ลุ้นชี้ชะตา ‘หมอสรณ’ กับเก้าอี้ ปธ.กสทช. หลังอดีตกมธ. ICT วุฒิสภา ยื่นหลักฐานชุดสุดท้าย

ลุ้นชี้ชะตา 'หมอสรณ' กับเก้าอี้ ปธ.กสทช. หลังอดีตกมธ. ICT วุฒิสภา ยื่นหลักฐานชุดสุดท้าย

ลุ้นชี้ชะตา ‘หมอสรณ’ กับเก้าอี้ ปธ.กสทช. หลังอดีตกมธ. ICT วุฒิสภา ยื่นหลักฐานชุดสุดท้าย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.29 น.

ลุ้นชี้ชะตา ’หมอสรณ‘ กับเก้าอี้ประธาน กสทช.! ’อดีตปธ.กมธ. ICT สว. ยุคลุงตู่‘ บุกยื่นหลักฐานชุดสุดท้ายกับคกก.สรรหา ยันเอกสารมัดชัด ’ขาดคุณสมบัติ‘ ตามกฎหมาย เชื่อกก.สรรหาฯ มีมติไม่เกิน 1 นัด ชี้หากฟันขาดคุณสมบัติ อาจมีผลย้อนหลังตั้งแต่ก่อนโปรดเกล้าฯ ลากยาวลาม ’ผลงานชิ้นโบว์ดำ‘ หลายเรื่อง  

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (ICT) วุฒิสภา พร้อมคณะเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. กรณีการขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามของนพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ทั้งนี้ พล.อ.อนันตพร ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและคณะมาชี้แจงเพื่อให้ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯจะพิจารณาข้อมูลที่เราส่งไปน้ันเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร และมีความเหมาะสมอย่างไรในการตัดสินใจ 

พล.อ.อนันตพร กล่าวต่อว่า สาเหตุที่คดีนี้ล่าช้าไปประมาณปีกว่า เป็นเพราะที่ผ่านมา ไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะเป็นผู้ตัดสิน แต่ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า ให้คณะกรรมการสรรหาฯเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งคิดว่า วันนี้ (26 มิ.ย. )คณะกรรมการสรรหาน่าจะพิจารณาเสร็จ เพราะเราได้ให้ข้อเท็จจริงไปหมดแล้ว จึงไม่แน่ใจว่า จะให้เวลากรรมการสรรหาไปอ่านเอกสารอีกครั้งหรือไม่ จึงอยู่ที่ว่าคณะกรรมการสรรหาฯจะลงมติเมื่อไหร่ แต่คิดว่า คณะกรรมการสรรหาฯจะประชุมกันอีกไม่เกิน 1 หนึ่งครั้งก็จะมีมติ

เมื่อถามว่า หากผลการตัดสินออกมาตามข้อมูลปรากฎ จะมีผลย้อนหลังต่อการทำหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช.หรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ถ้าพิจารณาตามกฎหมาย และชี้ว่ามีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติ ซึ่งกรณีนี้เกิดเหตุก่อนที่จะนำชื่อขึ้นโปรดเกล้าฯ ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่วันนั้น ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน 

เมื่อถามว่า คิดว่าข้อมูลที่มีอยู่จะมีน้ำหนักเพียงพอ นำไปสู่การตัดสินของคณะกรรมการสรรหาฯ และมีข้อสรุปที่ชัดเจนหรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ทำไป มีเอกสารและบันทึกการประชุมรองรับ ที่ได้ประชุมร่วมกันถึง 16 ครั้ง และมีคนยืนยันตามที่มีการร้องเรียนมาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชน เราไม่อยากบอกว่าถูกหรือไม่ แต่เอกสารยืนยันชัดเจนว่า นายแพทย์สรณ ขัดต่อพระราชบัญญัติ กสทช. จึงคิดว่ากรรมการสรรหาฯต้องนำประเด็นเหล่านี้ไปพิจารณา เพราะเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งสำคัญกว่ากระบวนการ

ด้านนายประพันธ์ คูณมี  อดีต สว. และอดีตกรรมาธิการไอซีที กล่าวว่า เราได้พูดถึงเหตุผลและที่มาว่าทำไมถึงได้รับเรื่องนี้มาตรวจสอบคุณสมบัติและสอบข้อเท็จจริง เพราะนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน ในประเด็นประธานกสทช. มีคุณสมบัติ ทางกรรมาธิการจึงได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเป็นไปตามที่ผู้ร้องร้องหรือไม่ มีคุณสมับัติขัดต่อกฎหมาย หรือมีลักษณะต้องห้าม และกระทำการขัดต่อพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่  โดยเรามีข้อสรุปพร้อมทำทำรายงานเสนอไปว่ามีคุณลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายจริง ถือว่าเสร็จสิ้นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ เพราะมีการขอให้สอบตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ส่วนหน้าที่ในการที่จะวินิจฉัยว่ากรรมการและประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติพ้นจากตำแหน่งแล้วหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ตีความมาแล้ว และกรรมการสรรหาก็กำลังพิจารณาอยู่

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ผลสรุปที่ออกมาว่ามีความผิดจริงนั้นเรารวบรวมหลักฐานจากหน่วยงานต่างๆอาทิ หนังสือหลักฐานจากมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ง.ด. 40 จากสำนักงานกรมสรรพากร   เอกสารจากธนาคารกรุงเทพ ตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเราได้รวบรวมพบบนข้อเท็จจริงที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตามในกรณี หนึ่งในอดีตกรรมาธิการICT  ระบุว่าหากผลการวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯชี้ว่า น.พ.สรณมีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมายจริง จะนำไปสู่ปัญหาหลายเรื่องที่เคยทำไว้ในอดีตระหว่างที่ดำรงตำแหน่งประธานกทสช. เช่นการควบรวมกิจการระหว่างทรูมูฟกับดีแทค กิจการทีวีดิจิทัล  เป็นต้น 

Leave a comment