
อนุทินโวลดลง60% สั่งทุบไม่ยั้ง นอมินี-สแกมเมอร์
วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
อนุทินโวลดลง60% สั่งทุบไม่ยั้ง นอมินี-สแกมเมอร์ ผบ.ตร.รับลูกขยายผล ปักหมุด3จว.อันดามัน ยึดทรัพย์2.4หมื่นล้าน ส้มย้ำส่วยภูเก็ตรากลึก
นายกฯอนุทิน โวปราบสแกมเมอร์-นอมินี เป็นนโยบายหลักรัฐบาล ชี้กราฟคดีต่างๆ ช่วง 3 เดือนลดลง 60% ลั่นต้องปราบให้ได้มากที่สุด ด้านผบ.ตร.รับลูกรบ. แถลงกวาดล้างคนทำผิด บิ๊กราญลั่นล้างบางนอมินี 4 จว.ใต้ 3 เฟส ยึดคืน 130 ไร่ กว่า 1.6 พันล.ขณะที่พรรคส้มจัดประชุมครม.เงา ชี้ส่วยภูเก็ตฝั่งรากลึก ปูดถูกตำรวจโทรเตือนสส.ในพื้นที่ห้ามขยายผล
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำแถลงผลความสำเร็จ“ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์-นอมินีข้ามชาติ”9 เดือน
โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.แถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ ในการขับเคลื่อนและปฏิบัติการ โดยตั้งศูนย์ปฏิบัติการ 2 ด้าน คือตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) มี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปอส.ตร. และได้จัดตั้งศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) นับตั้งแต่เดือน ต.ค.2568 ทำงานแบบเรียลไทม์ ร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งกระทรวงมหาดไทย สถาบันการเงิน กสทช. ผู้ให้บริการเครือข่าย และนำข้อมูลมาติดตามขยายผล
ทุบสแกมเมอร์ทุกรูปแบบ
ในหลายคดีสามารถจับกุมดำเนินคดีได้เป็นที่ประจักษ์ โดยที่ผ่านมามีผู้เสียหายถูกหลอกลวง เสียทรัพย์สินเงินทองมาจากหลายวิธี ทั้งหลอกซื้อ คอลเซ็นเตอร์ ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจครัวเรือน ประชาชนเสียเงินทองที่สะสมจนหมดตัว ส่งผลต่อสภาพจิตใจ ตร.จึงเดินหน้าปราบปราม โดยกำหนดวิธีการปราบปรามภายใต้กฎหมาย เพื่อมุ่งตัดวงจรเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบและครอบคลุมในทุกมิติ
ตลอดระยะเวลาศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ACSC ปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง และกว่า 9 เดือนที่ผ่านมา จับกุมผู้กระทำผิดจนนำไปสู่การขยายผลเครือข่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อายัดทรัพย์สินเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและคืนความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย เฝ้าระวังและยับยั้งไม่ให้พี่น้องประชาชนตกเป็นเหยื่อ
ส่ง”สำราญ นวลมา”จัดหนัก
นอกจากนั้น ได้ตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) มี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศปชก.ตร. เพื่อปราบปราบอาชญากรรมเรื่องการสวมสิทธิ จัดตั้งบริษัทโดยผิดกฎหมาย และใช้คนไทยเป็นนอมินี ทำการขับเคลื่อนและเก็บข้อมูลเพื่อดำเนินคดี ซึ่งเปิดปฏิบัติการไปแล้วที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.ภูเก็ต ทั้ง 2 ศูนย์ได้มีการประสานกับหน่วยงานภายนอกประเทศ และที่ผ่านมาเร่งปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและการปฏิบัติการที่เกาะพะงัน 3 ครั้ง ปรากฏผลเป็นรูปธรรมชัดเจน
ผบ.ตร.กล่าวว่าเราเน้นรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทยและของประเทศ ควบคู่ไปกับผลักดันและสนับสนุนท่องเที่ยว และดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่หากเข้ามากระทำผิดจะใช้กฎหมายเป็นตัวหลักดำเนินการ ทั้งการถือครองที่ดิน การเปิดบริษัทที่ไม่ถูกต้องและใช้คนไทยเป็นนอมินี ร่วมกับฝ่ายปกครอง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน เร่งระดมกวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างด้าวในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญในภาคใต้ ทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันต่อเนื่อง และสามารถยึดคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากกลุ่มทุนที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดินได้เป็นจำนวนมาก
คดีลดลงถึง69.2%
พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. กล่าวถึงผลการปฏิบัติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกง (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า ตลอด 9 เดือนนับแต่ตั้งศูนย์ ACSC ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมการฉ้อโกงออนไลน์ครอบคลุมในทุกมิติ บูรณาการทำงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สถาบันการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ สามารถลดการเกิดคดีออนไลน์ วัดได้จากสถิติจำนวนคดีรับแจ้งลดลงถึง 69.2% และมูลค่าความเสียหายลดลงถึง 87.3%
ยึดที่ดิน172แปลง
ด้านพล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า การกระทำผิดเรื่องของนอมินีไม่ได้เกิดจากชาวต่างชาติอย่างเดียว แต่มีการร่วมกับบริษัทกฎหมาย โดยใช้พนักงานบางรายจดทะเบียนกว่า 100 บริษัท และบริษัทบัญชีที่ร่วมกระทำผิด โดยพบกระทำผิดใน 2 รูปแบบ คือจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทและการถือครองที่ดิน ในอัตราส่วนที่ชาวต่างชาติเยอะกว่าคนไทย ซึ่งการเปิดปฏิบัติการล้างบางนอนินีต่างด้าวทั้ง 3 เฟส เพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ ยึดคืนที่ดิน 172 แปลง พื้นที่รวม 130 ไร่ 1 งาน 25.8 ตารางวา มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 1,670 ล้านบาท โดยปฏิบัติการเฟส 1-2 เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สำรวจบริษัทนิติบุคคลบน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี 3,754 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 2,381 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 243 บริษัท ดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีในพื้นที่ อ.เกาะพะงัน จำนวน 105 คดี อยู่ในชั้นสอบสวน 88 คดี ชั้นอัยการ 3 คดี และศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 14 คดี ส่วนสำนักงานกฎหมายที่กระทำผิด จะรวบรวมข้อมูลส่งให้กระทรวงยุติธรรม เพื่อดำเนินการตามมรรยาททนายความ ส่วนสำนักงานบัญชี 4 บริษัท จะดำเนินการส่งให้สภาวิชาชีพนักบัญชีดำเนินการตามมรรยาทนักบัญชี เพราะถือเป็นต้นน้ำแนะนำสิ่งที่ผิดให้ชาวต่างชาติ
หมายจับนอมินีเพียบ
พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า วันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา ดำเนินการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ในพื้นที่ฝั่งอันดามัน 3 จ.คือ จ.ภูเก็ต พังงา และจ.กระบี่ โดยสำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.ภูเก็ต 31,970 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 11,773 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 632 บริษัท, จ.พังงา สำรวจพบบริษัทนิติบุคคลใน จ.พังงา 1,685 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 346 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 174 บริษัท และ จ.กระบี่ สำรวจพบบริษัทนิติบุคคล 3,587 บริษัท มีคนต่างด้าวถือหุ้น 749 บริษัท มีบริษัทกลุ่มเสี่ยงเป็นนอมินี 401 บริษัท ภาพรวม 4 จังหวัดพบบริษัทที่มีความเสี่ยงเป็นนอมินีรวมกว่า 1,450 บริษัท
จากปฏิบัติการทั้ง 3 เฟส ศาลอนุมัติหมายจับ 107 หมายจับ 96 ราย ชาวไทย 29 ราย ชาวต่างชาติ 67 ราย สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 65 ราย 73 หมายจับ คนไทย 24 ราย 25 หมายจับ เป็นชาวต่างชาติ 41 ราย 48 หมายจับ ได้แก่ สัญชาติอิสราเอล ฝรั่งเศส รัสเซีย โปแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อังกฤษ ฯลฯ
เน้นเป้าจว.อันดามัน
พล.ต.อ.สำราญกล่าวด้วยว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการตัดวงจรนอมินีข้ามชาติคือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ คือ จ.สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยในกรณีบริษัท หรือที่ดินแปลงใดส่อเข้าข่ายมีนอมินี ตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ทั้งนี้ ตร.จะดำเนินการในทุกจังหวัดและทุกสัญชาติที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไม่เฉพาะแค่ 4 จังหวัดภาคใต้
ยึดทรัพย์อกเงิน2.4หมื่นล.
พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะ รองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงถึงผลการปฏิบัติของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกง (ACSC) ว่า ได้มีการการสืบสวนเชิงลึกกับคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน โดยแบ่งเป็นการดำเนินการ 6 ด้าน ได้แก่ 1.ตัดวงจรการเข้าถึงเหยื่อของสแกมเมอร์ ผ่านทางการโทรเข้าโทรศัพท์มือถือ SMS รวมถึงช่องทางแพลตฟอร์มโซเชียล 2.ตัดวงจรการเงินบัญชีม้า 3.จับกุมระดับบอสจนถึงระดับล่าง โดยมีสถิติการจับกุมสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 4.ปราบปรามการฝอกเงินด้วยการยึดทรัพย์กว่า 24,000 ล้านบาท 5.แสวงความร่วมมือกับต่างประเทศ ทั้งกับภาครัฐและเอกชน 6.ประชาสัมพันธ์เตือนภัย “วัคซีนไซเบอร์”
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า จากการดำเนินการทั้งหมด ทำให้สถิติอาชญากรรมออนไลน์ลดลงกว่าครึ่ง จากเดือนตุลาคมปี 2568 ที่สถิติคดีใหม่ต่อวันอยู่ที่ 1,200 เคส มูลค่าความเสียหายประมาณ 120 ล้านบาทต่อวัน แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 500-600 เคสต่อวัน บางวันมียอดความเสียหายเพียง 9 ล้านบาท ถือเป็น “New Low” แต่ยืนยันว่าเราจะไม่ประมาท และจะเดินหน้าปราบปรามต่อไป โดยหวังว่าสถิติจะดีขึ้น
3เดือนลดลง60เปอร์เซนต์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานแถลงผลการดำเนินงานในการปราบปรามสแกมเมอร์ และตัดวงจรนอมินีข้ามชาติ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ตนได้ประสานกับสำนักงานแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องและฝ่ายปกครอง ในการร่วมกันป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง และได้มีการติดตามการดำเนินการมาโดยตลอด เห็นได้ชัดเจนว่ากราฟคดีต่างๆ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจำนวนเงินทรัพย์สินที่ยึดได้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งจำนวนยอดการหลอกลวงเป็นไปในแนวทางเดียวกันหมด แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นการสร้างกราฟขึ้นมาเพียงเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา แต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อนำมาสู่การตรวจสอบกันทุกฝ่าย
“ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ช่วง 3 เดือนหลังที่เราปราบปรามคดีลดลงไปเกือบ 60% ซึ่งเราต้องทำให้หมดไปมากที่สุดเท่าที่ทำได้” นายกฯ กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ในส่วนของนอมินีซึ่งมีในทุกพื้นที่ หากตรงไหนที่มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้จะต้องดำเนินการทั้งหมด เพื่อให้เกิดการตื่นตัวในทุกจังหวัด เพราะเมื่อทราบว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้แล้วยังมีความล้มเหลวทางประสิทธิภาพการดำเนินการ ก็ต้องหาคนที่มีประสิทธิภาพไปทำงานแทน
เมื่อถามว่าเป็นการประกาศเตือนผู้มีอิทธิพล และนอมินีให้รับทราบใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่เตือนแล้วถ้าทำผิดก็จับเลย รวมถึงยังมีกระบวนการยึดทรัพย์ เนรเทศ และห้ามเข้าประเทศ ซึ่งเราจะดำเนินการทุกอย่าง
พาณิชย์คุมเข้มธุรกิจเสี่ยง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งตรวจสอบธุรกิจเสี่ยงใน 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3) e-Commerce ขนส่ง และคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) ธุรกิจการเกษตร และ 6) ธุรกิจก่อสร้าง
ผลจากการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี พื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 34 พื้นที่ ครอบคลุม 11 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี ภูเก็ต กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และตาก มีกลุ่มเสี่ยงนอมินี จำนวน 3,294 ราย และส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว
ทั้งนี้ยั งได้ขยายผลสำนักงานบัญชีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว 8 จังหวัด (ชลบุรี เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต กระบี่ พังงา) พบสำนักงานบัญชี 29 สำนักงาน ผู้ทำบัญชี 140 คน เข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 2,040 บริษัท โดยมูลค่าหุ้นรวม 2,528 ล้านบาท มีทั้งคนเดียวถือหุ้น 212 บริษัท มูลค่าหุ้นรวม 247 ล้านบาท ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไปด้วยแล้ว
ซัดส่วยภูเก็ตฝังรากลึก
ที่รัฐสภา นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน กล่าวในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เงา ของพรรคประชาชน ครั้งที่7 เกี่ยวกับเรื่องการโยกย้ายข้าราชการในพื้นที่ภูเก็ต และการลงพื้นที่ของรมช.มหาดไทยโดยย้ำว่าส่วยจังหวัดภูเก็ตฝังรากลึก การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ผู้ประกอบการยังโอดครวญเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน ก็มีตำรวจโทรมาเตือนตนให้ระมัดระวังในการเลือกตั่นไหวเรื่องดังกล่าว
