช่วยให้ชาติตะวันตกสามารถลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากประเทศจีน และปกป้องนักลงทุนจากการถูกรัฐบาลปักกิ่งใช้มาตรการโต้กลับหรือการทุ่มตลาด
ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเศรษฐกิจโลกเมื่อปีที่แล้ว ด้วยการประกาศใช้มาตรการจำกัดการส่งออก “แม่เหล็กถาวร” ที่ทำจากแร่แรร์เอิร์ธ จนส่งผลให้อุตสาหกรรมขั้นสูงหลายประเภทในชาติตะวันตกเกือบต้องหยุดชะงักลง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ซัพพลายเชนในภาคพลังงาน, ความมั่นคง-กลาโหม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของชาติตะวันตก ต้องพึ่งพาสินค้าจากจีนมากเกินไป นอกจากนี้ จีนยังได้ทยอยคุมเข้มการส่งออกแร่เฉพาะทางและโลหะที่ใช้ทำแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจำกัดไม่ให้บริษัทอเมริกันเข้าถึงแร่วุลแฟรม (ทังสเตน) และพลวง (แอนติโมนี)
เจ้าหน้าที่ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า มาตรการที่กำลังหารือกันรวมถึง การเข้ามาพยุงราคา, การกำหนดมาตรฐานตลาด, การให้เงินอุดหนุน, การรับประกันการรับซื้อสินค้า ตลอดจนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญนอกประเทศจีน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ จะเคยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กลุ่มพันธมิตรการค้าแร่ธาตุสำคัญ” ไปเมื่อต้นปี 2026 แต่หลายประเทศยังคงมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องระบบการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทำเนียบขาว
ในมิติความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจโลก ผู้นำ G7 ได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าโลกและจัดการกับ “การแข่งขันแบบล่าเหยื่อ” (Predatory Competition) นำโดยประเทศจีน ซึ่งฝรั่งเศสได้สรุปนิยามสั้นๆ ว่า “จีนผลิตมากเกินไป สหรัฐฯ บริโภคมากเกินไป และยุโรปลงทุนน้อยเกินไป”
ปัจจุบัน ยุโรปกำลังตื่นตระหนกกับตัวเลขการได้เปรียบดุลการค้าที่สูงเป็นประวัติการณ์ของจีน รวมถึงการที่จีนยกระดับห่วงโซ่มูลค่าขึ้นมาผลิตสินค้าไฮเทค ซึ่งนักวิเคราะห์เตือนว่านี่คือภาวะ “China Shock รอบที่สอง” หลังจากที่จีนเคยใช้ความเหนือกว่าในอุตสาหกรรมต้นทุนต่ำเข้ายึดครองตลาดโลกในช่วงทศวรรษ 2000 โดยในปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้ากับจีนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ถึงกว่า 3.6 แสนล้านยูโร
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส จะพยายามดึงจีนเข้ามาร่วมมือในวินาทีสุดท้าย แต่ปักกิ่งได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอียูเรื่องการให้เงินอุดหนุนที่ไม่เป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง พร้อมขู่จะใช้มาตรการโต้กลับอย่างรุนแรงต่อกฎระเบียบ “Buy European” และกฎหมายอธิปไตยทางเทคโนโลยีฉบับปรับปรุงใหม่ของยุโรป ซึ่งประเด็นการใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้าจากจีนนี้ จะถูกนำไปถกเถียงอย่างเข้มข้นต่อในการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ ในวันพฤหัสบดีนี้ (18 มิ.ย.)
นอกจากนี้ ในช่วงอาหารกลางวัน บรรดาผู้นำ G7 ยังได้ร่วมหารือในประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อกฎหมายความรับผิดชอบของระบบอัตโนมัติ และการรับมือกับปัญหาเฟกนิวส์หรือการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดย AI โดยมีรายงานว่านายแซม อัลต์แมน ผู้ก่อตั้ง OpenAI และนายดาริโอ อโมเดอี ซีอีโอของ Anthropic ได้เข้าร่วมการหารือในเซสชันพิเศษนี้ด้วย.
ที่มา Reuters