‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’สวมบทเซลส์แมน ดึงEECมาดูเอง ขายนักลงทุนทั่วโลก ไชยชนกท้าไอซ์สอบ โครงการฉาว’TH-AI’

“ไชยชนก” ยินดีปชน.สอบโครงการ TH-AI Passport ท้ายื่นเลยไม่ต้องรอเริ่มโครงการ ลั่นต้องดูความเหมาะสม จี้ให้รมต.ร่วมรับผิดชอบ เหตุอยู่ระดับมอบนโยบาย ไม่เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นหน้าที่ขรก.ประจำ ยืนยันตรวจสอบแล้ว คุ้มค่าทั้งรัฐ-ประชาชน เปิดภาพ “ไชยชนก”คุย“รักชนก” ระหว่างประชุมสภา ด้าน “ไอซ์” เปิดมือถือให้ดูหลักฐานบางอย่าง ก่อน“เจ๊มันแกว” เข้าร่วมวงอีกคน

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ทันทีที่มีการเปิดให้ลงทะเบียน ว่า สามารถยื่นได้เลยไม่ต้องรอให้โครงการเริ่ม ตนได้ให้ปลัดกระทรวงดีอี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วพบว่าถูกต้อง ตามระเบียบทุกอย่าง จึงถือเป็นเรื่องที่ตนไม่กังวล

เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตโครงการลักษณะนี้ หากมีข้อผิดพลาดผู้ที่รับผิดชอบคือข้าราชการประจำ แต่ในโครงการนี้รัฐมนตรีจะรับผิดชอบด้วยหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องดูตามสัดส่วนที่มีความเกี่ยวข้อง สำหรับตนเองได้เข้ามาดูเรื่องการมอบนโยบาย พร้อมตรวจสอบและรับฟังความเห็นเพิ่มเติมแม้กระทั่งทำประชาพิจารณ์มาแล้ว นำข้อมูลไปเจรจาภาครัฐเพื่อให้มั่นใจว่า ภาครัฐได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น งบประมาณถูกใช้คุ้มค่าและโครงการเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนอื่นที่มีความกังวล ก็ต้องเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ

‘ไชยชนก’ประกาศเดินหน้าTH-AI

“ส่วนตัวคิดว่านโยบายคือรัฐมนตรีไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ แล้วจะให้รัฐมนตรีมาร่วมรับผิดชอบด้วย ผมว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องดูตามความเหมาะสม แต่ผมยืนยันไม่ว่าอย่างไรก็ตามข้อสงสัยต่างๆ มีการสั่งการให้ตรวจสอบ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องได้ยืนยันแล้ว ผมก็เชื่อมั่นตามที่เขายืนยัน”นายไชยชนก กล่าว เมื่อถามย้ำว่า หากฝ่ายค้านจะเดินหน้าตรวจสอบโครงการนี้ ก็ยินดีใช่หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้วและจริงๆ ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ทุกอย่างต้องมีการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ไม่มีทางเป็นไปได้ที่รัฐมนตรีจะรู้ทุกขั้นตอน ทุกรายละเอียดของโครงการ จึงชอบให้มีการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกโครงการที่ทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้งบคุ้มค่า/รัฐ-ปชช.ได้ประโยชน์

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาถูกโจมตีในประเด็นนี้เยอะ มองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ตอนแรกคิดว่าเป็นประเด็นการเมืองอย่างเดียว เพราะเริ่มจากคำถามว่าใช้งบประมาณคุ้มค่าหรือไม่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือไม่ พอมาถึงจุดนี้ก็เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพและใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า สุดท้ายก็ถูกโยกไปตั้งคำถามที่ TOR เมื่อเห็นว่าทำตามระเบียบ ก็ไปพูดเรื่องภาคเอกชน จึงต้องติดตามดู แต่ยังยืนยันว่า นโยบายที่มอบไปยึดประโยชน์ของประชาชน ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องราคาให้จ่ายตามจริง หากลงทะเบียนแล้ว 5 ล้านสิทธิ์ แต่มีบางคนไม่ได้ใช้งาน ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายงบประมาณ 1,600 ล้านบาท จึงคิดว่าทุกอย่างเป็นไปในทางที่รัฐและประชาชนได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น จึงยืนยันในสิ่งนี้

รมต.-ขรก.มีสัดส่วนรับผิดชอบ

เมื่อถามย้ำว่า สิ่งที่ตั้งคำถามคือไม่อยากให้รัฐมนตรีโยนหรือผลักภาระให้กับข้าราชการประจำหากต้องรับผิดชอบ นายไชยชนกกล่าวว่า ไม่ใช่การโยน เรามีสัดส่วนที่ต้องรับผิดชอบไม่เหมือนกัน สำหรับรัฐมนตรีคือการมอบนโยบายและติดตามว่าโครงการที่ทำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาล พร้อมย้ำว่าในเมื่อรัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เราก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

