วอนอย่าตัดเงินบำนาญสส. วันนอร์ครวญ เจ็บป่วยไม่มีเงินรักษา ถูกไล่ออกจากบ้านเช่า

22 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

วันนอร์”ขอกมธ.งบประมาณฯ ปี 2570 เติม 600 ล้านบาทให้“กองทุนบำนาญสส.-สว.”ยกเคส“อดีตสส.ถูกไล่จากห้องเช่า-ไม่มีเงินจ่ายโรงพยาบาล” หลังมิถุนายนไม่มีเงินจ่ายแล้ว ต้องรอตกเบิกงบปี70 ด้าน‘ชาดา’หนุน ชี้ สส.ไม่รวยทุกคน”วิปรัฐบาล” เคาะถกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 26ส.ค.นี้ ให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายเต็มที่ 8 ชั่วโมง ด้านโพลพระปกเเกล้า เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับ1 ขณะที่กกต.ที่โหล่ ชี้ประชาชนอยากเห็นความคืบหน้าคดี

เมื่อวันที่ 21  สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ.เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณารายงานแปรญัตติเพิ่มและการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

ช่วงหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กมธ.อภิปรายถึงกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่า ทราบว่ามีการปรับลดและตัดออกทั้งหมด ทั้งที่เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาตนได้รับโทรศัพท์จากอดีต ส.ส. ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้วเพื่อขอเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 5,000 บาท เพราะจะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว แต่ไม่มีเงินจ่าย ทั้งนี้ ตนบอกว่าจะโอนผ่านบัญชี แต่อดีต ส.ส.บอกว่าโอนเข้าบัญชีส่วนตัวไม่ได้ เพราะเจ้าหนี้ริบไปทั้งหมด หรือมีบางกรณีที่พบว่าอดีต ส.ส.ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า แม้จะมีลูกอยู่ แต่ด้วยคำว่าศักดิ์ศรีจึงไม่พึ่งพาลูก

 ‘วันนอร์’ของบ600ล้านให้สส.-สว.

“อดีต ส.ส.ไม่ได้รวยทุกคน ที่ผมเห็นข้อมูล อดีต ส.ส.มาขอเงิน 1,800คน ที่ไม่มาขอ 458คน แต่ละปีต้องใช้งบ 600-700 ล้านบาท ที่ผ่านมาขอไป 200 ล้านบาท ไม่พอ หลังจากเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ให้แล้ว ต้องรอตกเบิก รองบใหม่ ทั้งนี้ปีที่แล้ว ขาดเงิน 300 ล้านบาท ยังดีที่ประธานสภาขอ ครม.ของบกลางในวันสุดท้าย ก่อนปิดปีงบประมาณ ส่วนปีนี้ยังขาดอีก ถ้าไม่ให้ถือว่าไม่เป็นธรรม” นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าว

อ้างแม้อดีตสส.ชาวบ้านมาหาทุกวัน

นายวันนอร์ กล่าวต่อว่า ตนอยากให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรี อย่าคิดว่าเป็นอดีต ส.ส.แล้วไม่มีหน้าที่ ทำไมต้องให้ แต่ชาวบ้านไม่คิดแบบนั้น แม้เป็นอดีต ส.ส.ชาวบ้านยังมาหาและมีภาระมากกว่า ส.ส. เพราะอดีต ส.ส.อยู่กับชาวบ้านทุกวัน ส่วนส.ส.อ้างได้ว่า มาประชุมสภา มาประชุมกรรมาธิการ ดังนั้นขอให้เห็นความจำเป็นต่อเกียรติและศักดิ์ศรี ที่ผ่านมาพบว่า หลายประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว ยังมีสวัสดิการให้อดีต ส.ส. ดังนั้นหากสภาตัดเงินกองทุนออกหมด เชื่อว่า จะเป็นปัญหาต่อการบริหารกองทุนที่มีประธานสภาเป็นประธานกองทุน

ภราดรเล็งหารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง

ด้าน นายภราดร กล่าวว่า เหมือนที่ นายวันนอร์ อภิปราย ถือเป็นข้อสังเกตที่จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบไหน ทั้งนี้ ส.ส.และอดีต ส.ส. คิดไม่ต่างกัน มีเพียงคนเดียวที่ต้องการ แต่ตนทราบว่าเขาก็รับเบี้ย ตอนเป็นอดีต ส.ส.รับมาทุกปี ส่วนผู้ช่วย ส.ส.ตั้งเต็มจำนวน แต่ที่เขาพูดเพื่อตั้งใจเอากระแสสังคมให้สังคมต่อว่า นักการเมือง แต่สุดท้ายตัวเองก็รับ

 ‘ชาดา’หนุนเพราะสส.ไม่รวยทุกคน

ขณะที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ในฐานะ กมธ.กล่าวว่า สภาพส.ส.แต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งตนเจ็บปวดที่เห็นส.ส.ในอดีต ไม่มีที่ ส.ส.จะรวย เพราะทำมากินอะไรไม่ได้ ห้ามมีหุ้น ซึ่งตนเคยพูดเล่นๆว่า เขาสอนให้คอร์รัปชั่นอย่างเดียว เพราะทำตามกฎหมายไม่ได้ มีคนบอกว่าถ้าแบบนั้นไม่ต้องมาเป็น ส.ส.ตนมองว่า พูดง่ายไป หาก ส.ส.มีเงินจะถูกมองว่า มาหากิน ดังนั้นแนวคิดของสังคมควรให้โอกาสคนที่ยากไร้ เพราะครั้งหนึ่งเป็นคนที่เคยทำงาน ขอให้เห็นใจเพื่อนส.ส.ที่ยากจน ไม่ร่ำรวย

