
เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริง-เท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน
วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.
เอ็ดดี้ ชวนคิด ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน
เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ” ส้มรื้อโครงสร้างกับน้ำเงินยึดกลไกรัฐ อะไรจริงอะไรเท็จ และอะไรอันตรายกว่ากัน
การเมืองไทยในขณะนี้ไม่ได้มีเพียงการต่อสู้ว่าใครเป็นรัฐบาล ใครเป็นฝ่ายค้าน ใครทำผิดกฎหมายใครเปิดโปง แต่เป็นการแย่งชิงพื้นที่การรับรู้ของสังคม ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อนว่า นี่คือ “การปฏิรูป” หรือ “การรื้อระบบ”
นี่คือ “การเปิดโปงการฮั้ว” หรือ “การสร้างเรื่องเล่าทำลายฝ่ายสีน้ำเงิน” และนี่คือ “การใช้สิทธิปกป้องชื่อเสียง” หรือ “การฟ้องปิดปาก”
ในส่วนของฝ่ายคัดค้าน ในประเด็นที่ว่า นักกิจกรรมกำลังถูกนักการเมืองใช้คดีปิดปาก คือ ผู้กล่าวหากำลังใช้สถานะองค์กรภาคประชาสังคมเป็นเกราะ เพื่อเปิดชื่อและทำลายชื่อเสียงนักการเมืองโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ตรวจสอบผู้อื่น
ประเด็นนี้แยกพิจารณาได้เป็นสามชั้น
ชั้นแรก หากตรวจสอบได้ว่า iLaw ได้รับเงินสนับสนุนจาก OSF, NED และองค์กรต่างประเทศอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ก็พอกล่าวได้ว่า iLaw พึ่งพาแหล่งทุนต่างประเทศ และสังคมย่อมมีสิทธิตรวจสอบเงื่อนไข แหล่งเงิน และความเป็นอิสระขององค์กรนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง iLaw ประชาไท นักกิจกรรม และพรรคประชาชน ก็อาจสะท้อนให้เห็นได้จากประวัติบุคคล วาระที่สนับสนุนร่วมกัน เวที และแนวคิดที่สอดคล้องกัน จึงพอวิเคราะห์ได้ว่าองค์กรเหล่านี้อยู่ในระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าเดียวกัน และมีผลประโยชน์หรือเป้าหมายบางเรื่องที่บรรจบ
ทั้งนี้ ระบบนิเวศทางการเมืองฝ่ายก้าวหน้าดังกล่าว มีองค์กรและบุคคลบางส่วนที่ยืนอยู่ในจุดสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ และการปรับสถานะหรืออำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าการเสนอนโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เข้าข่ายการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อ “ล้มล้างการปกครอง”
คำว่า “ล้มล้างการปกครอง” ทางการเมืองหมายถึง การกระทำที่มีเจตนาทำลาย หรือเปลี่ยนผ่านระบบโครงสร้างหลักของรัฐให้สิ้นสลายไป โดยเฉพาะในบริบทไทยคือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีนัยยะสำคัญคือการเป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและข้อห้ามตามกฎหมาย
พรรคประชาชนเสนอการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างเปิดเผย ซึ่งบางเรื่องเป็นการปฏิรูปภายในระบอบ แต่ความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกลและประเด็นมาตรา 112 ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าโครงการเปลี่ยนแปลงอาจลึกกว่านโยบายที่ประกาศในปัจจุบัน
สิ่งที่ยืนยันได้คือ พรรคประชาชนมีความต่อเนื่องจากพรรคก้าวไกล และประเด็นมาตรา 112 เคยเป็นส่วนสำคัญของแนวทางพรรคเดิม สิ่งที่อนุมานได้อย่างมีเหตุผลคือ พรรคประชาชนอาจต้องปรับยุทธศาสตร์และลดการสื่อสารในประเด็นที่เคยนำไปสู่ความเสี่ยงทางกฎหมาย
แต่สิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้คือ พรรคประชาชนมีมติลับให้ยกเลิกมาตรา 112 หรือถือเรื่องนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดเหนือทุกนโยบาย และการไม่มีข้อความในเอกสารสาธารณะไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีเป้าหมายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปเจตนาลับโดยไม่มีหลักฐาน
ชั้นที่สอง คดีเลือก สว. สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ มีการสอบสวนขนาดใหญ่ มีพยานและข้อมูลจำนวนมาก และมีข้อสงสัยมากพอให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการ
แต่ก็ยังจำเป็นต้องแยกแยะระหว่างการรวมกลุ่ม การกระทำผิดรายบุคคล เครือข่ายจัดตั้ง และความเชื่อมโยงถึงพรรคการเมือง ออกจากกันให้ชัด
สิ่งที่ยังต้องพิสูจน์คือ มีขบวนการเดียวควบคุมการเลือกจริงหรือไม่ ผู้สมัครแต่ละคนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด เงินแต่ละรายการมีวัตถุประสงค์อะไร และนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดเป็นผู้สั่งการหรือสนับสนุนหรือไม่
แต่ในสถานะปัจจุบัน “ความเสี่ยงต่อการครอบงำกลไก” เพราะการมี สว. ที่ภูมิหลังใกล้กัน ลงคะแนนสอดคล้องกัน หรือมีความสัมพันธ์กับขั้วการเมืองเดียวกัน ยังไม่เพียงพอจะพิสูจน์ว่าถูกควบคุมจากศูนย์กลาง
การยืนยันว่ามีการยึดกลไกจริงต้องมีหลักฐานเรื่องการจัดตั้ง การสั่งการ เส้นทางผลประโยชน์ รูปแบบการลงมติ และการใช้อำนาจแต่งตั้งอย่างต่อเนื่อง
ชั้นที่สาม ผู้เปิดโปงเองก็มิได้อยู่นอกสนามการเมืองแต่อย่างใด เพราะ iLaw เป็นองค์กรรณรงค์ที่มีจุดยืน แหล่งทุน และความสัมพันธ์อยู่ในระบบนิเวศฝ่ายก้าวหน้าเช่นกัน จึงต้องถูกตรวจสอบเรื่องการคัดเลือกข้อมูล วิธีนำเสนอ และผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ต่างจากผู้ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวก็ไม่อาจนำมาใช้ลบล้างหลักฐานของ iLaw ได้ หากยังไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาหลักฐานนั้นอย่างจริงจัง
ข้อสรุปของบทวิเคราะห์นี้คือ
ประเทศไทยไม่ได้เผชิญเพียงการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่ต้องการรื้อโครงสร้างกับฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่ากำลังยึดกลไก แต่ยังเผชิญการต่อสู้เพื่อยึดพื้นที่การรับรู้ของสังคม ฝ่ายหนึ่งอาจใช้ภาษาการปฏิรูปเพื่อปิดบังผลของการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่าที่ประกาศ อีกฝ่ายอาจใช้กลไกและเครือข่ายเพื่อรักษาอำนาจ ขณะที่องค์กรตรวจสอบก็อาจใช้ข้อมูลและเรื่องเล่าทางการเมืองสร้างคำตัดสินในสังคมก่อนกระบวนการยุติธรรม
ทางออกจึงไม่ใช่การห้ามตรวจสอบหรือห้ามฟ้องคดี แต่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย นักการเมืองต้องตอบคำถามต่อหลักฐาน ผู้ตรวจสอบต้องเปิดเผยวิธีทำงานและผลประโยชน์ของตน และผู้ที่ใช้กฎหมายต้องพิสูจน์ว่ากำลังปกป้องสิทธิ ไม่ใช่ใช้อำนาจสร้างความหวาดกลัว”