เปิดภาพ‘ไชยชนก’คุยกับ‘รักชนก’

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ถึงการประชุมร่วมรัฐสภา วาระการพิจารณาพิธีสารและกรอบความตกลงทางการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ว่า บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย มีสมาชิกร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ส่วนใหญ่สนับสนุนกรอบความร่วมมือของประเทศไทยและคู่ค้า เพื่อผลักดันให้มีการยกระดับทางด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่ง นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงที่นั่งของพรรคประชาชน ก่อนที่ น.ส.รักชนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาให้นายไชยชนกดู จากนั้น นางนันทนา สงฆ์ประชา ได้เดินเข้ามาร่วมวงด้วย ซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันไม่นาน โดยนายไชยชนกได้เดินโอบไหล่ พา นางนันทนากลับไป

‘รักชนก’โพสต์คุยเรื่องจะล้มหรือไม่ล้ม

ด้าน น.ส.รักชนก เผยผ่านเฟซบุ๊กถึงบทสนทนา กับ นายไชยชนก ดังนี้ ได้เจอกันในห้องประชุม ดิฉันเลยถาม คุณไชยชนก 1.พรุ่งนี้ที่ กมธ.ติดตามงบฯ เชิญร่วมประชุมมาไหม ตอบว่าไม่มา ให้ปลัดมา 2.ไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการหรอ ไม่ตอบตรงๆ บอกต้องดูตามกฎหมาย 3.เห็นหลักฐานล่าสุด ที่เราเปิดแล้วหรือยัง หลักฐานที่ว่า โครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม ยังไม่เห็นครับ ถึงแม้ว่าดิฉันจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็เลยเปิดมือถือให้ดูว่า มีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอรัปชันและสส.อีกท่านที่เดินมาคุยกัน แล้วมีรูปจับมือกัน ชื่อพี่มันแกว ดิฉันก็ถามว่า แค่ชวนคุณไชยชนกคุยเอง ถึงกับไม่ไว้ใจเป็นห่วงกันต้องเดินมาคุมเลยหรอ ไม่ทำอะไรหรอกน่า

ประชุมกมธ.18มิ.ย.โชว์หลักฐานใหม่

เรื่องก็มีแค่นี้ ถามว่า ดีกันถึงขนาดจับไม้จับมือก็อยู่กรรมธิการงบมาด้วยกัน 2 ปี ก็พอคุยกันได้อยู่ค่ะ พี่เค้าจะชอบมาบอกว่า แต่งตัวดีๆ เสื้อให้คอสูงไว้ อย่าให้โป๊มาก ก็จะเถียงกันประจำ เพราะส่วนตัวนี่ชอบแบบโป๊นิดหน่อย สำหรับใครที่เห็นรูปแล้ว คิดไปไกลว่า มันจะมีการดีลอะไรกันหรือเปล่า ดิฉันก็ต้องยืนยันว่า โอกาสที่จะได้เจอรัฐมนตรีมันไม่ง่าย ตั้งกระทู้ถามก็ไม่ค่อยจะมาตอบกัน เชิญมาชี้แจงในกรรมาธิการก็ไม่มา ดังนั้นมีโอกาสแบบนี้ที่ได้คุยกัน สำหรับใครที่แซวแล้วส่อไปในเชิงชู้สาว ถ้าคิดว่า แซวกันเล่นๆ อย่าคิดมาก ลองคิดว่าถ้าเป็นน้องสาว เป็นพี่สาว เป็นแม่ เป็นแฟนสาว หรือเป็นใครในชีวิตที่คุณรัก โดนแซวแบบนี้คุณจะชอบไหม หรือคุณจะร่วมผสมโรงด้วยไหม ปล.ฝากทุกท่านติดตามการประชุมร่วม กมธ.ติดตามงบฯxกมธ.กฎหมาย ยุติธรรมฯ เรื่องTH-AI passport พรุ่งนี้ด้วยนะคะ มีหลักฐานใหม่มาเปิดเพิ่มอีก

‘เอกราช’แฉเบื้องหลัง2นกคุยกัน

นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินเข้าไปพูดคุยกับ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีการพูดคุยประมาณ 2 นาที เนื่องด้วยในวันพรุ่งนี้ 18 มิถุนายน 2569 จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะคณะกรรมาธิการ การศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบ ที่ น.ส.รักชนก เป็นประธานกรรมาธิการ ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ น.ส.รักชนก ได้สอบถามนายไชยชนกว่าในวันพรุ่งนี้ ตามที่กรรมาธิการได้เชิญเข้าชี้แจงจะมาร่วมชี้แจงหรือไม่ โดยนายไชยชนก บอกว่าไม่ได้ไปชี้แจงโดยมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงแทน

จากนั้น น.ส.รักชนกถามต่อว่าจะยกเลิกโครงการ TH-AI Passport หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบจากนายไชยชนกว่า ถ้าผิดกฎหมายก็จะยกเลิก ส่วนช่วงที่ น.ส.รักชนกเปิดมือถือ ให้นายไชยชนก ดูเป็นภาพโพสต์เฟซบุ๊กที่ได้โพสต์รายละเอียดและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ว่ามีข้อมูลความผิดปกติอย่างไร ก่อนที่นายไชยชนก จะดูในมือถือและกล่าวย้ำว่า หากผิดกฎหมายก็จะยกเลิก ขอตรวจสอบก่อน

ปชป.แฉกทม.จัดซื้อตรง4หมื่นโครงการ

ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนเพจ“ส่องรัฐ”ของพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการตรวจสอบข้อมูลโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” และเพจ “ภาษีไปไหน” โดยระบุว่า จากการสืบค้นข้อมูลสาธารณะพบโครงการของ กทม.ภายใต้การบริหารของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.จำนวน 43,178 โครงการ วงเงินรวมกว่า 52,380 ล้านบาท

นางการดีกล่าวว่า จากข้อมูลพบว่า 92.8% ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างหรือ 40,054 โครงการ ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง ไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันและมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว คิดเป็นวงเงินรวม 13,370 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่น่าตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้ งบประมาณ ยังพบมีโครงการจำนวน 12.8% ที่มีลักษณะเข้าข่ายผิดสังเกต เนื่องจากวิธีเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายกำหนดให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือมีลักษณะเฉพาะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างลักษณะดังกล่าวถึง 38,945 โครงการ มีมูลค่างานต่ำกว่า 500,000 บาท จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการซอยย่อยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ ซึ่งต้องเปรียบเทียบราคาและเปิดแข่งขันอย่างเหมาะสม

‘อนุชา’ชี้ตีแผ่เพื่อให้ข้อมูลปชช.

ด้าน นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กล่าวว่าการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”ช่วยให้สามารถมองเห็นแนวโน้มและความเชื่อมโยงข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์เพียงอย่างเดียว แม้ กทม.จะมีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติการเข้าถึงข้อมูลบางชุดยังทำได้ยาก ต้องอาศัยการประสานงานกับหลายหน่วยงานและบางกรณีก็ไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีข้อมูลบางส่วนที่ยังไม่ถูก เปิดเผยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การนำข้อมูลผ่านแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”มาเผยแพร่ ไม่ได้ มีเจตนากล่าวหาหรือชี้ว่า มีการกระทำผิดแต่เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อสะท้อนแนวโน้มความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงสังคม ร่วมกันตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะในประเด็นการประมูลและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

‘จุลพันธ์’ยันเดินหน้ายื่นร่างแก้รธน.

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. เรื่องของการเดินหน้าแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลังร่างที่ผ่านมาพรรคการเมืองอื่นถอนชื่อ ว่า ที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ที่ผ่านมาเราได้ขับเคลื่อนเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการเตรียมรายชื่อไว้แล้ว ความพร้อมของร่างที่เเล้วค่อนข้างพร้อม 100% แต่เมื่อหลายพรรคการเมือง มีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมา และหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีเสียงจากวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด จึงมีกระบวนการที่จะต้องกลับไปทบทวนแก้ไขร่าง ปรับร่างกลับมา ส่วนรายละเอียดจะมีการชี้แจงกับสังคมอีกครั้ง ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ ได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุม สส.พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ซึ่งทุกคนให้ความเห็นชอบ และจะมีการร่วมลงชื่อเเล้วเพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ซึ่งจะรรจุวาระประมาณต้นเดือนกรกฎาคมเราจะเตรียมการให้ทัน

นายกฯเล็งขายตรงEECดึงลงทุนทั่วโลก

เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) ณ โรงแรมที่พัก เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ พร้อมเป็น“เซลส์แมน”ทำการตลาดให้ EEC นายกฯกล่าวถึงศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ว่า ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาดให้กับเขต EEC ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ จนพร้อมแล้ว จังหวะต่อไปนื้คือการตลาดเพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC ซึ่งผมจะขอสวมบทบาทนักการตลาดให้กับประเทศ เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาาสพบปะเจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ และนักลงทุนและภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้งหลายโอกาส จึงอยากถือโอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นนจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มาก

