27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ลุ้นศาลชี้ขาด28กันยา คดีบาร์โค้ด เลือกตั้งโมฆะหรือไม่ การเมืองระทึกสุดขีด สภาฯถล่มพรก.กู้เงินฯ นายกฯการันตีโปร่งใส
สุดระทึกศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ วันที่ 28 กันยายนนี้ หลังไต่สวน 5 พยานเสร็จสิ้น เปิดโอกาสคู่กรณีเดินเผชิญสืบพร้อม 2 ตุลาการ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งวันนี้ด้านสภาฯถล่มยับพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “เท้ง” ซัดรัฐบาลยัดไส้ไร้แผนงานใช้เงิน ประกาศลั่นไม่ลงมติให้ผ่านแน่นอน ขณะที่นายกฯ-ขุนคลัง การันตีใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริหารจัดการหนี้ ไม่เกินเพดาน 70%
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน 5ปาก ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8กุมภาพันธ์2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย
ศาลไต่สวนพยาน5ปากคดีบาร์โค้ด
โดยพยาน 5ปาก เป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1.นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2.นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัดและ5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.และอนุญาตให้ทางกกต.โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในการไต่สวน ศาลได้งดการถ่ายทอดภาพและเสียงรวมถึงกำชับห้ามผู้เข้าฟังนำข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้ไปเผยแพร่สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด
สั่งตรวจที่เก็บบัตรจริง27ส.ค.นี้
การไต่สวนใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงกว่า นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งคู่กรณีว่า ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาลตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ2562 โดยศาลมอบให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนพดล เทพพิทักษ์และหน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8ก.พ.2569ในกทม.ในวันที่ 27ส.ค.เวลา10.00น.เป็นต้นไป โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบตามวันเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าไม่ติดใจ
นัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาด28ก.ย.
วันนี้ศาลฯ ออกนั่งพิจารณาคดีเพื่อไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลเรียกมาให้ถ้อยคำทั้ง 5ปาก ซึ่งได้ตอบข้อซักถามของศาล และศาลอนุญาตให้คู่กรณีซักถามเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลฯได้บันทึกการไต่สวนไว้ด้วยเครื่องบันทึกภาพและเสียงแล้ว หากคู่กรณีประสงค์ยื่นคำแถลงปิดคดีให้ยื่นภายในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. หากไม่ยื่นในกำหนดเวลาถือว่าไม่ติดใจและนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติในวันจันทร์ที่ 28ก.ย.69 เวลา 9:30น.และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันในเวลา 14:00น.
นายกฯแจงกูเงินสู้วิกฤตพลังงาน
วันเดียวกัน เวลา 09.00น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท
โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงต่อที่ประชุมว่า ตามที่ครม.มีมติเมื่อวันที่ 5พ.ค.2569 เห็นชอบให้ตรา พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ซึ่งพ.ร.ก.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9พฤษภาคม 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การตรา พ.ร.ก.กระทำได้เฉพาะครม.เห็นว่า เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.วงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 4แสนล้านบาท ดังนี้ 1.สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปค ห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน จึงทำให้ปริมาณน้ำมันตลาดโลกขาดแคลน กระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน
ปัญหาราคาน้ำมันโลกเรื่องใหญ่
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า 2.ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลาง ร้อยละ50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวประเทศไทย จึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโดยที่โครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงส่งผลกระทบ ต่อราคาสินค้า การบริการ ขนส่ง ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญ
ไม่มีใครคาดการณ์ได้จะจบเมื่อใด
นายกฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใดแต่น่าจะใช้เวลาอีกหลายปีและกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันกลับสู่สภาพเดิมหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ว่าจะกลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล จากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ50 อย่างเช่นที่ผ่านมา หากเราไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ เราก็ยังอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย
โปร่งใส-ตรวจสอบได้-ขอมั่นใจรบ.
“ช่วงต้นปี69 รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ทั้งนี้ผมขอย้ำให้สภาและประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน70%ส่วนแนวทางกู้เงินเบื้องต้น คือ หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้ กระทรวงการคลัง วางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงและต้นทุนกู้เงินที่เหมาะสม ต่อการบริหารชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก โดยคำนึงถึงกรอบวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการใช้เงินกู้ที่คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการทำโครงการต้องผ่านกลไกกลั่นกรองของคณะกรรมการ ที่ยึดความเหมาะสม คุ้มค่าตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณแหล่งอื่น ยืนยันว่า สถานการณ์วิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติร้ายแรง จึงต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน“ นายอนุทิน กล่าว
‘เท้ง‘ซัดรัฐบาลไร้แผนงานใช้เงิน
เวลา 09.30น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเว่า สิ่งที่ตนอยากได้ยินจากการชี้แจงของนายกฯ คือ ความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพราะจากคำชี้แจงของนายกฯพูดในหลายประเด็น ทั้งสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาท ที่มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงานและการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหา เช่น มาตรการเยียวยา เราได้แสดงความเห็นหลายครั้งว่า แผนงานที่จะใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ติดใจเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีเหตุจำเป็นรีบด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาประชาชน อาจจะมีข้อคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น วิธีส่งเงินเยียวยาไปถึงมือประชาชน
ตอบไม่ชัด-ไม่ลงมติให้ผ่านแน่นอน
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เราอยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาลว่าการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยต่อจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ 5-10ปีต่อจากนี้ เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตราพ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า “ไม่มีแผน”หากมีแผนท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่า มีเป้าหมายอย่างไร หากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในแผนงานและไม่สามารถตอบได้ว่า เหตุใดต้องกู้เงินมหาศาลมาเพื่อการนี้ พวกผมคงไม่สามารถลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ให้ได้จริงๆ
‘เอกนิติ’ยืนกราน4แสนล้านจำเป็น
เวลา 11.00น.นายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาท ครั้งนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ เข้าใจดีว่า สส.ไปเอาความเห็นของคนเห็นค้านมาอภิปราย ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤติหลายรอบ ระลอก1คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ ระลอก2คือ วิกฤติค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นสูงขึ้นเกือบ3% ระลอก3 กำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤติเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แต่ปัญหาตะวันออกกลาง ไม่รู้จบเมื่อไร หากสงครามไม่จบ ความเปราะบางก็มากขึ้น วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อออกพ.ร.ก.กู้เงิน
ไม่ได้กู้มากองไว้-ใช้ในเรื่องจำเป็น
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ส่วนแผนการจัดสรรงบประมาณยืนยันว่า วันนี้พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ไม่ต่างจากพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต และมีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า แก้ปัญหาสิ่งที่เคยมีปัญหาในอดีต ทำให้พ.ร.ก.นี้ โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด โปร่งใส ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงวุฒิภายในและภายนอก จะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องวัตถุประสงค์และแผนงาน มีความพร้อม โปร่งใส คุ้มค่า เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินและรายงานครม.ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออกพ.ร.ก.กู้เงิน มีความโปร่งใส ไม่ตีเช็กเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน ใช้วิกฤติเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤติสงคราม
28กันยา, การเมืองระทึกสุดขีด, ชี้ขาดคดีบาร์โค้ด, ลุ้นศาลรธน., สภาฯกล่มพรก.กู้เงิน, เลือกตั้งโมฆะหรือไม่