ลิซ่าสับหนูอย่าเล่นลิ้น
ด้านน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อกังวลการแต่งตั้งโยกย้ายช้าราชการระดับสูง จ.ภูเก็ตว่า วันนี้ตนคิดว่า นายกรัฐมนตรีอย่ามัวเล่นลิ้น ร่ายบทกลอนกลบเกลื่อนว่าโลกคือละคร หลังจากที่ตนรู้ทันว่า การย้ายรองผู้ว่าฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น วันนี้สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ ความจริง นายกรัฐมนตรีไม่สามารถเล่นละครต่อไปเรื่อย ๆ ได้ หนังสือที่ตนได้รับมาคือ ความจริงที่พี่น้องประชาชนต้องการ ซึ่งเป็นหนังสือจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจใน จ.ภูเก็ต รายละเอียดในหนังสือพูดชัดเจนว่าการ ย้ายข้าราชการในจ.ภูเก็ตมันส่งผลในความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนทำให้ไม่กล้าลงทุน
“เขาไม่รู้ว่า การที่ไปลงทุนที่ จ. ภูเก็ต ต้องเข้าหาใคร การลงทุนในแต่ละครั้ง ถ้าไปเหยียบเงาใคร หรือเหยียบเงาหัวใครเข้า เขาจะปลอดภัย และสามารถทำธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตได้อยู่หรือไม่” น.ส.ภคมน กล่าว
ถามเหตุผลการโยกย้าย
ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า รัฐบาลชุดนี้นี้อาจจะมีประวัติ และเบื้องหลังที่อาจจะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น ตั้งแต่กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่อาจจะมีส่วนพัวพันกับการเลือกตั้งและทำให้สังคมยังคงตั้งคำถามอยู่ ว่าตกลงแล้วมีการแทรกแซงการเลือกตั้งที่ทำให้ไม่โปร่งใสไม่เป็นธรรมไม่ยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในวันนี้ ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญนายกฯต้องออกมาให้ความชัดเจนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในครั้งนี้ตกลงแล้วโยกย้ายด้วยความผิดอะไร
“ถ้าไม่ออกมาพูดให้ชัด ๆ ผู้ประกอบการ และนักธุรกิจก็คงตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วพยายามจะแฝงเครือข่ายลงไปจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ และสิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้มากกว่านี้ สิ่งที่อยากเห็นคือผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้เห็นและเป้าประสงค์ที่รัฐบาลแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการลงไปจะทำให้เกิดผลลัพธ์อะไรบ้าง เช่น รู้ว่ามีธุรกิจนอมินี มีธุรกิจเครือข่ายสีเทา ในแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นปัญหาที่กระจายตัวอยู่เยอะ ดังนั้นนอกจากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างเดียวหากนายกฯประกาศออกมาชัดๆว่าตกลงแล้ว2-3 เดือนต่อจากนี้ จะทำให้ปัญหาภาพรวมของ จ.ภูเก็ตเรื่องต่างๆดีขึ้นอย่างไรก็จะช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักธุรกิจได้มากกว่านี้”นายณัฐพงษ์ย้ำ
ส่ง2นอภ.กลับภูเก็ต
นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ตว่าเรื่องผลสอบในการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่ได้สั่งให้ปลัดจังหวัด นายอำเภอและป้องกันจังหวัดเข้ามาประจำที่กรมการปกครองตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งจะครบ 30 วันในวันที่ 24 มิ.ย.นี้
“ระหว่างนี้ในส่วนของนายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกระทู้ได้ให้ปากคำหมดแล้ว พบว่ายังไม่มีความผิดถึงขั้นจะต้องดำเนินการทางวินัยร้ายแรง ซึ่งเราได้ส่งให้ไปปฎิบัติหน้าที่เดิมที่ จ.ภูเก็ตเรียบร้อยแล้ว”นายนฤชา ย้ำ
อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวต่อว่าส่วนอีก 3 ราย โดยปลัดจังหวัดมีปัญหาในเรื่องของไม่ให้ความร่วมมือในการสอบปากคำ เนื่องจากเมื่อมาถึงก็ใช้สิทธิ์การลา ลาไปครั้งละ 10 วัน 2 ครั้ง วันนี้เราต้องใช้วิธีการให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเข้ามา เจ้าหน้าที่กำลังดูเรื่องนี้กันอยู่ แล้วถ้าดูประเด็นครบถ้วนอย่างไรจะได้สรุปสำนวนประเด็นตรงนี้ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการพบหลักฐานอื่นหรือไม่ เช่น เส้นทางการเงิน นายนฤชา กล่าวว่า อันนี้ยังอยู่ในส่วนของการรวบรวมของเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง และเรื่องยังอยู่ในส่วนของการทำคดีอยู่ จึงไม่อยากให้มีการเปิดเผยในเรื่องนี้
เมื่อถามว่าหากครบเวลาแล้วจะมีการขยายอีกหรือไม่ เพราะเหลืออีกเพียง 2 วัน นายนฤชา กล่าวว่าถ้าเราสรุปเรียบร้อย เมื่อมีประเด็นพอที่จะดำเนินการในด้านอื่นใดต่อได้ หรือเราสรุปแล้วไม่พบความผิดที่เราจะดำเนินการต่อไป เราก็ต้องให้เขามีสิทธิ์ในการกลับสู่ตำแหน่งเดิม