‘พิพัฒน์’โยนนายกฯแจงดึงEECคุมเอง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบคำสั่งนายกรัฐมนตรีการยกเลิกไม่ให้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ว่า ตนไม่ทราบคำสั่งดังกล่าวซึ่งเป็นการอ่านผ่านในที่ประชุมครม.เพื่อให้รับทราบ เมื่อถามว่าเป็นเพราะว่านายพิพัฒน์ กำกับดูแลไม่ไหวใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในส่วนนี้ต้องไปถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยเมื่อถามว่าเป็นการลดบทบาทหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ เพราะถือว่า ทุกคนทำหน้าที่ได้เท่ากัน ซึ่งหลังจากนี้ นายกฯคงจะมอบหมายงานอื่นๆ เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้นายกฯยังไม่ได้แจ้งเหตุผลในการดึง EEC ไปดูแลเองใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ขอให้รอนายกฯกลับจากรัสเซีย

ปัดโยงปมไม่แก้สัญญารถไฟ3สนามบิน

เมื่อถามว่ามีการจับตาที่ถูกลดบทบาท ไม่ได้กำกับดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นเพราะปัญหาภายในพรรคภูมิใจไทยใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ เราต้องการความสงบ จึงให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ เป็นผู้ดูแล

เมื่อถามย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการไม่แก้ไขสัญญาของภาคเอกชนกรณีรถไฟเชื่อม 3 สนามบินใช่หรือไม่ รมว.คมนาคมกล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผลว่าขอให้รอนายกฯเดินทางกลับก่อน

ยืนยันไม่มีรอยร้าวใน‘ภูมิใจไทย’

เมื่อถามว่าจะเป็นรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าไม่ พวกเราสามารถทำงานได้ทุกเรื่อง ถือว่าบทบาทของใครก็ของคนนั้น ตนทำได้ทุกหน้าที่ไม่ใช่ปัญหาซึ่งคำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย สบายใจได้ เมื่อถามว่าเป็นเพราะพรรคใหญ่ขึ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่าไม่เกี่ยว พรรคใหญ่ก็ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะมาช่วยกันทำงาน

เปิดเบื้องลึก‘หนู’ดึงEEC‘พิพัฒน์’ดูเอง

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงเบื้องหลังคำสั่ง 2 ฉบับที่ครม.รับทราบคือ 1.คำสั่งนายกรัฐมนตรีในการยกเลิกให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี และ 2. ยกเลิกการเป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมาจากการพูดคุยกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายพิพัฒน์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะนำโครงการ EEC กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด โดยนายกรัฐมนตรี จะเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทยโดยนำ EEC เป็นโปรเจกต์นำ(Pilot project) ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะนำเสนอโปรเจกต์ EECในมุมมองใหม่

หวังดัน2โครงการดึงลงทุนจากตปท.

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีตั้งเป้าหมายให้ EEC เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารโลกและเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ซึ่งจะต้องมีการประสานงานร่วมกับหลายหน่วยงาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงเห็นความจำเป็นที่จะดึงการบริหารงาน EEC กลับมาในการกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

อีกทั้ง การผลักดันให้ EEC เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลกเนื่องจากในพื้นที่นี้มีความพร้อมทั้งเรื่องของปศุสัตว์ ประมง เกษตร ผลไม้พืชสวน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และสามารถเป็นจุดแข็งของ EEC ที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล

ทั้งนี้ รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการดึงดูดการลงทุนใน EEC จะเน้นอุตสาหกรรมหนักแบบเดิมไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องการจัดหาไฟฟ้า และน้ำที่มีต้นทุนในการจัดหาสูง และหากจะเน้นการลงทุนในพื้นที่นี้ในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าสูงมาก รัฐบาลก็มีการกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีราคาสูงกว่าผู้ใช้ประเภทอื่นๆ

ปัดขัดแย้ง-ไม่เกี่ยวปมแก้สัญญารถไฟ

“การดึงงาน EEC กลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายพิพัฒน์ ซึ่งนายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่าการทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอดนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับไปกำกับดูแลเองดีกว่าและไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ก็คือนายกรัฐมนตรีเอง โดยนายกรัฐมนตรีบอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน ส่วนเรื่องโครงการดิสนีย์แลนด์ ที่นายพิพัฒน์อยากให้ทำใน EEC นั้น นายกฯก็ตั้งคำถามกับนายพิพัฒน์ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ เพราะยังไม่ได้ศึกษาเรื่องผลตอบแทนโครงการเลยว่าคุ้มค่าหรือไม่” แหล่งข่าว กล่าว

Leave a comment