กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ หยุดเผาตอซัง ชูจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ลด PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ หยุดเผาตอซัง ชูจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ลด PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน

กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ หยุดเผาตอซัง ชูจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว ลด PM2.5 ฟื้นดิน ลดต้นทุน สร้างต้นแบบเกษตรยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 11.56 น.

อุตรดิตถ์ – กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ลดการเผาตอซังและฟางข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมการใช้หัวเชื้อ จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวเป็นทางเลือกแทนการเผา เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับการทำนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเผยเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดการบอกต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น

นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ โดยปัจจุบันเกษตรกร

จำนวนมากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวผ่านการบอกต่อระหว่างเกษตรกร รวมทั้งการเผยแพร่ของสื่อมวลชน จนเกิดความสนใจและติดต่อขอคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่องเกษตรกรหลายรายได้สั่งซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ และพบว่าสามารถช่วยย่อยสลาย

ตอซังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหา “ข้าวเมาตอซัง” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตลดลง รวมทั้งช่วยลดปัญหาข้าวดีดและข้าวเด้งที่พบมากในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเกษตรกรส่วนใหญ่มีความเข้าใจตรงกันว่าการเผาตอซังไม่ใช่ทางออก

แต่ต้องการวิธีการที่ช่วยให้ฟางข้าวย่อยสลายได้รวดเร็ว ใช้ต้นทุนไม่สูง และสามารถเตรียมแปลงปลูกได้ทันฤดูกาลเพาะปลูก

นางกุลธิดา กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์จะให้ผลดีที่สุดเมื่อผสมกับปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 เพื่อเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ และควรหมักไว้ประมาณ 5–7 วัน หรือหากมีเวลามากอาจหมักนาน 7–15 วัน เพื่อให้การย่อยสลายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแม้เกษตรกรบางรายจะนำไปใช้โดยไม่ผสมปุ๋ยตามคำแนะนำ ก็ยังให้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทั้งในด้านการ

ลดปัญหาตอซัง ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นข้าว และช่วยลดวัชพืชในนาข้าว

สำหรับพื้นที่นาขนาดใหญ่ กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ประยุกต์ใช้โดรนในการหว่านจุลินทรีย์ร่วมกับปุ๋ย เพื่อช่วย

ลดค่าแรงงาน โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 50–60 บาทต่อไร่ อีกทั้งยังช่วยให้การกระจายจุลินทรีย์ทำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังในอัตรา 1–1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 3–5 กิโลกรัมต่อไร่ หรือปุ๋ยหมักในอัตราที่เหมาะสมตามปริมาณฟางข้าวในแปลงนา เพื่อเร่งการย่อยสลาย หลังจากนั้นสามารถเตรียมแปลงปลูกได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยลดการไถพรวนซ้ำ ลดต้นทุนการเตรียมดิน และคืนธาตุอาหารสำคัญ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม กลับคืนสู่ดิน ส่งผลให้ต้นข้าวแตกกอดี แข็งแรง และเพิ่มศักยภาพการให้ผลผลิตในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และการบริหารจัดการน้ำ เกษตรกรต้องการให้การย่อยสลายเกิดขึ้นภายในเวลาประมาณ 3 วัน ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตรเตรียมศึกษาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง และตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ด้านนายมนัส ธูปเมฆ เกษตรกรบ้านต่อใต้ ตำบลเทิดศักดิ์ อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ทำนามีการใช้สารเคมีอย่างต่อเนื่องจนดินเริ่มเสื่อมสภาพ ต่อมาได้รับคำแนะนำจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงปรับเปลี่ยนมาสู่การทำนาที่ลดการใช้สารเคมี พร้อมนำจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวของกรมวิชาการเกษตรมาใช้ในแปลงนา

นายมนัส กล่าวว่า การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวช่วยลดต้นทุน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมี รวมถึงสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้น โดยพื้นที่นา 1 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 800–1,000 กิโลกรัม ขณะที่ก่อนนำจุลินทรีย์มาใช้ ให้ผลผลิตเพียง 600–700 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น พร้อมสะท้อนว่า ในอดีตเกษตรกรจำนวนมากนิยมเผาตอซังเพื่อเตรียมแปลงปลูก เพราะสะดวกและรวดเร็ว แต่กลับก่อให้เกิดควันพิษและฝุ่นละออง PM2.5

จึงขอเชิญชวนเกษตรกรทั่วประเทศร่วมกัน “หยุดเผา เปลี่ยนฟางเป็นปุ๋ย เปลี่ยนตอซังเป็นพลังของผืนดิน” ด้วยการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดฝุ่น PM2.5 ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต และสร้างระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและอากาศสะอาดเพื่อทุกคนอย่างยั่งยืน

Leave a comment