
18 มิ.ย. 2569 15:10 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน
ยูเครนเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ต่อกรุงมอสโกของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายจุด รวมถึงบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน และทำให้สนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดของรัสเซียต้องอพยพประชาชน ขณะที่รัสเซียระบุสามารถสกัดโดรนได้กว่า 500 ลำ
กองทัพยูเครนได้เปิดฉากโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีพุ่งเป้าถล่มกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ในวันนี้ (18 มิ.ย.) ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรงในหลายจุด และโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมต้องหยุดชะงักอย่างหนัก ก่อนหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดการเปิดฉากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองคาซาน
นายเซอร์เก โซบยานิน ผู้ว่าราชการกรุงมอสโก เปิดเผยผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม ว่า กองกำลังป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดโดรนที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงได้ถึง 180 ลำ ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าสามารถสกัดโดรนของยูเครนทั่วประเทศได้รวมกันมากกว่า 500 ลำตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม มีโดรนบางส่วนหลุดรอดไปโจมตี “โรงกลั่นน้ำมันมอสโก” จนเกิดเพลิงไหม้ และเจ้าหน้าที่ต้องสั่งปิดถนนโดยรอบทันที นอกจากนี้ยังเกิดเหตุโดรนตกใส่พาร์ตเมนต์ในย่านซูคอฟสกี และเศษซากโดรนตกใส่อาคารพาณิชย์จนไฟลุกท่วมบริเวณชานเมือง
การโจมตีครั้งนี้ ส่งผลให้ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว ซึ่งเป็นสนามบินที่หนาแน่นที่สุดของกรุงมอสโก ต้องประกาศอพยพผู้โดยสารไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน และต้องจำกัดเที่ยวบินเข้าออกทั้งหมดชั่วคราว นับเป็นการโจมตีเมืองหลวงของรัสเซียครั้งรุนแรงที่สุดในรอบอย่างน้อย 2 ปี
การโจมตีอันดุเดือดเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีปูติน กำลังเตรียมการต้อนรับกลุ่มผู้นำจากสมาคมประชาชาติต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่เมืองคาซาน ซึ่งอยู่ห่างจากมอสโกไปทางตะวันออกราว 700 กิโลเมตร โดยมีผู้นำระดับนายกรัฐมนตรีจากไทย เวียดนาม กัมพูชา ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ รวมถึงประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ จากฟิลิปปินส์ เดินทางเข้าร่วมประชุม
แม้ว่าเศรษฐกิจของรัสเซียจะกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูง การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี แต่ปูตินยังคงปฏิเสธข้อเสนอในการเจรจาแบบเผชิญหน้ากับประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน โดยยืนยันคำเดิมว่ารัสเซียจะใช้กำลังทหารยึดครองภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนให้สำเร็จ ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งกล่าวในที่ประชุม G7 ณ ฝรั่งเศส ว่า รัสเซียควร “ยอมทำข้อตกลง” เพื่อยุติสงครามได้แล้ว
ในวันเดียวกัน ทางการรัสเซียได้ออกมากล่าวหาเพิ่มเติมว่า ยูเครนได้เจตนาส่งโดรนโจมตีรถบัสคันหนึ่งในภูมิภาคบรีอันสค์ ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน โดยรถบัสคันดังกล่าวบรรทุกทีมนักฟุตบอลเด็กชาวเบลารุสจำนวน 28 คน จากผู้โดยสารทั้งหมด 44 คน ที่กำลังเดินทางไปพักผ่อนทางตอนใต้ของรัสเซีย
รายงานจากกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็น “อาชญากรรมที่โหดเหี้ยม” ส่งผลให้หญิงผู้ดูแลเด็กเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 6 ราย ขณะที่นายอเล็กซานเดอร์ โลคาเชนโก ประธานาธิบดีเบลารุส ได้สั่งการให้ส่งเครื่องบินด่วนไปรับตัวผู้บาดเจ็บชาวเบลารุสกลับประเทศทันที และยื่นคำขาดเรียกร้องคำชี้แจงจากยูเครน
อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครนได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเป็น “ข่าวปลอม” และยืนยันว่ากองกำลังป้องกันตนเองของยูเครนไม่ได้มีการใช้โดรนโจมตีเป้าหมายพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมา ยูเครนจะมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและพลังงานของรัสเซียเพื่อตัดกำลังท่อน้ำเลี้ยงสงครามเท่านั้น สงครามครั้งนี้ถือเป็นสมรภูมิที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วหลายแสนราย.