รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : การจัดการสุขภาพกายใจในบรรยากาศการทำงานที่เป็นพิษ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.56 น.

ในชีวิตการทำงาน เชื่อว่าทุกท่านก็ต้องประสบปัญหาทั้งเรื่องงานและเรื่องคน สัปดาห์นี้เลยขอเล่าถึงปัญหาที่อาจมีสาเหตุมาจากองค์กร หรือเพื่อนร่วมงานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะทางจิตใจและอารมณ์ เช่น โรควิตกกังวลจากการทำงาน เริ่มมีอาการกลัวหรือเบื่อการไปทำงาน ใจสั่นทุกครั้งที่เห็นชื่อเพื่อนร่วมงานคนนั้นทักไลน์หรืออีเมลมา หรือรู้สึกผวาเมื่อต้องเข้าห้องประชุม ภาวะหมดไฟและซึมเศร้า ความเป็นพิษที่สะสมจะค่อยๆ กัดกินความมั่นใจในตัวเอง จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ความสามารถ หมดพลัง ไม่อยากตื่นมาทำงาน และอาจดิ่งจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในที่สุด ภาวะเครียดเฉียบพลันหรือสะสม อารมณ์แปรปรวนง่าย หงุดหงิดกลับไปบ้าน และไม่มีความสุขกับชีวิตส่วนตัว 

นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อภาวะทางร่างกาย อาทิ โรคนอนไม่หลับ สมองรีเพลย์ถึงเหตุการณ์  คำพูดร้ายๆ หรือเหตุการณ์แย่ๆ ในที่ทำงานซ้ำไปซ้ำมาในตอนกลางคืน ทำให้นอนหลับยากหรือตื่นกลางดึกแล้วนอนต่อไม่ได้ ออฟฟิศซินโดรมและปวดหัวเรื้อรัง ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อบ่า ไหล่ และขมับเกร็งตัวตลอดเวลา นำไปสู่โรคไมเกรนหรือปวดหัวจากความเครียด ระบบย่อยอาหารพัง เครียดลงกระเพาะ กรดไหลย้อนกำเริบ หรือลำไส้แปรปรวน ทานอะไรไม่ลงในวันที่มีประชุมร่วมกับคนที่เป็นพิษ  

หลายคนเมื่อเครียด นอนไม่หลับ หรือเริ่มรู้สึกซึมเศร้าไม่อยากทำอะไรเลย ก็ไปหาซื้อยาบรรเทาอาการเหล่านั้นจากร้านยามากินตามอาการได้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ไม่ใช่ยาที่ซื้อทานเองได้ ซึ่งยาในกลุ่มนี้ เป็นยาที่เข้าไปปรับสารสื่อประสาทในสมองให้กลับมาสมดุล การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์ ดังนั้นหากคุณผู้อ่านเริ่มรู้สึกว่าความสตรองที่มีมันรับไม่ไหวแล้ว อาการเครียดเริ่มกระทบกับประสิทธิภาพงานเช่น สมาธิสั้นลง ทำงานผิดพลาดบ่อย หรือกระทบกับความสัมพันธ์รอบตัว การพบจิตแพทย์เพื่อประเมินและใช้ยาควบคู่ไปด้วย จะช่วยประคองให้คุณผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ โดยยาที่มักใช้ ได้แก่  กลุ่มยาต้านเศร้า ตัวเลือกหลักมักเป็นยาในกลุ่มที่ช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยลดความไวต่อสิ่งเร้าที่เป็นพิษรอบตัว ทำให้เรานิ่งขึ้น อารมณ์มั่นคงขึ้น และลดอาการดิ่ง โดยยาในกลุ่มนี้ไม่ได้กินปุ๊บหายปั๊บ ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์จึงจะเริ่มเห็นผลการรักษาที่ชัดเจน หรือแพทย์อาจสั่งจ่าย กลุ่มยาคลายกังวลและยานอนหลับ ออกฤทธิ์ช่วยคลายสมองที่กำลังคิดวนเวียน ลดความตื่นตระหนก และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายเพื่อให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ยานี้มักใช้ในระยะสั้น เนื่องจากมีโอกาสดื้อยาหากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  

ในกรณีที่มีอาการปวดหัว ไม่ว่าโรคไมเกรน หรือปวดหัวจากความเครียด ซึ่งมีวิธีแยกแยะประเภทอาการปวดหัวเพื่อการใช้ยาที่เหมาะสม โดยพิจารณาได้จากลักษณะการปวด ปวดหัวจากความเครียด จะปวดตื้อๆ มึนๆ เหมือนมีสายรัดรอบศีรษะหรือขมับ สัมพันธ์กับกล้ามเนื้อบ่า ไหล่ ขมับที่เกร็งตัว ขณะที่โรคไมเกรน  จะปวดตุ้บๆ ตามจังหวะชีพจร มักปวดข้างเดียว มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับไวต่อแสงจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นฉุน บางรายอาจเห็นแสงระยิบระยับเตือนก่อนปวด แต่ไม่ว่าจะปวดหัวแบบใด เราควรใช้พาราเซตามอลก่อนเพื่อบรรเทาอาการขั้นแรก เพราะมีความปลอดภัยสูง หากพาราเซตามอลไม่ได้ผล หรือปวดรุนแรงปานกลางถึงมาก แล้วค่อยขยับไปกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ที่เรียกว่า NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen) โดยต้องทานหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะ สำหรับกรณีไมเกรนยังมีเทคนิคทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้นโดย รีบทานยาแก้ปวดทันทีที่เริ่มปวดหรือมีสัญญาณเตือน จะระงับอาการได้ดีที่สุด และนอนพักในห้องที่มืด เงียบ และเย็น เพื่อลดความไวต่อสิ่งเร้าของสมอง เลี่ยงปัจจัยที่ทำให้กำเริบ เช่น แสงจ้า เสียงดัง ความเครียด และการนอนดึก หากปวดรุนแรงและบ่อย (เกิน 2-3 ครั้งต่อเดือน) ควรพบแพทย์เพื่อรับยาป้องกันโรค ไม่ควรซื้อยาแก้ปวดทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน 

อย่างไรก็ตาม ยาก็เป็นเพียงตัวช่วย เราคงไม่อยากทำงานจนป่วย แล้วเอาเงินที่ได้จากการทำงานมารักษาตัวจากโรคที่ได้จากการทำงาน ดังนั้น ในการทำงานเราคงต้องปรับตัว รู้เห็นตามความเป็นจริง ยอมรับว่ามนุษย์มความต่างพัฒนาตนทำให้เราแข็งแกร่งมากพอที่จะอยู่ต่อในที่ทำงานที่มีแต่ปัญหาได้ ต้องไม่ไปใส่อารมณ์ เติมเชื้อไฟ คุยกันเฉพาะเรื่องงานไม่ทะเลาะโต้เถียงกันในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมถึงจำกัดการทำงานเฉพาะในเวลางาน ไม่เอางานมาทำในเวลาพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้มีเวลารีเซ็ต ให้พร้อมรับแรงกระแทกจากหน้าที่การงานในอนาคต 

รศ. ภญ. ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ 
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

Leave a comment