นัดพิจารณาพรก.กู้เงิน26สิงหาคมนี้

ด้าน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แถลงว่า ในวันที่ 26 สิงหาคม ในการประชุมสภาฯ จะพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ทั้งนี้ได้ประสานกับวิปฝ่ายค้านถึงการจัดสรรเวลาแล้ว โดยจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 8 ชั่วโมง เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบ ซักถามฝ่ายบริหารได้เต็มที่ ขณะที่การอภิปรายของสส.ฝ่ายรัฐบาล รวมถึงการชี้แจงของรัฐมนตรี มีเวลารวม 3 ชั่วโมง ทั้งนี้จะใช้เวลาพิจารณาตั้งแต่เวลา 09.00น.และคาดว่าจะลงมติในเวลา 21.00 น. วิปรัฐบาลจะนัดหารือรายละเอียดการพิจารณา พ.ร.ก. ในวันที่ 24 สิงหาคม รวมทั้งเหตุผลความจำเป็นของรัฐบาลต่อการกู้เงิน รวมถึงแผนที่รัฐบาลจะใช้เงินกู้ 2แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก่อนจะที่พิจารณาถึงการลงมติ เบื้องต้นเชื่อว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันไม่แตกแถว

ปชช.32%จี้ศาลรธน.แจ้งคืบหน้าคดี

วันเดียวกัน สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญและมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต.”โดยสำรวจ ระหว่างวันที่ 7-10ส.ค.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 1.ท่านต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยข้อมูลเรื่องใดมากที่สุด 32.8% ต้องการให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน สูงสุด รองลงมา 18.2% ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย, 15.3% การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง 11.2% หลักเกณฑ์ที่ใช้พิจารณาและตัดสินใจ, 7.2% ช่องทางร้องเรียนและติดตามผลที่เข้าถึงง่าย, 5.2% ต้องการทราบผลงานและผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม, 4.7% มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน, 3.9% ต้องการทราบระยะเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะที่ 1.5% ไม่มีความเห็น

เมื่อรวม 2อันดับแรก พบว่า 51.0% ต้องการรู้ทั้งความคืบหน้าของคดีและเหตุผลของการตัดสินใจ สะท้อนว่า คนกว่าครึ่งอยากติดตามคดีและเข้าใจเหตุผล มากกว่ารู้เพียงผลตัดสิน จึงควรมีการอธิบายเหตุผลอย่างเข้าใจง่ายให้ประชาชนทราบและตรวจสอบได้

เชื่อมั่นองค์กรกกต.น้อยที่สุด3.8%

2.ศาลรัฐธรรมนูญนำด้านความเชื่อมั่น แต่กลุ่มไม่แน่ใจตามมาติดๆ โดย31.3% เลือกศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นสูงสุด รองลงมา 27.7% ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น ขณะที่ 13.2% เชื่อมั่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.), 10.9% คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), 6.6% คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), 6.5% ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่เชื่อมั่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) น้อยที่สุด เพียง 3.8%

คนใต้เชื่อมั่นกสม.รองจากศาลรธน.

ส่วนรายภูมิภาค“ศาลรัฐธรรมนูญ”มีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุดในภาคเหนือ 44.8% ภาคใต้ 37.5% และภาคตะวันออก 29.6% ขณะที่ คตง./สตง.มีสัดส่วนสูงสุดในกรุงเทพฯ 28.9% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 38.4% และภาคกลาง 33.5% กลุ่มไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็นมีสัดส่วนสูงสุด ทั้งนี้ ในภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสัดส่วนตามมาใกล้เคียง 34.7% แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีสัดส่วนผู้เลือกสูงสุด แต่ยังไม่ถึง 1 ใน 3 และสูงกว่ากลุ่มไม่แน่ใจเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นยังไม่กระจุกตัวองค์กรใดอย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มไม่แน่ใจซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างสูง แสดงให้เห็นว่ายังมีพื้นที่ให้แต่ละองค์กรสร้างความเข้าใจและทำให้ประชาชนเห็นผลการทำงานมากขึ้น 3.ประสิทธิภาพจัดการเลือกตั้งของ กกต.เด่นกว่าด้านอื่น แต่ความเป็นอิสระยังเป็นโจทย์สำคัญ โดย 23.7% ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ในด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้งสูงที่สุด รองลงมา 21.3% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม, 18.5% การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม, 18.2% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้, 17.7% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน และ 16.7% ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง

จี้กกต.เพิ่มประสิทธิภาพจัดเลือกตั้ง

เมื่อพิจารณาระดับ“น้อย-น้อยที่สุด” พบว่า51.9% ประเมินด้านความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองในระดับดังกล่าว สูงที่สุดใน 6ด้าน รองลงมา คือ50.8% ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง, 48.1% ความโปร่งใสและตรวจสอบได้45.5% การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น, 38.3% ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง และ 34.6% ความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม ด้านประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งมีผลดีกว่าด้านอื่นเมื่อเปรียบเทียบกัน แต่ยังไม่มีด้านใดที่มีผู้ประเมินระดับ “มาก-มากที่สุด” ถึง 1 ใน 4 ขณะที่ระดับ “น้อย-น้อยที่สุด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดใน 5 จาก 6 ด้าน โดยเฉพาะความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง สะท้อนว่า กกต.ไม่เพียงต้องเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ประชาชนเห็นว่ากระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง โปร่งใส และตรวจสอบได้

ตัดบำนาญสส.วันนอร์ไล่สส.จากห้องเช่า

Leave a comment