FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

17 มิ.ย. 2569 12:43 น.

FBI สกัดแผนโจมตีงาน UFC ในทำเนียบขาว รวบ 5 ผู้ต้องสงสัย วางแผนใช้โดรนติดระเบิด-ทีมซุ่มยิง

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นแผนการโจมตีที่มุ่งเป้าการจัดการแข่งขันศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน หรือ UFC ซึ่งจัดขึ้นที่สนามหญ้าของทำเนียบขาวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ร่วมชมการแข่งขันด้วย พร้อมทั้งควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ 5 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าวางแผนใช้โดรนติดวัตถุระเบิดสร้างความแตกตื่น หวังบีบผู้ร่วมงานเข้าสู่จุดซุ่มยิงเพื่อสังหารเป้าหมายระดับสูง

เอกสารคำฟ้องของศาลระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยตั้งใจจะใช้โดรนติดระเบิดโจมตีอาคารทำเนียบขาวฝั่งทิศเหนือ เพื่อสร้างความแตกตื่นตกใจและบีบให้ผู้เข้าร่วมงานวิ่งหนีไปทางประตูทางออก ซึ่งมีทีมซุ่มยิง ของกลุ่มคนร้ายดักรอเปิดฉากยิงถล่มใส่กลุ่มนักการเมืองและบุคคลสำคัญที่กำลังหลบหนี นอกจากนี้ยังมีแผนขั้นที่สองให้ทีมจู่โจมอีกชุดบุกพังรั้วทำเนียบขาวเข้ามาซ้ำซ้อน

ในวันเกิดเหตุ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีอายุครบ 80 ปีในวันนั้น ได้เข้าร่วมชมการแข่งขันมวยกรงนัดพิเศษนี้ร่วมกับสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรครีพับลิกัน กลุ่มทุนผู้บริจาค และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจำนวนมาก เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ โดยมีผู้เข้าร่วมงานที่ได้รับเชิญกว่า 4,300 คน และประชาชนทั่วไปรับชมอยู่บริเวณใกล้เคียงอีกราว 85,000 คน ซึ่งโชคดีที่งานดำเนินไปจนจบโดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น

ปฏิบัติการจู่โจมหลายรัฐพร้อมกันของเอฟบีไอ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย ไทเซน ซี. โพรเพอร์ (Tycen C. Proper) อายุ 19 ปี ถูกจับกุมที่รัฐโอไฮโอ, ไบรอัน โอมาร์ โรอา (Bryan Omar Roa) อายุ 24 ปี ถูกจับกุมที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, ไมเคิล อลัน โทมัส (Michael Alan Thomas) อายุ 32 ปี ถูกจับกุมที่รัฐแคลิฟอร์เนีย, แดเนียล เค. เอสคริดจ์ (Daniel K. Eskridge) อายุ 32 ปี ถูกจับกุมที่รัฐมิสซูรีและอับราฮัม เอร์โมซิโย อัลวาเรซ (Abraham Hermosillo Alvarez) อายุ 31 ปี ถูกจับกุมที่รัฐเนแบรสกา

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกตั้งข้อหาหนักฐาน “สมคบคิดเพื่อก่อฆาตกรรม” ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต โดยอัยการระบุว่า อัลวาเรซ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการวางแผนและจัดการระบบโดรน ส่วนโทมัสแบ่งงานออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับหน้าเสื่อยอมพลีชีพขัดขวางกฎหมาย ไปจนถึงระดับระดมทุนและปั่นกระแสในโลกออนไลน์

เอกสารระบุว่า กลุ่มนี้ฝักใฝ่ลัทธิสมคบคิดต่อต้านรัฐบาลและแนวคิดสุดโต่งทางศาสนา โดยมีแรงจูงใจส่วนหนึ่งมาจากความโกรธแค้นต่อการจัดการคดีค้าประเวณีเด็กของ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” รวมไปถึงปมทุจริตของรัฐบาล และปัญหาการสร้างศูนย์ข้อมูลที่แย่งชิงทรัพยากรน้ำของชุมชน โดยพวกเขาระบุว่าต้องการ “ทำลายสหรัฐฯ เพื่อสร้างขึ้นมาใหม่” เนื่องจากมองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

เป้าหมายสังหารล้างบางที่กลุ่มนี้พุ่งเป้าไว้ในแอปพลิเคชันส่งข้อความลับ ประกอบด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล, อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดัง รวมถึงสมาชิกรัฐสภาบางคนที่กลุ่มนี้เชื่อว่ารับเงินสนับสนุนจากกลุ่มล็อบบี้ยิสต์สนับสนุนอิสราเอล

แผนการร้ายแรงนี้ถูกเปิดโปงหลังจากแม่ของนายไทเซน โพรเพอร์ วัย 19 ปี ได้โทรศัพท์แจ้งความกับตำรวจท้องถิ่นในรัฐโอไฮโอเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากเธอพบว่าลูกชายกว้านซื้ออาวุธปืนร้ายแรงจำนวนมากผิดปกติ และมักแช็ตคุยกับกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นอดีตทหารและกลุ่มเคร่งศาสนา

จากการสอบสวนพบว่า กลุ่มนี้เริ่มพูดคุยกันตั้งแต่เดือนมีนาคมผ่านกลุ่มในแอปพลิเคชัน TikTok ที่ชื่อว่า “Vanguard of the Old” (กลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสาธารณรัฐเก่า) ก่อนจะคัดกรองผู้ที่ “ผ่านการตรวจสอบ” ให้ย้ายไปคุยแผนการและแจกจ่ายแผนที่ยุทธศาสตร์เชิงลึก ผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัสอย่าง Signal ซึ่งในกลุ่มแช็ตหลักมีสมาชิกประมาณ 19 คน และแยกย่อยตามภูมิภาค โดยทางสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์รายงานว่า เครือข่ายทั้งหมดอาจมีผู้เกี่ยวข้องมากถึง 23 คน

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการเอฟบีไอ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า แผนการโจมตีครั้งนี้ถูก “หยุดยั้งได้อย่างราบคาบ” ด้วยความร่วมมือของเครือข่ายบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่ นายเจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์อย่างดุเดือดว่า “คน 23 คนจะมารวมตัวกันก่อเหตุวินาศกรรมกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุนและการประสานงานที่จริงจัง นี่ไม่ใช่แค่ไอ้หนุ่มไม่กี่คนมาทำเรื่องบ้าๆ แต่มันคือแผนการก่อการร้ายที่มีการจัดตั้งมาอย่างดี”

อย่างไรก็ดี ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ที่เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ เพียงว่า “ผมยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้เลย”

ขณะที่ นายแมตต์ ควินน์ รองผู้อำนวยการหน่วยอารักขาประธานาธิบดี ยอมรับว่านี่คือภัยคุกคามที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยแสดงความอึดอัดใจที่ข้อมูลการสืบสวนภายในหลุดรอดไปยังสื่อมวลชนก่อนเวลาอันควร

ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ระบุว่า ความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นกว่า 30% ในช่วงปี 2024 ถึง 2025 โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองเดือนหลังจากมีเหตุยิงกันในงานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว และเพียงเดือนเดียวหลังจากเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมชายคนหนึ่งที่พยายามเปิดฉากยิงใส่จุดตรวจรักษาความปลอดภัยรอบทำเนียบขาว ทั้งนี้ ศาลได้กำหนดนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดแรกในวันที่ 29 มิถุนายนนี้.

ที่มา Reuters / BBC

Leave a comment